พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔

พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ นำเสนอการแต่งกายของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก สมัยต้นกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากพระกุลเชษฐ์ ลำดับ ๓ ถึง ๘ ในสมัยของทั้ง ๓ รัชกาล ล้วนเป็นสตรีฝ่ายใน และไม่มีหลักฐานพระรูปเสมือนจริง

คอลเล็คชันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์และแฟชั่นราชสำนัก ของพระบรมวงศ์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมราชสำนัก และเทคโนโลยีร่วมสมัย โดยมิได้มุ่งสร้างภาพแทนหลักฐานดั้งเดิม หากเป็นการตีความเชิงวิชาการและทัศนศิลป์บนฐานข้อมูลที่มีอยู่

_____


ความท้าทายในการสร้างสรรค์

การสร้างสรรค์ภาพในคอลเล็คชันนี้มีความท้าทายสำคัญอยู่ ๓ ประการ ได้แก่

๑. การถ่ายภาพเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ ส่งผลให้ในสมัยรัชกาลต่าง ๆ ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ปรากฏเทคโนโลยีการถ่ายภาพใด ๆ อีกทั้งในระยะแรกของการถือกำเนิดเทคโนโลยีการถ่ายภาพ กระบวนการดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงถูกจำกัดการใช้งานไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์และชนชั้นสูงเท่านั้น

๒. ธรรมเนียมและความเชื่อของชาวสยามในอดีตไม่นิยมสร้างรูปเคารพบุคคลให้มีลักษณะเสมือนจริง ส่งผลให้ไม่มีภาพเหมือนที่จัดทำขึ้นร่วมสมัยกับทุกพระองค์

๓. หลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นหลักฐานภาพวาดจากจินตนาการที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางคติความเชื่อและวัฒนธรรมการสร้างรูปเหมือนในสังคมสยาม

_____


กระบวนการและแนวคิดในการสร้างสรรค์ภาพ AI

การสร้างสรรค์ภาพเหล่านี้เพื่อเป็นการนำเสนอแฟชั่นสตรีชั้นสูงในราชสำนักเท่านั้น ไม่ได้นำเสนอภาพเหมือนของแต่ละพระองค์ โดยใช้องค์ความรู้ด้านเครื่องแต่งกายราชสำนักในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเลียนแบบบรรยากาศและองค์ประกอบของการถ่ายภาพยุคต้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักการภาพถ่าย

_____


ความหมายและการจำแนก “พระกุลเชษฐ์”

คำว่า “พระกุลเชษฐ์” หมายถึงพระบรมวงศ์ผู้ทรงดำรงฐานะสูงสุด ซึ่งในที่นี้รวมถึงพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระรัชทายาท และเจ้าฟ้าทุกชั้น ยกเว้นเจ้าฟ้าชั้นตรี รวมถึงพระองค์เจ้าชั้นเอกที่มีคำนำหน้าว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ”

พระกุลเชษฐ์สามารถจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่

๑. การนับตามพระอิสริยยศ ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ

๒. และการนับตามพระชนมายุ คือพระบรมวงศ์ที่ทรงเจริญพระชนมายุสูงสุดในขณะนั้น

บทความนี้เรียงลำดับพระกุลเชษฐ์ตามการได้รับการสถาปนาขณะทรงพระชนม์ และเรียงตามพระชนมพรรษา พระชนมายุ หรือพระชันษา

_____________________


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๓

พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี

พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี [อ่าน นะรินทอนเทวี] หรือ เจ้าครอกวัดโพธิ์ พระนามเดิม กุ (ไม่ปรากฏวันประสูติ — พ.ศ. ๒๓๗๐) เป็นพระธิดาลำดับที่ ๖ ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประสูติแต่พระน้องนางของพระอัครชายา ทรงดำรงตำแหน่ง พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ ถึงวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๕๓ (๑ ปี ๒๔ วัน) ยังทรงพระชนม์ แต่สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีซึ่งมีพระชนมายุสูงกว่าได้รับการสถาปนาเป็นเจ้านายในราชวงศ์) ทรงเป็นพระราชปิตุจฉา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี มีพระนามเดิมว่า กุ เป็นพระกนิษฐาต่างพระชนนีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประสูติในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น พระองค์เจ้ากุ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีพระยศเป็นพระเจ้าบรมวงศ์ สิ้นพระชนม์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีกุน จ.ศ. ๑๑๘๙ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๐ ได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีชวด

_____


พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๔

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๘๑ – ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ สิริพระชนมพรรษา ๘๙ พรรษา) พระนามเดิม นาค เป็นอรรคชายาเดิม ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นสมเด็จพระอัยยิกาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งพระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๔ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๕๓ ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ (๑๕ ปี ๗ เดือน ๒๔ วัน)

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า นาค เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง นพศก จ.ศ. ๑๐๙๙ ตรงกับวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๘๑ (เมื่อเทียบปฏิทินสุริยคติแล้ว) ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งอาณาจักรอยุธยา เป็นพระธิดาของพระชนกทอง ณ บางช้าง และสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี (พระนามเดิม สั้น หรือมาก) เป็นคหบดีเชื้อสายมอญ ทั้งสองเป็นญาติใกล้ชิดกัน สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระภราดาพระภคินีร่วมพระชนกพระชนนีทั้งสิ้น ๑๐ คน

ในสมัยรัชกาลที่ ๑

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกและสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น ท่านผู้หญิงนาคก็ไม่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ในพระบรมมหาราชวังเลย แต่อาศัยอยู่ที่พระราชวังเดิมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระราชโอรส ทั้งนี้ท่านไม่ยอมใช้ราชาศัพท์กับสามีหรือพระราชโอรสกับพระราชธิดาแต่อย่างใด

ในสมัยรัชกาลที่ ๒
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นสมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ เทียบกับกรมพระเทพามาตย์ตามโบราณราชประเพณีเก่าตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๒ พระองค์ได้ทรงย้ายจากพระนิวาสสถานเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนัดดา สิริพระชนมพรรษา ๘๙ พรรษา พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ และโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ขึ้น ถึงวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ จึงถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง แล้วนำพระบรมอัฐิไปประดิษฐาน ณ หอพระธาตุมณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเฉลิมพระนามาภิไธยว่ากรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเฉลิมพระนามาภิไธยใหม่เป็น สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

_____________________


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๓

พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี

พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (ไม่ปรากฏวันประสูติ — พ.ศ. ๒๓๗๐ สิริพระชันษา มากกว่า ๖๗ ปี ๑๑ วัน) ทรงดำรงตำแหน่ง พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๓ ต่อเนื่องมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ – พ.ศ. ๒๓๗๐ (มากกว่า ๑๐ เดือน ๒ วัน) ทรงเป็นพระญาติชั้นพระอัยยิกา ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

_____


พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๔

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๘๑ – ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ สิริพระชนมพรรษา ๘๙ พรรษา) ทรงดำรงตำแหน่ง พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๔ ต่อเนื่องมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงดำรงตำแหน่งพระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๔ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๕๓ ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ (๑๕ ปี ๗ เดือน ๒๔ วัน) ทรงเป็น พระอัยยิกาเจ้า ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

_____


พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๕

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๙ สิริพระชนมายุ ๖๙ พรรษา) (พระยศเดิม สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด; ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๙) หรือประชาชนเรียกว่า สมเด็จพระพันวษา เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ กับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน ต่อมาได้รับราชการฝ่ายในเป็นพระอัครชายา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งพระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๕ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๐ – ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๙ (มากกว่า ๘ ปี ๗ เดือน ๒ วัน) ทรงเป็น พระวิมาดาเจ้า ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

_____


พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๖

สมเด็จพระศรีสุลาลัย

สมเด็จพระศรีสุลาลัย (๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๓๑๔ – ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ สิริพระชนมายุ ๖๘ พรรษา) พระนามเดิม เรียม (๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๓๑๔ – ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๐) เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงดำรงตำแหน่งพระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๖ ตั้งแต่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๙ – ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ เป็นเวลา ๑๑ เดือน ๒๙ วัน

_____


พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๗

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพลับ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพลับ (ประสูติ พ.ศ. ๒๓๒๘ – สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๒๔๐๙ สิริพระชันษา ๗๙ ปี) เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาคุ้ม และทรงเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ ๑ ที่มีพระชันษายืนที่สุด ทรงเป็นพระราชปิตุจฉา ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงดำรงตำแหน่งพระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๗ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ – พ.ศ. ๒๔๐๙ เป็นเวลา ๒๙ ปี ๔ เดือน ๑๖ วัน ต่อเนื่องมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๔

_____________________


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๗

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพลับ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพลับ (ประสูติ พ.ศ. ๒๓๒๘ – สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๒๔๐๙ สิริพระชันษา ๗๙ ปี) เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาคุ้ม และทรงเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ ๑ ที่มีพระชันษายืนที่สุด ทรงเป็นพระราชปิตุจฉา ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงดำรงตำแหน่งพระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๗ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ – พ.ศ. ๒๔๐๙ เป็นเวลา ๒๙ ปี ๔ เดือน ๑๖ วัน ต่อเนื่องมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๔

_____


พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๘

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายี่สุ่น

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายี่สุ่น (ประสูติ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ – ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๒ สิริพระชันษา ๗๙ ปี ๕ เดือน ๒๓ วัน) เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๖ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเหมใหญ่ ทรงเป็นพระเชษฐภคินี ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงดำรงตำแหน่งพระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๘ ตั้งแต่วันที่ พ.ศ. ๒๔๐๙ – ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๒ (มากกว่า ๒ ปี ๖ เดือน ๙ วัน) ต่อเนื่องมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็น พระราชปิตุจฉา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

_____________________


Royal Elders during the Reigns of Rama II–IV

(พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ )

During the reigns of
King Phra Phutthaloetla Naphalai (Rama II) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย),
King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว),
and King Phra Chomklao Chao Yu Hua (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)


Introduction

This AI-restored and AI-created image collection presents the attire of high-ranking royal women of the Siamese court during the early Rattanakosin period. This focus arises from the fact that the Phra Kun Chet ranked third through eighth during the reigns of all three monarchs were women of the Inner Court, and that no contemporary, lifelike portraits of these figures survive.

The purpose of this collection is to convey the image and court fashion of the royal family in early Rattanakosin through the integration of historical scholarship, court culture, and contemporary technology. It is not intended to replace original historical evidence; rather, it offers an academic and visual interpretation grounded in the available historical data.


Challenges in the Creative Process

The creation of images in this collection presents three major challenges:

  1. Photography was only invented during the late reign of King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว). Consequently, during the earlier reigns of the Rattanakosin period, no photographic technology yet existed. Even after photography was introduced, the process remained complex, costly, and highly specialised, and was therefore restricted to use by the monarch and the uppermost social elite.

  2. Traditional Siamese customs and beliefs did not favour the creation of realistic likenesses of individuals. As a result, no contemporary portrait images were produced during the lifetimes of many of these royal figures.

  3. All surviving visual evidence consists of painted images created in later periods, reflecting shifts in belief systems and cultural attitudes toward portrait-making in Siamese society.


Process and Concept Behind the AI Images

These images were created solely to present the fashion of high-ranking women of the royal court and do not attempt to depict individual likenesses. They are based on established knowledge of court dress in early Rattanakosin and deliberately emulate the atmosphere and visual conventions of early photography during the reign of King Phra Chomklao Chao Yu Hua (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), aligning with the period when photography first became known in Siam.


Definition and Classification of “Phra Kun Chet”

(ความหมายและการจำแนกพระกุลเชษฐ์”)

The term Phra Kun Chet refers to members of the royal family holding the highest status. In this context, it includes the monarch, the principal queen, the heir apparent, and all ranks of Chao Fa, excluding third-rank Chao Fa, as well as first-rank Phra Ong Chao bearing the title Phra Chao Boromwongse Ther (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ).

Phra Kun Chet may be classified in two ways:

  1. By royal rank, with the monarch as the primary reference.

  2. By seniority in age, referring to the royal family member of greatest age at a given time.

This article arranges the Phra Kun Chet according to their elevation during their lifetime and in accordance with royal seniority, whether measured by royal age or lifespan.


During the Reign of King Phra Phutthaloetla Naphalai (Rama II)

(ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ )

Phra Kun Chet, Rank 3

Princess Paiyika Ther, Princess Narintaradevi
(พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี)

Princess Paiyika Ther, Princess Narintaradevi, also known as Chao Khrok Wat Pho (เจ้าครอกวัดโพธิ์), was born Princess Ku (พระนามเดิม กุ) (no recorded date of birth – died 1830). She was the sixth daughter of King Phra Phutthayotfa Chulalok (Rama I) (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช), born to a consort who was the younger sister of the principal queen.

She held the position of Phra Kun Chet, Rank 3, from 7 September 1809 to 1 October 1810, a period of one year and twenty-four days. Although she remained alive thereafter, Queen Amarindra Borommarachini (สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี), who was older, was elevated to a higher royal status. Princess Narintaradevi was a paternal aunt of King Phra Phutthaloetla Naphalai (Rama II) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย).

Born during the Ayutthaya period, she was a half-sister of King Rama I. Upon his accession, she was elevated to the rank of Phra Ong Chao Ku (พระองค์เจ้ากุ). During the reign of King Rama II, she held the rank of Phra Chao Boromwongse(พระเจ้าบรมวงศ์). She passed away during the reign of King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) in the Year of the Pig (1189 Chulasakarat / 1830 CE) and was accorded a royal cremation at the Royal Cremation Ground at Sanam Luang.


Phra Kun Chet, Rank 4

Queen Amarindra Borommarachini
(สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี)

Queen Amarindra Borommarachini (9 March 1738 – 25 May 1826), born Nak (พระนามเดิม นาค), was the original principal consort of King Phra Phutthayotfa Chulalok (Rama I) (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช). She was Queen Mother during the reign of King Phra Phutthaloetla Naphalai (Rama II) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) and the royal grandmother of King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) and King Phra Chomklao Chao Yu Hua (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว).

She held the position of Phra Kun Chet, Rank 4, from 1 October 1810 to 25 May 1826, a period of fifteen years, seven months, and twenty-four days.

She was born during the reign of King Borommakot of Ayutthaya (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) and was the daughter of Thong of Bang Chang (ทอง บางช้าง) and Lady Sirisophak Maha Nak Nari (สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี), née San or Mak (สั้น หรือ มาก), members of a Mon-descended merchant family.

During the reign of King Rama I, Lady Nak never resided in the Grand Palace but lived instead at the Thonburi Palace with Prince Itsarasunthon (เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร). She refused the use of royal language when addressing her husband and children.

She passed away on 25 May 1826 during the reign of King Rama III. Her royal cremation took place at Sanam Luang, and her ashes were later enshrined at Hor Phra That Monthian within the Grand Palace. Her title was later reaffirmed by King Rama IV and formally styled Queen Amarindra Borommarachini by King Phra Mongkutklao Chao Yu Hua (Rama VI) (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว).


During the Reign of King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III)

(ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ )

Phra Kun Chet, Rank 3

Princess Paiyika Ther, Princess Narintaradevi
(พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี)

Princess Paiyika Ther, Princess Narintaradevi (no recorded date of birth – died 1830; aged more than sixty-seven years and eleven days), continued to hold the position of Phra Kun Chet, Rank 3, into the reign of King Rama III. She held this position from 25 May 1826 until 1830, a period of more than ten months and two days. She was a royal relative of the rank of paternal grandaunt to King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว).


Phra Kun Chet, Rank 4

Queen Amarindra Borommarachini
(สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี)

Queen Amarindra Borommarachini (9 March 1738 – 25 May 1826; aged eighty-nine years) continued to be recognised as Phra Kun Chet, Rank 4, into the reign of King Rama III. She held this position from 1 October 1810 until 25 May 1826, a total duration of fifteen years, seven months, and twenty-four days. She was the royal grandmother (Phra Aiyika Chao) of King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว).


Phra Kun Chet, Rank 5

Queen Sri Suriyenthraborommarachini
(สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี)

Queen Sri Suriyenthraborommarachini (21 September 1767 – 18 October 1836; aged sixty-nine years), formerly known by her royal title Somdet Phra Chao Lan Ther Chao Fa Bunrod (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด) and popularly referred to as Somdet Phra Phan Wasa (สมเด็จพระพันวษา), was the daughter of Princess Sri Sudarak (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์) and Chao Khrua Ngoen Tan (เจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน).

She later entered service within the Inner Court and became principal consort to King Phra Phutthaloetla Naphalai (Rama II) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย). She was subsequently Queen Mother to King Phra Chomklao Chao Yu Hua (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) and King Pinklao Chao Yu Hua (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว).

She held the position of Phra Kun Chet, Rank 5, from 1830 until 18 October 1836, a period of more than eight years, seven months, and two days. She was the Phra Wimatha Chao (royal consort of the previous reign) to King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว).


Phra Kun Chet, Rank 6

Queen Sri Sulalai
(สมเด็จพระศรีสุลาลัย)

Queen Sri Sulalai (29 January 1771 – 17 October 1837; aged sixty-eight years), born Riam (พระนามเดิม เรียม), was principal consort to King Phra Phutthaloetla Naphalai (Rama II) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) and Queen Mother to King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว).

She held the position of Phra Kun Chet, Rank 6, from 18 October 1836 until 17 October 1837, a duration of eleven months and twenty-nine days.


Phra Kun Chet, Rank 7

Princess Phlap
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพลับ)

Princess Phlap (born 1785 – died 1866; aged seventy-nine years) was a daughter of King Phra Phutthayotfa Chulalok (Rama I) (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช), born to Chao Chom Manda Khum (เจ้าจอมมารดาคุ้ม).

She was the longest-living daughter of King Rama I and was a paternal aunt to King Phra Nangklao Chao Yu Hua (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว). She held the position of Phra Kun Chet, Rank 7, from 17 October 1837 until 1866, a period of twenty-nine years, four months, and sixteen days, continuing into the reign of King Rama IV.


During the Reign of King Phra Chomklao Chao Yu Hua (Rama IV)

(ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ )

Phra Kun Chet, Rank 7

Princess Phlap
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพลับ)

Princess Phlap continued to hold the position of Phra Kun Chet, Rank 7, during the reign of King Phra Chomklao Chao Yu Hua (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), maintaining the same rank and status from 17 October 1837 until 1866, a total period of twenty-nine years, four months, and sixteen days.


Phra Kun Chet, Rank 8

Princess Yi Sun
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายี่สุ่น)

Princess Yi Sun (born 22 March 1790 – died 14 September 1869; aged seventy-nine years, five months, and twenty-three days) was the sixth daughter of King Phra Phutthaloetla Naphalai (Rama II) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย), born to Chao Chom Manda Hem Yai (เจ้าจอมมารดาเหมใหญ่).

She was the elder sister of King Phra Chomklao Chao Yu Hua (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว). She held the position of Phra Kun Chet, Rank 8, from 1866 until 14 September 1869, a period of more than two years, six months, and nine days. Her status continued into the reign of King Phra Chulalongkorn Chao Yu Hua (Rama V)(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), to whom she was a paternal aunt.

_____________________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO


Previous
Previous

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕

Next
Next

พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑