สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็น พระรูปของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งและพระอิสริยยศ “พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

พระรูปองค์นี้สามารถอนุมานช่วงเวลาการฉายได้ว่าประมาณ พุทธศักราช ๒๔๕๒ (ค.ศ. 1909) ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งปีก่อนการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ (ค.ศ. 1910)

หลักฐานสำคัญที่ช่วยบ่งชี้ช่วงเวลาของพระรูปองค์นี้ คือ “เข็มพระชนมายุศม์มงคล” ซึ่งประดับอยู่บนพระอุระเบื้องขวา

เข็มพระชนมายุศม์มงคล

เข็มพระชนมายุศม์มงคลสร้างขึ้นในปี รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒ / ค.ศ. 1909) เนื่องในอภิลักขิตสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ คือ ๕๖ พรรษา

ลักษณะของเข็มเป็นรูป พระครุฑ

  1. พระหัตถ์ขวาชูอักษรพระปรมาภิไธยย่อ อปร (อิศรสุนทร บรมราชาธิราช – รัชกาลที่ ๒)

  2. พระหัตถ์ซ้ายชูอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จปร (จุฬาลงกรณ์ บรมราชาธิราช – รัชกาลที่ ๕)

  3. ด้านบนประดิษฐาน พระมหาอุณาโลมภายใต้อุณหิศ

ด้านหลังเข็มสอด แพรแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก (สีแดง แถบน้ำเงิน เหลือง และเขียว) หรือ แพรแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย (สีน้ำเงิน แถบแดง เหลือง และเขียว)
ยกเว้นผู้ที่ได้รับพระราชทาน เข็มประพาสยุโรป แล้ว จะสอดแพรแถบตามสีของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นรองลงมาที่ได้รับพระราชทาน

เข็มพระชนมายุศม์มงคลแบ่งออกเป็น ๓ ชั้น ได้แก่

  1. ชั้นที่ ๑ – เข็มทองคำลงยาราชาวดี

  2. ชั้นที่ ๒ – เข็มทองคำ

  3. ชั้นที่ ๓ – เข็มเงิน

ในวโรกาสเดียวกันนี้ ยังมีการจัดสร้าง เหรียญที่ระลึกพระชนมายุศม์มงคล ขึ้นด้วย เป็นเหรียญรูปไข่ ขนาดประมาณ ๒.๕ × ๓.๐ เซนติเมตร
ด้านหน้าเป็นรูปอักษรพระปรมาภิไธยย่อ อปร และ จปร ภายใต้ตราพระมหาจักรี
ด้านบนเป็น พระมหาพิชัยมงกุฎ ขนาบซ้ายขวาด้วย กระบี่ธุช และ พระครุฑพ่าห์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังมีการพระราชทาน กรอบยู่อี่ เป็นรางวัลในการประกวดเครื่องโต๊ะ ซึ่งเรียกกันว่า “เหรียญราชศิริน้อย”

การอนุมานแพรแถบในการบูรณะภาพ

ในการบูรณะและสร้างสรรค์ภาพสีของพระรูปองค์นี้ ผู้สร้างสรรค์ได้นำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกัน เพื่อกำหนดสีของแพรแถบที่สอดอยู่ด้านหลังเข็มพระชนมายุศม์มงคลของเสด็จพระนางฯ ให้มีความสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับหลักฐาน

โดยทั่วไป ผู้ที่ได้รับพระราชทานเข็มพระชนมายุศม์มงคล จะสอดแพรแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก หรือแพรแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับพระราชทานเข็มประพาสยุโรปแล้ว จึงจะใช้แพรแถบตามสีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นรองลงมา

จาก รายการเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ได้แก่

  1. พ.ศ. ๒๔๒๕ – เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) ฝ่ายใน

  2. พ.ศ. ๒๔๔๗ – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) ฝ่ายใน

  3. พ.ศ. ๒๔๓๖ – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ฝ่ายใน

  4. พ.ศ. ๒๔๔๗ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๒ (ม.ป.ร.๒)

  5. พ.ศ. ๒๔๔๔ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๕ ชั้นที่ ๑ (จ.ป.ร.๑)

  6. พ.ศ. ไม่ปรากฏ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๑ (ว.ป.ร.๑)

  7. พ.ศ. ๒๔๖๙ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๑ (ป.ป.ร.๑)

ผู้สร้างสรรค์จึงอนุมานว่า แพรแถบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเสด็จพระนางฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว ควรเป็นแพรแถบของ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ซึ่งมีสี เหลือง แถบน้ำเงิน แดง และเขียว

นอกจากนี้ ยังได้สร้างสรรค์ เข็มติดพระศอแบบคาเมโอ (cameo brooch) เป็น พระสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เพื่อเสริมความงดงามและให้สอดคล้องกับบริบทของภาพ ทั้งนี้เนื่องจากภาพต้นฉบับมีความพร่ามัว แต่ยังสามารถสังเกตได้ถึงรูปทรงของเครื่องประดับที่เป็นไปได้ในเชิงประวัติศาสตร์และสุนทรียภาพ

______________

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี (10 พฤษภาคม พ.ศ. 2404 – 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2470) หรือที่ชาววังสมัย ร.5 - ร.6 ออกพระนามว่า เสด็จพระนาง เป็นพระมเหสีชั้นลูกหลวงตำแหน่ง พระนางเจ้า พระราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี พระสนมเอก

พระองค์เป็นพระมารดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ซึ่งทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก (ชั้นทูลกระหม่อม) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์แรกที่มีพระชนม์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับเฉลิมพระนามเป็นสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ชาววังจึงออกพระนามว่าสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า นับแต่นั้น

ภายหลัง สมเด็จสิ้นพระชนม์เมื่อวันเสาร์ เดือน 8 ขึ้น 11 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จ.ศ. 1289 (9 กรกฎาคม พ.ศ. 2470) ณ ตำหนักสมเด็จ วังบางขุนพรหม พระชนมายุ 66 พรรษา

________

ประสูติ

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 52 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นลำดับที่ 4 ซึ่งประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี พระสนมเอก (สกุลเดิม: บุนนาค) เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา ตรีศก จ.ศ. 1223 (ตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2404) ทรงร่วมเจ้าจอมมารดากับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบงเบิกบาน และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี เมื่อแรกประสูติในฐานะพระราชธิดาที่ประสูติจากเจ้าจอมมารดา จึงทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี" พระบิดาทรงพระราชนิพนธ์พระคาถาพระราชทานพระนามเป็นภาษาบาลีซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงพระนิพนธ์แปลไว้ว่า

"ธิดาของเราที่บังเกิดแต่สำลีนี้ จงปรากฏโดยนามว่า สุขุมาลมารศรี[note 1] จงทรงนามนั้นไว้ มีความสุขเสมอ อนึ่ง จงมั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีบริวารงดงาม ไม่มีโรค ไม่ลำบาก เจริญโดยลำดับ จงได้ซึ่งที่พึ่งอันบริบูรณ์ด้วยกำลังเป็นที่ต้องใจ"

พระองค์เป็นพระราชธิดารุ่นกลางเช่นเดียวกันกับ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งต่อมา ได้ทรงรับราชการฝ่ายในเป็นพระมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยกัน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบมา พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ในฐานะพระขนิษฐภคินี ทรงเปลี่ยนพระฐานะจาก พระเจ้าลูกเธอ เป็น พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี

________

พระราชเทวีในรัชกาลที่ 5

เมื่อมีพระชนมายุได้ประมาณ 15 พรรษา จากหลักฐานที่ปรากฏพระองค์ทรงเป็นเจ้านายชั้นลูกหลวงพระองค์ที่สองที่ได้ถวายตัวเป็นพระมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และภายหลังพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรีมีพระประสูติการพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง ในปี 2420 ซึ่งทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก (ชั้นทูลกระหม่อม) พระองค์แรกที่มีพระชนม์[note 2] พระองค์จึงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น พระนางเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงรับพระราชทานเครื่องอิสริยยศราชูปโภคลงยาราชาวดี นับว่าเป็นพระมเหสีพระองค์แรกที่มีการเฉลิมพระนามและพระอิสริยยศอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากพระองค์มีพระประสูติการพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนพระยศเป็น "พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี" โดยมีพระบรมราชโองการให้แปลพระนามาภิไธยเป็นภาษาอังกฤษว่า "Her Royal Highness the Princess Consort" (หรือบางครั้งทรงใช้ Her Royal Highness Phra Nang Chao Phra Raj Dhevi) และทรงดำรงฐานันดรศักดิ์นี้จนสิ้นรัชกาลโดยพระองค์มีพระฐานะเป็นพระมเหสีลำดับสาม รองจากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี

________

พระปิตุจฉาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าในรัชกาลที่ 7

เมื่อผลัดแผ่นดิน พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีก็ทรงโศกสลดเช่นเดียวกันกับกับพระมเหสีเทวีพระองค์อื่น ๆ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และปลีกพระองค์ออกจากพระบรมมหาราชวังมานับตั้งแต่นั้น โดยพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ได้เสด็จออกมาประทับที่วังบางขุนพรหมซึ่งรัชกาลที่ 5 พระราชทานให้เป็นวังที่ประทับของพระราชโอรส คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต แต่เนื่องจากทรงเป็นเจ้านายฝ่ายในที่ดำรงพระอิสริยยศสูง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมโขลน และกรมวังจัดคนส่วนหนึ่งมาปฏิบัติถวายการรับใช้อยู่ที่วังนั้น เสมือนหนึ่งยังคงประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังทุกประการ และสมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร พระราชธิดาพระองค์เดียวนั้นได้สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 นี้เอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี ซึ่งทรงเป็น "เสด็จอธิบดี" ว่าราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวังก็ได้เสด็จออกมาประทับยังวังบางขุนพรหมเพื่อปลอบโยนพระราชหฤทัยพระพี่นางฯ ในครั้งนั้นด้วย

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังมีพระบรมราชโองการให้แปลพระนามาภิไธยเป็นภาษาอังกฤษว่า "Her Majesty Queen Sukumalmarsri, Royal Consort of His Majesty King Chulalongkorn" ทั้งนี้ มิได้มีพระบรมราชโองการเปลี่ยนแปลงพระอิสริยยศในทางราชการแต่อย่างใด จึงยังทรงดำรงพระยศเป็นพระนางเจ้าฯ พระราชเทวีจนตลอดรัชกาลที่ 6

มีเกร็ดเล่ากันว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ 6 และ 7 นั้น เนื่องจากเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีมาแต่รัชกาลก่อน ทรงครองพระอิสริยยศสูงสุดเหนือบรรดาพระมเหสีทั้งปวง ประกอบกับทรงเป็น "น้องเล็ก" มาก่อนจึงค่อนข้างแต่จะทรงเอาพระราชหฤทัยพระองค์เอง แต่สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีซึ่งทรงครองพระราชอิสริยยศสมเด็จพระอัครมเหสีมาแต่เดิม และพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทั้ง 2 พระองค์นั้นในฐานะพระเชษฐภคินี (สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าฯ พระบรมราชเทวีนั้น เป็นพระโสทรเชษฐภคินี คือทรงร่วมพระราชบิดา-มารดาเดียวกันกับสมเด็จพระพันปีหลวง ส่วนพระนางเจ้าฯ พระราชเทวีนั้น เป็นพระเชษฐภคินีร่วมพระราชบิดา แต่ต่างพระมารดากันกับสมเด็จพระพันปีหลวง) ก็ทรงประทานอภัยให้เสมอ ในปลายรัชกาลที่ 6 ก่อนที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ จะเสด็จสวรรคตไม่นานนั้น สมเด็จพระเชษฐภคินีทั้ง 2 พระองค์ก็ได้เสด็จไปเยี่ยมพระอาการประชวรสมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระราชวังพญาไท อันเป็นพระราชสำนักของสมเด็จพระพันปีหลวงตั้งแต่สิ้นรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งเสด็จสวรรคต สมเด็จพระพันปีหลวงนั้นถึงกับทรงลงไปกราบถวายบังคมแทบเบื้องพระบาทสมเด็จพระเชษฐภคินีทั้ง 2 พระองค์ ขอพระราชทานอภัยโทษ แล้ว 3 พระองค์พี่น้องก็ทรงกอดกันทรงพระกันแสง จนนางพระกำนัลนางสนองพระโอษฐ์ที่อยู่แถวนั้นต้องร้องไห้ตาม ๆ กันไป

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ขึ้นเป็น "สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี" และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แปลพระนามาภิไธยของทั้ง 2 พระองค์เป็นภาษาอังกฤษว่า "Her Majesty the Queen Aunt" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี จึงมีพระอิสริยศักดิ์เป็นลำดับสองของพระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ 5 เพราะขณะนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระอัครมเหสีทั้ง 2 พระองค์ ได้สวรรคตและทิวงคตไปแล้ว)

________

ในรัชกาลที่ 8

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร คณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยมีพระบรมราชโองการให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรีฯ ในรัชกาลที่ 7 มิได้เป็นสมเด็จพระปิตุจฉาฯ ในรัชกาลที่ 8 อีก ดังนั้น เพื่อป้องกันความสับสนจึงมีประกาศให้ออกพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทั้งนี้ประกาศนี้มิใช่พระบรมราชโองการ และมิใช่พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในหนังสือ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ พระบรมราชวงศ์แห่งประเทศไทย เจฟรีย์ ไฟน์สโตน ระบุไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงสถาปนาพระนางเจ้าฯ พระองค์นี้เป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี" หากแต่ในหนังสือ มหามงกุฎบรมราชสันตติวงศ์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงวินิจฉัยว่า พระอิสริยยศสุดท้าย คือ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดความสับสนทางประวัติศาสตร์ โดยพระองค์ท่านทรงเป็น

  1. พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (ในรัชกาลที่ 5) (ทรงดำรงพระยศนี้มาตลอดรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6)

  2. สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี (ในรัชกาลที่ 7)

แต่ควรออกพระนามว่า สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เนื่องจากเป็นพระอิสริยยศสุดท้ายตามพระบรมราชโองการ และสูงกว่าพระอิสริยยศเดิม ดังเช่นที่ ให้ออกพระนาม เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถว่า สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

________

สิ้นพระชนม์

ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ประมาณสิบวัน สมเด็จฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์พระคาถาพระราชทานพระพรให้แก่กรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ความตอนหนึ่งว่า

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีชีวิตอยู่จนได้ถวายพระพรเธอในปีนี้

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวีสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคพระปับผาสะพิการในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันเสาร์ เดือน 8 ขึ้น 11 ค่ำ ปีเถาะนพศก จ.ศ. 1289 (9 กรกฎาคม พ.ศ. 2470) ณ ตำหนักสมเด็จ วังบางขุนพรหม พระชนมายุ 66 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี พร้อมด้วยพระนัดดา และพระนัดดาทรงเลี้ยง ทรงหมอบเฝ้าฯ อยู่ข้างพระที่ พระศพอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระเกียรติยศถวายไว้อาลัย 100 วันเป็นกรณีพิเศษ พระเมรุ นั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้อำนวยการสร้าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียงหนังสือ "สามก๊ก" แจกเป็นของที่ระลึก และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์โคลงถวายหน้าพระศพทุกสัตมวาร

งานพระราชทานเพลิงพระศพจัดขึ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธาน ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

________

พระกรณียกิจ

พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงว่าราชการแผนกนมัสการ และยังทรงรับราชการเป็นราชเลขานุการิณีส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย เล่ากันว่า เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมักทรงงานอยู่จนดึก พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ ก็มักจะประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วย ทรงหมอบเขียนพระบรมราชโองการตามรับสั่งอยู่จนรุ่งเช้า ใกล้ ๆ กันนั้นมีเจ้าจอมก๊กออ ซึ่งเป็นพระญาติในราชนิกุลบุนนาค อยู่งานคอยถวายรับใช้ทั้ง 2 พระองค์

ถึงแม้ว่าพระมเหสีชั้นลูกหลวงอีกสามพระองค์ จะได้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปก็ตาม แต่พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีกลับมิเคยได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีเลยจนตลอดรัชกาลที่ 5 (เพิ่งจะได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฯ พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ 7 นี้เอง จากนั้นจึงถือว่าทรงดำรงพระยศพระอัครมเหสีพระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ 5 ด้วย แต่การสถาปนาก็กระทำขึ้นเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วถึง 2 แผ่นดิน) พระฐานะอยู่ในลำดับกลาง ๆ เสมอมา ซึ่งอาจเพราะเหตุนี้ ถึงกับได้มีพระดำรัสว่า "แม่นี้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ" (จากพระราชหัตถเลขาพระราชทานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) แม้แต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ยังทรงพระนิพนธ์ไว้ในเรื่อง เจ้าชีวิต ถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีว่า

"ในรัชกาลที่ 5 ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระนางเจ้าฯ พระราชเทวีอยู่ตลอดรัชกาล โดยเหตุผลอันใดผู้เขียนไม่เคยได้ทราบ มีพระราชโอรส-ธิดาประสูติ 2 พระองค์ การที่ท่านไม่ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จฯ นั้นเป็นของแปลก เพราะพระเจ้าอยู่หัวโปรดรักใคร่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง"

หลักฐานแห่งความ โปรดรักใคร่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง นั้น มีปรากฏอยู่เนือง ๆ ดังเช่น พระมเหสีพระองค์นี้ น่าจะทรงเป็น "เมีย" คนแรกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์โคลงพระราชทานให้ พระราชนิพนธ์นั้นมีว่า

สุขุมาลโดยชาติเชื้อ

เผ่าพันธุ์

กายกอปรวรลักษณ์อัน

ละเอียดพร้อม

ไตรทวารประพฤติสรรพ์

สิ่งชอบ ควรแฮ

ละเอียดครบควรนบน้อม

ท่านผู้ สุขุมาล

เนื่องจากตามโบราณราชประเพณี พระมเหสีเทวี พระราชวงศ์ฝ่ายใน รวมถึงสนมกำนัลทั้งปวงจะประทับหรือนั่งเรือพระที่นั่งลำเดียวกับพระมหากษัตริย์มิได้ แต่ในคราวที่เสด็จประพาสบางปะอิน เมื่อพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ ทรงเตรียมการเรือพระที่นั่งเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาถึงพอดี พระราชเทวีจึงจำต้องรีบเสด็จออกไป ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสงสาร มีรับสั่งให้พระนางเจ้าฯ พระราชเทวีเสด็จกลับมาประทับภายในเรือพระที่นั่งองค์เดียวกัน จัดเป็นครั้งแรกที่มีพระราชวงศ์ฝ่ายในได้ประทับร่วมเรือลำเดียวกับพระมหากษัตริย์

อีกหลักฐานหนึ่งแห่งความไว้วางพระราชหฤทัย ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติการณ์กับประเทศฝรั่งเศส (วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรอมพระราชหฤทัยมาก ถึงกับมีพระราชประสงค์จะเสด็จสวรรคต และได้ทรงพระราชนิพนธ์ความในพระราชหฤทัยขึ้นมา และพระราชนิพนธ์นั้นได้ทรงส่งไปพระราชทานเจ้านายเพียง 2 พระองค์เท่านั้น คือ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสนองพระราชนิพนธ์นั้น โดยพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯได้ทรงพระนิพนธ์โคลงสี่สุภาพถวาย โคลงนั้นมีความว่า

สรวมชีพข้าบาทผู้

ภักดี

พระราชเทวีทรง

สฤษฎ์ให้

สุขุมาลมารศรี

เสนอยศ นี้นา

ขอกราบทูลท่านไท้

ธิราชเจ้าจอมสยาม

ประชวรหนักอกข้า

ทั้งหลาย ยิ่งแล

ทุกทิวาวันบวาย

คิดแก้

สิ่งใดซึ่งจักมลาย

พระโรค เร็วแฮ

สุดยากเท่าใดแม้

มากม้วยควรแสวง

หนักแรงกายเจ็บเพี้ยง

เท่าใด ก็ดี

ยังบหย่อนหฤทัย

สักน้อย

แม้พระจะด่วนไกล

ข้าบาท ปวงแฮ

อกจะพองหนองย้อย

ทั่วหน้าสนมนาง

________________

Portrait of Queen Sukumalmarsri, Royal Consort

(สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี)

The restored and AI-created image presented here depicts Queen Sukumalmarsri (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) during the period when she held the rank and royal style of “Her Royal Highness Queen Sukumalmarsri, Royal Consort” (พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี) in the reign of King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, รัชกาลที่ ).

This portrait may be dated, by historical inference, to approximately B.E. 2452 (A.D. 1909)—only one year prior to the passing of King Chulalongkorn in B.E. 2453 (A.D. 1910).

The most significant visual evidence supporting this dating is the presence of the Royal Longevity Commemorative Brooch (เข็มพระชนมายุศม์มงคล), worn on the right side of her chest.

The Royal Longevity Commemorative Brooch

(เข็มพระชนมายุศม์มงคล)

The Royal Longevity Commemorative Brooch was created in Rattanakosin Era 128 (B.E. 2452 / A.D. 1909) to mark the auspicious occasion when King Chulalongkorn (Rama V) attained the same age—56 years—as King Phutthaloetla Naphalai (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย, รัชกาลที่ ).

The brooch takes the form of the Garuda (พระครุฑ) and is composed as follows:

  1. The right hand of the Garuda raises the royal cypher อปร (A.P.R.), representing Isarasundhorn Borommaracha Dhiraj (Rama II).

  2. The left hand raises the royal cypher จปร (C.P.R.), representing Chulalongkorn Borommaracha Dhiraj (Rama V).

  3. Above is placed the Great Unalome beneath the Royal Usnisa (พระมหาอุณาโลมภายใต้อุณหิศ).

At the reverse, the brooch is fitted with either:

  • the Order of the White Elephant ribbon (แพรแถบช้างเผือก: red with blue, yellow, and green stripes), or

  • the Order of the Crown of Siam ribbon (แพรแถบมงกุฎ: blue with red, yellow, and green stripes).

An exception applies to recipients of the European Tour Commemorative Brooch (เข็มประพาสยุโรป), who were permitted to use the ribbon of the next lower order bestowed upon them.

The Royal Longevity Brooch was issued in three classes:

  1. First Class – gold with royal vitreous enamel

  2. Second Class – gold

  3. Third Class – silver

Associated Commemorative Objects

On the same occasion, a Royal Longevity Commemorative Medal was produced.
This oval medal, measuring approximately 2.5 × 3.0 cm, bears on its obverse the intertwined royal cyphers อปร and จปรbeneath the Chakri emblem, surmounted by the Great Crown of Victory (พระมหาพิชัยมงกุฎ) and flanked by the Royal Sword of Victory (กระบี่ธุช) and the Garuda (พระครุฑพ่าห์).

Additionally, a royally bestowed yui-shaped frame was awarded as a prize in ceremonial tableware competitions; this distinction was known as the “Lesser Royal Sirin Medal” (เหรียญราชศิริน้อย).

Reconstruction of the Ribbon Colours

In restoring and colourising this portrait, the artist synthesised all available historical data in order to determine the most plausible ribbon worn behind the Royal Longevity Brooch.

In principle, recipients wore either the White Elephant or Crown of Siam ribbon, unless they had received the European Tour Brooch, in which case the ribbon of the next lower order applied.

Based on Queen Sukumalmarsri’s decorations, including:

  • The Ancient and Auspicious Order of the Nine Gems (นพรัตนราชวราภรณ์), bestowed in B.E. 2447 (A.D. 1904),

the artist has reasonably concluded that the ribbon shown should correspond to that order, namely yellow with blue, red, and green stripes.

Furthermore, a cameo brooch has been artistically added at the neckline, bearing a painted royal portrait (พระสาทิสลักษณ์) of King Chulalongkorn (Rama V). Although the original photograph is blurred, the form and placement of such an ornament are historically plausible and aesthetically coherent within the context of the image.

Life and Royal Status

Queen Sukumalmarsri (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) was born on 10 May B.E. 2404 (A.D. 1861) and passed away on 9 July B.E. 2470 (A.D. 1927).

She was a royal daughter of King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), born of Chao Khun Chom Manda Samli (เจ้าคุณจอมมารดาสำลี) of the Bunnag family, and thus held the rank of luk luang (royal-born consort).

She was the mother of:

  • Princess Suddhatipyarat, Princess of Si Ratana Kosin (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร), and

  • Prince Paribatra Sukhumbandhu, Prince of Nakhon Sawan Worapinit (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต).

In the reign of King Prajadhipok (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว), she was elevated to the title “Queen Aunt”, formally styled Her Majesty the Queen Aunt, becoming Queen Sukumalmarsri, Queen Aunt and Senior Royal Consort.

She passed away at Bang Khun Phrom Palace at the age of 66, and was accorded exceptional royal funerary honours. Her cremation took place on 17 May B.E. 2471 (A.D. 1928) at Sanam Luang, with King Prajadhipok and Queen Rambhai Barni presiding.

Royal Service and Intimacy with the King

Queen Sukumalmarsri served in the Department of Royal Worship and acted as personal secretary to King Chulalongkorn. She frequently remained with the King late into the night, drafting royal commands at his side until dawn.

Despite never being formally elevated to Queen Consort during Rama V’s reign, she was widely acknowledged as one of the King’s most trusted and beloved consorts. This intimacy is attested by royal poems composed by the King himself, and by extraordinary departures from court protocol—most notably when she became the first woman of the Inner Court ever permitted to share the royal barge with the King.

During the Franco–Siamese Crisis of 1893 (R.S. 112), when the King was profoundly distressed, he entrusted his most personal writings to only two individuals: Queen Sukumalmarsri and Prince Damrong Rajanubhab. In response, she composed a classical four-line verse expressing unwavering loyalty and devotion, preserved as a rare testament to her position in the King’s inner emotional world.

The King’s Verse

By King Chulalongkorn (Rama V)
(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

Sukumalmarsri, by birth and lineage,
of noble and refined descent;

your person is endowed with grace,
delicate and complete in form.

In conduct of body, speech, and mind,
you observe what is fitting and right;

in every aspect, you are worthy of reverence—
a woman truly deserving the name Sukumal.

The Queen’s Reply

By Queen Sukumalmarsri, Royal Consort
(พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี)

I gather my life, I, your servant,
bound by unwavering loyalty.

You, my Sovereign, have bestowed upon me
the name Sukumalmarsri,
granting me honour and standing.

I humbly prostrate myself before Your Majesty,
Lord of Siam.

My heart is burdened with grievous sorrow;
each day I search for a way to ease Your Majesty’s suffering.

Whatever may hasten relief from Your illness,
however arduous or perilous the path,
it must be pursued.

Though my own body be frail and in pain,
my devotion does not waver.

Should Your Majesty depart before us,
we, your servants, would be undone;
our hearts would swell and break,
sorrow flooding the Inner Court.

Contextual Note

Read together, these verses form a rare personal exchange:

  • The King’s verse affirms character, refinement, and moral worth — not beauty alone.

  • The Queen’s reply is not romantic rhetoric, but a declaration of shared responsibility, loyalty, and fear of loss.

This exchange is extraordinary in Siamese royal culture, where emotional candour between monarch and consort was seldom preserved in writing. It confirms Queen Sukumalmarsri’s role not merely as a royal consort, but as a human confidante at a moment of national and personal crisis

________________

Special thanks: พระประวัติ https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า_สุขุมาลมารศรี_พระอัครราชเทวี

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Next
Next

“พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี” เจ้านาย 6 แผ่นดิน เหลน “เจ้าอนุวงศ์” แห่งเวียงจันทน์