ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ)
ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ) ป.ธ ๔ อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะราชวรวิหาร ถ่ายไว้แต่เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ราชทินนาม พระเทพมุนี ก่อนปี พ.ศ ๒๔๖๖ (1923)(สมัยรัชกาลที่ ๖)
พระธรรมดิลก (อิ่ม) วัดราชบูรณะ กรุงเทพฯ เป็นพระเถราจารย์สมัยรัชกาลที่ ๕-๖
พระธรรมดิลก (อิ่ม) วัดราชบูรณะ เป็นชาวเจ้าเจ็ด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทพรังษี บ้านเจ้าเจ็ด แล้วย้ายมาอยู่ที่วัดราชบูรณะ กรุงเทพมหานคร จนอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดราชบูรณะ โดยมีพระธรรมวโรดม (สมบูรณ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทสิริ” ขณะที่เป็นสามเณรอยู่ที่วัดราชบูรณะนั้น ท่านสอบได้เปรียญ ๓ ประโยค ภายหลังจึงได้แปลอีก ๑ ประโยค รวมเป็น ๔ ประโยค
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปลัด ฐานานุกรมของพระธรรมไตรโลกาจารย์ (แสง)
พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้เป็นพระครูปลัดสุวัฒนสุตคุณ ฐานานุกรมของพระธรรมวโรดม
พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้รับสมณศักดิ์พระราชาคณะที่ “พระศิริธรรมมุนี”
พ.ศ. ๒๔๓๘ ได้เลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระราชเมธี ศรีประสาธน์สุตาคม”
พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข
พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระเทพมุนี และย้ายกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ
พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนขึ้นมาเป็นที่พระธรรมดิลก และสมณศักดิ์พระธรรมดิลกนี้ เป็นครั้งแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่แต่งตั้งขึ้นในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ และท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์นี้เป็นรูปแรก หลังจากที่ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระธรรมดิลกได้เกือบหนึ่งปี ท่านก็ได้มรณภาพในวันที่ ๑ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ สิริอายุได้ ๗๗ ปี พรรษา ๕๕
_________
ในภาพประดับด้วยพัดรอง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึง ๖
พัดรองในภาพ ได้แก่
แถวบน (จากซ้าย)
๑. พัดรองงานพระศพพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา พ.ศ. ๒๔๕๕ (ค.ศ. ๑๙๑๒)
๒. พัดรองพระราชพิธีสมภาคาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครองราชย์เสมอรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๓๘ (ค.ศ. ๑๘๙๕) ภาคทักษิณานุปทาน
๓. ?
๔. พัดยศพระราชาคณะเสมอชั้นเทพ ราชทินนาม “พระเทพมุนี”
๕. ?
๖. พัดรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๔๗ (ค.ศ. ๑๙๐๔)
๗. พัดตราพระครุฑพ่าห์ งานพระราชพิธีรัชมงคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗)
แถวที่สอง (จากซ้าย)
๑. พัดพระพิมานไพชยนต์ สำหรับงานพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พ.ศ. ๒๔๖๓ (ค.ศ. ๑๙๒๕)
๒. พัดทวีธาภิเศก พัดรองที่ระลึกพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชสิริราชสมบัติครบสองเท่าแห่งรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๔๖ (ค.ศ. ๑๙๐๓)
๓. พัดรองเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ (ค.ศ. ๑๘๙๓)
๔. พัดไอยราพรต พัดที่จัดทำขึ้นเป็นที่ระลึกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๑๖ (ค.ศ. ๑๘๗๓) นับเป็นพัดรองที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นเล่มแรกของสยาม
๕. ?
๖. พัดพระชนมายุสมมงคล พัดรองที่ระลึกในการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาเสมอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. ๑๙๐๙)
๗. พัดรองที่ระลึกงานพระศพสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พ.ศ. ๒๔๖๓ (ค.ศ. ๑๙๒๐)
แถวที่สาม (จากซ้าย)
๑. พัดรองที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๕๔ (ค.ศ. ๑๙๑๑)
๒. พัดรองงานเฉลิมฉลองพระพุทธนรสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และพิธีผูกพัทธสีมา พ.ศ. ๒๔๔๒ (ค.ศ. ๑๘๙๙)
๓. พัดพระบรมศพ พัดรองที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๕๓ (ค.ศ. ๑๙๑๐) เป็นพัดหน้านางพื้นสีดำ ปักลายคล้ายน้ำไหล สันนิษฐานว่าแทนความอาลัยของราษฎร กลางพัดปักดิ้นเป็นพระปรมาภิไธยย่อ “จ.ป.ร.” ภายใต้พระจุลมงกุฎ ในทรงพระบรมโกศ ประดิษฐานบนพระแท่นประกอบเกรินสองข้าง ขอบพัดปักธรรมคาถาอักษรขอมภาษาบาลี
๔. พัดรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๕๕ (ค.ศ. ๑๙๑๒)
แถวที่สี่
๑. พัดสมเด็จพระพันปีหลวง พัดรองที่ระลึกพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕๐ พรรษา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พ.ศ. ๒๔๕๖ (ค.ศ. ๑๙๑๓) เป็นพัดหน้านางปักไหมสี เป็นพระนามาภิไธยย่อ “ส.ผ.” ภายใต้พระมหามงกุฎ
_________
ความหมาย “พัดรอง” คือพัดหรือตาลปัตรที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นถวายแก่พระสงฆ์เป็นที่ระลึกในการพระราชพิธีสำคัญ หรือที่ประชาชนสร้างขึ้นเองตามคติทางพระพุทธศาสนา
ทำไมพระต้องถือตาลปัตร?
เมื่อเราไปทำบุญที่วัดหรือนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีกรรมต่าง ๆ
ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ใด
เรามักจะเห็น “ ตาลปัตร ” อยู่คู่กับการสวดของพระอยู่เสมอ
ซึ่งส่วนใหญ่คงจะเคยชิน แต่คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบว่า
เหตุใดพระสงฆ์จึงต้องใช้ตาลปัตรปิดหน้าเวลาสวด
คำว่า “ ตาลปัตร ” หรือ ตาลิปัตร
เป็นคำภาษาไทยที่นำมาจากภาษาบาลีว่า ตาล ปตฺต แปลว่า ใบตาล
ซึ่งใบตาลนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้บังแดดและใช้พัดลมมาตั้งแต่โบราณ
และเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในประเทศเมืองร้อน
ดังนั้น ตาลปัตร จึงหมายถึง พัดที่ทำจากใบตาลนั่นเอง
โดยคำว่า “ พัด ” ที่ภาษาบาลีเรียกว่า “ วิชนี ” นี้
มีความหมายว่า เครื่องโบกหรือเครื่องกระพือลม
และไทยได้นำมาแปลงเป็น “ พัชนี ”
ต่อมาคงเรียกกร่อนคำให้สั้นลงเหลือเพียง “ พัช ” ออกเสียงว่า “ พัด ”
แล้วก็คงใช้เรียกและเขียนกันจนลืมต้นศัพท์ไป
“ ตาลปัตร ” หรือบางแห่งก็ใช้คำว่า “ วาลวิชนี ”
(ที่เดิมหมายถึง เครื่องพัดโบกสำหรับผู้สูงศักดิ์)นี้
ดั่งเดิมคงหมายถึง สิ่งที่ใช้พัดวีเช่นเดียวกัน
จะต่างกันก็ตรงวัสดุที่ใช้ คือ ตาลปัตรทำด้วยใบตาล
แต่ วาลวิชนีอาจจะทำด้วยวัสดุอื่นๆ เช่น ผ้าแพร ขนนก ขนหางสัตว์ เป็นต้น
ซึ่งสมัยก่อน “ พัด ” ที่พระถือกันอยู่สมัยแรกทำด้วยใบตาล
จึงเรียกว่า “ ตาลปัตร ”
ต่อมาแม้จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นวัสดุอื่น
หรือตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารอย่างไร
ก็ยังเรียก “ ตาลปัตร ” อยู่เช่นเดิม
และถือเป็นสมณบริขารอย่างหนึ่งของพระสงฆ์
สำหรับ สาเหตุที่พระสงฆ์นำ “ ตาลปัตร ” มาใช้ นั้น
ได้มีผู้ให้ความเห็นต่างๆกันไป
บางท่านก็ว่า การใช้ตาลปัตรครั้งแรกดั่งเดิมนั้น
มิใช่เพื่อบังหน้าเวลาเทศน์
แต่ใช้ เพื่อกันกลิ่นเหม็นของศพที่เน่าเปื่อย
เนื่องจาก พระสงฆ์ในสมัยโบราณจะต้องบังสุกุลผ้าห่อศพไปทำจีวร
ดังนั้น ท่านจึงต้องใช้ใบตาลขนาดเล็กมาบังจมูกกันกลิ่น
จากนั้นต่อมาก็เลยกลายเป็นประเพณีของสงฆ์
ที่จะถือตาลปัตรไปทำพิธีต่างๆ
โดยเฉพาะในพิธีปลงศพ
บางท่านก็ว่าการที่พระถือตาลปัตรในระหว่างการแสดงธรรมเทศนา
หรือสวดพระปริตร
ก็ เพราะพระพุทธเจ้าทรงถือตาลปัตรเมื่อเสด็จ
ไปโปรดพระพุทธบิดา คือพระเจ้าสุทโธทนะ
พระสงฆ์จึงได้ปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ยังมีผู้สันนิษฐานว่า เกิดจากเนื่องจาก
สภาพจิตใจของผู้ฟังธรรมมีหลายระดับ จึงต้องมีการป้องกันไว้ก่อน
ดังเรื่องเล่าที่ว่า พระสังกัจจายน์ พระสาวกที่สำคัญรูปหนึ่ง
ท่านมีรูปงามหรือพูดง่ายๆว่าหล่อมาก
ขณะที่แสดงธรรมโปรดอุบาสก อุบาสิกาอยู่นั้น
ทำให้สตรีบางคนหลงรักท่านอย่างมาก
และด้วยภาวะจิตที่ไม่บริสุทธิ์ของสตรีเหล่านี้
จึงก่อให้เกิดบาปขึ้น
เมื่อท่านรู้ด้วยญาณ
จึงได้อธิษฐานจิตให้ตัวท่านมีรูปร่างอ้วนใหญ่พุงพลุ้ยกลายเป็นไม่งาม
อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
และเป็นเหตุให้พระสงฆ์ต้องหาเครื่องกำบังหน้าเวลาเทศน์
หรือประกอบพิธี เพราะ ต้องการให้ผู้ฟัง ได้ฟังแต่ธรรมจากท่านเท่านั้น
มิใช่มัวแต่มองหน้าหลงรูป
อย่างไรก็ดี แม้ว่าต้นกำเนิดของการที่พระสงฆ์ต้องถือตาลปัตร
จะยังไม่แน่ชัดว่าแท้จริงเป็นมาอย่างไร
แต่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ได้ทรงประทานความเห็นไว้ว่า
ความคิดที่ให้พระสงฆ์ถือตาลปัตรคงมาจากลังกา
เพราะมีพุทธประวัติปรากฏใน “ ปฐมสมโพธิ ”
ซึ่งต้นฉบับเขียนขึ้นในลังกา
โดยพระพุทธรักขิตาจารย์ กล่าวถึงเทพบริวารสององค์
ที่ขนาบองค์พระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์
คือ สันดุสิตเทวราชจะถือพัด ที่เรียกว่า วิชนี
ที่มีรูปร่างคล้ายพัดใบตาลอยู่เบื้องขวา
และสยามะเทวราชทรงถือจามร (แส้)อยู่เบื้องซ้ายเพื่ออยู่งาน
และอาจเป็นเครื่องแสดงดุจเป็นเครื่องสูง
ที่ใช้ถวายพระสมณศักดิ์แห่งพระพุทธองค์ด้วย
และเมื่อลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่หลายและเป็นที่เลื่อมใสกันในยุคนั้น
ทั้งในประเทศพม่า ลาว กัมพูชาและไทย
จนเป็นที่เชื่อกันว่าพระสงฆ์ที่ได้บวชเรียนในลัทธิลังกาวงศ์
จะต้องมีความรู้ทางพระศาสนาลึกซึ้งมากกว่าพระสงฆ์ที่บวชในลัทธิอื่น
ที่มีมาแต่เดิม
ดังนั้น พุทธศาสนิกชนในไทยที่เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาจากลังกาวงศ์
ก็ย่อมรับเอาพิธีกรรมและประเพณีต่างๆที่เกี่ยวกับสังฆพิธีมาด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการถือตาลปัตรหรือการตั้งสมณศักดิ์
เพราะท่านว่าจากตรวจสอบศึกษาศิลปะอินเดียโบราณสมัยต่างๆ
โดยเฉพาะจากประติมากรรม
ยังไม่พบรูปพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ หรือพระสมณะถือตาลปัตรเลย
ดังนั้น การที่พระสงฆ์ถือตาลปัตร
จึงไม่น่าจะเป็นคติดั่งเดิมจากอินเดีย
แต่น่าจะมาจากลังกาตามหลักฐานที่ว่าข้างต้น
ส่วนนักบวชที่มิได้เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสน
ก็ปรากฏว่ามีการถือตาลปัตรด้วยเช่นกัน
ดังจิตรกรรมฝาผนังที่วัดช่องนนทรี
อันเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย
เขียนเป็นภาพทศชาติตอนชาดก เรื่อง พรหมนารถ
ก็มีภาพพระเจ้าอังคติกำลังสนทนากับเดียรถีย์
ซึ่งแสดงตนเป็นบรรชิตนั่งอยู่เหนือพระองค์
เดียรถีย์ในภาพจะถือพัดขนาดเล็กรูปร่างคล้ายตาลปัตร
จึงทำให้ สันนิษฐานได้ว่า
ตาลปัตรสมัยโบราณอาจจะเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นนักบวชก็ได้
เพราะแม้แต่ฤษีก็ยังถือพัด
ซึ่งบางครั้งก็มีรูปร่างคล้ายวาลวิชนี และบางครั้งก็คล้ายพัดขนนก
ซึ่งพระสงฆ์ไทยก็เคยใช้เป็นตาลปัตรอยู่ระยะหนึ่งเช่นกัน
และจากความศรัทธาที่ฆราวาสถือว่า
ตาลปัตร เป็นของใช้อย่างหนึ่งของพระสงฆ์
จึงได้เกิดความคิดนำไปถวายพระ
โดยชั้นแรกคงเป็นใบตาลตามคติเดิม
ต่อมาใบตาลอาจจะเสื่อมความนิยม
เพราะเป็นของพื้นบ้านหาง่าย ไม่เหมาะจะถวายพระ
เลยอาจนำพัดของตนที่ทำด้วยไม้ไผ่สาน
หรือขนนกไปถวายให้พระใช้แทนใบตาล
โดยอาจจะถวายด้วยตนเอง
หรือให้ทายาทนำพัดของบิดามารดาผู้ล่วงลับไป
ถวายเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดาของตนก็ได้
จึงทำให้ตาลปัตรมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ
และมีพัฒนาการเช่นเดียวกับศิลปกรรมประเภทอื่นๆ
ดังจะได้เห็นว่านอกจากทำจากใบตาลเดิมแล้ว
ยังทำจากวัสดุอื่นที่คิดว่างามและหายาก
เช่น ไม้ไผ่สาน งาสาน ผ้าแพรอย่างดี ขนนก
หรือมีการปักดิ้นเงินดิ้นทอง หรือประดับด้วยอัญมณีต่างๆ
สุดแต่กำลังศรัทธาที่จะถวาย ซึ่งตาลปัตรนี้ถือว่า
เป็นของมงคลอย่างหนึ่งใน ๑๐๘ มงคล
ที่ปรากฏในรอยพระพุทธบาทด้วย
โดยทั่วๆไป เมื่อพูดถึง ตาลปัตร
ในความหมายของพระสงฆ์จะเรียกว่า “ พัดรอง ”
คือ พัดที่เราเห็นพระใช้กันอยู่ในงานกุศลพิธีทั่วไป มักทำเป็น พัดหน้านาง
คือ พัดที่มีลักษณะรูปไข่ คล้ายเค้าหน้าสตรี
มีด้ามยาวตรงกลาง ยาวประมาณ ๗๐ ซม.
ส่วนพัดที่มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า “ พัดยศ ” นั้น
เป็นพัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พระสงฆ์
พร้อมกับพระราชทานสมณศักดิ์
เพื่อเป็นสิ่งประกาศเกียรติคุณหรือบอกชั้นย
ที่พระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานนั้นว่า เป็นชั้นอะไร
คล้ายๆกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ข้าราชการหรือประชาชนได้รับ
ซึ่งพัดยศที่เราเห็นจะมี ๔ ลักษณะ คือ
๑.พัดหน้านาง
มีลักษณะอย่างที่กล่าวข้างต้น
เป็นพัดยศสมณศักดิ์ระดับพระครูฐานานุกรมขึ้นไป
รวมทั้งเป็นพัดยศเปรียญด้วย
๒.พัดพุดตาน
มีลักษณะเป็นวงกลม รอบนอกหยักเป็นแฉกคล้ายกลีบบัว
เป็นพัดยศสมณศักดิ์ตั้งแต่ระดับพระปลัด พระครูปลัด ขึ้นไป
จนถึงชั้นพระครูสัญญาบัตร
๓.พัดแฉกเปลวเพลิง
ใบพัดจะมีลักษณะทรงพุ่มเข้าบิณฑ์ มีแฉกคล้ายเปลวเพลิง
เป็นพัดยศสมณศักดิ์ระดับพระครูเจ้าคณะจังหวัด
และพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก
๔.พัดแฉก ใบพัดมีลักษณะเป็นแฉกทรงพุ่มเข้าบิณฑ์
มีกลีบอย่างน้อย ๕-๙ กลีบ 1912
เป็นพัดยศตั้งแต่ระดับพระราชาคณะถึงสมเด็จพระราชาคณะ
สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของพระสงฆ์
ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะหรือราชาคณะ
เมื่อได้รับพระราชทาน “ ตาลปัตรแฉก ” เป็นพัดยศ
เมื่อได้รับนิมนต์ให้เข้าไปถวายพระธรรมเทศนาในงานพระราชพิธีต่างๆ
จะต้องนำพัดเข้าไป ๒ เล่ม
คือ “ พัดยศ ” ประกอบสมณศักดิ์เล่มหนึ่ง
และ “ พัดรอง ” อีกเล่ม
เมื่อขึ้นธรรมาสน์ถวายศีลนั้น กำหนดให้ใช้พัดรอง
ครั้งจบพระธรรมเทศนาแล้ว
เมื่อจะถวายอนุโมทนาและถวายอดิเรกจึงจะใช้พัดยศ
สำหรับ “ ตาลปัตร ” ที่เราทำถวายพระ
ไม่ว่าจะเนื่องใตวันเกิด วันสถาปนาหน่วยงาน หรือในพิธีการต่างๆ
ส่วนใหญ่ก็คือ “ พัดรอง ” ที่กล่าวถึงข้างต้นนั่นเอง
.......................
อมรรัตน์ เทพกำปนาท
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม
เรียบเรียงจากหนังสือตาลปัตรและเครื่องประกอบสมณศักดิ์
ของณัฎฐภัทร จันทวนิช
และประวัติ สมณศักดิ์และพัดยศ
โดยวิเชียร อากาศฤกษ์และสุนทร สุภูตะโยธิน
_________
Chao Khun Phra Thammadilok (Imm Candasiri)
(ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก (อิ่ม จนฺทสิริ))
The image restored and recreated using AI technology is a portrait of Chao Khun Phra Thammadilok (Imm Candasiri)(ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก (อิ่ม จนฺทสิริ)), Pali Studies Grade IV (ป.ธ. ๔), former abbot of Wat Ratchaburana Ratchaworawihan (วัดราชบูรณะราชวรวิหาร). The photograph was taken while he still held the ecclesiastical rank of royal prelate of the Thep class under the title Phra Thep Muni (พระเทพมุนี), before B.E. 2466 (1923), during the reign of King Rama VI (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว).
Phra Thammadilok (Imm) of Wat Ratchaburana, Bangkok, was a distinguished senior monk of the reigns of King Rama V and King Rama VI.
He was born in B.E. 2390 (1847) in Chao Chet (เจ้าเจ็ด), Phra Nakhon Si Ayutthaya Province (พระนครศรีอยุธยา). At the age of thirteen, he was ordained as a novice at Wat Thep Rangsi (วัดเทพรังษี) in his native village before moving to Wat Ratchaburana in Bangkok. Upon reaching the appropriate age, he was ordained as a bhikkhu at Wat Ratchaburana, with Phra Thammavarodom (Sombun) (พระธรรมวโรดม (สมบูรณ์)) serving as his preceptor. He received the Pali name “Candasiri” (จนฺทสิริ).
While still a novice at Wat Ratchaburana, he passed three levels of the Pali examination and later completed a fourth level, attaining the equivalent of Pali Grade IV.
Ecclesiastical Career
B.E. 2428 (1885): Appointed Phra Khru Palat, an ecclesiastical assistant to Phra Tham Trailokacharn (Saeng)(พระธรรมไตรโลกาจารย์ (แสง)).
B.E. 2434 (1891): Became Phra Khru Palat Suwatthanasutkhun under Phra Thammavarodom.
B.E. 2436 (1893): Elevated to royal prelate with the title Phra Siri Thammamuni (พระศิริธรรมมุนี).
B.E. 2438 (1895): Promoted to senior royal prelate as Phra Ratchamethi Sri Prasat Suttakhom (พระราชเมธี ศรีประสาธน์สุตาคม).
B.E. 2443 (1900): Appointed abbot of Wat Bophit Phimuk (วัดบพิตรพิมุข).
B.E. 2448 (1905): Granted further promotion to the title Phra Thep Muni (พระเทพมุนี) and returned as abbot of Wat Ratchaburana.
B.E. 2466 (1923): Elevated to the rank and title Phra Thammadilok (พระธรรมดิลก), marking the first time this ecclesiastical title was instituted in the Rattanakosin period during the reign of King Rama VI. He was the first monk to receive this title.
Less than one year after receiving the title Phra Thammadilok, he passed away on 1 December B.E. 2466 (1923), at the age of seventy-seven, with fifty-five rains in the monkhood.
The Commemorative Ecclesiastical Fans in the Image
(Patcha Rong – พัดรอง)
The portrait is adorned with ceremonial fans dating from the reigns of King Rama V to King Rama VI.
The term “Pat Rong” (พัดรอง) refers to ceremonial monastic fans (talapatra) granted by the King to monks as commemorative items for important royal ceremonies, or created by lay devotees in accordance with Buddhist tradition.
Why Do Monks Hold a Talapatra?
When attending Buddhist ceremonies—whether at a temple, a home, or a workplace—we frequently observe monks holding a ceremonial fan during chanting. Many may be accustomed to the sight without understanding its origins
The Thai word “Talapatra” (ตาลปัตร) derives from the Pali tāla patta, meaning “palm leaf.” In ancient tropical societies, palm leaves were commonly used as fans or sunshades. The Pali term for a fan is vijani, later adapted into Thai as “phat” (พัด).
Originally, monks used actual palm-leaf fans, hence the name Talapatra. Even as materials evolved—silk, ivory, woven bamboo, feathers, gold and silver embroidery—the term remained unchanged. The talapatra is considered one of the monastic requisites.
Theories Regarding Its Use
Several explanations exist:
Funerary Origin Theory
In ancient times, monks collected shrouds from corpses (pamsukula) to make robes. Palm leaves may have been used to shield themselves from unpleasant odours, eventually becoming customary in funeral rites.Imitation of the Buddha
Some traditions state that the Buddha held a fan when visiting his father, King Suddhodana (พระเจ้าสุทโธทนะ), inspiring monks to follow the example.Modesty and Detachment
According to another explanation, the fan prevents distraction. A well-known anecdote concerns Phra Sangkhajai(พระสังกัจจายน์), famed for his beauty. Women reportedly became enamoured while listening to his sermons. To prevent spiritual harm arising from such attachment, the custom of holding a fan while preaching may have been adopted.Sri Lankan Influence
Prince Damrong Rajanubhab (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) suggested the practice likely came from Sri Lanka. The Pathom Somphot (ปฐมสมโพธิ), composed in Sri Lanka by Phra Phuttharakita Acharn (พระพุทธรักขิตาจารย์), describes divine attendants holding fans beside the Buddha. As the Sri Lankan monastic tradition spread throughout Southeast Asia—Burma, Laos, Cambodia, and Thailand—associated rituals were adopted.
Ancient Indian sculpture does not depict the Buddha holding such a fan, suggesting the practice may not be originally Indian but rather Sri Lankan in origin.
Types of Ecclesiastical Fans (Phat Yot – พัดยศ)
There are four principal types:
Na Nang Fan (พัดหน้านาง)
Oval-shaped, resembling a lady’s face. Used from the rank of Phra Khru upward.Phut Tan Fan (พัดพุดตาน)
Circular with lotus-like edges. Used for lower ecclesiastical ranks.Flame-Edged Fan (พัดแฉกเปลวเพลิง)
Flame-shaped, for provincial ecclesiastical leaders and certain abbots.Multi-Pointed Fan (พัดแฉก)
With five to nine pointed lobes, used for royal prelates up to the Supreme Patriarch.
When a monk of royal rank delivers a sermon at a royal ceremony, he carries two fans: one commemorative fan (Pat Rong) and one rank fan (Phat Yot). The commemorative fan is used while giving precepts; the rank fan is used during formal benedictions.
Sources
Amornrat Thepkamponat (อมรรัตน์ เทพกำปนาท)
Public Relations Division, Office of the National Culture Commission, Ministry of Culture
Compiled from:
Talapatra and Ecclesiastical Insignia by Natthaphat Chanthawanich (ณัฎฐภัทร จันทวนิช)
Ecclesiastical Ranks and Fans by Wichian Akat Ruek (วิเชียร อากาศฤกษ์) and Sunthon Suphutthayothin (สุนทร สุภูตะโยธิน)
_________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO