ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล

ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล

ภาพที่ได้รับการบูรณะและเพิ่มสีด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยอ้างอิงรายละเอียดเครื่องแต่งกาย เครื่องหมาย และบริบททางประวัติศาสตร์จากหลักฐานร่วมสมัย

___________

ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี

ท่านผู้หญิงเสงี่ยม (สกุลเดิม วสันตสิงห์) เป็นธิดาของ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (สิงห์โต) และ ท่านท้วม

สมรสกับ หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล โอรสคนใหญ่ของ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ซึ่งต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี

การศึกษาในวัยเด็ก เรียนหนังสือและขนบธรรมเนียมแบบกุลสตรีที่ สำนักเจ้าจอมเปี่ยม ในกรมพระวังบวรสถานมงคล สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นน้าของท่าน เวลาส่วนใหญ่ฝึกจัดการบ้านเรือนที่บ้านมารดา

หลังสมรส เรียนรู้ด้วยตนเองจากการสังเกต การอ่านหนังสือ การสนทนา และการปรึกษาหารือกับสามีและผู้คนที่คบหาสมาคม

เมื่อเป็นหม้าย ได้ยึด สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นที่พึ่งทางใจ ไปถือศีลฟังธรรมทุกวันธรรมสวนะ จนกระทั่งร่างกายไม่แข็งแรงพอจะไปได้

ท่านสมรสตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี และหลังแต่งงานเพียง ๓ เดือน เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ต้องไปรับราชการต่างประเทศถึง ๔ ครั้ง รวมประมาณ ๑๕ ปี

ช่วงต้นชีวิตครอบครัว ท่านต้องอยู่ห่างสามี เลี้ยงบุตร และดูแลการเงินในบ้าน โดยต้องทำมาหากินเพิ่มเติมจากเงินที่สามีส่งมาจากประเทศอังกฤษ

ในการเดินทางไปราชการครั้งที่ ๓ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี จึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ขอพระมหากรุณาให้ทรงจัดส่งบุตรและภริยาไปให้ ซึ่งก็ทรงจัดการตามประสงค์ 

ท่านผู้หญิงเกือบได้เดินทางไปอยู่ด้วย สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงจัดการจะให้ท่านผู้หญิงไปจนถึงจองที่เรือพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว แต่มีเหตุอันคาดไม่ถึงทำให้ท่านผู้หญิงต้องผิดหวังอย่างมาก ซ้ำท่านเจ้าคุณยังเข้าใจผิดเคืองท่านผู้หญิงเสียด้วย

ในภาพ ท่านผู้หญิงเสงี่ยมประดับด้วย:

๑. เข็มสมาชิกสมาคมบำรุงเสือป่า

ท่านสมัครเป็น “แม่เสือ” ทำหน้าที่จัดเสบียงอาหารและเวชภัณฑ์ส่งกองเสือป่า

กิจการเสือป่าเป็นโครงการที่ตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีแนวคิดเรื่องความจงรักภักดี ความรักชาติ และความสามัคคี

ต่อมาได้มีการจัดตั้ง “สมาคมบำรุงเสือป่าแห่งกรุงสยาม” เพื่อรับบริจาคสนับสนุนกิจการ และมีการสร้างเข็มสมาชิกพระราชทานเป็นที่ระลึก โดยใช้แพรแถบสีแทนกองเสนาที่ผู้บริจาคสนับสนุน

แพรแถบสีดำสลับแดงในภาพ หมายถึงการสนับสนุนกองเสนาหลวงรักษาพระองค์ นอกจากนี้ยังมีกองเสนาอื่น เช่น กรุงเทพฯ (สีเหลือง), นครไชยศรี (สีน้ำเงิน), อยุธยา (สีแดง), พายัพ (สีบานเย็น) ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบสีผ้าผูกคอลูกเสือในแต่ละพื้นที่

๒. เหรียญเสาวภาฯ (พ.ศ. ๒๔๕๖)


หรือ “เหรียญหมู” เนื้อทองคำ จัดสร้างในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๕๐ ปี ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประสูติในปีกุน เหรียญมีลักษณะกลม ขนาดประมาณ ๒๗ มิลลิเมตร ด้านหน้าเป็นรูปหมู ลงยาหลายสีอย่างประณีต

___________

ม.ล. ปิ่น มาลากุล

หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๔๔๖ ณ บ้านถนนอัษฎางค์ อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร เป็นบุตรชายคนเดียวของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) อดีตเสนาบดีกระทรวงธรรมการ และท่านผู้หญิงเสงี่ยม พระเสด็จสุเรนทราธิบดี (นามสกุลเดิม วสันตสิงห์) มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น ๑๐ คน

ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ บิดาได้นำเข้าถวายตัวต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงได้ย้ายเข้าโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย) เป็นนักเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์

หลังจากนั้นขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งนักเรียนมหาดเล็กรับใช้ขึ้น โดยหม่อมหลวงปิ่น ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเรียนมหาดเล็กรับใช้รุ่นแรก และยังได้เป็นนักเรียนเสือป่ามาตลอดอีกด้วย

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๔ รัชกาลที่ ๖ มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้หม่อมหลวงปิ่นรับทุนกระทรวงธรรมการไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ โดยเข้าศึกษาภาษาสันสกฤตและบาลีที่ School of Oriental Studies มหาวิทยาลัยลอนดอน และศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยเลือกภาษาสันสกฤตเป็นวิชาเอก และ ภาษาบาลีเป็นวิชาโท กระทั่งสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาตรี เกียรตินิยมทางภาษาสันสกฤต (B.A. Honours) ใน พ.ศ. ๒๔๗๑ จากนั้นได้ศึกษาวิชาครูเพิ่มเติม จนกระทั่งได้รับปริญญาอักษรศาสตร์ มหาบัณฑิต (M.A.) ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทย นอกจากนี้ ท่านได้สำเร็จการศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นแรก) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘

ด้านชีวิตครอบครัว หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล สมรสกับนางสาวดุษฎี ไกรฤกษ์ (ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา) บุตรีเจ้าพระยามหิธร และท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งท่านทั้งสองไม่มีบุตรธิดา

หม่อมหลวงปิ่นกับชีวิตราชการ

ชีวิตราชการของหม่อมหลวงปิ่นได้ปฏิบัติงานทางด้านการศึกษามาโดยตลอด มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาของชาติมากมาย เช่น

พ.ศ. ๒๔๙๒ ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมหอวัง ซึ่งเป็นโรงเรียนสาธิตของแผนกฝึกหัดครูมัธยม และเป็นโรงเรียนสาธิต แห่งแรกในประเทศไทย หม่อมหลวงปิ่นได้ริเริ่มให้มีการฝึกสอนและ ฝึกงานตามโรงเรียนต่าง ๆ และจัดให้มีวิชาหัตถกรรมขึ้นเป็นครั้งแรกในโรงเรียนมัธยมหอวัง

พ.ศ. ๒๔๘๙–๒๕๐๐ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยาวนานถึง ๑๑ ปีเศษ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับ การปรับปรุงงานด้านการศึกษาอย่างมาก

จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ อันเป็นช่วงเวลาที่ท่านได้ทำคุณประโยชน์ ให้กับการศึกษาไทยไว้อย่างมาก โดยได้ดำเนินงานโครงการพัฒนา การศึกษาในส่วนภูมิภาค ซึ่งโครงการนี้ส่งผลสำคัญ ๒ เรื่องคือ เกิดโรงเรียนมัธยมแบบประสมแห่งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา และ เกิดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตลอดระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งเกี่ยวกับการศึกษา หม่อมหลวงปิ่นได้สร้างสรรค์งานการศึกษาของชาติ ด้วยวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกลและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมในหน้าที่ อันได้แก่ความซื่อสัตย์ ความตั้งใจ ความรับผิดชอบ ท่านอุทิศกายใจเพื่อการศึกษาของชาติ อย่างเด่นชัด ได้ทำการสอนและอบรมศิษยานุศิษย์อย่างถี่ถ้วน โดย ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังสร้างวิธีการสอนแบบใหม่อันเป็น ตัวอย่างที่ดีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน และได้พัฒนาการฝึกหัดครูให้เข้า มาตรฐาน และยกระดับอาชีพครูให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของสังคม

จึงนับว่าท่านเป็น “ปูชนียบุคคลแห่งวงการศึกษาไทย” อย่างแท้จริง และเป็นตัวอย่างของบุคคลที่มี “คุณธรรมนำความรู้” ที่คนไทยและสังคมไทยในปัจจุบันควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

บุคคลสำคัญผู้มีผลงานดีเด่นระดับโลก

ด้วยผลงานและคุณูปการจำนวนมากที่หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล มีต่อวงการศึกษาและวัฒนธรรมของไทย เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ประเทศไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรีได้เสนอนาม หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ให้องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในฐานะเป็นบุคคลสำคัญและมีผลงาน ดีเด่นระดับโลก ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ สาขาการศึกษา วัฒนธรรม วรรณกรรม และการสื่อสาร

หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวัน
พฤหัสบดีที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ เวลา ๑๓.๐๕ น. ณ โรงพยาบาล
พระมงกุฎเกล้า สิริอายุรวมได้ ๙๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วัน

___________

ในภาพ ม.ล. ปิ่น ประดับด้วย:

๑. เหรียญเสมา (สมัยรัชกาลที่ ๖)
มี ๓ แบบ ได้แก่
๑. เสมา วปร. (รุ่นแรก)
๒. เสมา ร (ใช้ช่วงสั้น)
๓. เสมา รร (รุ่นท้าย)

เหรียญแบ่งเป็น ๕ ชั้น ได้แก่
๑. ทองคำฝังเพชร
๒. ทองคำลงยา
๓. ทองคำ
๔. เงินหน้าทอง
๕. เงิน

เหรียญในภาพเป็น ชั้นที่ ๒ (ทองคำลงยา) ตรา วปร. ซึ่งพบได้ค่อนข้างยาก

๒. เข็มสมาชิกสภากาชาด จปร. รุ่นเก่า (เข็มใหญ่ เงินลงยา) พ.ศ. ๒๔๖๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตรา "พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาด พระพุทธศักราช ๒๔๖๑" ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ ยังไม่มีการสถาปนาเหรียญกาชาดสำหรับประดับได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีแต่เครื่องหมายสำหรับสมาชิกสภากาชาดไทย เป็นเข็มกลัดทองลงยา หรือเงินกะไหล่ทองลงยา มีอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ทับบนรูปกาชาดวางอยู่กลาง

๓. เข็มราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยาม (พ.ศ. ๒๔๕๘) เข็มราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยาม เป็นเข็มเงิน รูปช้างปาลิไลย์นั่งแนบฝั่งน้ำ งวงชูหม้อน้ำ เป็นเข็มที่รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยาม จัดสร้างเข็มฯ นี้ขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ เพื่อพระราชทานเป็นการสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทุนทรัพย์ซื้อ "เรือรบหลวงพระร่วง" เป็นเข็มเนื้อเงินสำหรับติดเสื้อ หรือติดสไบสำหรับสตรี

๔. แหนบนักษัตรมะโรง

___________

Lady Sa-ngiam Surenrathibodi (ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี) and M.L. Pin Malakul (ม.ล. ปิ่น มาลากุล)

This AI-restored and colourised image depicts Lady Sa-ngiam Surenrathibodi (ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี) and Mom Luang Pin Malakul (หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล), photographed during the reign of King Vajiravudh (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖). The reconstruction is based on historically verified references in dress, insignia, and contemporary context.

___________

Lady Sa-ngiam Surenrathibodi (ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี)

Lady Sa-ngiam (née Wasantasinh; วสันตสิงห์) was the daughter of Luang Anurak Phubet (หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (สิงห์โต)) and Thuan (ท่านท้วม).

She married Mom Rajawongse Pia Malakul (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล), the eldest son of His Serene Highness Prince Krom Muen Prapparapak (พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์), who was later ennobled as Chaophraya Phra Sadet Surenrathibodi (เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี).

Her early education followed the refined traditions expected of elite Siamese women. She was educated at the household of Chao Chom Piam (เจ้าจอมเปี่ยม) within the Front Palace (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) during the reign of King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕), who was her maternal relative. Much of her upbringing was devoted to domestic management under her mother’s supervision.

After marriage, she continued her education independently through observation, reading, conversation, and intellectual exchange with her husband and social circle.

Following widowhood, she turned to spiritual practice, taking refuge in Somdet Phra Phutthachan (Charoen Yanavaro; สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)) of Wat Thepsirin (วัดเทพศิรินทราวาส). She regularly observed precepts and attended Dhamma teachings on Buddhist holy days until her health no longer permitted it.

She married at the age of seventeen, and within three months of marriage, her husband departed for overseas service. Over the course of their early marriage, he was posted abroad four times, totalling approximately fifteen years.

During this period, she managed the household, raised their children, and oversaw finances, supplementing the income sent from England.

During his third overseas posting, Chaophraya Phra Sadet Surenrathibodi (เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี) formally submitted a petition to King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama V) and Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ), respectfully requesting that his wife and children be sent to join him abroad. The royal court granted approval and made the necessary arrangements accordingly.

Lady Sa-ngiam (ท่านผู้หญิงเสงี่ยม) came very close to making the journey. Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) personally oversaw the arrangements, and passage on a ship had already been secured, with departure imminent. However, unforeseen circumstances intervened, preventing her departure. This caused her considerable disappointment, and, compounding the situation, Chaophraya Phra Sadet Surenrathibodi misunderstood the situation and became displeased with her.

Insignia worn in the image

1. Wild Tiger Corps Support Association badge (เข็มสมาชิกสมาคมบำรุงเสือป่า)
Lady Sa-ngiam enrolled as a “Mae Suea” (แม่เสือ), responsible for organising provisions and medical supplies for the Wild Tiger Corps.

The Wild Tiger Corps (กองเสือป่า) was established during the reign of King Vajiravudh (รัชกาลที่ ๖) with the aim of promoting loyalty, patriotism, and national unity.

The “Wild Tiger Corps Support Association of Siam” (สมาคมบำรุงเสือป่าแห่งกรุงสยาม) was later founded to receive donations. Membership badges were issued as royal commemorative tokens, with ribbon colours indicating the corps supported.

The black-and-red ribbon seen in the image represents support for the Royal Guards Corps (กองเสนาหลวงรักษาพระองค์). Other corps colours included Bangkok (yellow), Nakhon Chai Si (blue), Ayutthaya (red), and Phayap (magenta), which later influenced the regional colours of Thai Scout neckerchiefs.

2. Queen Saovabha Commemorative Medal (เหรียญเสาวภาฯ), B.E. 2456 (1913)
Also known as the “Pig Medal” (เหรียญหมู), this gold medal was created to commemorate the 50th birthday of Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ), the Queen Mother (พระบรมราชชนนีพันปีหลวง), who was born in the Year of the Pig.

The medal is circular, approximately 27 mm in diameter, featuring a finely enamelled pig motif in multiple colours.

___________

M.L. Pin Malakul (ม.ล. ปิ่น มาลากุล)

Mom Luang Pin Malakul (หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล) was born on Saturday, 24 October B.E. 2446 (1903), at a residence on Atsadang Road (ถนนอัษฎางค์), Phra Nakhon (พระนคร). He was the only son of Chaophraya Phra Sadet Surenrathibodi (เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี; หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล), former Minister of Public Instruction, and Lady Sa-ngiam (ท่านผู้หญิงเสงี่ยม). He had a total of ten siblings.

In B.E. 2457 (1914), he was presented to King Vajiravudh (รัชกาลที่ ๖) and subsequently entered the Royal Pages School (โรงเรียนมหาดเล็กหลวง; now Vajiravudh College – วชิราวุธวิทยาลัย) under royal patronage.

While studying in secondary school (Year 4), he was selected as one of the first cohort of Royal Pages in service (นักเรียนมหาดเล็กรับใช้) and also remained an active member of the Wild Tiger Corps.

In B.E. 2464 (1921), he was awarded a Ministry of Education scholarship to study in England. He studied Sanskrit and Pali at the School of Oriental Studies, University of London, and continued at the University of Oxford, specialising in Sanskrit (major) and Pali (minor). He graduated with a Bachelor of Arts (Honours) in Sanskrit in B.E. 2471 (1928), later obtaining a Master of Arts degree before returning to Thailand.

He also graduated from the National Defence College (วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร), first cohort, in B.E. 2498 (1955).

He married Miss Dusadee Krairiksh (ดุษฎี ไกรฤกษ์), later known as Than Phuying Dusadee Mala Malakul na Ayudhya (ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา), daughter of Chaophraya Mahithon (เจ้าพระยามหิธร) and Than Phuying Klip (ท่านผู้หญิงกลีบ), in B.E. 2474 (1931). The couple had no children.

Insignia worn in the image

1. Sema Medal (เหรียญเสมา), reign of King Rama VI
There are three types:

  • V.P.R. (วปร.) – early version

  • R (ร) – transitional version

  • R.R. (รร) – later version

The medal is classified into five classes:

  1. Gold set with diamonds

  2. Gold with enamel

  3. Gold

  4. Silver-gilt

  5. Silver

The medal depicted in the image is the second class (gold with enamel), bearing the V.P.R. monogram, which is relatively rare.

2. Thai Red Cross Society Membership Badge (เข็มสมาชิกสภากาชาด จปร.), B.E. 2461 (1918)
Issued following the enactment of the Red Cross Act of B.E. 2461 under King Vajiravudh (รัชกาลที่ ๖). At that time, no formal decorations equivalent to orders were established; instead, members received enamel badges in gold or gilt silver, featuring the royal monogram “จ.ป.ร.” superimposed on a red cross.

3. Royal Siamese Navy Association Badge (เข็มราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยาม), B.E. 2458 (1915)
A silver badge depicting the elephant Palilai (ช้างปาลิไลยก์) seated by the water, raising its trunk holding a water vessel. It was created under royal patronage of King Rama VI as a token of appreciation for donors contributing to the purchase of the warship HTMS Phra Ruang (เรือรบหลวงพระร่วง).

4. Zodiac Brooch – Year of the Dragon (แหนบนักษัตรมะโรง)

___________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO 

Next
Next

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา และเจ้าจอมมารดาอ่อน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)