สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
ในการสร้างสรรค์ครั้งนี้ ได้นำพระรูปหล่อของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มาแปลงเป็นภาพถ่ายเสมือนจริง และใช้พัดยศของจริงของพระองค์เป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์
ยอดพัดเป็นงา ทำเป็น ๒ ตอน ตอนล่างเป็นฉัตร ๕ ชั้น ตอนบนเป็น ๔ ชั้น รวมเป็น ๙ ชั้น แสดงถึงทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ส่วนตอนล่างที่เป็น ๕ ชั้นนั้น แสดงถึงพระอิสริยยศที่พระองค์ทรงได้รับเบญจปฎลเศวตรฉัตร
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ – ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖) พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชไทยพระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกที่ทรงได้รับสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร โดยเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่ประสูติในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดำรงสมณศักดิ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ รวม ๒ ปี จึงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖ สิริพระชันษา ๖๒ ปี ๑๑ เดือน ๒๘ วัน
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัดมหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ
เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อใด เหตุผลที่มีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทอง และห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย
ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้าย ก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น
______________
พระประวัติ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจุ้ย (ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นท้าวทรงกันดาล) เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ มีพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี ผนวชเป็นสามเณรเมื่อพระชันษาได้ ๑๒ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๕ ต่อมาครั้นเมื่อผนวชเป็นพระภิกษุ ได้รับพระฉายานามทางธรรมเป็นภาษาบาลีว่า “สุวณฺณรํสี” แล้ว เสด็จไปประทับ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงศึกษาหนังสือไทยและภาษาบาลี ตลอดทั้งวิชาอื่น ๆ จากสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน จนมีพระปรีชาสามารถทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม มีผลงานอันเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงให้รวมวัดในแขวงกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกลาง” แล้วได้สถาปนากรมหมื่นนุชิตชิโนรสให้ดำรงสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และทรงตั้งเป็นเจ้าคณะกลาง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศบรมพงศาธิบดี จักรีบรมนารถ ปฐมพันธุมหาราชวรังกูร ปรเมนทรเรนทรสูริย์สัมมานาภิสักกาโรดมสถาร อริยสมศีลาจารพิเศษมหาวิมล มงคลธรรมเจดีย์ ยุตมุตวาทีสุวิรมนุญ อดุลยคุณคณาธาร มโหฬารเมตยาภิธยาศรัย ไตรปิฎกกลาโกสล เบญจปดลเศวตฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาสมณุตมาภิเศกาภิสิต ปรมุกกฤษฐสมณศักดิธำรง มหาสงฆปรินายก พุทธศาสนดิลกโลกุตตมมหาบัณฑิตย สุนทรวิจิตรปฏิภาณ ไวยัติญาณมหากระวี พุทธาทิศรีรัตนตรัยคุณารักษ เอกอรรคมหาอนาคาริยรัตน์ สยามาทิโลกปฏิพัทธพุทธบริษัทยเนตร สมณคณินทราธิเบศรสกลพุทธจักโรประการกิจ สฤษดิศุภการ มหาปาโมกษประธานวโรดม บรมนารถบพิตร (ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ จึงโปรดให้เปลี่ยนเป็นกรมพระตามยศเจ้ากรม)
ทรงสมณศักดิ์เป็นพระมหาสังฆปริณายกทั่วพระราชอาณาเขต ให้จัดตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีทั้งพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ คล้ายกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของคณะสงฆ์ไทย
เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากไม่มีพระเถระรูปใดมีคุณสมบัติอยู่ในฐานะที่จะทรงสถาปนาตามหลักเกณฑ์ กล่าวคือ ตามพระราชประเพณีนิยมที่มีมาแต่โบราณ พระเถระที่จะทรงตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชาคณะนั้น ต้องเป็นผู้ทรงคุณสมบัติพิเศษ คือเป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นอาจารย์ที่ทรงนับถือเสมอพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่า มีอายุแก่กว่าพระชนมพรรษา
แม้ว่าจะว่างสมเด็จพระสังฆราช แต่การปกครองคณะสงฆ์ก็สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี เนื่องจากแต่โบราณมา พระมหากษัตริย์ทรงถือเป็นพระราชภาระในการปกครองดูแลคณะสงฆ์ โดยมีเจ้านายหรือขุนนางผู้ใหญ่ในตำแหน่งเจ้ากรมสังฆการีเป็นผู้กำกับดูแลแทนพระองค์ สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงบัญชาการคณะสงฆ์โดยตรง ทรงดำรงฐานะปูชนียบุคคล การปกครองในลักษณะนี้ได้มาเปลี่ยนแปลงไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า การเรียกพระนามพระบรมราชวงศ์ซึ่งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลแต่เดิมนั้น เรียกตามพระอิสริยยศแห่งพระบรมราชวงศ์ ไม่ได้เรียกตามสมณศักดิ์ของพระประมุขแห่งสังฆมณฑล คือ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” หรือที่เรียกอย่างย่อว่า “สมเด็จพระสังฆราช” พระองค์จึงเปลี่ยนคำนำพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลว่า “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า” เพื่อให้ปรากฏพระนามในส่วนสมณศักดิ์ด้วย ดังนั้น จึงเปลี่ยนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส”
______________
พระอัจฉริยภาพ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ในทางอักษรศาสตร์ ได้ทรงนิพนธ์เรื่องฉันท์มาตราพฤติ และวรรณพฤติ ตำราโคลงกลบท คำฤษฎี เป็นต้น นอกจากนี้ยังทรงนิพนธ์บทกวีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีคุณค่าเป็นเพชรน้ำเอกทางวรรณกรรมของไทยตลอดมา
สำหรับวรรณกรรมศาสนา ได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องปฐมสมโพธิกถา ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก หรือร่ายยาวมหาชาติ ซึ่งนับเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกทางพระพุทธศาสนาในสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังทรงพระนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ไว้อีกมาก เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เทศนาพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารคและชลมารค เป็นต้น
ในทางพระพุทธศิลป์ ได้ทรงคิดแบบพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเลือกพระอิริยาบถต่าง ๆ จากพุทธประวัติเป็นจำนวน ๓๗ ปาง เริ่มตั้งแต่ปางบำเพ็ญทุกขกิริยา จนถึงปางห้ามมาร พระพุทธรูปปางต่าง ๆ เหล่านี้เป็นแบบแผนสำคัญของพระพุทธศิลป์ไทยในเวลาต่อมา
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๓ นับเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับการถวายเกียรตินี้
______________
พระนิพนธ์
๑. สรรพสิทธิคำฉันท์
๒. สมุทรโฆษคำฉันท์ตอนปลาย
๓. กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
๔. ฉันท์ดุษฏีสังเวยกล่อมช้างพัง
๕. กาพย์ขับไม้กล่อมช้างพัง
๖. ฉันท์มาตราพฤติ
๗. ฉันท์วรรณพฤติ
๘. ลิลิตตะเลงพ่าย
๙. ลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารคและชลมารค
๑๐. โคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปฏิสังขรวัดพระเชตุพน
๑๑. ร่ายทำขวัญนาค
๑๒. เทศน์มหาชาติ ๑๑ กัณฑ์
๑๓. ตำราพระพุทธรูปต่าง ๆ
๑๔. ปฐมสมโพธิกถา
๑๕. พระธรรมเทศนาพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
๑๖. ลิลิตจักรทีปนี (เป็นตำราโหราศาสตร์)
๑๗. กลอนเพลงยาวเจ้าพระ
๑๘. คำฤษฎี (หนังสือรวบรวมศัพท์)
๑๙. โคลงเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เช่น โคลงฤษีดัดตน โคลงภาพต่างภาษา
๒๐. ฉันท์สังเวยกลองวินิจฉัยเภรี
๒๑. กุรุธรรมชาฏก ฯลฯ
ขอขอบพระคุณข้อมูลพัดยศจากเพจ “พิกุลบรรณศาลา”
______________
The Seventh Supreme Patriarch of Rattanakosin
(สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
This restored and AI-enhanced image presents a realistic reconstruction of Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchit Chinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส), the Seventh Supreme Patriarch of Rattanakosin.
The objective of this work is to revive the visual historical memory of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin through surviving visual evidence.
In this reconstruction, a sculpted likeness of Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchit Chinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส) was transformed into a photographic-style image. His authentic ceremonial fan of rank (Phat Yot – พัดยศ) was incorporated as a principal compositional element.
The finial of the fan is carved from ivory and constructed in two sections. The lower section consists of a five-tiered royal umbrella, while the upper section comprises four tiers, making a total of nine tiers. The nine tiers signify that he was a royal son of King Phutthayotfa Chulalok (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, รัชกาลที่ ๑). The five-tiered lower section represents the royal honour of the Five-Tiered White Umbrella (Bencha Patal Souvannachatra – เบญจปฎลเศวตรฉัตร), denoting his elevated princely status.
Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchit Chinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)
(11 December 1790 – 9 December 1853)
Formerly known as Prince Wasukri (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี), he was the Seventh Supreme Patriarch of Rattanakosin and the first member of the royal family to be elevated to the position of Supreme Patriarch.
He was appointed during the reign of King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, รัชกาลที่ ๔) and resided at Wat Phra Chetuphon Wimon Mangkhalaram Ratchaworamahawihan (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร), commonly known as Wat Pho. He was also the first Supreme Patriarch born in the Rattanakosin era.
He assumed the rank of Supreme Patriarch in 1851 and held the office for two years until his death on 9 December 1853, at the age of 62 years, 11 months, and 28 days.
Early Rattanakosin Ecclesiastical Context
In the early Rattanakosin period, all Supreme Patriarchs belonged to the Maha Nikaya (มหานิกาย), the principal monastic order inherited from the Ayutthaya period. Monastic dress at that time lacked strict standardisation. Robes were typically dyed yellow-gold, pale saffron, or brown using natural pigments. Styles of wearing the robe varied according to lineage, including full coverage or diagonal draping. There was not yet a clearly defined visual distinction between sects.
During the reign of King Nangklao (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, รัชกาลที่ ๓; reigned 1824–1851), the Fifth Supreme Patriarch was Somdet Phra Ariyavongsayan (Don) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน)), followed by the Sixth Supreme Patriarch Somdet Phra Ariyavongsayan (Nak) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค)). Both belonged to the Maha Nikaya tradition.
A major transformation in Thai ecclesiastical history occurred during the reign of King Mongkut (Rama IV). Before ascending the throne, he had spent 27 years in the monkhood under the monastic name Phra Wachirayanathera (พระวชิรญาณเถระ). During this period, he studied the Pali Canon and engaged deeply with Western scientific knowledge introduced by missionaries, including geography, astronomy, mathematics, and English.
His emphasis on rationalism and strict adherence to monastic discipline led to the establishment of the Dhammayuttika Nikaya (ธรรมยุติกนิกาย). This reform movement was influenced by Mon and Sri Lankan traditions and emphasised stricter observance of the Vinaya. Dhammayut monks adopted darker brown robes and wore them in the “open right shoulder” style (ห่มดอง), with disciplined and simplified presentation. This contrasted with the Maha Nikaya tradition, which continued to use golden-yellow robes and more varied draping styles.
At the beginning of Rama IV’s reign, the Supreme Patriarch remained from the Maha Nikaya: Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchit Chinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส). He was thus the last Maha Nikaya Supreme Patriarch before the Dhammayut order rose to ecclesiastical prominence.
Biography (พระประวัติ)
Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchit Chinorot was the 28th son of King Phutthayotfa Chulalok (Rama I). He was born to Chao Chom Manda Chui (เจ้าจอมมารดาจุ้ย), later elevated to the title Thao Songkandan (ท้าวทรงกันดาล), on 11 December 1790.
He was ordained as a novice at the age of 12 in 1802 and later ordained as a monk, receiving the Pali monastic name Suvaṇṇaraṁsī (สุวณฺณรํสี). He resided at Wat Phra Chetuphon (วัดพระเชตุพน) where he studied Thai literature, Pali scriptures, and other disciplines under Somdet Phra Phonrat (สมเด็จพระพนรัตน์). He became distinguished in both secular and religious scholarship.
During the reign of King Nangklao (Rama III), Bangkok monasteries were reorganised into administrative divisions, including the “Central Division” (คณะกลาง). He was appointed to lead this division.
Under King Mongkut (Rama IV), he was elevated to the highest ecclesiastical rank and formally installed as Supreme Patriarch through the Royal Maha Samanuttamabhisek Ceremony (พระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก) at Wat Phra Chetuphon — a ceremony combining Buddhist and Brahmanical elements, comparable in structure to a royal coronation. This was the first ceremony of its kind in Thai monastic history.
After his death, the position of Supreme Patriarch remained vacant throughout the remainder of Rama IV’s reign due to the strict qualifications required for appointment.
Later, during the reign of King Vajiravudh (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, รัชกาลที่ ๖), the royal title “Somdet Phra Maha Samanachao” was formally adopted to emphasise ecclesiastical rank alongside royal status.
Intellectual and Cultural Contributions (พระอัจฉริยภาพ)
Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchit Chinorot was a literary and religious polymath.
His religious masterpiece, Pathomsomphothikatha (ปฐมสมโพธิกถา), and his composition of the Maha Vessantara Jataka (มหาเวสสันดรชาดก) remain foundational works of Rattanakosin Buddhist literature.
He also composed numerous literary works including:
Lilit Taleng Phai (ลิลิตตะเลงพ่าย)
Royal Chronicles (พระราชพงศาวดาร)
Sermons on Ayutthaya History (เทศนาพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา)
Lilit on the Royal Kathina Procession (ลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารคและชลมารค)
In Buddhist art, he designed 37 Buddha postures derived from episodes in the Buddha’s life, ranging from the austerity posture to the subduing Mara posture. These designs influenced later Thai Buddhist iconography.
In 1990, UNESCO (องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) recognised him as a Person of Outstanding Cultural Achievement, making him the first Thai monk to receive this international honour.
______________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO