ท้าววรจันทร์ (เจ้าจอมมารดาวาด ในรัชกาลที่ ๔): คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕

ท้าววรจันทร์ (เจ้าจอมมารดาวาด ในรัชกาลที่ ๔): คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้คือ ท้าววรจันทร บรมธรรมิกภักดี นารีวรคณานุรักษา หรือ เจ้าจอมมารดาวาด มีนามเดิมว่า แมว (11 มกราคม พ.ศ. 2384 – 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2483) มีสมญาการแสดงว่า แมวอิเหนา เป็นนางละครและพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระโอรสพระองค์หนึ่งคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ต้นราชสกุลโสณกุล

ในคอลเลกชันนี้ เราได้เห็นจากภาพของท่าน ไม่เพียงแต่แฟชั่นในช่วงปลายยุควิกตอเรีย อันสะท้อนผ่านเสื้อผ้าลูกไม้คอตั้งแบบสูง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเท่านั้น หากยังปรากฏรายละเอียดที่น่าสนใจของเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเข็มกลัดอักษรพระนามย่อของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถอีกด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏในภาพนี้มีสองรายการ ได้แก่ พ.ศ. 2443 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) (ฝ่ายใน) และ พ.ศ. 2447 เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2) นอกจากนี้ยังมีเข็มกลัดทองคำอักษรพระนามย่อ ส.ผ. (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) ลงยาสีแดงและสีชมพู ภายใต้พระมหามงกุฏ ด้านหลังเป็นพรรณพฤกษา ซึ่งท่านได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

สิ่งที่ทำให้รายละเอียดเหล่านี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือการใช้ monogram ในเครื่องใช้และเครื่องประดับจำนวนมากที่เป็นของสมเด็จพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ การใช้ monogram ในฐานะรูปแบบของ personal style branding นั้น เป็นวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมและถูกทำให้แพร่หลายอย่างชัดเจนในราชสำนักยุโรป โดยเฉพาะจาก Queen Marie Antoinette ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส

___________

ครอบครัวและชีวิตตอนต้น

ท้าววรจันทรมีนามเดิมว่า แมว เป็นบุตรของสมบุญ งามสมบัติ มหาดเล็กในรัชกาลที่ 3 กับท้าวปฏิบัติบิณฑทาน (ถ้วย) ญาติได้นำเข้าไปถวายตัวในวังหลวงตั้งแต่วัยเด็ก โดยได้รับการเลี้ยงดูและฝึกละครจากเจ้าจอมนาค ในรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นป้า ต่อมาเจ้าจอมนาคได้ถวายตัวท้าววรจันทรเข้าไปเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในยามว่างก็ทรงให้ฝึกหัดละครและเป็นศิษย์ของเจ้าจอมมารดาแย้ม ซึ่งเจ้าจอมมารดาแย้มท่านนี้เป็นผู้สั่งสอนและหัดละครแก่ท้าววรจันทรมาตั้งแต่ยังเยาว์ เคยรับบทเป็นอิเหนา พระเอกเรื่อง อิเหนา ท้าววรจันทรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รำสวย สามารถรำได้ทุกตัวบท ไม่ว่าจะเป็น นารายณ์ปราบนนทุก อิเหนา อรชุน พระราม อินทรชิต ท้าวดาหา และท้าวมาลีวราช เป็นต้น ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสเรียกท่านว่า "แมวอิเหนา"

___________

บาทบริจาริกา

เมื่อถวายตัวรับราชการฝ่ายในตำแหน่งบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนนามเป็น วาด ท้าววรจันทร์ประสูติพระโอรสพระองค์หนึ่งคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ต้นราชสกุลโสณกุล ณ อยุธยา ท่านได้เรียนภาษาอังกฤษกับแอนนา เลียวโนเวนส์ พร้อมกับพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอทั้งหลาย

ท้าววรจันทรปรากฏเรื่องราวในนิพนธ์ น้ำแข็ง ของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ความว่า กงสุลไทยในสิงคโปร์นำน้ำแข็งทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้น ก็ตรัสเรียกพระราชโอรส-ธิดาว่า "ลูกจ๋า ๆ ๆ" ทรงหยิบน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ จากขันทองใส่พระโอษฐ์เจ้านายเล็ก ๆ พระองค์ละก้อนแล้วตรัสว่า "กินน้ำแข็งเสีย" ก่อนจะตรัสสั่งให้โขลนตามเจ้าจอมมารดาวาดมาดูน้ำแข็ง โขลนจึงไปเรียนคุณจอมว่า "มีรับสั่งให้ท่านขึ้นไปดูน้ำแข็งเจ้าค่ะ" เจ้าจอมมารดาวาดจึงถาม "เอ็งว่าอะไรนะ" โขลนตอบ "น้ำแข็งเจ้าค่ะ" เจ้าจอมมารดาวาดจึงร้องว่า "เอ็งนี้ปั้นน้ำเป็นตัว" คำนี้จึงกลายเป็นภาษิตมาแต่นั้น[8] ในขณะที่ ความทรงจำ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า "อย่าปั้นน้ำเป็นตัว" เป็นสุภาษิตพระร่วง มีความหมายว่า "ห้ามทำอะไรฝืนธรรมชาติ" หรืออีกนัยหนึ่งว่า "แกล้งปลูกเท็จให้เป็นจริง" เป็นสุภาษิตมาแต่โบราณมิใช่เพิ่งเกิด

___________

ท้าววรจันทรและบั้นปลาย

ใน พ.ศ. 2429 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะอายุได้ 45 ปี เจ้าจอมมารดาวาดได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ท้าววรจันทร หลังท้าววรจันทรคนก่อน คือ มาไลย ทุพพลภาพลง นับว่าเป็นตำแหน่งชั้นสูงของข้าราชการฝ่ายใน บังคับบัญชาตัดสินว่าราชการภายในพระบรมมหาราชวัง ถือศักดินา 3,000 ไร่ ได้รับเครื่องยศ ได้แก่ หีบลงยาหนึ่งหีบ และโต๊ะเงินใหญ่สองโต๊ะ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยาได้กล่าวถึงท่านว่า

"...กิตติศัพท์เขาเล่าลือว่าท่านดุมาก เด็กได้ยินก็คร้ามท่านมาก เขาว่าท่านจับคนใส่ตรวนได้ เด็กเลยกลัวตัวสั่น ท่านขึ้นเฝ้าได้บางเวลาเหมือนกัน ต้องยอมรับกันในพวกเด็กว่าท่านน่าเกรงขามจริง ท่าเดินของท่านแม้แก่แล้วก็ดูออกว่าถ้าท่านเป็นสาวคงจะสวย ถ้าวันไหนเด็กเห็นท่านผ่านห้องหม่อมเจ้า เด็กจะบอกกันว่าคุณท้าววรจันทร์มาแล้ว ห้องหม่อมเจ้าจะเงียบกริบหยุดเสียงจ้อกแจ้กทันที..."

กล่าวกันว่าท้าววรจันทรเป็นที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วฉับไว และเฉียบขาด หากมีผู้มาแนะนำความแก่ท้าววรจันทร แต่ท้าววรจันทรไม่เห็นดีด้วย ก็ไม่มีใครสามารถบังคับให้ท่านทำได้ เคยมีเจ้านายบางพระองค์กราบทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้พระองค์แสดงพระบรมราชวินิจฉัย พระองค์ทรงตอบกลับว่า "...เรื่องท้าววรจันทร ฉันขอเสียที รู้อยู่แล้วว่าไฟ ก็อย่าเอามือไปจี้ เขาไม่ได้เดินเหิรหรือขอเข้ามารับราชการ ฉันเอาเขาเข้ามาเอง..."

กระทั่งเมื่อท้าววรจันทรมีอายุได้ 86 ปี จึงได้ออกไปพำนักอยู่ที่บ้าน แต่ยังคงฐานะประจำการในตำแหน่งท้าววรจันทรดังเดิมจนตลอดชีวิตของท่าน ท้าววรจันทรถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 (แบบปัจจุบันคือ พ.ศ. 2483) สิริอายุ 99 ปี

___________

ชีวิตส่วนตัว

กล่าวกันว่าท้าววรจันทรมีฝีมือในการปรุงอาหารเป็นเลิศ โดยครั้งหนึ่งท้าววรจันทรได้ถวายสำรับอาหารเป็นน้ำยาไก่และหมูหวานแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชวังดุสิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยในฝีมือของท้าววรจันทรมากโดยเฉพาะหมูหวาน ทรงตรัสยกย่องว่ามีรสชาติราวกับหมูหวานที่เคยเสวยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และในเวลาต่อมาจึงโปรดเกล้าพระราชทานธูปและเทียนบูชาฝีมือท้าววรจันทร และทรงประกาศว่าหากใครผัดหมูหวานได้รสเช่นนี้ได้อีก ก็จะพระราชทานน้ำตาลจำนวนสามเท่าลูกฟักเป็นรางวัล

นอกจากนี้ท้าววรจันทรยังมีความกตัญญูต่ออาจารย์ ด้วยอุปถัมภ์เจ้าจอมมารดาแย้มซึ่งเป็นครูละครให้ไปอยู่ด้วยกันที่วังปากคลองตลาดเพื่อดูแลอาจารย์ในปัจฉิมวัย หลังเจ้าจอมมารดาแย้มถึงแก่กรรม ท้าววรจันทรก็เป็นธุระจัดแจงพิธีปลงศพให้ และจัดการมอบมรดกมอบให้หลานของเจ้าจอมมารดาแย้มด้วย

___________

คดีความ

พ.ศ. 2449 ท้าววรจันทร์ลงโทษอำแดงเนย เพราะหลบหนีงาน โดยให้บ่าวในกำกับของตนจำนวนสามคน ได้แก่ อำแดงนก อำแดงพลอย และอำแดงผ่อง เฆี่ยนตีอำแดงเนยซึ่งกำลังตั้งครรภ์อาการสาหัสและตายทั้งกลมในเวลาต่อมา กรรมการศาลกระทรวงวังพิพากษา ให้จำคุกท้าววรจันทร์ อำแดงนก อำแดงพลอย และอำแดงผ่อง เป็นเวลาสองปี แต่ท้าววรจันทร์เป็นข้าราชการและได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงให้งดโทษท้าววรจันทร์ แต่เปลี่ยนเป็นปรับละเมิดจตุรคูณตามบรรดาศักดิ์ท้าววรจันทร์ ศักดินา 3,000 ไร่ คิดเป็นเงิน 425 บาท 3 สลึง 500 เบี้ย ต่อมาท้าววรจันทร์ทำหนังสือถึงกระทรวงวัง ปฏิเสธความผิดทั้งหมดแต่ไม่ต้องการอุทธรณ์ เพียงแต่ต้องการให้ปล่อยตัวบ่าวสามคนในฐานะที่ทำตามคำสั่งของท่าน ก่อนหน้านี้ใน พ.ศ. 2443 หม่อมเจ้าประวาศสวัสดี โสณกุล หลานสาวของท้าวรจันทร์ ถูกอำแดงวง ซึ่งเป็นลูกจ้าง ยื่นฟ้องฐานหม่อมเจ้าประวาศสวัสดีเอาหนังแรดเฆี่ยนตี มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าเป็นแต่ลูกจ้าง ซึ่งจะกดขี่เฆี่ยนตีเช่นนี้ไม่ถูก หม่อมเจ้าหญิงประวาศก็หาฟังไม่…ข้าพเจ้ายื่นฟ้องต่อศาลให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 300 บาท 56 อัฐ ถานเฆี่ยนตีข้าพเจ้าโดยผิดกฎหมาย คือ ข้าพเจ้ามิได้เป็นทาษลูกหนี้ของจำเลย" สุดท้ายคดีถูกยกฟ้องตามพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ให้แล้วกันไป

___________

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏในภาพ

ในภาพนี้ปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องหมายสำคัญ ๓ รายการ ได้แก่ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) ฝ่ายใน ซึ่งได้รับพระราชทานใน พ.ศ. ๒๔๔๓ (ค.ศ. 1900) ในรัชกาลที่ ๕ โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๒ (ม.ป.ร.๒) ได้รับพระราชทานใน พ.ศ. ๒๔๔๗ (ค.ศ. 1904) โดยรัชกาลที่ ๕ เพื่อเป็นที่ระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเข็มกลัดทองคำอักษรพระนามย่อ ส.ผ. ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความไว้วางพระราชหฤทัยที่ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ โดยไม่ปรากฏปีที่แน่ชัด

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับภายหลัง (ไม่ปรากฏในภาพ)

ภายหลัง ท่านยังได้รับเหรียญรัตนาภรณ์เพิ่มเติมอีก ๒ รายการ ได้แก่ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๒ (ว.ป.ร.๒) ได้รับพระราชทานใน พ.ศ. ๒๔๕๔ (ค.ศ. 1911) ในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๒ (ป.ป.ร.๒) ได้รับพระราชทานใน พ.ศ. ๒๔๖๙ (ค.ศ. 1926) ในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทั้งสองรายการนี้ยังไม่ปรากฏในภาพ

สรุปการกำหนดช่วงเวลาการถ่ายภาพ

จากหลักฐานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏและยังไม่ปรากฏในภาพ สามารถสรุปได้ว่าภาพนี้ต้องถ่ายหลัง พ.ศ. ๒๔๔๗ (ค.ศ. 1904) เนื่องจากมีเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๒ ปรากฏ และต้องถ่ายก่อน พ.ศ. ๒๔๕๔ (ค.ศ. 1911) เพราะยังไม่ปรากฏเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ดังนั้นช่วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดของภาพคือระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๗–๒๔๕๓ (ค.ศ. 1904–1910) ซึ่งตรงกับช่วงปลายรัชกาลที่ ๕

___________

Thao Worachan: Senior Lady of the Inner Court during the Reign of King Rama V

(ท้าววรจันทร์: คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ )

These AI-restored and created images depict Thao Worachan Boromthammikphakdi Nariwarakhanurak (ท้าววรจันทร บรมธรรมิกภักดี นารีวรคณานุรักษา), also known as Chao Chom Manda Wat (เจ้าจอมมารดาวาด). Her original name was Maew(แมว) (11 January 1841 – 25 February 1940). She was renowned by her theatrical epithet Maew I-Na-O (แมวอิเหนา), reflecting her prominence as a court dancer and principal consort of King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว). She bore one son, Prince Phithayalap Phruethada (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา), who later became the progenitor of the Sonakul lineage (ราชสกุลโสณกุล).

In this collection, her image reveals not only the fashion of the late Victorian period—reflected in the high-neck lace blouse that became popular during the later years of the reign of King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)—but also notable details of royal decorations and a monogrammed brooch associated with Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ).

The decorations visible in the image consist of two royal honours. The first is the Order of Chula Chom Klao, Second Class, Special Grade (T.J.W.), Inner Court Division (เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ฝ่ายใน), conferred in 1900 (B.E. 2443). The second is the Royal Cypher Medal of King Rama IV, Second Class (M.P.R. II) (เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ชั้นที่ ), bestowed in 1904 (B.E. 2447) during the reign of King Rama V in commemoration of King Rama IV. Also present is a gold monogram brooch bearing the initials S.P. (..), enamelled in red and pink beneath a royal crown motif with foliate decoration on the reverse. This brooch was a personal token of royal trust granted by Queen Saovabha Phongsri, though the exact year of bestowal is not recorded.

What makes these details particularly significant is the use of monograms on personal items and jewellery belonging to the Queen and members of the royal family. The use of monograms as a form of personal style branding was a cultural practice that gained wide prominence in European royal courts, most notably through Queen Marie Antoinette during the reign of King Louis XVI of France, and later found resonance within the Siamese court.

Family Background and Early Life

(ครอบครัวและชีวิตตอนต้น)

Thao Worachan, originally named Maew (แมว), was the daughter of Sombun Ngamsombat (สมบุญ งามสมบัติ), a royal page during the reign of King Rama III, and Thao Patibat Binthathan (Thuai) (ท้าวปฏิบัติบิณฑทาน [ถ้วย]). She was brought into the Grand Palace at a young age by relatives and was raised and trained in classical dance under Chao Chom Nak (เจ้าจอมนาค), her aunt, during the reign of King Rama III. Later, Chao Chom Nak presented Thao Worachan as an attendant to Queen Somanass Waddhanawadi (สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี), during which time she continued her training in dance under Chao Chom Manda Yam (เจ้าจอมมารดาแย้ม).

She was celebrated for her exceptional grace and versatility as a dancer, excelling in a wide range of classical roles including Narai Prab Nontok, Inao, Arjuna, Rama, Intharajit, Thao Daha, and Thao Maliwarat. Owing to her mastery of the role of Inao, King Mongkut affectionately referred to her as “Maew I-Na-O.”

Royal Consort

(บาทบริจาริกา)

Upon entering royal service as a consort to King Mongkut, she adopted the name Wat (วาด). She later gave birth to Prince Phithayalap Phruethada (กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา). She also studied English under Anna Leonowens (แอนนา เลียวโนเวนส์) alongside the royal children.

Thao Worachan appears in the literary work Nam Khaeng (น้ำแข็ง) by Mom Chao Phun Phitsamai Diskul (หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล), recounting an early episode involving the introduction of ice to Siam. The anecdote famously contributed to the popular expression “pan nam pen tua(ปั้นน้ำเป็นตัว), later clarified by Prince Damrong Rajanubhab (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) as an ancient proverb meaning “to fabricate something against nature.”

Later Life and Authority

(ท้าววรจันทรและบั้นปลาย)

In 1886 (B.E. 2429), at the age of 45, during the reign of King Rama V, Chao Chom Manda Wat was promoted to the rank of Thao Worachan, succeeding the previous officeholder, Thao Malai (มาไลย), who had become incapacitated. This was one of the highest positions within the inner court, carrying authority over palace administration and a sakdina of 3,000 rai. She was widely regarded as strict, decisive, and formidable—qualities noted vividly in recollections by Mom Sri Phroma Kritakara na Ayutthaya (หม่อมศรีพรหมา กฤดากร อยุธยา).

Even into old age, her authority remained unquestioned. When some members of the royal family appealed to King Rama V regarding her decisions, the King famously remarked that he himself had chosen her and that one should not challenge someone whose strength was already well known.

Thao Worachan retired from active residence at the age of 86 but retained her official rank until her death. She passed away on 25 February 1939 (modern reckoning 1940), at the age of 99.

Personal Life

(ชีวิตส่วนตัว)

She was renowned for her culinary skills. On one occasion, she presented a meal of chicken curry and sweet braised pork to King Rama V at Dusit Palace, which so impressed the King that he praised it as tasting identical to dishes from his childhood. In recognition, he bestowed incense and candles in honour of her skill and declared that anyone able to recreate the same flavour would be rewarded with triple measures of palm sugar.

She was also remembered for her deep gratitude toward her teachers, caring for Chao Chom Manda Yam in her later years and personally overseeing her funeral rites and the distribution of her estate to her relatives.

Legal Cases

(คดีความ)

In 1906 (B.E. 2449), Thao Worachan was implicated in a legal case involving the punishment of a pregnant servant, Amdaeng Noei (อำแดงเนย), who later died from her injuries. The court initially sentenced Thao Worachan and three servants to imprisonment, but due to her official rank and royal honours, King Rama V commuted her sentence to a monetary fine calculated according to her sakdina.

Earlier, in 1900 (B.E. 2443), a related legal complaint involving her niece, Mom Chao Prawat Sawasdi Sonakul (หม่อมเจ้าประวาศสวัสดี โสณกุล), was ultimately dismissed by royal discretion as a minor matter.

Decorations and Dating of the Image

(เครื่องราชอิสริยาภรณ์และการกำหนดช่วงเวลาภาพ)

The image includes three significant items: the Order of Chula Chom Klao (Second Class), the Royal Cypher Medal of King Rama IV (Second Class), and the monogram brooch of Queen Saovabha Phongsri. Additional decorations received later—namely the Royal Cypher Medals of King Rama VI (1911) and King Rama VII (1926)—do not appear in the image.

Based on this evidence, the photograph was most likely taken between 1904 and 1910 (B.E. 2447–2453), during the final years of King Rama V’s reign, before the accession of King Rama VI.

___________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Previous
Previous

โขลน คือใคร ทำหน้าที่อะไรในพระบรมมหาราชวัง

Next
Next

ท้าวทรงกันดาล (หุ่น): คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕