พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา (17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450) พระนามเดิม พระองค์เจ้าบุตรี เป็นพระราชธิดาพระองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ท้าวสมศักดิ์ (อึ่ง)

พระรูปต้นฉบับคาดว่าฉายหลังปี พ.ศ. 2447 เพราะได้รับพระราชทาน เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2) พ.ศ. 2447 และก่อนสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2450 พระชันษา ประมาณ 77-80 ปี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 บูรพาษาฒ ปีชวด ตรงกับวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาอึ่ง (สกุลเดิม กัลยาณมิตร) ที่ต่อมาได้เป็น ท้าวสมศักดิ์ ทรงเชี่ยวชาญทั้งอักษรไทยและอักษรเขมร แต่งโคลงฉันท์ ได้ทรงรับผิดชอบถือกุญแจพระราชวัง นอกจากนี้ยังทรงเป็นผู้ถวายอุปการะเลี้ยงดูสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ขณะยังดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้ารำเพย เนื่องจากทรงกำพร้าพระบิดาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

นอกจากนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ยังเป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรแด่สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ และพระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระยศเป็น พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา เมื่อ ปี พ.ศ. 2439 ทรงกำกับดูแลด้านพิธีกรรมต่าง ๆ และโบราณราชประเพณีของวังหลวง

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดาประชวรหนักยาวนาน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จลงไปเฝ้าพระอาการทั้งกลางวันและกลางคืนแทบมิได้บรรทม เมื่อจวนสิ้นพระชนม์มีนกแสกและนกกุ๊กร้องหลายตัว เชื่อว่านกเหล่านี้จะร้องเมื่อมีคนตายและมีเสียงน่ากลัว เวลาต่อมากรมหลวงวรเสรฐสุดาสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450 เวลาเช้า 5 โมงเศษ ณ ตำหนักวังสวนดุสิต สิริพระชันษา 80 ปี นับเป็นพระราชบุตรในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้าย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นปราจิณกิติบดี เสด็จแทนพระองค์ไปสรงพระศพ แล้วเจ้าพนักงานเชิญพระศพลงพระลอง วันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถวายบังคมพระศพ เจ้าพนักงานประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่ เคลื่อนขบวนแห่พระศพมาประดิษฐาน ณ หออุเทศทักษิณา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชโอรสธิดาทรงร่วมกันทอดผ้าบังสุกุล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต เป็นประธานสงฆ์สวดสดับปกรณ์ ทรงดำรงพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้ายและมีพระชันษามากที่สุดในจำนวนพระราชโอรสพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้แก้ไขคำนำพระนามเป็น พระเจ้าบรมวงษ์เธอ

พระองค์และเจ้าจอมมารดาอึ่ง พระชนนี ปรากฏในงานเขียนของ แอนนา ลีโอโนเวนส์ ที่ว่าทั้งสองได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางทาสมุสลิมชื่อ ละออ (L'ore) กับบุตรชื่อ ทุกข์ (Thook) ที่ต่อมานางลีโอโนเวนส์ ได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อดำเนินเรื่องไถ่ทาส โดยนางจะออกค่าใช้จ่ายเอง

พระอิสริยยศ

  • 17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 — 2 เมษายน พ.ศ. 2394 : พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี

  • 2 เมษายน พ.ศ. 2394 — 6 กันยายน พ.ศ. 2439 : พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี

  • 6 กันยายน พ.ศ. 2439 — 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450 : พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา

  • 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

______________________

Princess Woraseresuda

(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา)

This AI-restored and creatively reconstructed image represents Prince Woraseresuda, Princess of the First Rank(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา)
(17 June B.E. 2371 [1828] – 1 December B.E. 2450 [1907]).
Her original name was Princess Butri (พระองค์เจ้าบุตรี). She was the last royal daughter of King Nangklao (Rama III)(พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว), born to Chao Chom Manda Ueng (เจ้าจอมมารดาอึ่ง), later titled Thao Somsak(ท้าวสมศักดิ์).

The original photograph is believed to have been taken after B.E. 2447 (1904), as she had already received the Ratana Medal of King Rama IV, Second Class (เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 – ...2) in that year, and before her death in B.E. 2450 (1907). At the time, she was approximately 77–80 years of age.

Prince Woraseresuda was born as Her Royal Highness Princess Butri (พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี) on Tuesday, the 6th day of the waxing moon of the 8th lunar month, Year of the Rat, corresponding to 17 June B.E. 2371 (1828). She was a royal daughter of King Nangklao (Rama III) and Chao Chom Manda Ueng (née Kalyanamitra – กัลยาณมิตร), who was later elevated to Thao Somsak.

She was highly accomplished in both Thai and Khmer scripts, skilled in composing khlong and chan poetic forms, and was entrusted with custody of the Grand Palace keys, a position of exceptional responsibility. She also played a crucial role in raising and caring for Queen Thepsirindra Borommarachini (สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) during her youth, when the Queen—then Mom Chao Ramphoei (หม่อมเจ้ารำเพย)—had lost her father at an early age.

Furthermore, Prince Woraseresuda served as royal tutor in literacy to Prince Chulalongkorn (สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ – later King Rama V), as well as to all royal sons and daughters of King Mongkut (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว).

In B.E. 2439 (1896), King Chulalongkorn (Rama V) (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) graciously elevated her to the rank of
Princess Grandmother of the King, Princess of the First Rank (พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา).
She was entrusted with overseeing court ceremonies and ancient royal traditions within the Grand Palace.

During her prolonged and severe illness, Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) personally attended her day and night, scarcely taking rest. Shortly before her passing, barn owls and nightjars were heard calling repeatedly, birds traditionally believed to foretell death and regarded as ominous.

Prince Woraseresuda passed away on 1 December B.E. 2450 (1907) at approximately 5 a.m., at her residence in Suan Dusit Palace (วังสวนดุสิต), at the age of 80. She was the last surviving royal child of King Nangklao (Rama III).

Following her death, King Chulalongkorn (Rama V) appointed Prince Prachinakitibodi (พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นปราจิณกิติบดี) to perform the royal bathing rite on his behalf. The royal remains were placed in the coffin, and on 4 December, the King personally attended to pay final respects. A grand royal urn (Kudhan Yai) was prepared, and the funeral procession conveyed her remains to Hor Uthes Thaksina (หออุเทศทักษิณา).
The King and all royal sons and daughters jointly performed the Bang Sakun funeral rites, with Prince Prasat Phiriyaprot (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต) presiding over the chanting of the Abhidhamma.

She was the oldest in age and the last surviving child among all the royal sons and daughters of King Nangklao (Rama III).

On 15 July B.E. 2454 (1911), King Vajiravudh (Rama VI) (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ordered a posthumous amendment to her royal title prefix to
Princess of the First Rank (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ).

Prince Woraseresuda and her mother, Chao Chom Manda Ueng, also appear in the writings of Anna Leonowens, who alleged that they detained a Muslim slave woman named L’ore and her child Thook. Leonowens later petitioned King Mongkut (Rama IV) to intervene and personally fund the redemption of the slaves.

Royal Titles

  • 17 June B.E. 2371 – 2 April B.E. 2394
    Her Royal Highness Princess Butri
    (พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี)

  • 2 April B.E. 2394 – 6 September B.E. 2439
    Her Royal Highness Princess Butri
    (พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี)

  • 6 September B.E. 2439 – 1 December B.E. 2450
    Princess Grandmother of the King, Princess of the First Rank
    (พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา)

  • 15 July B.E. 2454
    Princess of the First Rank
    (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา)

Orders and Decorations

  • B.E. 2435 (1892)
    The Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri (for ladies)
    (เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์...)

  • B.E. 2436 (1893)
    The Order of Chula Chom Klao, First Class (for ladies)
    (เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้า..)

  • B.E. 2447 (1904)
    Ratana Medal of King Rama IV, Second Class
    (เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 – ...2)

______________________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Previous
Previous

คุณหญิงแย้ม อาวุธภัณฑ์เผด็จ ภริยาของ พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) เจ้ากรมคลังแสง ในรัชกาลที่ ๕

Next
Next

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต