History of Fashion
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขณะเสด็จถึงเมืองแรมบูเยต์ (Rambouillet) ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1907 หรือ พ.ศ. 2450 ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้คือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขณะเสด็จถึงเมืองแรมบูเยต์ (Rambouillet) ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1907 หรือ พ.ศ. 2450 ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง
ในภาพ รถม้าพระที่นั่งแบบเปิดจอดอยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟแรมบูเยต์ เหนือประตูด้านหลังมีป้ายคำว่า Caisse หรือห้องจำหน่ายตั๋ว พระองค์และคณะทรงเครื่องแต่งกายแบบพิธีการตะวันตก สวมเสื้อสูท ฟร็อคโคท และหมวกทรงสูง ขณะที่นายทหารฝรั่งเศสและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับยืนเฝ้าอยู่โดยรอบ รถม้าเทียมม้าสองตัว มีสารถีในเครื่องแบบนั่งอยู่บนที่นั่งด้านหน้า ภาพจับช่วงเวลาที่ขบวนกำลังเตรียมเคลื่อนออกจากสถานีไปยังพระราชวังแรมบูเยต์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างเป็นทางการของฝ่ายฝรั่งเศส
ภาพนี้เป็นภาพข่าวจาก Agence Rol ถ่ายลงบนแผ่นกระจกเนกาทีฟขนาด 13 × 18 เซนติเมตร และได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสหลายฉบับในเดือนเดียวกัน ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส
สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และฉลองพระองค์ "คณาภยันดร" แห่ง เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และฉลองพระองค์ "คณาภยันดร" แห่ง เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ขณะทรงฉลองพระองค์ "คณาภยันดร" แห่ง เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ในฐานะองค์สมาชิกฝ่ายหน้า
สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๓ - ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๑) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เป็นพระโสทรานุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ชาววังมักเอ่ยพระนามอย่างลำลองว่า "สมเด็จพระราชปิตุลาฯ" ส่วนชาวบ้านมักออกพระนามว่า "สมเด็จวังบูรพา" เพราะทรงมีวังชื่อว่า "วังบูรพาภิรมย์" ซึ่งก็คือตำแหน่งที่เป็นย่านวังบูรพาในปัจจุบัน ตามพระประวัตินั้น ทรงเป็นจอมพลในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทหารรักมาก เล่ากันมาว่าพวกทหารมักจะแบกพระองค์ท่านขึ้นบนบ่าแห่แหนในวาระที่มีการฉลองต่าง ๆ เช่น ฉลองคล้ายวันประสูติ เป็นต้น
พระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดกิจการไปรษณีย์ในประเทศไทย เป็นต้นราชสกุลภาณุพันธุ์
ฉลองพระองค์คณาภยันดร คือชุดเครื่องแบบสำหรับฝ่ายหน้าในชั้นพระบรมวงศานุวงศ์ ใช้สวมคู่กับเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงของราชสำนักสยาม
ผู้เป็นใหญ่แห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้า เรียกว่า มหาสวามิศราธิบดี ได้แก่พระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้า เรียกว่า คณาภยันดร และผู้ที่ได้รับพระราชทานตราเฉพาะพระองค์ เรียกว่า ภราดร โดยสามารถใช้อักษรย่อ ภ.จ.ก. ต่อท้ายพระนามได้ เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๔๒ สำรับ
ฉลองพระองค์คณาภยันดรฝ่ายหน้าประกอบด้วย
๑. ฉลองพระองค์ราชปะแตนสีขาว คอและแถบข้อมือสีเขียว ปักดิ้นทองและเงิน ตราจักรและตรี
๒. พระภูษาโจงแพรสีแดง
๓. พระมาลาขาวยอดตรี ประดับขนนกการเวกสีขาว ปักพระยี่ก่าทอง และตราจักรีสีทอง
๔. พระแสงกระบี่จักรี
๕. สายสะพายสีเหลือง พาดจากพระอังสาซ้าย พร้อมสายสร้อย ตรามหาจักรี และดาราจักรี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และฉลองพระองค์ "คณาภยันดร" แห่ง เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และฉลองพระองค์ "คณาภยันดร" แห่ง เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ขณะทรงฉลองพระองค์ "คณาภยันดร" แห่ง เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ในฐานะองค์สมาชิกฝ่ายหน้า
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ (๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๐ - ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๓) เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ ๓ อันประสูติแต่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เป็นพระโสทรานุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเรียกว่า "ท่านกลาง" ทรงเป็นองค์ต้นราชสกุล "จักรพันธุ์"
ฉลองพระองค์คณาภยันดร คือชุดเครื่องแบบสำหรับฝ่ายหน้าในชั้นพระบรมวงศานุวงศ์ ใช้สวมคู่กับเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงของราชสำนักสยาม
ผู้เป็นใหญ่แห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้า เรียกว่า มหาสวามิศราธิบดี ได้แก่พระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้า เรียกว่า คณาภยันดร และผู้ที่ได้รับพระราชทานตราเฉพาะพระองค์ เรียกว่า ภราดร โดยสามารถใช้อักษรย่อ ภ.จ.ก. ต่อท้ายพระนามได้ เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๔๒ สำรับ
ฉลองพระองค์คณาภยันดรฝ่ายหน้าประกอบด้วย
๑. ฉลองพระองค์ราชปะแตนสีขาว คอและแถบข้อมือสีเขียว ปักดิ้นทองและเงิน ตราจักรและตรี
๒. พระภูษาโจงแพรสีแดง
๓. พระมาลาขาวยอดตรี ประดับขนนกการเวกสีขาว ปักพระยี่ก่าทอง และตราจักรีสีทอง
๔. พระแสงกระบี่จักรี
๕. สายสะพายสีเหลือง พาดจากพระอังสาซ้าย พร้อมสายสร้อย ตรามหาจักรี และดาราจักรี
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 ทรงทำคะแนนสูงสุด “โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก” รัสเซีย
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 ทรงทำคะแนนสูงสุด “โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก” รัสเซีย
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์เต็มยศ เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ฉายเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จเยี่ยมเมืองไทยเมื่อครั้งยังทรงเรียนที่รัสเซีย
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีการปฏิรูปประเทศหลายด้าน พระองค์จึงทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการกลับมาพัฒนาสยามให้ก้าวหน้า ทั้งเพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับผู้นำชาติมหาอำนาจในยุโรป
พระราชโอรสรุ่นแรกที่ทรงส่งไปศึกษาต่อในประเทศแถบยุโรปมีด้วยกัน 4 พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ) ทรงจบการศึกษาด้านบูรพคดีศึกษาจากอังกฤษ, พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์) ทรงจบด้านกฎหมายจากอังกฤษ, พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี) ทรงศึกษาด้านภาษาที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช) ทรงศึกษาด้านการทหารที่เดนมาร์ก
เมื่อพระราชโอรสรุ่นกลางเจริญพระชนม์พอจะดูแลตัวเองได้บ้างแล้ว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงส่งพระราชโอรสรุ่นนี้ราว 10 พระองค์ ไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมถึง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ (สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ต้นราชสกุล “จักรพงษ์”) พระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้า ที่ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ที่ทรงศึกษาวิชาทหารที่รัสเซีย ตามคำเชิญของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย
เหตุที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 ทรงศึกษาด้านการทหาร เนื่องด้วยรัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าศึกษาเล่าเรียนด้านการทหารทุกพระองค์ ดังที่มีพระราชดำรัสว่า “คงจะต้องเป็นทหารทุกคน เว้นไว้แต่ที่กําลังกายไม่พอ แต่ต้องเรียนรู้วิชาพลเรือนด้วย. ส่วนพระองค์เจ้านั้นจะเป็นทหารฤาพลเรือนก็ไม่สู้กีดขวางอันใดนัก”
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 กับชีวิตอีกซีกโลกที่ “รัสเซีย”
ก่อนจะทรงเดินทางไปศึกษาต่อที่รัสเซียนั้น ใน พ.ศ. 2439 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ต้องไปประทับที่อังกฤษ เพื่อทรงเรียนรู้ และฝึกฝนภาษาอังกฤษเสียก่อน โดยมีนายนกยูง มหาดเล็กคนสนิทตามเสด็จ
ต่อมา พ.ศ. 2440 นายพุ่ม สาคร สามัญชนอายุไล่เลี่ยกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ที่สามารถสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงได้เป็นคนแรกก็เดินทางมาสมทบ ไม่เพียงเพื่อเป็นพระสหายในต่างแดน แต่ด้วยรัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์ให้นายพุ่มเป็นแรงส่งเสริมให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงตั้งใจเรียนอย่างเต็มพระกำลัง
เมื่อทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนสามารถใช้สื่อสารได้ดีแล้ว ใน พ.ศ. 2441 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มก็เดินทางไปยังโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก (Corps des Pages) กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งเมื่อไปถึงทั้งสองต้องเรียนภาษารัสเซียเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งภาษา
ด้วยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงเชิญเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ มาศึกษาด้วยพระองค์เอง จึงทรงตระเตรียมที่พักไว้ให้อย่างสมพระเกียรติ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มได้พำนักที่พระราชวังฤดูหนาวขนาดใหญ่โต ซึ่งจัดไว้ให้เป็นที่รับรองราชอาคันตุกะของจักรพรรดิซาร์ และได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิซาร์ ณ พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนอันงดงามโอฬาร ห่างจากกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปราว 30 ไมล์
หลังจากพำนักที่พระราชวังฤดูหนาวได้ราว 2 สัปดาห์ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มได้ไปพักผ่อนตากอากาศตลอดช่วงฤดูร้อน ที่วิลลา คราสซอฟสกายา (Villa Krassovskaya) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ และในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมช่วงปลายฤดูร้อนสั้น ๆ ของรัสเซีย ทั้งสองก็เดินทางกลับมายังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเรียน
หนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าจักรพงษ์ :เรื่องรักและการจากลา” (สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์) โดย ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ บรรยายถึงชีวิตของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 เมื่อแรกเข้าโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กรัสเซียไว้อย่างละเอียดว่า
ตามกฎเกณฑ์ บรรดามหาดเล็กจะคัดเลือกจากบุตรชายของครอบครัวขุนนาง นายทหารระดับสูง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระราชวงศ์ต่างชาติ แล้วจึงเข้าสู่ระบบอันเคร่งครัด และการศึกษาที่เข้มข้น เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับราชการประจำกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
ทว่า ไม่ใช่ทุกคนจะได้เป็นมหาดเล็ก เพราะในการสอบไล่ครั้งสุดท้ายต้องได้คะแนนอย่างน้อย 9 คะแนน จากคะแนนเต็ม 12 คะแนน มิฉะนั้นจะถูกลดชั้นไปเป็นนายทหารในกรมทหารทั่วไปเป็นเวลา 3 ปี ก่อนจะได้เข้าประจำการอยู่ในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ต่อไป
อย่างไรก็ดี แม้ไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะได้คะแนนมากน้อยแค่ไหน ก็ใช่ว่านักเรียนคนใดก็ตามจะสามารถเป็นนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ได้ หากไม่มีฐานะร่ำรวยพอที่จะใช้ชีวิตอย่างหรูหราให้สมเกียรติของนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ อันเป็นกรมทหารที่โอ่อ่าที่สุด
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม (ตอนที่ ๒)
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม (ตอนที่ ๒)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพถ่ายของ จอมพล หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ในเเครื่องแบบจอมพลทหารบก ช่วงทศวรรษ พ.ศ. ๒๔๘๐
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม (๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๗) หรือ ป. พิบูลสงคราม บรรดาศักดิ์เดิมคือ หลวงพิบูลสงคราม นามเดิม แปลก ขีตตะสังคะ เป็นนายทหาร นักการเมือง และผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคนสำคัญของไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๑–๒๔๘๗ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๕๐๐
แปลกก้าวขึ้นสู่อำนาจในฐานะสมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎร โดยได้เป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. ๒๔๘๑ และต่อมาได้เพิ่มอิทธิพลของตนขึ้นในฐานะผู้นำทหาร ระบอบการปกครองของแปลกเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และการบริหารประเทศในสมัยของเขาโดดเด่นด้วยนโยบายอำนาจนิยมและการส่งเสริมชาตินิยมไทย แปลกมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการปฏิรูปภายในประเทศและนโยบายต่างประเทศในช่วงสงคราม อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดอุดมการณ์รัฐไทยสมัยใหม่
แปลกเป็นสมาชิกของคณะราษฎรฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นคณะการเมืองสำคัญในการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อมาแปลกขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓ ของประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๔๘๑ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เขาได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนจากลัทธิฟาสซิสต์อิตาลีของเบนิโต มุสโสลินี และได้สถาปนาระบอบเผด็จการทหารโดยพฤตินัย ส่งเสริมลัทธิชาตินิยมไทยและแนวคิดต่อต้านจีนในสังคมไทย รวมทั้งเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒
จอมพลแปลกยังริเริ่มโครงการปรับปรุงวัฒนธรรมไทยให้ทันสมัย ซึ่งมักถูกกล่าวถึงในฐานะ “การปฏิวัติวัฒนธรรมไทย” โดยมีนโยบายรัฐนิยมเป็นเครื่องมือสำคัญ รวมถึงการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย”
แปลกพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. ๒๔๘๗ และถูกแทนที่โดยควง อภัยวงศ์ แต่กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งหลังการรัฐประหารใน พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยมีคณะรัฐประหารเป็นกลไกสำคัญ เมื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาสนับสนุนให้ประเทศไทยมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น เข้าร่วมสงครามเกาหลีภายใต้การบัญชาการของสหประชาชาติ และละทิ้งภาพลักษณ์ทางการเมืองแบบฟาสซิสต์ เพื่อสร้างภาพของการเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตย
ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ ๒ แปลกต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองและความพยายามก่อรัฐประหารหลายครั้ง รวมถึงกบฏเสนาธิการใน พ.ศ. ๒๔๙๑ กบฏวังหลวงใน พ.ศ. ๒๔๙๒ และกบฏแมนฮัตตันใน พ.ศ. ๒๔๙๔ แปลกพยายามผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งตั้งแต่กลางทศวรรษ ๒๔๙๐ เป็นต้นมา แต่ท้ายที่สุดถูกโค่นล้มโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกและนายทหารคนสนิทของเขาใน พ.ศ. ๒๕๐๐ ก่อนลี้ภัยไปยังประเทศญี่ปุ่น และถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. ๒๕๐๗ ด้วยอาการหัวใจวาย
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพถ่ายของ จอมพลเรือ หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ในเครื่องแบบเต็มยศกองทัพเรือ ชั้นจอมพลเรือ พ.ศ. ๒๔๘๔
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม (๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๗) หรือ ป. พิบูลสงคราม บรรดาศักดิ์เดิมคือ หลวงพิบูลสงคราม นามเดิม แปลก ขีตตะสังคะ เป็นนายทหาร นักการเมือง และผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคนสำคัญของไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๑–๒๔๘๗ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๕๐๐
แปลกก้าวขึ้นสู่อำนาจในฐานะสมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎร โดยได้เป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. ๒๔๘๑ และต่อมาได้เพิ่มอิทธิพลของตนขึ้นในฐานะผู้นำทหาร ระบอบการปกครองของแปลกเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และการบริหารประเทศในสมัยของเขาโดดเด่นด้วยนโยบายอำนาจนิยมและการส่งเสริมชาตินิยมไทย แปลกมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการปฏิรูปภายในประเทศและนโยบายต่างประเทศในช่วงสงคราม อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดอุดมการณ์รัฐไทยสมัยใหม่
แปลกเป็นสมาชิกของคณะราษฎรฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นคณะการเมืองสำคัญในการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อมาแปลกขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓ ของประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๔๘๑ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เขาได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนจากลัทธิฟาสซิสต์อิตาลีของเบนิโต มุสโสลินี และได้สถาปนาระบอบเผด็จการทหารโดยพฤตินัย ส่งเสริมลัทธิชาตินิยมไทยและแนวคิดต่อต้านจีนในสังคมไทย รวมทั้งเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒
จอมพลแปลกยังริเริ่มโครงการปรับปรุงวัฒนธรรมไทยให้ทันสมัย ซึ่งมักถูกกล่าวถึงในฐานะ “การปฏิวัติวัฒนธรรมไทย” โดยมีนโยบายรัฐนิยมเป็นเครื่องมือสำคัญ รวมถึงการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย”
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันวันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันวันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือ พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ด้วยการการแต่งพระองค์ในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับพระฉายาลักษณ์นี้ คือ วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นแบบผู้นำแฟชั่นในราชสำนักสยามในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย ฉลองพระองค์ลักษณะต่างๆ สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง แฟชั่นตะวันตกแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian) กับ เครื่องแต่งกายแบบราชสำนัก ได้อย่างสง่างามและเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพทางรสนิยม
ฉลองพระองค์ที่ทรงเป็น รูปทรงแฟชั่นสตรีในทศวรรษ 1880 (The 1880s Fashion Silhouette)
หากมองในบริบทของแฟชั่นตะวันตก ทศวรรษ 1880 เป็นช่วงที่ silhouette ของสตรีถูกกำหนดอย่างชัดเจนด้วยเสื้อท่อนบนเข้ารูป คอเสื้อสูง เอวคอด และโครงสร้างกระโปรงที่เน้นปริมาตรด้านหลัง ซึ่งในยุโรปมักสัมพันธ์กับแฟชั่นแบบ bustle หรือกระโปรงเสริมโครงด้านหลัง
รูปทรงสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในทศวรรษนี้คือ ช่วงลำตัวที่รัดกระชับด้วยคอร์เซ็ต ทำให้เอวดูเล็กและลำตัวตั้งตรง เสื้อท่อนบนมักเข้ารูปแนบกับร่างกาย มีคอสูง และแขนเสื้อโดยทั่วไปยังไม่ขยายใหญ่เท่าช่วงทศวรรษ 1890 ส่วนกระโปรงด้านหน้ามักค่อนข้างเรียบหรือแคบ ขณะที่ด้านหลังมีการจับเดรป การซ้อนผ้า หรือเสริมโครงให้เกิดปริมาตร เป็น silhouette ที่เน้นความสง่างาม ความเป็นระเบียบ และวินัยของร่างกายแบบวิกตอเรียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อแฟชั่นตะวันตกเข้ามาสู่ราชสำนักสยาม รูปทรงเหล่านี้มิได้ถูกนำมาใช้แบบเต็มชุดตะวันตกเสมอไป หากถูกปรับให้เข้ากับเครื่องแต่งกายไทย โดยเฉพาะการสวมเสื้อแบบตะวันตกกับโจงกระเบนและสไบ การแต่งกายของสตรีฝ่ายในจึงมิใช่การลอกเลียนแฟชั่นยุโรปโดยตรง แต่เป็นการเลือกใช้องค์ประกอบบางส่วน เช่น เสื้อคอสูง ลูกไม้ แขนเสื้อแบบตะวันตก และโครงสร้างช่วงไหล่หรือช่วงอก มาผสมกับรูปแบบการนุ่งห่มของสยาม
ในภาพสร้างสรรค์ชุดนี้ เราจึงเห็นการตีความ silhouette ของสตรีราชสำนักสยามผ่านการผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตก โจงกระเบนสีคราม ห่มจันทร์ ซึ่งสัมพันธ์กับธรรมเนียมสวัสดิรักษาในราชสำนัก ขณะที่เสื้อท่อนบนมีรายละเอียดลูกไม้ ระบาย และแขนเสื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือ พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ด้วยการการแต่งพระองค์ในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับพระฉายาลักษณ์นี้ คือ วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นแบบผู้นำแฟชั่นในราชสำนักสยามในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย ฉลองพระองค์ลักษณะต่างๆ สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง แฟชั่นตะวันตกแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian) กับ เครื่องแต่งกายแบบราชสำนัก ได้อย่างสง่างามและเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพทางรสนิยม
ฉลองพระองค์ที่ทรงเป็น รูปทรงแฟชั่นสตรีในทศวรรษ 1880 (The 1880s Fashion Silhouette)
หากมองในบริบทของแฟชั่นตะวันตก ทศวรรษ 1880 เป็นช่วงที่ silhouette ของสตรีถูกกำหนดอย่างชัดเจนด้วยเสื้อท่อนบนเข้ารูป คอเสื้อสูง เอวคอด และโครงสร้างกระโปรงที่เน้นปริมาตรด้านหลัง ซึ่งในยุโรปมักสัมพันธ์กับแฟชั่นแบบ bustle หรือกระโปรงเสริมโครงด้านหลัง
รูปทรงสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในทศวรรษนี้คือ ช่วงลำตัวที่รัดกระชับด้วยคอร์เซ็ต ทำให้เอวดูเล็กและลำตัวตั้งตรง เสื้อท่อนบนมักเข้ารูปแนบกับร่างกาย มีคอสูง และแขนเสื้อโดยทั่วไปยังไม่ขยายใหญ่เท่าช่วงทศวรรษ 1890 ส่วนกระโปรงด้านหน้ามักค่อนข้างเรียบหรือแคบ ขณะที่ด้านหลังมีการจับเดรป การซ้อนผ้า หรือเสริมโครงให้เกิดปริมาตร เป็น silhouette ที่เน้นความสง่างาม ความเป็นระเบียบ และวินัยของร่างกายแบบวิกตอเรียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อแฟชั่นตะวันตกเข้ามาสู่ราชสำนักสยาม รูปทรงเหล่านี้มิได้ถูกนำมาใช้แบบเต็มชุดตะวันตกเสมอไป หากถูกปรับให้เข้ากับเครื่องแต่งกายไทย โดยเฉพาะการสวมเสื้อแบบตะวันตกกับโจงกระเบนและสไบ การแต่งกายของสตรีฝ่ายในจึงมิใช่การลอกเลียนแฟชั่นยุโรปโดยตรง แต่เป็นการเลือกใช้องค์ประกอบบางส่วน เช่น เสื้อคอสูง ลูกไม้ แขนเสื้อแบบตะวันตก และโครงสร้างช่วงไหล่หรือช่วงอก มาผสมกับรูปแบบการนุ่งห่มของสยาม
ในภาพสร้างสรรค์ชุดนี้ เราจึงเห็นการตีความ silhouette ของสตรีราชสำนักสยามผ่านการผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตก โจงกระเบนสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน ซึ่งสัมพันธ์กับธรรมเนียมสวัสดิรักษาในราชสำนัก ขณะที่เสื้อท่อนบนมีรายละเอียดลูกไม้ ระบาย และแขนเสื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
In Celebration of Her Majesty Queen Suthida’s Birthday Anniversary 3 June 2026
In Celebration of
Her Majesty Queen Suthida’s
Birthday Anniversary
3 June 2026
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือ พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้แบบแขนกระดิ่ง (ruffled trumpet/bell sleeves) ด้วยการการแต่งพระองค์ในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับพระฉายาลักษณ์นี้ คือ วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นแบบผู้นำแฟชั่นในราชสำนักสยามในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย ฉลองพระองค์ลักษณะต่างๆ สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง แฟชั่นตะวันตกแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian) กับ เครื่องแต่งกายแบบราชสำนัก ได้อย่างสง่างามและเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพทางรสนิยม
ฉลองพระองค์ที่ทรงเป็น รูปทรงแฟชั่นสตรีในทศวรรษ 1880 (The 1880s Fashion Silhouette)
หากมองในบริบทของแฟชั่นตะวันตก ทศวรรษ 1880 เป็นช่วงที่ silhouette ของสตรีถูกกำหนดอย่างชัดเจนด้วยเสื้อท่อนบนเข้ารูป คอเสื้อสูง เอวคอด และโครงสร้างกระโปรงที่เน้นปริมาตรด้านหลัง ซึ่งในยุโรปมักสัมพันธ์กับแฟชั่นแบบ bustle หรือกระโปรงเสริมโครงด้านหลัง
รูปทรงสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในทศวรรษนี้คือ ช่วงลำตัวที่รัดกระชับด้วยคอร์เซ็ต ทำให้เอวดูเล็กและลำตัวตั้งตรง เสื้อท่อนบนมักเข้ารูปแนบกับร่างกาย มีคอสูง และแขนเสื้อโดยทั่วไปยังไม่ขยายใหญ่เท่าช่วงทศวรรษ 1890 ส่วนกระโปรงด้านหน้ามักค่อนข้างเรียบหรือแคบ ขณะที่ด้านหลังมีการจับเดรป การซ้อนผ้า หรือเสริมโครงให้เกิดปริมาตร เป็น silhouette ที่เน้นความสง่างาม ความเป็นระเบียบ และวินัยของร่างกายแบบวิกตอเรียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อแฟชั่นตะวันตกเข้ามาสู่ราชสำนักสยาม รูปทรงเหล่านี้มิได้ถูกนำมาใช้แบบเต็มชุดตะวันตกเสมอไป หากถูกปรับให้เข้ากับเครื่องแต่งกายไทย โดยเฉพาะการสวมเสื้อแบบตะวันตกกับโจงกระเบนและสไบ การแต่งกายของสตรีฝ่ายในจึงมิใช่การลอกเลียนแฟชั่นยุโรปโดยตรง แต่เป็นการเลือกใช้องค์ประกอบบางส่วน เช่น เสื้อคอสูง ลูกไม้ แขนเสื้อแบบตะวันตก และโครงสร้างช่วงไหล่หรือช่วงอก มาผสมกับรูปแบบการนุ่งห่มของสยาม
ในภาพสร้างสรรค์ชุดนี้ เราจึงเห็นการตีความ silhouette ของสตรีราชสำนักสยามผ่านการผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตก โจงกระเบนสีเขียวดิน ห่มเสไบเหลืองจำปา ซึ่งสัมพันธ์กับธรรมเนียมสวัสดิรักษาในราชสำนัก ขณะที่เสื้อท่อนบนมีรายละเอียดลูกไม้ ระบาย และแขนเสื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม หรือห่มบานเย็น / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: - นุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก / นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
_____
📜🖋️สวัสดิรักษาในวรรณกรรมและบทกวี
ธรรมเนียมนี้ยังถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรมคำสอนที่เรียกว่า “สวัสดิรักษาคำฉันท์” ซึ่งเดิมเป็นร้อยกรองที่เข้าใจยาก ต่อมา สุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัชกาลที่ ๒ ได้นำมาแต่งใหม่เป็นกลอนสุภาษิต เพื่อถวายสมเด็จเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ โดยกลอนดังกล่าวได้อธิบายสีมงคลของแต่ละวันไว้อย่างไพเราะ เช่น
“อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ
ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี
วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี
เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล
เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว
จะยืนยาวชันษาสถาผล
อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน
เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี
เครื่องวันพุธสุดดีด้วยสีแสด
กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี
วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสงคราม
วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ
แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม
หนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม
ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย”
_____
👗⏳ รูปทรงแฟชั่นสตรีในทศวรรษ 1880
(The 1880s Fashion Silhouette)
หากมองในบริบทของแฟชั่นตะวันตก ทศวรรษ 1880 เป็นช่วงที่ silhouette ของสตรีถูกกำหนดอย่างชัดเจนด้วยเสื้อท่อนบนเข้ารูป คอเสื้อสูง เอวคอด และโครงสร้างกระโปรงที่เน้นปริมาตรด้านหลัง ซึ่งในยุโรปมักสัมพันธ์กับแฟชั่นแบบ bustle หรือกระโปรงเสริมโครงด้านหลัง
รูปทรงสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในทศวรรษนี้คือ ช่วงลำตัวที่รัดกระชับด้วยคอร์เซ็ต ทำให้เอวดูเล็กและลำตัวตั้งตรง เสื้อท่อนบนมักเข้ารูปแนบกับร่างกาย มีคอสูง และแขนเสื้อโดยทั่วไปยังไม่ขยายใหญ่เท่าช่วงทศวรรษ 1890 ส่วนกระโปรงด้านหน้ามักค่อนข้างเรียบหรือแคบ ขณะที่ด้านหลังมีการจับเดรป การซ้อนผ้า หรือเสริมโครงให้เกิดปริมาตร เป็น silhouette ที่เน้นความสง่างาม ความเป็นระเบียบ และวินัยของร่างกายแบบวิกตอเรียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อแฟชั่นตะวันตกเข้ามาสู่ราชสำนักสยาม รูปทรงเหล่านี้มิได้ถูกนำมาใช้แบบเต็มชุดตะวันตกเสมอไป หากถูกปรับให้เข้ากับเครื่องแต่งกายไทย โดยเฉพาะการสวมเสื้อแบบตะวันตกกับโจงกระเบนและสไบ การแต่งกายของสตรีฝ่ายในจึงมิใช่การลอกเลียนแฟชั่นยุโรปโดยตรง แต่เป็นการเลือกใช้องค์ประกอบบางส่วน เช่น เสื้อคอสูง ลูกไม้ แขนเสื้อแบบตะวันตก และโครงสร้างช่วงไหล่หรือช่วงอก มาผสมกับรูปแบบการนุ่งห่มของสยาม
ในภาพสร้างสรรค์ชุดนี้ เราจึงเห็นการตีความ silhouette ของสตรีราชสำนักสยามผ่านการผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตก โจงกระเบนสีม่วงเม็ดมะปราง และสไบสีโศก ซึ่งสัมพันธ์กับธรรมเนียมสวัสดิรักษาในราชสำนัก ขณะที่เสื้อท่อนบนมีรายละเอียดลูกไม้ ระบาย และแขนเสื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
_____
👚🌸 จากทศวรรษ 1880 สู่ทศวรรษ 1890: การเปลี่ยนผ่านของแขนเสื้อ
ในช่วงปลายทศวรรษ 1880 ไปสู่ทศวรรษ 1890 แฟชั่นตะวันตกเริ่มเปลี่ยนจากเสื้อท่อนบนที่ค่อนข้างเข้ารูปและแขนเสื้อแคบ ไปสู่การเน้นปริมาตรบริเวณหัวไหล่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่แฟชั่นแขนพองขนาดใหญ่ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของทศวรรษ 1890
โดยเฉพาะในช่วงกลางทศวรรษ 1890 เสื้อแขนพองแบบแขนหมูแฮม หรือ Leg-of-Mutton Sleeve กลายเป็นรูปทรงสำคัญของยุค แขนเสื้อจะขยายใหญ่บริเวณหัวไหล่และค่อย ๆ แคบลงสู่ข้อมือ เมื่อสวมคู่กับคอร์เซ็ตรัดเอวและกระโปรงทรงเอไลน์ จะทำให้เกิด silhouette ที่เน้นความกว้างของไหล่ ความเล็กของเอว และความสมดุลระหว่างช่วงบนกับช่วงล่างของร่างกาย
ในราชสำนักสยาม แฟชั่นแขนเสื้อแบบนี้ถูกปรับใช้ร่วมกับโจงกระเบนและสไบสีสวัสดิรักษา เกิดเป็นรูปแบบการแต่งกายที่งดงามและเฉพาะตัว สตรีฝ่ายในสามารถรับแฟชั่นตะวันตกเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งโครงสร้างการแต่งกายแบบไทย แขนเสื้อที่พองใหญ่หรือมีระบายจึงเพิ่มความรู้สึกทันสมัย ขณะที่โจงกระเบนและสไบยังคงยืนยันอัตลักษณ์ของราชสำนักสยาม
_____
👚🧵 แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น
(Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves)
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1890 โดยเฉพาะราว ค.ศ. 1897 หรือ พ.ศ. 2440 แฟชั่นสตรีในปารีสเริ่มเปลี่ยนจากแขนหมูแฮมขนาดใหญ่ไปสู่รูปแบบที่อ่อนหวานและละเมียดละไมมากขึ้น หนึ่งในรูปแบบที่พบได้ในนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศส คือแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น หรือ Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves
แขนเสื้อชนิดนี้ใช้ลูกไม้ ผ้าโปร่ง หรือผ้าบางซ้อนกันหลายชั้น ไล่จากหัวไหล่ลงมาสู่ช่วงแขน เกิดเป็นความเบา ความพลิ้ว และความโรแมนติกมากกว่าความแข็งแรงของแขนหมูแฮมในช่วงก่อนหน้า รูปทรงเช่นนี้ถือเป็นสะพานสำคัญจากแฟชั่นปลายวิกตอเรียนไปสู่ความอ่อนหวานของแฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
หากนำมาอ่านร่วมกับแฟชั่นราชสำนักสยาม จะเห็นว่าแขนเสื้อระบายซ้อนชั้นสามารถเข้ากับการแต่งกายแบบไทยได้อย่างน่าสนใจ เพราะให้ความหรูหราและความทันสมัยแก่เสื้อท่อนบน ขณะเดียวกันก็ยังปล่อยให้โจงกระเบนและสไบทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของเครื่องแต่งกาย
_____
🟣🍃 สวัสดิรักษา แฟชั่นยุโรป และการแต่งกายฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕
การแต่งกายของสตรีฝ่ายในในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงสะท้อนสองมิติสำคัญพร้อมกัน
หนึ่ง คือคติความเชื่อเรื่องสวัสดิรักษา ผ่านการเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มให้สัมพันธ์กับวัน เช่น วันเสาร์ซึ่งกำหนดให้นุ่งม่วงเม็ดมะปรางและห่มโศก
สอง คือการรับกระแสแฟชั่นตะวันตก ผ่านเสื้อคอสูง ลูกไม้ แขนเสื้อแบบยุโรป แขนพอง แขนระบาย และโครงสร้างช่วงลำตัวแบบวิกตอเรียนที่ถูกปรับให้เหมาะสมกับบริบทไทย
การนุ่งห่มสีตามวันและการรับแฟชั่นตะวันตกจึงไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน หากเป็นภาพแทนของความสามารถของราชสำนักสยามในการผสมผสานธรรมเนียมดั้งเดิมกับความเป็นสมัยใหม่ สตรีฝ่ายในมิได้เพียงรักษาธรรมเนียมการแต่งกายเพื่อเสริมสิริมงคล แต่ยังเลือก ปรับ และแปลความแฟชั่นยุโรปให้กลายเป็นภาษาการแต่งกายแบบสยามที่งดงามและมีเอกลักษณ์
___________________
อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ : https://www.aifashionlab.design/history-of-fashion/sawasdiraksa-and-fashion-in-the-siamese-courttuesday-wearing-muang-medmaprang-and-draping-srok-/-wearing-srok-pale-green-and-draping-soft-purple
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันอังคาร - นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มอังกาบหรือม่วงอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันอังคาร - นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มอังกาบหรือม่วงอ่อน
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือการสร้างสรรค์การแต่งกายในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันจันทร์: วันอังคาร - นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มอังกาบหรือม่วงอ่อน
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การนุ่งห่มสีตามวัน หรือที่เรียกว่า “สวัสดิรักษา” เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยสตรีฝ่ายในจะนุ่งโจงกระเบนและห่มสไบให้เข้าคู่ตามสีประจำวัน คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายและจักรวาลวิทยาไทยที่ผูกพันกับ “พระเคราะห์” หรือดาวประจำวัน
🔴 วันอาทิตย์ – สีแดง สื่อถึงพระอาทิตย์ผู้มีกายสีแดง
🟡 วันจันทร์ – สีเหลืองหรือสีขาวนวล สื่อถึงพระจันทร์ผู้มีกายสีเหลืองนวล
🩷 วันอังคาร – สีม่วงหรือชมพูแก่ มาจากพระอังคารผู้มีกายสีม่วง
🟢 วันพุธ – สีเขียว สื่อถึงพระพุธผู้มีกายสีเขียว
🟠วันพฤหัสบดี – สีแสดหรือเหลืองแกมเขียว จากพระพฤหัสบดีผู้มีกายสีแสด
🔵วันศุกร์ – สีฟ้าหรือคราม จากพระศุกร์ผู้มีกายสีฟ้า
🟣 วันเสาร์ – สีดำหรือม่วงแก่ จากพระเสาร์ผู้มีกายสีดำ
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม หรือห่มบานเย็น / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: - นุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก / นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
_____
📜🖋️สวัสดิรักษาในวรรณกรรมและบทกวี
ธรรมเนียมนี้ยังถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรมคำสอนที่เรียกว่า “สวัสดิรักษาคำฉันท์” ซึ่งเดิมเป็นร้อยกรองที่เข้าใจยาก ต่อมา สุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัชกาลที่ ๒ ได้นำมาแต่งใหม่เป็นกลอนสุภาษิต เพื่อถวายสมเด็จเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ โดยกลอนดังกล่าวได้อธิบายสีมงคลของแต่ละวันไว้อย่างไพเราะ เช่น
“อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ
ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี
วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี
เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล
เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว
จะยืนยาวชันษาสถาผล
อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน
เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี
เครื่องวันพุธสุดดีด้วยสีแสด
กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี
วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสงคราม
วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ
แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม
หนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม
ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย”
_____
👗⏳ รูปทรงแฟชั่นสตรีในทศวรรษ 1880
(The 1880s Fashion Silhouette)
หากมองในบริบทของแฟชั่นตะวันตก ทศวรรษ 1880 เป็นช่วงที่ silhouette ของสตรีถูกกำหนดอย่างชัดเจนด้วยเสื้อท่อนบนเข้ารูป คอเสื้อสูง เอวคอด และโครงสร้างกระโปรงที่เน้นปริมาตรด้านหลัง ซึ่งในยุโรปมักสัมพันธ์กับแฟชั่นแบบ bustle หรือกระโปรงเสริมโครงด้านหลัง
รูปทรงสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในทศวรรษนี้คือ ช่วงลำตัวที่รัดกระชับด้วยคอร์เซ็ต ทำให้เอวดูเล็กและลำตัวตั้งตรง เสื้อท่อนบนมักเข้ารูปแนบกับร่างกาย มีคอสูง และแขนเสื้อโดยทั่วไปยังไม่ขยายใหญ่เท่าช่วงทศวรรษ 1890 ส่วนกระโปรงด้านหน้ามักค่อนข้างเรียบหรือแคบ ขณะที่ด้านหลังมีการจับเดรป การซ้อนผ้า หรือเสริมโครงให้เกิดปริมาตร เป็น silhouette ที่เน้นความสง่างาม ความเป็นระเบียบ และวินัยของร่างกายแบบวิกตอเรียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อแฟชั่นตะวันตกเข้ามาสู่ราชสำนักสยาม รูปทรงเหล่านี้มิได้ถูกนำมาใช้แบบเต็มชุดตะวันตกเสมอไป หากถูกปรับให้เข้ากับเครื่องแต่งกายไทย โดยเฉพาะการสวมเสื้อแบบตะวันตกกับโจงกระเบนและสไบ การแต่งกายของสตรีฝ่ายในจึงมิใช่การลอกเลียนแฟชั่นยุโรปโดยตรง แต่เป็นการเลือกใช้องค์ประกอบบางส่วน เช่น เสื้อคอสูง ลูกไม้ แขนเสื้อแบบตะวันตก และโครงสร้างช่วงไหล่หรือช่วงอก มาผสมกับรูปแบบการนุ่งห่มของสยาม
ในภาพสร้างสรรค์ชุดนี้ เราจึงเห็นการตีความ silhouette ของสตรีราชสำนักสยามผ่านการผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตก โจงกระเบนสีม่วงเม็ดมะปราง และสไบสีโศก ซึ่งสัมพันธ์กับธรรมเนียมสวัสดิรักษาในราชสำนัก ขณะที่เสื้อท่อนบนมีรายละเอียดลูกไม้ ระบาย และแขนเสื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
_____
👚🌸 จากทศวรรษ 1880 สู่ทศวรรษ 1890: การเปลี่ยนผ่านของแขนเสื้อ
ในช่วงปลายทศวรรษ 1880 ไปสู่ทศวรรษ 1890 แฟชั่นตะวันตกเริ่มเปลี่ยนจากเสื้อท่อนบนที่ค่อนข้างเข้ารูปและแขนเสื้อแคบ ไปสู่การเน้นปริมาตรบริเวณหัวไหล่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่แฟชั่นแขนพองขนาดใหญ่ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของทศวรรษ 1890
โดยเฉพาะในช่วงกลางทศวรรษ 1890 เสื้อแขนพองแบบแขนหมูแฮม หรือ Leg-of-Mutton Sleeve กลายเป็นรูปทรงสำคัญของยุค แขนเสื้อจะขยายใหญ่บริเวณหัวไหล่และค่อย ๆ แคบลงสู่ข้อมือ เมื่อสวมคู่กับคอร์เซ็ตรัดเอวและกระโปรงทรงเอไลน์ จะทำให้เกิด silhouette ที่เน้นความกว้างของไหล่ ความเล็กของเอว และความสมดุลระหว่างช่วงบนกับช่วงล่างของร่างกาย
ในราชสำนักสยาม แฟชั่นแขนเสื้อแบบนี้ถูกปรับใช้ร่วมกับโจงกระเบนและสไบสีสวัสดิรักษา เกิดเป็นรูปแบบการแต่งกายที่งดงามและเฉพาะตัว สตรีฝ่ายในสามารถรับแฟชั่นตะวันตกเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งโครงสร้างการแต่งกายแบบไทย แขนเสื้อที่พองใหญ่หรือมีระบายจึงเพิ่มความรู้สึกทันสมัย ขณะที่โจงกระเบนและสไบยังคงยืนยันอัตลักษณ์ของราชสำนักสยาม
_____
👚🧵 แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น
(Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves)
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1890 โดยเฉพาะราว ค.ศ. 1897 หรือ พ.ศ. 2440 แฟชั่นสตรีในปารีสเริ่มเปลี่ยนจากแขนหมูแฮมขนาดใหญ่ไปสู่รูปแบบที่อ่อนหวานและละเมียดละไมมากขึ้น หนึ่งในรูปแบบที่พบได้ในนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศส คือแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น หรือ Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves
แขนเสื้อชนิดนี้ใช้ลูกไม้ ผ้าโปร่ง หรือผ้าบางซ้อนกันหลายชั้น ไล่จากหัวไหล่ลงมาสู่ช่วงแขน เกิดเป็นความเบา ความพลิ้ว และความโรแมนติกมากกว่าความแข็งแรงของแขนหมูแฮมในช่วงก่อนหน้า รูปทรงเช่นนี้ถือเป็นสะพานสำคัญจากแฟชั่นปลายวิกตอเรียนไปสู่ความอ่อนหวานของแฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
หากนำมาอ่านร่วมกับแฟชั่นราชสำนักสยาม จะเห็นว่าแขนเสื้อระบายซ้อนชั้นสามารถเข้ากับการแต่งกายแบบไทยได้อย่างน่าสนใจ เพราะให้ความหรูหราและความทันสมัยแก่เสื้อท่อนบน ขณะเดียวกันก็ยังปล่อยให้โจงกระเบนและสไบทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของเครื่องแต่งกาย
_____
🟣🍃 สวัสดิรักษา แฟชั่นยุโรป และการแต่งกายฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕
การแต่งกายของสตรีฝ่ายในในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงสะท้อนสองมิติสำคัญพร้อมกัน
หนึ่ง คือคติความเชื่อเรื่องสวัสดิรักษา ผ่านการเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มให้สัมพันธ์กับวัน เช่น วันเสาร์ซึ่งกำหนดให้นุ่งม่วงเม็ดมะปรางและห่มโศก
สอง คือการรับกระแสแฟชั่นตะวันตก ผ่านเสื้อคอสูง ลูกไม้ แขนเสื้อแบบยุโรป แขนพอง แขนระบาย และโครงสร้างช่วงลำตัวแบบวิกตอเรียนที่ถูกปรับให้เหมาะสมกับบริบทไทย
การนุ่งห่มสีตามวันและการรับแฟชั่นตะวันตกจึงไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน หากเป็นภาพแทนของความสามารถของราชสำนักสยามในการผสมผสานธรรมเนียมดั้งเดิมกับความเป็นสมัยใหม่ สตรีฝ่ายในมิได้เพียงรักษาธรรมเนียมการแต่งกายเพื่อเสริมสิริมงคล แต่ยังเลือก ปรับ และแปลความแฟชั่นยุโรปให้กลายเป็นภาษาการแต่งกายแบบสยามที่งดงามและมีเอกลักษณ์
___________________
อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ : https://www.aifashionlab.design/history-of-fashion/sawasdiraksa-and-fashion-in-the-siamese-courttuesday-wearing-muang-medmaprang-and-draping-srok-/-wearing-srok-pale-green-and-draping-soft-purple
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
Sawasdiraksa and Fashion in the Siamese Court Tuesday: Wearing Muang Medmaprang and Draping Srok / Wearing Srok (Pale Green) and Draping Soft Purple
This AI-restored and AI-created image collection presents a creative interpretation of dress based on the concept of daily colour pairings, or Sawasdiraksa (สวัสดิรักษา), a courtly tradition practised during the reign of King Chulalongkorn, Rama V.
For today, the pairings are:
Tuesday: wearing Muang Medmaprang (ม่วงเม็ดมะปราง) and draping Srok (โศก); or wearing Srok (โศก), a pale green shade, and draping Soft Purple (ม่วงอ่อน).
Note: Muang Medmaprang is a rich plum-purple inspired by the colour of ripe maprang fruit, while Srok is a delicate yellow-green or pale banana-leaf green traditionally associated with freshness and gentleness. Together, these colours form one of the most distinctive and elegant combinations found in the Sawasdiraksa tradition of the Siamese court.
_____
👗 The Sawasdiraksa Tradition: Wearing Colours According to the Day
The practice of wearing colours according to the day, known as Sawasdiraksa (สวัสดิรักษา), appears in the Thai royal court from the early Rattanakosin period onwards. Women of the Inner Court would wear the chongkraben (โจงกระเบน)and drape the sabai (สไบ) in colour combinations corresponding to each day of the week. This belief reflects the relationship between dress and Thai cosmology, especially its association with the phra khro (พระเคราะห์), or planetary deities governing each day.
Sunday – red, associated with the Sun deity, whose body is red. Monday – yellow or soft white, associated with the Moon deity, whose body is pale yellow. Tuesday – purple or deep pink, associated with Mars, whose body is purple. Wednesday – green, associated with Mercury, whose body is green. Thursday – orange or yellowish green, associated with Jupiter, whose body is orange. Friday – blue or indigo, associated with Venus, whose body is blue. Saturday – black or deep purple, associated with Saturn, whose body is black.
The choice of colour for the lower cloth and shoulder cloth was therefore understood as a way of enhancing auspiciousness for the wearer. It remained a continuing tradition in the royal court into the reign of Rama V.
Old documents and oral accounts also record the actual colour names used in the court. These colour terms are far more refined and subtle than ordinary colour descriptions, for example:
🟡⚪ Monday: wearing nuan (สีนวล) and draping mo khram (มอคราม) / wearing pale pigeon-blue and draping champa daeng (จำปาแดง).
🟢🟣 Tuesday: wearing nam mak (สีน้ำหมาก) and draping srok (โศก, pale banana-leaf green) / wearing srok and draping muang phuang angkap (ม่วงพวงอังกาบ).
🟢🟡 Wednesday: wearing earthy green and draping champa yellow.
🟠🟢 Thursday: wearing orange and draping pale banana-leaf green / wearing forest green and draping vermilion red.
🔵🟡 Friday: wearing indigo and draping chan (จันทร์).
🟣🟢 Saturday: wearing muang medmaprang (ม่วงเม็ดมะปราง) and draping srok (โศก).
🟢🔴 Sunday: wearing green and draping red / wearing lychee red and draping pale srok / wearing a patterned cloth in lychee red or oxblood and draping srok.
_____
📜🖋️ Sawasdiraksa in Literature and Poetry
This tradition was also recorded in didactic literature known as Sawasdiraksa Kham Chan (สวัสดิรักษาคำฉันท์). Originally, this was a difficult poetic composition. Later, Sunthorn Phu (สุนทรภู่), the celebrated poet of the reign of Rama II, rewrote it as a didactic poem for Prince Aphorn (สมเด็จเจ้าฟ้าอาภรณ์), a son of King Rama II. The poem describes the auspicious colours of each day in elegant verse:
“One should prepare garments for royal or martial dress, complete in all seven colours. On Sunday, red brings fortune and auspiciousness; red garments should be worn as a blessing. For Monday, soft white is proper, bringing long life and lasting prosperity. On Tuesday, purple with a shade of blue is auspicious for princes going into battle. Wednesday’s dress is best in orange, with iridescent colours interwoven and arranged. On Thursday, green and yellow should be prepared; on Friday, misty cloud-grey is suited to war. On Saturday, black should be worn, supreme and excellent, so that enemies will fear and hesitate. Even the horse ridden into battle should be beautifully adorned, its colours correctly matched, so that danger may be averted.”
_____
👗⏳ The Female Fashion Silhouette of the 1880s
(The 1880s Fashion Silhouette)
In the context of Western fashion, the 1880s were a decade in which the female silhouette was clearly defined by a fitted bodice, a high collar, a narrow waist, and a skirt structure that emphasised volume at the back. In Europe, this was closely associated with the bustle, or a skirt form supported by a structure at the rear.
The key features of Western women’s fashion in this decade included a tightly corseted torso, which made the waist appear small and the body upright. The bodice was usually closely fitted to the body, with a high neckline, while the sleeves had not yet expanded to the exaggerated size seen in the 1890s. The front of the skirt was often relatively smooth or narrow, while the back was arranged with drapery, layered fabric, or structural support to create volume. It was a silhouette that emphasised elegance, order, and the bodily discipline of Victorian femininity.
However, when Western fashion entered the Siamese court, these silhouettes were not always adopted as complete Western outfits. Instead, they were adapted to suit Thai dress conventions, especially through the combination of Western-style blouses with chongkraben and sabai. The dress of women in the Inner Court was therefore not a direct imitation of European fashion, but a selective incorporation of certain elements, such as high-necked blouses, lace, Western-style sleeves, and the structure of the shoulders or bodice, into Siamese modes of dress.
In this creative image series, we see an interpretation of the Siamese court silhouette through the combination of a Western-style blouse, a muang medmaprang chongkraben, and a srok sabai, associated with the Sawasdiraksa tradition of the royal court. At the same time, the upper garment features lace, ruffles, and sleeves inspired by European fashion of the late nineteenth century.
_____
👚🌸 From the 1880s to the 1890s: The Transition of Sleeves
From the late 1880s into the 1890s, Western fashion began to shift from relatively fitted bodices and narrow sleeves towards a greater emphasis on volume at the shoulder. This change led to the large puffed sleeves that became one of the defining features of the 1890s.
By the middle of the 1890s, the large puffed sleeve known as the Leg-of-Mutton Sleeve had become one of the key forms of the period. The sleeve expanded dramatically at the shoulder and gradually narrowed towards the wrist. When worn with a tightly corseted waist and an A-line skirt, it created a silhouette that emphasised broad shoulders, a small waist, and a visual balance between the upper and lower body.
In the Siamese court, this sleeve fashion was adapted for use with the chongkraben and the sabai in Sawasdiraksa colours. The result was a distinctive and elegant form of dress. Women of the Inner Court were able to incorporate Western fashion without abandoning the structure of Thai dress. Large puffed sleeves or ruffled sleeves added a sense of modernity, while the chongkraben and sabai continued to affirm the identity of the Siamese court.
_____
👚🧵 Tiered Flounce Sleeves
(Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves)
By the late 1890s, especially around 1897 / BE 2440, women’s fashion in Paris began to move away from large Leg-of-Mutton Sleeves towards a softer and more delicate form. One style found in French fashion magazines was the tiered flounce sleeve, or Manches à volants superposés.
This type of sleeve used lace, net, or fine fabric layered in several tiers from the shoulder down along the arm. It created a sense of lightness, movement, and romance, in contrast to the stronger, more architectural shape of the earlier Leg-of-Mutton Sleeve. This form can be understood as an important bridge between late Victorian fashion and the softer femininity of Edwardian fashion in the early twentieth century.
When read alongside Siamese court fashion, tiered flounce sleeves are particularly interesting because they could be harmoniously incorporated into Thai dress. They added luxury and modernity to the upper garment, while still allowing the chongkraben and sabai to remain the principal structural elements of the outfit.
_____
🟣🍃 Sawasdiraksa, European Fashion, and Inner Court Dress during the Reign of Rama V
The dress of women in the Inner Court during the reign of Rama V therefore reflected two important dimensions at the same time.
First, it reflected the belief system of Sawasdiraksa, through the selection of the lower cloth and shoulder cloth according to the colour of each day. Saturday, for example, prescribed the pairing of muang medmaprang and srok.
Second, it reflected the reception of Western fashion, through high-necked blouses, lace, European-style sleeves, puffed sleeves, ruffled sleeves, and Victorian bodice structures adapted to suit the Thai context.
Wearing colours according to the day and adopting Western fashion were therefore not contradictory practices. Rather, they reveal the ability of the Siamese court to combine inherited tradition with modernity. Women of the Inner Court did not merely preserve auspicious dress customs; they also selected, adapted, and translated European fashion into a Siamese language of dress that was elegant, distinctive, and culturally meaningful.
Small date note, พ.ศ. ๒๔๒๐ is 1877, while 1880 is พ.ศ. ๒๔๒๓. For the English version, I kept your intended broad dating as “BE 2420 / c. 1880,” but for publication I would suggest either “around BE 2420 / c. 1877” or “around BE 2423 / c. 1880.”
___________________
อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ : https://www.aifashionlab.design/history-of-fashion/sawasdiraksa-and-fashion-in-the-siamese-courtmonday-wearing-pale-pigeon-blue-and-draping-champa-pink-part-1
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันอังคาร - นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก / นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันอังคาร - นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก / นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือการสร้างสรรค์การแต่งกายในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันจันทร์: วันอังคาร - นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก / นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การนุ่งห่มสีตามวัน หรือที่เรียกว่า “สวัสดิรักษา” เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยสตรีฝ่ายในจะนุ่งโจงกระเบนและห่มสไบให้เข้าคู่ตามสีประจำวัน คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายและจักรวาลวิทยาไทยที่ผูกพันกับ “พระเคราะห์” หรือดาวประจำวัน
🔴 วันอาทิตย์ – สีแดง สื่อถึงพระอาทิตย์ผู้มีกายสีแดง
🟡 วันจันทร์ – สีเหลืองหรือสีขาวนวล สื่อถึงพระจันทร์ผู้มีกายสีเหลืองนวล
🩷 วันอังคาร – สีม่วงหรือชมพูแก่ มาจากพระอังคารผู้มีกายสีม่วง
🟢 วันพุธ – สีเขียว สื่อถึงพระพุธผู้มีกายสีเขียว
🟠วันพฤหัสบดี – สีแสดหรือเหลืองแกมเขียว จากพระพฤหัสบดีผู้มีกายสีแสด
🔵วันศุกร์ – สีฟ้าหรือคราม จากพระศุกร์ผู้มีกายสีฟ้า
🟣 วันเสาร์ – สีดำหรือม่วงแก่ จากพระเสาร์ผู้มีกายสีดำ
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม หรือห่มบานเย็น / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: - นุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก / นุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มบานเย็น (ตอนที่ ๓)
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มบานเย็น (ตอนที่ ๓)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือการสร้างสรรค์การแต่งกายในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มบานเย็น
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การนุ่งห่มสีตามวัน หรือที่เรียกว่า “สวัสดิรักษา” เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยสตรีฝ่ายในจะนุ่งโจงกระเบนและห่มสไบให้เข้าคู่ตามสีประจำวัน คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายและจักรวาลวิทยาไทยที่ผูกพันกับ “พระเคราะห์” หรือดาวประจำวัน
🔴 วันอาทิตย์ – สีแดง สื่อถึงพระอาทิตย์ผู้มีกายสีแดง
🟡 วันจันทร์ – สีเหลืองหรือสีขาวนวล สื่อถึงพระจันทร์ผู้มีกายสีเหลืองนวล
🩷 วันอังคาร – สีม่วงหรือชมพูแก่ มาจากพระอังคารผู้มีกายสีม่วง
🟢 วันพุธ – สีเขียว สื่อถึงพระพุธผู้มีกายสีเขียว
🟠วันพฤหัสบดี – สีแสดหรือเหลืองแกมเขียว จากพระพฤหัสบดีผู้มีกายสีแสด
🔵วันศุกร์ – สีฟ้าหรือคราม จากพระศุกร์ผู้มีกายสีฟ้า
🟣 วันเสาร์ – สีดำหรือม่วงแก่ จากพระเสาร์ผู้มีกายสีดำ
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม หรือห่มบานเย็น / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: นุ่งสีน้ำหมาก ห่มโศก (สีตองอ่อน) / นุ่งโศก ห่มม่วงพวงอังกาบ
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม (ตอนที่ ๒)
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม (ตอนที่ ๒)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือการสร้างสรรค์การแต่งกายในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การนุ่งห่มสีตามวัน หรือที่เรียกว่า “สวัสดิรักษา” เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยสตรีฝ่ายในจะนุ่งโจงกระเบนและห่มสไบให้เข้าคู่ตามสีประจำวัน คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายและจักรวาลวิทยาไทยที่ผูกพันกับ “พระเคราะห์” หรือดาวประจำวัน
🔴 วันอาทิตย์ – สีแดง สื่อถึงพระอาทิตย์ผู้มีกายสีแดง
🟡 วันจันทร์ – สีเหลืองหรือสีขาวนวล สื่อถึงพระจันทร์ผู้มีกายสีเหลืองนวล
🩷 วันอังคาร – สีม่วงหรือชมพูแก่ มาจากพระอังคารผู้มีกายสีม่วง
🟢 วันพุธ – สีเขียว สื่อถึงพระพุธผู้มีกายสีเขียว
🟠วันพฤหัสบดี – สีแสดหรือเหลืองแกมเขียว จากพระพฤหัสบดีผู้มีกายสีแสด
🔵วันศุกร์ – สีฟ้าหรือคราม จากพระศุกร์ผู้มีกายสีฟ้า
🟣 วันเสาร์ – สีดำหรือม่วงแก่ จากพระเสาร์ผู้มีกายสีดำ
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม หรือห่มบานเย็น / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: นุ่งสีน้ำหมาก ห่มโศก (สีตองอ่อน) / นุ่งโศก ห่มม่วงพวงอังกาบ
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันจันทร์: นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง (ตอนที่ ๑)
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันจันทร์: นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง (ตอนที่ ๑)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือการสร้างสรรค์การแต่งกายในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันจันทร์: นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การนุ่งห่มสีตามวัน หรือที่เรียกว่า “สวัสดิรักษา” เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยสตรีฝ่ายในจะนุ่งโจงกระเบนและห่มสไบให้เข้าคู่ตามสีประจำวัน คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายและจักรวาลวิทยาไทยที่ผูกพันกับ “พระเคราะห์” หรือดาวประจำวัน
🔴 วันอาทิตย์ – สีแดง สื่อถึงพระอาทิตย์ผู้มีกายสีแดง
🟡 วันจันทร์ – สีเหลืองหรือสีขาวนวล สื่อถึงพระจันทร์ผู้มีกายสีเหลืองนวล
🩷 วันอังคาร – สีม่วงหรือชมพูแก่ มาจากพระอังคารผู้มีกายสีม่วง
🟢 วันพุธ – สีเขียว สื่อถึงพระพุธผู้มีกายสีเขียว
🟠วันพฤหัสบดี – สีแสดหรือเหลืองแกมเขียว จากพระพฤหัสบดีผู้มีกายสีแสด
🔵วันศุกร์ – สีฟ้าหรือคราม จากพระศุกร์ผู้มีกายสีฟ้า
🟣 วันเสาร์ – สีดำหรือม่วงแก่ จากพระเสาร์ผู้มีกายสีดำ
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม หรือห่มบานเย็น / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: นุ่งสีน้ำหมาก ห่มโศก (สีตองอ่อน) / นุ่งโศก ห่มม่วงพวงอังกาบ
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันอาทิตย์: นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน (ตอนที่ ๒)
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันอาทิตย์: นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน (ตอนที่ ๒)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือการสร้างสรรค์การแต่งกายในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันอาทิตย์: นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การนุ่งห่มสีตามวัน หรือที่เรียกว่า “สวัสดิรักษา” เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยสตรีฝ่ายในจะนุ่งโจงกระเบนและห่มสไบให้เข้าคู่ตามสีประจำวัน คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายและจักรวาลวิทยาไทยที่ผูกพันกับ “พระเคราะห์” หรือดาวประจำวัน
🔴 วันอาทิตย์ – สีแดง สื่อถึงพระอาทิตย์ผู้มีกายสีแดง
🟡 วันจันทร์ – สีเหลืองหรือสีขาวนวล สื่อถึงพระจันทร์ผู้มีกายสีเหลืองนวล
🩷 วันอังคาร – สีม่วงหรือชมพูแก่ มาจากพระอังคารผู้มีกายสีม่วง
🟢 วันพุธ – สีเขียว สื่อถึงพระพุธผู้มีกายสีเขียว
🟠วันพฤหัสบดี – สีแสดหรือเหลืองแกมเขียว จากพระพฤหัสบดีผู้มีกายสีแสด
🔵วันศุกร์ – สีฟ้าหรือคราม จากพระศุกร์ผู้มีกายสีฟ้า
🟣 วันเสาร์ – สีดำหรือม่วงแก่ จากพระเสาร์ผู้มีกายสีดำ
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม หรือห่มบานเย็น / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: นุ่งสีน้ำหมาก ห่มโศก (สีตองอ่อน) / นุ่งโศก ห่มม่วงพวงอังกาบ
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันอาทิตย์: นุ่งเขียวก้ามปู ห่มดินแดงเทศ
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือการสร้างสรรค์การแต่งกายในคอนเซ็ตป์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
_____
👗ธรรมเนียมสวัสดิรักษา: การนุ่งผ้าสีประจำวัน
การนุ่งห่มสีตามวัน หรือที่เรียกว่า “สวัสดิรักษา” เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยสตรีฝ่ายในจะนุ่งโจงกระเบนและห่มสไบให้เข้าคู่ตามสีประจำวัน คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายและจักรวาลวิทยาไทยที่ผูกพันกับ “พระเคราะห์” หรือดาวประจำวัน
🔴 วันอาทิตย์ – สีแดง สื่อถึงพระอาทิตย์ผู้มีกายสีแดง
🟡 วันจันทร์ – สีเหลืองหรือสีขาวนวล สื่อถึงพระจันทร์ผู้มีกายสีเหลืองนวล
🩷 วันอังคาร – สีม่วงหรือชมพูแก่ มาจากพระอังคารผู้มีกายสีม่วง
🟢 วันพุธ – สีเขียว สื่อถึงพระพุธผู้มีกายสีเขียว
🟠วันพฤหัสบดี – สีแสดหรือเหลืองแกมเขียว จากพระพฤหัสบดีผู้มีกายสีแสด
🔵วันศุกร์ – สีฟ้าหรือคราม จากพระศุกร์ผู้มีกายสีฟ้า
🟣 วันเสาร์ – สีดำหรือม่วงแก่ จากพระเสาร์ผู้มีกายสีดำ
การเลือกสีผ้านุ่งและผ้าห่มจึงถูกมองว่าเป็น การเสริมสิริมงคล ให้แก่ผู้สวมใส่ และถือเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อมาในราชสำนักเรื่อยจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
ในเอกสารเก่าและคำบอกเล่ายังมีการบันทึกชื่อสีที่ใช้จริงในราชสำนัก ซึ่งมีความละเมียดละไมเกินกว่าคำเรียกสีทั่วไป เช่น
🟡⚪วันจันทร์: นุ่งสีนวล ห่มมอคราม / นุ่งน้ำเงินนกพิราบอ่อน ห่มจำปาแดง
🟢🟣วันอังคาร: นุ่งสีน้ำหมาก ห่มโศก (สีตองอ่อน) / นุ่งโศก ห่มม่วงพวงอังกาบ
🟢🟡วันพุธ: นุ่งสีเขียวดิน ห่มเหลืองจำปา
🟠🟢วันพฤหัสบดี: นุ่งสีแสด ห่มเขียวตองอ่อน / นุ่งสีเขียวไพร ห่มแดงชาด
🔵🟡วันศุกร์: นุ่งสีคราม ห่มจันทร์
🟣🟢วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
🟢🔴วันอาทิตย์: นุ่งเขียว ห่มแดง / นุ่งสีลิ้นจี่ ห่มโศกอ่อน / นุ่งผ้าลายสีลิ้นจี่หรือสีเลือดหมู ห่มโศก
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
สวัสดิรักษาและแฟชั่นในราชสำนักสยาม สมัยรัชกาลที่ ๕
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งสันนิษฐานว่าฉายขึ้นใน รัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ประมาณ พุทธศักราช ๒๔๒๐ (ค.ศ. 1880)
คอลเล็คชั่นภาพในซีรีย์นี้ เป็นการสร้างสรรค์คู่สีประจำวัน หรือสวัสดิรักษา ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ ๕
สำหรับวันนี้คือ วันเสาร์: นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก
พระยาสุริยานุวัตร และคุณหญิงสุริยานุวัตร ณ กรุงปารีส พ.ศ. ๒๔๔๓ (1900) 🇫🇷
พระยาสุริยานุวัตร และคุณหญิงสุริยานุวัตร ณ กรุงปารีส พ.ศ. ๒๔๔๓ (1900) 🇫🇷
แฟชั่นชนชั้นนำสยามในรอยต่อปลายวิกตอเรียนสู่เอ็ดเวิร์ดเดียน
(Siamese Upper-Class Dress between Late Victorian and Edwardian Fashion)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ ถ่ายทอดภาพของ พระยาสุริยานุวัตร และ คุณหญิงสุริยานุวัตร ณ กรุงปารีส เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๓ (1900) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์แฟชั่นตะวันตก กล่าวคือเป็นรอยต่อระหว่าง ปลายสมัยวิกตอเรียน (Late Victorian period) ภายใต้รัชสมัยของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) กับแฟชั่นต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งต่อมามักเรียกรวมในเชิงประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายว่า แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian fashion)
ในบริบทของสยาม ช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งชนชั้นนำ ขุนนาง นักการทูต และครอบครัวผู้มีสถานะสูงของสยาม เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเวทียุโรป การแต่งกายแบบตะวันตก (Western dress) จึงมิได้เป็นเพียงเรื่องของรสนิยม หากยังเป็นภาษาทางสังคมและการทูต (social and diplomatic language) ที่แสดงถึงความทันสมัย ความศิวิไลซ์ และความสามารถของชนชั้นนำสยามในการเข้าร่วมโลกสากลอย่างมีศักดิ์ศรี
หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี และภาพของ หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา
หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา (๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๑ – ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑) เป็นหม่อมในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเคยเป็นนางพระกำนัลในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
ในภาพถ่ายนี้ หม่อมกอบแก้วสวมสร้อยคอเพชรประดับทับทิม จากรูปแบบของสร้อยคอ จะเห็นลวดลายพรรณพฤกษาและดอกไม้ที่จัดวางอย่างประณีต โดยใช้เพชรเป็นองค์ประกอบหลัก และมีทับทิมช่วยเน้นจังหวะของลวดลาย
เดิมทีอาจมีการสันนิษฐานว่าภาพนี้ถ่ายขึ้นในช่วงที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ระหว่างวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ถึง ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากเหรียญและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่หม่อมกอบแก้วประดับในภาพแล้ว ข้อสันนิษฐานดังกล่าวอาจไม่ถูกต้องนัก เพราะสามารถอ่านลำดับเวลาได้จากเหรียญรัตนาภรณ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏ กล่าวคือ หม่อมกอบแก้วประดับสายสะพายปฐมจุลจอมเกล้า และเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๘ ซึ่งได้รับพระราชทานตามลำดับเวลาดังนี้
พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๗
พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ในสมัยรัชกาลที่ ๘
พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๘ ชั้นที่ ๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๘
ด้วยเหตุนี้ จึงอาจอ่านภาพถ่ายนี้ได้ว่าถ่ายขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หรือภายหลังจากนั้น และอาจเป็นช่วงเวลาก่อนพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจะเสด็จสวรรคตในปีเดียวกัน
มีผู้ให้คำปรึกษาว่า สร้อยคอเพชรประดับทับทิมเส้นนี้น่าจะเป็นเครื่องประดับที่เคยอยู่ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๕ และหม่อมกอบแก้วอาจยืมมาจากคลังหลวงเพื่อใช้ในการถ่ายภาพ แม้ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ จะยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก็ตาม หากภาพนี้ถ่ายภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ ๙ ก็ต้องคำนึงด้วยว่าในเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ยังทรงพระเยาว์ และยังทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ประเด็นนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดหม่อมในเจ้านาย ซึ่งเป็นสตรีสามัญชนโดยกำเนิด และมิได้ดำรงฐานะเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันในเวลานั้น จึงสามารถใช้เครื่องประดับชั้นสูงจากคลังหลวงได้ หรืออาจมีระบบการยืม การพระราชทานให้ใช้ชั่วคราว หรือธรรมเนียมภายในราชสำนักที่ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจากหลักฐานร่วมสมัย
สร้อยคอเส้นนี้ปรากฏเป็นหลักฐานในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสวมในงานเลี้ยงตอบแทนสมเด็จพระราชินีนาถจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ และยังมีภาพหลักฐานอีกครั้งหนึ่งในงานเลี้ยงช่วงทศวรรษเดียวกัน