พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร พุทธศักราช ๒๔๙๓
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร พุทธศักราช ๒๔๙๓
ภาพบันทึกพระราชพิธีและการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ จากการบันทึกเหตุการณ์ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยต้นฉบับเดิมเป็นภาพถ่ายขาวดำจากช่วงเวลาของเหตุการณ์จริง
ประเด็นด้านเครื่องราชอิสริยาภรณ์และการลงสี
ภาพบันทึกพระราชพิธีและการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI
ภาพทีได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ จากการบันทึกเหตุการณ์ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยต้นฉบับเดิมเป็นภาพถ่ายขาวดำจากช่วงเวลาของเหตุการณ์จริง
ประเด็นด้านเครื่องราชอิสริยาภรณ์และการลงสี
การบูรณะพระบรมฉายาลักษณ์ครั้งนี้มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากภาพต้นฉบับมีความเรือนรางสูง และมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับการบูรณะเชิงรายละเอียด ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ คือ สีของสายสะพายและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีนัยสำคัญทั้งในเชิงพระราชพิธีและลำดับชั้นอย่างชัดเจน
จากการพิจารณาภาพต้นฉบับ สายสะพายที่พาดจากพระอังสาซ้ายลงขวาปรากฏได้เพียงสองความเป็นไปได้ ได้แก่
สายสะพายสีเหลือง ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์
สายสะพายสีชมพู ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า
เมื่อทำการตรวจสอบเอกสารอ้างอิงร่วมสมัย โดยเฉพาะ หมายกำหนดการตามราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ ๒๓ เล่ม ๖๗ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ทรงสวม สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า สีชมพู
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ค่า grey scale ของสายสะพายในภาพถ่ายขาวดำยังสนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว โดยสายสะพายปรากฏเป็นโทนสีขาว ซึ่งสอดคล้องกับการแปลค่าสีของ สายสะพายสีชมพู ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า หากเป็นสายสะพายสีเหลืองของเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ สายสะพายในภาพขาวดำจะต้องปรากฏเป็นโทนสีเข้ม หรือเกือบดำอย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ ภาพที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นก่อนหน้านี้ซึ่งใช้ สายสะพายสีเหลือง จึงถือว่า ไม่ถูกต้องตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงเชิงพิธีการ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ถูกต้อง
____________
จุดเริ่มต้นแห่งพระราชสัมพันธ์
พุทธศักราช ๒๔๙๑ ขณะที่ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และครอบครัวพำนักอยู่ ณ กรุงปารีส ได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโปรดเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโรงงานผลิตรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ จนเกิดความคุ้นเคยและต้องพระราชอัธยาศัย
ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องประทับรักษาพระองค์ ณ สถานพยาบาลเมืองโลซานน์ เมื่อทรงรู้สึกพระองค์แล้ว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้โทรเลขขออนุญาตหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ให้ส่ง หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทถวายการอภิบาลรักษา ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา
หม่อมหลวงบัว กิติยากร ผู้เป็นพระชนนี ได้นำธิดาทั้งสอง คือ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ และหม่อมราชวงศ์บุษบา เข้าเฝ้าฯ เป็นประจำ จนพระอาการประชวรทุเลาลง และเสด็จกลับพระตำหนักได้
การศึกษา ณ เมืองโลซานน์
สมเด็จพระราชชนนีทรงรับสั่งให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากรพำนักและศึกษาต่อ ณ เมืองโลซานน์ ที่โรงเรียนประจำ Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในการอบรมกุลสตรี ทั้งด้านภาษา ศิลปะ ดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์
____________
พิธีหมั้นและการเสด็จนิวัติประเทศไทย
ต่อมาอีกประมาณหนึ่งปี สมเด็จพระราชชนนีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และครอบครัวเข้าเฝ้าฯ และทรงขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร จากนั้นจึงทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ โดยทรงใช้พระธำมรงค์วงเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดาเคยทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนี
ภายหลังพิธีหมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ยังคงศึกษาต่อจนถึงกำหนดตามเสด็จกลับประเทศไทย เพื่อร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
____________
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ได้มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม โดยสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานในการพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์
ในวันเดียวกัน ทั้งสองพระองค์ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พร้อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์
____________
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยโดยสมบูรณ์ และทรงเฉลิมพระยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
____________
“รักแรกพบ” ในความทรงจำของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
หากย้อนกลับไปในปี พุทธศักราช ๒๕๒๑ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระราชทานสัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์บีบีซี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในสารคดีเรื่อง ขวัญของชาติ โดยทรงเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับ “รักแรกพบ” ด้วยพระอารมณ์ขัน ความตอนหนึ่งมีว่า
“สำหรับข้าพเจ้า เป็นการเกลียดแรกพบมากกว่ารักแรกพบ เนื่องเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย ๔ โมง แต่จริงแล้วเสด็จมาถึง ๑ ทุ่ม ช้ากว่านัดหมายตั้ง ๓ ชั่วโมง ทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องซ้อมถอนสายบัวอยู่จนแล้วจนเล่า จึงเป็นการเกลียดเมื่อแรกพบมากกว่ารักเมื่อแรกพบ
จากนั้นก็กลายเป็นความรัก ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่าพระองค์ท่านทรงรักข้าพเจ้า เพราะเวลานั้นอายุเพิ่งย่าง ๑๕ ปี ตั้งใจไว้เพียงว่าจะเป็นนักเปียโน เป็นนักเปียโนที่แสดงในงานคอนเสิร์ต
ตอนพระองค์ท่านประทับที่โรงพยาบาลหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ มีพระอาการหนักมาก ตำรวจโทรศัพท์ไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระราชชนนี พระองค์ท่านรีบเสด็จไปทันที แต่แทนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชปฏิสันถารกับพระองค์ กลับทรงหยิบรูปข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋า โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าพระองค์ทรงมีรูปของข้าพเจ้าอยู่แล้ว
พระองค์ทรงรับสั่งให้นำตัวข้าพเจ้าเข้าเฝ้าฯ พระองค์ทรงรักข้าพเจ้า ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดถึงแต่เรื่องที่จะอยู่กับคนที่ข้าพเจ้ารักเท่านั้น ไม่ได้นึกไปไกลถึงหน้าที่และภารกิจของพระราชินีเลย”
พระราชดำรัสดังกล่าวสะท้อนถึงความบริสุทธิ์จริงใจของความรักในช่วงวัยเยาว์ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะตระหนักถึงบทบาทและพระราชภาระอันยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า
____________
ความในพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ส่วนความในพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น ปรากฏหลักฐานจากถ้อยคำและเหตุการณ์หลายประการ
ครั้งหนึ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปารีส พระองค์ทรงโทรศัพท์ถึงสมเด็จพระราชชนนีเพื่อทูลว่าได้เสด็จฯ ถึงกรุงปารีสแล้ว สมเด็จพระราชชนนีทรงมีรับสั่งถามถึงธิดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลว่า “สวยน่ารักไหม”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทูลตอบทันทีว่า “เห็นแล้ว น่ารักมาก”
ในขณะนั้น ยังไม่มีผู้ใดทราบถึงความในพระราชหฤทัยของพระองค์ จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในเดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๑ เมื่อพระองค์ทรงขับรถพระที่นั่งออกจากเมืองโลซานน์เพื่อเสด็จไปยังกรุงปารีส และทรงประสบอุบัติเหตุรถยนต์พระที่นั่งชนกับรถบรรทุก ได้รับบาดเจ็บพระอาการค่อนข้างสาหัส
ในระหว่างที่ทรงประชวร คณะผู้แทนรัฐบาลได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการเยี่ยมพระอาการ เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าในคณะนั้นมี หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ รวมอยู่ด้วย จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์
ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชกระแสรับสั่งอย่างชัดเจนว่า
“พระองค์ได้ทรงรักหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร อย่างแน่นอน”
เหตุผลที่ทรงมีพระราชดำรัสเช่นนั้น เนื่องจากเมื่อทรงฟื้นคืนพระสติครั้งแรก พระองค์ทรงระลึกถึงบุคคลเพียงสองพระองค์ คือ สมเด็จพระราชชนนี และ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งสะท้อนถึงความจริงที่สถิตมั่นอยู่ในพระราชหฤทัย
ภายหลังจากทรงขออนุญาตหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เข้าเฝ้าถวายการดูแลพระอาการเป็นกรณีพิเศษ ภายใต้ความดูแลของสมเด็จพระราชชนนี ความสัมพันธ์ที่มีมาแต่เดิมจึงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แม้ต่อมาหม่อมเจ้านักขัตรมงคลจะทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ทำให้ต้องเสด็จพระราชดำเนินไกลกว่าหกร้อยกิโลเมตรในแต่ละครั้งก็ตาม
จนกระทั่งในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ในงานฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ ๑๗ ปี ของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแหวน ซึ่งเป็นวงเดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกเคยพระราชทานแก่สมเด็จพระบรมราชชนนี พร้อมพระราชดำรัสว่าเป็นสิ่งสำคัญและเป็นที่ระลึก
แหวนวงนั้นจึงมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความรัก หากแต่เป็นนัยแห่งสายใยแห่งราชวงศ์ การสืบทอดความผูกพัน และจุดเริ่มต้นของพระราชภารกิจร่วมกันของทั้งสองพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินีแห่งแผ่นดินไทย
____________
The Royal Marriage Ceremony of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (Rama IX) and Mom Rajawongse Sirikit Kitiyakara B.E. 2493 (1950)
This AI-restored and artistically reimagined image series presents royal photographs (phra borom chayalak – พระบรมฉายาลักษณ์) documenting the Royal Marriage Ceremony of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) and Mom Rajawongse Sirikit Kitiyakara (หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร), held on 28 April B.E. 2493 (1950).
The original sources were black-and-white photographs taken at the time of the actual ceremony.
Considerations in the Restoration of Royal Insignia
The restoration of this royal portrait presented considerable challenges. The original photograph is extremely faint and very small in scale, making detailed restoration particularly demanding. One of the most critical issues requiring careful consideration was the colouration of the sash and royal decorations, as these elements carry clear ceremonial significance and indicate formal rank.
Based on visual examination of the photograph, the sash worn diagonally from the left shoulder to the right side could only correspond to one of two possibilities:
The yellow sash of the Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri, or
The pink sash of the Most Noble Order of the Crown of Thailand (Order of Chula Chom Klao).
Verification against contemporary documentary evidence—specifically the official programme published in the Royal Gazette, Volume 67, Part 23, dated 25 April 1950—clearly specifies that the pink sash of the Order of Chula Chom Klao was to be worn on this occasion.
Further confirmation is provided by analysis of the greyscale values in the black-and-white photograph. The sash appears as a light tone, consistent with the photographic rendering of the pink sash of the Order of Chula Chom Klao. By contrast, the yellow sash of the Order of the Royal House of Chakri would appear distinctly dark, or nearly black, in monochrome photography.
Accordingly, earlier reconstructed images that depicted a yellow sash must be regarded as historically inaccurate, and have since been corrected to reflect the proper ceremonial order in accordance with both documentary evidence and photographic analysis.
The Origins of Their Royal Union
In B.E. 2491 (1948), while Prince Nakkhatra Mangala Kitiyakara
(หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) and his family were residing in Paris, they received visits from His Majesty King Bhumibol Adulyadej, who frequently travelled there to visit automobile factories. Through these encounters, familiarity and mutual regard developed.
Later that same year, in October 1948, His Majesty suffered a serious automobile accident in Switzerland and was hospitalised in Lausanne.
Upon regaining consciousness, His Majesty sent a telegram requesting permission from Prince Nakkhatra Mangala Kitiyakara for Mom Rajawongse Sirikit Kitiyakara to attend him at Villa Vadhana, Lausanne.
Her mother, Mom Luang Bua Kitiyakara (หม่อมหลวงบัว กิติยากร), accompanied her daughters Mom Rajawongse Sirikit and Mom Rajawongse Busba Kitiyakara (หม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร) to pay regular visits until His Majesty’s condition improved.
Following this period, The Queen Mother
(สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) requested that Mom Rajawongse Sirikit remain in Lausanne to continue her education at Riante Rive, a prestigious boarding school renowned for the education of young ladies in languages, arts, music, literature, and history.
Engagement and Marriage
Approximately one year later, The Queen Mother graciously summoned Prince Nakkhatra Mangala Kitiyakara and his family to an audience and formally requested the hand of Mom Rajawongse Sirikit.
A private engagement ceremony was held on 19 July B.E. 2492 (1949), using the same engagement ring once worn by His Majesty’s Royal Father when betrothed to The Queen Mother.
Mom Rajawongse Sirikit then completed her studies before returning to Thailand to attend the Royal Cremation Ceremony of King Ananda Mahidol
(พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล) in March B.E. 2493 (1950).
The Royal Marriage Ceremony
On 28 April B.E. 2493 (1950), the Royal Marriage Ceremony was solemnised at the residence of Queen Savang Vadhana, the Queen Grandmother
(สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)
at Sra Pathum Palace (วังสระปทุม).
Queen Savang Vadhana presided over the ceremony, bestowing holy water and sacred blessings.
On the same day, the couple formally registered their marriage under civil law, and a Royal Command elevated Mom Rajawongse Sirikit Kitiyakara to Queen Sirikit, simultaneously conferring upon her the Order of the Chakri Dynasty.
Coronation
On 5 May B.E. 2493 (1950), His Majesty King Bhumibol Adulyadej was formally crowned in the Royal Coronation Ceremony.
At this time, Her Majesty’s title was elevated to Her Majesty Queen Sirikit, The Queen
(สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี).
“Love at First Sight” – A Royal Reflection
In B.E. 2521 (1978), Her Majesty Queen Sirikit granted an interview to BBC Television, London, for the documentary “Kwan Khong Chat” (“The Spirit of the Nation”), reflecting on what she described humorously as “love at first sight”:
“For me, it was more like dislike at first sight rather than love at first sight.
His Majesty said he would arrive at four in the afternoon, but he came at seven in the evening—three hours late. I had to practise the wai and curtsy again and again.
So it was dislike at first sight, not love.”
She continued:
“Later, it became love. I did not know at the time that His Majesty loved me. I was only fifteen years old and dreamed of becoming a concert pianist.
When His Majesty was seriously injured after the car accident, the police telephoned The Queen Mother.
When she arrived, instead of speaking to her, His Majesty took my photograph from his pocket. I had never known before that he carried my photograph with him.
From that moment, I thought only of being with the person I loved, without yet thinking of the duties of a queen.”
His Majesty’s Own Sentiments
During a visit to Paris, His Majesty telephoned The Queen Mother to inform her of his arrival.
She asked him, “Is Prince Nakkhatra’s daughter beautiful?”
His Majesty replied immediately, “I have seen her. She is very lovely.”
After the automobile accident in October 1948, while hospitalised in Lausanne, His Majesty later confided to Prince Chakkraphan Phenphisit Chakrabandhu
(หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์) that:
“I am certain that I love Mom Rajawongse Sirikit Kitiyakara.”
He explained that when he first regained consciousness, he thought of only two people:
The Queen Mother, and Mom Rajawongse Sirikit.
Following formal permission for her to assist in his recovery, under the supervision of The Queen Mother, their relationship deepened further, despite the distance after Prince Nakkhatra’s appointment as Thai Ambassador to London.
On 12 August B.E. 2492 (1949), at the celebration of Mom Rajawongse Sirikit’s seventeenth birthday at the Thai Embassy in London, His Majesty presented her with a ring—the same ring once given by his father to his mother—accompanied by the words that it was something precious and to be kept as a remembrance.
____________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO