เจ้าจอมมารดามรกฎ ในรัชกาลที่ 5
เจ้าจอมมารดามรกฎ ในรัชกาลที่ 5
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นภาพของ เจ้าจอมมารดามรกฎ ในรัชกาลที่ 5 โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายต้นฉบับซึ่งสามารถอนุมานช่วงเวลาการถ่ายได้ว่าประมาณหลังพุทธศักราช 2452 (ค.ศ. 1909) หรือราวหนึ่งปีก่อนการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910)
ช่วงเวลานี้ยังตรงกับปีเดียวกับการสิ้นพระชนม์ของพระโอรส คือ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ซึ่งประชวรวัณโรคภายในมาเป็นเวลานาน แม้จะได้รับการรักษาจากแพทย์หลวง แต่อาการทรุดลงอย่างต่อเนื่อง และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 สิริพระชันษา 27 ปี
ในคืนนั้นพระบรมวงศานุวงศ์มีสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ตลอดทั้งเสนาบดีสรงน้ำพระศพ เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงในพระลอง ประดิษฐานบนแว่นฟ้า 2 ชั้น ประกอบพระโกศมณฑปใหญ่ แวดล้อมด้วยเครื่องสูง 9 องค์ พระสงฆ์มีหม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) เป็นประธานสวดสดับปกรณ์
หลักฐานกำหนดอายุภาพ: เข็มพระชนมายุศม์มงคล
หลักฐานสำคัญที่ช่วยกำหนดช่วงเวลาของภาพนี้ คือ เข็มพระชนมายุศม์มงคล ซึ่งประดับอยู่บนอกเบื้องขวา เข็มดังกล่าวสร้างขึ้นในปีรัตนโกสินทรศก 128 (พ.ศ. 2452 / ค.ศ. 1909) เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 56 ปี เท่ากับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)
ลักษณะของเข็มพระชนมายุศม์มงคล
รูปพระครุฑ
พระหัตถ์ขวาชูอักษรพระปรมาภิไธยย่อ อปร (อิศรสุนทร บรมราชาธิราช – รัชกาลที่ 2)
พระหัตถ์ซ้ายชูอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จปร (จุฬาลงกรณ์ บรมราชาธิราช – รัชกาลที่ 5)
ด้านบนประดิษฐานพระมหาอุณาโลมภายใต้อุณหิศ
ด้านหลังเข็มมีการสอดแพรแถบ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้แพรแถบของเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ยกเว้นผู้ที่เคยได้รับพระราชทานเข็มประพาสยุโรปแล้ว จึงจะใช้แพรแถบของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นรองลงมา
เข็มพระชนมายุศม์มงคลแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่
ชั้นที่ 1 – เข็มทองคำลงยาราชาวดี
ชั้นที่ 2 – เข็มทองคำ
ชั้นที่ 3 – เข็มเงิน
ในวโรกาสเดียวกัน ยังมีการจัดสร้างเหรียญที่ระลึกพระชนมายุศม์มงคล และรางวัลกรอบยู่อี่จากการประกวดเครื่องโต๊ะ ซึ่งเรียกกันว่า “เหรียญราชศิริน้อย”
การอนุมานแพรแถบในการบูรณะภาพ
ภาพถ่ายนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นภาพที่จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานเข็มพระชนมายุศม์มงคล ในการบูรณะและสร้างสรรค์ภาพ ผู้สร้างสรรค์จึงนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดมาประมวลผล เพื่อกำหนดสีแพรแถบให้สอดคล้องกับหลักฐานมากที่สุด
จากรายการเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เจ้าจอมมารดามรกฎได้รับ ได้แก่
พ.ศ. 2442 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ฝ่ายใน)
พ.ศ. 2447 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 5 เรือนเงิน
พ.ศ. 2451 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 2 กรอบเพชร และอักษร จปร ลงยาสีแดง
เนื่องจากเจ้าจอมมารดามรกฎได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพียงครั้งเดียว แม้ตามหลักจะสามารถใช้แพรแถบของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นรองลงมาได้ในบางกรณี แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานด้านเวลาและรายการเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับทั้งหมดแล้ว จึงสามารถสรุปได้ว่า แพรแถบสีชมพูของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบททางประวัติศาสตร์มากที่สุด สำหรับการประดับร่วมกับ เข็มพระชนมายุศม์มงคล ของเจ้าจอมมารดามรกฎ
เจ้าจอมมารดามรกฎ (พ.ศ. 2398 - พ.ศ. 2458) เป็นบุตรีของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) กับ ท่านผู้หญิงมหินทรศักดิ์ธำรง (หุ่น) (ธิดาพระยานครอินทร์รามัญ)
เจ้าจอมมารดามรกฎ มีพระโอรสธิดา 2 พระองค์ คือ
พระองค์เจ้าหญิงจุฑารัตนราชกุมารี ซึ่งทรงพระนิพนธ์ "นิราศหัวหิน"
พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์ ต่อมาเป็น"กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม" ผู้ประพันธ์บทเพลง "ลาวดวงเดือน" และเป็นองค์ต้นราชสกุล "เพ็ญพัฒน์"
เจ้าจอมมารดามรกฎถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรค วัณโรค เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2458 เวลา 13:20 น. ณ ตำหนักในวัง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม สิริอายุได้ 60 ปี 11 วัน ในเวลาค่ำวันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จประทานน้ำหลวงอาบศพ
ภาพบูรณะด้วย AI ภาพนี้จึงไม่เพียงเป็นงานบูรณะภาพถ่ายเก่า หากยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ส่วนบุคคล เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และบริบทของราชสำนักสยามในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 อย่างชัดเจน
_________________
Chao Chom Manda Morakot (เจ้าจอมมารดามรกฎ) in the Reign of King Rama V
This AI-restored and colourised image depicts Chao Chom Manda Morakot (เจ้าจอมมารดามรกฎ) during the reign of King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama V).
Based on historical evidence, the original photograph can be dated to after B.E. 2452 (1909), approximately one year before the king’s death in B.E. 2453 (1910).
This period coincides with the year of death of her son, Prince Pichai Mahintharoddom (กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม), who had suffered from tuberculosis for a prolonged period. Despite medical treatment, his condition deteriorated, and he died on 11 November B.E. 2452 (1909) at the age of 27.
On the night of his death, members of the royal family and senior officials performed the traditional funeral rites. Those present included Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ), the Queen Mother, and Vajiravudh(สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ), the Crown Prince. The funeral followed established court practice, with ritual bathing, placement of the body in the coffin, and chanting led by senior members of the monastic community.
Dating Evidence: The Royal Longevity Commemorative Pin
The key evidence used to date this image is the Royal Longevity Commemorative Pin (เข็มพระชนมายุศม์มงคล), visible on the right side of the chest. This pin was created in Rattanakosin Era 128 (B.E. 2452 / 1909) to commemorate the occasion when King Chulalongkorn reached the age of 56, the same age attained by King Rama II.
Design of the Royal Longevity Commemorative Pin
Shaped as a Garuda
The right claw holds the royal monogram อปร (for King Rama II)
The left claw holds the royal monogram จปร (for King Rama V)
Above is the sacred symbol placed beneath the royal headdress
At the back of the pin, a ribbon is attached. In general, recipients used the ribbon of either the Order of the White Elephant or the Order of the Crown of Thailand. Only those who had previously received the European Tour Medal used a ribbon corresponding to a lower-ranked order.
The pin was issued in three classes:
First Class – gold with enamel
Second Class – gold
Third Class – silver
At the same time, commemorative medals and decorative awards known as the “Lesser Rajasi Medal” were also produced.
Interpreting the Ribbon in the Restoration
It is highly likely that this photograph was taken to mark the awarding of the Royal Longevity Commemorative Pin. In restoring and colourising the image, all available historical information was analysed in order to determine the most appropriate ribbon colour.
The honours received by Chao Chom Manda Morakot were:
B.E. 2442 (1899) – Order of Chula Chom Klao, Second Class (female division)
B.E. 2447 (1904) – Ratana Varabhorn Medal, Rama IV, Fifth Class (silver)
B.E. 2451 (1908) – Ratana Varabhorn Medal, Rama V, Second Class, diamond frame with red-enamelled monogram
As she received a formal order only once, and considering the chronological and documentary evidence, the pink ribbon of the Order of Chula Chom Klao is the most appropriate and historically consistent choice for use with her Royal Longevity Commemorative Pin.
Biographical Summary
Chao Chom Manda Morakot (เจ้าจอมมารดามรกฎ)
Born: 9 July B.E. 2398 (1855)
Died: 20 July B.E. 2458 (1915)
Father: Chao Phraya Mahintharasakthamrong (เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง, Peng Phenkun)
Mother: Than Ying Mahintharasakthamrong (ท่านผู้หญิงมหินทรศักดิ์ธำรง, Hun)
Consort of: King Chulalongkorn (Rama V)
Children:
Princess Chudharatana Rajakumari (พระองค์เจ้าหญิงจุฑารัตนราชกุมารี), author of Nirat Hua Hin
Prince Pichai Mahintharoddom, composer of Lao Duang Duean and progenitor of the Penpat family line
Chao Chom Manda Morakot died of tuberculosis on 20 July B.E. 2458 (1915) at the age of 60.
This AI-restored image therefore serves not only as a visual reconstruction of an early twentieth-century photograph, but also as a historical document linking personal loss, court honours, and the broader context of the Siamese court during the final years of the reign of King Rama V.
_________________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO