พระบรมฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า ขณะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๐ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต

พระบรมฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า ขณะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๐ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต

เจ้านายฝ่ายหน้ากำลังรอเฝ้ารับเสด็จที่เฉลียงพระที่นั่งวิมานเมฆ

(จากซ้าย)

1. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลที่ 6) - เครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ (The Order of Nine Gems)

2. กรมหลวงพิชิตปรีชากร - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

3. กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

4. กรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

5. กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ -  เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

6. กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

7. กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

8. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัตติวงศ์ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

9. กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ - เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Order of the Royal House of Chakri)

____________

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450 เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่ามีสาเหตุหลักเพื่อช่วยบรรเทารักษาพระอาการประชวรของรัชกาลที่ 5 จนในยุคนั้น มีบ้างที่ถึงกับวิจารณ์การเสด็จประพาส แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามีเรื่องเกี่ยวกับ “ราชการ” อยู่ด้วย

การเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ. 2440 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายเพื่อรักษาเอกราชของชาติท่ามกลางการรุกคืบของจักรวรรดินิยมตะวันตก ขณะที่วัตถุประสงค์สำคัญสำหรับการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2450 เป็นที่ทราบกันดีว่าเพื่อพักผ่อนพระวรกาย ฟื้นฟูพระพลานามัยและรักษาพระอาการประชวรซึ่งเป็นผลมาจากตรากตรำพระราชหฤทัย และพระวรกายอันเป็นผลสืบเนื่องจากการบริหารราชการบ้านเมือง โดยสภาพแวดล้อมในช่วงเวลานั้นดินแดนยังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก พระองค์ต้องทรงศึกษาเรื่องราวเหตุการณ์ และครุ่นคิดต่อเนื่องกันทั้งเวลาเสวย หรือบรรทม เป็นผลให้พระสุขภาพพลานามัยทรุดโทรม

ในพระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 อย่างละเอียด ประกอบกับพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานพดล ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นข้อมูลในแง่เล่าเหตุการณ์วันต่อวันคล้ายกับบิดาเล่าสู่บุตร

อย่างไรก็ตาม การเสด็จประพาสครั้งที่ 2 ไม่ได้มีเพียงแค่การฟื้นฟูพระวรกายตามที่หลายคนเข้าใจ หากแต่ยังมีแง่มุมทางราชการด้วย ดังพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 24 ขณะประทับอยู่ในกรุงปารีส ใจความส่วนหนึ่งว่า

“อันที่จริงก็ไม่ใช่จะเที่ยวอย่างเดียว เปนราชการอยู่บ้าง”

นอกจากนี้ ไกรฤกษ์ นานา คอลัมนิสต์อิสระที่ค้นคว้าเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังยกพระราชหัตถเลขาซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงปรึกษาเชิงปรับทุกข์กับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีเนื้อหาทำนองทรงมีความกังวลเรื่องข้อราชการบางอย่างเรื่อง “สัญญาฝรั่งเศส” หลังจากนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงขอพระบรมราชานุญาตจัดพิมพ์พระราชหัตถเลขารวมเป็นหนังสือชื่อ “ไกลบ้าน” ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงตอบรับ แต่ยังทรงปรามไว้ว่าไม่ควรพิมพ์เนื้อหาทั้งหมด “ต้องตัดความซึ่งไม่ควรโฆษณาออกเสียบ้าง”

เนื้อหาส่วนที่ตัดไปนี้ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง แต่จากการสืบค้นของไกรฤกษ์ นานา ทำให้พบว่ามีเค้าลางอยู่บ้างจากรายละเอียดที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ในจดหมายเหตุประกอบเรื่องไกลบ้านตามสำนวนเดิมว่า

“ในเวลาเมื่อก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยุโรปนั้น รัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศสปฤกษาหาทางที่จะปรองดองระงับเหตุบาดหมางกันมาแต่ก่อน ด้วยเรื่องคนในบังคับฝรั่งเศส แลเรื่องเขตรแดน ได้ตกลงทำหนังสือสัญญากันเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 ฝ่ายไทยยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ อันเปนหัวเมืองเขมรให้แก่ฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสยอมให้คนชาวตะวันออกในบังคับฝรั่งเศสอยู่ในอำนาจศาลไทย และยอมคืนเมืองตราดให้แก่ไทย กับทั้งยอมถอนทหารที่ได้มาตั้งอยู่ในเมืองจันทบุรีถึง 12 ปีนั้นกลับไป หนังสือสัญญานี้ได้รับอนุมัติในปาลิเมนต์ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ร.ศ. 126 เวลาเมื่อตกลงกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่ในยุโรป จึงมีพระราชประสงค์จะใคร่เสด็จไปเยี่ยมเยือนทรงแสดงความยินดีต่อประชาชนชาวเมืองตราดและเมืองจันทบุรี”

กล่าวได้ว่า การเสด็จประพาสยุโรปครั้ง พ.ศ. 2450 ไม่ได้มีเพียงจุดหมายเพื่อบำรุงรักษาพระวรกายแค่ประการเดียว ยังมีสนธิสัญญาฉบับล่าสุดกับฝรั่งเศสเป็น “เดิมพัน” แต่เหตุการณ์นั้นทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเสด็จครั้งนี้แตกต่างจากการเสด็จประพาสครั้งแรก โดยครั้งหลังนั้นสยามกำลังอยู่ระหว่างเจรจาตกลงขั้นสุดท้ายกับฝรั่งเศส โดยมีอธิปไตยเป็นเดิมพัน และยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อย่างไร การเปิดเผยข้อมูลออกมาอาจส่งผลได้ การเบี่ยงเบนประเด็นวัตถุประสงค์ของการเสด็จประพาสครั้งหลังจึงมีความจำเป็นไปเอ่ยถึงน้ำหนักเรื่องการเปลี่ยนอากาศมากกว่า

ผลจากสภาพการณ์ข้างต้นทำให้กลายเป็นช่องโหว่ให้คนพาลสามารถตีความหมายว่าเป็นการไปเที่ยว และใช้นำมาโจมตีพระองค์ อันเห็นได้จากเนื้อหาในบัตรสนเท่ห์ที่ถึงขั้นวิจารณ์การเสด็จอย่างรุนแรง แต่พระองค์ทรงนิ่งเฉยต่อความคิดเห็นนี้ และทรงนำเรื่องไปถ่ายทอดต่อเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ดังข้อความในพระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งว่า

วันที่ 24 ตุลาคม ร.ศ. 126

ถึงพระยาสุขุม

…แต่เซนเตนส (หมายถึง “ประโยค”) ที่ลงโทษต่อไปข้างท้ายเหนว่าควรจะร้องอุทธรณ์ “เห็นจะไม่พ้นเปนขี้ค่าฝรั่งเปนแน่หรือจะเปนชะตาของบ้านเมือง จึงเปนได้ดังนี้” ความอันนี้อ่านไม่ออกว่าได้ทำอะไรซึ่งสมควรจะเป็นขี้ค่าฝรั่งก็ไม่ใช่ จะว่าเพราะใช้เงินพระคลังข้างที่มากจึ่งจะต้องเป็นขี้ค่าฝรั่งก็ไม่ใช่ … หรือไปทำหนังสือยอมอยู่ในโปรเตกชัน (เมืองขึ้น) หรือทำหนังสือยอมยกเมืองโดยวิลล์ (ด้วยความสมัครใจ) ให้แก่ประเทศหนึ่งประเทศใด ถ้าหากความเห็นของคนว่าข้าเปนเช่นนั้นได้แล้ว ไม่มีอย่างอื่นที่ควรยิ่งกว่า ให้ออกเสียจากราชสมบัติเพื่อรักษาแผ่นดินไว้…นี่จะนึกว่าเอาเจ้าแผ่นดินออกมาโชว์สักครั้งหนึ่งไม่ได้หรือ และได้กุศลทำให้อายุยืนยาวไป ดูไม่ควรจะดุร้ายถึงเพียงนี้ … รวมใจความว่าไม่มีความพอใจทั้งเจ้าแผ่นดิน และทั้งที่ประชุมเซนเซอร์การปกครองแผ่นดินสยามในเวลานี้…

ความคิดของข้าไม่เดือดร้อนอันใด เพราะพูดไม่มีที่จบอยู่เพียงไหน ถ้าจะเอาเรโซลูชันเข้าก็จนเท่านั้น นี่เสียใจที่สิ่งซึ่งไม่คาดว่าจะเปนมาเปนขึ้น เปนของที่เปลื้องให้ลืมเสียได้ยากอย่างยิ่ง

จุฬาลงกรณ์ ปร.

(หมายเหตุ : ข้อความบางตอนขาดหายไปจากต้นฉบับ)

พระราชดำรัสข้างท้ายในคำเรโซลูชัน (Resolution) หมายถึง “ความตั้งใจ” และมีเนื้อหาว่า ถ้าจะเอ่ยชี้แจงได้ก็จะทำให้ผู้กล่าวหาเข้าตาจนเท่านั้น ไกรฤกษ์ นานา สืบค้นข้อมูลเหตุการณ์และบริบทต่อไปพร้อมทั้งหยิบยกเหตุการณ์ในช่วงเวลาในช่วงไล่เลี่ยกับการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ซึ่ง พ.ศ. 2447 อังกฤษกับฝรั่งเศสลงนามร่วมกันในความตกลงฉันมิตร (Anglo-French Entente 1904) ไกรฤกษ์ นานา แสดงความคิดเห็นว่า ข้อตกลงฉบับนี้เป็นปัจจัยภายนอกที่จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในราชสำนักสยาม และกลายเป็นอีกเหตุหนึ่งของการตัดสินพระทัยเสด็จไปรักษาพระองค์ในยุโรป

ความตกลงฉันมิตร (Anglo-French Entente 1904) เกิดขึ้นหลังจากทั้งสองมหาอำนาจเล็งเห็นว่าต่างฝ่ายต่างต้องสามัคคีกันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแทนที่จะต้องเป็นคู่ตรงข้ามกัน และเป็นการรับรองให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีสิทธิ์และผลประโยชน์เท่าเทียมกัน ประนีประนอมเพื่อขจัดข้อพิพาทอันสืบเนื่องจากปัญหาในอาณานิคมของตน

ไกรฤกษ์ นานา อธิบายรายละเอียดของข้อตกลงฉันมิตรว่า มีเนื้อหาระบุให้ดินแดนในครอบครองของสยามทางภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา (ต่อจากนี้ไป) ให้ถือว่าอยู่ใต้อิทธิพลฝรั่งเศส ส่วนภาคตะวันตกของแม่น้ำเดียวกันและของอ่าวไทยอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษ ไกรฤกษ์ นานา มองนัยของข้อตกลงนี้ว่า เป็นการแบ่งสยามออกเป็น 3 เขต ใน 2 เขตคือที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนภาคกลางให้เป็นเขตกลาง (Neutral Zone) 2 มหาอำนาจกระทำการได้อย่างเสรีในเขตอิทธิพลที่กำหนดไว้

แน่นอนว่าความตกลงนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสยาม และแทบจะทำให้ผลของการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก รวมถึงปฏิญญา ค.ศ. 1896 (ตั้งให้สยามเป็นรัฐกันชน) และอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 เป็นหมัน

อย่างไรก็ตาม ความตกลงฉันมิตรนี้ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยน้อยมาก พงศาวดารไทยก็ตัดเรื่องดังกล่าวออก จากนั้นกลับมีเรื่องสัญญาฝรั่งเศสโผล่ขึ้นมาซึ่ง “บังเอิญ” ตกลงกันได้ในขณะที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสกรุงปารีสพอดี

แต่ในทางตรงกันข้าม ไกรฤกษ์ นานา หยิบยกข้อความที่นายพันเอกหม่อมนเรนทรราชา ผู้ตามเสด็จคนหนึ่งได้เขียนเล่าเหตุการณ์วันที่ 18 มิถุนายน ร.ศ. 126 ว่า รัชกาลที่ 5 เสด็จโดยรถไฟถึงปารีส วันรุ่งขึ้น เสด็จไปยังทำเนียบที่พำนัก (เอลิเซ พาเลส์) ของมงสิเออฟาลิแยร์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส

“…การนี้พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ แด่ ม. ฟาลิแยร์ด้วย วันที่ 20 มิถุนายนจึงมีงานเลี้ยงใหญ่ที่ทำเนียบอีกครั้ง เพื่อฉลองสนธิสัญญาฉบับใหม่และถวายต้อนรับการเสด็จฯ อย่างเป็นทางการซึ่งคณะรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ การต้อนรับอย่างเอิกเกริกนี้ สร้างความขัดแย้งกับพระราชปรารภแต่แรกที่จะมาแบบธุดงค์หรือประพาสต้น หรือแม้แต่การมารักษาพระองค์ ก็ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย”

____________

Photograph of the Siamese Princes and Male Courtiers

(พระฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า)

This AI-restored and creatively reconstructed image is a photograph of the Siamese front court princes, taken while they were waiting to pay homage and receive King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) upon His return from His second European journey in 1907 (B.E. 2450).
The scene is set at the veranda of Vimanmek Mansion, within the Dusit Palace complex.

The princes are shown assembled at the gallery of Vimanmek Mansion, formally awaiting the royal arrival.

From left to right:

  1. Crown Prince Maha Vajiravudh (later King Rama VI)
    (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชรัชกาที่ )
    Wearing the Order of Nine Gems

  2. Prince Gagananga Yukala, the Prince Bijitprijakara
    (กรมหลวงพิชิตปรีชากร)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

  3. Prince Chakrabongse Bhuvanath, Prince of Phitsanulok Prachanat
    (กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

  4. Prince Purachatra Jayakara, Prince of Kambangbejra
    (กรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

  5. Prince Devawongse Varopakarn, Prince of Devawongse Varopakarn
    (กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

  6. Prince Devawongse Varopakarn
    (กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

  7. Prince Narathip Praphanphong
    (กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

  8. Prince Narisara Nuwattiwongse
    (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัตติวงศ์)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

  9. Prince Chandaburi Naruenat
    (กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ)
    Wearing the Order of the Royal House of Chakri

Historical Context: King Chulalongkorn’s Second European Journey (1907)

King Chulalongkorn undertook his second European journey in 1907. At the time, the official explanation emphasised the need to restore His health, as His Majesty had been suffering from prolonged illness caused by relentless administrative burdens and mental strain from governing Siam under constant pressure from Western imperial powers.

While some contemporaries criticised the journey as mere travel for leisure, many historians have since argued that state affairs were also deeply involved.

By contrast, His first European journey in 1897 (B.E. 2440) was clearly part of a diplomatic strategy aimed at preserving Siamese independence amid colonial expansion. The second journey, however, occurred at a moment of intense geopolitical vulnerability.

In Klaiban (Far from Home – ไกลบ้าน), King Chulalongkorn’s own travel diary and royal correspondence—particularly letters addressed to Prince Nibhanopadol (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานพดล)—record daily events in a tone akin to a father narrating his experiences to his son. Importantly, the King himself wrote while residing in Paris:

“In truth, it is not solely a pleasure journey; there is royal business involved as well.”

Diplomacy Behind the Journey

Historian and independent columnist Krairerk Nana (ไกรฤกษ์ นานา) uncovered correspondence revealing that King Chulalongkorn privately consulted Prince Damrong Rajanubhab (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) regarding sensitive state matters, notably the Franco-Siamese treaties.

Following negotiations, the Treaty of 23 March R.S. 125 (1906) resulted in Siam ceding Battambang, Siem Reap, and Sisophon to France, while France returned Trat to Siam and withdrew troops from Chanthaburi after twelve years of occupation. The treaty was ratified by the French Parliament on 21 June R.S. 126.

While the King was in Europe, he expressed a desire to visit Trat and Chanthaburi to celebrate their return to Siam—an act that clearly transcended personal recuperation.

Public Criticism and Royal Resolve

The secrecy surrounding diplomatic negotiations created space for hostile criticism. Anonymous letters accused the King of acting against national interests. In a deeply personal letter dated 24 October R.S. 126, King Chulalongkorn wrote to Chao Phraya Yommarat (Puan Sukhum – เจ้าพระยายมราช ปั้น สุขุม), expressing sorrow that such accusations could arise, yet affirming that relinquishing the throne would be preferable to betraying Siam’s sovereignty.

The Anglo-French Entente of 1904

Krairerk Nana further contextualised the journey within the framework of the Anglo-French Entente, which effectively divided Siam into spheres of British and French influence, leaving the central region as a nominal neutral zone. This agreement severely undermined earlier diplomatic achievements, including the 1896 declaration of Siam as a buffer state.

Curiously, this agreement is scarcely mentioned in Thai historical narratives, while the Franco-Siamese Treaty of 1907—finalised during the King’s stay in Paris—receives greater attention.

A Diplomatic Paradox

Despite His original intention to travel incognito or for medical reasons, King Chulalongkorn was received in Paris with full state honours. On 18 June R.S. 126, He arrived by train and the following day visited the Élysée Palace. During this visit, He bestowed the Order of the Royal House of Chakri upon French President Armand Fallières, followed by a grand official banquet on 20 June celebrating the new treaty.

As one accompanying official later observed, the initial narrative of a quiet medical journey swiftly vanished—replaced by unmistakable signs of high-level diplomacy.

Conclusion

The 1907 European journey of King Chulalongkorn was far more than a restorative retreat. It was a carefully calibrated diplomatic mission conducted under the veil of personal health, at a moment when Siam’s sovereignty stood precariously between competing imperial powers. The photograph of the front court princes waiting at Vimanmek Mansion thus captures not merely a ceremonial moment, but a silent threshold between domestic stability and international crisis.

ผู้เขียน กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม

เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_40336

____________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO



Next
Next

วัฒนธรรมการแต่งกายไว้ทุกข์ในสมัยรัชกาลที่ ๕