สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)


ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม สา ฉายา ปุสฺสเทโว เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๒ รวม ๖ พรรษา สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ ๘๖ ปี ๑๔๕ วัน

เคยเป็นสามเณรนาคหลวงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นผู้สามารถสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยค ได้ขณะยังเป็นสามเณร รูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์

ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “สามเณรอัจฉริยะ” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัด มหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อไร เหตุผลเพราะมีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูป สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็น สีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทองและห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย 

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้ายก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น

สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อมา  (ลำดับที่ ๙)  คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต เช่นกัน

___________

พระประวัติ

สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เดิมเป็นชาวตำบลบางไผ่ จังหวัดนนทบุรี ประสูติในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๘ ค่ำ ปีระกา จ.ศ. ๑๑๗๕ ตรงกับวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๕๖ บ้านเดิมอยู่บางเชิงกราน จังหวัดราชบุรี พระชนกทรงพระนามว่า จัน พระชนกของพระองค์ทรงเคยอุปสมบทและชำนาญในคัมภีร์มิลินทปัญหาและมาลัยสูตรมาก จึงทรงได้ฉายาจากประชาชนว่า จันมิลินทมาลัย พระชนนีทรงพระนามว่า สุข ทรงมีพี่น้องเกิดร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๕ คน คืออวบ, ช้าง, สา, สัง, และอิ๋ม พระอนุชาของสมเด็จพระสังฆราช (สา) มีพระนามว่าสัง ได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้สมณศักดิ์สูงสุดที่ตำแหน่งพระสมุทรมุนี แต่ภายหลังก็ทรงลาสิกขา ไม่ปรากฏว่าสมเด็จพระสังฆราช (สา) ทรงมีนามสกุลเดิมว่าอย่างไร ซึ่งในช่วงที่พระองค์ลาสิกขามาครองเรือนมีภรรยานั้น จึงมีทายาทที่สืบเชื้อสายมาจากพระองค์นามสกุลว่า "ปุสสเด็จ" และ "ปุสสเทโว" ซึ่งทั้งสองนามสกุลนี้ยังคงมีทายาทสืบต่อกันมาในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีจนถึงปัจจุบัน

___________

การศึกษา

พระองค์ได้บรรพชาเป็นสามเณรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมอยู่วัดใหม่ในคลองบางขุนเทียนบ้านหม้อ บางตนาวสี แขวงเมืองนนทบุรี ปัจจุบันคือวัดนครอินทร์ จ.นนทบุรี แล้วย้ายไปอยู่วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร และไปเรียนพระปริยัติธรรมในพระราชวังบวรกับอาจารย์อ่อน และโยมบิดาของท่านเอง ซึ่งเป็นอาจารย์บอกหนังสืออยู่ที่พระราชวังบวรดัวยกัน เมื่อพระชนมายุได้ ๑๔ ปี ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งแรก แปลได้ ๒ ประโยค จึงยังไม่ได้เป็นเปรียญ แต่คนเรียกกันว่า เปรียญวังหน้า ซึ่งมีที่มาของชื่อนี้ว่า ในการแปลพระปริยัติธรรมนั้น ผู้เข้าแปลครั้งแรกต้องแปลให้ได้ครบ ๓ ประโยคในคราวเดียว จึงจะนับว่าเป็นเปรียญ ถ้าได้ไม่ครบในการสอบครั้งต่อไป จะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ครั้งนั้นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพมีพระประสงค์ที่จะอุปการะภิกษุสามเณรที่เข้าสอบ มิให้ท้อถอย ดังนั้นถ้ารูปใดแปลได้ ๒ ประโยค ก็ทรงรับอุปการะไปจนกว่าจะสอบเข้าแปลใหม่ ได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค ภิกษุ สามเณร ที่ได้รับพระราชทานอุปการะในเกณฑ์ดังกล่าว จึงได้ชื่อว่า เปรียญวังหน้า

ต่อมา สามเณรสาได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงผนวชพำนักที่วัดสมอราย (ปัจจุบันคือวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร) เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์ว่าทรงปราดเปรื่องเรื่องภาษาบาลีจนหาผู้เทียบได้ยาก เมื่อได้สมัครเป็นศิษย์ ก็ถ่ายทอดความรู้ภาษาบาลีให้สามเณรสา จนกระทั่งเมื่อสามเณรสาอายุได้เพียงแค่ ๑๘ ปี ก็สามารถแปลพระปริยัติธรรมได้ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค เป็นที่อัศจรรย์ในความฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก สมัยนั้นยังแปลพระปริยัติธรรมกันด้วยปากเปล่า (หมายถึงแปลสดให้กรรมการฟัง แล้วแต่กรรมการว่าจะให้แปลคัมภีร์อะไร หน้าเท่าไหร่) เป็นที่โจษจันไปทั่วพระนคร สามเณรสาจึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวงสายเปรียญธรรมรูปแรกในกรุงรัตนโกสินทร์

อุปสมบทเป็นนาคหลวงแล้วสึก

พระองค์ได้อุปสมบท ณ วัดราชาธิวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๖ โดยมีพระสุเมธมุนี (ซาย พุทฺธวํโส) ซึ่งเป็นพระมอญเป็นพระอุปัชฌาย์ พระวชิรญาณ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า ปุสฺโส นักวิชาการหลายท่านเข้าใจว่าสามเณรสา สอบเปรียญ ๙ ประโยค ได้ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งไม่ใช่ เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๓๗๙ หลังจากสอบได้แล้วและอุปสมบทแล้ว ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารตามพระวชิรญาณภิกขุซึ่งทรงย้ายจากวัดราชาธิวาสมาพำนักที่วัดบวรนิเวศวิหารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาสา ปุสฺโส จึงเป็นสามเณรนาคหลวงสายเปรียญธรรมรูปแรกที่จำพรรษาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร เพียงแต่ไม่ได้สอบบาลีได้ในสำนักนี้เท่านั้น

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๒ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งท่านเป็นพระราชาคณะที่พระอมรโมลี ต่อมาได้ลาสิกขาไปเป็นฆราวาสอยู่ระยะหนึ่ง

___________

อุปสมบทใหม่อีกครั้ง ที่มาของ พระมหาสา ๑๘ ประโยค

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชและเสด็จขึ้นครองราชย์ มีรับสั่งให้นำนายสา มาเข้าเฝ้า แล้วมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า จะบวชอีกมั้ย นายสาก็กราบบังคมทูลว่า อยากจะบวช พระองค์จึงได้ทรงจัดหาเครื่องอัฐบริขารให้ ท่านจึงได้อุปสมบทครั้งที่ ๒ เมื่ออายุได้ ๓๙ ปี ตก พ.ศ. ๒๓๙๔ ณ พัทธสีมา วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู กรุงเทพมหานคร โดยมีกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ (ต่อมาคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ คราวนี้ได้ฉายาว่า ปุสฺสเทโว ขณะอายุได้ ๓๘ ปี เมื่ออุปสมบทแล้ว ว่ากันว่า ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง และทรงแปลได้หมดทั้ง ๙ ประโยค จึงมีผู้กล่าวถึงพระองค์ด้วยสมญานามว่า สังฆราช ๑๘ ประโยค ในคราวอุปสมบทครั้งที่ ๒ นี้ พระองค์เป็นพระอันดับอยู่ ๗ ปี จึงได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระสาสนโสภณ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๑ รับพระราชทานนิตยภัตเสมอพระราชาคณะชั้นเทพ แต่ถือตาลปัตรแฉกเสมอพระราชาคณะชั้นสามัญ คนทั่วไปเรียกกันโดยย่อว่า เจ้าคุณสา

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ ซึ่งเป็นวัดแรกที่ตั้งขึ้นใหม่ของธรรมยุติกนิกายขึ้น แล้วโปรดให้พระสาสนโสภณ (สา ปุสฺสเทโว) ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐฯ มีพระภิกษุติดตามจากวัดบวรนิเวศวิหารอีก ๒๐ รูป ครั้งนี้ท่านได้รับพระราชทานตาลปัตรแฉกพื้นแพรเสมอชั้นธรรม และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ สถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์ ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่พระธรรมวโรดม แต่คงใช้ราชทินนามเดิมว่า พระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ

___________

สมเด็จพระสังฆราช

ปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สถิต ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จนตลอดพระชนมชีพ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาเพิ่มอิสริยยศให้เป็นพิเศษกว่าสมเด็จพระราชาคณะแต่ก่อนมา คือทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ นับว่าเป็น พระมหาเถระรูปที่ ๒ ที่ได้รับสถาปนาในพระราชทินนามนี้ อันเป็นพระราชทินนามสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อพระองค์ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระองค์ไม่ได้รับพระราชนามพระสุพรรณบัฏใหม่ คงใช้พระสุพรรณบัฏเดิม แต่ได้รับพระราชทานใบกำกับพระสุพรรณบัฏใหม่ และมีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๖ ตำแหน่ง (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่พิเศษ เพราะปกติจะมี ๑๕ ตำแหน่งเท่านั้น)

ผลงาน

พระองค์ได้แต่งหนังสือเทศน์ขึ้นไว้ สำหรับใช้อ่านในวันธรรมสวนะปกติ และในวันบูชา แต่งเรื่องปฐมสมโพธิ์ย่อ ๓ กัณฑ์จบ สำหรับถวายเทศน์ในวันวิสาขบูชา ๓ วัน ๆ ละ หนึ่งกัณฑ์ และเรื่องจาตุรงคสันนิบาตกับโอวาทปาติโมกข์ สำหรับถวายในวันมาฆบูชาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และยังได้ รจนาปฐมสมโพธิ์ภาคพิสดาร สำหรับใช้เทศนาในวัด ๒ คืนจบอีกด้วย พระนิพนธ์ต่าง ๆ ของพระองค์ ยังคงใช้ ในการเทศนา และศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุ สามเณร จนถึงปัจจุบัน งานพระนิพนธ์ของพระองค์มีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นงานแปลพระสูตรที่มีอยู่ ๒๐ สูตร หนังสือเทศนามี ๗๐ กัณฑ์ และเบ็ดเตล็ดมี ๕ เรื่อง

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎก ซึ่งแต่เดิมจารึกไว้ด้วย อักษรขอม ด้วยการจารลงในใบลาน การคัดลอกทำได้ช้า ทำให้ไม่เป็นที่แพร่หลาย ไม่พอใช้ในการศึกษาเล่าเรียน ไม่สะดวกในการเก็บรักษา และนำมาใช้อ่าน ทั้งตัวอักษรขอมก็มีผู้อ่านได้น้อยลงตามลำดับ การพิมพ์พระไตรปิฎก เป็นเล่มด้วยตัวอักษรไทย จะแก้ปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวได้ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระเถระนุเถระมาประชุม ร่วมกับราชบัณฑิตทั้งหลาย ตรวจชำระพระไตรปิฎกภาษาบาลี แล้วจัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือขึ้น (เรียกว่าพระไตรปิฎกฉบับ ร.ศ. ๑๑๒) สมเด็จพระสังฆราช (สา) ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ร่วมกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ขณะทรงดำรงพระยศกรมหมื่น เป็นรองอธิบดี จัดการทั้งปวงในการสังคายนาครั้งนี้ พระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ครั้งนี้มีจำนวน ๑๐๐๐ จบ ๆ ละ ๓๙ เล่ม ใช้เงิน ๒,๐๐๐ ชั่ง พิมพ์เสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ เป็นที่เลื่องลือแพร่หลายไปทั่วโลก

และทรงผูกพระคาถาหน้าบันกระทรวงกลาโหม และตราแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตราอาร์ม)

  • พ.ศ. ๒๓๘๒ เป็นพระราชาคณะที่ พระอมรโมลี (หลังจากย้ายจากวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารได้ ๒ ปี)

  • พ.ศ. ๒๓?? ลาสิกขาบท

  • พ.ศ. ๒๓๙๔ กลับมาอุปสมบทใหม่

  • พ.ศ. ๒๔๐๑ เป็นพระราชาคณะที่ พระสาสนโสภณ

  • พ.ศ. ๒๔๑๕ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองคณะใต้ที่ พระสาสนโสภณ วิมลญาณสุนทร บวรสังฆนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณาลังการวิสุทธิ ธรรมวรยุตติกคณาภิสัมมานิตปาโมกษ์ ที่พระธรรมวโรดม

  • พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลย์ สุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบลยคัมภีรญาณสุนทร มหาอุดรคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี

  • พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้รับสถาปนาเพิ่มอิสริยยศเป็น สมเด็จพระอริยวงษาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำรง มหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกกลากุสโลภาศ ปรมินทรมหาราชหิโตปสัมปทาจารย์ ปุสสเทวาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตมสาสนโสภณ วิมลศีลสมาจารวัตร พุทธสาสนิกบริสัชคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลยคัมภีรญาณสุนทร มหาอุดรคณฤศร บวรสังฆารามคามวาสีอรัญวาสี

  • ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

___________

สิ้นพระชนม์

สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ประชวรด้วยพระโรคบิดมาตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม แพทย์หลวงและแพทย์เชลยศักดิ์ต่างจัดพระโอสถถวาย แต่พระอาการไม่ทุเลา จนสิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๒ (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๓) เวลาเย็นวันต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ จากพระราชวังบางปะอินมายังวัดราชประดิษฐฯ พระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ร่วมสรงน้ำพระศพ แล้วอัญเชิญพระศพลงในพระลองในประกอบโกศกุดั่นน้อย ทรงสดับปกณณ์แล้วเสด็จกลับ

พระศพตั้งบำเพ็ญกุศลจนถึงวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๓ (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๔) จึงอัญเชิญพระบุพโพไปพระราชทานเพลิง ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พร้อมกับพระบุพโพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ต่อมาวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๓ จึงแห่พระศพไปประดิษฐานยังพระเมรุมณฑป ณ วัดบวรสถานสุทธาวาส แล้วพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ศกนั้น เช้าวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ จึงเสด็จฯ มาเก็บพระอัฐิและพระอังคารแล้วโปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดราชประดิษฐฯ

หลังจากสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชอีกเลยตลอดรัชสมัย เป็นเวลาถึง ๑๑ ปี

___________

The 9th Supreme Patriarch: Somdet Phra Ariyavongsagatanana (Sa Pussadevo)
(สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว))

The restored and creatively reimagined image presented here is a realistic portrait of Somdet Phra Ariyavongsagatanana (Sa Pussadevo) (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)), the 9th Supreme Patriarch of the Rattanakosin Kingdom.

The objective of this work is to revive the visual historical memory of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin through surviving original photographic evidence.

Somdet Phra Ariyavongsagatanana, whose birth name was Sa (สา) and monastic title Pussadevo (ปุสฺสเทโว), served as the 9th Supreme Patriarch (Somdet Phra Sangharaja) of the Rattanakosin Kingdom. He resided at Wat Ratchapradit Sathit Maha Simaram Ratchaworawihan (วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร) during the reign of King Chulalongkorn (Rama V) (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว).

He held the office from B.E. 2436–2442 (1893–1899 CE), a total of 6 years. He passed away at the age of 86 years and 145 days.

He was formerly the most renowned royal novice (nak luang) of the Rattanakosin period, as he became the first novice in the kingdom to successfully pass the highest level of Pali studies — Parian 9 (เปรียญธรรม 9 ประโยค) — while still a novice.

He was honoured as the “Genius Novice” of Rattanakosin.


Early Rattanakosin and the Sangha

In the early Rattanakosin period, all Supreme Patriarchs belonged to the Mahanikaya order, the principal monastic lineage inherited from the Ayutthaya period. At that time, monastic dress had no rigid standard. Robes were commonly dyed golden yellow, light yellow, or brown using natural dyes. Methods of wearing the robe varied according to teachers’ lineages, and sectarian distinctions in dress were not yet clearly defined.

During the reign of King Nangklao (Rama III) (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, reigned 1824–1851 CE), the 5th Supreme Patriarch was Somdet Phra Ariyavongsayana (Don) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน)), and the 6th was Somdet Phra Ariyavongsayana (Nak) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค)).

The 6th Supreme Patriarch, serving from B.E. 2386–2392 (1843–1849 CE), resided at Wat Ratchaburana Ratchaworawihan (วัดราชบุรณราชวรวิหาร). This period marks an important visual historical threshold, as it coincided with Siam’s early encounter with photography. However, the image used in restoration was a painting of uncertain origin, making it the conceptual starting point of the restoration project of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin.

The Reform Era of King Mongkut (Rama IV)

A major transformation of the Thai Sangha occurred in the reign of King Mongkut (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, reigned 1851–1868 CE).

Before ascending the throne, he had spent many years as a monk under the name Phra Vajiranana Thera (พระวชิรญาณเถระ). During his monastic life, he studied the Tipitaka alongside Western sciences introduced by missionaries — geography, astronomy, science, mathematics, and English.

His rational and reformist outlook, combined with strict adherence to monastic discipline (Vinaya), led him to perceive laxity within the contemporary Sangha. This resulted in the founding of the Dhammayutika Nikaya (ธรรมยุติกนิกาย), influenced by the Mon and Sinhalese traditions.

Dhammayut monks typically wore darker brown robes (si krak), wore the robe in the open-right-shoulder style (hom dong), with no chest-binding cloth — symbolising strict discipline and realism. In contrast, the Mahanikaya order retained golden-yellow robes and traditional wrapping styles.

The last Mahanikaya Supreme Patriarch before Dhammayut dominance was Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchitchinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส).

The 8th Supreme Patriarch in the reign of Rama V was Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavaravariyalongkorn (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์), the first Dhammayut Supreme Patriarch.

His successor, the 9th Supreme Patriarch — Somdet Phra Ariyavongsagatanana (Pussadeva Mahathera) (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร)) — also belonged to the Dhammayut order.

Biography

Somdet Phra Sangharaja (Sa Pussadevo) (สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)) was originally from Bang Phai Subdistrict, Nonthaburi Province. He was born during the reign of King Buddha Loetla Nabhalai (Rama II) (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) on Thursday, 19 August B.E. 2356 (1813 CE).

His father, Chan (จัน), had previously ordained and was highly learned in the Milindapanha and Malai Sutta, earning the nickname “Chan Milinda Malai.” His mother was named Suk (สุข). He had five siblings: Uap, Chang, Sa, Sang, and Im.

One younger brother, Sang (สัง), later ordained at Wat Bowonniwet Ratchaworawihan (วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร), attaining the rank of Phra Samut Muni before later disrobing.

It is unknown what family name he originally bore. During a period when he had disrobed and lived as a layman with a wife, descendants were born who later used the surnames “Pussadej” and “Pussadevo,” which still survive in Nonthaburi Province today.

Education and Early Distinction

He ordained as a novice during the reign of King Rama III. At age 14, he first sat for Pali examinations and passed two levels, earning the informal title “Parian Wang Na.”

Later, he became a disciple of King Mongkut while the latter was still in monkhood at Wat Samorai (now Wat Ratchathiwat Ratchaworawihan) (วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร).

At age 18, he passed the highest level — Parian 9 — through oral examination, becoming the first novice in Rattanakosin to achieve this distinction. He was therefore granted royal recognition as the first royal Parian novice of the kingdom.

First Ordination and Disrobing

He was ordained at Wat Ratchathiwat in B.E. 2376 (1833 CE). His preceptor was Phra Sumethamuni (Sai Buddhavamso).

In B.E. 2382 (1839 CE), King Rama III appointed him Phra Ammaramoli (พระอมรโมลี). He later disrobed for a period.

Second Ordination – “The Sangharaja of 18 Parian”

After King Mongkut ascended the throne, he summoned Sa and asked if he wished to re-ordain. He did so in B.E. 2394 (1851 CE) at Wat Bowonniwet Vihara (วัดบวรนิเวศวิหาร).

His preceptor was Krom Muen Bowon Rangsi Suriyaphan (later Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavaravariyalongkorn). He received the monastic name Pussadevo (ปุสฺสเทโว).

He reportedly re-examined and again passed all 9 Parian levels, earning the nickname “The Sangharaja of 18 Parian.”

He was appointed Phra Sasan Sobhona (พระสาสนโสภณ) in B.E. 2401 (1858 CE).

In B.E. 2408 (1865 CE), he became abbot of Wat Ratchapradit Sathit Maha Simaram, the first newly established Dhammayut monastery.

He was later elevated to:

  • B.E. 2415 (1872 CE): Phra Thammavarodom

  • B.E. 2422 (1879 CE): Somdet Phra Phutthakhotsachan, Chief of the Northern Sangha

Supreme Patriarch

In B.E. 2434 (1891 CE), he was elevated to Somdet Phra Ariyavongsagatanana.

On 29 November B.E. 2436 (1893 CE), he was formally appointed Supreme Patriarch, while retaining his previous ecclesiastical title.

He was granted 16 ecclesiastical administrative positions — unusually exceeding the customary 15.

Literary Works and Contributions

He composed numerous sermon texts for holy days, including a three-section abridged Pathom Somphot for Vesak and works for Makha Bucha.

His works include:

  • 20 translated suttas

  • 70 sermon volumes

  • 5 miscellaneous treatises


In B.E. 2431 (1888 CE), King Chulalongkorn ordered a major revision and printing of the Tipitaka in Thai script (the R.S. 112 edition).

Somdet Phra Sangharaja (Sa) collaborated with Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa(สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส).

1,000 complete sets were printed (39 volumes each), costing 2,000 chang of silver, completed in B.E. 2436 (1893 CE). The edition gained international recognition.

He also composed the Pali inscription for the pediment of the Ministry of Defence and the royal coat of arms during the reign of Rama V.


Passing

He fell ill with dysentery on 30 December and passed away on Thursday, 11 January B.E. 2442 (1899 CE; reckoned today as 1900 CE).

King Chulalongkorn personally attended the funeral rites at Wat Ratchapradit.

After his passing, no new Supreme Patriarch was appointed for the remaining 11 years of King Chulalongkorn’s reign.

___________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO 

Previous
Previous

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

Next
Next

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์