พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5
พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5 ทั้ง 9 พระองค์
ในช่วงตอนต้นสมัย รัชกาลที่ 5 ได้เริ่มมีการนำเอาแบบอย่างที่จะสถาปนาพระอิสริยยศของ “พระอัครมเหสี” หรือเทียบได้กับ “Queen” ในความหมายแบบตะวันตกเข้ามาใช้อย่างมีกฎเกณฑ์ แต่ด้วยขนบของราชสำนักที่ยังยึดคติตามแบบโบราณยังคงมีิอยู่ ทำให้เกิดความ “ลักลั่น” ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ว่า พระภรรยาเจ้า พระองค์ใดจะทรงเป็น “เบอร์ 1” ?
___________
พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5 มีด้วยกัน 9 พระองค์ ดังนี้
พระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง (พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
1. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ
2. สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
3. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี
4. พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี
5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี
พระภรรยาเจ้าชั้นหลานหลวง (พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)
1. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์
2. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา
3. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ
พระภรรยาเจ้าจากประเทศราช
1. เจ้าดารารัศมี พระราชชายา
___________
พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงรับ “พระองค์เจ้าทักษิณชา” เป็นพระภรรยาเจ้าพระองค์แรกในรัชกาล โดยพระองค์เจ้าทักษิณชาเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจันทร์ ดังนั้น พระองค์เจ้าทักษิณชาจึงทรงเป็น พระภรรยาเจ้า ชั้น “ลูกหลวง” พระองค์แรกในรัชกาล
หลังจากทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรส ในปี 2415 เพียงไม่กี่ชั่วโมง พระราชโอรสก็สิ้นพระชนม์ นำความโศกเศร้ามาสู่พระองค์เจ้าทักษิณชาเป็นอย่างมาก จนต่อมาถึงขั้นสูญเสียพระจริต ไม่สามารถรับราชการได้ จึงไม่อาจได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศในตำแหน่ง พระอัครมเหสี แต่อย่างใด
ต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงรับ “หม่อมเจ้าปิ๋ว” เป็นพระภรรยาเจ้า โดยพระองค์เป็นพระราชนัดดาในรัชกาลที่ 3 เป็นพระธิดาในพระองค์เจ้าลดาวัลย์ (กรมหมื่นภูมินทรภักดี) ประสูติแต่หม่อมจีน ดังนั้น หม่อมเจ้าปิ๋วจึงทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้น “หลานหลวง” พระองค์แรกในรัชกาล
หม่อมเจ้าปิ๋วมีพระพี่นางน้องนางอีก 2 พระองค์ ซึ่งภายหลังรัชกาลที่ 5 ทรงรับเป็นพระภรรยเจ้าเช่นกัน คือ หม่อมเจ้าบัว และหม่อมเจ้าสาย
หลังจากหม่อมเจ้าปิ๋วทรงมีพระประสูติกาลพระองค์เจ้าจันทราสรัทวาร ในปี 2416 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าปิ๋วเป็น “พระอรรคชายาเธอ หม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์” แม้จะมีการคาดการณ์กันว่าหม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์อาจจะได้ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี ได้เป็น “เบอร์ 1” แห่งราชสำนัก ด้วยการสนับสนุนจาก “ทูลกระหม่อมแก้ว” (กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร) แต่เรื่องนั้นก็เป็นไปได้ยาก
เนื่องจากหม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ทรงเป็นเพียงพระภรรยาเจ้าชั้น “หลานหลวง” นอกจากนี้ หม่อมเจ้าบัวที่ถวายตัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็กำลังทรงพระครรภ์ และทรงเป็นพระพี่นางมีพระชันษามากกว่า 7 ปี ดังนั้น การที่พระน้องนางจะขึ้นดำรงพระอิสริยยศก่อนพระพี่นางนั้นถือว่าเป็นสิ่งไม่สมควร
“หม่อมเจ้าบัว” ทรงมีพระประสูติกาลพระองค์เจ้าเยาวมาลย์นฤมล ในปี 2416 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าบัวเป็น “พระอรรคชายาเธอ หม่อมเจ้าอุบลรัตนนารีนาค” ซึ่งเป็นการสถาปนาในคราวเดียวกับหม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ ส่วน “หม่อมเจ้าสาย” ถวายตัวหลังจากพระพี่นางหลายปี และต่อมารัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระอรรคชายาเธอ” เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ พระภรรยาเจ้าชั้นหม่อมเจ้า หรือชั้น “หลานหลวง” เมื่อมีประสูติกาลพระราชโอรส จะดำรงพระอิสริยยศเมื่อแรกประสูติในชั้น “พระองค์เจ้า” แม้รัชกาลที่ 5 จะทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระภรรยาเจ้าชั้นนี้ให้เป็นพระองค์เจ้า เพื่อให้พระราชโอรสที่จะประสูติในอนาคตดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จเจ้าฟ้า” ได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงสมเด็จเจ้าฟ้า “ชั้นโท” เท่านั้น มีเพียงพระภรรยาเจ้าชั้นพระองค์เจ้า หรือชั้น “ลูกหลวง” เท่านั้น ที่จะเป็นผู้มีประสูติกาลพระราชโอรสที่ดำรงพระอิสริยยศสมเด็จเจ้าฟ้า “ชั้นเอก” ซึ่งจะได้เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป
ซึ่งหลังจากที่พระองค์เจ้าทักษิณชา พระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” ไม่สามารถรับราชการได้นั้น รัชกาลที่ 5 จึงต้องทรงรับพระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” เพิ่มเติม นั่นคือ “สี่พระนาง” โดย “สี่พระนาง” เป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ประกอบด้วย พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์, พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา, พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี (โดยทั้ง 3 พระองค์ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี (ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสำลี) ทั้ง 4 พระองค์ถวายตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
___________
ช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีตำแหน่งพระมเหสีอย่างเด่นชัด พระภรรยาเจ้าที่ทรงเป็น “เบอร์ 1” จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญสองประการคือ ความโปรดปรานของรัชกาลที่ 5 และพระชันษาของพระภรรยาเจ้า
พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ถือได้ว่ามีพระอำนาจเหนือกว่าพระภรรยาเจ้าพระองค์อื่น ๆ ด้วยมีพระชันษามากกว่าพระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” ทั้งหมด ทั้งรัชกาลที่ 5 ก็โปรดพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์อย่างยิ่ง ดังที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ บันทึกว่า “เพราะเหตุที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ พระองค์นี้เป็นพระมเหสีใหญ่ แล้วทรงพระกรุณาโปรดปรานมากเป็นพิเศษกว่าทุกพระองค์” ดังนั้น พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ จึงเป็นพระภรรยาเจ้า “เบอร์ 1” ในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้ หากสังเกตจากสร้อยพระนามของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อัครวรราชกุมารี พระราชธิดาในพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ แล้วนั้น “อัครวรราชกุมารี” อันมีนัยว่าทรงเป็นพระราชธิดาในพระอัครมเหสี
อย่างไรก็ตาม หลังจากพระองค์เจ้าสว่างวัฒนาทรงมีพระประสูติกาล “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ” พระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าชั้นเอกพระองค์แรกในรัชกาล รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้าสว่างวัฒนาเป็น “พระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี” ในปี 2421 ดังนั้น “เบอร์ 1” จึงตกเป็นของพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ในฐานะที่ทรงเป็น “พระราชเทวี” และเป็นพระราชมารดาของว่าที่กษัตริย์ในอนาคต
___________
ขณะที่พระภรรยาเจ้าชั้น “ลูกหลวง” อีก 3 พระองค์ดำรงพระอิสริยยศเป็น “พระนางเธอ พระองค์เจ้า” ซึ่งพระยศต่ำกว่าพระนางเจ้าสว่างวัฒนา แต่พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ยังคงเป็น “เบอร์ 1” เสมือนมีพระอำนาจเหนือพระภรรยาเจ้าพระองค์อื่น ๆ เช่นเดิม ครั้นพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงพระครรภ์อีกครั้ง รัชกาลที่ 5 ก็ทรงหวังว่าจะทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรส ซึ่งอาจจะทรงตั้งพระทัยยกพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เป็นพระอัครมเหสีที่มีพระอิสริยยศสูงที่สุดในบรรดาพระภรรยาเจ้าทั้งปวง
กระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในปี 2423 พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์ สร้างความโศกเศร้าแก่รัชกาลที่ 5 เป็นอย่างมาก พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี” จึงอาจนับเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีพระองค์แรกในรัชกาลที่ 5
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี” และได้รับการสถาปนาอีกครั้งเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี” สถิตในที่พระอัครมเหสี ดังนั้น จึงทรงเป็นพระภรรยาเจ้าที่ทรงพระอิสริยยศสูงที่สุด เป็น “เบอร์ 1” อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งการที่รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาพระอิสริยยศในครั้งนี้ นับเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศให้ทรงเป็นรัชทายาทในอนาคต
ส่วนพระภรรยาเจ้าอีก 2 พระองค์ รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็น “พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชเทวี” ส่วนพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ก็ได้รับสถาปนาเป็น “พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี” เลื่อนจาก พระนางเธอ เป็น พระนางเจ้า พระราชเทวี เช่นเดียวกัน
___________
ในปี 2424 พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงมีพระประสูติกาล “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” (รัชกาลที่ 6) ซึ่งเป็นพระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าชั้นเอกพระองค์ที่ 2 ทำให้พระฐานะของพระองค์สูงยิ่งขึ้น ในเวลาต่อมา รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็น “พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี” เป็นพระภรรยาเจ้าลำดับที่ 2 รองจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา
(หมายเหตุ ลำดับเวลาการเลื่อนพระอิสริยยศของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีและพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีมีรายละเอียดค่อนข้างมาก โปรดดูรายละเอียดการค้นคว้าของนายแพทย์จิรวัฒน์ อุตตมะกุล ในหนังสือ “พระภรรยาเจ้า และสมเด็จเจ้าฟ้า ในรัชกาลที่ 5”)
___________
พระภรรยาเจ้าผู้ทรงเป็น “เบอร์ 1”
นับตั้งแต่ช่วงปี 2423 เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาถือว่าเป็น “เบอร์ 1” ในบรรดาพระภรรยาเจ้าทั้งปวง โดยเฉพาะหลังจากการสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็น “สยามมกุฎราชกุมาร” ในปี 2430 ด้วยแล้ว พระองค์ซึ่งทรงเป็นพระราชมารดาของสยามมกุฎราชกุมาร ว่าที่กษัตริย์ในอนาคต ความชัดเจนในฐานะ “เบอร์ 1” จึงมีอย่างมั่นคงและชัดเจน สะท้อนได้จากการที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเสมือน “Queen” ทรงดำรงฐานะประมุขฝ่ายใน ทรงดูแลบริหารราชสำนักฝ่ายใน และเสด็จฯ ออกรับพระราชอาคันตุกะต่างประเทศร่วมกับรัชกาลที่ 5
อย่างไรก็ตาม หลังจากเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคตในปี 2438 และรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธเป็นสยามมกุฎราชกุมาร พร้อมทั้งสถาปนาพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี” นั่นทำให้เกิดความลักลั่นขึ้น
หากถือตามแบบโบราณหรือตามแบบสากล ตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารย่อมต้องตกแก่ “สมเด็จฯ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย” พระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา แต่รัชกาลที่ 5 ทรงกำหนดไว้ว่า บรรดาพระราชโอรสที่พระสูติแต่พระภรรยาเจ้าที่เป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 จะมีพระเกียรติยศเสมอกัน ความหลั่นลดนั้นให้เป็นไปตามลำดับพระชันษา
ดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ลูกแม่กลางกับลูกแม่เล็กให้นึกว่าเหมือนแม่เดียวกัน เรียงพี่เรียงน้องในการสืบสันตติวงศ์” แม่กลางหมายถึงสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา และแม่เล็กหมายถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ดังนั้น เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธซึ่งมีพระชันษารองจากเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศจึงได้รับการสถาปนาเป็นสยามมกุฎราชกุมาร
___________
ความลักลั่นในตำแหน่งพระอัครมเหสี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพระองค์ใดทรงเป็น “เบอร์ 1” กันแน่?
แม้พระอิสริยยศ “พระอัครราชเทวี” จะเป็นรอง “พระบรมราชเทวี” แต่ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงเป็นพระราชมารดาของสยามมกุฎราชกุมาร ดังนั้น “เบอร์ 1” จึงต้องตกเป็นของพระองค์ ความลักลั่นที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้จากการตามเสด็จฯ รัชกาลที่ 5 พระภรรยาเจ้าทั้ง 2 พระองค์ทรงเกี่ยงให้อีกพระองค์เสด็จฯ นำก่อน จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเสด็จฯ นำหน้า อาจเป็นเพราะทรงเห็นว่าในช่วงเวลานั้นทั้ง 2 พระองค์มีพระสถานะเท่าเทียมกัน จึงให้ลำดับตามพระชนมายุ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีมีพระชนมายุน้อยกว่า
ทั้งนี้ เสมือนว่าสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาจะทรงยอมและยกให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีมีพระฐานะสูงกว่า เพราะในช่วงเวลาที่ทรง “ตก” นั้น คือช่วงเวลาหลังจากการสวรรคตของเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และเป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีกำลัง “ขึ้น” สะท้อนให้เห็นจากพระดำรัสที่เคยตรัสกับหม่อมเจ้าอัปภัศราภาไว้ว่า “เมื่อเวลาฉันมีบุญน่ะ ล้วนแต่มาห้อมล้อมฉันทั้งนั้นแหละ เวลามีงานมีการอะไร ฉันก็ช่วยเต็มที่ไม่ขัด แต่พอฉันตกก็หันหนีกันหมด ไปเข้าตามผู้ที่มีบุญต่อไป…”
___________
ถึงปี 2440 ความชัดเจนในตำแหน่งพระอัครมเหสีก็เป็นที่ปรากฏชัดเจน เมื่อรัชกาลที่ 5 จะเสด็จฯ ประพาสยุโรป ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ” เป็นตำแหน่งพระภรรยาเจ้าที่ทรงตั้งขึ้นใหม่ และถือเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีที่มีลำดับพระอิสริยยศสูงที่สุด ดังนั้น พระฐานะของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาจึงทรงลดลงมาเป็น “เบอร์ 2” ในที่สุด
ขณะที่ตำแหน่งพระภรรยาเจ้าพระองค์อื่นไม่ได้เกิดความลักลั่นแต่อย่างใด พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงเป็นพระภรรยาเจ้าที่มีพระอิสริยยศรองลงมา ถัดมาเป็น “พระอรรคชายาเธอ” และท้ายสุดคือ เจ้าดารารัศมี ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระราชชายา” ในช่วงปลายรัชกาล
พระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ 5 มีทั้งหมด 9 พระองค์ ดังนี้
1. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ
2. สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
3. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี
4. พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี
5. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์
6. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค
7. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
8. พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
9. พระองค์เจ้าทักษิณชา เป็นพระภรรยาเจ้าที่ไม่ได้รับการสถาปนา
ดังนั้น หลังปี 2440 เป็นต้นมา ความลักลั่นก็ไม่ปรากฏอีก สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระภรรยาเจ้า “เบอร์ 1” ตลอดมาจนสิ้นรัชกาล พระอิสริยยศ “พระบรมราชินีนาถ” เทียบได้กับ “Queen” ตามธรรมเนียมของตะวันตกอย่างแท้จริง ถือเป็นตำแหน่งพระอิสริยยศสูงที่สุดในบรรดาพระภรรยาเจ้าทั้งปวง
___________
ผู้เขียน ฮิมวัง
เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ.2568
อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_61875
___________
Royal Consorts in the Reign of King Rama V
(พระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ 5)
The AI-restored and artistically reconstructed image presented here is a portrait of the nine Royal Consorts (Phra Phanya Chao) in the reign of King Rama V (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว).
During the early period of the reign of King Rama V, the court began to introduce, in a regulated manner, the model for establishing the royal rank of a “Principal Queen Consort”, or what may be equated to a “Queen” in the Western sense. However, because court traditions still adhered strongly to ancient customs, this resulted in an “inconsistency” regarding which Royal Consort should be regarded as “Number One.”
English Equivalents of Key Royal Titles
(with Thai Titles in Brackets)
In order to clarify the terminology used throughout this article, the following are the three principal royal consort titles of the reign, rendered into their closest English equivalents, with the original Thai titles retained in brackets.
1. Queen of Siam
(สมเด็จพระนางเจ้า… พระบรมราชินีนาถ)
This title represents the highest-ranking royal consort in the Siamese monarchy and corresponds most closely to the Western title “Queen” or “Queen Consort.”
The title Phra Borommarachininat (พระบรมราชินีนาถ) was formally established during the reign of King Rama V and signifies the principal queen with full ceremonial, political, and representational authority, including eligibility to serve as Regent.
2. Supreme Queen Consort
(สมเด็จพระนางเจ้า… พระบรมราชเทวี)
This title denotes a queen consort of the highest traditional rank prior to the formal establishment of the title Queen of Siam.
Although subordinate in protocol to Queen of Siam, a Supreme Queen Consort held precedence over all other consorts and frequently functioned as the de facto principal queen, particularly during the transitional phase of court hierarchy.
3. Royal Queen Consort / Senior Queen Consort
(พระนางเจ้า… พระราชเทวี / พระวรราชเทวี)
These titles refer to royal consorts of elevated rank below the Supreme Queen Consort.
They indicate recognised royal standing, ceremonial authority, and maternal status to royal offspring, but without primacy over the Inner Court.
The distinction between Phra Ratchathewi (พระราชเทวี) and Phra Woratchathewi (พระวรราชเทวี) reflects graded seniority within the queenly hierarchy, rather than a difference in consort status.
The Royal Consorts in the Reign of King Rama V (Nine in Total)
Royal Consorts of the Chao Fa Rank
(Royal daughters of King Mongkut, Rama IV)
Queen Saovabha Phongsri, Queen of Siam
(สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ)Queen Sunandha Kumariratana, Supreme Queen Consort
(สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี)Queen Savang Vadhana, Supreme Queen Consort
(สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี)Queen Sukhumala Marasri, Royal Queen Consort
(พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี)Princess Thaksincha Narathirat Butri
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี)
Royal Consorts of the Granddaughter of the King Rank
(Royal granddaughters of King Nangklao, Rama III)
Princess Saovabha Nari Ratana
(พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์)Princess Ubolratana Narinaga
(พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา)Princess Saowalee Phirom
(พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ)
Royal Consort from a Tributary State
Princess Dara Rasmi, Royal Consort
(เจ้าดารารัศมี พระราชชายา)
The Question of “Number One”
King Rama V first accepted Princess Thaksincha (พระองค์เจ้าทักษิณชา) as a royal consort early in his reign. As a daughter of King Mongkut (Rama IV), she held the Chao Fa (ลูกหลวง) rank, making her the first royal consort of that status in the reign. However, following the tragic death of her newborn son in 1872—only hours after birth—she suffered severe psychological distress and was unable to continue court duties. Consequently, she was never elevated to the rank of Queen Consort.
Subsequently, King Rama V accepted Mom Chao Piew (หม่อมเจ้าปิ๋ว), a granddaughter of King Rama III, who was later elevated to Princess Saovabha Nari Ratana. Although speculation arose that she might become the principal queen—with support from Prince Sudarat Rajayu (กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร)—this was structurally improbable due to her lower dynastic rank (หลานหลวง) and court seniority conventions.
Dynastic Rank and Succession
Under Siamese royal law and custom, only sons born to a Chao Fa–rank consort (ลูกหลวง) could be elevated as Somdet Chao Fa, First Class, and thus qualify for succession. Sons born to consorts of lower rank, even if later elevated, were limited to Second Class status.
This legal framework compelled King Rama V to accept additional daughters of King Rama IV as consorts—namely:
Princess Sunandha Kumariratana
Princess Savang Vadhana
Princess Saovabha Phongsri
(all daughters of Chao Chom Manda Piam)Princess Sukhumala Marasri
(daughter of Chao Chom Manda Samli)
The Emergence of a Principal Queen
Initially, Princess Sunandha Kumariratana held de facto primacy due to seniority and royal favour. This is corroborated by court records noting her exceptional closeness to the King. Her daughter bore the title Akkhawarajakumari, implying birth to a principal queen.
However, the balance shifted decisively in 1878 when Princess Savang Vadhana gave birth to Prince Maha Vajirunhis, the first First-Class Chao Fa prince of the reign. She was subsequently elevated to Queen Savang Vadhana, Royal Consort, and later Queen Savang Vadhana, Supreme Queen Consort, firmly establishing her as “Number One.”
Final Resolution (After 1897)
The long-standing ambiguity was conclusively resolved in 1897, when King Rama V appointed Queen Saovabha Phongsri as Regent during his European tour. She was elevated to:
Queen Saovabha Phongsri,
Queen of Siam (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ)
This newly established title explicitly aligned with the Western concept of Queen, making her the highest-ranking royal consort of the reign. From that point onward, no further ambiguity remained.
Conclusion
After 1897, Queen Saovabha Phongsri was unequivocally the “Number One” royal consort until the end of King Rama V’s reign. Her title of Queen of Siam represented the full institutional adoption of Western monarchical hierarchy within the Siamese court, while remaining rooted in dynastic legitimacy.
Author: Himwang (ฮิมวัง)
Published: Sunday, 26 January 2025
Original Thai Article: Silpa Wattanatham
___________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO