ราชสกุล เพ็ญพัฒน์
ราชสกุล เพ็ญพัฒน์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระรูปหมู่ของ ราชสกุลเพ็ญพัฒน์ ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖
บุคคลที่ปรากฏในพระรูป (เรียงจากซ้ายไปขวา)
หม่อมเจ้าพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์
เจ้าจอมมารดามรกฎ
พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี
หม่อมเจ้าเผ่าเพ็ญพัฒน์ เพ็ญพัฒน์
กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ในปีสุดท้ายก่อนการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ (ค.ศ. 1910)
_____
การอนุมานโอกาสและช่วงเวลาการถ่ายภาพ
จากการพิจารณาองค์ประกอบของภาพ ลักษณะการจัดวางบุคคล และการที่สมาชิกในครอบครัวปรากฏพร้อมหน้า ผมอนุมานว่าภาพนี้น่าจะถ่ายขึ้นในโอกาส การฉลองครบ ๖๐ ปี (ห้ารอบ / แซยิด) ของเจ้าจอมมารดามรกฎ
การอ่านภาพถ่ายต้นฉบับและการตรวจสอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทำให้สามารถกำหนดช่วงเวลาการถ่ายได้อย่างแม่นยำว่าอยู่ระหว่าง พุทธศักราช ๒๔๕๖–๒๔๕๘ (ค.ศ. 1913–1915) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
_____
หลักฐานกำหนดอายุภาพจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หลักฐานสำคัญที่สุดในการกำหนดอายุภาพ คือ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๒ ซึ่งปรากฏบนพระองค์ของพระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี และได้รับพระราชทานในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ทำให้ภาพนี้ไม่อาจถ่ายก่อนปีดังกล่าวได้
ในขณะเดียวกัน เหรียญและเข็มอื่น ๆ ที่ปรากฏในภาพ ล้วนเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานก่อนหน้านั้นแล้ว
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ของเจ้าจอมมารดามรกฎ
พ.ศ. ๒๔๔๒ – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ฝ่ายใน)
พ.ศ. ๒๔๔๗ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๕ เรือนเงิน
พ.ศ. ๒๔๕๑ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๕ ชั้นที่ ๒ กรอบเพชร พร้อมอักษร “จ.ป.ร.” ลงยาสีแดง
เข็มพระชนมายุศม์มงคล รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒ / ค.ศ. 1909) สร้างขึ้นในโอกาสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ ๕๖ ปี ซึ่งปรากฏประดับโดยบุคคลทั้งหมดในภาพ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ของพระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี
พ.ศ. ๒๔๕๑ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๕ ชั้นที่ ๒ (จ.ป.ร.๒)
พ.ศ. ๒๔๕๖ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๒ (ว.ป.ร.๒)
พ.ศ. ๒๔๖๙ – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน)
พ.ศ. ๒๔๖๙ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๒ (ป.ป.ร.๒)
_____
บทสรุปการกำหนดช่วงเวลา
ภาพนี้ถ่ายขึ้น ก่อนวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ซึ่งเป็นวันที่เจ้าจอมมารดามรกฎถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรควัณโรค สิริอายุได้ ๖๐ ปี ๑๑ วัน ดังนั้นช่วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดคือระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๖–๒๔๕๘ อันสอดคล้องกับชันษาของหม่อมเจ้าเผ่าเพ็ญพัฒน์ เพ็ญพัฒน์ ซึ่งในขณะนั้นมีชันษาประมาณ ๗–๙ ปี
องค์ประกอบทั้งหมดจึงสนับสนุนข้อสันนิษฐานว่า ภาพนี้ถ่ายขึ้นในโอกาส การฉลองครบห้ารอบของเจ้าจอมมารดามรกฎอย่างมีนัยสำคัญ
____________
หมายเหตุทางเทคนิค: เทคนิค Mapping Board ในการบูรณะภาพถ่ายหมู่ที่มีเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายรายการ
ในการบูรณะภาพถ่ายประวัติศาสตร์แบบหมู่ ซึ่งมีบุคคลหลายคนปรากฏพร้อม เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญที่ระลึก เข็ม และเครื่องประดับเชิงพิธี จำนวนมาก ขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำที่สุดในการสอนให้ระบบ AI เข้าใจและลงสีองค์ประกอบเหล่านี้ได้ถูกต้อง คือการจัดทำ Mapping Board สำหรับบุคคลทุกคนที่ปรากฏในภาพ
เทคนิคที่ผมใช้ เริ่มจากการสร้าง เส้นโครงร่าง (outline contour) ของบุคคลแต่ละคนขึ้นใหม่บนพื้นหลังที่สะอาดและเป็นกลาง เพื่อแยกรูปร่าง ท่าทาง สัดส่วน และตำแหน่งของร่างกายออกจากความไม่ชัดเจนของภาพต้นฉบับ ขั้นตอนนี้ช่วยลดสัญญาณรบกวนทางภาพ และทำให้ตำแหน่งของเครื่องราชอิสริยาภรณ์สามารถกำหนดได้อย่างแม่นยำ
เมื่อได้โครงร่างเรียบร้อยแล้ว ผมจะนำ ภาพอ้างอิงของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญ เข็ม และเครื่องหมายทุกชิ้น มาจัดวางลงบนโครงร่างนั้น ตรงตำแหน่งจริงที่ควรประดับบนร่างกาย โดยอ้างอิงจากระเบียบการประดับ หลักฐานเอกสาร และภาพถ่ายร่วมสมัย เพื่อให้ตรงทั้งขนาด ทิศทาง สีของแพรแถบ โทนโลหะ และรายละเอียดเชิงศิลป์
แม้ว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลาและความละเอียดสูง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำให้ AI เข้าใจไม่เพียงแค่ว่าเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้นคืออะไร หากยังรวมถึง ตำแหน่ง ความสัมพันธ์เชิงลำดับ และบริบทของการประดับ เมื่อ Mapping Board ถูกใช้ควบคู่กับ prompt เชิงคำอธิบายอย่างละเอียด ระบบ AI จะสามารถลงสีและสร้างภาพได้อย่างถูกต้อง ลดความผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น การใช้สีแพรแถบผิด การวางตำแหน่งคลาดเคลื่อน หรือการเลือกวัสดุโลหะที่ไม่สอดคล้องกับของจริง
ในทางเทคนิค แม้จะสามารถเพิ่มเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในขั้นตอน post-production ภายหลังได้ แต่กระบวนการดังกล่าวมักต้องใช้การคอมโพสิต การแก้ไขซ้ำ และการปรับแสงเงาอย่างละเอียด ซึ่งในทางปฏิบัติมักใช้เวลามากกว่าการเตรียม Mapping Board ตั้งแต่ต้น การปล่อยให้ AI บูรณะและลงสีได้ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก จึงช่วยรักษาความกลมกลืนของภาพโดยรวม และลดการแก้ไขในขั้นตอนปลายทาง
กล่าวโดยสรุป แม้เทคนิค Mapping Board จะเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการเตรียมงานอย่างพิถีพิถัน แต่กลับเป็นวิธีที่ ประหยัดเวลาในระยะยาว ลดข้อผิดพลาด และรักษาความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบูรณะภาพถ่ายหมู่ที่มีเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายชั้นและหลายบุคคล
____________
ชีวประวัติบุคคลสำคัญที่ปรากฏในพระรูป
เจ้าจอมมารดามรกฎ (พ.ศ. 2398 – พ.ศ. 2458)
เจ้าจอมมารดามรกฎ เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และเป็นสตรีฝ่ายในผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักสยามช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พระองค์ทรงกำเนิดในตระกูลขุนนางชั้นสูง เป็นธิดาของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) กับ ท่านผู้หญิงมหินทรศักดิ์ธำรง (หุ่น) ธิดาของพระยานครอินทร์รามัญ
เจ้าจอมมารดามรกฎมีพระโอรสและพระธิดา ๒ พระองค์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมสยาม ทั้งในด้านวรรณกรรมและดนตรี พระชนมชีพของพระองค์ดำเนินผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของราชสำนัก จากระบบฝ่ายในแบบดั้งเดิม สู่สังคมสมัยใหม่ในปลายรัชกาลที่ ๕ และต้นรัชกาลที่ ๖
เจ้าจอมมารดามรกฎถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรควัณโรค เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ เวลา ๑๓.๒๐ น. ณ ตำหนักในวัง สิริอายุได้ ๖๐ ปี ๑๑ วัน ในค่ำวันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จประทานน้ำหลวงอาบศพ
_____
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี (ประสูติ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๕ – สิ้นพระชนม์ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓)
พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดามรกฎ เมื่อวันอังคาร แรม ๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๓๔
พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถโดดเด่นทางด้านกวีนิพนธ์ โดยเฉพาะผลงาน “นิราศหัวหิน” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นงานวรรณศิลป์ที่งดงาม ทั้งในเชิงภาษา อารมณ์ และโครงสร้างบทประพันธ์ ภายหลังได้มีการจัดพิมพ์ผลงานดังกล่าวในหนังสืองานพระศพของพระองค์ และเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงวรรณกรรมไทย
ในช่วงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากตำหนักต่าง ๆ ภายใน สวนสุนันทา พระราชวังดุสิตสร้างแล้วเสร็จ พระองค์ได้ย้ายมาประทับ ณ ตำหนักดังกล่าว ปัจจุบันอาคารแห่งนี้ยังคงได้รับการอนุรักษ์ และใช้เป็นอาคารของ ภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี ประชวรด้วยพระโรคพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) และพระวักกะ (ไต) สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ สิริพระชันษา ๕๗ ปี และมีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
_____
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์; พ.ศ. ๒๔๑๓ – พ.ศ. ๒๔๕๒)
พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์ เป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดามรกฎ ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงเป็นผู้ประพันธ์บทเพลงอมตะ “ลาวดวงเดือน”ซึ่งยังคงได้รับการบรรเลงและขับร้องมาจนถึงปัจจุบัน
พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุล “เพ็ญพัฒน์”
เสด็จไปศึกษาทางด้านเกษตรศาสตร์จากประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ ขณะพระชันษา ๒๐ ปี เสด็จนิวัตกลับมารับราชการเป็น ผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัยให้อุดหนุนการทำไหมและการทอผ้าของประเทศ โดยได้ว่าจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ทดลองเลี้ยงไหมตามแบบฉบับของประเทศญี่ปุ่น สอนและฝึกอบรมนักเรียนไทยในวิชาการเลี้ยงไหมและการทำไหม พร้อมทั้งสร้างสวนหม่อนและสถานีเลี้ยงไหมขึ้นที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพมหานคร และทรงจัดตั้งกองช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ
ต่อมาในวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๖ กระทรวงเกษตราธิการได้รวมกองการผลิต กองการเลี้ยงสัตว์ และกองช่างไหม ตั้งขึ้นเป็น “กรมช่างไหม” โดยมี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เป็นอธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก
งานหลักของกรมช่างไหม คือการดำเนินงานตามโครงการของสถานีทดลองเลี้ยงไหม เริ่มด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นในพระราชวังดุสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ และเปิดโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นที่ปทุมวัน เรียกว่า “โรงเรียนกรมช่างไหม” เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาวิจัย และฝึกพนักงานคนไทยขึ้นแทนคนญี่ปุ่น ต่อมาโรงเรียนแห่งนี้ได้พัฒนาเป็น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในเวลาต่อมา
วังที่ประทับของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เดิมเป็นบ้านของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) บิดาของเจ้าจอมมารดามรกฎ มีชื่อเรียกว่า วังท่าเตียน (เรียกชื่อตามสถานที่ตั้งวัง เช่นเดียวกับวังจักรพงษ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์) ภายในวังมีโรงละครอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า ปรินส์เทียเตอร์
วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงศักดินา ๑,๕๐๐
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงประชวรวัณโรคภายในมาเป็นเวลานาน แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานแพทย์หลวงมาถวายการรักษา พระอาการก็ยังทรงและทรุดลง จนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ เวลา ๑๖.๐๘ น. สิริพระชันษา ๒๗ ปี
ในคืนนั้น พระบรมวงศานุวงศ์มี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมทั้งเสนาบดี เสด็จสรงน้ำพระศพ เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงในพระลอง ประดิษฐานบนแว่นฟ้า ๒ ชั้น ประกอบพระโกศมณฑปใหญ่ แวดล้อมด้วยเครื่องสูง ๙ องค์ พระสงฆ์มี หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) เป็นประธานสวดสดับปกรณ์
_____
พระโอรส–พระธิดาของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมที่ปรากฏในภาพ
กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เสกสมรสกับ หม่อมเจ้าวรรณวิไลย เพ็ญพัฒน์ (ราชสกุลเดิม กฤดากร) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ มีพระโอรสและพระธิดา ดังนี้
หม่อมเจ้าชายไม่มีพระนาม (๒๕ สิงหาคม – ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๗)
พรรณเพ็ญแข กฤดากร (๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๘ – ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๗) ต่อมาทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อสมรสกับ หม่อมราชวงศ์บรรลือศักดิ์ กฤดากร
นอกจากนี้ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมยังมีพระโอรสกับ หม่อมเทียม (สกุลเดิม คชเสนี) คือ
หม่อมเจ้าเผ่าเพ็ญพัฒน์ เพ็ญพัฒน์ (๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ – ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓) ซึ่งปรากฏในภาพในวัยเยาว์ และเป็นหลักฐานสำคัญในการประมาณอายุภาพ
____________
AI-Restored Group Portrait of the Benbadhana (เพ็ญพัฒน์) Royal Family
Early Reign of King Rama VI
This AI-restored and artistically recreated image is a group portrait of the Benbadhana Royal Family (ราชสกุลเพ็ญพัฒน์), dating to the early reign of King Vajiravudh (Rama VI).
Individuals Appearing in the Portrait
(from left to right)
Mom Chao Phanphenkhae Benbadhana (หม่อมเจ้าพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์)
Chao Chom Manda Morakot Benyakul (เจ้าจอมมารดามรกฎ เพ็ญกุล)
Princess Chudharatana Rajakumari (พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี)
Mom Chao Baobenbadhana Benbadhana (หม่อมเจ้าเผ่าเพ็ญพัฒน์ เพ็ญพัฒน์)
Prince Benbadhanabongse, Prince of Phichai
(Phra Ong Chao Phenphatthanaphong / กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม)
Prince Benbadhanabongse, Prince of Phichai, passed away in B.E. 2452 (1909), the final year before the death of King Chulalongkorn (Rama V) in B.E. 2453 (1910).
Inference of the Occasion and Date of the Photograph
Based on the composition of the image, the arrangement of the figures, and the presence of the entire family group, this photograph is inferred to have been taken on the occasion of the 60th birthday celebration (fifth cycle / saeyid) of Chao Chom Manda Morakot.
Careful examination of the original photograph, together with an analysis of the decorations and insignia, allows the date of the image to be determined with relative precision as between B.E. 2456–2458 (1913–1915), during the reign of King Vajiravudh (Rama VI).
Evidence for Dating Based on Decorations and Insignia
The most significant evidence for dating the photograph is the Royal Cypher Medal of King Rama VI, Second Class, worn by Princess Chudharatana Rajakumari, which was bestowed in B.E. 2456 (1913). This confirms that the photograph could not have been taken earlier than that year.
All other medals and commemorative pins visible in the image were awarded prior to this date.
Decorations of Chao Chom Manda Morakot Benyakul
B.E. 2442 (1899) – Order of Chula Chom Klao, Second Class (for Ladies of the Inner Court)
B.E. 2447 (1904) – Royal Cypher Medal of King Rama IV, Fifth Class, Silver
B.E. 2451 (1908) – Royal Cypher Medal of King Rama V, Second Class, Diamond Frame, with red enamelled “Ch.P.R.” cipher
Royal Longevity Commemorative Pin, Rattanakosin Era 128 (B.E. 2452 / 1909), created to mark the 56th birthday of King Chulalongkorn, equivalent to that of King Rama II; this pin appears on all individuals in the portrait
Decorations of Princess Chudharatana Rajakumari
B.E. 2451 (1908) – Royal Cypher Medal of King Rama V, Second Class (Ch.P.R. II)
B.E. 2456 (1913) – Royal Cypher Medal of King Rama VI, Second Class (V.P.R. II)
B.E. 2469 (1926) – Order of Chula Chom Klao, First Class (for Ladies of the Inner Court)
B.E. 2469 (1926) – Royal Cypher Medal of King Rama VII, Second Class (P.P.R. II)
Summary of the Dating
This photograph was taken before 20 July B.E. 2458 (1915), the date on which Chao Chom Manda Morakot Benyakulpassed away from tuberculosis at the age of 60 years and 11 days. The most probable period is therefore B.E. 2456–2458 (1913–1915).
This timeframe also corresponds with the age of Mom Chao Baobenbadhana Benbadhana, who appears to be approximately 7–9 years old in the image, having been born on 9 May B.E. 2449 (1906).
All evidence strongly supports the conclusion that the photograph was taken to commemorate the fifth-cycle birthday celebration of Chao Chom Manda Morakot.
Technical Note: Mapping Board Technique for Restoring Group Photographs with Multiple Decorations
When restoring historical group photographs that include multiple orders, medals, commemorative pins, and ceremonial insignia, the most efficient and accurate method for training AI systems is to create a mapping board for every individual in the image.
The technique begins with producing a clean outline contour of each figure on a neutral background. This isolates posture, proportions, and body positioning from the visual noise of the original photograph, allowing precise placement of decorations.
Reference images of all medals, orders, pins, and badges are then positioned exactly where they should appear on the body, based on official regulations, archival sources, and contemporary photographic evidence. This ensures accuracy in scale, orientation, ribbon colours, metal tones, and design details.
Although this process is time-consuming, it enables the AI to understand not only the identity of each decoration but also its correct placement and contextual hierarchy. When used alongside a detailed textual prompt, the mapping board significantly reduces common errors such as incorrect ribbon colours, misplaced insignia, or inappropriate material rendering.
While decorations can be added later during post-production, this often requires extensive compositing and repeated corrections. Allowing the AI to render the decorations correctly from the outset ensures visual coherence and saves time in the long term.
Biographical Notes on the Individuals Appearing in the Portrait
Chao Chom Manda Morakot Benyakul (เจ้าจอมมารดามรกฎ เพ็ญกุล)
(B.E. 2398–2458 / 1855–1915)
Chao Chom Manda Morakot was a consort of King Chulalongkorn (Rama V) and a prominent lady of the Inner Court. She was the daughter of Chao Phraya Mahindrasakdi Dhamrong (Peng Benyakul) and Thanpuying Hunn Benyakul, daughter of Phraya Nakhon In Ramanya.
She bore two royal children, both of whom played significant roles in Siamese cultural history, particularly in literature and music. She passed away from tuberculosis on 20 July B.E. 2458 (1915) at 1:20 p.m., aged 60 years and 11 days. On the same evening, Prince Bhanurangsi Savangwongse, Prince Bhanu Bandhu Wongse Waradej, performed the royal ablution rite.
Princess Chudharatana Rajakumari (พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี)
(17 December B.E. 2415 – 31 May B.E. 2473 / 1872–1930)
Princess Chudharatana Rajakumari was a daughter of King Chulalongkorn and Chao Chom Manda Morakot. She was renowned for her literary talent, particularly her poetic work Nirat Hua Hin, later published in her cremation volume and widely praised within Thai literary circles.
During the middle years of King Rama VI’s reign, she resided in a residence within Suan Sunandha Palace, Dusit. The building is preserved today and serves as part of the Faculty of Fine and Applied Arts, Suan Sunandha Rajabhat University.
She passed away on 31 May B.E. 2473 (1930) at the age of 57 and was cremated on 20 March B.E. 2476 (1933) at Wat Thepsirintrawat Ratchaworawihan.
Prince Benbadhanabongse, Prince of Phichai
(Phra Ong Chao Phenphatthanaphong / เพ็ญพัฒนพงศ์; 13 September 1882 – 11 November 1909)
Prince Benbadhanabongse was a son of King Chulalongkorn and Chao Chom Manda Morakot. He was a distinguished composer and the creator of the immortal Thai classical song Lao Duang Duen, and the founder of the House of Benbadhana (ราชสกุลเพ็ญพัฒน์).
He passed away in B.E. 2452 (1909), shortly before the probable date of this photograph, providing an additional key reference point for its dating.
____________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO