History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล

ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล

ภาพที่ได้รับการบูรณะและเพิ่มสีด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยอ้างอิงรายละเอียดเครื่องแต่งกาย เครื่องหมาย และบริบททางประวัติศาสตร์จากหลักฐานร่วมสมัย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา และเจ้าจอมมารดาอ่อน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและเพิ่มสีสันด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นี้ เป็น พระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา และเจ้าจอมมารดาอ่อน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ซึ่งได้รับการฟื้นฟูจากภาพถ่ายขาวดำในสมัยรัชกาลที่ ๕

เจ้าจอมมารดาอ่อน (๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒) เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระมารดาใน

  1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ

  2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา

นอกจากนี้ยังมีพระเจ้าลูกเธอที่ตกพระโลหิตก่อนจะได้รับการสถาปนาอีกสองพระองค์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า”

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” เป็นตำแหน่งพระมหาอุปราชและรัชทายาทที่มีอำนาจสูงที่สุดรองจากกษัตริย์ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ ๕ เพื่อช่วยบริหารราชการและปกครองเมืองสำคัญ วังหน้าประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล และมักเป็นพระอนุชาหรือพระราชโอรสองค์สำคัญ

พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ พระบวรราชวัง ตั้งอยู่ที่เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นพระราชวังที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งทรงดำรงพระอิสริยยศกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้สร้างขึ้น โดยเริ่มสร้างพร้อม ๆ กับพระบรมมหาราชวังใน พ.ศ. ๒๓๒๕ การก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้ใช้พื้นที่ตั้งแต่ทิศเหนือของวัดสลัก (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร) ขึ้นไปจรดคลองคูเมืองเดิม และได้ทำผาติกรรมที่ดินส่วนหนึ่งทางด้านเหนือของวัดสลักเข้ามาเป็นเขตพระราชวังบวรสถานมงคลด้วย

อาณาเขตของพระราชวังบวรสถานมงคลเดิมกว้างขวางมาก แต่ปัจจุบันได้ดัดแปลงส่วนหนึ่งเป็นสนามหลวง และถนน รวมทั้งเป็นที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑. สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
(ดำรงพระยศ พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๔๖)

หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าพระยาสุรสีห์ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) ได้มีการย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมายังกรุงเทพมหานคร และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นในคราวเดียวกัน

๒. สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์
(ดำรงพระยศ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๐)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์) พระองค์ทรงสมรสกับพระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และได้เสด็จเข้าประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล

๓. สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
(ดำรงพระยศ พ.ศ. ๒๓๖๗ – พ.ศ. ๒๓๗๕)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ) หลังจากนั้น พระองค์ทรงประทับอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคลตลอดพระชนม์ชีพ

๔. พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ดำรงพระยศ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๘)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และรับพระบวรราชโองการให้มีพระเกียรติยศเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระราชวังบวรสถานมงคลว่า พระบวรราชวัง ขณะที่วังหลวงเรียกว่าพระบรมมหาราชวัง

๕. กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
(ดำรงพระยศ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๘)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้สถาปนาเจ้านายพระองค์ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก

ต่อมา พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ทำให้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลถูกยกเลิกไป

ดังนั้น พระราชวังบวรสถานมงคลจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนับตั้งแต่นั้นมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดัดแปลงสนามวังหน้าเป็นส่วนหนึ่งของท้องสนามหลวง และรื้อป้อมปราการต่าง ๆ ลง

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานไปไว้ที่ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลให้จัดตั้งขึ้นเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙

ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นที่ตั้งของ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
โรงละครแห่งชาติ
และพื้นที่ด้านเหนือฝั่งตะวันตกของท้องสนามหลวง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา

คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพของ คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา สตรีชั้นสูงผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับข้าราชการสำคัญและราชสำนักสยามในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา สมรสกับ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) อดีตมหาดเล็กข้าหลวงเดิมใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยท่านมีราชทินนามเต็มว่า

“มหาเสวกโท พระยาสุรินทราชา สยามราชภักดี พิริยะพาหะ”

พระยาสุรินทราชา มีนามเดิมว่า นกยูง วิเศษกุล เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในราชการ ได้แก่ อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และ สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต นอกจากบทบาทในราชการแล้ว ท่านยังมีความสำคัญในประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยในฐานะผู้แปลนวนิยายเรื่อง ความพยาบาท จากเรื่อง Vendetta ของ มารี คอเรลลี โดยใช้นามปากกาว่า “แม่วัน” ซึ่งถือกันโดยทั่วไปว่าเป็น นวนิยายแปลเล่มแรกของประเทศไทย

ด้วยผลงานอันเป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมแปลไทยนี้ จึงได้รับการยกย่องจาก สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย โดยได้ตั้งชื่อรางวัลประจำปีสำหรับนักแปลและล่ามดีเด่นว่า “รางวัลสุรินทราชา”

นอกจากนี้ ยังมี ถนนวิเศษกุล ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน

พระยาสุรินทราชา และคุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา มีธิดา ๔ คน โดยธิดาคนสุดท้องคือ หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยาหม่อมใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้ซึ่งต่อมาทรงดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ดังนั้น พระยาสุรินทราชา และคุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา จึงเป็น พระสสุระและพระสัสสุ ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา

หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา ยังเป็น มารดาอุปถัมภ์ ของ เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่
(๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘) ธิดาคนสุดท้องในจำนวน ๓ คน ของ เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ และ เจ้าศิริประกาย ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระธิดาของ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ ๙)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ)

ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ) ป.ธ ๔ อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะราชวรวิหาร ถ่ายไว้แต่เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ราชทินนาม พระเทพมุนี ก่อนปี พ.ศ ๒๔๖๖ (1923)(สมัยรัชกาลที่ ๖)

พระธรรมดิลก (อิ่ม) วัดราชบูรณะ กรุงเทพฯ เป็นพระเถราจารย์สมัยรัชกาลที่ ๕-๖

พระธรรมดิลก (อิ่ม) วัดราชบูรณะ เป็นชาวเจ้าเจ็ด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทพรังษี บ้านเจ้าเจ็ด แล้วย้ายมาอยู่ที่วัดราชบูรณะ กรุงเทพมหานคร จนอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดราชบูรณะ โดยมีพระธรรมวโรดม (สมบูรณ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทสิริ” ขณะที่เป็นสามเณรอยู่ที่วัดราชบูรณะนั้น ท่านสอบได้เปรียญ ๓ ประโยค ภายหลังจึงได้แปลอีก ๑ ประโยค รวมเป็น ๔ ประโยค

ในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปลัด ฐานานุกรมของพระธรรมไตรโลกาจารย์ (แสง)
พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้เป็นพระครูปลัดสุวัฒนสุตคุณ ฐานานุกรมของพระธรรมวโรดม
พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้รับสมณศักดิ์พระราชาคณะที่ “พระศิริธรรมมุนี”
พ.ศ. ๒๔๓๘ ได้เลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระราชเมธี ศรีประสาธน์สุตาคม”
พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข
พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระเทพมุนี และย้ายกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ

พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนขึ้นมาเป็นที่พระธรรมดิลก และสมณศักดิ์พระธรรมดิลกนี้ เป็นครั้งแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่แต่งตั้งขึ้นในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ และท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์นี้เป็นรูปแรก หลังจากที่ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระธรรมดิลกได้เกือบหนึ่งปี ท่านก็ได้มรณภาพในวันที่ ๑ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ สิริอายุได้ ๗๗ ปี พรรษา ๕๕

_________

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องต้นน้อย ทรงพระมาลาเพชรน้อย (หมวกประดับเพชร) เสด็จขึ้นประทับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระมหามณเฑียรพร้อมด้วยพระอัครมเหสี และพระขัตติยานีละล้วนพระราชสัมพันธภคินีและพระราชภาติกา เชิญเครื่องมงคลราชสิริเฉลิมพระราชมณเฑียร โดยเสด็จตามโบราณขัตติยราชประเพณี เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๖๙) พระฤกษ์สามทุ่ม ๕๑ นาที

ในการสร้างสรรค์นี้ได้สร้างสรรค์สีฉลองพระองค์ตามที่บัญทึกไว้ใน จดหมายเหตุบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๖๘ ฉบับพระยาประกาศอักษรกิจ เรียบเรียง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นที่ระลึก ในการเชิญพระบรมอัฐิ เสด็จคือเข้าสู่พระนคร พุทธศักราช ๒๔๙๒

ครั้นคำ่ใกล้พระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องสีพิชัยสงคราม (สีนำ้เงิน) ทรงพระมาลาเพ็ชรน้อย เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งบรมพิมานโดยทางในทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินและเงินสลึงตามทางลาดพระบาท เสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระมหามณเฑียร มีพระราชวงศ์ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภคตามเสด็จคือ

(แถวหน้าจากซ้ายไปขวา)

1. หม่อมเจ้าดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า รพีพัฒน์ (พระชายา หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร) เชิญพานพืช

2. พระองค์เจ้าหญิงสุทธวงษวิจิตร (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) เชิญพระแสงมรกต (พระแสงดาบญี่ปุ่น ของรัชกาลที่ 7)

3. สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเชิญขันทรงโปรย (มีดอกพิกุลเงินพิกุลทอง)

4. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

5. พระองค์เจ้าหญิงศิริรัตนบุษบง (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) พระชายาหม่อมเจ้าอาชวดิศ ดิศกุล เชิญพระแสงเพชรน้อยนวโลหะ (พระแสงขรรค์ ของรัชกาลที่ 5 ใช้คู่กับพระมาลาเพชรน้อย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในพระบรมรูปนี้)

6. พระองค์เจ้าหญิงมยุรฉัตร (ในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน) พระชายาหม่อมเจ้าโสภณภราไดย สวัสดิวัตน์ เชิญธารพระกรศักดิ์สิทธิ์และอุ้มไก่ขาว

7. หม่อมเจ้าสุริยนันทนา สุริยง (ภรรยานายจิตติ สุจริตกุล) อุ้มวิฬาร์

(แถวหลังจากซ้ายไปขวา)

8. หม่อมเจ้าพัฒน์คณนา กิติยากร (ชายาหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์) เชิญจั่นหมากทอง

9. หม่อมเจ้าสวาสดิ์วัฒโนดม ประวิตร เชิญศิลาบด

10. พระองค์เจ้าหญิงพิสิฐสบสมัย (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) ชายาหม่อมเจ้าโกลิต กิติยากร เชิญพระแส้หางช้างเผือก

11. หม่อมเจ้าพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์ (ภรรยาหม่อมราชวงศ์บรรลือศักดิ์ กฤดากร) เชิญพานฟัก

12. หม่อมเจ้าจารุพัตรา อาภากร (ภรรยาหลวงศุภชลาศัย) เชิญกุญแจทอง

13. พระองค์เจ้าหญิงรำไพประภา (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช)

(ชายาหม่อมเจ้าธานีเสิกสงัด ชุมพล) เชิญพระสุพรรณศรี

14. หม่อมเจ้ารัสสาทิศ สวัสดิวัตน์ (ชายาหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร) เชิญพานดอกไม้ธูปเทียน

15. หม่อมเจ้าพวงรัตนประไพ เทวกุล (ชายาหม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล) เชิญพระรัตนกรัณฑ์ (หีบทอง ประดับเพชรใส่เครื่องเขียน)

16. หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ เชิญพานพระศรี

17. หม่อมเจ้าผุสดีวิลาศ สวัสดิวัตน์ เชิญพานดอกไม้ธูปเทียน

18. หม่อมเจ้าแขไขจรัส เทวกุล (ชายาหม่อมเจ้าสโมสรเกษม เกษมศรี) เชิญพานพระกล้อง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

John Thomson: Siam — A Colourisation Project พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

John Thomson: Siam — A Colourisation Project
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ภาพนี้นับเป็นผลงานในชุด John Thomson: Siam — A Colourisation Project ซึ่งเป็นงานศึกษาทางภาพอย่างต่อเนื่อง มุ่งบูรณะและตีความหลักฐานภาพถ่ายยุคแรกเริ่มของสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ขึ้นใหม่ ผ่านกระบวนการลงสีด้วยเทคโนโลยี AI บนพื้นฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างรอบคอบ

ภาพถ่ายนี้บันทึกเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๕ (พ.ศ. ๒๔๐๘) โดยจอห์น ทอมสัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) แสดงภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๘

การพำนักของทอมสันในสยามระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๖๕–๑๘๖๗ ส่งผลให้เกิดการบันทึกภาพอย่างเป็นระบบชุดแรก ๆ ของราชอาณาจักร โดยใช้เทคนิคเว็ตเพลตคอลโลเดียน (wet plate collodion) หรือฟิล์มกระจกเปียก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาเปิดหน้ากล้องนาน และต้องล้างอัดภาพทันทีภายใต้ขั้นตอนทางเคมีที่ละเอียดอ่อน

ในภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชฎาพระกลีบในคราวเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคจากพระบรมมหาราชวังไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

พระชฎากลีบ เรียกอีกแบบว่า ชฎาพระกลีบ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดี ประดับเพชร ยอดเป็นรูปกระโจมยอดบัด ปักพวงสนใบทองอยู่บนยอดและพระกรรเจียก มีเกี้ยวชั้นเดียว ทำเป็นเชิงบาตรซ้อนเจ็ดชั้น บนเกี้ยวชั้นล่างสุดประดับดอกไม้ไหว

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

งานบูรณะพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. ๒๔๔๘)

งานบูรณะพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. ๒๔๔๘)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. ๒๔๔๘) จากภาพถ่ายต้นฉบับโดยเจ้าจอมเอิบ บุนนาค

คอลเลกชันนี้เป็นการนำพระรูปชุดดังกล่าวที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2024 มาปรับปรุงใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างมาก ในปี 2024 AI ยังไม่มีโมเดลแบบ editor suite เช่น Nano Banana, Flux, Seedream, Gwen หรือ Grok มีเพียงเว็บไซต์ลงสีภาพอย่าง Pallette ซึ่งการใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก และไม่สามารถลงสีได้อย่างละเอียด เนื่องจากระบบการลงสีใช้แพตเทิร์นเดียวกันทั้งหมด

ผลงานชุดนี้เป็นการต่อยอดจากคอลเลกชันที่ผมเคยสร้างสรรค์เมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ผลงานชุดใหม่นี้จึงมีความคมชัด ละเอียด และมีมิติของแสงและสีที่สมจริงยิ่งขึ้น การใช้เทคนิคการลงสีและบูรณะในระดับความละเอียดสูง ทำให้ทุกท่านสามารถสัมผัสภาพถ่ายเก่าเหล่านี้ได้อย่างคมชัด ราวกับเป็นภาพร่วมสมัย

กระนั้นก็ตาม ผลงานเหล่านี้มิใช่เพียงการจำลองทางเทคนิค หากแต่เป็นการตีความเชิงศิลปะอย่างจงใจ ภาพต้นฉบับมีลักษณะพระพักตร์ที่หลากหลายแตกต่างกัน ผมจึงเลือกใช้แบบพระพักตร์เดียวกันในทุกภาพ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางอารมณ์และการสื่อความรู้สึกของพระราชชายาอย่างเป็นเอกภาพ อันสะท้อนถึงพระจริยวัตร ความสง่างาม และความเงียบขรึมของพระองค์ในฐานะสตรีผู้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองวัฒนธรรม

ผลงานชุดนี้ประกอบด้วยพระรูปจำนวน ๘ ภาพ ซึ่งถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยฝีมือของเจ้าจอมเอิบ บุนนาค ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย เจ้าจอมเอิบเป็นสตรีเพียงไม่กี่คนที่มีบทบาทในด้านการถ่ายภาพ ในยุคที่วิชาชีพช่างภาพส่วนมากเป็นผู้ชาย ภาพถ่ายของเจ้าจอมเอิบจึงเป็นทั้งผลงานศิลปะและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่บันทึกภาพสตรีในราชสำนักด้วยสายตาและมุมมองที่แตกต่างจากช่างภาพผู้ชาย

การถ่ายภาพในครั้งนั้นจัดฉากกลางแจ้งให้คล้ายกับห้องแต่งตัวแบบตะวันตกในยุควิกตอเรีย ประกอบด้วยโต๊ะเครื่องแป้ง กระจกเงา และพรม ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบ “สตูดิโอจำลอง” ตามแบบฉบับภาพถ่ายชั้นสูงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ที่นิยมสร้างฉาก “ห้องส่วนตัวของสตรี” (lady’s boudoir) เพื่อแสดงภาพผู้หญิงในห้วงขณะอันเป็นส่วนตัวและงดงาม ภาพที่เจ้าดารารัศมีทรงปล่อยพระเกศายาวในบริบทเช่นนี้ จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์หลายระดับ ทั้งความเป็นอิสตรี ความสงบ และความงดงาม รวมไปถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าในภาษาทางศิลปะของภาพถ่ายวิกตอเรีย “เส้นผม” มักถูกตีความเป็นสัญลักษณ์ของความงาม ความทรงจำ และอัตลักษณ์เฉพาะตน

ในพระรูปชุดนี้ เจ้าดารารัศมีทรงฉลองพระองค์แบบผสมผสานระหว่างตะวันตกและล้านนา โดยทรงสวมเสื้อแบบตะวันตกจับคู่กับซิ่นต๋า ซึ่งเป็นผ้าซิ่นพื้นเมืองของเชียงใหม่และล้านนา มีลายริ้วแนวนอนอันเป็นเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาช่างทอท้องถิ่น การเลือกใช้ซิ่นต๋าผืนเรียบแทนซิ่นตีนจก ซึ่งมักมีลวดลายวิจิตรและสะท้อนความเป็นทางการ แสดงถึงบริบทส่วนพระองค์ในฉากจำลองห้องแต่งตัวที่เป็นกันเองและสงบเงียบ

ในแง่มุมของการสร้างสรรค์ผ้าซิ่น ผมเลือกให้ซิ่นต๋าเป็นซิ่นสีเหลืองสลับดำ หรือที่เรียกว่า “ซิ่นต๋ามะนาว” เพื่อสะท้อนถึงความนิยมของซิ่นชนิดนี้ในล้านนา

ซิ่นต๋ามะนาวมีลักษณะเป็นผ้าซิ่นที่ต่อเอว (หัวซิ่น) และตีนซิ่นด้วยสีดำ ตัวซิ่นเป็นสีเหลือง มีก่านดำเป็นริ้วเล็ก สีเหลืองของซิ่นต๋ามะนาว ได้แก่ สีเหลืองเอื้องผึ้ง สีเหลืองหมากสุก และสีเหลืองมะนาว คำว่า “ต๋ามะนาว” หมายถึงสีเหลือง เพราะความเชื่อที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับดวงอาทิตย์ และความสัมพันธ์ระหว่างสีกับความเชื่อ ซึ่งสื่อถึงความรุ่งเรือง สีเหลืองในทัศคติของชาวล้านนาคือสีแห่งความรุ่งเรืองและความสว่างสดใส

ภาพพระราชชายาที่ทรงปล่อยพระเกศายาวในฉากห้องส่วนพระองค์นี้ จึงเป็นภาพที่หาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับพระรูปอื่นในช่วงเดียวกัน ซึ่งมักเห็นพระองค์ทรงเกล้าพระเกศาสูงแบบ Edwardian upswept หรือทรงผมแบบญี่ปุ่น (โซขุฮัตสึ) อันเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕

การได้เห็นพระองค์ทรงปล่อยพระเกศายาวเช่นนี้ในฉากหลังแบบห้องส่วนพระองค์ จึงมีนัยสำคัญหลายประการ ทั้งในแง่ความเป็นอิสตรี ความละมุนละไม และความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังสื่อถึงความเป็นเจ้าหญิงจากล้านนา ผู้เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ และมิได้ละทิ้งรากวัฒนธรรมของตน

ในสายตาของผู้คนในกรุงเทพฯ เจ้าดารารัศมีทรงเป็น “เจ้าต่างเมือง” หรือ “เจ้าจากเชียงใหม่” ที่มีความงามแตกต่างออกไป ขณะสตรีในราชสำนักสยามตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่มและนุ่งโจงกระเบนตามกระแสพระราชนิยม เจ้าดารารัศมีกลับทรงเลือกสืบทอดขนบล้านนาโดยการไว้ผมยาวและนุ่งผ้าซิ่นตลอดพระชนม์ชีพ การแต่งพระองค์และบุคลิกที่เรียบขรึมของพระองค์อาจทำให้หลายคนมองว่า “แปลกแยก” หรือ “ลึกลับ” หากแท้จริงแล้ว ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นถึงหญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความมั่นคงทางจิตใจ และหยัดยืนบนรากวัฒนธรรมของตนอย่างแน่วแน่

การใช้กระจกและโต๊ะเครื่องแป้งในภาพ มิได้เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังสื่อถึงการ “สะท้อน” ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงวัฒนธรรม ภาพเหล่านี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมพินิจพระราชชายาในฐานะบุคคลผู้มีเจตจำนง มิใช่เพียงวัตถุแห่งการชื่นชมความงาม หากแต่เป็น “ตัวแทนแห่งล้านนา” ที่ทรงดำรงคุณค่าของตนไว้ท่ามกลางราชสำนักสยาม ซึ่งกำลังเคลื่อนไปตามแนวคิดสมัยใหม่

ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์และการออกแบบเชิงศิลป์ คอลเลกชันนี้จึงมิได้เป็นเพียงการอนุรักษ์ภาพถ่ายโบราณ หากยังเป็นการตีความใหม่ผ่านสายตาร่วมสมัย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมล้านนาและสยามในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

John Thomson: Siam — A Colourisation Project พระสงฆ์ไทยสมัยรัชกาลที่ ๔ ถือพัดเปรียญ

John Thomson: Siam — A Colourisation Project
พระสงฆ์ไทยสมัยรัชกาลที่ ๔ ถือพัดเปรียญ

ภาพนี้นับเป็นผลงานในชุด John Thomson: Siam — A Colourisation Project ซึ่งเป็นงานศึกษาทางภาพอย่างต่อเนื่อง มุ่งบูรณะและตีความหลักฐานภาพถ่ายยุคแรกเริ่มของสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ขึ้นใหม่ ผ่านกระบวนการลงสีด้วยเทคโนโลยี AI บนพื้นฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างรอบคอบ

ภาพถ่ายนี้บันทึกเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๕ (พ.ศ. ๒๔๐๘) โดยจอห์น ทอมสัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) แสดงภาพพระสงฆ์ชาวสยามนั่งถือพัดเปรียญลักษณะตาลปัตรใบลานคาดตับ ซึ่งสะท้อนรูปแบบพัดสมณศักดิ์ในสมัยรัชกาลที่ ๔

การพำนักของทอมสันในสยามระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๖๕–๑๘๖๗ ส่งผลให้เกิดการบันทึกภาพอย่างเป็นระบบชุดแรก ๆ ของราชอาณาจักร โดยใช้เทคนิคเว็ตเพลตคอลโลเดียน (wet plate collodion) หรือฟิล์มกระจกเปียก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาเปิดหน้ากล้องนาน และต้องล้างอัดภาพทันทีภายใต้ขั้นตอนทางเคมีที่ละเอียดอ่อน

จีวรลายดอกพิกุล: การตีความสีจากหลักฐานภาพถ่าย

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในภาพนี้คือการสร้างสรรค์สีจีวร จากการค้นคว้าเทียบค่า grey scale ของภาพถ่ายขาวดำยุคต้น ประกอบกับคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่า จีวรลายดอกพิกุลของพระสงฆ์ในภาพควรเป็นสีเหลืองทอง สอดคล้องกับตัวอย่างจีวรผ้าไหมลายดอกพิกุลที่ยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่

ในภาพถ่ายยุครัชกาลที่ ๔–๕ สีเหลืองมักปรากฏเป็นค่าเทาเข้มหรือเกือบเทาเข้ม จึงอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลแดง ดังที่พบเห็นในการสร้างรูปปั้นเหมือนหรือการลงสีภาพในภายหลัง

ที่มาของ “จีวรดอกพิกุล”

จีวรผ้าไหมลายดอกพิกุล บางครั้งพบลายดอกโบตั๋นหรือลายต้นไผ่ ปรากฏหลักฐานในกรุจีวรโบราณของวัดสุทธิวราราม สันนิษฐานว่าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นายช่างได้เลียนแบบ “ผ้าต่างประเทศ” ซึ่งมีการทอเนื้อผ้าเป็นลายดอกดวงเล็ก ๆ คล้ายดอกพิกุล อันนับเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น

ด้วยความงดงามและมีค่าสูง เหล่าทายกทายิกาผู้มีศรัทธาจึงนิยมนำผ้าลายดอกดังกล่าวมาตัดย้อมเป็นจีวรถวายพระภิกษุ ถือเป็น “ประณีตทาน” และแพร่หลายโดยทั่วไป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้าง “พระพุทธรูปจีวรดอก” ขึ้นด้วย และเชื่อกันว่าเป็นจีวรที่ถวายแด่พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์ระดับสูง

ผ้าคาดอก (ผ้าหนามขนุน)

ผ้าหนามขนุน หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า คะโนะโกะชิโบริ (Kanoko Shibori) เป็นผ้าแพรมัดย้อมที่เกิดจากการมัดผืนผ้าด้วยปมขนาดเล็กจำนวนมหาศาลทั่วทั้งผืน ก่อนนำไปย้อมสี ทำให้เกิดพื้นผิวนูนละเอียดคล้ายหนามของผลขนุน อันเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาไทย เทคนิคดังกล่าวต้องอาศัยความชำนาญสูง บางผืนอาจใช้ช่างถึง ๕ คน และต้องมัดปมเป็นจำนวนแสนจนถึงล้านปม จึงจะได้พื้นผิวที่ยืดหยุ่น มีมิติ และมีลวดลายเป็นตุ่มเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอทั่วผืนผ้า

ผ้าหนามขนุนเป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายต่อเนื่องถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จัดเป็นผ้าหรูหราหายากและมีค่าสูงในสังคมโบราณ เดิมนิยมใช้เป็นผ้าคาดเอวของเจ้านายและขุนนาง เพื่อเพิ่มความงามและแสดงฐานะ ต่อมาในบริบทของคณะสงฆ์ ผ้าชนิดนี้ยังถูกใช้เป็นผ้ารัดอกของพระภิกษุสามเณร เพื่อช่วยให้ชุดครองกระชับ เรียบร้อย และสง่างามยิ่งขึ้น สะท้อนความประณีตในรายละเอียดของการแต่งกายสมณเพศ

ในด้านแหล่งที่มา ผ้าหนามขนุนส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและอินเดีย ซึ่งแบบญี่ปุ่นมักมีความละเอียดประณีตกว่า ทั้งในขนาดปมและความสม่ำเสมอของลวดลาย นอกจากการใช้ในหมู่พระเถรานุเถระแล้ว ผ้าชนิดนี้ยังเป็นสิ่งของที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ขุนนางและเจ้าเมืองต่าง ๆ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจและความโปรดปราน

ในปัจจุบัน ผ้าหนามขนุนกลายเป็นวัตถุโบราณที่พบเห็นได้ยาก และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์การแต่งกายในราชสำนักสยาม ทั้งในฐานะหลักฐานด้านศิลปหัตถกรรม สิ่งทอ และวัฒนธรรมการแต่งกายที่เชื่อมโยงสยามกับเครือข่ายการค้าในเอเชียตะวันออกอย่างชัดเจน

พัดที่พระสงฆ์ถือคือ พัดเปรียญ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพัดเปรียญลักษณะตาลปัตรใบลานคาดตับ ที่สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงสร้าง

_________

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ภาพเก่าหาชมยากของ หลวงตามหาบัว และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ (อัมพร อมฺพโร) ถ่ายที่จังหวัดอุดรธานี ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพเก่าหาชมยากของ หลวงตามหาบัว และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ (อัมพร อมฺพโร) ถ่ายที่จังหวัดอุดรธานี ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘

ในพระรูป หลวงตามหาบัว เดินนำหน้าสมเด็จพระสังฆราชฯ และพระสงฆ์ในวัดป่าบ้านตาด ในยามเช้า มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร

ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความระบุว่า
“ภาพประวัติศาสตร์ผมถ่ายเองเมื่ออายุ ๑๖ ปี ลิขสิทธิ์มี แต่สำหรับผู้ที่ศรัทธานับถือสมเด็จพระสังฆราชอัมพรมหาเถระ สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยครับ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต แต่ใครนำไปใช้แล้ว โปรดอย่าอ้างตนเป็นเจ้าของเสียเองก็แล้วกัน”

ภาพเมื่อครั้ง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ (อัมพร อมฺพโร) ก่อนที่จะได้รับพระสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ที่พระปริยัติกวี (สป.) (เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔) สมัยที่มาพักภาวนากับหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ราวเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ ฉายา อมฺพโร เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรงเริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และแม่กองงานพระธรรมทูต

พระธรรมวิสุทธิมงคล วิ. นามเดิม บัว โลหิตดี ฉายา ญาณสมฺปนฺโน ป.ธ. ๓ หรือที่นิยมเรียกกันว่า หลวงตามหาบัว หรือ หลวงตาบัว (๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔) เป็นพระภิกษุคณะธรรมยุติกนิกาย ชาวจังหวัดอุดรธานี เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดป่าบ้านตาด (วัดเกษรศีลคุณ) เป็นวิปัสสนาจารย์สายพระป่าในประเทศไทย ศิษย์ของพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต ซึ่งมีโอกาสอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่มั่นในช่วงปัจฉิมวัย และเป็นผู้หนึ่งที่ได้บันทึกประวัติของหลวงปู่มั่นโดยละเอียดในเวลาต่อมา

หลวงตามหาบัว เป็นพระวิปัสสนาจารย์สายพระป่าที่มีชื่อเสียง ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างสูงในด้านการปฏิบัติธรรม และเป็นที่รู้จักจากการจัดโครงการผ้าป่าช่วยชาติเพื่อช่วยเหลือวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงการเมตตาอนุเคราะห์สังคมโดยกว้าง

ภาพเล่านี้สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และความงดงามของวัฒนธรรมอีสาน เด็กตัวน้อยพนมมือไหว้พระขณะพระสงฆ์เดินผ่าน พระสงฆ์ออกบิณฑบาตในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร และฉันเพลอย่างเรียบง่าย บรรยากาศเช่นนี้ยากที่เด็กน้อยรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัส

ภาพโดย: ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน
ขอบคุณข้อมูลจากเพจ วัดป่าบ้านตาด

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่ง วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพระเถระสำคัญในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ภาพถ่ายนี้สันนิษฐานว่าถ่ายเมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๗ ในคราวที่ท่านได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะใหญ่อรัญวาสี ชั้นหิรัญบัตร  ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔

ในภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) กำลังนั่งสมาธิบริกรรมคาถา ครองจีวรลายดอกพิกุล ขนาบข้างด้วยพัดสองเล่ม

  1. เล่มขวามือ คือ พัดยศประจำตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะ มีศิษย์คอยประคอง โครงพัดที่มองเห็นภายในสันนิษฐานว่าเป็นของใช้มาตั้งแต่ต้นกรุง จึงมีสภาพเก่า

  2. เล่มซ้าย คือ พัดวาลวิชนี มีสามเณรยืนประคองเช่นกัน

จีวรลายดอกพิกุล: การตีความสีจากหลักฐานภาพถ่าย

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในภาพนี้คือการสร้างสรรค์สีจีวร จากการค้นคว้าเทียบค่า grey scale ของภาพถ่ายขาวดำยุคต้น ประกอบคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่า จีวรลายดอกพิกุลของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ควรเป็นสีเหลืองทอง สอดคล้องกับตัวอย่างจีวรผ้าไหมลายดอกพิกุลที่ยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่

ในภาพถ่ายยุครัชกาลที่ ๔–๕ สีเหลืองมักปรากฏเป็นค่าเทาเข้มหรือเกือบเทาเข้ม ซึ่งอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลแดง ดังที่พบเห็นในการสร้างรูปปั้นเหมือนหรือการลงสีทั่วไปในภายหลัง

ที่มาของ “จีวรดอกพิกุล”

จีวรผ้าไหมลายดอกพิกุล บางครั้งพบลายดอกโบตั๋นหรือลายต้นไผ่ ปรากฏหลักฐานในกรุจีวรโบราณของวัดสุทธิวราราม สันนิษฐานว่าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นายช่างได้เลียนแบบ “ผ้าต่างประเทศ” ซึ่งมีการทอเนื้อผ้าเป็นลายดอกดวงเล็ก ๆ คล้ายดอกพิกุล อันนับเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น

ด้วยความงดงามและมีค่าสูง เหล่าทายกทายิกาผู้มีศรัทธา จึงนิยมนำผ้าลายดอกดังกล่าวมาตัดย้อมเป็นจีวรถวายพระภิกษุ ถือเป็น “ประณีตทาน” และแพร่หลายโดยทั่วไป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้าง “พระพุทธรูปจีวรดอก” ขึ้นด้วย และเชื่อกันว่าเป็นจีวรที่ถวายแด่พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์ระดับสูง

การสร้างสรรค์พัดยศและพัดวาลวิชนี

พัดยศทางด้านขวามือของท่าน เนื่องจากพัดยศโบราณของจริงไม่ปรากฏหลงเหลืออยู่ จึงสร้างสรรค์ขึ้นโดยอ้างอิงสีและรูปแบบจากพัดยศของพระราชาคณะในปัจจุบัน

ส่วนพัดทางซ้ายมือ คือ พัดวาลวิชนี ซึ่งพระเถระในสมัยนั้นนิยมใช้แทนตาลปัตร

ประวัติพัดวาลวิชนี

พัดวาลวิชนีถือกำเนิดในราชสำนัก เดิมเป็นเครื่องประกอบยศของเจ้านาย ต่อมาเมื่อเจ้าของถึงแก่กรรม ญาตินำไปถวายพระสงฆ์ใช้แทนตาลปัตร พระสงฆ์เมื่อได้รับเครื่องยศดังกล่าวก็เห็นว่าเป็นของผู้ดี จึงให้ศิษย์ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา กลายเป็นธรรมเนียม

ในราชสำนักพัดวาลวิชนี
๑. ใช้ในงานเฝ้าพระบรรทม
๒. ใช้ในงานทรงเครื่องเสวย
๓. ใช้ในงานประทับฝ่ายหน้าและการออกแขกเมือง
๔. ใช้ร่วมขบวนแห่สระสนาน
๕. ใช้ในขบวนแห่ยืนชิงช้า

พัดวาลวิชนีในวังทำโครง ๙ ซี่ ส่วนที่ทำสำหรับพระสงฆ์ใช้โครง ๗ ซี่ ปักลวดลายคล้ายกัน

อย่างไรก็ตาม มีพระราชาคณะรูปหนึ่งคือ “พระญาณสมโพธิ (ด้วง) วัดนาคกลาง” ไม่ถือพัดวาลวิชนี เนื่องจากเห็นว่ารูปร่างโค้งงุ้มคลอบศีรษะและใบหู ดูไม่เหมาะสม แตกต่างจากตาลปัตรลังกาและพม่าที่เป็นทรงตรง อีกทั้งมีรูปร่างคล้าย “จวักตักแกง” ซึ่งคำว่า “จวัก” ถือเป็นคำหยาบ ท่านจึงไม่พอใจและไม่เคยถือพัดดังกล่าว

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีประกาศยกเลิกการใช้พัดวาลวิชนีในหมู่พระสงฆ์ แม้ประกาศจะไม่ได้ระบุศักราชเริ่มต้นชัดเจน แต่กล่าวถึงพระสงฆ์ชั้นราชาคณะ ถานานุกรม และเจ้าอธิการ ที่หันไปถือพัดวาลวิชนีแทนตาลปัตรสืบต่อกันมา

ภาพถ่ายนี้จึงมิได้เป็นเพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หากยังสะท้อนพัฒนาการของเครื่องยศ เครื่องประกอบสมณศักดิ์ และรสนิยมทางวัฒนธรรมของสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้อย่างลุ่มลึก ทั้งในแง่ศิลปกรรม เครื่องแต่งกาย และขนบธรรมเนียมราชสำนักที่ส่งอิทธิพลสู่คณะสงฆ์ในยุคนั้น.

Special Thanks: เพจ พิกุลบรรณศาลา สำหรับข้อมูล พัดยศ พัดวาลวิชนี และ จีวรลายดอกพิกุล, เพจ พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย สำหรับข้อมูล พัดยศ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร)

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) พระนามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ (ประสูติ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐) เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกในรัชกาลปัจจุบัน และเป็นพระองค์ที่ ๗ ที่มิได้ทรงเชื้อสายพระราชวงศ์

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) ทรงเติบโตในครอบครัวชาวพุทธสามัญชนในอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ทรงมีความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัยและพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และดำรงชีพตามแนวทางพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการ เช่น เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และแม่กองงานพระธรรมทูต พระองค์ยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกในรัชกาลที่ ๑๐ โดยในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๙๐ พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย และในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวายพัดรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ชั้น ๑ แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นราชสักการะและพระเกียรติยศพิเศษ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ และสมเด็จพระสังฆราชจากสามัญชน มิใช่พระราชวงศ์ พระองค์ที่ ๓ ที่ทรงได้รับเป็นพระเกียรติยศอย่างสูงในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

สมเด็จพระสังฆราช ๑๙ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริง ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ฉายา สุวฑฺฒโน ประสูติเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ณ ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ขณะทรงพระเยาว์ ทรงศึกษา ณ โรงเรียนประชาบาล วัดเทวสังฆาราม จนจบชั้นประถม ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ครั้นพระชันษา ๑๔ ปี ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเทวสังฆาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ และต่อมาอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ แล้วเสด็จมาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทรงได้รับฉายาว่า “สุวฑฺฒโน” แปลว่า “ผู้เจริญดี”

พระองค์ทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สอบได้นักธรรมชั้นตรีใน พ.ศ. ๒๔๗๒ สอบได้นักธรรมชั้นโทและเปรียญธรรม ๓ ประโยคใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ต่อมาทรงสอบได้ทั้งนักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม ๔ ประโยคใน พ.ศ. ๒๔๗๕ และสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคใน พ.ศ. ๒๔๘๔ อันเป็นวุฒิสูงสุดทางพระบาลีศึกษา

ภายหลังสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่สำคัญในคณะสงฆ์หลายประการ ทั้งในฐานะครูสอนพระปริยัติธรรม ผู้อำนวยการสำนักเรียนวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรรมการมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตามลำดับ จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระญาณสังวร” อันเป็นราชทินนามพิเศษสำหรับพระเถระผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ

เมื่อสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิมว่า “สมเด็จพระญาณสังวร” นับเป็นกรณีพิเศษที่ทรงใช้ราชทินนามดังกล่าวสำหรับสมเด็จพระสังฆราช

พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านพระศาสนาอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใน พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้รับการทูลถวายตำแหน่งผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา จากผู้นำพุทธศาสนิกชน ๓๒ ประเทศ ในการประชุม ณ ประเทศญี่ปุ่น

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชันษา ๑๐๐ ปี

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก ๑๕ วัน และพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ต่อมาได้มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘

ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอัฐิขึ้นเป็น “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร” และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระอัฐิบรรจุพระโกศทองคำ ประดิษฐาน ณ หอพระนาก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงสักการบูชาและบำเพ็ญพระราชกุศลสืบไป

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

John Thomson: Siam — A Colourisation Project

ภาพที่ได้รับการบูรณะและลงสีใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพถ่ายขุนนางชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งถ่ายเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ โดยนายจอห์น ทอมสัน ช่างภาพชาวสกอตผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การถ่ายภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บุคคลในภาพนั่งอย่างสงบและสง่างามอยู่บริเวณทางขึ้นพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พื้นหลังเป็นสถาปัตยกรรมประดับกระจกสีและลวดลายปิดทองอันวิจิตร พร้อม “ครุฑยุดนาค” หล่อด้วยโลหะปิดทองเรียงรายโดยรอบฐานพระอุโบสถ ครุฑในคติไทยเป็นพาหนะของพระนารายณ์ และเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจ ส่วนพญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความอุดมสมบูรณ์ การที่ครุฑจับนาคจึงสะท้อนคติจักรวาลวิทยาแบบฮินดู–พุทธที่ผสานอยู่ในศิลปกรรมราชสำนักไทย

ครุฑยุดนาคเหล่านี้มิใช่เพียงองค์ประกอบตกแต่ง หากยังทำหน้าที่เป็นโซ่โลหะล้อมรอบเขตพัทธสีมาของพระอุโบสถ เสมือนการปกปักรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา ลวดลายปิดทองประดับกระจกสะท้อนแสงแดดงดงาม สอดรับกับสถาปัตยกรรมโดยรอบที่เต็มไปด้วยกระเบื้องเคลือบสีและลายปูนปั้นแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น บริบทเช่นนี้มิใช่เพียงฉากหลังทางศิลปกรรม หากเป็นพื้นที่แห่งพระราชพิธีและศูนย์กลางแห่งพระราชอำนาจของกรุงรัตนโกสินทร์

จากลักษณะการแต่งกาย ชายผู้นี้สวมเสื้อขาวแขนยาวแบบราชสำนัก นุ่งผ้าสมปักปูม ซึ่งเป็นผ้ามัดหมี่เขมรลวดลายราชสำนัก ผ้าปูมนับเป็นเครื่องราชบรรณาการสำคัญจากกัมพูชา และในสมัยนั้นถือเป็นเบี้ยหวัดรายปีพระราชทานแก่ขุนนางฝ่ายหน้าและพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าเท่านั้น การนุ่งผ้าปูมจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งยศศักดิ์และความใกล้ชิดกับพระราชอำนาจ

บนโต๊ะด้านข้างปรากฏหมวกทรงคล้ายหมวกเจ้าหน้าที่แบบตะวันตก ซึ่งสะท้อนอิทธิพลตะวันตกที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในราชสำนักสยามช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ นอกจากนี้ เขายังถือดาบญี่ปุ่นที่ประดับลวดลายอย่างงดงาม แสดงถึงค่านิยมการสะสมอาวุธต่างชาติในหมู่ชนชั้นนำสยาม และสะท้อนความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสยามกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก

จอห์น ทอมสัน (John Thomson ค.ศ. ๑๘๓๗–๑๙๒๑) เดินทางเข้ามาในสยามระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๐๘–๒๔๑๐ ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ต่อเนื่องต้นรัชกาลที่ ๕ เขาเป็นหนึ่งในช่างภาพตะวันตกยุคแรก ๆ ที่ได้บันทึกภาพชีวิตผู้คน สถาปัตยกรรม และชนชั้นนำในสยามอย่างเป็นระบบ ผลงานของเขามีคุณค่าอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ภาพถ่ายของสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่การถ่ายภาพโดยช่างภาพหลวงของสยามจะพัฒนาอย่างแพร่หลาย

ภาพนี้จึงมิใช่เพียงภาพเหมือนบุคคล หากแต่เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ของสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน ระหว่างโลกจารีตแบบราชสำนักดั้งเดิมกับอิทธิพลสมัยใหม่จากตะวันตก ทั้งในด้านการแต่งกาย เครื่องราชบรรณาการ อาวุธ เทคโนโลยีการถ่ายภาพ และบริบทสถาปัตยกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของพระอุโบสถวัดพระแก้ว การบูรณะและลงสีใหม่ด้วย AI ช่วยให้เราเข้าใกล้บรรยากาศของช่วงเวลานั้นมากยิ่งขึ้น เสมือนได้ย้อนมองขุนนางผู้นี้ในสภาพที่ใกล้เคียงความเป็นจริงในอดีตกว่าภาพขาวดำต้นฉบับที่หลงเหลืออยู่

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ

สมเด็จพระสังฆราช ๑๘ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ พระนามเดิม วาสน์ ฉายา วาสโน เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงอยู่ในตำแหน่ง ๑๔ พรรษา ประสูติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ สิริพระชันษา ๙๑ ปี ๕ เดือน ๒๕ วัน

เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออกทรงพระผนวช โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ และ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) (สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับถวายพระสมณนามว่า “วชิราลงฺกรโณ” เสร็จแล้วเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร มีพระมหารัชมงคลดิลก (บุญเรือน ปุณฺณโก) เป็นพระอภิบาล ทรงลาสิกขาในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นเวลา ๑๕ วัน การทรงผนวชในครั้งนี้เป็นไปตามพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม โดยมีพระมหากรุณาธิคุณให้จัดการพระราชพิธีขึ้น เพื่อเป็นแบบอย่างแห่งการบำเพ็ญเพียร

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม ปุ่น สุขเจริญ ฉายา ปุณฺณสิริ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ทรงเปณมสมเด็จพระสังฆราชมหานิกาย ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2515 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดำรงพระยศอยู่ 1 ปีเศษ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2516 สิริพระชันษาได้ 77 ปี 8 เดือน 7 วัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ (ภาพถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน)

หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ (ภาพถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน)

พระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปของ หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ เมื่อครั้งทรงฉายพระรูปร่วมกัน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๘ ภาพต้นฉบับถ่ายโดยช่างภาพชาวตะวันตก จอห์น ทอมสัน ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ นับเป็นหลักฐานทางภาพถ่ายยุคแรก ๆ ของราชสำนักสยามที่ยังหลงเหลืออยู่

หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าเนตร ประสูติเมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบัว ต้นราชสกุลปัทมสิงห์ อันสืบสายจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ประสูติแต่หม่อมชะมด ธิดาเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ขุนนางเชื้อสายมอญผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติฝ่ายมารดาเชื่อมโยงกับตระกูลคชเสนี และทรงเป็นพระญาติฝ่ายพระชนนีกับกรมพระนเรศรวรฤทธิ์

เมื่อทรงพระเยาว์ มิได้สนพระทัยรับราชการอย่างจริงจัง ครั้นเจริญพระชันษาขึ้นจึงเสด็จไปผนวช ณ เมืองมอญ ทรงห่มจีวรสีแดงก่ำน้ำหมากตามแบบพระรามัญ ครั้นเสด็จนิวัตสู่พระนคร จึงประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนจะย้ายมาประทับ ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดฝ่ายรามัญและมีความผูกพันกับสายสกุลของพระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นถึงความตั้งมั่นในสมณธรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนิตยภัตไตรปีตามแบบอย่างที่พระราชทานแก่หม่อมเจ้าพระผู้ทรงศีลอื่น ๆ

เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๖ เมื่อเกิดเพลิงไหม้พระปรางค์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หม่อมเจ้าพระเนตรทรงเป็นผู้แรกที่เสด็จเข้าไปทอดพระเนตรพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ด้วยทรงห่วงใยในพระพุทธปฏิมาอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้มีความกตัญญูและกล้าหาญ ครั้นถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็น หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ ที่พระราชาคณะ พร้อมพระราชทานนิตยภัตราคาเดือนละ ๔ ตำลึง

ภายหลังประชวรด้วยโรคชรา สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริพระชันษา ๘๑ ปี นับเป็นเจ้านายผู้ทรงพระชันษายืนพระองค์หนึ่งในราชวงศ์จักรี

ส่วนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดากลิ่น เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๙๘ เมื่อแรกประสูติมีพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร เจ้าจอมมารดากลิ่นเป็นธิดาพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ทำให้พระองค์ทรงมีสายสัมพันธ์กับตระกูลคชเสนีเช่นเดียวกัน และมีความคุ้นเคยกับวัดชนะสงครามมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

นอกจากจะทรงรับราชการในตำแหน่งสำคัญหลายประการ อาทิ เสนาบดีกรมพระนครบาล องคมนตรี และรัฐมนตรีสภาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนายังทรงดำรงตำแหน่งมัคนายกวัดชนะสงครามและวัดบวรนิเวศวิหาร อันสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระองค์กับสถาบันศาสนาและสายสกุลฝ่ายรามัญอย่างแนบแน่น พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ ภายหลังพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ได้อัญเชิญพระอัฐิบรรจุไว้ ณ พระเจดีย์หน้าพระอุโบสถวัดชนะสงคราม ร่วมกับเจ้าจอมมารดากลิ่นและสมาชิกในราชสกุลกฤดากร

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหารเอง เป็นวัดโบราณสร้างแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า “วัดกลางนา” ครั้นสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดตองปุ” ให้เป็นวัดฝ่ายรามัญ เพื่อเทิดเกียรติทหารรามัญในกองทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทผู้มีชัยเหนือพม่าในสงครามเก้าทัพ พุทธศักราช ๒๓๒๘ และศึกต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ต่อมาจึงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชนะสงคราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะทั้งสามคราวนั้น

วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์สืบต่อมา โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างที่บรรจุพระอัฐิเจ้านายฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การก่อสร้างแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพิธีอัญเชิญพระอัฐิมาประดิษฐานเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๐

พระรูปครั้งนั้นจึงมิได้เป็นเพียงภาพบุคคลสองพระองค์ หากยังสะท้อนเครือญาติ สายสกุล และศรัทธาทางศาสนาฝ่ายรามัญ ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์จักรีจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ อีกด้วย

_____________

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม จวน ศิริสม ฉายา อุฏฺฐายี เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๗ ปี สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ สิริพระชันษา ๗๔ ปี ๑๑ เดือน ๒ วัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม อยู่ ช้างโสภา ฉายา ญาโณทโย เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ สิริพระชันษา ๙๐ ปี ๑๖๕ วัน

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
น้อมรำลึกในโอกาสครบ ๕๒ ปี วันสิ้นพระชนม์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทโย/ช้างโสภา ป.ธ.๙) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

พระรูปต้นฉบับฉาย ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๕

พัดยศทางซ้ายคือพัดยศสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกกลากุสโลภาส ภูมิพลมหาราชอนุศาสนาจารย์ กิตติโสภณาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมโศภน วิมลศีลสมาจารวัตร พุทธศาสนิกบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช

พัดยศทางขวาคือพัดยศสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระวันรัต ปริยัติพิพัฒนพงศ์ วิสุทธิสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณะปธานาดิศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม ปลด เกตุทัต ฉายา กิตฺติโสภโณ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี ๑ เดือน ๑๓ วัน สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ สิริพระชันษา ๗๓ ปี ๒๑ วัน

Read More