พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ นำเสนอพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี และพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งทรงเป็นพระกุลเชษฐ์สองพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ครองราชย์ระหว่างวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ถึงวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ รวมระยะเวลา ๒๗ ปี ๕ เดือน ๑ วัน
คอลเล็คชันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของพระบรมวงศ์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมราชสำนัก และเทคโนโลยีร่วมสมัย โดยมิได้มุ่งสร้างภาพแทนหลักฐานดั้งเดิม หากเป็นการตีความเชิงวิชาการและทัศนศิลป์บนฐานข้อมูลที่มีอยู่
_________
ความท้าทายในการสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์ภาพในคอลเล็คชันนี้มีความท้าทายสำคัญอยู่ ๓ ประการ
ประการแรก การถ่ายภาพเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยปลายรัชกาลที่ ๓ ทำให้ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ยังไม่ปรากฏเทคโนโลยีการถ่ายภาพใด ๆ
ประการที่สอง ธรรมเนียมและความเชื่อของชาวสยามในอดีตไม่นิยมสร้างรูปเคารพบุคคลให้มีลักษณะเสมือนจริง ส่งผลให้ไม่มีภาพเหมือนที่จัดทำขึ้นร่วมสมัยกับทั้งสองพระองค์
ประการที่สาม หลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางคติความเชื่อและวัฒนธรรมการสร้างรูปเหมือนในสังคมสยาม
_________
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ประกอบการสร้างสรรค์
หลักฐานสำคัญที่ใช้ในการอ้างอิง ได้แก่ พระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ ปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งเป็นพระบรมรูปหล่อเหมือนจริงที่สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๑๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการสร้างรูปเคารพในสยาม
นอกจากนี้ยังมีพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเขียนขึ้นโดยช่างจากยุโรปในปีพุทธศักราช ๒๔๒๕ หลังการประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หลักฐานทั้งสองประเภทนี้เป็นรากฐานสำคัญในการถอดรหัสพระลักษณะและภาพลักษณ์ของพระองค์
_________
กระบวนการและแนวคิดในการสร้างสรรค์ภาพ AI
การสร้างสรรค์พระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี อาศัยจินตนาการควบคู่กับองค์ความรู้ด้านเครื่องแต่งกายราชสำนักในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเลียนแบบบรรยากาศและองค์ประกอบของการถ่ายภาพยุคต้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักภาพถ่าย
สำหรับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใช้พระบรมสาทิสลักษณ์ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์พระบรมฉายาลักษณ์ในลักษณะภาพถ่าย โดยคำนึงถึงความสมจริงควบคู่กับความเคารพต่อหลักฐานทางประวัติศาสตร์
_________
ความหมายและการจำแนก “พระกุลเชษฐ์”
คำว่า “พระกุลเชษฐ์” หมายถึงพระบรมวงศ์ผู้ทรงดำรงฐานะสูงสุด ซึ่งในที่นี้รวมถึงพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระรัชทายาท และเจ้าฟ้าทุกชั้น ยกเว้นเจ้าฟ้าชั้นตรี รวมถึงพระองค์เจ้าชั้นเอกที่มีคำนำหน้าว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ”
พระกุลเชษฐ์สามารถจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่
การนับตามพระอิสริยยศ ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ และการนับตามพระชนมายุ คือพระบรมวงศ์ที่ทรงเจริญพระชนมายุสูงสุดในขณะนั้น
บทความนี้เรียงลำดับพระกุลเชษฐ์ตามการได้รับการสถาปนาขณะทรงพระชนม์ และเรียงตามพระชนมพรรษา พระชนมายุ หรือพระชันษา
_________
พระกุลเชษฐ์ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑
๑ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ประสูติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๒๗๒ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ สิริพระชันษา ๖๙ ปี ๗ เดือน ๒๑ วัน พระนามเดิม “สา” ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประสูติแต่พระอัครชายา (หยก) และทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี เป็นระยะเวลา ๑๗ ปี ๗ เดือน ๑๖ วัน ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ จนถึงวันสิ้นพระชนม์
ทรงเสกสมรสกับหม่อมเสม ที่พระอินทรรักษา เจ้ากรมพระตำรวจฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงมีพระโอรสธิดา ๔ พระองค์ ได้แก่ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) พระนามเดิม ทองอิน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเบศรบดินทร์ พระนามเดิม บุญเมือง สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ พระนามเดิม ทองจีน และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าทองคำ
ภายหลังการสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่หุ้มทองคำทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในเดือน ๖ พุทธศักราช ๒๓๔๓
๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๒๘๐ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวมพระชนมพรรษา ๗๓ พรรษา
พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์ที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ จนถึงวันเสด็จสวรรคต รวมระยะเวลา ๙ ปี ๙ เดือน ๑๖ วัน ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ขณะมีพระชนมายุ ๔๖ พรรษา
นอกเหนือจากการสถาปนาราชธานีใหม่และพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงวางรากฐานแนวคิดเรื่องความชอบธรรมของอำนาจที่ตั้งอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่ เหตุผล และสติปัญญา มากกว่าความศักดิ์สิทธิ์ตามคติเดิม แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ การแปลเรื่องราชาธิราชและสามก๊ก ตลอดจนการตรากฎหมายที่ให้ความสำคัญต่อมนุษย์และสวัสดิภาพของไพร่ฟ้า อันเป็นรากฐานสำคัญของรัฐสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
_________
การเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการสร้างรูปบุคคลลักษณะเสมือนจริง
พระบรมรูปของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร เป็นพระบรมรูปหล่อเหมือนจริงทั้งสามพระองค์ หล่อแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๔๑๒ ในสมับรัชกาลที่ ๕ พระบรมรูปชุดนี้จัดสร้างขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการสร้างรูปเคารพในสยาม ซึ่งเดิมไม่นิยมสร้างรูปบุคคลให้มีลักษณะเสมือนจริง
ก่อนหน้านั้น การสร้างรูปแทนบุคคลในสยามมักกระทำในรูปของพระพุทธรูปฉลองพระองค์ หรือพระพุทธรูปแทนตัว เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการระลึกถึงบุคคลสำคัญ มากกว่าการเน้นความเหมือนจริงของรูปลักษณ์บุคคล นอกจากนี้ยังมีรูปแทนตัวที่แสดงลักษณะโดยรวมอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้สามารถระบุบุคคลได้ โดยมิได้มุ่งเน้นรายละเอียดทางกายภาพเฉพาะตัว
การเปลี่ยนแปลงแนวคิดดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่มีการสร้างรูปหล่อเหมือนจริงของพระองค์เอง ภายหลังจากนั้น การสร้างรูปเหมือนจริงของบุคคลจึงไม่ถือเป็นข้อห้ามอีกต่อไป และกลายเป็นธรรมเนียมใหม่ที่สามารถปฏิบัติได้ในบริบทของราชสำนัก
เมื่อมีการดำริให้หล่อพระบรมรูปสามรัชกาลแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อใช้เป็นที่เคารพบูชาควบคู่กับพระบรมรูปแห่งกรุงเก่า จึงเลือกใช้แนวทางการสร้างเป็นรูปเหมือนจริงตามธรรมเนียมที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สำหรับรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ การจัดทำพระบรมรูปสามารถอาศัยข้อมูลจากบุคคลร่วมสมัยที่ยังเคยเห็นพระองค์ได้โดยตรง ทำให้สามารถให้รายละเอียดแก่ช่างปั้นได้ค่อนข้างครบถ้วน
ในกรณีของรัชกาลที่ ๑ การจัดทำพระบรมรูปมีข้อจำกัดมากกว่า เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตไปก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ยังมีบุคคลที่เคยได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์อยู่ ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พระองค์เจ้าหญิงปุก พระราชธิดาของรัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (มั่ง) และ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) บุคคลเหล่านี้ได้ร่วมกันให้ข้อมูลแก่ช่างปั้น เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดพระลักษณะของพระบรมรูป
ลักษณะการแต่งกายของพระบรมรูปทั้งสามพระองค์ ซึ่งแสดงการทรงพระภูษาจีบลอยชายโดยไม่ทรงฉลองพระองค์ท่อนบน มักเป็นประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับการแต่งกายตามแบบแผนของชายไทยในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในบริบทของการอยู่ภายในที่ประทับหรือพื้นที่ส่วนตัว การนุ่งลอยชายเป็นการนุ่งผ้าโดยไม่โจงกระเบน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน
การโจงกระเบนและการสวมเสื้อมักใช้ในโอกาสที่มีพิธีการ ออกนอกเรือน หรือเมื่อจำเป็นต้องแสดงความเป็นทางการ ทั้งนี้เนื่องจากสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของประเทศไทย การสวมเสื้อในชีวิตประจำวันจึงยังไม่แพร่หลายในช่วงเวลาดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อมีการกำหนดให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้าฯ และมีหลักฐานภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นทรงฉลองพระองค์ตามแบบแผนใหม่อย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้น การนำเสนอพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์สามรัชกาลแรกในลักษณะทรงพระภูษาลอยชายจึงสะท้อนรูปแบบการแต่งกายตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของช่วงเวลานั้น โดยพระภูษาที่ทรงนุ่งแสดงรายละเอียดของการจับจีบและการทิ้งชายพก ซึ่งเป็นลักษณะการนุ่งผ้าแบบประณีตที่ใช้ในกลุ่มชนชั้นสูง
ในพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป มีการจัดให้พระบรมรูปทรงพระแสงดาบ และมีการถวายฉลองพระองค์ครุยกรองทองประกอบพิธี อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าฉลองพระองค์ดังกล่าวเกิดการชำรุดจากการพับที่ไม่ถูกต้อง หรืออาจสูญหายไปในช่วงเวลาต่อมา ส่งผลให้ภายหลังไม่มีการถวายฉลองพระองค์ครุยทองแก่พระบรมรูปอีก โดยเฉพาะในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
_________
Royal Elders during the Reign of King Rama I
(พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑)
This AI-restored and AI-generated collection presents a reconstructed portrait of Princess Thepsuthawadi (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี) and a photographic-style royal image of King Phutthayotfa Chulalok (Rama I) (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช). These two figures were the first royal elders (phra kun la chet) of the Chakri dynasty during the reign of King Rama I, who ruled between 6 April 1782 and 7 September 1809, a total of 27 years, 5 months, and 1 day.
The purpose of this collection is to explore the visual identity of the early Rattanakosin royal family through an interdisciplinary approach combining historical research, court culture, and contemporary technology. Rather than attempting to replace original historical evidence, the images function as scholarly and visual interpretations based on extant sources.
Challenges in the Reconstruction Process
The creation of this collection involved three major challenges.
First, photography was only introduced to Siam in the late reign of King Rama III. Consequently, no photographic records exist from the reign of King Rama I.
Second, traditional Siamese beliefs and customs discouraged the creation of lifelike representations of individuals, resulting in the absence of contemporary portraits of both figures.
Third, all surviving visual references were produced at a later period, reflecting changing attitudes toward portraiture and representation in Siamese society.
Historical Sources Used as References
The primary visual reference is the bronze royal statue of King Phutthayotfa Chulalok (Rama I) (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) housed at the Prasat Phra Thep Bidorn (ปราสาทพระเทพบิดร). This statue was completed in 1869 during the reign of King Chulalongkorn (Rama V) (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), following a significant shift in Siamese attitudes toward realistic royal representation.
Another key source is the painted royal portrait (phra boromma sathit salak) of King Rama I, executed by a European artist in 1882, after its installation in the Chakri Maha Prasat Throne Hall (พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท). Together, these sources form the basis for interpreting the king’s physical appearance and royal image.
AI Methodology and Conceptual Framework
The reconstructed image of Princess Thepsuthawadi (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี) was created using informed visual interpretation supported by research into early Rattanakosin court dress. The composition deliberately references early photographic conventions from the reign of King Rama IV, aligning with the period when photography was first introduced to Siam.
For King Rama I, the European-style painted portrait from the Chakri Maha Prasat served as the primary visual template, which was translated into a photographic idiom. Emphasis was placed on historical plausibility, proportional accuracy, and respect for the limitations of the surviving sources.
Definition and Classification of “Royal Elders” (Phra Kun La Chet)
The term phra kun la chet refers to members of the royal family holding the highest status at a given time. This includes the reigning monarch, the queen consort, the heir apparent, and princes and princesses of the highest rank, excluding third-rank princes. The term also applies to first-class princes bearing the title Phra Chao Borommawongse Ther.
Royal elders may be identified in two ways: by rank, which always places the king foremost, and by seniority, determined by age. This study follows royal elders who were formally recognised during their lifetimes and arranges them according to age and seniority.
Royal Elders during the Reign of King Rama I
Princess Thepsuthawadi
(สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี)
Princess Thepsuthawadi was born in 1730 and died on 22 November 1799, at the age of 69 years, 7 months, and 21 days. Her personal name was Sa (สา). She was the eldest daughter of Prince Thongdee (สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก)and Lady Yok (หยก), and the eldest full sister of King Rama I.
She held the position of the first royal elder of the Chakri dynasty for 17 years, 7 months, and 16 days, from 6 April 1782 until her death. She married Mom Sem, Lord Inthararaksa (หม่อมเสม ที่พระอินทรรักษา), Chief of Palace Police of the Front Palace, and had four children, including Prince Thong-In, later Prince of the Front Palace (Wang Lang), and the founders of important Chakri collateral lineages.
Following her death, King Rama I ordered full royal funerary rites. Her remains were placed in a gilded royal urn (kot kudan yai) at the Dusit Maha Prasat Throne Hall (พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท), with cremation conducted in 1800.
King Phutthayotfa Chulalok (Rama I)
(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)
King Rama I was born on 20 March 1737 and died on 7 September 1809 at the Phra Phisan Thaksin Throne Hall(พระที่นั่งไพศาลทักษิณ), aged 73. He became the second royal elder after the death of Princess Thepsuthawadi, holding that status for 9 years, 9 months, and 16 days.
He ascended the throne on 6 April 1782 at the age of 46, founding the Chakri dynasty and establishing Bangkok as the new capital. Beyond founding a new political centre and royal palace, his reign marked a shift toward governance grounded in duty, rationality, and moral responsibility rather than divine legitimacy. This approach is reflected in his literary works, including the Ramakien, as well as in the translation of historical and military texts such as Romance of the Three Kingdoms.
The Shift toward Realistic Royal Representation
The bronze statues of King Rama I, King Rama II (Phutthaloetla Naphalai) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย), and King Rama III (Nangklao) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) at Prasat Phra Thep Bidorn were completed in 1869. These statues were created after a major transformation in Siamese attitudes toward portraiture.
Previously, Siamese culture avoided realistic representations of individuals, favouring symbolic substitutes such as Buddha images commissioned in a person’s name or simplified effigies. This practice changed during the reign of King Mongkut (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), who was the first Siamese king to commission a lifelike portrait of himself. From that point onward, realistic representation ceased to be culturally restricted.
When the decision was made to create statues of the first three Chakri kings, the newer realist convention was adopted. While sufficient eyewitnesses remained for Kings Rama II and III, King Rama I posed greater challenges due to the time elapsed since his death. Descriptions provided by Somdet Phra Phutthachan (To) (สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)) and other senior contemporaries were therefore crucial to the sculptural process.
The statues depict the kings wearing the phaa chep loi chai—a pleated cloth worn without an upper garment. This attire reflects everyday male dress of the period, particularly within domestic or private spaces. Formal garments and shirts were worn primarily for ceremonies or official occasions, with daily use of shirts becoming common only during the reign of King Rama IV.
Ceremonial regalia, including a sword and gold-embroidered court robes, were added to the statues during ritual observances. However, these garments were later damaged or lost, and after the political changes of the twentieth century, they were no longer replaced.
_________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO