สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และเทียร่าแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และเทียร่าแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์เต็มยศแบบขัตติยนารี ทรงสไบกรองทอง นุ่งผ้าแบบจีบหน้านาง อันเป็นแบบแผนการแต่งกายสตรีชั้นสูงในราชสำนัก ทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ พร้อมทรงสวมเทียร่าประดับเพชรในลักษณะมงกุฎไทยโบราณ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช ๒๔๙๓

ภาพในคอลเลกชันนี้ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI โดยอ้างอิงจากพระฉายาลักษณ์ต้นฉบับหายากของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้ง ทรงประดับพระองค์ด้วยเทียร่าประดับเพชรแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นเทียร่าทำจากทองคำประดับเพชรเหลี่ยมกุหลาบ อันทรงคุณค่าและงดงามยิ่ง ในพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี” เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ หมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง

_________

วันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เวลา ๑๑.๒๐ น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรับการสรงพระมูรธาภิเษกจากสหัสธารา พระสงฆ์ในมณฑลพระราชพิธี เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร มโหระทึก และเครื่องดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศ ถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ ยิงสลุตเฉลิมพระเกียรติ ๒๑ นัด

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ สู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพาเป็นปฐม เพื่อรับน้ำอภิเษก จากสมาชิกรัฐสภา เมื่อผันพระองค์เวียนมาสู่ทิศบูรพาอีกครั้งแล้ว เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ประธานวุฒิสภา กราบบังคมทูลถวายชัยมงคล ด้วยภาษามคธ, นายเพียร ราชธรรมนิเทศ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย

เสร็จแล้ว พระราชครูวามเทพมุนี (สวาสดิ์ รังสิพราหมณกุล) ทำหน้าที่พระมหาราชครู กราบบังคมทูลถวายชัยมงคล ด้วยภาษามคธ และภาษาไทย แล้ว น้อมเกล้าฯ ถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ขณะนี้ ชาวพนักงาน ประโคมสังข์ แตร เครื่องดุริยางค์

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้ พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร พระราชครูวามเทพมุนี ร่ายเวทย์ สรรเสริญศิวาลัยไกรลาส จบแล้ว กราบบังคมทูลถวาย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นภาษามคธ แล้วทูลเกล้าฯ ถวาย พระสุพรรณบัฎ จารึกพระปรมาภิไธยว่า
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร”
(พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏขึ้นมาใหม่ว่า
“พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ในกาลต่อมา), เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์, เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์, เครื่องราชูปโภค และ พระแสงราชศัสตราวุธ ขณะนั้น พระสงฆ์ เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงาน ประโคมสังข์ แตรฯ กองทหารถวายความเคารพ แตรวงบรรเลง เพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารยิงปืนกองแก้วจินดา ตามกำลัง วันศุกร์ ๒๑ นัด ทหารบก ทหารเรือ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๑๐๑ นัด พระสงฆ์ทั่วพระราชอาณาจักร ย่ำระฆังถวายชัยมงคล

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์แล้วพระราชครูวามเทพมุนีกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธและภาษาไทย จากนั้นจึงมี พระปฐมบรมราชโองการ พระราชทานอารักขาแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งหลายว่า
เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

พระราชครูวามเทพมุนี รับสนองพระปฐมบรมราชโองการ แล้วทรงหลั่งทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจรรยา ดังพระปฐมบรมราชโองการ ที่พระราชทานไว้ ทุกประการ

ต่อมา เวลา ๑๔.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยมี คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายชัยมงคล

จากนั้น เวลา ๑๔.๔๐ น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นองค์ประธานในพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระอัครมเหสี ให้ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

จากนั้น เวลา ๑๖.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินด้วยริ้วขบวนราบใหญ่ทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯด้วยริ้วขบวนราบใหญ่จากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ สดัปกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

_________


Her Majesty Queen Sirikit (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) and the Coronation Tiara

Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother is shown dressed in full ceremonial Khattiya Nari court attire, wearing a gold-threaded shoulder sash (sabai krong thong) and a traditional chong kraben skirt arranged in the jeep na nang (front-pleated) style, in accordance with classical Siamese court dress for royal women. She is adorned with the Order of the Nine Gems (Nopparat Ratchawaraphon) and wears a diamond tiara designed in the form of an ancient Thai royal crown.

This attire was worn on the occasion of the Royal Coronation of King Bhumibol Adulyadej,
held in B.E. 2493 (1950).

The images in this collection have been restored and recreated using AI technology, based on rare original royal photographs of Queen Sirikit wearing the diamond coronation tiara — a precious and stunning piece made of gold and rose-cut diamonds — at the ceremony that elevated her to the title of Queen (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี) on ๕ May 2493 (5 May 1950) at Phaisan Thaksin Throne Hall (พระที่นั่งไพศาลทักษิณ) in the Grand Palace (พระบรมมหาราชวัง) in Bangkok, Thailand.


Friday, 5 May 1950

Royal Coronation Ceremony

At 11:20 a.m., His Majesty King Bhumibol Adulyadej (พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ascended the throne in the royal coronation rites and received the ceremonial anointing (สรงพระมูรธาภิเษก) from the sacred Brahmin priests (สหัสธารา). The sacred chants of the monks accompanied by conch shells, traditional trumpets, drums, and orchestral bands reverberated throughout the ceremony, with the Honour Guard paying respect, orchestras playing Saranrom Phra Barami and 21 gun salutes.

Then His Majesty the King proceeded to Phaisan Thaksin Throne Hall (พระที่นั่งไพศาลทักษิณ) and sat upon the throne beneath the sacred white umbrella of state (พระบวรเศวตฉัตร). As part of the formal ritual, he received the Royal Water of Consecration from members of the National Assembly and, after turning to face the east (ทิศบูรพา), ceremonial blessings were offered.

Royal Brahmins chanted auspicious mantras (ชัยมงคลคาถา) and presented royal blessings in Pali and Thai languages. The King then received the royal regalia (เครื่องราชกกุธภัณฑ์), including the Great White Umbrella (นพปฎลมหาเศวตฉัตร), and the sacred golden plaque (พระสุพรรณบัฏ) inscribed with the royal name.

After the formal coronation rites concluded, His Majesty the King presented the Royal Coronation Oath (พระปฐมบรมราชโองการ) in which he pledged “to reign with righteousness for the benefit and happiness of the Siamese people.”

At 2:00 p.m., His Majesty the King emerged for the Royal Audience at Phra Thinang Amarin Winitchai (พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย), attended by the Privy Council, Cabinet Ministers, foreign ambassadors, members of the National Assembly, and senior officials. Shortly after, at 2:40 p.m., he presided over the investiture ceremony in which Queen Sirikit (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี) was formally elevated to her royal rank at Phaisan Thaksin Throne Hall (พระที่นั่งไพศาลทักษิณ).

Finally, at 4:30 p.m., His Majesty the King, accompanied by the great royal procession, declared his role as Protector of the Buddhist Faith (พุทธศาสนูปถัมภก) at the Ubosot of Wat Phra Sri Rattana Satsadaram (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม). After this, the King paid homage to the ancestral remains at Dusit Maha Prasat Throne Hall (พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท).

_________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO


Previous
Previous

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๖ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

Next
Next

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร พุทธศักราช ๒๔๙๓