History of Fashion
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ คือพระรูป พระกุลเชษฐ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เนื่องจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ทั้งในด้านคุณภาพของเลนส์ ระบบแผ่นกระจกเนกาทีฟ และกระบวนการอัดขยายภาพ ทำให้การถ่ายภาพมิได้จำกัดอยู่เพียงในราชสำนักหรือหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น หากแต่เริ่มแพร่หลายสู่บุคคลทั่วไปในสังคมเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการก่อตั้งสตูดิโอถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งโดยช่างภาพชาวตะวันตกและช่างภาพสยาม อาทิ สตูดิโอของ ฟรานซิส จิตร (Francis Chit), สตูดิโอของ โรแบร์ ล็องโด (Robert Lenz / Lando), สตูดิโอ G. R. Lambert & Co., สตูดิโอของ ขุนสุนทรศิลปศาสตร์ (แฉล้ม), และสตูดิโอหลวงภายใต้การกำกับดูแลของกรมช่างภาพในราชสำนัก นอกจากนี้ กล้องถ่ายรูปแบบพกพายังสามารถหาซื้อได้เอง ส่งผลให้มีการบันทึกพระรูปและภาพบุคคลร่วมสมัยอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงทำให้มีหลักฐานภาพถ่ายเสมือนจริงของพระกุลเชษฐ์ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ ๕ ถึง ๔ พระองค์ จากทั้งหมด ๖ พระองค์ ซึ่งนับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์พระบรมวงศานุวงศ์และวัฒนธรรมการแต่งกายในยุคนั้น
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔
พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ นำเสนอการแต่งกายของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก สมัยต้นกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากพระกุลเชษฐ์ ลำดับ ๓ ถึง ๘ ในสมัยของทั้ง ๓ รัชกาล ล้วนเป็นสตรีฝ่ายใน และไม่มีหลักฐานพระรูปเสมือนจริง
คอลเล็คชันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์และแฟชั่นราชสำนัก ของพระบรมวงศ์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมราชสำนัก และเทคโนโลยีร่วมสมัย โดยมิได้มุ่งสร้างภาพแทนหลักฐานดั้งเดิม หากเป็นการตีความเชิงวิชาการและทัศนศิลป์บนฐานข้อมูลที่มีอยู่
_____
ความท้าทายในการสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์ภาพในคอลเล็คชันนี้มีความท้าทายสำคัญอยู่ ๓ ประการ ได้แก่
๑. การถ่ายภาพเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ ส่งผลให้ในสมัยรัชกาลต่าง ๆ ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ปรากฏเทคโนโลยีการถ่ายภาพใด ๆ อีกทั้งในระยะแรกของการถือกำเนิดเทคโนโลยีการถ่ายภาพ กระบวนการดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงถูกจำกัดการใช้งานไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์และชนชั้นสูงเท่านั้น
๒. ธรรมเนียมและความเชื่อของชาวสยามในอดีตไม่นิยมสร้างรูปเคารพบุคคลให้มีลักษณะเสมือนจริง ส่งผลให้ไม่มีภาพเหมือนที่จัดทำขึ้นร่วมสมัยกับทุกพระองค์
๓. หลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นหลักฐานภาพวาดจากจินตนาการที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางคติความเชื่อและวัฒนธรรมการสร้างรูปเหมือนในสังคมสยาม
พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
พระกุลเชษฐ์ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑
๑ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ประสูติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๒๗๒ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ สิริพระชันษา ๖๙ ปี ๗ เดือน ๒๑ วัน พระนามเดิม “สา” ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประสูติแต่พระอัครชายา (หยก) และทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี เป็นระยะเวลา ๑๗ ปี ๗ เดือน ๑๖ วัน ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ จนถึงวันสิ้นพระชนม์
ทรงเสกสมรสกับหม่อมเสม ที่พระอินทรรักษา เจ้ากรมพระตำรวจฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงมีพระโอรสธิดา ๔ พระองค์ ได้แก่ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) พระนามเดิม ทองอิน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเบศรบดินทร์ พระนามเดิม บุญเมือง สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ พระนามเดิม ทองจีน และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าทองคำ
ภายหลังการสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่หุ้มทองคำทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในเดือน ๖ พุทธศักราช ๒๓๔๓
๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๒๘๐ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวมพระชนมพรรษา ๗๓ พรรษา
พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์ที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ จนถึงวันเสด็จสวรรคต รวมระยะเวลา ๙ ปี ๙ เดือน ๑๖ วัน ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ขณะมีพระชนมายุ ๔๖ พรรษา
นอกเหนือจากการสถาปนาราชธานีใหม่และพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงวางรากฐานแนวคิดเรื่องความชอบธรรมของอำนาจที่ตั้งอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่ เหตุผล และสติปัญญา มากกว่าความศักดิ์สิทธิ์ตามคติเดิม แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ การแปลเรื่องราชาธิราชและสามก๊ก ตลอดจนการตรากฎหมายที่ให้ความสำคัญต่อมนุษย์และสวัสดิภาพของไพร่ฟ้า อันเป็นรากฐานสำคัญของรัฐสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรการบรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์ในรัชกาลที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๒๕๖๒) และความแตกต่างจากรัชกาลที่ ๙ (พุทธศักราช ๒๔๙๓)
พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร
การบรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์
ในรัชกาลที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๒๕๖๒)
และความแตกต่างจากรัชกาลที่ ๙ (พุทธศักราช ๒๔๙๓)
พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เป็นพระราชพิธีสำคัญภายหลังการบรมราชาภิเษก มีความหมายถึงการเสด็จเข้าประทับ ณ พระราชมณเฑียรในฐานะพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ พร้อมด้วยการบรรทมเหนือ พระแท่นราชบรรจถรณ์ ซึ่งเป็นพระแท่นบรรทมศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น
พระราชพิธีนี้ในรัชกาลที่ ๑๐ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากพระราชพิธีเดียวกันในรัชกาลที่ ๙ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยเฉพาะในประเด็น ริ้วขบวน และ ผู้ลาดพระที่ถวาย
ผู้ลาดพระที่ถวาย ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓
ผู้ลาดพระที่ถวาย ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ เป็นพระรูปของ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี และ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี
ขณะทรงเป็น ผู้ลาดพระที่ถวาย
ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
___________
กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี - “เสด็จอธิบดี”
ในพระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ ปรากฏเครื่องประดับจำนวน ๗ ชิ้น ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับส่วนพระองค์ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง การทรงงาน ความใกล้ชิด และความไว้วางพระราชหฤทัย ที่ทรงได้รับจากทั้งพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ชั้นสูงอย่างชัดเจน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
.
๑. เข็มกลัดลงยาอักษรย่อ “จปร”
เข็มกลัดลงยาสีน้ำเงิน ขอบขาว ประดับเพชรทรงหยดน้ำ อักษรย่อ “จปร” (จุลจอมเกล้า ปรมราชาธิราช) เป็นเข็มที่ได้รับพระราชทานเนื่องจากได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและความใกล้ชิดในพระราชสำนัก
.
๒. เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” แบบพิเศษ
เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” ออกแบบพิเศษโดยมีลวดลายตวัดใต้พระนาม ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สะท้อนถึงความโปรดปรานและความสัมพันธ์อันแนบแน่นในฝ่ายในของราชสำนัก
.
๓. เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู
เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู ได้รับในฐานะที่ทรงเป็นพระโสทรกนิษฐาของ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีเป็นหลักฐานถึงสายสัมพันธ์ในเหล่าพระญาติวงศ์ที่มีความใกล้ชิด
.
๔. เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์”
เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์” ซึ่ง เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นที่ระลึกในความรัก ในฐานะที่เคยเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งทรงพระเยาว์
.
๕. เหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ ๕ เสด็จกลับจากประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐)
เหรียญชุดนี้จัดสร้างขึ้นที่โรงกษาปณ์ในมหานครปารีส โดย ออกัสตุส ปาเตย์ แบ่งออกเป็น ๓ เนื้อ ได้แก่
เนื้อทองคำ พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้ใกล้ชิด
เนื้อเงิน พระราชทานแก่ขุนนางและข้าราชบริพาร
เนื้อทองขาว (อัลปาก้า) พระราชทานแก่พสกนิกรทั่วไป
เหรียญ “เสด็จกลับ” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง คำว่า เสด็จกลับ สื่อถึงพระบารมีและบุญญาธิการของ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ที่ทรงเสด็จไปและเสด็จกลับโดยสวัสดิภาพ
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ (ร.ศ. ๑๒๖) เป็นการเสด็จอย่างไม่เป็นทางการ มีผู้ตามเสด็จเพียง ๑๕ ท่าน เสด็จออกจากสยามเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ และเสด็จกลับถึงพระนครเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐ รวมระยะเวลา ๗ เดือน ๒๑ วัน
.
๖. เข็มอักษรในการเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป
เข็มพระราชทานสำหรับผู้ร่วมตามเสด็จ หรือผู้ที่อยู่รักษาพระนคร ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง (ร.ศ. ๑๑๖ และ ร.ศ. ๑๒๖) แบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ
ชั้นที่ ๑ เนื้อทองคำ
ชั้นที่ ๒ เนื้อเงิน
ผู้ร่วมเสด็จจะได้รับเข็มทรงกลม ส่วนผู้ที่อยู่รักษาพระนครจะได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยม
ในกรณีนี้ สมเด็จอธิบดี ทรงอยู่ช่วยรักษาพระนครทั้งสองครา จึงได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยมในร.ศ. ๑๒๖ โดยมีแพรแถบลอดด้านหลังเข็มตามชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ทรงได้รับ
เนื่องจากทรงได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายใน) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ แพรที่ลอดหลังเข็มจึงเป็น สีชมพู
.
๗. เข็มกลัดคามิโอล้อมเพชร ประดับที่คอเสื้อ
เข็มกลัดแบบคามิโอ ล้อมเพชร ประดับพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต แสดงถึงความเคารพยกย่องและสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดในเหล่าพระญาติวงศ์ ในฐานะพระมาตุจฉา
สตรีสยามในช่วงรอยต่อของแฟชั่นโลก Late Teens (พ.ศ. 2458–2462 / ค.ศ. 1915–1919)
สตรีสยามในช่วงรอยต่อของแฟชั่นโลก Late Teens (พ.ศ. 2458–2462 / ค.ศ. 1915–1919)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นภาพของสตรีสยามในช่วงกลางรัชกาลที่ ๖ นำเสนอในบริบทของนิทรรศการ ฉัฐรัช ภัตราภรณ์ ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของแฟชั่นสตรีสยามในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระหว่างปี พ.ศ. 2458–2462 (ค.ศ. 1915–1919) อันเป็นช่วงเวลาที่หลักฐานภาพถ่ายของแฟชั่นสตรีชั้นสูง มีอยู่เป็นจำนวนมาก
แม้แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์เดียนในอังกฤษจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) หากแต่คติงามแบบเอ็ดเวิร์เดียนยังคงส่งอิทธิพลต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1910 ก่อนจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างแฟชั่นยุคหลังสงคราม ซึ่งเน้นความเรียบง่าย อิสระ และบทบาทใหม่ของสตรีในสังคมสมัยใหม่
พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ในการเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒
พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ณ ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก บริเวณ บ้านวังนางร้าง เมืองกำแพงเพชร ระหว่างการตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระรูปของ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ณ ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก บริเวณ บ้านวังนางร้าง เมืองกำแพงเพชร ระหว่างการตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ (๑ ปี ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ )
(จากซ้ายไปขวา ไม่รวมบุคคลที่อยู่บนเรือ)
๑. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
๒. พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์)
๓. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช
๔. หม่อมเจ้าทองต่อ ทองแถม
๕. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสาตรศุภกิจ
๖. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร
๗. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ
๘. พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์)
กระบวนการบูรณะและความท้าทายของงานฟื้นฟูภาพ
ความท้าทายสำคัญของการบูรณะภาพนี้อยู่ที่คุณภาพของภาพต้นฉบับ ซึ่งมีลักษณะพร่ามัวและมีการรับแสงต่ำ (underexposed) ส่งผลให้รายละเอียดของใบหน้า โครงสร้างร่างกาย มิติของแสง และระยะชัดลึกของภาพสูญหายไปเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ปรากฏในภาพได้รับการระบุตัวตนอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อให้การบูรณะสามารถดำเนินไปได้อย่างมีความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์
กระบวนการบูรณะเริ่มต้นจากการฟื้นฟูภาพรวมทั้งภาพก่อน เพื่อปรับสมดุลแสง เงา โทนภาพ และระยะชัดลึก ให้กลับคืนสู่สภาพของภาพถ่ายที่มีโครงสร้างทางการถ่ายภาพสมบูรณ์ จากนั้นจึงดำเนินการบูรณะภาพของบุคคลแต่ละรายแยกกัน โดยให้ความสำคัญกับความชัดเจนของใบหน้า และความถูกต้องของเค้าโครงและลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล การฟื้นฟูในขั้นตอนนี้อ้างอิงจากพระรูปหรือภาพถ่ายอื่น ๆ ของบุคคลเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อรักษาความแม่นยำด้านสัดส่วนและลักษณะใบหน้าตามบริบทของยุคสมัย
ในขั้นตอนการบูรณะรายบุคคล ความท้าทายเพิ่มเติมคือการควบคุม ความกลมกลืนของ colour palette (โทนสี) ของเครื่องแต่งกายและรายละเอียดทางวัตถุ ให้สอดคล้องกันทั้งภาพ โดยใช้แนวคิดของ colour palette (โทนสี) ในบริบทอาณานิคมปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นกรอบอ้างอิง เนื่องจากเครื่องแต่งกายในช่วงเวลาดังกล่าวส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้าย และใช้สีย้อมจากธรรมชาติเป็นหลัก ส่งผลให้โทนสีมีความนุ่ม ละมุน ไม่ฉูดฉาด และแปรผันตามสภาพแสงและพื้นผิวผ้า เมื่อบูรณะภาพบุคคลแต่ละรายจึงต้องควบคุม colour palette (โทนสี) ของเครื่องแต่งกายให้สม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางสายตาหรือความรู้สึกแยกส่วนของภาพ
เมื่อการบูรณะรายบุคคลแล้วเสร็จ บุคคลทั้งหมดถูกนำกลับมาประกอบรวมกันใหม่ในองค์ประกอบภาพหลัก จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดและปรับ ทิศทางของแสง ซึ่งยึดตามแหล่งกำเนิดแสงจากด้านข้างที่ปรากฏในภาพต้นฉบับ เป็นแสงหลัก (key light) เพื่อให้แสง เงา ปริมาตรของร่างกาย และพื้นผิวของเครื่องแต่งกายสอดคล้องกันอย่างเป็นเอกภาพทั้งภาพ
ในขั้นตอนสุดท้าย มีการปรับแสงและโทนภาพโดยรวม (final relighting and tonal harmonisation) เพื่อให้ภาพมีความสมจริงในเชิงภาพถ่าย มีมิติ และคงบรรยากาศของช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์อย่างเหมาะสม กระบวนการทั้งหมดดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพของภาพ ภายใต้การกำกับด้วยองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่น เทคโนโลยีสิ่งทอ และหลักการถ่ายภาพในยุคสมัยนั้น เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับความสมเหตุสมผลทางสายตา มิใช่การสร้างภาพขึ้นใหม่ด้วยการคาดเดา
กระบวนการทั้งหมด สร้างสรรค์พร้อมกับการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และคำนึงถึงความถูกต้องทางประวัติศาสตร์เป็นสำคัญครับ
พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim)
พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim)
ในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีลักษณะการแต่งพระองค์สำหรับพระราชกรณียกิจในช่วงกลางวันและการเสด็จพระราชดำเนินในที่สาธารณะซึ่งมีความสวยงามและถูกต้องตามบริบทเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นและปรากฏซ้ำอยู่ในพระฉายาลักษณ์ คือ พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim) ซึ่งเป็นพระมาลาที่มีทรงพุ่มมนและขอบหมวกโค้งลงอย่างนุ่มนวล แม้พระมาลาแต่ละองค์จะมีรายละเอียดของการถักฟางหรือการตกแต่งแตกต่างกันไป แต่โครงสร้างโดยรวมกลับสอดคล้องกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงพระราชนิยมในรูปทรงมากกว่าการเลือกใช้วัสดุหรือแบบเฉพาะของพระมาลาแต่ละองค์
พระมาลาทรงเบรอตงดังกล่าวมีรากศัพท์มาจากแคว้นบริตตานี (Bretagne) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ศิราภรณ์พื้นถิ่นของภูมิภาคนี้ในอดีตมักมีทรงพุ่มมนและขอบหมวกที่ออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศชายฝั่ง เมื่อเข้าสู่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ช่างทำหมวกในกรุงปารีสได้นำรูปทรงพื้นถิ่นเหล่านี้มาปรับให้สอดคล้องกับแฟชั่นสตรี กลายเป็นหมวกที่เรียบ สุภาพ และสง่างาม โดยยังคงความใช้งานได้จริง
ในช่วงทศวรรษ 1930 หมวกทรงเบรอตงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่สตรีชั้นกลางและชั้นสูง เนื่องจากตอบรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ต้องเดินทางและปรากฏตัวในที่สาธารณะมากขึ้น รูปทรงที่ไม่แข็งกระด้าง ไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนหมวกปีกกว้างขนาดใหญ่ และไม่แนบศีรษะเหมือนหมวกคลอช ทำให้หมวกทรงนี้มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน อีกทั้งขอบหมวกที่โค้งอย่างอ่อนโยนยังช่วยกรอบใบหน้าได้งดงาม เหมาะแก่การถ่ายภาพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างมิติให้ใบหน้า
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1950–1960 หมวกทรงเบรอตงได้รับการตีความใหม่ โดยเฉพาะในรูปแบบที่ทำมาจากฟางและการออกแบบ ขอบลาด (downturned brim) ที่ให้ความรู้สึกเบาสบาย ร่วมสมัย และสุภาพยิ่งขึ้น พระมาลาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มนี้อย่างเด่นชัด แม้ไม่อาจระบุชนิดของฟางได้แน่ชัดทุกใบ แต่ความสม่ำเสมอของรูปทรงกลับสร้างเอกลักษณ์ใหม่ของพระองค์
ในบริบทของพระราชนิยมด้านการแต่งกาย พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim) จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องประกอบฉลองพระองค์ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางแฟชั่นที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงใช้สื่อสารภาพลักษณ์ของพระองค์ต่อสายตานานาชาติ เป็นรูปทรงที่ผสานความเป็นสากล ความสุภาพ และความทันสมัยไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนพระอัจฉริยภาพในการเลือกใช้แฟชั่นที่หยั่งรากในประวัติศาสตร์ แต่ยังคงร่วมสมัยและเหมาะสมกับบทบาทของพระราชินีในโลกยุคใหม่
คุณหญิงแย้ม อาวุธภัณฑ์เผด็จ ภริยาของ พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) เจ้ากรมคลังแสง ในรัชกาลที่ ๕
คุณหญิงแย้ม อาวุธภัณฑ์เผด็จ
ภริยาของ พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม)
เจ้ากรมคลังแสง ในรัชกาลที่ ๕
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ คุณหญิงแย้ม อาวุธภัณฑ์เผด็จ ภริยาของ พันเอก พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) เจ้ากรมคลังแสง ในรัชกาลที่ ๕ ผู้เป็นข้าราชการสำคัญด้านกิจการทหารและคลังแสงของแผ่นดิน
คุณหญิงแย้มและพระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา โดยได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ณ วัดปากคลองบางพลัด หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบางพลัดนอก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดอาวุธวิกสิตาราม” อันมีความหมายโดยนัยว่า วัดของพระยาอาวุธฯ และคุณหญิงแย้มฯ ผู้เป็นเจ้าภาพบูรณะปฏิสังขรณ์
ปัจจุบันวัดอาวุธวิกสิตารามเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ ธรรมยุติกนิกาย และกองทัพบกได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่วัดเป็น ฌาปนสถานกองทัพบก เพื่อบริการสมาชิกฌาปนสถานกิจสงเคราะห์กองทัพบกและข้าราชการทหารในพื้นที่ฝั่งธนบุรี
วัดอาวุธวิกสิตารามตั้งอยู่เลขที่ ๔๓๖ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๗๒ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ได้ตั้งวัดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๑ และครั้งหลังเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อนจะได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๓ งานเศษ อาณาเขตทิศเหนือจดคลองบางพลัด ทิศใต้จดถนนซอยเข้าวัด ทิศตะวันออกจดแม่น้ำเจ้าพระยา และทิศตะวันตกจดถนนจรัญสนิทวงศ์ พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางพลัด ขอบเขตวัดมีกำแพงล้อมรอบ แบ่งเขตสังฆวาสอย่างเป็นระเบียบ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐบล็อก ความยาวประมาณ ๑๓๐ เมตร สูง ๓ เมตร บริเวณวัดสะอาด ร่มรื่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ยืนต้น มีการคมนาคมสะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ตั้งอยู่ห่างจากเขตบางพลัดประมาณ ๔๐๐ เมตร
วัดอาวุธวิกสิตารามเริ่มสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาสันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่มาแล้วไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ปี โดยเริ่มจากพระสงฆ์และชาวบ้านที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังการเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้มาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระสงฆ์ในสมัยนั้นได้พำนักและก่อตั้งที่พักสงฆ์ขึ้นบริเวณเชิงเลน ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๒๒ จึงได้ตั้งเป็นวัดถาวร มีการสร้างกุฏิและเสนาสนะหลายหลัง
เดิมวัดอยู่ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย และเรียกกันว่า วัดปากคลองบางพลัด หรือ วัดบางพลัดนอก เนื่องจากตั้งอยู่ที่ปากคลองบางพลัด โดยเรียกวัดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามว่า วัดบางพลัดใน ชื่อนี้ยังคงใช้เรียกกันในหมู่ชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเสนาสนะของวัดได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก พระภิกษุสามเณรภายในวัดก็มีความประพฤติไม่เหมาะสมหลายประการ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ พระอาจารย์สี เจ้าอาวาสในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระนักวิปัสสนาและมีความเคารพนับถือกับ พันเอก พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) ได้ปรึกษาหารือกันถึงการบูรณะวัด เนื่องจากเป็นวัดเก่าแก่และทรุดโทรมอย่างมาก
พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ ซึ่งมีบ้านอยู่ริมคลองบางพลัดตรงข้ามวัด และเป็นผู้อุปถัมภ์วัดมาโดยตลอด ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทูลขอแปลงวัดปากคลองบางพลัดเป็นวัดในคณะธรรมยุต สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าฯ ทรงเห็นชอบและมีพระบัญชาให้พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จเป็นผู้อุปถัมภ์และดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม
พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ พร้อมด้วยคุณหญิงแย้มและญาติมิตร ได้บริจาคทรัพย์ซ่อมแซมกุฏิ หอสวดมนต์ สร้างศาลาการเปรียญ และสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ ก่อนจะขอพระราชทานวิสุงคามสีมา และกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดใหม่จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดอาวุธวิกสิตาราม” ใน พ.ศ. ๒๔๔๑ อันมีความหมายว่า วัดของพระยาอาวุธฯ และคุณหญิงแย้มฯ ผู้เป็นเจ้าภาพบูรณะปฏิสังขรณ์
วัดอาวุธวิกสิตารามจึงใช้ชื่อนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๙ รวมระยะเวลา ๑๒๘ ปี เดิมพื้นที่บางส่วนของวัดเคยเป็นที่ตั้งอำเภอบางพลัดเก่า ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ โรงเรียนเทศบาลวัดอาวุธวิกสิตาราม สังกัดกรุงเทพมหานคร
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา (17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450) พระนามเดิม พระองค์เจ้าบุตรี เป็นพระราชธิดาพระองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ท้าวสมศักดิ์ (อึ่ง)
พระรูปต้นฉบับคาดว่าฉายหลังปี พ.ศ. 2447 เพราะได้รับพระราชทาน เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2) พ.ศ. 2447 และก่อนสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2450 พระชันษา ประมาณ 77-80 ปี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 บูรพาษาฒ ปีชวด ตรงกับวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาอึ่ง (สกุลเดิม กัลยาณมิตร) ที่ต่อมาได้เป็น ท้าวสมศักดิ์ ทรงเชี่ยวชาญทั้งอักษรไทยและอักษรเขมร แต่งโคลงฉันท์ ได้ทรงรับผิดชอบถือกุญแจพระราชวัง นอกจากนี้ยังทรงเป็นผู้ถวายอุปการะเลี้ยงดูสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ขณะยังดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้ารำเพย เนื่องจากทรงกำพร้าพระบิดาตั้งแต่ทรงพระเยาว์
นอกจากนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ยังเป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรแด่สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ และพระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระยศเป็น พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา เมื่อ ปี พ.ศ. 2439 ทรงกำกับดูแลด้านพิธีกรรมต่าง ๆ และโบราณราชประเพณีของวังหลวง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดาประชวรหนักยาวนาน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จลงไปเฝ้าพระอาการทั้งกลางวันและกลางคืนแทบมิได้บรรทม เมื่อจวนสิ้นพระชนม์มีนกแสกและนกกุ๊กร้องหลายตัว เชื่อว่านกเหล่านี้จะร้องเมื่อมีคนตายและมีเสียงน่ากลัว เวลาต่อมากรมหลวงวรเสรฐสุดาสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450 เวลาเช้า 5 โมงเศษ ณ ตำหนักวังสวนดุสิต สิริพระชันษา 80 ปี นับเป็นพระราชบุตรในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้าย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นปราจิณกิติบดี เสด็จแทนพระองค์ไปสรงพระศพ แล้วเจ้าพนักงานเชิญพระศพลงพระลอง วันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถวายบังคมพระศพ เจ้าพนักงานประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่ เคลื่อนขบวนแห่พระศพมาประดิษฐาน ณ หออุเทศทักษิณา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชโอรสธิดาทรงร่วมกันทอดผ้าบังสุกุล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต เป็นประธานสงฆ์สวดสดับปกรณ์ ทรงดำรงพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้ายและมีพระชันษามากที่สุดในจำนวนพระราชโอรสพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้แก้ไขคำนำพระนามเป็น พระเจ้าบรมวงษ์เธอ
พระองค์และเจ้าจอมมารดาอึ่ง พระชนนี ปรากฏในงานเขียนของ แอนนา ลีโอโนเวนส์ ที่ว่าทั้งสองได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางทาสมุสลิมชื่อ ละออ (L'ore) กับบุตรชื่อ ทุกข์ (Thook) ที่ต่อมานางลีโอโนเวนส์ ได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อดำเนินเรื่องไถ่ทาส โดยนางจะออกค่าใช้จ่ายเอง
พระอิสริยยศ
17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 — 2 เมษายน พ.ศ. 2394 : พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี
2 เมษายน พ.ศ. 2394 — 6 กันยายน พ.ศ. 2439 : พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี
6 กันยายน พ.ศ. 2439 — 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450 : พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
15 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. 2435 – เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน)
พ.ศ. 2436 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายใน)
พ.ศ. 2447 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2)
______________________
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นภาพที่งดงามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงสวม สร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต พร้อม สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์
สำหรับฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น (Manches à volants superposés หรือ Tiered Flounce Sleeves) แฟชั่นสตรีในยุโรปขณะนั้นอยู่ในจุดสูงสุดของ แขนเสื้อทรงแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton หรือ Gigot Sleeve) ซึ่งขยายใหญ่เป็นพิเศษราว ค.ศ. 1895–1896 (พ.ศ. 2438–2439) แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) รูปทรงดังกล่าวเริ่มลดขนาดลง ดีไซเนอร์ในกรุงปารีสจึงเสนอแนวทางใหม่ที่ละเอียดอ่อนกว่า โดยออกแบบแขนเสื้อให้เป็นชั้นระบายซ้อนกันด้วยลูกไม้หรือผ้าบางเบา เรียงลดหลั่นจากหัวไหล่ลงมาตามต้นแขน
แฟชั่นลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศส La Mode Illustrée ฉบับ ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากความอลังการของแขนหมูแฮมไปสู่ความอ่อนหวานและโรแมนติก อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่แฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian Fashion) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ของสยาม
การนำแฟชั่นใหม่นี้เข้าสู่ราชสำนักไทยจึงมิใช่เพียงการติดตามสมัยนิยม หากแต่เป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) และการเชื่อมโยงกับราชสำนักยุโรป การสวมใส่เสื้อผ้าลูกไม้วิคตอเรียทรงแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น จึงกลายเป็นการแสดงสถานะและพระบารมีของพระราชสำนักสยาม และฝ่ายใน ในสายตานานาชาติ
ในคอลเลกชันนี้ ผมตั้งใจนำเสนอการใช้เทคโนโลยี AI ในการออกแบบและสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewellery) โดยเฉพาะการประยุกต์เทคนิค Upscaling ซึ่งมิได้เป็นเพียงกระบวนการขยายขนาดของภาพเท่านั้น หากยังเป็นเทคนิคที่ช่วย ยกระดับความละเอียดของภาพ เพิ่มคุณภาพของวัสดุ และเผยให้เห็นรายละเอียดของงานจิวเวลรี่ได้อย่างประณีตยิ่งขึ้น
สำหรับ ชุดเครื่องมรกต ที่ปรากฏในภาพนี้ สร้างขึ้นจากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับ โดยอาศัย การตีความเชิงสร้างสรรค์ (Creative Input) เพื่อถ่ายทอดจินตนาการของความงดงามในแบบราชสำนัก มิใช่การจำลองสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกตองค์จริง แต่ได้รับแรงบันดาลใจจาก พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับ
#เครื่องมรกตของสมเด็จพระพันปี
"วันหนึ่งคุณอาพระยาประเสริฐเดินหิ้วกระเป๋าเครื่องเพชรใบใหญ่ขึ้นมาบนเรือน ฉันเรียนคุณอาว่า
คุณพ่อยังไม่กลับ คุณอาตอบว่า อาไม่ได้มาหาคุณพ่อหรอก จะเอาของกายสิทธิ์มาให้แกดู
แล้วคุณอาก็เข้ามาในห้องแล้วเปิดหีบเครื่องเพชรให้ดู ฉันตาโตถามว่าคุณอาเอามาจากไหนคะ
คุณอาตอบว่า เครื่องมรกตของสมเด็จพระพันปี พระราชทานเป็นมรดกแก่สมเด็จพระปกเกล้า ฯ เพราะท่านทรงพระราชสมภพในวันพุธ สมเด็จพระพันปีมีเครื่องเพชรชุดใหญ่ ๆ หลายชุด
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ได้พระราชมรดกเป็นเพชรทั้งชุด เพราะท่านชื่อวชิราวุธ
ทูลกระหม่อมอัษฎางค์ได้เครื่องทับทิมเพราะท่านเกิดวันอาทิตย์
หรืออย่างไรฉันก็จำไม่ได้แล้ว ส่วนทูลกระหม่อมฟ้าติ๋วจุฑาธุชได้เครื่องนิลเพราะวันศุกร์หรืออย่างไรก็จำไม่ได้เหมือนกัน
ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงวไลอลงกรณ์ได้เครื่องไข่มุกด์ที่ท่านโปรด
ฉันถามคุณอาต่อไปว่า แล้วทำไมเครื่องมรกตวิเศษนี้จึงมาอยู่ที่คุณอาล่ะ
คุณอาตอบว่าก็อาไปเอามาจากพระนางลักษมี
โปรดเกล้า ฯ ให้ไปขอคืนมา จะพระราชทานคุณเปรื่องซึ่งจะสถาปนาเป็นพระสุจริตสุดาในวันนี้ เพราะคุณเปรื่องเขาเกิดวันพุธ
ที่อาบอกว่าเป็นของกายสิทธิ์เพราะของนี่เคลื่อนที่ได้ ใครบุญไม่ ก็ไม่อยู่ด้วย
แล้วคุณอาเล่าต่อไปว่า
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ได้พระราชมรดกเป็นเครื่องมรกตชุดใหญ่นี้แล้ว ก็นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ โดยถ่อมพระองค์ว่าพระองค์เองเป็นแต่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระชายาก็เป็นหม่อมเจ้า ไม่ควรที่จะใช้เครื่องมรกตชุดสำคัญนี้ ซึ่งเป็นของสำหรับพระยศพระมเหษี
พอรัชกาลที่ ๖ โปรดพระนางลักษมี ก็พระราชทานเครื่องมรกตนี้ให้พระนางลักษมี ซึ่งสมมติว่าจะเป็นพระราชินีต่อไป
แต่พอทรงแน่พระราชหฤทัยว่า จะไม่ทรงตั้งพระนางลักษมีเป็นราชินี ก็ทรงพระราชดำริที่จะพระราชทานบริจาริกาที่เกิดในวันพุธ
คุณอาจึงไปขอคืนมาจากพระนางลักษมี และอุตส่าหอบมาให้ฉันได้ชมเป็นขวัญตา
มรกตชุดนี้มีครบเครื่องทั้งมงกุฎ(หรือกระบังหน้า) สร้อยพระศอ ทองพระกรเป็นสายสร้อย ๒ สาย กับกำไลก้านแข็ง พระธำมรงค์หลายวง และเข็มกลัดหลายอัน"
ขยายความเรื่องเครื่องมรกตที่คุณวันดีเล่าไว้ว่า เป็นของกายสิทธิ์จริงๆ ท่านผู้ใหญ่ในสกุลสุจริตกุลที่เป็นหลาน "คุณพระใหญ่" (พระสุจริตสุดา) ท่านเล่าว่า เมื่อล้นเกล้าฯ สวรรคต เครื่องมรกตชุดนี้ก็ถูกประธานกรรมการจัดพระราชทรัพย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือท่านผู้จัดการพระราชมรดก ท่านเรียกคืน นัยว่าให้กลับไปเป็นของหลวง แล้วมีเรื่องเล่ากันต่อมาว่า ในสมัยเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยมีคนเห็นสุภาพสตรีหมายเลขอะไรอย่าไปใส่ใจเลย ท่านประดับมรกตชุดนี้ ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ เสด็จกลับจากอังกฤษ
เมื่อสิ้นยุคท่านผู้นำแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งพระราชมรดกในสมเด็จพระพันปีหลวงเป็นชุดๆ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ทรงจับสลากกัน ปรากฏว่า สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ทรงจับสลากได้ชุดเพชร สมเด็จอินทร์ฯ ทรงจับได้ชุดทับทิม ตรงกับวันอังคารวันประสูติ คุณพระใหญ่ท่านจับสลากได้ชุดมรกต ส่วนพระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงจับสลากได้ชุดอะไรจำไม่ได้แล้ว
ใครบุญไม่ ก็ไม่อยู่ด้วยนั้นเห็นจะจริง
ที่มา.....เรื่องของคน ๕ แผ่นดิน ท่านผู้หญิงดุษฏี มาลากุล
เครื่องเสวยที่ทรงโปรดของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕
เครื่องเสวยที่ทรงโปรดของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพจำของพระองค์มิได้มีเพียงการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย หากยังทรงเป็นกษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยใน “อาหาร” อย่างลึกซึ้ง ทั้งในฐานะผู้เสวย ผู้ทดลอง ผู้ประดิษฐ์ และผู้แปลตำราอาหารตะวันตกให้คนสยามเข้าใจ
พระองค์จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “พระบิดาแห่งอาหารไทยสมัยใหม่” อย่างแท้จริง
พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องอาหารการกินอย่างยิ่ง จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “นักชิมตัวยง” แห่งยุคสมัย พระราชนิยมดังกล่าวก่อให้เกิดตำรับเครื่องเสวยมากมายในรัชกาลของพระองค์ ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนจากพระราชนิพนธ์และจดหมายเหตุต่าง ๆ ที่ทรงบันทึกไว้ในคราวเสด็จประพาสยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
บันทึกเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนรสนิยมด้านอาหารของพระองค์เท่านั้น หากยังทำให้คนในยุคปัจจุบันได้เรียนรู้ถึงตำรับอาหารในสมัยก่อน ซึ่งกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะในพระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน ที่ทรงเล่าเรื่องการเสด็จประพาสเมืองต่าง ๆ ควบคู่ไปกับพระอารมณ์ขันเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ดังมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
"ลงมือชักม่านดับไฟพยายามจะหลับ ทำไมมันจึงนึกต่อไปไม่รู้ ข้าวแกงเผ็ดโผล่ขึ้นมาในนัยน์ตาที่หลับๆ ประเดี๋ยวไข่เจียวจิ้มน้ำพริก ประเดี๋ยวทอดมันกุ้ง ปลาแห้ง พากันหลอกเสียใหญ่ หลับตาไม่ได้ต้องลืม ลืมก็แลเห็นแกงปลาเทโพ หลอกได้ทั้งกำลังตื่นเช่นนั้น จนชิ้นยำแตงกวาก็พลอยกำเริบ ดีแต่ปลาร้า ขนมจีนน้ำยาหรือน้ำพริกสงสารไม่ยักมาหลอก มีแต่เจ้ากะปิคั่วมาเมียงมองอยู่ไกลๆ..."
ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ทรงสนพระทัยและพิถีพิถันกับเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารแปลกใหม่ อันเป็นผลจากการเสด็จประพาสไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ทรงได้ทอดพระเนตรวัตถุดิบพื้นบ้านหลากหลาย และได้เสวยอาหารที่แตกต่างจากสำรับเดิมอยู่เสมอ
บ่อยครั้ง พระองค์จะทรงนำเรื่องราวเหล่านี้มาพระราชทานเล่าแก่ พระวิมาดาเธอฯ พระอัครชายาในรัชกาลที่ ๕ ผู้ซึ่งทรงดูแลห้องเครื่องต้นเสวยตลอดรัชกาล และทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “เอตทัคคะทางด้านการทำกับข้าว” พระวิมาดาเธอฯ จึงนำเรื่องราวและรสชาติที่ทรงเล่ามาดัดแปลง ปรุงถวาย จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย และก่อให้เกิดตำรับเครื่องเสวยที่ทรงโปรดสืบต่อมา
ต่อไปนี้คือ เครื่องเสวยทรงโปรด ๑๐ รายการ ที่สะท้อนพระอุปนิสัย ความทรงจำ และยุคสมัยของสยามในรัชกาลที่ ๕
His Royal Highness Prince Sanphasat Suphakij
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ จางวางเอก นายพันเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
(17 ตุลาคม พุทธศักราช 2400 – 16 เมษายน พุทธศักราช 2462)
ทรงมีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ธิดาของนายศัลยวิชัย หุ้มแพร (ทองคำ ณ ราชสีมา) และทรงได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยว่าเป็น พระบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย
พระรูปนี้เป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง เพจ AI Fashion Lab และ เพจราชสกุลทองแถม โดยทาง AI Fashion Lab ได้นำภาพถ่ายต้นฉบับแบบ portrait ครึ่งพระองค์ มาพัฒนาและสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็น พระรูปเต็มพระองค์ ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้กรอบของความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านพระยศ เครื่องแต่งกาย และเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จากการวิเคราะห์องค์ประกอบของพระรูป โดยเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏ สามารถสันนิษฐานได้ว่าพระรูปนี้เป็นการฉายพระรูปใน ช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เนื่องจากไม่ปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ทรงได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๖ แต่อย่างใด ทั้งนี้ เหรียญอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานล่าสุดซึ่งปรากฏในพระรูปคือ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๓ ซึ่งได้รับพระราชทานใน พุทธศักราช ๒๔๔๗ จึงสามารถสรุปได้ว่า สายสะพายที่ทรงควรเป็นสายสะพายมหาวราภรณ์ หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า ประถมาภรณ์ช้างเผือก
เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ได้รับพระราชทานในปี พุทธศักราช ๒๔๔๘ แต่ในพระรูปนี้ยังปรากฏดาราของ ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ อยู่ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าการฉายพระรูปนี้น่าจะอยู่ในช่วงระหว่าง พุทธศักราช ๒๔๔๗–๒๔๔๘
ในขณะฉายพระรูป พระองค์ทรงดำรงพระยศและตำแหน่งทางราชการเป็น จางวางเอกกรมมหาดเล็ก ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีฐานะสูงกว่าเจ้ากรมหรือหัวหน้าหน่วยงานราชการทั่วไป และในหลายกรณีมีลักษณะเป็นตำแหน่งเชิงเกียรติยศ ทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาราชการผู้ใหญ่ มากกว่าการกำกับดูแลราชการโดยตรง อันมักเรียกกันว่าเป็น “ตำแหน่งลอย”
ด้วยเหตุนี้ ฉลองพระองค์ที่ปรากฏในพระรูปจึงเป็น ฉลองพระองค์ข้าราชการพลเรือนแบบ Tunic ใช้ สีบานเย็น ซึ่งเป็นสีประจำกรมมหาดเล็ก ชุดเต็มยศประกอบด้วย หมวก pith helmet สีขาว, กระบี่ข้าราชการพลเรือนหัวช้างสามเศียร พร้อม ตราแผ่นดินที่โกร่งกระบี่ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของข้าราชการพลเรือนชั้นสูงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ส่วน รัดประคด ที่ทรงใช้ เป็นรูปแบบเดียวกับรัดประคดของชุดเต็มยศมหาดเล็ก มีลักษณะ สีทองสลับแดง สอดคล้องกับธรรมเนียมเครื่องแบบราชการในยุคดังกล่าวอย่างถูกต้องทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และพิธีการ
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงฉลองพระองค์มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ระหว่างการรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เฉลียงพระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต โดยคาดว่าถ่ายขึ้นในช่วง พุทธศักราช ๒๔๔๕–๒๔๔๖
ที่มาของภาพและการกำหนดช่วงเวลา
งานสร้างสรรค์ชิ้นนี้พัฒนาขึ้นจากภาพต้นฉบับขาวดำซึ่งปรากฏพระองค์เพียงประมาณ หนึ่งในสี่ของพระวรกาย นับเป็นหนึ่งในงานบูรณะภาพโบราณที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากข้อมูลภาพมีจำกัดอย่างยิ่ง ภาพต้นฉบับเป็นภาพหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า ขณะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ เฉลียงพระที่นั่งวิมานเมฆ
การกำหนดกรอบเวลาการถ่ายภาพอยู่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๔๕–๒๔๔๖ อาศัยหลักฐานสำคัญสองประการ ได้แก่
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จนิวัตพระนครจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๔๕
ในภาพยังปรากฏ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ (พระองค์ที่สองจากซ้ายมือ) ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖
ด้วยเหตุนี้ ภาพดังกล่าว ไม่น่าจะเป็น ภาพการรอเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ตามที่มีการเข้าใจกันในบางแหล่งข้อมูล หากแต่มีความเป็นไปได้สูงว่า เป็นภาพการเข้าเฝ้าฯ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และเจ้านายฝ่ายหน้า ในโอกาสที่ทรงเพิ่งเสด็จนิวัตพระนครจากประเทศอังกฤษ
กระบวนการบูรณะและความท้าทายทางเทคนิค
งานบูรณะภาพชิ้นนี้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความซับซ้อนทั้งในเชิงเทคนิคและการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบ ฉลองพระองค์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญ สายสะพาย และเครื่องประกอบยศ ต่าง ๆ
เนื่องจากภาพต้นฉบับไม่ชัดเจนและปรากฏเพียงบางส่วน ขั้นตอนการทำงานจึงต้องแยกเป็นลำดับ ได้แก่
การบูรณะภาพขาวดำต้นฉบับให้มีโครงสร้างและพื้นผิวที่สมบูรณ์
การศึกษารายละเอียดเครื่องแบบและองค์ประกอบเชิงประวัติศาสตร์
การลงสีและปรับรายละเอียดขั้นสุดท้ายให้สอดคล้องกับหลักฐาน
ในงานชิ้นนี้ ได้อ้างอิง เครื่องแบบมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ ตามแบบแผนที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ ๕ ของพระองค์ ที่มักพบเครื่องแบบสีแดง หรือฉลองพระองค์ ปกติขาวเต็มยศจอมพล ทำให้การอ้างอิงและตรวจสอบข้อมูลมีความยากยิ่งขึ้น
องค์ประกอบทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็น อินทรธนู เหรียญตรา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และพระมาลา จำเป็นต้องสร้างขึ้นเป็นรายชิ้น แล้วจึงนำมาประกอบรวมกันในขั้นตอนสุดท้าย งานชิ้นนี้จึงเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเทคนิคการบูรณะภาพและการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์
ภาพอ้างอิงเครื่องแบบในปัจจุบัน
เพื่อให้เห็นภาพของ ฉลองพระองค์มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ ในบริบทปัจจุบัน จึงขออัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงฉลองพระองค์ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในช่วงที่ทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวบันทึกในพระราชพิธีสัตตมวาร พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๖ (พุทธศักราช ๒๕๕๙) ทั้งนี้ พระองค์ทรงเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ มาก่อน
ภาพอ้างอิงนี้ช่วยให้เห็นความต่อเนื่องของแบบแผนเครื่องแบบ และช่วยยืนยันรายละเอียดเชิงโครงสร้างของฉลองพระองค์ที่ใช้เป็นหลักในการบูรณะภาพประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ครับ
___________
เจ้าจอมมารดาอ่อน ในรัชกาลที่ ๕
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของเจ้าจอมมารดาอ่อนในรัชกาลที่ ๕ และพระบรมฉายาลักษณ์ ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) แด่เจ้าจอมมารดาอ่อน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ขณะที่ เจ้าจอมมารดาอ่อน อายุ ๙๘ ปี
เจ้าจอมมารดาอ่อนมีอายุยืนนานถึง 6 แผ่นดิน ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง สังคม วัฒนธรรม ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ณ วังสวนปาริจฉัตก์ สิริอายุ ๑๐๑ ปี ๑๑ เดือน นับเป็นเจ้าจอมมารดาที่มีอายุยืนยาวสุด
พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5
พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5 ทั้ง 9 พระองค์
ในช่วงตอนต้นสมัย รัชกาลที่ 5 ได้เริ่มมีการนำเอาแบบอย่างที่จะสถาปนาพระอิสริยยศของ “พระอัครมเหสี” หรือเทียบได้กับ “Queen” ในความหมายแบบตะวันตกเข้ามาใช้อย่างมีกฎเกณฑ์ แต่ด้วยขนบของราชสำนักที่ยังยึดคติตามแบบโบราณยังคงมีิอยู่ ทำให้เกิดความ “ลักลั่น” ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ว่า พระภรรยาเจ้า พระองค์ใดจะทรงเป็น “เบอร์ 1” ?
___________
พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5 มีด้วยกัน 9 พระองค์ ดังนี้
พระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง (พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
1. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ
2. สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
3. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี
4. พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี
5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี
พระภรรยาเจ้าชั้นหลานหลวง (พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)
1. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์
2. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา
3. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ
พระภรรยาเจ้าจากประเทศราช
1. เจ้าดารารัศมี พระราชชายา
___________
พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงรับ “พระองค์เจ้าทักษิณชา” เป็นพระภรรยาเจ้าพระองค์แรกในรัชกาล โดยพระองค์เจ้าทักษิณชาเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจันทร์ ดังนั้น พระองค์เจ้าทักษิณชาจึงทรงเป็น พระภรรยาเจ้า ชั้น “ลูกหลวง” พระองค์แรกในรัชกาล
หลังจากทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรส ในปี 2415 เพียงไม่กี่ชั่วโมง พระราชโอรสก็สิ้นพระชนม์ นำความโศกเศร้ามาสู่พระองค์เจ้าทักษิณชาเป็นอย่างมาก จนต่อมาถึงขั้นสูญเสียพระจริต ไม่สามารถรับราชการได้ จึงไม่อาจได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศในตำแหน่ง พระอัครมเหสี แต่อย่างใด
ต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงรับ “หม่อมเจ้าปิ๋ว” เป็นพระภรรยาเจ้า โดยพระองค์เป็นพระราชนัดดาในรัชกาลที่ 3 เป็นพระธิดาในพระองค์เจ้าลดาวัลย์ (กรมหมื่นภูมินทรภักดี) ประสูติแต่หม่อมจีน ดังนั้น หม่อมเจ้าปิ๋วจึงทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้น “หลานหลวง” พระองค์แรกในรัชกาล
หม่อมเจ้าปิ๋วมีพระพี่นางน้องนางอีก 2 พระองค์ ซึ่งภายหลังรัชกาลที่ 5 ทรงรับเป็นพระภรรยเจ้าเช่นกัน คือ หม่อมเจ้าบัว และหม่อมเจ้าสาย
หลังจากหม่อมเจ้าปิ๋วทรงมีพระประสูติกาลพระองค์เจ้าจันทราสรัทวาร ในปี 2416 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าปิ๋วเป็น “พระอรรคชายาเธอ หม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์” แม้จะมีการคาดการณ์กันว่าหม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์อาจจะได้ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี ได้เป็น “เบอร์ 1” แห่งราชสำนัก ด้วยการสนับสนุนจาก “ทูลกระหม่อมแก้ว” (กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร) แต่เรื่องนั้นก็เป็นไปได้ยาก
เนื่องจากหม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ทรงเป็นเพียงพระภรรยาเจ้าชั้น “หลานหลวง” นอกจากนี้ หม่อมเจ้าบัวที่ถวายตัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็กำลังทรงพระครรภ์ และทรงเป็นพระพี่นางมีพระชันษามากกว่า 7 ปี ดังนั้น การที่พระน้องนางจะขึ้นดำรงพระอิสริยยศก่อนพระพี่นางนั้นถือว่าเป็นสิ่งไม่สมควร
“หม่อมเจ้าบัว” ทรงมีพระประสูติกาลพระองค์เจ้าเยาวมาลย์นฤมล ในปี 2416 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าบัวเป็น “พระอรรคชายาเธอ หม่อมเจ้าอุบลรัตนนารีนาค” ซึ่งเป็นการสถาปนาในคราวเดียวกับหม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ ส่วน “หม่อมเจ้าสาย” ถวายตัวหลังจากพระพี่นางหลายปี และต่อมารัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระอรรคชายาเธอ” เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ พระภรรยาเจ้าชั้นหม่อมเจ้า หรือชั้น “หลานหลวง” เมื่อมีประสูติกาลพระราชโอรส จะดำรงพระอิสริยยศเมื่อแรกประสูติในชั้น “พระองค์เจ้า” แม้รัชกาลที่ 5 จะทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระภรรยาเจ้าชั้นนี้ให้เป็นพระองค์เจ้า เพื่อให้พระราชโอรสที่จะประสูติในอนาคตดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จเจ้าฟ้า” ได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงสมเด็จเจ้าฟ้า “ชั้นโท” เท่านั้น มีเพียงพระภรรยาเจ้าชั้นพระองค์เจ้า หรือชั้น “ลูกหลวง” เท่านั้น ที่จะเป็นผู้มีประสูติกาลพระราชโอรสที่ดำรงพระอิสริยยศสมเด็จเจ้าฟ้า “ชั้นเอก” ซึ่งจะได้เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป
ซึ่งหลังจากที่พระองค์เจ้าทักษิณชา พระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” ไม่สามารถรับราชการได้นั้น รัชกาลที่ 5 จึงต้องทรงรับพระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” เพิ่มเติม นั่นคือ “สี่พระนาง” โดย “สี่พระนาง” เป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ประกอบด้วย พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์, พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา, พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี (โดยทั้ง 3 พระองค์ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี (ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสำลี) ทั้ง 4 พระองค์ถวายตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
___________
ช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีตำแหน่งพระมเหสีอย่างเด่นชัด พระภรรยาเจ้าที่ทรงเป็น “เบอร์ 1” จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญสองประการคือ ความโปรดปรานของรัชกาลที่ 5 และพระชันษาของพระภรรยาเจ้า
พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ถือได้ว่ามีพระอำนาจเหนือกว่าพระภรรยาเจ้าพระองค์อื่น ๆ ด้วยมีพระชันษามากกว่าพระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” ทั้งหมด ทั้งรัชกาลที่ 5 ก็โปรดพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์อย่างยิ่ง ดังที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ บันทึกว่า “เพราะเหตุที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ พระองค์นี้เป็นพระมเหสีใหญ่ แล้วทรงพระกรุณาโปรดปรานมากเป็นพิเศษกว่าทุกพระองค์” ดังนั้น พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ จึงเป็นพระภรรยาเจ้า “เบอร์ 1” ในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้ หากสังเกตจากสร้อยพระนามของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อัครวรราชกุมารี พระราชธิดาในพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ แล้วนั้น “อัครวรราชกุมารี” อันมีนัยว่าทรงเป็นพระราชธิดาในพระอัครมเหสี
อย่างไรก็ตาม หลังจากพระองค์เจ้าสว่างวัฒนาทรงมีพระประสูติกาล “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ” พระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าชั้นเอกพระองค์แรกในรัชกาล รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้าสว่างวัฒนาเป็น “พระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี” ในปี 2421 ดังนั้น “เบอร์ 1” จึงตกเป็นของพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ในฐานะที่ทรงเป็น “พระราชเทวี” และเป็นพระราชมารดาของว่าที่กษัตริย์ในอนาคต
___________
ขณะที่พระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” อีก 3 พระองค์ดำรงพระอิสริยยศเป็น “พระนางเธอ พระองค์เจ้า” ซึ่งพระยศต่ำกว่าพระนางเจ้าสว่างวัฒนา แต่พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ยังคงเป็น “เบอร์ 1” เสมือนมีพระอำนาจเหนือพระภรรยาเจ้าพระองค์อื่น ๆ เช่นเดิม ครั้นพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงพระครรภ์อีกครั้ง รัชกาลที่ 5 ก็ทรงหวังว่าจะทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรส ซึ่งอาจจะทรงตั้งพระทัยยกพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เป็นพระอัครมเหสีที่มีพระอิสริยยศสูงที่สุดในบรรดาพระภรรยาเจ้าทั้งปวง
กระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในปี 2423 พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์ สร้างความโศกเศร้าแก่รัชกาลที่ 5 เป็นอย่างมาก พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี” จึงอาจนับเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีพระองค์แรกในรัชกาลที่ 5
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี” และได้รับการสถาปนาอีกครั้งเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี” สถิตในที่พระอัครมเหสี ดังนั้น จึงทรงเป็นพระภรรยาเจ้าที่ทรงพระอิสริยยศสูงที่สุด เป็น “เบอร์ 1” อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งการที่รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาพระอิสริยยศในครั้งนี้ นับเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศให้ทรงเป็นรัชทายาทในอนาคต
ส่วนพระภรรยาเจ้าอีก 2 พระองค์ รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็น “พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชเทวี” ส่วนพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ก็ได้รับสถาปนาเป็น “พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี” เลื่อนจาก พระนางเธอ เป็น พระนางเจ้า พระราชเทวี เช่นเดียวกัน
___________
ในปี 2424 พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงมีพระประสูติกาล “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” (รัชกาลที่ 6) ซึ่งเป็นพระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าชั้นเอกพระองค์ที่ 2 ทำให้พระฐานะของพระองค์สูงยิ่งขึ้น ในเวลาต่อมา รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็น “พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี” เป็นพระภรรยาเจ้าลำดับที่ 2 รองจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา
(หมายเหตุ ลำดับเวลาการเลื่อนพระอิสริยยศของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีและพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีมีรายละเอียดค่อนข้างมาก โปรดดูรายละเอียดการค้นคว้าของนายแพทย์จิรวัฒน์ อุตตมะกุล ในหนังสือ “พระภรรยาเจ้า และสมเด็จเจ้าฟ้า ในรัชกาลที่ 5”)
___________
พระภรรยาเจ้าผู้ทรงเป็น “เบอร์ 1”
นับตั้งแต่ช่วงปี 2423 เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาถือว่าเป็น “เบอร์ 1” ในบรรดาพระภรรยาเจ้าทั้งปวง โดยเฉพาะหลังจากการสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็น “สยามมกุฎราชกุมาร” ในปี 2430 ด้วยแล้ว พระองค์ซึ่งทรงเป็นพระราชมารดาของสยามมกุฎราชกุมาร ว่าที่กษัตริย์ในอนาคต ความชัดเจนในฐานะ “เบอร์ 1” จึงมีอย่างมั่นคงและชัดเจน สะท้อนได้จากการที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเสมือน “Queen” ทรงดำรงฐานะประมุขฝ่ายใน ทรงดูแลบริหารราชสำนักฝ่ายใน และเสด็จฯ ออกรับพระราชอาคันตุกะต่างประเทศร่วมกับรัชกาลที่ 5
อย่างไรก็ตาม หลังจากเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคตในปี 2438 และรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธเป็นสยามมกุฎราชกุมาร พร้อมทั้งสถาปนาพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี” นั่นทำให้เกิดความลักลั่นขึ้น
หากถือตามแบบโบราณหรือตามแบบสากล ตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารย่อมต้องตกแก่ “สมเด็จฯ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย” พระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา แต่รัชกาลที่ 5 ทรงกำหนดไว้ว่า บรรดาพระราชโอรสที่พระสูติแต่พระภรรยาเจ้าที่เป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 จะมีพระเกียรติยศเสมอกัน ความหลั่นลดนั้นให้เป็นไปตามลำดับพระชันษา
ดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ลูกแม่กลางกับลูกแม่เล็กให้นึกว่าเหมือนแม่เดียวกัน เรียงพี่เรียงน้องในการสืบสันตติวงศ์” แม่กลางหมายถึงสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา และแม่เล็กหมายถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ดังนั้น เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธซึ่งมีพระชันษารองจากเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศจึงได้รับการสถาปนาเป็นสยามมกุฎราชกุมาร
___________
ความลักลั่นในตำแหน่งพระอัครมเหสี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพระองค์ใดทรงเป็น “เบอร์ 1” กันแน่?
แม้พระอิสริยยศ “พระอัครราชเทวี” จะเป็นรอง “พระบรมราชเทวี” แต่ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงเป็นพระราชมารดาของสยามมกุฎราชกุมาร ดังนั้น “เบอร์ 1” จึงต้องตกเป็นของพระองค์ ความลักลั่นที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้จากการตามเสด็จฯ รัชกาลที่ 5 พระภรรยาเจ้าทั้ง 2 พระองค์ทรงเกี่ยงให้อีกพระองค์เสด็จฯ นำก่อน จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเสด็จฯ นำหน้า อาจเป็นเพราะทรงเห็นว่าในช่วงเวลานั้นทั้ง 2 พระองค์มีพระสถานะเท่าเทียมกัน จึงให้ลำดับตามพระชนมายุ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีมีพระชนมายุน้อยกว่า
ทั้งนี้ เสมือนว่าสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาจะทรงยอมและยกให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีมีพระฐานะสูงกว่า เพราะในช่วงเวลาที่ทรง “ตก” นั้น คือช่วงเวลาหลังจากการสวรรคตของเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และเป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีกำลัง “ขึ้น” สะท้อนให้เห็นจากพระดำรัสที่เคยตรัสกับหม่อมเจ้าอัปภัศราภาไว้ว่า “เมื่อเวลาฉันมีบุญน่ะ ล้วนแต่มาห้อมล้อมฉันทั้งนั้นแหละ เวลามีงานมีการอะไร ฉันก็ช่วยเต็มที่ไม่ขัด แต่พอฉันตกก็หันหนีกันหมด ไปเข้าตามผู้ที่มีบุญต่อไป…”
___________
ถึงปี 2440 ความชัดเจนในตำแหน่งพระอัครมเหสีก็เป็นที่ปรากฏชัดเจน เมื่อรัชกาลที่ 5 จะเสด็จฯ ประพาสยุโรป ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ” เป็นตำแหน่งพระภรรยาเจ้าที่ทรงตั้งขึ้นใหม่ และถือเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีที่มีลำดับพระอิสริยยศสูงที่สุด ดังนั้น พระฐานะของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาจึงทรงลดลงมาเป็น “เบอร์ 2” ในที่สุด
ขณะที่ตำแหน่งพระภรรยาเจ้าพระองค์อื่นไม่ได้เกิดความลักลั่นแต่อย่างใด พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงเป็นพระภรรยาเจ้าที่มีพระอิสริยยศรองลงมา ถัดมาเป็น “พระอรรคชายาเธอ” และท้ายสุดคือ เจ้าดารารัศมี ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระราชชายา” ในช่วงปลายรัชกาล
พระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ 5 มีทั้งหมด 9 พระองค์ ดังนี้
1. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ
2. สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
3. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี
4. พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี
5. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์
6. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค
7. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
8. พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
9. พระองค์เจ้าทักษิณชา เป็นพระภรรยาเจ้าที่ไม่ได้รับการสถาปนา
ดังนั้น หลังปี 2440 เป็นต้นมา ความลักลั่นก็ไม่ปรากฏอีก สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระภรรยาเจ้า “เบอร์ 1” ตลอดมาจนสิ้นรัชกาล พระอิสริยยศ “พระบรมราชินีนาถ” เทียบได้กับ “Queen” ตามธรรมเนียมของตะวันตกอย่างแท้จริง ถือเป็นตำแหน่งพระอิสริยยศสูงที่สุดในบรรดาพระภรรยาเจ้าทั้งปวง
___________
ผู้เขียน ฮิมวัง
เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ.2568
อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_61875
___________
Royal Consorts in the Reign of King Rama V
(พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5)
The AI-restored and artistically reconstructed image presented here is a portrait of the nine Royal Consorts (Phra Phanya Chao) in the reign of King Rama V (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว).
During the early period of the reign of King Rama V, the court began to introduce, in a regulated manner, the model for establishing the royal rank of a “Principal Queen Consort”, or what may be equated to a “Queen” in the Western sense. However, because court traditions still adhered strongly to ancient customs, this resulted in an “inconsistency” regarding which Royal Consort should be regarded as “Number One.”
English Equivalents of Key Royal Titles
(with Thai Titles in Brackets)
In order to clarify the terminology used throughout this article, the following are the three principal royal consort titles of the reign, rendered into their closest English equivalents, with the original Thai titles retained in brackets.
1. Queen of Siam
(สมเด็จพระนางเจ้า… พระบรมราชินีนาถ)
This title represents the highest-ranking royal consort in the Siamese monarchy and corresponds most closely to the Western title “Queen” or “Queen Consort.”
The title Phra Borommarachininat (พระบรมราชินีนาถ) was formally established during the reign of King Rama V and signifies the principal queen with full ceremonial, political, and representational authority, including eligibility to serve as Regent.
2. Supreme Queen Consort
(สมเด็จพระนางเจ้า… พระบรมราชเทวี)
This title denotes a queen consort of the highest traditional rank prior to the formal establishment of the title Queen of Siam.
Although subordinate in protocol to Queen of Siam, a Supreme Queen Consort held precedence over all other consorts and frequently functioned as the de facto principal queen, particularly during the transitional phase of court hierarchy.
3. Royal Queen Consort / Senior Queen Consort
(พระนางเจ้า… พระราชเทวี / พระวรราชเทวี)
These titles refer to royal consorts of elevated rank below the Supreme Queen Consort.
They indicate recognised royal standing, ceremonial authority, and maternal status to royal offspring, but without primacy over the Inner Court.
The distinction between Phra Ratchathewi (พระราชเทวี) and Phra Woratchathewi (พระวรราชเทวี) reflects graded seniority within the queenly hierarchy, rather than a difference in consort status.
The Royal Consorts in the Reign of King Rama V (Nine in Total)
Royal Consorts of the Chao Fa Rank
(Royal daughters of King Mongkut, Rama IV)
Queen Saovabha Phongsri, Queen of Siam
(สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ)Queen Sunandha Kumariratana, Supreme Queen Consort
(สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี)Queen Savang Vadhana, Supreme Queen Consort
(สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี)Queen Sukhumala Marasri, Royal Queen Consort
(พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี)Princess Thaksincha Narathirat Butri
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี)
Royal Consorts of the Granddaughter of the King Rank
(Royal granddaughters of King Nangklao, Rama III)
Princess Saovabha Nari Ratana
(พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์)Princess Ubolratana Narinaga
(พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา)Princess Saowalee Phirom
(พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ)
Royal Consort from a Tributary State
Princess Dara Rasmi, Royal Consort
(เจ้าดารารัศมี พระราชชายา)
The Question of “Number One”
King Rama V first accepted Princess Thaksincha (พระองค์เจ้าทักษิณชา) as a royal consort early in his reign. As a daughter of King Mongkut (Rama IV), she held the Chao Fa (ลูกหลวง) rank, making her the first royal consort of that status in the reign. However, following the tragic death of her newborn son in 1872—only hours after birth—she suffered severe psychological distress and was unable to continue court duties. Consequently, she was never elevated to the rank of Queen Consort.
Subsequently, King Rama V accepted Mom Chao Piew (หม่อมเจ้าปิ๋ว), a granddaughter of King Rama III, who was later elevated to Princess Saovabha Nari Ratana. Although speculation arose that she might become the principal queen—with support from Prince Sudarat Rajayu (กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร)—this was structurally improbable due to her lower dynastic rank (หลานหลวง) and court seniority conventions.
Dynastic Rank and Succession
Under Siamese royal law and custom, only sons born to a Chao Fa–rank consort (ลูกหลวง) could be elevated as Somdet Chao Fa, First Class, and thus qualify for succession. Sons born to consorts of lower rank, even if later elevated, were limited to Second Class status.
This legal framework compelled King Rama V to accept additional daughters of King Rama IV as consorts—namely:
Princess Sunandha Kumariratana
Princess Savang Vadhana
Princess Saovabha Phongsri
(all daughters of Chao Chom Manda Piam)Princess Sukhumala Marasri
(daughter of Chao Chom Manda Samli)
The Emergence of a Principal Queen
Initially, Princess Sunandha Kumariratana held de facto primacy due to seniority and royal favour. This is corroborated by court records noting her exceptional closeness to the King. Her daughter bore the title Akkhawarajakumari, implying birth to a principal queen.
However, the balance shifted decisively in 1878 when Princess Savang Vadhana gave birth to Prince Maha Vajirunhis, the first First-Class Chao Fa prince of the reign. She was subsequently elevated to Queen Savang Vadhana, Royal Consort, and later Queen Savang Vadhana, Supreme Queen Consort, firmly establishing her as “Number One.”
Final Resolution (After 1897)
The long-standing ambiguity was conclusively resolved in 1897, when King Rama V appointed Queen Saovabha Phongsri as Regent during his European tour. She was elevated to:
Queen Saovabha Phongsri,
Queen of Siam (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ)
This newly established title explicitly aligned with the Western concept of Queen, making her the highest-ranking royal consort of the reign. From that point onward, no further ambiguity remained.
Conclusion
After 1897, Queen Saovabha Phongsri was unequivocally the “Number One” royal consort until the end of King Rama V’s reign. Her title of Queen of Siam represented the full institutional adoption of Western monarchical hierarchy within the Siamese court, while remaining rooted in dynastic legitimacy.
Author: Himwang (ฮิมวัง)
Published: Sunday, 26 January 2025
Original Thai Article: Silpa Wattanatham
___________
อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ :
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน อหะหมัดจุฬา) จุฬาราชมนตรี คนที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI เป็นภาพขแง พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน อหะหมัดจุฬา) จุฬาราชมนตรี คนที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (คนที่ ๑๐ เมื่อนับจากกรุงเก่า)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน อหะหมัดจุฬา)จุฬาราชมนตรีคนที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (และนับเป็นคนที่ ๑๐ หากรวมสมัยกรุงศรีอยุธยา)
ในการสร้างสรรค์ครั้งนี้ ผมได้ออกแบบเครื่องแต่งกายไว้ สองรูปแบบ ได้แก่
แบบสยาม สะท้อนฐานะขุนนางฝ่ายหน้าภายใต้ราชสำนักรัชกาลที่ ๕
แบบเปอร์เชีย–อิสลาม เพื่อสะท้อนรากวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของขุนนางมุสลิมในสยาม
ทั้งสองรูปแบบยึดโยงกับบริบทการแต่งกายในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อย่างรอบคอบ และเลือกใช้ฉากหลังเป็น สุเหร่ากุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ของชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา อันเป็นที่พำนักของข้าราชการมุสลิมและขุนนางแขกประจำป้อมเมืองบางกอก อาคารแห่งนี้ได้ถล่มพังลงราว พ.ศ. ๒๕๐๐
________
ปกเสื้อถอดได้กับความเป็นสตรีสมัยใหม่ในสยาม
ปกเสื้อถอดได้กับความเป็นสตรีสมัยใหม่ในสยาม
เมื่อเรามอง พระรูปหมู่เจ้านายฝ่ายใน ภาพนี้ สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นเพียงภาพหมู่ของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เท่านั้น หากแต่เป็นภาพที่ “จัดวางความหมาย” ของความเป็นสมัยใหม่อย่างรอบคอบ ผ่านการแต่งกาย อิริยาบถ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในภาพ พระรูปนี้จึงเป็นมากกว่าภาพพิธีการ หากคือภาพแทนของสตรีชั้นสูงในรัฐสมัยใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
พระรูปนี้ประกอบด้วยเจ้านายฝ่ายในหลายพระองค์ ได้แก่
แถวหน้าจากซ้าย
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแขไขดวง
สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐสารี
สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี
แถวหลังจากซ้าย
6. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์
สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
ใกล้พระบาทของ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี มีสุนัขทรงเลี้ยงหมอบอยู่อย่างสงบ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็น “อีเบส” รายละเอียดเล็ก ๆ นี้ช่วยลดความเป็นทางการของภาพลงเล็กน้อย และทำให้พระรูปมีมิติของชีวิตประจำวันในราชสำนัก มากกว่าจะเป็นเพียงภาพพิธีการแข็งทื่อ
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในพระรูปนี้ คือ เครื่องแต่งกายของเจ้านายฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องอย่างชัดเจนกับแฟชั่นสากลในช่วงทศวรรษ 1890s หรือที่มักเรียกว่า Gay Nineties ในโลกตะวันตก ช่วงเวลานี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากความเคร่งครัดแบบวิกตอเรียน ไปสู่โลกสมัยใหม่ที่เปิดรับเสรีภาพ การศึกษา และการทำงานของสตรีอย่างเป็นรูปธรรม
เสื้อที่เจ้านายฝ่ายในทรงสวม คือเสื้อแบบ shirtwaist — เสื้อสตรีที่ตัดเย็บตามโครงเสื้อเชิ้ตบุรุษ โดยจุดสำคัญอยู่ที่การใช้ ปกเสื้อถอดได้ (detachable collar) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแต่งกายเชิงวิชาชีพในโลกตะวันตกช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปกเสื้อถอดได้ทำจากผ้าลินินหรือผ้าฝ้ายที่ผ่านการอัดแข็ง สามารถถอดซักหรือเปลี่ยนใหม่ได้โดยไม่ต้องซักทั้งตัวเสื้อ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด ความเป็นระเบียบ และวินัยในโลกของสำนักงาน การศึกษา และระบบราชการ
การตกแต่งด้วย โบหรือเนกไท (tie / bow) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ยืมมาจากเครื่องแต่งกายชายโดยตรง ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่แบบสากล ขณะที่แขนเสื้อแบบ leg-of-mutton หรือ gigot sleeves ซึ่งพองใหญ่บริเวณหัวไหล่ เป็นลักษณะเด่นของแฟชั่นราว ค.ศ. 1894–1897 (พ.ศ. 2437–2440) และถือว่า “ทันสมัย” อย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น แสดงให้เห็นว่าเจ้านายฝ่ายในทรงอยู่ร่วมสมัยกับแฟชั่นยุโรป มิใช่เพียงรับอิทธิพลอย่างล่าช้า
ในโลกตะวันตก เสื้อ shirtwaist พร้อม detachable collar กลายเป็นเครื่องแบบของสตรีที่เข้าสู่แรงงานสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเสมียน ครู บรรณารักษ์ หรือพนักงานพิมพ์ดีด ภาพถ่ายสตรีในสำนักงานลอนดอนที่นั่งอยู่หน้าพิมพ์ดีด แสดงให้เห็นเสื้อผ้าลักษณะเดียวกันอย่างแทบไม่ต่างกันเลย—ปกเสื้อถอดได้ เนกไท และโครงเสื้อที่เน้นความเป็นมืออาชีพ เครื่องแต่งกายเช่นนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความงามเชิงประดับ หากแต่เพื่อสื่อสารว่า “ผู้สวมใส่มีวินัย มีการศึกษา และมีที่ยืนในพื้นที่สาธารณะ”
ภาพสตรีนักปั่นจักรยานในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งช่วยขยายความเข้าใจนี้ได้ชัดเจนขึ้น การแต่งกายสำหรับการปั่นจักรยานในความเป็นจริง ไม่ได้หมายถึงกางเกงบลูมเมอร์อันหวือหวาอย่างที่มักเข้าใจกัน แต่ส่วนใหญ่คือ shirtwaist จับคู่กับกระโปรงที่ปรับให้เคลื่อนไหวได้สะดวก หรือซ่อนกางเกงไว้ด้านใน เป้าหมายไม่ใช่การท้าทายศีลธรรม หากคือการทำให้ผู้หญิง “เคลื่อนไหวได้ โดยยังคงความเหมาะสม”
เมื่อเรานำภาพเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับพระรูปเจ้านายฝ่ายใน จะเห็นได้ว่ากำลังเกิดสิ่งเดียวกันในบริบทที่แตกต่างกัน สตรีในราชสำนักสยามไม่ได้ปั่นจักรยานหรือทำงานในสำนักงาน แต่พระองค์ทรงอยู่ในโครงสร้างของรัฐสมัยใหม่ เป็นผู้มีบทบาทด้านการศึกษา การอุปถัมภ์ และพิธีการ เครื่องแต่งกายที่รับอิทธิพลจากเสื้อเชิ้ตบุรุษ โดยเฉพาะ shirtwaist และ detachable collar จึงเป็นภาษาทางสายตาที่เหมาะสมที่สุดในการแสดง “ความเป็นสมัยใหม่อย่างมีระเบียบ”
สิ่งสำคัญคือ นี่ไม่ใช่การเลียนแบบตะวันตกอย่างไร้ราก หากเป็นการ แปลความเป็นสมัยใหม่ผ่านกรอบวัฒนธรรมสยาม เสื้อแบบตะวันตกถูกผสานเข้ากับการนั่ง อิริยาบถ และเครื่องนุ่งห่มส่วนล่างแบบสยาม เกิดเป็น “ฉลองพระองค์ฝ่ายในสมัยใหม่” ที่ทั้งสากลและท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน
พระรูปนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพหมู่ หากเป็นคำประกาศทางสายตาว่า สตรี—ทั้งในโลกตะวันตกและในราชสำนักสยาม—กำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ในฐานะผู้มีบทบาท มีความสามารถ และมีพื้นที่ในโลกสาธารณะอย่างชัดเจน เสื้อ shirtwaist, ปกเสื้อถอดได้ (detachable collar) และเนกไท จึงไม่ใช่เพียงแฟชั่น หากคือโครงสร้างหนึ่งของโลกสมัยใหม่ที่สตรีเป็นส่วนหนึ่งอย่างเต็มภาคภูมิ
_____________
Detachable Collars and Modern Womanhood in Siam
When we look at this group portrait of Siamese royal women, we are not simply seeing a formal image of court life at the end of the nineteenth century. What we are looking at is a carefully constructed visual statement of modernity, articulated through dress, posture, and the relationships between the sitters. This photograph does cultural work. It stages modern womanhood with deliberation.
The sitters include several senior and junior members of the Siamese royal family.
In the front row, from left to right, are:
– Her Royal Highness Princess Khaekhaiduang (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแขไขดวง)
– Her Majesty Queen Saovabha Phongsri, the Queen Regent (สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง)
– Her Royal Highness Princess Praditsasari (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐสารี)
– Her Majesty Queen Savang Vadhana, the Queen Grandmother (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)
– Her Royal Highness Princess Naphaprapha, Princess of Thipphayarat Kiritkulini (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี)
Standing behind them, from left to right, are:
– Her Royal Highness Princess Phuangsroi Sa-nga (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์)
– Her Royal Highness Princess Sukhumala Marasri, the Queen Aunt (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี)
Near the feet of Princess Naphaprapha (กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี), a royal dog lies calmly on the floor, very likely “Ibes” (อีเบส). This small, intimate detail subtly softens the formality of the composition and grounds the image in everyday court life rather than rigid ceremonial display.
What is most striking in this portrait is the clothing. The women are dressed in a manner that aligns closely with international fashion of the 1890s, often referred to in the West as the Gay Nineties. This decade marked a transition away from rigid Victorian moralism toward a modern world shaped by education, professional work, and the increasing public visibility of women.
The royal women wear shirtwaists—women’s blouses cut according to the structure of men’s shirts. Crucially, these shirtwaists are worn with detachable collars, an important technological and sartorial innovation of the period. Made of starched linen or cotton, detachable collars could be removed and laundered separately, symbolising cleanliness, discipline, and order. In the late nineteenth century, detachable collars were closely associated with professional life—offices, schools, and bureaucratic institutions.
The addition of ties or bows, borrowed directly from men’s dress, reinforces this association with the modern working world. At the same time, the blouses feature dramatic leg-of-mutton (gigot) sleeves, which reached the height of fashion between 1894 and 1897. Their presence here signals that the women of the Siamese court were not merely imitating Western dress belatedly, but were fully conversant with contemporary European fashion.
In Western contexts, the combination of shirtwaist and detachable collar became the uniform of the new female workforce. Clerks, teachers, librarians, and typists were frequently photographed wearing precisely this ensemble. These garments were not designed for decorative display; they communicated seriousness, education, and rightful presence in public and professional spaces.
Photographs of women cyclists from the same period further illuminate this shared visual language. Contrary to popular belief, most women did not wear radical bifurcated bloomers. Instead, they typically wore shirtwaists paired with modified skirts that allowed movement while preserving social respectability. Cycling dress was not about scandal—it was about mobility with dignity.
When we place these Western images alongside the Siamese royal portrait, a clear parallel emerges. The women of the Siamese court were not riding bicycles or working at typewriters, but they occupied positions within a modernising state. They were involved in education, patronage, governance, and ceremonial life. The adoption of menswear-derived elements—especially the shirtwaist and detachable collar—provided a visual language suited to these roles.
Importantly, this is not a story of simple Western imitation. What we see here is translation rather than copying. Western upper-body tailoring is combined with Siamese lower garments, posture, and courtly comportment. The result is a distinctly Siamese form of modern court dress—simultaneously international and local.
This photograph, then, is not merely a group portrait. It is a visual declaration that women—both in the West and in Siam—were entering the twentieth century as educated, capable participants in public life. The shirtwaist, detachable collar, and tie are not just fashion details. They are part of the material structure of modernity itself—one in which women claimed visibility, authority, and a place in the modern world with quiet confidence.
_____________
อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ :
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์) (๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒)
ภาพต้นฉบับคาดว่าถ่ายระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๖ – พ.ศ. ๒๔๕๒ มีความเป็นไปได้ว่าถ่ายขึ้นเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่ทรงได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ขณะมีพระชันษา ๒๐ ปี และเป็นปีเดียวกับที่ทรงสำเร็จการศึกษาด้านเกษตรศาสตร์จากประเทศอังกฤษ ก่อนเสด็จนิวัตกลับมารับราชการเป็น ผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ
_____
ความสำคัญด้านประวัติศาสตร์แฟชั่น
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในพระรูปนี้ คือ องค์ประกอบเครื่องแต่งกายและวิธีการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นและเครื่องแต่งกายฝ่ายหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๕
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชประสงค์เดิมเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก่อนจะขยายขอบเขตไปยังผู้ทำคุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ ในเวลาต่อมา
_____
การแบ่งชั้นตรา (ฝ่ายหน้า – บุรุษ)
เรียงลำดับจากชั้นต้นสู่ชั้นสูงสุด ดังนี้
๑) ตติยจุลจอมเกล้าพิเศษ (ต.จ.ว.)
๒) ทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.)
๓) ทุติยจุลจอมเกล้าพิเศษ (ท.จ.ว.)
๔) ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.)
๕) ปฐมจุลจอมเกล้าพิเศษ (ป.จ.ว.) (สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์)