“พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี” เจ้านาย 6 แผ่นดิน เหลน “เจ้าอนุวงศ์” แห่งเวียงจันทน์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี

“พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี” เจ้านาย 6 แผ่นดิน เหลน “เจ้าอนุวงศ์” แห่งเวียงจันทน์

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็น พระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี (19 กรกฎาคม พ.ศ. 2408 — 18 มีนาคม พ.ศ. 2505) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาดวงคำ พระราชนัดดาในเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ เป็นพระบรมวงศ์ที่พระชันษาสูงสุดในราชวงศ์จักรี และเคยดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีพระชันษายืนยาวถึง 6 แผ่นดิน คือตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 9 ทั้งยังทรงเป็นเหลน “เจ้าอนุวงศ์” แห่งเวียงจันทน์ โดยสืบเชื้อสายผ่านทางพระมารดาของพระองค์ คือ “เจ้าจอมมารดาดวงคำ” 

หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล เรียบเรียงพระประวัติ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ในโอกาสพระราชทานเพลิงศพพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี เมื่อ พ.ศ. 2505 ไว้ว่า

พระองค์เจ้าประดิษฐาสารีเป็นพระราชธิดาลำดับที่ 74 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาดวงคำ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2408 ในพระบรมมหาราชวัง ทรงมีพระเชษฐภคินีร่วมเจ้าจอมมารดา 1 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านารีรัตนา

รัชกาลที่ 4 พระราชทานพระนามพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี พร้อมด้วยคาถา มีคำแปลดังนี้

“กุมารีธิดาของเรานี้ เกิดในวงศ์พระเจ้าแผ่นดินใหญ่ จงปรากฏโดยพระนามว่า ประดิษฐาสารี จงเป็นผู้มีอายุยืนยาว ปราศจากโรค มีความสุข นฤทุกข์ ไม่มีอุปัทวันตราย และจงมั่งคั่งมีทรัพย์มาก เฉลียวฉลาดในสรรพการงานต่างๆ และจงมีศรัทธาเชื่อถือเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ รัตนะ อันเป็นแก้วอย่างบริสุทธิ์ ขอให้อำนาจพระไตรรัตนนั้นปกครองรักษาราชธิดาของเรานี้จงทุกเมื่อเทอญ”

เจ้าจอมมารดาดวงคำ พระมารดาในพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี เป็นหลานปู่ “เจ้าอนุวงศ์” แห่งเวียงจันทน์ และเป็นหลานตา “เจ้าอุปราช” เมื่อเจ้าอนุวงศ์ก่อการช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอุปราชไม่ได้ร่วมด้วย และพาครอบครัวเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ พำนักในย่านบางยี่ขัน ซึ่งเป็นถิ่นเกิดของเจ้าจอมมารดาดวงคำ

แต่เดิม เจ้าจอมมารดาดวงคำมีนามว่า “เจ้าหนูมั่น” เมื่อถวายตัวเป็นพระสนมในรัชกาลที่ 4 พระองค์ได้พระราชทานนามใหม่ให้ว่า “ดวงคำ”

พระองค์เจ้าประดิษฐาสารีเจริญพระชันษาได้เพียง 3 ปี รัชกาลที่ 4 ก็สวรรคต ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ทรงจำได้ว่า ครั้งหนึ่งได้เสด็จเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมชนกนาถ คราวนั้นทรงมีพระราชดำรัสเรียกพระราชธิดาพระองค์นี้ว่า “ลูกลาวเล็ก” และทรงป้อนขนมจีบพระราชทาน

เมื่อทรงเจริญพระชันษา ได้ทรงเรียนหนังสือไทย ทั้งยังตรัสภาษาชาวเวียงจันทน์ได้ดีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ด้วยเจ้าจอมมารดาดวงคำเป็นผู้สอน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินที่ใด บางครั้งพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ซึ่งเป็นพระกนิษฐภคินีในรัชกาลที่ 5 ก็โดยเสด็จด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อโสกันต์แล้วก็ไม่ได้โดยเสด็จอีก แต่เสด็จขึ้นเฝ้าพร้อมเจ้านายพระองค์อื่นที่ “ห้องน้ำเงิน” ซึ่งเป็นด้านตะวันออกของพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ที่ประทับเล่นของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

หลังจากรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ประพาสยุโรปใน พ.ศ. 2440 พระองค์โปรดให้เริ่มสร้าง “พระราชวังดุสิต” สำหรับเป็นสถานที่แปรพระราชฐาน เพื่อสำราญพระราชอิริยาบถ และโปรดให้สร้างตำหนักพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เป็นพระพี่นางเธอและพระน้องนางเธอ รวม 6 ตำหนัก ซึ่งพระองค์เจ้าประดิษฐาสารีได้ประทับ ณ ตำหนักหลังหนึ่งในนั้นด้วย

เมื่อรัชกาลที่ 5 สวรรคต พระองค์เจ้านารีรัตนาและพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ทรงย้ายจากตำหนักเก่ามาประทับ ณ ตำหนักเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ผู้กราบถวายบังคมลาไปอยู่เมืองเชียงใหม่ ตำหนักนี้ใหญ่โตมาก มีถึง 3 ชั้น ทั้ง 2 พระองค์ประทับอยู่ตลอดพระชนมชีพ

พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ทรงเป็นที่เคารพยกย่องในพระจริยวัตรอันงดงาม และทรงมีส่วนร่วมในพระราชพิธีต่างๆ อยู่เสมอ

ครั้งสำคัญ เช่น พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลที่ 9 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี (พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี) และพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ในฐานะพระบรมวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอาวุโสสูงสุด (รองจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ทรงทำหน้าที่ปูลาดพระที่ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในคราวนั้น

ความที่พระองค์เจ้านารีรัตนาและพระองค์เจ้าประดิษฐาสารีสืบเชื้อสายเจ้านายทางเมืองเวียงจันทน์ ทั้ง 2 พระองค์จึงเป็นเสมือนสายใยเชื่อมสัมพันธ์ และเป็นที่เคารพของชาวเวียงจันทน์ตลอดมา เช่น เจ้าเพชรราช แห่งลาว ซึ่งมาอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อทราบว่ามีงานของพระองค์เจ้าประดิษฐาสารีคราวใดก็มาเฝ้าเสมอ

ส่วนทางหลวงพระบางก็ถวายความเคารพ เมื่อ พระเจ้าสว่างวัฒนา เจ้ามหาชีวิตแห่งประเทศลาวกับพระมเหสี เสด็จเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็ได้ขอเข้าเฝ้าพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ด้วย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2505 สิริพระชันษา 96 ปี นับเป็นพระราชบุตรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระชันษาสูงที่สุดและมีพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้าย และเป็นพระบรมวงศ์ที่พระชันษาสูงสุดในพระราชวงศ์จักรี โดยมีพระชันษายืนยาวถึง 6 แผ่นดิน ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ก่อนจะเปลี่ยนวันหมายกำหนดการเสด็จฯ พระราชทานเพลิงพระศพ เป็นวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 การนี้ เจ้าชายวงศ์สว่าง มกุฎราชกุมารแห่งลาว เสด็จฯ แทนพระองค์ ทรงร่วมพระพิธีดังกล่าวด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ผู้เขียน สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์

เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_132932

________________

หมายเหตุเชิงเทคนิค (Technical Note – กระบวนการบูรณะและลงสีภาพด้วย AI)

ในกระบวนการทำงาน ภาพนี้มิได้เริ่มต้นจากการลงสีทันที หากแต่มี ขั้นตอนสำคัญลำดับแรก ซึ่งเป็นรากฐานของงานทั้งหมด คือ

การบูรณะภาพขาวดำต้นฉบับ (Black-and-White Restoration)

ขั้นตอนแรกคือการบูรณะภาพขาวดำให้มีความคมชัดสูงสุดก่อน โดยมุ่งเน้นไปที่

  • การคืนรายละเอียดของพื้นผิว (enhanced texture fidelity)

  • การแยกชั้นของผ้า เหรียญ สายสะพาย และเครื่องประดับ

  • การปรับแสงและเงาให้เกิดมิติที่ถูกต้องตามหลักการถ่ายภาพจริง

ภาพขาวดำที่ผ่านการบูรณะในขั้นนี้ จะต้องมีลักษณะ “อ่านได้” ในเชิงโครงสร้างก่อน กล่าวคือ AI และผู้สร้างสรรค์สามารถมองเห็นขอบเขต วัสดุ และลำดับชั้นขององค์ประกอบต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงภาพที่ดูคมขึ้นในเชิงสุนทรียะเท่านั้น

เมื่อได้ ภาพขาวดำที่สะอาด ชัด และมี พื้นผิว ครบถ้วน แล้ว ภาพดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้เป็น ฐานข้อมูล (base image)สำหรับขั้นตอนถัดไป คือ

กระบวนการลงสี (Final Colourisation Process)

ในขั้นตอนนี้ ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การระบุ เหรียญรัตนาภรณ์หลายชนิดและหลายชั้น (multi-layered Royal Cypher Medals) ซึ่งซ้อนทับกัน ภาพต้นฉบับมีความมืดและมีการซ้อนของ  เหรียญรัตนาภรณ์หลายชนิด ทำให้ไม่สามารถระบุชนิดและลำดับของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้โดยตรงจากภาพเพียงอย่างเดียว

วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในกรณีนี้ คือการจัดทำ mapping board ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมใช้เป็นประจำในการทำงานด้านการบูรณะภาพประวัติศาสตร์และการฝึก AI Mapping board ทำหน้าที่แยกเหรียญแต่ละชนิดออกจากกัน วิเคราะห์ตำแหน่ง ลำดับชั้น วัสดุ และสี ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไป “สอน” ให้ AI เข้าใจและลงสีได้อย่างถูกต้อง ผมได้แนบ mapping board ที่ใช้กับภาพนี้ไว้ประกอบแล้ว

การเตรียมงานทั้งหมด ตั้งแต่การบูรณะภาพขาวดำ การทำ mapping board การตรวจสอบข้อมูลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไปจนถึงการประกอบภาพขั้นสุดท้าย ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง สำหรับภาพนี้

ในส่วนของ เข็มกลัด มีบางชิ้นที่มองเห็นได้จากภาพต้นฉบับ แต่ไม่สามารถระบุชิ้นจริงหรือแหล่งที่มาได้อย่างแน่ชัด ผมจึงเลือกใช้แนวทางเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับ artistic licence ได้แก่

  • การสร้าง โบว์สีฟ้า ประดับ พระฉายาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

  • การสร้าง เข็มกลัดทรงกลม ประดับ พระฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้อมกรอบเพชร

  • การเพิ่มเข็มกลัดเพชร ประดับมรกตและไข่มุก เพื่อเสริมความสมดุลและความงดงามของภาพ โดยยังคงอยู่ในกรอบรสนิยมของราชสำนักปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

องค์ประกอบอื่นทั้งหมด ยังคงยึดตามภาพต้นฉบับอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ ผ้านุ่ง ซึ่งผมชอบมากเป็นพิเศษกับผลลัพธ์ของการถอดลวดลายและโทนสีที่ได้แรงบันดาลใจจาก สีขนนกยูง (peacock feather tones) ทั้งในแง่มิติ แสง และคุณภาพเนื้อผ้า

ภาพนี้จึงเป็นทั้งงานบูรณะเชิงประวัติศาสตร์ และตัวอย่างของการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส โดยแยกชัดเจนระหว่างข้อมูลที่อ้างอิงจากหลักฐาน กับส่วนที่เป็นการสร้างสรรค์เพื่อความงดงามทางศิลปะและการศึกษา ซึ่งได้ระบุไว้อย่างครบถ้วนในเชิงเทคนิคครับ

________________

Her Royal Highness Princess Pradittasari

(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี)
A Chakri Princess Who Lived Through Six Reigns; Great-Granddaughter of King Anouvong of Vientiane

The AI-restored and artistically reconstructed image presented here depicts Princess Pradittasari (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี), born on 19 July 1865 and deceased on 18 March 1962. She was a royal daughter of King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama IV) by **Chao Chom Manda Duang Kham (เจ้าจอมมารดาดวงคำ)*. Through her mother, the Princess was a great-granddaughter of King Anouvong of Vientiane, linking the Chakri dynasty with the former Lao royal house.

Princess Pradittasari was the longest-lived royal child of King Mongkut and, during her later years, the most senior living member of the Chakri dynasty, holding the ceremonial status of Ong Kulaset (องค์กุลเชษฐ์). Her life spanned six reigns, from King Mongkut (Rama IV) through to King Bhumibol Adulyadej (Rama IX), making her a living witness to more than a century of Siamese and Thai history.

Birth, Royal Naming, and Early Life

According to a biographical account compiled by Mom Chao Chongjitthanom Diskul (หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล)for the Princess’s cremation volume in 1962, Princess Pradittasari was the 74th daughter of King Mongkut. She was born within the Grand Palace (พระบรมมหาราชวัง) and had one full elder sister, Princess Nariratana (พระองค์เจ้านารีรัตนา).

Upon her birth, King Mongkut graciously bestowed upon her the name “Pradittasari”, accompanied by a formal royal benediction (kathā). In this blessing, the King prayed that his daughter—born into the lineage of great sovereigns—would enjoy longevity, freedom from illness and misfortune, material prosperity, wisdom in all undertakings, and steadfast faith in the Three Jewels of Buddhism (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์), whose sacred power would forever protect her.

Princess Pradittasari was only three years old when King Mongkut passed away in 1868. Nevertheless, she later recalled a tender childhood memory of being summoned into his presence, where he affectionately called her “the little Lao child” (ลูกลาวเล็ก) and personally fed her kanom jeeb as a royal treat—an intimate glimpse of paternal warmth within the formal world of the nineteenth-century Siamese court.

Maternal Lineage and Lao Heritage

Her mother, Chao Chom Manda Duang Kham (เจ้าจอมมารดาดวงคำ), was originally named Chao Nu Man (เจ้าหนูมั่น). She was the paternal granddaughter of King Anouvong of Vientiane and the maternal granddaughter of the Uparat (เจ้าอุปราช). During King Anouvong’s rebellion in the early reign of King Nangklao (Rama III), the Uparat did not participate in the uprising and instead brought his family to Bangkok, settling in the Bang Yi Khan area—Duang Kham’s birthplace. When she entered royal service as a consort of King Mongkut, her name was graciously changed to “Duang Kham,” meaning “Golden Heart.”

This Lao lineage gave Princess Pradittasari a distinctive cultural position within the Chakri court, one that later made her a respected symbolic bridge between Siamese and Lao royal traditions.

Education and Court Life

As she grew older, Princess Pradittasari received a traditional court education, becoming fluent in Thai and also speaking the Vientiane Lao dialect with ease, having been taught directly by her mother. During the reign of King Chulalongkorn (Rama V), she occasionally accompanied the King on royal outings as his younger half-sister.

After her sokan (coming-of-age hair-cutting ceremony), she no longer joined such journeys but instead attended royal audiences alongside other princesses in the “Blue Chamber” (ห้องน้ำเงิน) on the eastern side of the Borommaratchasathit Maholan Hall (พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร)—a private area associated with Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ).

Residence at Dusit Palace

Following King Chulalongkorn’s European tour in 1897, the King ordered the construction of Dusit Palace (พระราชวังดุสิต) as a new royal residence. Within the palace grounds, six residential mansions were built for his elder and younger sisters. Princess Pradittasari was granted residence in one of these mansions.

After the death of King Chulalongkorn, Princess Pradittasari and Princess Nariratana relocated to the residence formerly occupied by Princess Dara Rasmi (พระราชชายาเจ้าดารารัศมี), who had returned to Chiang Mai. This three-storey mansion became their home for the remainder of their lives.

Ceremonial Role and Royal Duties

Princess Pradittasari was widely revered for her impeccable conduct, dignity, and devotion to royal tradition. She regularly participated in major court ceremonies and state rituals.

One of the most significant occasions occurred during the Royal Coronation ceremonies of King Bhumibol Adulyadej(Rama IX). Together with Princess Thipyaratana Kiridagulinī (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี)—another daughter of King Mongkut—Princess Pradittasari performed the honour of spreading the ceremonial cloth beneath the royal feet of the King and Queen Sirikit (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ). At that time, she was the most senior princess of the Inner Court, second only to Queen Savang Vadhana (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า).

Relations with Lao Royalty

Because both Princess Pradittasari and her sister Princess Nariratana descended from the Vientiane royal house, they were held in deep respect by Lao royalty. Prince Phetsarath of Laos (เจ้าเพชรราช), who resided in Bangkok, was known to attend events connected with Princess Pradittasari whenever possible.

Similarly, when King Sisavang Vong (พระเจ้าสว่างวัฒนา) of Laos and his Queen paid a royal visit to Thailand during the reign of Rama IX, they specifically requested an audience with Princess Pradittasari at the Boromphiman Throne Hall (พระที่นั่งบรมพิมาน).

Death and Funeral

Princess Pradittasari passed away on 18 March 1962, aged 96, making her the oldest and last surviving child of King Mongkut, and the oldest royal by age in the history of the Chakri dynasty. She had lived through six reigns, a distinction unmatched within the royal house.

King Bhumibol Adulyadej and Queen Sirikit personally attended her royal cremation ceremony at Wat Thepsirintrawat (วัดเทพศิรินทราวาส). The cremation, originally scheduled for 4 July 1962, was later postponed to 12 July 1962, on which occasion Crown Prince Savang of Laos (เจ้าชายวงศ์สว่าง) represented the Lao royal family in attendance.

Orders and Decorations

  • 1950The Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri (มหาจักรีบรมราชวงศ์, M.J.K.), Inner Court

  • 1950The Most Illustrious Order of Chula Chom Klao, (ปฐมจุลจอมเกล้า), Inner Court

  • 1904Royal Cypher Medal of King Mongkut (Rama IV), Third Class

  • 1901Royal Cypher Medal of King Chulalongkorn (Rama V), Third Class

  • 1938Royal Cypher Medal of King Ananda Mahidol (Rama VIII), First Class

  • 1953Royal Cypher Medal of King Bhumibol Adulyadej (Rama IX), First Class

Author: Sutthasinee Chitrakamthai Chiachanpong
Originally published: 24 May 2024
Source: Silpa Wattanatham Magazine (translated, revised, and standardised)

________________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Next
Next

พระบรมฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า (ตอนที่ ๓)