สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นหนึ่งในสิบพระเถระผู้เป็นต้นวงศ์ธรรมยุต และเป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรกประทับ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นภิกษุพระองค์เดียวที่ทรงเคยเป็นพระกุลเชษฐ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๐ จากนั้นได้รับมหาสมณุตมาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ขณะพระชันษาได้ ๘๒ ปี ดำรงตำแหน่งได้ ๑๐ เดือนก็สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๕ สิริพระชันษา ๘๓ ปี

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัดมหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อใด เหตุผลที่มีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทอง และห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้าย ก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น

สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

___________

พระประวัติ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๑๘ ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อยเล็ก เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๑๔ กันยายน จ.ศ. ๑๑๗๑ (พ.ศ. ๒๓๕๒) เวลาสี่ทุ่มเศษ เนื่องจากวันประสูตินั้นเป็นวันเริ่มสวดมนต์ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์จึงได้รับพระราชทานนามว่าพระองค์เจ้าฤกษ์ เมื่อพระบิดาสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๓๖๐ พระองค์ได้เสด็จไปประทับในพระบรมมหาราชวังกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดีเป็นบางคราว เพราะเจ้าจอมมารดาของพระองค์เคยเป็นข้าหลวงของเจ้าฟ้าพระองค์นี้ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดีได้นำพระองค์ไปฝากกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงคุ้นเคยกันมานับแต่นั้น

ผนวช

พ.ศ. ๒๓๖๕ เมื่อพระชันษาได้ ๑๓ ปี ได้ผนวชเป็นสามเณร ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร โดยมีสมเด็จพระอริยวงษญาณ (มี) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วศึกษาภาษาบาลีตามคัมภีร์มูลกัจจายน์กับพระญาณสมโพธิ (รอด) จนชำนาญ ผนวชได้ ๔ พรรษา ก็ประชวรด้วยพระโรคทรพิษ จึงลาผนวชมารักษาพระองค์จนหายประชวร สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้ผนวชเป็นสามเณรอีกครั้ง ณ พระราชวังบวรสถานมงคล

พ.ศ. ๒๓๗๒ เมื่อมีพระชันษาครบ ๒๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ลาสิกขาเพื่อทำการสมโภชพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ที่จะทรงผนวชเป็นสามเณรในเวลานั้น ได้สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนุชิตชิโนรส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวินัยรักขิต วัดมหาธาตุ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับพระสมณฉายาเป็นภาษาบาลีว่า "ปญฺญาอคฺโค" ผนวชแล้วศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะเป็นพระภิกษุ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งธรรมยุติกนิกาย ก็ได้ทรงเข้าถือธรรมเนียมนั้นตาม ทรงทำทัฬหีกรรม ณ นทีสีมา โดยมีพระสุเมธมุนี (ซาย พุทฺธวํโส) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงเป็นพระภิกษุเป็นพระกรรมวาจาจารย์ แล้วศึกษาพระปริยัติธรรมต่อในสำนักพระวิเชียรปรีชา (ภู่) แม้จะไม่เคยสอบพระปริยัติธรรม แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานตาลปัตรสำหรับพระเปรียญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยรับ ให้ทรงใช้ต่อ ปีวอก พ.ศ. ๒๓๗๙ ทรงติดตามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ย้ายไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

___________

พระอิสริยยศ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชทานตาลปัตรแฉกถมปัด และเครื่องยศตามศักดิ์พระราชาคณะ ตั้งฐานานุกรมได้ ๒ รูป รับนิตยภัตเดือนละ ๓ ตำลึง และเบี้ยหวัดปีละ ๒ ชั่งตามเดิม

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม ดำรงสมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระราชาคณะ มีพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ ปิยพรหมจรรย์ธรรมวรยุต ปฏิบัติสุทธคณะนายก พุทธสาสนดิลกบวรัยยะบรรพชิต สรรพธรรมิกกิจโกศล สุวิมลปรีชา ปัญญาอรรคมหาสมณุดม บรมบพิตร และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตพระองค์แรก ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๑ รูป ได้รับนิตยภัตเดือนละ ๕ ตำลึง เบี้ยหวัดปีละ ๑๐ ชั่ง

เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชอีกตลอดรัชกาล รวมเป็นระยะเวลา ๑๕ ปี ในระหว่างนั้น พระองค์ทรงดำรงสมณฐานันดรเป็นที่ ๒ รองจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๖ พระองค์เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากทรงลาพระผนวช ทรงตั้งพระทัยจะถวายมหาสมณุตมาภิเษก แต่กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ไม่ทรงรับ เพราะถ่อมพระองค์ว่าจะเป็นเจ้าวังหน้า ไม่ควรข้ามชั้นเจ้านายวังหลวงหลายพระองค์ที่มีพระชันษาสูงกว่า[๓] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริยยศขึ้นเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ บวรรังษีสุริยพันธุ์ ปิยพรหมจรรย์ธรรมวรยุต ปฏิบัติสุทธะคณะนายก พุทธสาสนดิลกบวรัยยะบรรพชิต สรรพธรรมิกกิจโกศล สุวิมลปรีชา ปัญญาอรรคอนาคาริยรัตโนดม พุทธะวราคมโหรกลากุสโลภาศ ปรมินทรมหาราชหิโตปัธยาจารย์ มโหฬารเมตยาภิธยาไศรย พุทธาทิศรีรัตนไตรคุณารักษ์ อุกฤษฐศักดิ์สกลสังฆปาโมกข์ ประธานาธิบดินทร มหาสมณคะณินทรวโรดม บรมบพิตร ได้รับนิตยภัตเดือนละ ๑๐ ตำลึง เบี้ยหวัดปีละ ๓๐ ชั่ง

การที่เลื่อนพระอิสริยยศครั้งนี้ แม้ว่าพระองค์จะไม่ทรงรับถวายมหาสมณุตมาภิเษกในที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถวายพระเกียรติยศในทางสมณศักดิ์สูงสุด เท่ากับทรงดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราช และมิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปอื่นใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นระยะเวลาถึง ๒๓ ปี

___________

ภาพหมู่พระมหาเถรานุเถระ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ อาราธนาให้เข้าร่วมในการพระราชพิธีทรงผนวช ฉายพระรูปร่วมกัน ณ ภายในพระพุทธรัตนสถานมณฑิราราม ในพระบรมมหาราชวังชั้นใน เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๖ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุในขณะทรงครองราชย์ และได้ประทับจำพรรษา ณ ที่นั้น

พระพุทธรัตนสถานมณฑิราราม หรือ พระพุทธรัตนสถาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงสถาปนาพระพุทธมหามณเฑียรแล้ว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระวิหารขึ้นอีกหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระพุทธมณเฑียร สันนิษฐานว่าตั้งอยู่บนเกาะกลางสระที่เคยเป็นที่ตั้งหอพระ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิ์พิมลมณีมัย พระราชทานนามวิหารนี้ว่า “พระพุทธรัตนสถาน” นอกจากการประดิษฐานพระพุทธบุษยรัตน์แล้ว ยังประดิษฐานพระสถูปทองสุวรรณ สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ และพระพุทธปฏิมาพิเศษต่าง ๆ เพื่อจะได้ทรงมนัสการได้ในพระราชวัง คล้ายกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่มาข้อมูล : หนังสือสถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวัง พิมพ์ครั้งแรก เมษายน ๒๕๓๑

ในภาพนี้ประกอบด้วย

๑. พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระสมณฉายาว่า “จุฬาลังกรโณภิกขุ”

๒. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร (หม่อมเจ้ากระจ่าง ลดาวัลย์ อรุโณ) ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ปฐมเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศที่ “หม่อมเจ้าพระอรุณนิภาคุณากร” หม่อมเจ้าพระราชาคณะ ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง)

๓. พระเทพกวี (นิ่ม สุจิณฺโณ) วัดเครือวัลย์ เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสุคุณคณาภรณ์

๔. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์ ปญฺญาอคฺโค) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศที่ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์” เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกนิกาย วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ (พระอุปัชฌาย์) [สมเด็จฯ พระองค์นี้ทรงสร้างพระกริ่งปวเรศฯ เป็นที่โด่งดัง หายาก และมีราคาแพงมาก]

๕. พระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จนฺทรํสี) ปฐมเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม

๖. สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) ปฐมเจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพิมลธรรม

๗. พระพรหมมุนี (เหมือน สุมิตฺโต) วัดบรมนิวาส เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระอริยมุนี

๘. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี อโนมสิริ) วัดปทุมคงคา เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมมุนี

๙. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปฐมเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระสาสนโสภณ” ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์

อนุมานได้ว่าพระรูปประวัติศาสตร์นี้ น่าจะถ่ายเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๖ ถ่ายโดย หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคณี) เมื่อยังมีบรรดาศักดิ์เป็นที่ ขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ เจ้าของร้าน F. Chit & Son

___________

The Eighth Supreme Patriarch of Rattanakosin: Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavares Varialongkorn

(สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์)

The image restored and recreated through digital technology is a realistic portrait of Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavares Varialongkorn (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์), the 8th Supreme Patriarch of the Rattanakosin Kingdom.

The objective of this project is to revive the visual historical record of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin through authentic surviving photographic evidence.

Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavares Varialongkorn was the 8th Supreme Patriarch (Sangharaja) and Supreme Head of the Sangha (Sakol Maha Sangha Parinayok) of Rattanakosin. He was one of the ten founding elders of the Dhammayut order and the first Dhammayut Supreme Patriarch to reside at Wat Bowonniwet Ratchaworawihan (วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร). He was the only monk who had previously held the royal status of Phra Kunlachet (พระกุลเชษฐ์) beginning in 2420 BE (1877 CE).

He received the Maha Samanuttamabhiseka (มหาสมณุตมาภิเษก) in 2434 BE (1891 CE) at the age of 82. After holding office for only 10 months, he passed away in 2435 BE (1892 CE) at the age of 83.

Monastic Context in Early Rattanakosin

In the early Rattanakosin period, all Supreme Patriarchs belonged to the Mahanikaya order, the principal monastic lineage inherited from the Ayutthaya period. Monastic dress had not yet been standardised. Robes were typically golden yellow, pale ochre, or brown, dyed from natural materials. The style of wearing the robe varied — sometimes fully wrapped, sometimes diagonally draped — depending on lineage and teacher. There was no clearly defined sectarian visual distinction at this time.

During the reign of King Rama III, King Nangklao (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว), who reigned from 2367–2394 BE (1824–1851 CE), the 5th Supreme Patriarch was Somdet Phra Ariyawongsayan (Don) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน)), and the 6th was Somdet Phra Ariyawongsayan (Nak) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค)).

The 6th Supreme Patriarch, who served between 2386–2392 BE (1843–1849 CE) and resided at Wat Ratchaburana Ratchaworawihan (วัดราชบุรณราชวรวิหาร), marks an important historical moment in visual documentation. This period coincided with the early introduction of photography into Siam. However, the original image used in restoration was a painted portrait of uncertain origin and authorship. The existence of this realistic painting made it the starting point of the restoration project of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin.

The Ecclesiastical Reform under King Rama IV

A major transformation in the Thai ecclesiastical order occurred during the reign of King Rama IV, King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), who reigned from 2394–2411 BE (1851–1868 CE).

Before ascending the throne, he spent many years in monkhood under the monastic name Vajiranana Thera (พระวชิรญาณเถระ). During this time, he studied the Pali Canon alongside Western sciences introduced by missionaries, including geography, astronomy, science, mathematics, and English. His rationalist outlook and strict adherence to monastic discipline led him to perceive laxity within the contemporary Sangha.

This resulted in the founding of the Dhammayutika Nikaya (ธรรมยุติกนิกาย), inspired partly by Mon and Sinhalese traditions. The Dhammayut order emphasised strict Vinaya observance. Robes were darker brown (krak colour), worn in the open-right-shoulder style, with the cloth folded to the left and without a chest-binding cloth. This reflected discipline, order, and rational reformist principles aligned with King Mongkut’s worldview.

By contrast, the Mahanikaya continued using saffron-yellow robes and right-folded (mangkon style) or fully wrapped robes for formality.

In the early reign of Rama IV, the Supreme Patriarch was still from the Mahanikaya: Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchitchinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส), the last Mahanikaya Supreme Patriarch before the Dhammayut order rose to ecclesiastical centrality.

The next Supreme Patriarch during the reign of King Rama V, King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), was Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavares Varialongkorn (8th). He became the first Dhammayut Supreme Patriarch. The darker brown robe became a defining standard of the order, aligning ecclesiastical discipline with the broader modernisation reforms of the Siamese state.

Biography

Early Life

Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavares Varialongkorn was the 18th son of Somdet Phra Bovornrajchao Maha Senanurak (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์). He was born to Chao Chom Manda Noi Lek (เจ้าจอมมารดาน้อยเล็ก) on Thursday, the 6th waxing moon of the 10th lunar month, Year of the Snake, corresponding to 14 September 2352 BE (1809 CE), at approximately 10 pm.

As his birth coincided with the commencement of the coronation chanting ceremony of King Rama II, King Phutthaloetla Naphalai (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย), he was given the name Prince Rerk (พระองค์เจ้าฤกษ์).

After his father’s death in 2360 BE (1817 CE), he occasionally resided in the Grand Palace under the care of Somdet Phra Chao Boromwongse Ther Chao Fa Krom Luang Thep Yawadi (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี), as his mother had previously served her. He later came under the close guidance of King Mongkut from a young age.

Ordination

In 2365 BE (1822 CE), at age 13, he was ordained as a novice at Wat Mahathat Yuwaratrangsarit Ratchaworamahawihan (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร), with Somdet Phra Ariyawongsayan (Mee) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (มี)) as preceptor. He studied Pali grammar according to the Mūlakaccāyana text under Phra Yan Samphot (Rod) (พระญาณสมโพธิ (รอด)) until proficient.

After 4 rains retreats, he contracted smallpox and temporarily disrobed for recovery. Later, Somdet Phra Bovornrajchao Mahasakdipolsep (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ) permitted him to re-ordain as a novice at the Front Palace (Wang Na).

In 2372 BE (1829 CE), at age 20, he was fully ordained. His preceptor was Somdet Phra Ariyawongsayan (Don). His Pali monastic name was “Paññāaggo” (ปญฺญาอคฺโค).

When King Mongkut established the Dhammayut order, he formally joined the reform lineage. He underwent reaffirmation (talahī-kamma) at the river boundary (natee sima), with Phra Sumethamuni (Sai Buddhavamsa) (พระสุเมธมุนี (ซาย พุทฺธวํโส)) as preceptor. King Mongkut himself, then still a monk, served as the kammavacacariya (ordination officiant). He later resided at Wat Bowonniwet Ratchaworawihan.

Ecclesiastical Rank

During the reign of Rama III, he was elevated to the equivalent of a third-rank royal ecclesiastical title. He was granted 2 subordinate monks, a monthly stipend of 3 tamlueng, and an annual allowance of 2 chang.

In 2394 BE (1851 CE), King Mongkut elevated him to royal princely rank within the monastic hierarchy as:

Phra Chao Worawongse Ther Krom Muen Bowornrangsi Suriyaphan
(พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์)

He became the first Supreme Leader of the Dhammayut order. He was granted 11 subordinate monks, a monthly stipend of 5 tamlueng, and an annual allowance of 10 chang.

After the death of Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchitchinorot in 2396 BE (1853 CE), no new Supreme Patriarch was appointed for 15 years.

In 2416 BE (1873 CE), he served as Royal Preceptor to King Chulalongkorn. Though he declined formal Maha Samanuttamabhiseka elevation, he was later elevated to:

Krom Phra Pavares Varialongkorn
(กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์)

He received a monthly stipend of 10 tamlueng and an annual allowance of 30 chang. Although he declined formal installation as Supreme Patriarch at that time, he was accorded full ecclesiastical honours equivalent to the office. No other monk was appointed Supreme Patriarch for 23 years.

Historic Photograph (3 October 1873)

A group photograph of senior monks was taken on 3 October 2416 BE (1873 CE) at Phra Phuttha Rattana Sathan Mondirarama (พระพุทธรัตนสถานมณฑิราราม) inside the Grand Palace during King Chulalongkorn’s royal ordination while reigning.

The photograph includes:

  1. King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), monastic name “Chulalongkornabhikkhu.”

  2. Phra Worawongse Ther Phra Ong Chao Arun Niphakunakon (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร).

  3. Phra Thep Kavi (Nim Sujinno) (พระเทพกวี (นิ่ม สุจิณฺโณ)).

  4. Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavares Varialongkorn (พระองค์เจ้าฤกษ์ ปญฺญาอคฺโค).

  5. Phra Chanthrakotchakun (Yim Chandarangsi) (พระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จนฺทรํสี)).

  6. Somdet Phra Wanarat (Thap Phutthasiri) (สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ)).

  7. Phra Phrom Muni (Muean Sumitto) (พระพรหมมุนี (เหมือน สุมิตฺโต)).

  8. Somdet Phra Phutthachan (Sri Anomasiri) (สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี อโนมสิริ)).

  9. Somdet Phra Ariyawongsakhattayan Somdet Phra Sangharaja (Sa Pussatdevo) (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)), the 9th Supreme Patriarch.

The photograph is believed to have been taken by Luang Akkhani Naruemit (Chit Chitrakani) (หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคณี)), then holding the title Khun Sunthon Sathit Laksana, proprietor of F. Chit & Son studio.

___________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Previous
Previous

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)

Next
Next

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส