พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑/๓
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑/๓
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปของพระกุลเชษฐ์ ๓ พระองค์แรก จากทั้งหมด ๙ พระองค์
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
รัชกาลที่ ๙
รายพระนามพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๙ พระองค์
๑. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๐
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
๒. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๑
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี
๓. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๒
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี
๔. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๓
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา
๕. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๔
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร
๖. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๕
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๗. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๖
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
๘. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๗
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
สิริโสภาพัณณวดี
กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
๙. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๘
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ในคอลเเล็คชั่นนี้ ขอนำเสนอ ๓ พระองค์ แรก ซึ่งเป็นพระอัยยิกาเจ้า และ พระญาติชั้นพระอัยยิกา ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ ๙ ทั้ง ๓ พระองค์ ผู้ทรงเป็นพระราชธิดา ใน รัชกาลที่ ๔ สามพระองค์สุดท้ายที่มีพระชนม์ชีพถึง ๖ แผ่นดิน
ในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ในฐานะที่เป็นพระบรมวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอาวุโสสูงสุด (รองจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) จึงเป็นผู้ทำหน้าที่ปูลาดพระที่ถวายพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในคราวนั้น
__________
พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๐
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระนามเดิม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา (๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๕ — ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘) เป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา และเป็นพระอัยยิกาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ ๒๔๘๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงมีพระชนมพรรษาสูงมากแล้ว และทรงเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่สูงสุดในฝ่ายใน มีพระชนม์ชีพยาวนานถึง ๖ รัชกาล ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปกครอง และราชประเพณี จากยุคการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จสวรรคต พระชนมพรรษา ๒๐ พรรษา ในขณะนั้น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระชนมพรรษา ๘๓ พรรษา ต้องทรงประสบความสูญเสียพระราชนัดดาพระองค์แรก
ในวันเดียวกัน รัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช (พระยศในขณะนั้น) ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งในช่วงเวลานั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระชนมายุ ๑๘ พรรษา และเสด็จพระราชดำเนินศึกษาต่อ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราวในครั้งแรก ซึ่งได้แก่ พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ), พระยานลราชสุวัจน์ (ทองดี นลราชสุวัจน์) และสงวน จูฑะเตมีย์ สมาชิกพฤฒสภา ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา
หลังจากที่จบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นธิดาของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส เป็นครั้งแรก ในขณะนั้น ทั้งสองพระองค์มีพระชนมายุ ๒๑ พรรษาและ ๑๕ พรรษาตามลำดับ
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ทั้งยังทรงให้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยอีกด้วย ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอ
วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ในโอกาสนี้พระองค์ทรงพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๘ สิริพระชนมพรรษา ๙๓ พรรษา
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นองค์กุลเชษฐ์ ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๘ ในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ถึงวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ รวมเป็นเวลา ๒ ปี ๖ เดือน ๘ วัน
และทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ จากวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ จนถึงวันเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ รวมเป็นเวลา ๙ ปี ๖ เดือน ๘ วัน รวมทั้งหมด เป็นเวลา ๑๒ ปี ๑๖ วัน
__________
พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๑
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี (อ่านว่า ทิบ-พะ-รัด-กิ-ริด-ตะ-กุ-ลิ-นี) (๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๗ - ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑) หรือที่เรียกกันว่า เสด็จอธิบดี ทรงเป็นอธิบดีหญิงพระองค์แรกของสยาม เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๗ เป็นพระขนิษฐาร่วมพระมารดาในสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ สิริพระชันษา ๙๔ ปี และดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ต่อจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ถึงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นเวลา ๒ ปี ๗ เดือน ๒ วัน
ทรงเป็นพระญาติชั้นพระอัยยิกา ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ ๙
__________
พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๒
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี (๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ — ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๕) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาดวงคำ พระราชนัดดาในเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ สิริพระชันษา ๙๖ ปี นับเป็นพระราชบุตรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระชันษาสูงที่สุดและมีพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้าย และเป็นพระบรมวงศ์ที่พระชันษาสูงสุดในพระราชวงศ์จักรี
ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ถึงวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นเวลา ๓ ปี ๗ เดือน ๒๗ วัน
ทรงเป็นพระญาติชั้นพระอัยยิกา ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ ๙
__________
The Most Senior Royal Elders during the Reign of King Rama IX Part 1
This AI-restored and AI-created collection presents portraits of the first three Royal Elders, from a total of nine, during the reign of His Majesty King Bhumibol Adulyadej the Great, the Ninth Reign.
List of the Nine Royal Elders
Royal Elder No. 20
Queen Savang Vadhana, the Queen GrandmotherRoyal Elder No. 21
Princess Thipyarat KittiyakulinīRoyal Elder No. 22
Princess PraditsarasriRoyal Elder No. 23
Princess Adisai SuriyaphaRoyal Elder No. 24
Princess Wapi BusabhaRoyal Elder No. 25
Princess Srinagarindra, the Princess MotherRoyal Elder No. 26
Princess Galyani Vadhana, Princess of Naradhiwas Rajanagarindra, the Elder Royal SisterRoyal Elder No. 27
Princess Bejaratana Rajasuda Sirisobhabannavadi, Princess of Nakhon Pathom BoromkhattiayaniRoyal Elder No. 28
His Majesty King Bhumibol Adulyadej the Great
This collection presents the first three Royal Elders, who were the Queen Grandmother and royal relatives of the Queen-Grandmother generation of His Majesty King Bhumibol Adulyadej the Great, Rama IX.
All three were royal daughters of King Rama IV and were the last three princesses to have lived through six reigns.
During the Chakri Maha Prasat Hall Ceremony (the Royal Palace-Entering Ceremony) at the Royal Coronation of 1950,
Princess Thipyarat Kittiyakulinī and Princess Praditsarasri, as the most senior female members of the Inner Court (second only to Queen Savang Vadhana, the Queen Grandmother), performed the ceremonial duty of spreading the ceremonial cloth beneath the royal feet of His Majesty King Bhumibol Adulyadej the Great and Her Majesty Queen Sirikit, the Queen Mother, on that occasion.
Royal Elder No. 20
Queen Savang Vadhana, the Queen Grandmother
Queen Savang Vadhana, formerly Princess Savang Vadhana
(10 September 1862 – 17 December 1955),
was the principal consort of King Chulalongkorn (Rama V) and a royal daughter of King Mongkut (Rama IV), born to Queen Piyamavadi Sri Patcharinthramata.
She was the grandmother of King Ananda Mahidol (Rama VIII) and King Bhumibol Adulyadej the Great (Rama IX).
By the 1940s, during the reign of King Rama VIII, Queen Savang Vadhana was already of very advanced age and was the most senior female royal of the Inner Court. Her life spanned six reigns, encompassing profound changes in politics, governance, and royal tradition—from absolute monarchy to a constitutional monarchy with the King as Head of State.
On 9 June 1946, King Ananda Mahidol passed away at the age of 20. At that time, Queen Savang Vadhana was 83 years old and suffered the loss of her first royal grandson who had ascended the throne.
On the same day, the National Assembly unanimously invited Prince Bhumibol Adulyadej to ascend the throne. He later returned to Switzerland to continue his studies, changing his field from science to social sciences, law, and political science on 19 August 1946. At that time, he was 18 years old, and a temporary Regency Council was appointed.
After completing his studies in Switzerland, His Majesty travelled to Paris, where he met Mom Rajawongse Sirikit Kitiyakara, daughter of the Thai Ambassador to France, for the first time. At that time, they were aged 21 and 15, respectively.
His Majesty King Bhumibol Adulyadej became engaged to Mom Rajawongse Sirikit Kitiyakara on 19 July 1949, and following the royal cremation of King Ananda Mahidol, graciously ordered the Royal Marriage Ceremony to be held on 28 April 1950 at the residence of Queen Savang Vadhana at Sa Pathum Palace, with the marriage also registered under Thai law, reflecting the constitutional monarchy.
The Royal Coronation Ceremony was held on 5 May 1950 at the Phra Thinang Phaisan Thaksin Hall, where His Majesty proclaimed the First Royal Command:
“We shall reign with righteousness for the benefit and happiness of the Siamese people.”
Her Majesty Queen Sirikit was formally elevated to Queen Consort.
Queen Savang Vadhana passed away on 15 December 1955, aged 93.
She served as Royal Elder:
during the reign of King Rama VIII from 1 December 1943 to 9 June 1946 (a total of 2 years, 6 months, and 8 days), and
during the reign of King Rama IX from 9 June 1946 to 17 December 1955 (a total of 9 years, 6 months, and 8 days).
In total, she held the position of Royal Elder for 12 years and 16 days.
Royal Elder No. 21
Princess Thipyarat Kittiyakulinī
(13 May 1864 – 19 July 1958), known as Sadet Athibodi,
was the first female Director-General of Siam and a royal daughter of King Mongkut (Rama IV), born to Chao Chom Manda Samli.
She passed away on 19 July 1958, aged 94, and succeeded Queen Savang Vadhana as Royal Elder.
She served as Royal Elder from 17 December 1955 to 19 July 1958, a period of 2 years, 7 months, and 2 days.
Royal Elder No. 22
Princess Praditsarasri
(19 July 1865 – 18 March 1962),
a royal daughter of King Mongkut (Rama IV), born to Chao Chom Manda Duang Kham, and a granddaughter of the ruler of Vientiane.
She passed away on 18 March 1962, aged 96, making her the longest-lived child of King Rama IV and the oldest member of the Chakri dynasty at the time of her death.
She served as Royal Elder from 19 July 1958 to 18 March 1962, a period of 3 years, 7 months, and 27 days.
__________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO