พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอ พระรูปของพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรรัชกาลที่ ๘

แม้รัชสมัยของพระองค์จะเป็นช่วงเวลาอันสั้น หากแต่ถือเป็น จุดเริ่มต้นอันสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสายราชสกุล ในการสืบสันตติวงศ์ของราชวงศ์จักรี อันสะท้อนพลวัตใหม่ของโครงสร้างราชวงศ์ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว คือการเคลื่อนจากสายพระราชโอรสผู้สืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสืบเนื่องจาก
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ไปสู่สายพระราชโอรสซึ่งมีต้นสายพระโลหิตจาก
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เป็นเพียงการสืบราชสันตติวงศ์ตามลำดับพระอิสริยยศ หากแต่เป็นการวางรากฐานของสายราชสกุลมหิดล ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและภาพลักษณ์ของราชวงศ์จักรีในยุคสมัยต่อมา

__________

“…ลูกแม่กลางกับลูกแม่เล็ก ให้นึกว่าเหมือนแม่เดียวกัน เรียงพี่เรียงน้องในการสืบสันตติวงศ์…” เป็นพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ตำแหน่งรัชทายาทพระองค์แรก ซึ่งเป็นพระราชโอรสประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา หรือที่ทรงเรียกอย่างสามัญว่า “แม่กลาง” ได้เสด็จสวรรคต และมีพระราชประสงค์จะสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระราชโอรสซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระขนิษฐาร่วมพระชนนีกับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ซึ่งทรงเรียกอย่างสามัญว่า “แม่เล็ก” ขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาทพระองค์ใหม่

เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมองเห็นความยุ่งยากอันเกิดจากความไม่ชัดเจนและช่องว่างของหลักปฏิบัติการสถาปนาองค์รัชทายาท ดังปรากฏพระราชดำรินี้ในความข้างต้นของกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ซึ่งโปรดให้ตราขึ้นใหม่ในพุทธศักราช ๒๔๖๗ ความตอนหนึ่งว่า

“…สมัยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเลือกแลประดิษฐานพระรัชทายาทขึ้นไว้อย่างเช่นที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเป็นผลให้บังเกิดมีเหตุยุ่งยากแก่งแย่งกันขึ้น ในเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลง การแก่งแย่งช่วงชิงพระราชอำนาจกันก็ย่อมเป็นโอกาสให้บุคคลผู้มิได้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติคิดขัดขวางต่อความเจริญแห่งราชอาณาจักร…”

หลักการของกฎมนเทียรบาลฉบับนี้ จึงย้ำถึงผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ตามลำดับ คือ จากพระมหากษัตริย์สู่พระราชโอรส ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชโอรส ราชสมบัติตกอยู่กับพระอนุชาพระองค์โตก่อน หากพระอนุชาพระองค์นั้นเสด็จสวรรคตก่อน ราชสมบัติเป็นของพระราชโอรสของพระอนุชาพระองค์นั้น หากไม่มีพระราชโอรส ราชสมบัติจึงจะตกไปสู่พระอนุชาพระองค์ต่อไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือข้อระบุที่ว่า การที่จะโปรดให้ใครเป็นรัชทายาทนั้นย่อมถือเป็นสิทธิ์ขาดขององค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียว

และด้วยหลักเกณฑ์นี้เอง เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมิทรงมีวี่แววจะมีองค์รัชทายาท จึงได้โปรดสถาปนาพระราชอนุชาพระองค์โต คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเป็นองค์รัชทายาทไปพลางก่อน แต่การณ์กลับเป็นว่าองค์รัชทายาทได้เสด็จทิวงคตไปก่อน

ส่วนพระโอรสซึ่งควรมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็เป็นเจ้าชายที่ประสูติแต่พระมารดาเป็นนางต่างด้าว จึงต้องผ่านเลยไปถึงพระราชอนุชา ๓ พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก และสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ แต่พระอนุชา ๒ พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ และสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกได้ทยอยสิ้นพระชนม์ไปก่อน สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธไม่มีพระโอรส ในส่วนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกมีพระโอรส 1 พระองค์ แต่ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงตั้งพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกเป็นองค์รัชทายาท อันน่าจะเกิดจากการที่เจ้านายพระองค์นี้มีพระมารดาเป็นสามัญชน

ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตโดยไม่มีพระราชโอรสสืบราชสันตติวงศ์ คงเหลือพระอนุชาพระองค์สุดท้ายคือ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์จึงได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และไม่มีพระราชโอรสสืบราชสันตติวงศ์จนทรงสละราชสมบัติ รัฐบาลสมัยนั้นได้ประชุมหารือพิจารณาเจ้านายที่อยู่ในข่ายจะได้รับราชสมบัติตามลำดับคือ ในสายสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเหลือเพียงพระราชนัดดา ๒ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ต้องถูกข้ามไปด้วยเหตุผลที่มีพระมารดาเป็นนางต่างด้าว ส่วนพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชก็ถูกข้ามไปด้วยเหตุผลที่มีพระมารดาเป็นสามัญชน จึงเท่ากับเป็นการสิ้นสุดสายสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี

ตามกฎมนเทียรบาลกำหนดให้กลับมาพิจารณาสายพระมเหสีพระองค์ที่ใกล้ชิดกับสายเดิม ยังผลให้การสืบสายย้อนกลับมาสู่สายสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาอีกครั้ง ซึ่งสายนี้ก็ปรากฏว่าพระราชโอรสสิ้นพระชนม์หมดทุกพระองค์ คงเหลือแต่พระราชนัดดาเพียง ๒ พระองค์ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล (แก้ไขพระนามและพระอิสริยยศ ในฉบับออนไลน์) และพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช สภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้นจึงมีมติให้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระราชนัดดาพระองค์ใหญ่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗

อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_40346

__________

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
(๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ – ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สิริพระชนมพรรษา ๒๑ พรรษา)


เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง ๙ พรรษา ขณะนั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์มีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกหลังทรงราชย์ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๑ และครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง ๔ วัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น ๑๒ ปี และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์จักรีที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

__________

ความหมายและการจำแนก “พระกุลเชษฐ์”

คำว่า “พระกุลเชษฐ์” หมายถึงพระบรมวงศ์ผู้ทรงดำรงฐานะสูงสุด ซึ่งในที่นี้รวมถึงพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระรัชทายาท และเจ้าฟ้าทุกชั้น ยกเว้นเจ้าฟ้าชั้นตรี รวมถึงพระองค์เจ้าชั้นเอกที่มีคำนำหน้าว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ”

พระกุลเชษฐ์สามารถจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่
๑. การนับตามพระอิสริยยศ ซึ่งถือพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ
๒. การนับตามพระชนมายุ คือพระบรมวงศ์ที่ทรงเจริญพระชนมายุสูงสุดในขณะนั้น

บทความนี้เรียงลำดับพระกุลเชษฐ์ตามการได้รับการสถาปนาขณะทรงพระชนม์ และเรียงตามพระชนมพรรษา พระชนมายุ หรือพระชันษา

__________

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๑๗

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา ประสูติเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๐๐ (แบบสากลคือ พุทธศักราช ๒๔๐๑) เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๓๙ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแก้ว (สกุลเดิม บุรณศิริ)

พระองค์ทรงดำรงฐานะเป็นองค์กุลเชษฐ์แห่งพระบรมวงศานุวงศ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อเนื่องถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร จนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ (แบบสากลคือ พุทธศักราช ๒๔๗๙) สิริพระชันษา ๗๗ ปี

ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ระหว่างวันที่ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ถึงวันที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ รวมระยะเวลา ๒ ปี ๔ เดือน ๒๙ วัน

ทรงเป็นพระญาติชั้นพระอัยยิกาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘

__________

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๑๘

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพงษาดิศรมหิป

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพงษาดิศรมหิป มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าไชยานุชิต เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๕๕ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง พระสนมเอก (ธิดาพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ))
(ประสูติวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๐๔ – สิ้นพระชนม์วันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ สิริพระชันษา ๗๔ ปี)

พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุลชยางกูร เคยทรงดำรงตำแหน่งองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นอธิบดีกรมพิพิธภัณฑ์พระองค์แรก

ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ระหว่างวันที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ ถึงวันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ รวมระยะเวลา ๓ วัน

ทรงเป็นพระญาติชั้นพระอัยกาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘

__________

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๑๙

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระยศเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร)
(๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๐๕ – ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๖ สิริพระชันษา ๘๑ ปี)

ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยพระองค์แรกของประเทศไทย และทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานระบบการศึกษาและการปกครองส่วนท้องถิ่นสมัยใหม่ ทรงเป็นนักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาด้วยพระองค์เอง และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๕ องค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลกคนแรกของประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุลดิศกุล

ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ระหว่างวันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ ถึงวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๖ รวมระยะเวลา ๗ ปี ๑๐ เดือน ๓ วัน

ทรงเป็นพระญาติชั้นพระอัยกาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘

__________

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๐

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระนามเดิม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา
(๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๐๕ – ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๘ สิริพระชนมายุ ๙๓ พรรษา)

ทรงเป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา

พระองค์ทรงเป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย รวมทั้งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ต้นราชสกุลมหิดล อันเป็นสายราชสกุลที่สืบราชสันตติวงศ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน

ทรงเป็นสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสมเด็จพระอัยยิกาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นสมเด็จพระปัยยิกาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ระหว่างวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๖ ถึงวันที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๘ รวมระยะเวลา ๑๒ ปี ๑๖ วัน จนถึงต้นรัชสมัยรัชกาลที่ ๙

ทรงเป็นพระอัยยิกาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘

__________

The Most Senior Royal Elders during the Reign of King Rama VIII

(Phra Kunlachet – พระกุลเชษฐ์)

This AI-restored and creatively produced collection presents the portraits of four Royal Elders (Phra Kunlachet) during the reign of
King Ananda Mahidol
(Phra Bat Somdet Phra Paraminthara Maha Ananda Mahidol Phra Atthamaramathibodin, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร), King Rama VIII.

Although His Majesty’s reign was brief, it nonetheless marked a crucial turning point in the dynastic transition of the Chakri Dynasty, reflecting a new structural dynamic within the royal house during the twentieth century.

This transition represented a shift away from the line of royal succession descended from
Queen Sri Patcharindra, the Queen Mother
(Somdet Phra Si Patcharinthra Borommarachininat Phra Borommarachonnani Phan Pi Luang, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง),

towards the line of royal descent originating from
Queen Savang Vadhana, the Royal Grandmother
(Somdet Phra Si Savarindira Borommarachathewi Phra Phan Watsa Aiyika Chao, สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า).

This transformation was not merely a matter of succession by rank, but rather the establishment of the Mahidol line, which would later assume a central role in shaping the structure and public image of the Chakri Dynasty.

__________

“…Children of the principal queen and of the junior queen are to be regarded as born of the same mother, ranked as elder and younger siblings in the line of succession…”

This royal dictum was spoken by King Chulalongkorn
(Phra Bat Somdet Phra Chulachomklao Chao Yu Hua, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) following the death of Prince Maha Vajirunhis, the first Siamese Crown Prince, who had been born to Queen Savang Vadhana (commonly referred to as Mae Klang – “the elder mother”).

His Majesty then expressed the intention to appoint Prince Maha Vajiravudh, born to Queen Saovabha Phongsri (Mae Lek – “the younger mother”), as the new Crown Prince.

When King Vajiravudh ascended the throne, he recognised the inherent instability caused by the absence of a clearly codified succession protocol. This concern was articulated in the Palace Law of Succession, promulgated in B.E. ๒๔๖๗ (A.D. 1924), which stated in part:

“…In times when the King has not appointed a Crown Prince, confusion and contention may arise upon the King’s death, creating opportunities for those acting in bad faith to obstruct the prosperity of the Kingdom…”

The law reaffirmed that succession should proceed from the King to his sons; failing that, to his eldest brother; and thereafter to the sons of that brother. Above all, it affirmed that the appointment of an heir remained the absolute prerogative of the reigning monarch.

In accordance with this principle, King Vajiravudh, lacking a direct heir, temporarily appointed his elder brother Prince Chakrabongse Bhuvanath as Crown Prince. However, the Prince predeceased the King.

Subsequent candidates were excluded either due to maternal foreign nationality or commoner status, ultimately leaving Prince Prajadhipok Sakdidej as the sole remaining eligible brother. He ascended the throne as King Prajadhipok, yet likewise produced no heir and later abdicated.

Upon abdication, the government reviewed eligible successors. All remaining candidates from the Saovabha line were excluded, leading to the legal termination of that branch. Succession therefore reverted to the line of Queen Savang Vadhana, leaving only two royal grandsons:

  • Prince Ananda Mahidol (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล)

  • Prince Bhumibol Adulyadej (พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช)

The National Assembly resolved to invite Prince Ananda Mahidol, the elder grandson, to ascend the throne on ๒ March B.E. ๒๔๗๗, as King Ananda Mahidol.

(Source: Silpa Wattanatham Magazine)

__________

King Ananda Mahidol (Rama VIII)

King Ananda Mahidol
(Phra Bat Somdet Phra Paraminthara Maha Ananda Mahidol Phra Atthamaramathibodin, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร)
(๒๐ September B.E. ๒๔๖๘ – ๙ June B.E. ๒๔๘๙)

He ascended the throne at the age of nine while residing in Lausanne, Switzerland, and ruled under a regency council until reaching legal majority. He returned to Bangkok in B.E. ๒๔๘๑ and again in B.E. ๒๔๘๘, following the end of the Second World War.

On ๙ June B.E. ๒๔๘๙, he was found deceased by gunshot wound in the Boromphiman Throne Hall, Grand Palace, Bangkok. He reigned for twelve years and remains the only Chakri monarch never to have undergone a coronation ceremony.

__________

Definition and Classification of “Phra Kunlachet”

The term Phra Kunlachet (พระกุลเชษฐ์) refers to the highest-ranking members of the royal family, including the monarch, queen consort, heir apparent, all senior princes and princesses, and first-rank princes bearing the title Phra Chao Borommawongse Thoe.

Royal Elders may be classified in two ways:
๑. By royal rank, with the monarch at the apex
๒. By seniority of age within the royal family

This article follows both principles, arranging Royal Elders by appointment and by age.

__________

Royal Elders during the Reign of King Rama VIII

(Phra Kunlachet – พระกุลเชษฐ์)

Phra Kunlachet No. 17

Princess Vani Rattanakanya

(Phra Chao Borommawongse Thoe Phra Ong Chao Wani Rattanakanya, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา)

Princess Vani Rattanakanya was born on 27 January B.E. 2400 (corresponding to B.E. 2401 under the international calendar). She was the thirty-ninth royal daughter of King Mongkut
(Phra Bat Somdet Phra Chom Klao Chao Yu Hua, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), born to Chao Chom Manda Kaeo (née Buranasiri).

She held the position of Royal Elder (Phra Kunlachet) during the reign of King Prajadhipok and continued to do so into the reign of King Ananda Mahidol, until her death on 24 January B.E. 2478 (international calendar B.E. 2479), at the age of 77.

Princess Vani Rattanakanya served as Phra Kunlachet from 26 August B.E. 2476 to 25 January B.E. 2479, a total period of two years, four months, and twenty-nine days.

She was a royal grandaunt of King Ananda Mahidol.

__________

Phra Kunlachet No. 18

Prince Phongsa Dis Mahip

(Phra Chao Borommawongse Thoe Krom Muen Phongsa Dis Mahip, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพงษาดิศรมหิป)

Prince Phongsa Dis Mahip was born as Prince Chaiyanuchit
(Phra Chao Luk Ya Thoe Phra Ong Chao Chaiyanuchit, พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าไชยานุชิต). He was the fifty-fifth royal son of King Mongkut, born to Chao Chom Manda Thiang, Principal Consort, daughter of Phraya Upphantarikamat (Dis Rojanadis).

He was born on 27 August B.E. 2404 and died on 28 January B.E. 2479, at the age of 74.

Prince Phongsa Dis Mahip was the founder of the Chayangkun family line. He served as a Privy Councillor during the reign of King Chulalongkorn and was the first Director-General of the Royal Museum Department.

He held the position of Phra Kunlachet from 25 January B.E. 2479 until 28 January B.E. 2479, a total of three days.

He was a royal granduncle of King Ananda Mahidol.

__________

Phra Kunlachet No. 19

Prince Damrong Rajanubhab

(Somdet Phra Chao Borommawongse Thoe Krom Phraya Damrong Rajanubhab, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

Prince Damrong Rajanubhab was born as Prince Diswara Kumar
(Phra Chao Luk Ya Thoe Phra Ong Chao Diswarakuman, พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร) on 21 June B.E. 2405 and died on 1 December B.E. 2486, at the age of 81.

He was the first Minister of the Interior of Thailand and played an indispensable role in establishing the foundations of modern provincial administration and education. A self-taught historian, he is widely regarded as one of the most influential intellectual figures in Thai history.

On 21 June B.E. 2505, UNESCO recognised him as Thailand’s first World Significant Personality. He was the progenitor of the Diskul family line.

Prince Damrong Rajanubhab served as Phra Kunlachet from 28 January B.E. 2479 until 1 December B.E. 2486, a total of seven years, ten months, and three days.

He was a royal granduncle of King Ananda Mahidol.

__________

Phra Kunlachet No. 20

Queen Savang Vadhana, the Royal Grandmother

(Somdet Phra Si Savarindira Borommarachathewi Phra Phan Watsa Aiyika Chao, สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)

Queen Savang Vadhana was born as Princess Savang Vadhana
(Phra Chao Luk Thoe Phra Ong Chao Sawang Vadhana, พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา) on 10 September B.E. 2405 and passed away on 17 December B.E. 2498, at the age of 93.

She was Queen Consort to King Chulalongkorn and a royal daughter of King Mongkut, born to Princess Piyamavadi Sri Patcharin Mata.

She was the mother of Crown Prince Maha Vajirunhis, the first Siamese Crown Prince, as well as Prince Mahidol Adulyadej, Prince of Songkla, progenitor of the Mahidol royal line, which continues the royal succession of Thailand to the present day.

Queen Savang Vadhana was the maternal aunt of King Vajiravudh and King Prajadhipok, the royal grandmother of King Ananda Mahidol and King Bhumibol Adulyadej, and the great-grandmother of King Vajiralongkorn.

She served as Phra Kunlachet from 1 December B.E. 2486 until 17 December B.E. 2498, a period of twelve years and sixteen days, extending into the early reign of King Rama IX.

__________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Previous
Previous

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑/๓

Next
Next

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗