กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี - “เสด็จอธิบดี”

กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี - “เสด็จอธิบดี”

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี - “เสด็จอธิบดี”


ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชั่นนี้คือพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี (อ่านว่า ทิบ-พะ-ยะ-รัด-กิ-ริด-กุ-ลิ-นี) (๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๗ - ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑) หรือที่เรียกกันว่า เสด็จอธิบดี ทรงเป็นอธิบดีหญิงพระองค์แรกของสยาม เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๗ เป็นพระขนิษฐาร่วมพระมารดาในสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๗ มีพระเชษฐาและพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดาเดียวกัน ๔ พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแดง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเขียว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบงเบิกบาน และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

ในฐานะที่เป็นพระโสทรกนิษฐาของ "เสด็จพระนาง" (ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี) พระองค์เจ้านภาพรประภาจึงประทับอยู่ในตำหนักเดียวกัน พร้อมกับพระมารดาคือเจ้าคุณจอมมารดาสำลี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต นอกจากนี้ยังทรงสนิทสนมกับสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถอีกด้วยในฐานะที่ทรงเป็น "พระเจ้าลูกเธอชั้นเล็ก" เช่นกัน โดยเฉพาะกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ นั้นนอกจากจะทรงวิสาสะกันในฐานะเจ้าพี่เจ้าน้องแล้ว ยังทรงรับผิดชอบบริหารงานราชการฝ่ายในร่วมกัน และได้ทรงเลี้ยงดูพระราชโอรสพระองค์หนึ่งในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา (ซึ่งก็นับว่าเป็นพระราชภาติยะของพระองค์ทั้งสองฝ่าย) คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ถึงขนาด "ทูลกระหม่อมเอียด" รับสั่งว่า "หากไม่ติดเกรงพระทัยทูลกระหม่อมชาย อยากจะทูลเชิญเสด็จน้ามาประทับอยู่ด้วยกัน

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี ทรงเป็นขัตติยราชนารีที่มากด้วยความสามารถในหลายด้าน มีพระนิสัยร่าเริง สนุกสนานเฮฮา มีพระอัธยาศัยที่งดงาม ทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตลอดจนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจในเรื่องใดๆ ก็ตามก็จะปฏิบัติได้สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีในทุกเรื่อง

ครั้งถึงปี ๒๔๓๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอพระสมุดวชิรญาณขึ้นในพระบรมมหาราชวัง พระองค์ก็ทรงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอุปนายกหอพระสมุดตั้งแต่แรกเริ่ม นอกจากจะทรงอุทิศเวลาให้กับงานอย่างจริงจังแล้ว พระองค์ยังต้องนำเงินส่วนพระองค์มาใช้สอยในการเลี้ยงรับรองทั้งในเวลาปกติและโอกาสพิเศษต่างๆ ด้วยเพราะงานหอพระสมุดเป็นงานการกุศล แม้จะทรงประสบปัญหาในทางการเงินบ้างก็มิได้ทรงปริปากให้ผู้ใดเดือดร้อน จนภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้วางระเบียบใหม่ โดยให้เบิกเงินหลวงแทนเพื่อคลายความเดือดร้อนขององค์อุปนายกฯ หอพระสมุดนี้เป็นแนวความคิดของบรรดาพระราชโอรสพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบรมราชชนก ต่อมาในปี ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นหอพระสมุดสำหรับพระนคร แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “หอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร” เป็นที่มาของหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน

ในเดือน เม.ย. ๒๔๓๖ ได้มีการก่อตั้งสภาอุณาโลมแดงขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสยาม โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงดำรงตำแหน่งสภาชนนี พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี (พระยศขณะนั้น) ทรงเป็นสภานายิกา ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นเลขานุการิณี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภาฯ ทรงได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยเลขานุการิณี วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดไทยในปัจจุบันนั้น ต้องการที่จะช่วยบรรเทาทุกข์แก่บรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับฝรั่งเศส อันเนื่องมาจากกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่ชายแดนไทยด้านแม่น้ำโขง ซึ่งคนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒”

เมื่อวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๖–๒๔๓๗ ค่อยคลี่คลายลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเห็นสมควรเสด็จพระราชดำเนินไปเจริญทางพระราชไมตรี และทำความรู้จักคุ้นเคยกับประมุขของประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปด้วยพระองค์เอง ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ จึงเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรครราชเทวี เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ส่วนราชการภายในพระบรมมหาราชวังนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระเจ้าน้องนางเธอสองพระองค์ คือ พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา และพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ ให้ทรงช่วยดูแลราชการฝ่ายในทั้งหมดภายในพระราชวังหลวง เพื่อแบ่งเบาภาระของคุณท้าววรจันทร์ด้วย

พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม กอปรด้วยเชาวน์ปฏิภาณ ทรงสามารถจัดการงานทั้งปวงได้เรียบร้อยสมกับเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสยุโรปแล้ว โปรดให้เพิ่มอำนาจหน้าที่การบังคับบัญชาราชการฝ่ายในมากขึ้น จนในที่สุดทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา ทรงดำรงตำแหน่ง "อธิบดีกรมโขลน” ขึ้นอยู่ในสังกัดกระทรวงวัง เรียกกันเป็นสามัญว่า “อธิบดีฝ่ายใน” พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา จึงเป็นสตรีไทยพระองค์แรกที่ทรงรับราชการอย่างบุรุษจนได้เป็นอธิบดี และซึ่งชาววังทั่วไปในขณะนั้นต่างออกพระนามว่า “เสด็จอธิบดี” ด้วยความเคารพยำเกรง แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงยกย่องและตรัสเรียกเสด็จอธิบดีในบางครั้งเช่นกัน ร่ำลือกันว่าผู้คนเกรงกลัว "เสด็จอธิบดี" เสียยิ่งกว่า "สมเด็จรีเย็นต์” (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ) เสียอีก

______________


ในพระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ ปรากฏเครื่องประดับจำนวน ๗ ชิ้น ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับส่วนพระองค์ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง การทรงงาน ความใกล้ชิด และความไว้วางพระราชหฤทัย ที่ทรงได้รับจากทั้งพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ชั้นสูงอย่างชัดเจน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

.

๑. เข็มกลัดลงยาอักษรย่อ “จปร”
เข็มกลัดลงยาสีน้ำเงิน ขอบขาว ประดับเพชรทรงหยดน้ำ อักษรย่อ “จปร” (จุลจอมเกล้า ปรมราชาธิราช) เป็นเข็มที่ได้รับพระราชทานเนื่องจากได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและความใกล้ชิดในพระราชสำนัก

.

๒. เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” แบบพิเศษ
เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” ออกแบบพิเศษโดยมีลวดลายตวัดใต้พระนาม ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สะท้อนถึงความโปรดปรานและความสัมพันธ์อันแนบแน่นในฝ่ายในของราชสำนัก

.

๓. เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู
เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู ได้รับในฐานะที่ทรงเป็นพระโสทรกนิษฐาของ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีเป็นหลักฐานถึงสายสัมพันธ์ในเหล่าพระญาติวงศ์ที่มีความใกล้ชิด

.

๔. เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์”
เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์” ซึ่ง เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นที่ระลึกในความรัก ในฐานะที่เคยเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งทรงพระเยาว์

.

๕. เหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ ๕ เสด็จกลับจากประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐)
เหรียญชุดนี้จัดสร้างขึ้นที่โรงกษาปณ์ในมหานครปารีส โดย ออกัสตุส ปาเตย์ แบ่งออกเป็น ๓ เนื้อ ได้แก่

  • เนื้อทองคำ พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้ใกล้ชิด

  • เนื้อเงิน พระราชทานแก่ขุนนางและข้าราชบริพาร

  • เนื้อทองขาว (อัลปาก้า) พระราชทานแก่พสกนิกรทั่วไป

เหรียญ “เสด็จกลับ” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง คำว่า เสด็จกลับ สื่อถึงพระบารมีและบุญญาธิการของ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ที่ทรงเสด็จไปและเสด็จกลับโดยสวัสดิภาพ
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ (ร.ศ. ๑๒๖) เป็นการเสด็จอย่างไม่เป็นทางการ มีผู้ตามเสด็จเพียง ๑๕ ท่าน เสด็จออกจากสยามเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ และเสด็จกลับถึงพระนครเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐ รวมระยะเวลา ๗ เดือน ๒๑ วัน

.

๖. เข็มอักษรในการเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป
เข็มพระราชทานสำหรับผู้ร่วมตามเสด็จ หรือผู้ที่อยู่รักษาพระนคร ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง (ร.ศ. ๑๑๖ และ ร.ศ. ๑๒๖) แบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ

  • ชั้นที่ ๑ เนื้อทองคำ

  • ชั้นที่ ๒ เนื้อเงิน

ผู้ร่วมเสด็จจะได้รับเข็มทรงกลม ส่วนผู้ที่อยู่รักษาพระนครจะได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยม
ในกรณีนี้ สมเด็จอธิบดี ทรงอยู่ช่วยรักษาพระนครทั้งสองครา จึงได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยมในร.ศ. ๑๒๖ โดยมีแพรแถบลอดด้านหลังเข็มตามชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ทรงได้รับ
เนื่องจากทรงได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายใน) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ แพรที่ลอดหลังเข็มจึงเป็น สีชมพู

.

๗. เข็มกลัดคามิโอล้อมเพชร ประดับที่คอเสื้อ
เข็มกลัดแบบคามิโอ ล้อมเพชร ประดับพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต แสดงถึงความเคารพยกย่องและสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดในเหล่าพระญาติวงศ์ ในฐานะพระมาตุจฉา

______________


Princess Thipyarat Kiridakulini, “Sadet Aphibodi” (The Director-General Princess)
(กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี – “เสด็จอธิบดี”)

Princess Naphaprapha, Princess Thipyarat Kiridakulini
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี),
widely known by the honorific title “Sadet Aphibodi” (“The Director-General Princess”),
was born on 13 May 1864 and passed away on 19 July 1958.

She was a daughter of King Mongkut
(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama IV of Thailand)
and Chao Khun Chom Manda Samli (เจ้าคุณจอมมารดาสำลี).
Princess Naphaprapha holds a singular place in Thai history as the first woman in Siam to hold the rank of Director-General, serving formally within the state administration.

She was a uterine half-sister of Queen Sukhumala Marasri
(สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี),
and thus grew up within a closely interconnected circle of senior royal women whose influence shaped the Inner Court during the late nineteenth century.


Early Life and Royal Household

Princess Naphaprapha’s birth name was Princess Naphaprapha
(พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา).
She shared her maternal lineage with four siblings:

  • Prince Daeng (พระองค์เจ้าแดง)

  • Prince Khiao (พระองค์เจ้าเขียว)

  • Princess Busabongbekban (พระองค์เจ้าบุษบงเบิกบาน)

  • Queen Sukhumala Marasri (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี)

As the younger sister of Queen Sukhumala Marasri—at the time bearing the title Queen Consort—Princess Naphaprapha resided in the same palace compound as her mother and senior royal relatives, including:

  • Princess Sudha Thipyarat, Princess of Si Rattanakosin
    (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร)

  • Prince Paribatra Sukhumbandhu, Prince of Nakhon Sawan
    (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต)

She was also particularly close to Queen Savang Vadhana
(สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)
and Queen Saovabha Phongsri
(สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ),
all of whom belonged to the cohort of “junior royal daughters” within the Inner Court.

Her relationship with Queen Saovabha was especially profound. Beyond sisterly intimacy, the two women jointly administered Inner Court affairs, and Princess Naphaprapha personally helped raise one of Queen Saovabha’s sons:

  • Prince Asdang Dejavudh, Prince of Nakhon Ratchasima
    (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา)

Prince Asdang is recorded as having remarked that, were it not for propriety, he would have wished to invite his aunt to reside permanently with him—testimony to their deep affection.


Character and Capabilities

Princess Naphaprapha was widely recognised as a highly capable royal woman, known for her cheerful temperament, warmth, and intelligence.
She enjoyed exceptional trust from King Chulalongkorn
(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว),
as well as from Queen Savang Vadhana and Queen Saovabha Phongsri.

Any duty entrusted to her—whether ceremonial, administrative, or managerial—was carried out with efficiency and discretion, earning her an unmatched reputation within the palace.


The Vajirañāṇa Library and Cultural Patronage

In 1889, King Chulalongkorn established the Vajirañāṇa Library within the Grand Palace.
Princess Naphaprapha was appointed Deputy President from its inception.

The library was founded by the royal children of King Mongkut as a memorial to their father, and functioned as a charitable institution. Princess Naphaprapha not only devoted her time but also contributed her personal funds to hospitality and operational expenses, without complaint—even when facing financial strain.

Only later did King Chulalongkorn revise regulations to allow the use of state funds to ease her burden.
In 1899, the institution was formally redesignated “Vajirañāṇa Library for the Capital”, becoming the foundation of today’s National Library of Thailand (Thailand).


The Red Unalom Society and the Franco-Siamese Crisis

In April 1893, the Red Unalom Society—the predecessor of the Thai Red Cross Society (Thailand)—was founded.
Princess Naphaprapha was appointed Assistant Secretary, serving alongside:

  • Queen Savang Vadhana – Patron Mother

  • Queen Saovabha Phongsri – President

  • Thanpuying Plian Phasakorawong – Secretary

The organisation aimed to aid soldiers wounded during the Franco-Siamese conflict, known in Thai history as the R.S. 112 Crisis.


European Tours and Ascension to Director-General

Following the easing of the crisis, King Chulalongkorn undertook his first European tour in 1897.
Queen Saovabha Phongsri was appointed Regent, while Princess Naphaprapha and Princess Phuangsroi Soang
(พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์) were entrusted with full administration of the Inner Court, sharing responsibilities previously borne by Lady Worachan.

Princess Naphaprapha executed her duties with such competence that, upon the King’s return, her authority was expanded further. She was eventually appointed Director-General of the Department of Palace Women (Krom Khlon) under the Ministry of the Royal Household.

Thus, she became the first Thai woman to serve in a senior bureaucratic rank equivalent to a male Director-General, earning universal recognition as “Sadet Aphibodi.”
It was said that even King Chulalongkorn himself occasionally addressed her by this title, and palace circles whispered that she was more feared than the Queen Regent herself.


Symbolic Jewellery in the AI-Restored Portrait

The AI-restored portrait depicts seven significant ornaments, each serving as a symbolic testament to Princess Naphaprapha’s authority, trust, and relationships:

  1. Blue Enamel Brooch with the Monogram “J.P.R.”
    (Chulalongkorn Poramanurak) — Royal favour from King Chulalongkorn.

  2. Diamond Brooch with the Name “Saovabha”
    — A personal gift from Queen Saovabha Phongsri.

  3. Pink Enamel Brooch Inscribed “Sukhumala”
    — Symbol of her bond with Queen Sukhumala Marasri.

  4. Enamel Brooch Inscribed “Asdang”
    — Presented by Prince Asdang Dejavudh in gratitude for her maternal care.

  5. Commemorative Medal of King Rama V’s Return from Europe (R.S. 126 / 1907)
    — Minted in Paris by Auguste Patey, in gold, silver, and alpacca.

  6. European Tour Service Badge
    — Square-shaped, denoting her role in safeguarding the capital during both European tours; backed with pink silk, reflecting her rank as Dame Grand Cross of the Order of Chula Chom Klao (ฝ่ายใน).

  7. Diamond-Framed Cameo Brooch
    — Bearing the likeness of Prince Paribatra Sukhumbandhu, symbolising deep familial respect.

______________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO


Previous
Previous

ผู้ลาดพระที่ถวาย  ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓

Next
Next

สตรีสยามในช่วงรอยต่อของแฟชั่นโลก Late Teens (พ.ศ. 2458–2462 / ค.ศ. 1915–1919)