เครื่องเสวยที่ทรงโปรดของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕

เครื่องเสวยที่ทรงโปรดของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕

เมื่อกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพจำของพระองค์มิได้มีเพียงการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย หากยังทรงเป็นกษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยใน “อาหาร” อย่างลึกซึ้ง ทั้งในฐานะผู้เสวย ผู้ทดลอง ผู้ประดิษฐ์ และผู้แปลตำราอาหารตะวันตกให้คนสยามเข้าใจ

พระองค์จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “พระบิดาแห่งอาหารไทยสมัยใหม่” อย่างแท้จริง

พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องอาหารการกินอย่างยิ่ง จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “นักชิมตัวยง” แห่งยุคสมัย พระราชนิยมดังกล่าวก่อให้เกิดตำรับเครื่องเสวยมากมายในรัชกาลของพระองค์ ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนจากพระราชนิพนธ์และจดหมายเหตุต่าง ๆ ที่ทรงบันทึกไว้ในคราวเสด็จประพาสยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

บันทึกเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนรสนิยมด้านอาหารของพระองค์เท่านั้น หากยังทำให้คนในยุคปัจจุบันได้เรียนรู้ถึงตำรับอาหารในสมัยก่อน ซึ่งกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะในพระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน ที่ทรงเล่าเรื่องการเสด็จประพาสเมืองต่าง ๆ ควบคู่ไปกับพระอารมณ์ขันเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ดังมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

"ลงมือชักม่านดับไฟพยายามจะหลับ ทำไมมันจึงนึกต่อไปไม่รู้ ข้าวแกงเผ็ดโผล่ขึ้นมาในนัยน์ตาที่หลับๆ ประเดี๋ยวไข่เจียวจิ้มน้ำพริก ประเดี๋ยวทอดมันกุ้ง ปลาแห้ง พากันหลอกเสียใหญ่ หลับตาไม่ได้ต้องลืม ลืมก็แลเห็นแกงปลาเทโพ หลอกได้ทั้งกำลังตื่นเช่นนั้น จนชิ้นยำแตงกวาก็พลอยกำเริบ ดีแต่ปลาร้า ขนมจีนน้ำยาหรือน้ำพริกสงสารไม่ยักมาหลอก มีแต่เจ้ากะปิคั่วมาเมียงมองอยู่ไกลๆ..."

ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ทรงสนพระทัยและพิถีพิถันกับเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารแปลกใหม่ อันเป็นผลจากการเสด็จประพาสไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ทรงได้ทอดพระเนตรวัตถุดิบพื้นบ้านหลากหลาย และได้เสวยอาหารที่แตกต่างจากสำรับเดิมอยู่เสมอ

บ่อยครั้ง พระองค์จะทรงนำเรื่องราวเหล่านี้มาพระราชทานเล่าแก่ พระวิมาดาเธอฯ พระอัครชายาในรัชกาลที่ ๕ ผู้ซึ่งทรงดูแลห้องเครื่องต้นเสวยตลอดรัชกาล และทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะทางด้านการทำกับข้าว พระวิมาดาเธอฯ จึงนำเรื่องราวและรสชาติที่ทรงเล่ามาดัดแปลง ปรุงถวาย จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย และก่อให้เกิดตำรับเครื่องเสวยที่ทรงโปรดสืบต่อมา

ต่อไปนี้คือ เครื่องเสวยทรงโปรด ๑๐ รายการ ที่สะท้อนพระอุปนิสัย ความทรงจำ และยุคสมัยของสยามในรัชกาลที่ ๕

___

๑. ขนมจีนน้ำยา

เมนูแรก ขนมจีนน้ำยา
เมนูนี้มีข้อมูลจากหนังสือ สวนสุนันทา ได้กล่าวไว้ว่า ท่านทรงโปรดอาหารไทยมากกว่าอาหารฝรั่ง โดยเฉพาะ “ขนมจีนน้ำยา” ที่โปรดมากเป็นพิเศษ ถึงกับมีรับสั่งให้จัดถวายทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็น และยังเป็นพระกระยาหารมื้อสุดท้ายก่อนเสด็จสวรรคตเพียง ๔ วันอีกด้วย

___

๒. ปลาทูทอด

เมนูที่สอง ปลาทูทอด

ซึ่งเป็นเมนูที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด เพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดเสวยปลาทูเป็นอย่างมาก ในสมัยนั้นถือว่าปลาทูเป็นของหรู เสด็จเมืองเพชรคราวใดก็มักจะเอ่ยถึงปลาทูเสมอ

ได้มีการบันทึกไว้ว่า ท่านไม่โปรดปลาทูทอดที่เหม็นคาว ส่วนผู้ที่ทอดปลาทูได้ถูกพระราชหฤทัยมากที่สุดก็คือ เจ้าจอมเอิบ ซึ่งรับหน้าที่ทอดปลาทูถวายมาตลอด

ครั้งหนึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงมีรับสั่งไว้ว่า

“เรื่องทอดปลาทูข้าอยู่ข้างจะกลัวมาก ถ้าพลาดไปแล้วข้ากลืนไม่ลง ขอให้จัดตั้งเตาทอดปลาที่สะพานต่อเรือนข้างหน้าข้างใน บอกกรมวังให้เขาจัดรถให้นางเอิบ ออกไปทอดเตรียมเตาและกระทะให้พร้อม”

พระราชหัตถเลขาจากเพชรบุรี ฉบับที่ ๕ วันที่ ๑๕ กันยายน ร.ศ. ๑๒๘ ที่มีมาถึงมกุฎราชกุมาร หน้า ๓๑ ได้กล่าวถึงเรื่องปลาทูไว้ว่า

“น้ำที่เพชรบุรีวันนี้ขึ้นสูงอีกมาก แต่ถ้าฝนไม่ตกก็น่าจะยุบลงได้อีก อากาศวันนี้แห้งสนิท มีฝนประปรายบ้างในเวลาจวนพลบ แต่ก็ไม่ชื้น มีความเสียใจที่จะบอกว่าปลาทูปีนี้ใช้ไม่ได้ ผอมเล็กเนื้อเหลว และมีน้อย ไม่ได้ทุกวันด้วย”

___

๓. ผัดด้วงโสน

เมนูที่สาม ผัดด้วงโสน

หนังสือ ชีวิตในวัง ของ ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ ได้กล่าวถึง ด้วงโสน ซึ่งก็คือ “หนอน” ประเภทหนึ่ง คล้าย ๆ ด้วงมะพร้าว แต่ด้วงมะพร้าวจะมีสีขาว ตัวโตกว่าหัวแม่มือ

เป็นที่โปรดเสวยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก เพราะทรงเห็นว่ามีวิตามินมาก เมื่อเป็นพระราชนิยม ชาววังสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงกินกันเป็นเรื่องธรรมดา

วิธีเตรียม คือ นำด้วงใส่ลงไปในหม้อกะทิให้มันกินกะทิ แล้วเอาลงทอดในน้ำมัน จนตัวด้วงเหยียดออกไปเป็นตัวยาว เอาขึ้นมาหั่นเป็นแว่นแล้วจิ้มน้ำจิ้ม

___

๔. ข้าวต้มสามกษัตริย์

เมนูที่สี่ ข้าวต้มสามกษัตริย์

ที่เรียกว่าข้าวต้มสามกษัตริย์นั้น เพราะใช้วิธีต้มแบบเดียวกับข้าวต้มหมู แต่ใช้ปลาทู กุ้ง และปลาหมึกสดแทน

เป็นของทรงประดิษฐ์ในเช้าที่เสด็จทรงเรือฉลอมแล่นใบออกไปประพาสที่ละมุ พระองค์ตรัสหลังจากเสวยว่า

“ตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยอย่างวันนั้นเลย”

จดหมายของนายทรง อานุภาพ (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

ข้าวต้มสามกษัตริย์ ตำรับพระยาพิทักษ์ภูบาล

พิมพ์เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๔๗๘

เครื่องปรุง
หมู ไก่ กุ้ง (ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ปลาทู กุ้งทะเล กับปลาหมึกสด) ใบผักกาดหอม ใบตั้งโอ๋ ใบขึ้นฉ่าย น้ำปลา น้ำซอสฝรั่ง น้ำซีอิ๊วญี่ปุ่น

วิธีการปรุง

นำหมู กุ้ง ไก่ หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปต้มเก็บไว้ จากนั้นเจียวกระเทียมให้หอม แล้วเอาข้าวสารผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียว ใส่น้ำปลา กับน้ำต้มเนื้อที่เก็บไว้ต้มเคี่ยวจนได้ที่ จึงใส่เนื้อหมู ไก่ และกุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำซีอิ๊วญี่ปุ่น และน้ำซอสฝรั่ง ใส่ผักสดที่เตรียมไว้ลงไป โรยพริกไทยป่น จะใส่น้ำส้มแบบใส่ก็ได้ตามรสปาก

___

๕. ผัดหมี่

เมนูที่ห้า ผัดหมี่

นายแพทย์นวรัต ไกรฤกษ์ เล่าไว้ใน รถยนตร์และเรือยนตร์พระที่นั่ง หนังสือปกิณกะในรัชกาลที่ ๕ ว่า

เมื่อบริษัทไฟฟ้าสยามได้ถวายรถไฟฟ้าเป็นคันที่ ๓ พระองค์โปรดขับเองตามถนนต่าง ๆ ผ่านไปถึงตลาดเสาชิงช้าหน้าวัดสุทัศน์เป็นเวลาพลบค่ำ แล้วได้กลิ่นหอมจากร้านเจ๊กผัดหมี่ จึงทรงรับสั่งว่า

“หอมกลิ่นหมี่จริง”

แล้วทรงหยุดรถริมถนน รับสั่งต่อไปว่า

“เจ้าลงไปลองให้เขาผัดหมี่ซื้อไปสักกระทะเถิด”

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เล่าไว้ถึง หม่อมเจ้าวิทยา แห่งราชสกุลปราโมช ซึ่งผัดหมี่กรอบได้อร่อยจนตั้งร้านขาย คนทั่วไปเรียกว่า “หมี่เจ้ากู๋”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าโปรดเสวยหมี่เจ้ากู๋ และมีพระกระแสรับสั่งให้เข้าไปผัดหมี่ตั้งเครื่องเสวยอยู่บ่อย ๆ

หากถูกพระโอษฐ์ จะตรัสว่า “วันนี้เจ้ากู๋ผัดหมี่อร่อย”

แต่หากไม่ถูกพระโอษฐ์ จะตรัสว่า “วันนี้ไอ้เจ้ากู๋ผัดหมี่ไม่เป็นรส”

___

๖. หมูหวาน

เมนูที่หก หมูหวาน

กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเล่าไว้ว่า คุณท้าววรจันทร ซึ่งเป็นคุณย่าของพระองค์ ได้เคยตั้งเครื่องเสวยถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่บ้างเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเสด็จฯ ประทับสวนพระราชวังดุสิต

ครั้งหนึ่งคุณท้าววรจันทรได้รับพระราชดำรัสชมเชยว่ากับข้าวอร่อย โดยเฉพาะหมูหวาน ซึ่งเป็นของประจำสำรับของท่านขาดไม่ได้ เพราะทำให้ทรงระลึกถึงกาลก่อน ครั้งทรงพระเยาว์ได้เคยเสวยหมูผัดเช่นนี้บ่อย ๆ

ทรงอธิบายว่าหมูอย่างนี้ แต่ก่อนเรียกกันว่า หมูผัด คำว่าหมูหวานเป็นคำใหม่ เกิดขึ้นภายหลัง

ครั้นสิ้นรัชกาลที่ ๔ แล้ว มิใคร่ได้เสวยหมูผัดเช่นนี้เลย พระองค์ทรงยกย่องถึงกับโปรดให้ตีฆ้องร้องป่าวทั่วพระราชสำนักว่า ได้เสวยหมูผัดของท้าววรจันทร เป็นหมูผัดชนิดหนึ่งซึ่งทำดีเกือบเหมือนที่เคยเสวยครั้งรัชกาลก่อน และได้พระราชทานน้ำตาลสามเท่าลูกฟักเป็นรางวัล

___

๗. เป็ดอัด

เมนูที่เจ็ด เป็ดอัด

เมนูนี้ต้องย้อนกลับไปในอดีต ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน มีการบันทึกไว้ว่า เมื่อครั้งเสด็จฯ ประพาสกรุงปารีส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสวยเป็ดทอด ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดของเรสเตอรองต์แห่งหนึ่ง มีข้อความว่า

“…พ่อได้ส่งบาญชีกับเข้า ทั้งมีบทกลอนสรรเสริญ แลบอกจำนวนเป็ดตัวที่กินเป็นนัมเบอร์ที่เท่าไร เป็ดที่กินนี้สองตัว ตัวหลังที่สุดนัมเบอร์ 28348 คิดตั้งแต่แกตั้งมาดู คงมีคนกินปีละ 1000 ตัวเศษ”

___

๘. ซุปปอดโอโฟ หรือ ซุปลูกหมา

เมนูที่แปด ซุปปอดโอโฟ หรือ ซุปลูกหมา

ชื่ออาจจะดูแปลกอยู่สักหน่อย แต่เป็นเมนูที่ทรงคิดและโปรดปรุงด้วยพระองค์เองเสมอ

ที่มาของสำรับนี้เกิดขึ้นตอนเสด็จประพาสยุโรป ทรงมีโอกาสได้ชิมอาหารฝรั่ง หนึ่งในนั้นคือ ซุปปอดโอโฟ ซึ่งมาจากภาษาฝรั่งเศส (Pot Au Feu) ที่ปรุงจากเนื้อวัวและผัก

หลังจากเสด็จกลับแล้ว ทรงโปรดซุปปอดโอโฟเป็นพิเศษ และทรงนำมาปรุงเสวยที่ประเทศไทย ทุกครั้งจะพระราชทานให้แก่สุนัขทรงเลี้ยง เนื่องจากสุนัขทรงเลี้ยงชอบมาก พระองค์จึงทรงเรียกซุปปอดโอโฟว่า “ซุปลูกหมา”

___

๙. ไข่เจียว

เมนูที่เก้า ไข่เจียว

เป็นเมนูที่แสนง่าย แต่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ มิได้ทรงโปรดเฉพาะการเสวยพระกระยาหารทั้งไทยและเทศเท่านั้น หากยังทรงสนพระราชหฤทัยถึงวิธีทำอาหารด้วย ถึงขั้นทรงแปลตำราทำกับข้าวภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสมาเป็นภาษาไทย ซึ่ง ไข่เจียว ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันนั้น ถือเป็นของใหม่สำหรับคนสยามในสมัยนั้น และเป็นการดัดแปลงมาจาก ออมเล็ตของฝรั่ง

ในพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๑๓ วันที่ ๘ พฤษภาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๖ ขณะเสด็จประพาสต้นยุโรป ประทับ ณ เมืองซานเรโม ประเทศอิตาลี พระองค์ทรงบรรยายการทำไข่เจียวแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล ว่า

“…ไข่เจียวอีกอย่างหนึ่งที่ควรเราจะทำกินได้เอง คือเจียวข้างล่างสุก อ่อนอย่างไข่เจียวฝรั่ง แล้วจึงเอาไข่ผสมกับเครื่องปรุง มีหมูแฮมแลเนื้ออะไรเล็ก ๆ หยอดลงไปที่ตรงกลางแล้วพับทันที กดขอบให้ติดกันไม่ให้ไข่ที่กลางนั้นไหล สำเร็จเป็นไข่เจียว ข้างในเป็นยางมะตูม สำหรับกินเวลาเช้าอร่อย พ่อคิดถึงลูกจึงเล่าเข้ามาให้ฟังเช่นนี้ นึกว่าถ้าลองทำคงทำได้ทันที…”

___

๑๐. ข้าวคลุกน้ำพริกกะปิ

เมนูที่สิบ เมนูสุดท้าย ข้าวคลุกน้ำพริกกะปิ

โดยทั่วไปมักเห็นคนนิยมนำ “ข้าวคลุกกะปิ” ไปไหว้พระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ แต่ ผศ.ดร.ศันสนีย์ กล่าวว่า ที่ถูกต้องควรเป็น ข้าวคลุกน้ำพริกกะปิ มีที่มาจากพระราชหัตถเลขาตอนเสด็จประพาสต้นว่า

“เหลือกะปิน้ำตาลติดก้นขวด เอามาปนกับมะนาวบีบ พริกป่นโรยลงไปหน่อย คลุกข้าวกินกับหมูแฮมแลกับฝรั่ง เพลินอิ่มสบายดี”

อีกทั้ง ม.จ.หญิงจงจิตถนอม ดิศกุล ยังทรงทำกะปิพล่าถวาย และเป็นที่พอพระราชหฤทัยถึงกับทรงขอเสวยซ้ำในวันรุ่งขึ้น และได้พระราชทานรางวัลเป็นสร้อยข้อมือ ๑ เส้น

พร้อมพระราชดำรัสว่า

“ข้าได้กินน้ำพริกของเจ้า ทำให้ข้ารอดตายแล้ว”

___

ภาพประกอบ: โต๊ะเสวย ณ พระตำหนักเรือนต้น พระราชวังดุสิต

จากซ้าย


๑. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย

๒. สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

๓. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา

๔. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

๕. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี

๖. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช

เครดิต : FoodieTaste

___________________

The Favourite Royal Dishes of His Majesty King Chulalongkorn

When speaking of His Majesty King Chulalongkorn (Rama V), the image most people recall is that of a monarch who modernised Siam. Yet beyond his historic reforms, he was also a king with a profound and refined passion for food—as a diner, an experimenter, an inventor, and even a translator of Western cookbooks for Siamese readers.

He may, in every sense, be regarded as “the Father of Modern Thai Cuisine.”

His Majesty took an exceptional interest in gastronomy and was widely renowned in his era as an avid gourmet. This royal enthusiasm gave rise to numerous royal recipes during his reign, well documented in his royal writings and correspondence recorded during his journeys, both within Siam and abroad.

These records not only reflect the King’s personal culinary tastes, but also allow modern readers to learn about historical dishes that have since become invaluable cultural heritage. This is especially evident in his royal travelogue Far from Home (Klai Ban), where accounts of his journeys are intertwined with humourous reflections on food. One notable passage reads:

“I drew the curtains, extinguished the lights, and tried to sleep.
But for reasons unknown, my thoughts would not cease—
spicy curry rose before my half-closed eyes;
then fried omelette with chilli paste;
then shrimp cakes, dried fish, all conspiring to torment me.
I could not keep my eyes closed—
opening them, I still saw fish curry with pla thepho.
Even while fully awake, they continued to deceive me,
until cucumber salad too began to stir.
Only fermented fish, khanom jeen nam ya, and chilli paste—poor things—did not come to haunt me.
Only roasted shrimp paste lingered, gazing from afar…”

King Rama V was meticulous and deeply attentive to food, especially unfamiliar dishes encountered during his travels throughout Siam and overseas. These journeys exposed him to a wide range of local ingredients and new culinary traditions, which he enjoyed sampling beyond the conventional royal table.

He often shared these culinary experiences with Her Royal Highness Phra Vimadatheri, his principal consort, who oversaw the Royal Kitchen throughout the reign and was revered as the foremost authority in royal cookery. She adapted the stories and flavours described by the King into refined dishes prepared for royal consumption, giving rise to many of the dishes that became His Majesty’s favourites.

Presented below are ten royal dishes favoured by King Rama V, each reflecting his character, memories, and the era of Siam during his reign.

1. Khanom Jeen Nam Ya

(Rice noodles with fish curry sauce)

According to the book Suan Sunandha, His Majesty preferred Thai food over Western cuisine, with khanom jeen nam yabeing an exceptional favourite. He ordered it to be served for both breakfast and dinner, and notably, it was also his final royal meal, consumed just four days before his passing.

2. Fried Mackerel (Pla Thu Tod)

This dish may be considered the ultimate favourite, as King Rama V greatly enjoyed mackerel, which at the time was regarded as a luxury. Whenever he visited Phetchaburi, mackerel was frequently mentioned.

Records note that His Majesty disliked fried mackerel with a fishy odour. The person who prepared it to his greatest satisfaction was Chao Chom Eep, who was entrusted with frying mackerel for the royal table.

On one occasion, the King remarked:

“I am always anxious about fried mackerel.
If it goes wrong, I cannot swallow it.
Please arrange a frying station at the connecting bridge between the outer and inner quarters.
Inform the Palace Department to provide transport for Eep
so she may prepare the stove and pan in advance.”

A royal letter from Phetchaburi dated 15 September R.S. 128, addressed to the Crown Prince, records:

“The water level in Phetchaburi is high again today,
but if there is no rain it may recede.
The air is dry, with only light rain near dusk.
I regret to say that this year’s mackerel is no good—
thin, small, mushy in texture, scarce, and not available daily.”

3. Stir-Fried Duang Sano Beetle Larvae

In Life in the Palace by M.L. Nueang Nilrat, duang sano—a type of edible larva similar to coconut beetle larvae, though smaller and darker—is discussed.

King Rama V was particularly fond of this dish, believing it to be rich in vitamins. As it became royal preference, palace residents during his reign consumed it as a matter of course.

Preparation involved feeding the larvae coconut milk, frying them until they stretched out, slicing them into rounds, and serving them with dipping sauce.

4. Three-Kings Rice Porridge (Khao Tom Sam Kasat)

This dish earned its name because it was prepared like pork rice porridge but used mackerel, shrimp, and fresh squidinstead.

It was invented one morning while the King was sailing in a chalom boat near La-Mu. After tasting it, he declared:

“Since the day I was born, I have never eaten rice porridge as delicious as this.”

Recorded in a letter by Prince Damrong Rajanubhab, published in Three-Kings Rice Porridge: The Recipe of Phraya Phithak Phuban, dated 21 April 1935.

(Ingredients and cooking method translated in full as per original text.)

5. Stir-Fried Noodles (Phat Mee)

Dr. Nawaraj Krairuek recounts in Royal Automobiles and Motorboats that while personally driving an electric car through Bangkok at dusk, King Rama V passed the Giant Swing near Wat Suthat and smelled noodles being stir-fried by a Chinese vendor.

He remarked:

“That truly smells like good noodles.”

He then stopped and ordered:

“Go down and have him fry a pan for us.”

The dish became known as Mee Chao Koo, named after its cook, and was frequently summoned to the palace.
If satisfactory, the King would say:

“Today Chao Koo’s noodles are delicious.”

If not:

“Today Chao Koo’s noodles lack flavour.”

6. Sweet Braised Pork (Moo Waan)

Prince Phithayalaphrueithiayakorn recalled that Lady Worajan, his grandmother, occasionally prepared royal meals, particularly during royal stays at Dusit Palace.

Her sweet braised pork reminded the King of dishes he had enjoyed in his youth. Formerly known simply as moo phat(stir-fried pork), the term moo waan emerged later.

The King was so pleased that he ordered palace gongs struck to announce the dish’s excellence and rewarded Lady Worajan with three gourd-measures of sugar.

7. Pressed Duck (Ped At)

In Far from Home, King Rama V recorded dining on fried duck at a Parisian restaurant:

“I sent an account of the meal, including verses of praise,
noting the numbered count of ducks consumed.
We ate two ducks; the latter bore number 28,348.
Since the restaurant’s founding, it must serve over a thousand ducks annually.”

8. Pot-au-Feu, or ‘Puppy Soup’

Though the name may sound peculiar, this was a dish the King personally devised and enjoyed cooking.

Introduced during his European travels, pot-au-feu, a French beef and vegetable soup, became a favourite. Upon returning to Siam, he prepared it frequently and shared it with his dogs, who loved it so much that he affectionately renamed it “puppy soup.”

9. Omelette (Khai Jiao)

King Rama V not only enjoyed eating but was deeply interested in culinary techniques, translating English and French cookbooks into Thai.

The Thai omelette was a novelty at the time, adapted from the Western omelette. In a royal letter dated 8 May R.S. 126, written in Sanremo, Italy, he described its preparation to Princess Nibha Nobhadol in detail.

10. Rice with Shrimp-Paste Chilli Paste

Often mistaken today for khao kluk kapi, scholars note the correct dish was rice mixed with shrimp-paste chilli paste, based on the King’s own letters.

One passage reads:

“Leftover shrimp paste and sugar stuck to the bottle bottom,
mixed with lime juice and a little chilli powder,
tossed with rice and eaten with ham and Western fruit—
most satisfying and comfortable.”

The dish once earned such praise that the King exclaimed:

“Your chilli paste saved my life.”

Illustration

Royal Dining Table at Phra Tamnak Ruen Ton, Dusit Palace

From left to right:

  1. Prince Chudadhuj Dharadilok, Prince of Phetchabun

  2. Prince Mahidol Adulyadej, the Prince Father of Thailand

  3. Princess Malini Nobhadara, Princess of Srisatchanalai

  4. His Majesty King Chulalongkorn (Rama V)

  5. Princess Nibha Nobhadol Vimolprabhavadi, Princess of Uthong

  6. Prince Urubongse Rajasombhoj

Credit: FoodieTaste

___________________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Previous
Previous

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต

Next
Next

His Royal Highness Prince Sanphasat Suphakij