His Royal Highness Prince Sanphasat Suphakij
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ จางวางเอก นายพันเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
(17 ตุลาคม พุทธศักราช 2400 – 16 เมษายน พุทธศักราช 2462)
ทรงมีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ธิดาของนายศัลยวิชัย หุ้มแพร (ทองคำ ณ ราชสีมา) และทรงได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยว่าเป็น พระบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย
พระรูปนี้เป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง เพจ AI Fashion Lab และ เพจราชสกุลทองแถม โดยทาง AI Fashion Lab ได้นำภาพถ่ายต้นฉบับแบบ portrait ครึ่งพระองค์ มาพัฒนาและสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็น พระรูปเต็มพระองค์ ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้กรอบของความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านพระยศ เครื่องแต่งกาย และเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จากการวิเคราะห์องค์ประกอบของพระรูป โดยเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏ สามารถสันนิษฐานได้ว่าพระรูปนี้เป็นการฉายพระรูปใน ช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เนื่องจากไม่ปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ทรงได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๖ แต่อย่างใด ทั้งนี้ เหรียญอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานล่าสุดซึ่งปรากฏในพระรูปคือ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๓ ซึ่งได้รับพระราชทานใน พุทธศักราช ๒๔๔๗ จึงสามารถสรุปได้ว่า สายสะพายที่ทรงควรเป็นสายสะพายมหาวราภรณ์ หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า ประถมาภรณ์ช้างเผือก
เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ได้รับพระราชทานในปี พุทธศักราช ๒๔๔๘ แต่ในพระรูปนี้ยังปรากฏดาราของ ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ อยู่ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าการฉายพระรูปนี้น่าจะอยู่ในช่วงระหว่าง พุทธศักราช ๒๔๔๗–๒๔๔๘
ในขณะฉายพระรูป พระองค์ทรงดำรงพระยศและตำแหน่งทางราชการเป็น จางวางเอกกรมมหาดเล็ก ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีฐานะสูงกว่าเจ้ากรมหรือหัวหน้าหน่วยงานราชการทั่วไป และในหลายกรณีมีลักษณะเป็นตำแหน่งเชิงเกียรติยศ ทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาราชการผู้ใหญ่ มากกว่าการกำกับดูแลราชการโดยตรง อันมักเรียกกันว่าเป็น “ตำแหน่งลอย”
ด้วยเหตุนี้ ฉลองพระองค์ที่ปรากฏในพระรูปจึงเป็น ฉลองพระองค์ข้าราชการพลเรือนแบบ Tunic ใช้ สีบานเย็น ซึ่งเป็นสีประจำกรมมหาดเล็ก ชุดเต็มยศประกอบด้วย หมวก pith helmet สีขาว, กระบี่ข้าราชการพลเรือนหัวช้างสามเศียร พร้อม ตราแผ่นดินที่โกร่งกระบี่ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของข้าราชการพลเรือนชั้นสูงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ส่วน รัดประคด ที่ทรงใช้ เป็นรูปแบบเดียวกับรัดประคดของชุดเต็มยศมหาดเล็ก มีลักษณะ สีทองสลับแดง สอดคล้องกับธรรมเนียมเครื่องแบบราชการในยุคดังกล่าวอย่างถูกต้องทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และพิธีการ
___________
กรมมหาดเล็ก
กรมมหาดเล็กมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาดังปรากฏใน พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน เป็นกรมขึ้นตรงต่อกษัตริย์ ทำหน้าที่ประจำเวรยามและรับใช้การต่างๆ ในพระราชสำนัก มาในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) การถวายตัวเป็นมหาดเล็กของกษัตริย์ที่เป็นจารีตเดิมของระบบอุปถัมภ์ถูกใช้เป็นกลไกในการสถาปนาและธำรงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เอาไว้ โดยมีการจัดตั้งทหารมหาดเล็กขึ้นมาเป็นกำลังในพระองค์ ส่วนกรมมหาดเล็กที่มีมาแต่เดิมก็ได้ปรับปรุงใหม่ให้ทำหน้าที่ทั้งรับใช้ใกล้ชิดกษัตริย์และเตรียมคนให้พร้อมสำหรับออกไปรับราชการตามหน่วยงานต่างๆ กระทั่งหลัง พ.ศ. 2475 กรมมหาดเล็กได้ลดฐานะลงเป็นกอง ส่วนทหารมหาดเล็กได้พัฒนามาเป็นกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ในปัจจุบัน
มหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 5
ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครองราชย์ใหม่ๆ มีพระราชสถานะที่ไม่มั่นคงนัก ทรงเป็นเพียงมูลนายใหญ่ท่ามกลางมูลนายอื่นที่พร้อมจะท้าทายได้เสมอ จำเป็นที่จะต้องทรงสร้างคนไว้ให้พร้อมใช้เป็นกำลังในราชการร่วมกับการปฏิรูปวิธีจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เพื่อสร้างความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระองค์ขึ้นมาในที่สุด จึงทรงอาศัยกลไกราชการแบบเก่าอย่างการถวายตัวเป็นมหาดเล็กร่วมกับการฝึกทหารประจำการแบบตะวันตก เพื่อจัดให้มีทหารมหาดเล็กขึ้นใน พ.ศ. 2413 ซึ่งถือเป็นขั้นแรกของการหากำลังคนมาทำราชการ ระบบมหาดเล็กจึงเป็นทั้งกลไกสร้างกำลังในพระองค์และเครื่องสานความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการที่นำบุตรหลานมาถวายตัวด้วย
ทั้งมหาดเล็กและทหารมหาดเล็กต่างเป็นกำลังสำคัญและมีความใกล้ชิดกับกษัตริย์ จะได้รับการศึกษาแผนใหม่ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถทำราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าผู้ที่ศึกษาแบบเก่าและไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษ[1] สำหรับทหารมหาดเล็กนั้น ต่อมาได้รับการจัดตั้งเป็นกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ตามลำดับ และมีการตั้งโรงเรียนทหารมหาดเล็กขึ้นใน พ.ศ. 2424[2] อีกทั้งใน พ.ศ. 2431 ยังมีการตรา “พระราชบัญญัติสำหรับลำดับยศนายทหารบก” วางกฎการลำดับยศนายทหารบกโดยให้หลั่นลำดับนายทหารมหาดเล็กก่อนทหารหน่วยอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นยศเดียวกันด้วย
ส่วนกรมมหาดเล็กแต่เดิมนั้น ใน พ.ศ. 2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรา “พระราชบัญญัติกรมมหาดเล็ก” ขึ้น เป็นการจัดระเบียบและให้มหาดเล็กได้เรียนรู้ราชการ เพื่อเตรียมตัวรับราชการ พร้อมกับกำหนดเวรยามและหน้าที่ราชการของมหาดเล็กด้วย โดยมีการแบ่งมหาดเล็กออกเป็น 4 จำพวก ได้แก่ (1) มหาดเล็กบรรดาศักดิ์ คือมหาดเล็กที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรแล้ว (2) มหาดเล็กวิเศษ คือบุตรหลานข้าราชการที่ถวายตัว (3) มหาดเล็กคงกรม คือมหาดเล็กที่เป็นหม่อมราชวงศ์ หรือประจำหน้าที่ต่างๆ เช่น ยามค่ำเดินหมาย ห้องเครื่อง และหอศาสตราคม เป็นต้น รวมถึงพวกที่ยังไม่ได้ถวายตัวด้วย และ (4) มหาดเล็กยาม คือมหาดเล็กที่มีคุณวุฒิรับราชการได้ ประจำการแล้ว และมีเงินเดือนพระราชทาน
ต่อมาเมื่อระบบราชการสมัยใหม่ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการกำลังคนที่มีความรู้และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ธรรมเนียมการถวายตัวเป็นมหาดเล็กก็ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับโรงเรียนผลิตข้าราชการพลเรือนโดยเฉพาะสำหรับกระทรวงมหาดไทยที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2442 ด้วย ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็กใน พ.ศ. 2445[5] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงชี้ว่าการโรงเรียนมหาดเล็กนอกจากจะทำให้นักเรียนมีโอกาสศึกษาประเพณีในราชสำนักแล้ว จะทำให้นักเรียนได้ใกล้ชิดกับกษัตริย์ก่อนออกไปรับราชการด้วย[6] เป็นการลดช่องว่างความห่างเหินระหว่างกษัตริย์กับข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ ซึ่งในระยะนั้นมักไต่เต้าขึ้นมาจากเสมียนตามกระทรวง ไม่ใช่มาจากมหาดเล็กในการอุปถัมภ์ของกษัตริย์ เนื่องจากระบบราชการได้ให้กำเนิดข้าราชการชนชั้นกลางที่ยึดโยงกับระบบคุณวุฒิมากกว่าระบบอุปถัมภ์ขึ้นมา
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ระบบมหาดเล็กจะช่วยให้กษัตริย์มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขุนนางข้าราชการมากขึ้น เป็นกลไกซ้อนลงไปในระบบราชการสมัยใหม่และทำหน้าที่ประกันความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ที่เป็นองค์อุปถัมภ์ของมหาดเล็ก[7] แต่หลังสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้เกิดกรณี ร.ศ. 130 ที่มีเป้าหมายปฏิวัติระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จำนวนหนึ่งร่วมก่อการด้วย ทำให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ต้องทรงจัดให้ทหารรักษาวังมาทำหน้าที่ถวายความปลอดภัยแทนที่ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
___________
ในระบบราชการไทยสมัยโบราณ ยศและตำแหน่งของข้าราชการถูกแบ่งออกเป็นหลายสายตามลักษณะหน้าที่และสังกัด โดยยศของข้าราชการพลเรือนประกอบด้วย มหาอำมาตย์ อำมาตย์ รองอำมาตย์ และราชบุรุษ ซึ่งใช้กับข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่ปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวง กรม และหน่วยงานด้านการปกครองทั่วไปของรัฐ
ข้าราชการในกระทรวงวังซึ่งมีหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ มีระบบยศแยกต่างหาก ได้แก่ มหาเสวก เสวก และรองเสวก โดยตำแหน่งเหล่านี้สะท้อนสถานะและความใกล้ชิดกับราชสำนัก มากกว่าหน้าที่ทางการปกครองโดยตรง
กรมมหาดเล็กถือเป็นส่วนราชการอิสระ มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง และมีระบบยศเฉพาะของตนเอง ประกอบด้วย จางวาง หัวหมื่น รองหัวหมื่น จ่า หุ้มแพร รองหุ้มแพร และมหาดเล็กวิเศษ ยศในสายนี้ใช้กับข้าราชการที่ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท โดยเฉพาะในพระราชสำนักและงานพระราชพิธี
ในส่วนของบรรดาศักดิ์ ผู้ที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาในชั้นสุพรรณบัฏหรือหิรัญบัฏ มักดำรงตำแหน่งเสนาบดีหรือมีตำแหน่งที่เทียบเท่า และมียศสูงสุดในสายราชการ ได้แก่ มหาอำมาตย์เอก มหาเสวกเอก หรือจางวางเอก อย่างไรก็ดี มีพระยาบางท่านที่ได้รับพระราชทานยศจางวางเอกเป็นกรณีพิเศษ แม้มิได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี เช่น พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) และพระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล)
เจ้าพระยาที่ได้รับหิรัญบัตรหรือสัญญาบัตร แต่มิได้เป็นเสนาบดี เช่น เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ (ม.ร.ว.มูล ดารากร) ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ มักมีตำแหน่งเป็นปลัดทูลฉลอง หรืออธิบดีบางกรม และมียศเป็นมหาอำมาตย์โท มหาเสวกโท หรือจางวางโท ตามลำดับศักดิ์
บรรดาพระยาซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือรองอธิบดี จะมียศเป็นมหาอำมาตย์ตรี มหาเสวกตรี หรือจางวางตรี ส่วนพระยาที่เป็นเจ้ากรมชั้นหนึ่ง ซึ่งในระบบราชการปัจจุบันเทียบได้กับตำแหน่งผู้อำนวยการกอง จะมียศเป็นอำมาตย์เอก เสวกเอก หรือหัวหมื่น ขณะที่เจ้ากรมชั้นสองจะมียศเป็นอำมาตย์โท เสวกโท หรือรองหัวหมื่น
ตำแหน่งพระและหลวงในระบบราชการเดิม จะมียศเป็นอำมาตย์ตรี เสวกตรี หรือจ่า ส่วนหลวงและขุน จะมียศเป็นรองอำมาตย์เอก รองเสวกเอก หรือหุ้มแพร และในชั้นขุน จะมียศเป็นรองอำมาตย์โท รองเสวกโท หรือรองหุ้มแพร ซึ่งเป็นลำดับยศชั้นต้นในโครงสร้างราชการโบราณ
___________
พระประวัติ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 34 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ พระสนมโท ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 14 คํ่า ปีมะเส็ง นพศก จ.ศ. 1219 ตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2400 มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ พระองค์มีพระเชษฐา พระอนุชา และพระขนิษฐาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันคือ
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเจริญรุ่งราษี
พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร
___________
พระประวัติรับราชการ
พระองค์ทรงพระปรีชาในด้านงานช่าง ทรงร่วมรับหน้าที่บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 100 ปี พ.ศ. 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมเกียรติพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ ทรงกรมเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ ผู้บังคับการกรมช่างมหาดเล็ก เมื่อ พ.ศ. 2431 ทรงบังคับบัญชางานช่างต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวังชั้นใน พระราชวังบางปะอิน สวนสราญรมย์ ทรงรับผิดชอบงานโยธาในการก่อสร้าง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมศิลปากร
พระองค์ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสประเทศสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. 2439 และได้ทอดพระเนตรภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ในปีต่อมา ทรงตามเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440 ได้ทรงจัดซื้อเครื่องซีเนมาโตกราฟฟี ซึ่งเป็นทั้งกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์ กลับมาเมืองไทยด้วย ภาพบันทึกเหตุการณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2440 นับเป็นภาพยนตร์ม้วนแรกสุดในโลกที่ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชาติไทย
พระองค์ได้ทรงถ่ายทำภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์เบ็ดเตล็ด ทั้งในและนอกเขตพระราชวัง จนถึงภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง นอกจากพระองค์ทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์เป็นรายแรกและรายเดียวของสยามในรัชสมัยนั้นแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นผู้ดำเนินธุรกิจจัดฉายและให้เช่าภาพยนตร์เป็นรายแรกของชาติด้วย โดยนอกจากจะทรงให้โรงภาพยนตร์ต่าง ๆ เช่ายืมภาพยนตร์ของพระองค์แล้ว บางครั้งก็ทรงจัดฉายภาพยนตร์เก็บค่าดูจากสาธารณชนขึ้นในบริเวณวังของพระองค์ และที่ทรงทำเป็นประจำคือ การออกร้านฉายภาพยนตร์เป็นเจ้าประจำในงานประจำปีวัดเบญจมบพิตร ในรัชกาลต่อมา พระองค์ทรงว่างเว้นและเลิกราการถ่ายทำภาพยนตร์ เนื่องจากมีผู้ดำเนินการขึ้นในสยามแล้วหลายราย
พระองค์ทรงประทับอยู่ที่วังสรรพสาตรศุภกิจ ที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2444 วังนี้ถูกไฟไหม้หมดจนเหลือแต่ซุ้มประตูทางเข้าวัง เมื่อ พ.ศ. 2510 และมีการสร้างตึกแถวสมัยใหม่ขึ้นมาแทน ปัจจุบันย่านนี้เรียกว่า แพร่งสรรพศาสตร์
พระองค์ทรงได้รับเฉลิมพระเกียรติเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ เมื่อ พ.ศ. 2455 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับราชการตำแหน่งสุดท้ายเป็น นายพันเอก ราชองครักษ์ [6] และทรงดำรงตำแหน่งจางวางเอกในกรมมหาดเล็ก
___________
สิ้นพระชนม์
จางวางเอก นายพันเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ประชวรเป็นพระโรคอัมพาต สิ้นพระชนม์ที่ตำหนักวังตำบลถนนตะนาว เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2462 สิริพระชันษาได้ 63 ปี ในการนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช แทนพระองค์เสด็จสรงน้ำพระศพ ทรงสวมพระชฎาแล้วเจ้าพนักงานได้เชิญพระศพขึ้นตั้งบนชั้นแว่นฟ้า 2 ชั้น ประกอบพระโกศมณฑปใหญ่ ตั้งเครื่องสูงแวดล้อมและเครื่องประกอบพระอิสริยยศ มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 เมษายน พ.ศ. 2463 ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารในการนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศทองน้อย ประดิษฐานบนชั้นแว่นฟ้า 3 ชั้น ฉัตรตาดเหลือง 5 ชั้น แขวนกั้นพระโกศ แวดล้อมด้วยเครื่องสูง และเครื่องราชอิสริยยศ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ทรงเป็นต้นราชสกุล ทองแถม
___________
พระโอรสและธิดา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ มีชายา 2 องค์ และมีหม่อม 8 คน รวม 10 องค์/คน ได้แก่
หม่อมเจ้าเม้า ทองแถม ท.จ.ว. (ราชสกุลเดิม รองทรง)
หม่อมเจ้าสุวรรณ ทองแถม (ราชสกุลเดิม นิลรัตน)
หม่อมราชวงศ์เกษรสุมาลี ทองแถม (ราชสกุลเดิม อิศรางกูร)
หม่อมราชวงศ์นารีนพรัตน์ ทองแถม (ราชสกุลเดิม อิศรางกูร)
หม่อมตาดใหญ่ ทองแถม ณ อยุธยา (สกุลเดิม โรจนวิภาต)
หม่อมเมือง ทองแถม ณ อยุธยา (สกุลเดิม พลนิเทศ)
หม่อมทับทิม ทองแถม ณ อยุธยา
หม่อมตาดเล็ก ทองแถม ณ อยุธยา (สกุลเดิม นาครทรรพ)
หม่อมเศรษฐี ทองแถม ณ อยุธยา
หม่อมประเทียบ ทองแถม ณ อยุธยา (สกุลเดิม พุ่มพวงเพชร)
มีพระโอรส 7 องค์ และมีพระธิดา 8 องค์ รวม 15 องค์ ได้แก่
หม่อมเจ้าทองเชื้อธรรมชาติ ทองแถม (ช.)
หม่อมเจ้าเครือมาศวิมล ทองแถม (ญ.)
หม่อมเจ้าพวงสนธิสุวรรณ ทองแถม (ญ.)
หม่อมเจ้าพันธุคำนพคุณ ทองแถม (ช.)
หม่อมเจ้า (ไม่ปรากฏพระนาม) (ญ.)
หม่อมเจ้าคำงอก ทองแถม (ช.)
หม่อมเจ้าทองชมพูนุท ทองแถม (ช.)
หม่อมเจ้าชุนทองชุด (ญ.)
หม่อมเจ้าหย่องกาญจนา ทองแถม (ญ.)
หม่อมเจ้าทองเติม ทองแถม (ช.)
หม่อมเจ้าทองต่อ ทองแถม (ช.)
หม่อมเจ้ากนกนารี ทองแถม (ญ.)
หม่อมเจ้าสุวรรณโสภา (ญ.)
หม่อมเจ้าทองบรรณาการ ทองแถม (ช.)
กังวาฬสุวรรณ กนิษฐชาต (ญ.)
___________
พระยศ
พระยศมหาดเล็ก
5 มกราคม 2456 – จางวางเอก
พระยศทหาร
14 พฤษภาคม พ.ศ. 2441 นายพันเอก
พระยศเสือป่า
นายหมู่เอก
นายหมู่ใหญ่
นายกองตรี
นายกองโท
___________
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. 2431 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายหน้า)
พ.ศ. 2454 (สมัยรัชกาลที่ ๖) – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) (ฝ่ายหน้า)
พ.ศ. 2454 (สมัยรัชกาลที่ ๖) – เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) (ฝ่ายหน้า)
พ.ศ. 2448 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายหน้า)
พ.ศ. 2447 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
พ.ศ. 2433 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.)
พ.ศ. 2454 (สมัยรัชกาลที่ ๖) – เครื่องราชอิสริยาภรณ์วชิรมาลา (ว.ม.ล.)
พ.ศ. 2433 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา (ร.ด.ม.(ศ))
พ.ศ. 2436 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการในพระองค์ (ร.ด.ม.(พ))
พ.ศ. 2446 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เหรียญจักรมาลา (ร.จ.ม.)
พ.ศ. 2456 (สมัยรัชกาลที่ ๖) – เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)
พ.ศ. 2447 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 3 (ม.ป.ร.3)
พ.ศ. 2451 (สมัยรัชกาลที่ ๕) – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 1 (จ.ป.ร.1)
พ.ศ. 2453 (สมัยรัชกาลที่ ๖) – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1 (ว.ป.ร.1)
Thank you: https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กรมมหาดเล็ก , https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
___________
His Royal Highness Prince Sanphasat Suphakij
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ)
The AI-restored and creatively reconstructed image presented here is a royal portrait of Chao Wang Ek (Chief Chamberlain) and Colonel His Royal Highness Prince Sanphasat Suphakij
(17 October 1857 – 16 April 1919).
He was originally named Phra Chao Luk Ya Thoe Phra Ong Chao Thongtham Thawalawong (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์). He was a royal son of King Mongkut, born to Chao Chom Manda Sangwan (เจ้าจอมมารดาสังวาลย์), daughter of Nai Sanyawichai Hoomphrae (นายศัลยวิชัย หุ้มแพร), also known as Thongkham na Ratchasima (ทองคำ ณ ราชสีมา). In Thai cultural history, he is honoured and widely recognised as the Father of Thai Cinema.
This royal portrait is a collaborative creation between AI Fashion Lab and the Thongtham Royal Family Page (ราชสกุลทองแถม). AI Fashion Lab transformed the original half-length photographic portrait into a full-length royal image using AI technology, operating within a strict framework of historical accuracy in royal rank, costume, and decorations.
From an analysis of the portrait’s elements—particularly the decorations displayed—it may be concluded that this image represents the Prince during the late reign of King Chulalongkorn (Rama V). No decorations conferred during the reign of King Vajiravudh (Rama VI) appear in the portrait. The most recent decoration visible is the Royal Cypher Medal of King Mongkut (Rama IV), Third Class, awarded in 1904 (B.E. 2447). On this basis, the sash worn should be identified as the Maha Varaphon sash, now known as the First Class of the Order of the White Elephant (ประถมาภรณ์ช้างเผือก).
When this is considered alongside the fact that the Order of Chula Chom Klao, First Class (Prathom Chula Chom Klao) was conferred in 1905 (B.E. 2448), while the portrait still shows the Second Class insignia (Thutiya Chula Chom Klao Wiset), it is highly likely that the portrait dates to between 1904 and 1905 (B.E. 2447–2448).
At the time of the portrait, the Prince held the civil and court rank of Chao Wang Ek of the Department of Royal Pages (จางวางเอกกรมมหาดเล็ก). This was a senior position within the Siamese bureaucracy, ranking above department heads and provincial governors. In many cases, the office functioned as an honorary or advisory role rather than one involving direct administrative command, and was commonly referred to as a floating position.
Accordingly, the attire shown in the portrait is a civil service tunic, rendered in magenta, the official colour of the Department of Royal Pages. The full ceremonial dress includes a white pith helmet, a civilian sword with a three-headed elephant hilt, and the Royal Arms of Siam mounted on the sword guard, all of which were characteristic of high-ranking civil officials in the late nineteenth and early twentieth centuries.
The belt (rad-prakot) worn follows the same pattern prescribed for the full-dress uniform of the Royal Pages, distinguished by alternating gold and red, in accordance with court and civil service uniform traditions of the period.
The Department of Royal Pages (Krom Mahadlek)
The Department of Royal Pages has existed since the Ayutthaya period, as recorded in the Phra Aiyakan Tamnaeng Na Phonlareuan. It was a royal department directly subordinate to the King, responsible for guard duties and a wide range of services within the royal court.
During the reign of King Chulalongkorn (Rama V), the traditional practice of offering sons into royal service as pages—originally part of the patronage system—was repurposed as a mechanism for establishing and maintaining the absolute monarchy. A corps of Royal Page Guards was created as a personal force of the King, while the Department of Royal Pages itself was restructured to serve both as a close royal service body and as a training institution preparing individuals for service across government departments. After 1932, the Department was reduced to divisional status, while the Royal Page Guards evolved into the 1st Infantry Regiment, King’s Own Bodyguard (1st Guards).
Royal Pages in the Reign of King Chulalongkorn
At the beginning of his reign, King Chulalongkorn’s political position was relatively insecure. Surrounded by powerful nobles, he was compelled to build a loyal administrative and military base while simultaneously reforming the state’s revenue system to consolidate absolute monarchy. He therefore relied on the traditional system of page service, combined with Western-style military training, leading to the establishment of the Royal Page Guards in 1870, marking the first systematic effort to recruit personnel for royal service.
Both Royal Pages and Royal Page Guards formed a crucial force closely connected to the monarch. They received modern education in both Thai and English, enabling them to serve more effectively than officials trained under traditional systems without English proficiency. Over time, the Royal Page Guards were reorganised into the Royal Page Guards Regiment, the Royal Vallabha Guards, and eventually the 1st Infantry Regiment, King’s Own Bodyguard. A Royal Page Military School was founded in 1881, and in 1888 a royal act governing army ranks was issued, granting precedence to Royal Page officers over other officers of equal rank.
In 1893, King Chulalongkorn promulgated the Royal Pages Act, formally regulating the Department of Royal Pages and defining their duties, training, and guard rotations. Royal Pages were classified into four categories: (1) titled pages who had received royal patents; (2) special pages, typically sons of officials offered into service; (3) permanent pages, including minor royals and those assigned to palace duties such as night patrols, kitchens, and scholarly halls; and (4) guard pages, who were fully qualified officials in active service and received royal salaries.
As the modern bureaucracy expanded and the demand for educated, loyal officials increased, the page system was adapted into civil service education, particularly for the Ministry of the Interior, established in 1899. This institution later became the School of Royal Pages in 1902. Prince Damrong Rajanubhab noted that this system not only provided students with courtly education but also fostered personal proximity to the King before entering government service, thereby reducing the distance between the monarch and ministerial officials emerging from clerical rather than patronage backgrounds.
Nevertheless, despite strengthening personal loyalty to the King, the Royal Page system faced challenges following the end of King Chulalongkorn’s reign. The R.S. 130 Rebellion, aimed at overthrowing the absolute monarchy, involved several Royal Page Guards, prompting the new monarch to replace them with palace guards for royal security.
Biography
HRH Prince Sanphasat Suphakij was the 34th son of King Mongkut (Rama IV) and Chao Chom Manda Sangwan, born on Saturday, the 14th waning day of the 11th lunar month, Year of the Snake, equivalent to 17 October 1857. His siblings by the same mother were:
Phra Ong Chao Thong Kong Kon Yai (พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่)
Phra Ong Chao Thongtham Thawalawong (พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์)
Phra Ong Chao Charoen Rung Rasi (พระองค์เจ้าเจริญรุ่งราษี)
Phra Ong Chao Kanchanakorn (พระองค์เจ้ากาญจนากร)
Career and Public Service
Gifted in engineering and craftsmanship, the Prince participated in restoration works at the Temple of the Emerald Buddha during Bangkok’s centennial celebrations in 1882. In 1888, King Chulalongkorn elevated him to Prince Sanphasat Suphakij, appointing him Commander of the Department of Royal Craftsmen. He supervised construction and engineering projects in the Inner Grand Palace, Bang Pa-In Palace, Suan Saranrom, and oversaw works at Amarin Winitchai Throne Hall and Wat Ratchabophit Sathit Maha Simaram. During the reign of King Vajiravudh (Rama VI), he later served as Deputy Director-General of the Fine Arts Department.
In 1896, he accompanied King Chulalongkorn on a visit to Singapore, where he first encountered cinematography. During the King’s first European tour in 1897, he acquired a Cinématographe, bringing it back to Siam. The filmed record of King Chulalongkorn’s 1897 European journey constitutes the earliest motion-picture footage documenting Thailand, and is among the earliest national cinematic records in the world.
He continued filming events both inside and outside the royal precincts, including royal activities of King Chulalongkorn. Beyond being Siam’s first and only filmmaker of that era, he also became the nation’s first film exhibitor and distributor. He regularly screened films for the public, including paid screenings within his palace grounds and annual exhibitions at Wat Benchamabophit Temple Fair. In later reigns, he withdrew from filmmaking as private operators emerged.
The Prince resided at Wang Sanphasat Suphakij, constructed in 1901. The palace was destroyed by fire in 1967, leaving only the entrance gate; the area is now known as Phraeng Sanphasat.
In 1912, during the reign of King Vajiravudh (Rama VI), he was elevated to Prince (Krom Luang) rank. His final appointments were Colonel of the Royal Guards and Chief Chamberlain of the Department of Royal Pages.
Death
HRH Prince Sanphasat Suphakij passed away from paralysis at his residence on Tanow Road on 16 April 1919, aged 63. King Vajiravudh graciously appointed Prince Bhanurangsi Sawangwongse, Prince of Phanuphanthuwong Voradej, to represent him at the royal bathing ceremony. The Prince’s body was placed in a grand royal urn and cremated with full royal honours between 9–11 April 1920 at Wat Thepsirintrawat Ratchaworawihan, with the King bestowing a gilded urn, multi-tiered royal parasols, and full regalia.
He is the founder of the Thongtham Royal Lineage (ราชสกุลทองแถม).
Consorts and Children
HRH Prince Sanphasat Suphakij had two principal consorts and eight secondary wives, totalling ten women:
Mom Chao Mao Thongtham, Th.J.W. (หม่อมเจ้าเม้า ทองแถม)
Mom Chao Suwan Thongtham (หม่อมเจ้าสุวรรณ ทองแถม)
Mom Rajawongse Kasornsuman Thongtham (หม่อมราชวงศ์เกษรสุมาลี ทองแถม)
Mom Rajawongse Narinaparat Thongtham (หม่อมราชวงศ์นารีนพรัตน์ ทองแถม)
Mom Tat Yai Thongtham na Ayutthaya (หม่อมตาดใหญ่ ทองแถม ณ อยุธยา)
Mom Mueang Thongtham na Ayutthaya (หม่อมเมือง ทองแถม ณ อยุธยา)
Mom Thapthim Thongtham na Ayutthaya (หม่อมทับทิม ทองแถม ณ อยุธยา)
Mom Tat Lek Thongtham na Ayutthaya (หม่อมตาดเล็ก ทองแถม ณ อยุธยา)
Mom Sethi Thongtham na Ayutthaya (หม่อมเศรษฐี ทองแถม ณ อยุธยา)
Mom Prathiap Thongtham na Ayutthaya (หม่อมประเทียบ ทองแถม ณ อยุธยา)
He had 7 sons and 8 daughters, totalling 15 children:
Mom Chao Thongchuea Thammachat Thongtham (male)
Mom Chao Khrueamat Wimon Thongtham (female)
Mom Chao Phuangsonti Suwan Thongtham (female)
Mom Chao Phanthukham Noppakhun Thongtham (male)
Mom Chao (name unrecorded) (female)
Mom Chao Kham-ngok Thongtham (male)
Mom Chao Thongchompunut Thongtham (male)
Mom Chao Chun Thongchut (female)
Mom Chao Yongkanjana Thongtham (female)
Mom Chao Thongtoem Thongtham (male)
Mom Chao Thongto Thongtham (male)
Mom Chao Kanoknari Thongtham (female)
Mom Chao Suwannasopha (female)
Mom Chao Thongbanakan Thongtham (male)
Kangwansuwan Kanitchachat (female)
Ranks
Royal Page Rank
– 5 January 1913: Chao Wang Ek
Military Rank
– 14 May 1898: Colonel
Wild Tiger Corps Ranks
– Squad Leader
– Senior Squad Leader
– Company Commander, Third Class
– Company Commander, Second Class
Honours and Decorations
1888 – The Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri (ฝ่ายหน้า)
1911 – The Ancient and Auspicious Order of the Nine Gems (ฝ่ายหน้า)
1911 – The Order of Ratana Varabhorn (ฝ่ายหน้า)
1905 – The Order of Chula Chom Klao, First Class (ฝ่ายหน้า)
1904 – The Order of the White Elephant, First Class
1890 – The Order of the Crown of Thailand, First Class
1911 – The Vajiramala Decoration
1890 – Dushdi Mala Medal for Arts and Sciences
1893 – Dushdi Mala Medal for Royal Service
1903 – Chakramala Medal
1913 – Chakraphat Mala Medal
1904 – Royal Cypher Medal of King Mongkut (Rama IV), Third Class
1908 – Royal Cypher Medal of King Chulalongkorn (Rama V), First Class
1910 – Royal Cypher Medal of King Vajiravudh (Rama VI), First Class
References
https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กรมมหาดเล็ก
https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
___________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO