พระบรมฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า (ตอนที่ ๓)

พระบรมฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า (ตอนที่ ๓)


ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า ขณะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เฉลียงพระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต ในช่วงเวลาประมาณ พุทธศักราช ๒๔๔๕–๒๔๔๖

การกำหนดช่วงเวลาการถ่ายภาพ คาดว่าน่าจะอยู่ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๕–๒๔๔๖ เนื่องจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (ต่อมาคือรัชกาลที่ ๖) เสด็จนิวัตพระนครจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ และในภาพยังปรากฏ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ (พระองค์ที่สองจากซ้ายมือ) ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖

ด้วยเหตุนี้ ภาพดังกล่าวจึง ไม่น่าจะเป็นภาพการรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๐ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต ตามที่มีการเข้าใจกันมาในบางแหล่งข้อมูล

อาจจะเป็นภาพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (ต่อมาคือรัชกาลที่ ๖) พร้อมฝ่ายหน้าเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (ต่อมาคือรัชกาลที่ ๖) เพิ่งเสด็จนิวัตพระนครจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ

____________

งานบูรณะภาพชิ้นนี้เป็นงานที่มีความซับซ้อนและใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก โดยใช้เวลาทำงานรวมประมาณ ๑๒ ชั่วโมง เนื่องจากมีรายละเอียดจำนวนมาก ทั้งในด้านการค้นคว้าข้อมูลบุคคลที่ปรากฏในภาพ การตรวจสอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญ สายสะพาย ตลอดจนรายละเอียดของเครื่องแต่งกายแต่ละพระองค์

ในกระบวนการสร้างสรรค์ ได้แบ่งภาพต้นฉบับออกเป็น ๒ ส่วน เพื่อความสะดวกในการบูรณะ ภาพที่นำเสนอในครั้งนี้เป็น ภาพด้านซ้าย ขององค์ประกอบทั้งหมด

ขั้นตอนการทำงานจำเป็นต้องแยกดำเนินการเป็นรายบุคคลก่อน แล้วจึงนำมาประกอบรวมเป็นภาพเดียวกันในภายหลัง เนื่องจากภาพต้นฉบับขาวดำมีความไม่ชัดเจน จึงต้องผ่านกระบวนการบูรณะภาพต้นฉบับให้มีความสมบูรณ์เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการลงสีและปรับรายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๖ ในภาพต้นฉบับปรากฏเพียงครึ่งพระองค์ ทำให้ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับฉลองพระองค์ จากการศึกษาพบว่าเป็น ฉลองพระองค์มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเฉพาะในภาพนี้ที่ทรงฉลองพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ แทนที่จะเป็นเสื้อสีแดงดังที่พบเห็นได้ทั่วไปในภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ ๕ ส่งผลให้การอ้างอิงและตรวจสอบข้อมูลมีความยากยิ่งขึ้น

เครื่องแต่งกายและองค์ประกอบทั้งหมดจึงต้องสร้างสรรค์ขึ้นเป็นรายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นอินทรธนู เหรียญตรา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และพระมาลา ก่อนจะนำทุกองค์ประกอบมาประกอบรวมกันในขั้นตอนสุดท้าย

งานชิ้นนี้จึงเป็นงานที่ท้าทายทั้งในด้านเทคนิคการบูรณะภาพ และการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ครับ

____________


(แถวซ้าย จากซ้ายมาขวา)

1. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) - เครื่องแบบมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ


2. กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ฑีฆชนม์เชษฐประยูร - มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าสิงหรา เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาคล้าย (10 ธันวาคม พ.ศ. 2369 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2446 สิริพระชันษา 76 ปี) ทรงเป็นต้นราชสกุล สิงหรา นับเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระชันษาสูงที่สุด


3. กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ (5 เมษายน พ.ศ. 2399 – 25 มกราคม พ.ศ. 2468 สิริพระชันษา 68 ปี) อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ในรัชกาลที่ 4 และเป็นต้นราชสกุลทองใหญ่


4. กรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ (5 สิงหาคม พ.ศ. 2399 – 4 มกราคม พ.ศ. 2468 สิริพระชันษา 68 ปี) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อดีตองคมนตรี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระโสทรเชษฐภาดาใน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ ทรงเป็นต้นราชสกุลเกษมสันต์


5. กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ -  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค (17 สิงหาคม พ.ศ. 2400 - 3 มกราคม พ.ศ. 2458 สิริพระชันษา 59 ปี) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจันทร์ สุขสถิตย์ เป็นอธิบดีกรมราชพัสดุ องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นต้นราชสกุลเกษมศรี


6. กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ (27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2466 สิริพระชันษา 64 ปี) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระปัยยกา (ทวด) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศและองคมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งดำรงตำแหน่งสมุหนายกและองคมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นต้นราชสกุลเทวกุล


7. กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404 – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2474 สิริพระชันษา 69 ปี) มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเขียน เป็นพระบิดาแห่งการละครร้อง เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาเขียน เป็นกวีและนักประพันธ์ ทรงดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นราชสกุลวรวรรณ


8. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัตติวงศ์ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (28 เมษายน พ.ศ. 2406 – 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 สิริพระชันษา 83 ปี) มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิตรเจริญ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แห่งกรุงสยาม อภิรัฐมนตรี ทหาร นักปราชญ์ และพหูสูต นอกจากนี้พระองค์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" เนื่องจากพระปรีชาสามารถด้านงานช่างของพระองค์ ทั้งด้านศิลปกรรม ด้านสถาปัตยกรรม ด้านภาพจิตรกรรม และด้านออกแบบ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์


9. กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ - มหาอำมาตย์เอก พลตรี นายกองเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (8 มิถุนายน พ.ศ. 2417 – 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 สิริพระชันษา 58 ปี) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาอ่วม เป็นพระอัยกา (ปู่) ฝ่ายพระบิดาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระราชปัยกา ฝ่ายพระบรมราชชนนี (ตาทวด) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ได้แก่ อภิรัฐมนตรี คณะองคมนตรี สมุหมนตรี ราชองครักษ์พิเศษ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และนายทหารพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และเป็นต้นราชสกุลกิติยากร


10. กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร (23 มกราคม พ.ศ. 2425 – 14 กันยายน พ.ศ. 2479 สิริพระชันษา 55 ปี) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาวาด ดำรงตำแหน่งองคมนตรี แม่ทัพภาคที่ 1 พระองค์แรก จเรทหารช่าง ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง และเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ทั้งยังทรงริเริ่มการค้นหาปิโตรเลียมในประเทศสยาม และทรงเป็นต้นราชสกุลฉัตรชัย


11. กรมหมื่นวรวัฒน์สุภากร - พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นวรวัฒน์สุภากร มีพระนามเดิม พระองค์เจ้าเฉลิมลักษณวงศ์ (8 สิงหาคม พ.ศ. 2396 — 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456 สิริพระชันษา 61 ปี) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาขลิบ

____________


(แถวขวา จากขวามาซ้าย)


1. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภานุพันธุวงศ์วรเดช ฯ - สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (11 มกราคม พ.ศ. 2403 - 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 สิริพระชันษา 68 ปี) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เป็นพระโสทรานุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเป็นต้นราชสกุลภาณุพันธุ์


2. กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (7 พฤษภาคม พ.ศ. 2398 – 10 สิงหาคม พ.ศ. 2468 สิริพระชันษา 70 ปี) มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร เป็นอดีตสมุหมนตรี องคมนตรี เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดากลิ่น พระสนมเอก ทรงเป็นต้นราชสกุลกฤดากร


3. กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช (15 มีนาคม พ.ศ. 2399 – 16 เมษายน พ.ศ. 2468 สิริพระชันษา 69 ปี) มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าศุขสวัสดี เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาจันทร์ เป็นอดีตผู้บัญชาการกรมคชบาล องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นต้นราชสกุลศุขสวัสดิ


4. กรมขุนสรรพสาตรศุภกิจ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (17 ตุลาคม พ.ศ. 2400 – 16 เมษายน พ.ศ. 2462 สิริพระชันษา 63 ปี) มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ธิดานายศัลยวิชัย หุ้มแพร (ทองคำ ณ ราชสีมา) เป็นพระบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย ทรงเป็นต้นราชสกุล ทองแถม


5. กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา (11 ธันวาคม พ.ศ. 2403 – 10 ตุลาคม พ.ศ. 2475 สิริพระชันษา 71 ปี) พระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร ทรงเป็นองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นรัฐมนตรี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เป็นต้นราชสกุลจันทรทัต


6. กรมหลวงดำรงราชานุภาพ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระยศเดิม: พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร) (21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 สิริพระชันษา 81 ปี) เป็นพระบรมวงศานุวงศ์สยามในราชวงศ์จักรีและเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรกของประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานระบบการศึกษาและการปกครองส่วนท้องถิ่นสมัยใหม่ของประเทศไทย ทรงเป็นนักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาด้วยพระองค์เอง และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปัญญาชนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกคนแรกของประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นองค์ต้นราชสกุล"ดิศกุล"


7. กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล; ประสูติ 30 มกราคม พ.ศ. 2409 สิริพระชันษา 41 ปี) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาห่วง ทรงเป็นองค์ต้นราชสกุลไชยันต์


8. กรมหมื่นปราจิณกิติบดี - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี (27 พฤษภาคม พ.ศ. 2418 — 9 ธันวาคม พ.ศ. 2462 สิริพระชันษาได้ 44 ปี) มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแช่ม เป็นองคมนตรีและราชเลขาธิการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นราชสกุลประวิตร


9. กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 – 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 สิริพระชันษา 42 ปี) มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์  ทรงเป็นต้นราชสกุล "อาภากร" เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า "องค์บิดาแห่งทหารเรือไทย"


10. กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (13 กันยายน พ.ศ. 2425 – 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 สิริพระชันษา 27 ปี ) มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดามรกฎ เป็นอธิบดีกรมเพาะปลูก ต้นราชสกุลเพ็ญพัฒน์ เป็นผู้นิพนธ์เพลงลาวดำเนินเกวียน หรือลาวดวงเดือน

____________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO


Next
Next

พระฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า (ตอนที่ ๒) ขณะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรปครั้งที่ ๒