สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม อยู่ ช้างโสภา ฉายา ญาโณทโย เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ สิริพระชันษา ๙๐ ปี ๑๖๕ วัน

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
น้อมรำลึกในโอกาสครบ ๕๒ ปี วันสิ้นพระชนม์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทโย/ช้างโสภา ป.ธ.๙) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

๏ ลำดับสมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ #พระปิฎกโกศล
พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ #พระราชเวที ตรีปิฎกภูสิต ธรรมบัณฑิต ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ #พระเทพเวที ตรีปิฎกคุณสุนทรธรรมภูสิต ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่ #พระธรรมเจดีย์ กวีวงศนายก ตรีปิฏกบัณฑิตมหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ #พระธรรมวโรดม บรมญาณอดุลย์ สุนทรนายก ตรีปิฎกคุณาลังการภูสิต สุทธิกิจสาทร มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ ในราชทินนามที่ #สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี
พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีพระนามว่า #สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณ ญาโณทยาภิธานสังฆวิสุต พุทธบริษัทคารวสถาน ธรรมปฏิภาณญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช

๏ พระอวสานกาล
โดยปกติเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช มีพระพลานามัยดีตลอดมา แต่เพราะทรงชราแล้ว พระองค์จึงประชวรด้วยโรคพระหทัย และได้ทรงเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๘ เพียง ๔ วันเท่านั้น พระองค์ก็เสด็จกลับมาประทับที่วัด พระอาการดีขึ้นโดยลำดับจนปลอดภัย จนถึงวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้เกิดพระโลหิตอุดตันในสมอง คณะนายแพทย์ได้นำพระองค์ไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลอีก แต่ครั้งนี้พระอาการหนักมาก คณะนายแพทย์พยายามถวายการพยาบาลทุกวิถีทาง พระอาการก็ไม่ดีขึ้น

สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า (รัชกาลที่ ๙) ทรงทราบ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมถึง ๒ วาระ และในวาระหลัง สมเด็จเจ้าฟ้าชาย (พระอิสริยยศขณะนั้น) ได้โดยเสด็จด้วย ได้มีพระกระแสรับสั่งให้คณะนายแพทย์เอาใจใส่ให้มาก
คณะองคมนตรีก็ได้เสด็จเยี่ยมหลายวาระ ตลอดถึงคณะรัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน ได้ไปเยี่ยมและคอยสดับข่าวกันทุกระยะด้วยความห่วงใย

ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมหลายวาระเช่นกัน และได้สนใจอยู่ตลอดเวลา สั่งให้คณะนายแพทย์ถวายการรักษาให้ดีที่สุด แต่เพราะ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงชรามากแล้ว สุดที่คณะนายแพทย์จะถวายการพยาบาลรักษาพระชนมชีพไว้ได้

พระองค์ได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เวลา ๐๒.๒๐ น. ซึ่งหากนับโดยสุริยคติในปัจจุบัน ตรงกับวันเพ็ญกลางเดือน วันวิสาขบูรณมี สิริพระชนมายุได้ ๙๐ พรรษา ๕ เดือน ๑๔ วัน พรรษา ๗๑ ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นเวลา ๒ ปี กับ ๑๑ เดือน

พระประวัติ

พระกำเนิด
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มีพระนามเดิมว่า อยู่ ช้างโสภา (นามสกุลเดิม "แซ่ฉั่ว") ประสูติเมื่อวันอังคารที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ ที่เรือนแพหน้าวัดกัลยาณมิตร อำเภอบางกอกใหญ่ (ในปัจจุบันคือ เขตบางกอกใหญ่) ธนบุรี พระชนกชื่อตรุษ พระชนนีชื่อจันทน์ ทรงรับการศึกษาเบื้องต้นในสำนักของบิดา และพระอาจารย์ช้างที่วัดสระเกศ

อุปสมบท
สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) ทรงบรรพชาเป็นสามเณรอยู่วัดสระเกศ จนถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ จึงทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) และพระธรรมกิตติ (เม่น) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

การศึกษา
หลังจากบรรพชาเป็นสามเณร จึงได้ศึกษาภาษาบาลีตามคัมภีร์มูลกัจจายน์กับพระอาจารย์ช้าง และศึกษาในสำนักของพระธรรมกิตติ (เม่น) สำนักสมเด็จพระวันรัตน์ (แดง สีลวฑฺฒโน) และสำนักของพระยาธรรมปรีชา (ทิม) ด้วย

พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวง ได้เป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค

พ.ศ. ๒๔๓๖ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค

พ.ศ. ๒๔๔๑, ๒๔๔๓, ๒๔๔๔ และ ๒๔๔๕ ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรม ได้เป็นเปรียญ ๕, ๖, ๗, ๘ และ ๙ ประโยคตามลำดับ ทรงเป็นเปรียญ ๙ ประโยค เมื่อพระชนมายุ ๒๘ พรรษา และเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยครูปแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้รับพระมหากรุณาให้นำรถยนต์หลวงมาส่งถึงอารามเป็นพิเศษ และได้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว พระองค์ก็ทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสนามหลวง สอบไล่พระปริยัติธรรมตลอดมา

สมณศักดิ์

พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระปิฎกโกศล

พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเวที ตรีปิฎกภูสิต ธรรมบัณฑิต ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเวที ตรีปิฎกคุณสุนทรธรรมภูสิต ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมเจดีย์ กวีวงศนายก ตรีปิฏกบัณฑิตมหาคณฤศร บวรสังฆารามคามวาสี

พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้รับสถาปนาสมณศักดิ์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระธรรมวโรดม บรมญาณอดุลย์ สุนทรนายก ตรีปิฎกคุณาลังการภูสิต สุทธิกิจสาทร มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้รับสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี

พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีราชทินนามว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณ ญาโณทยาภิธานสังฆวิสุต พุทธบริษัทคารวสถาน ธรรมปฏิภาณญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช

ตำแหน่ง

พ.ศ. ๒๔๖๒, ๒๔๖๘ เป็นแม่กองธรรมสนามจังหวัดนครราชสีมา

พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นแม่กองธรรมสนามจังหวัดกาญจนบุรี

พ.ศ. ๒๔๖๕, ๒๔๖๗ เป็นแม่กองธรรมจังหวัดภูเก็ต

พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงเหนือ จังหวัดธนบุรี

พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นกรรมการเถรสมาคม

พระกรณียกิจ
พระองค์ทรงอุปถัมภ์ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกบาลี และนักธรรม ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น เป็นองค์อุปถัมภ์กิตติมศักดิ์ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งแต่เริ่มเปิดการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ตลอดมา ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง วัดสระเกศ) จนสำเร็จเรียบร้อยดังที่เห็นอยู่ปัจจุบัน เป็นปูชนียสถานที่เริ่มสร้างมาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศรีสง่าแก่กรุงเทพมหานครมาจวบถึงปัจจุบัน

สิ้นพระชนม์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย) สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคเส้นพระโลหิตในพระเศียรอุดตัน เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เวลา ๐๒.๒๐ น. สิริพระชันษา ๙๐ ปี ๑๖๕ วัน สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศให้สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสาและข้าราชการไว้ทุกข์ ๑๕ วัน และได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๘

______________

‍ ‍

The Fifteenth Supreme Patriarch of Rattanakosin

Somdet Phra Ariyavongsagatayana (Yu Yanothayo)

The 15th Supreme Patriarch of Rattanakosin

The image restored and recreated through technology presents a lifelike representation of Somdet Phra Ariyavongsagatayana (Yu Yanothayo), the 15th Supreme Patriarch (Somdet Phra Sangharaja) of the Rattanakosin period.

The objective of this restoration is to revive the visual historical record of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin through surviving photographic evidence, allowing contemporary audiences to engage with their likeness in a realistic form.

Biographical Overview

Somdet Phra Ariyavongsagatayana (อยู่ ญาโณทโย)
Birth name: Yu Chang Sophaa (อยู่ ช้างโสภา)
Original family name: Chua (แซ่ฉั่ว)

He served as the 15th Supreme Patriarch of Rattanakosin, residing at Wat Saket Ratchaworamahawihan. He was appointed in B.E. 2506 (1963 CE), during the reign of King Bhumibol Adulyadej.

He remained in office for 2 years and 11 months and passed away on 15 May B.E. 2508 (1965 CE) at 02:20 hrs.

His age at death was 90 years, 5 months, 14 days, with 71 years in monastic life.

Commemoration

15 May B.E. 2560 marked the 52nd anniversary of his passing. On this occasion, homage was paid in remembrance of Somdet Phra Ariyavongsagatayana (Yu Yanothayo / Chang Sophaa, Pali Scholar Grade 9 — ป.ธ.๙), the 15th Supreme Patriarch of Rattanakosin, resident at Wat Saket Ratchaworamahawihan.

Ecclesiastical Ranks (Lamadap Samanasak)

  • B.E. 2451 (1908) – Appointed Phra Rajakhana (Common Class) with the title Phra Pitak Koson

  • B.E. 2464 (1921) – Promoted to Royal Class as Phra Ratchawethi

  • B.E. 2466 (1923) – Promoted to Thep Class as Phra Thep Wethi

  • B.E. 2470 (1927) – Promoted to Tham Class as Phra Tham Chedi

  • B.E. 2488 (1945) – Elevated to Deputy Somdet Phra Rajakhana as Phra Tham Worodom

  • B.E. 2496 (1953) – Elevated to Somdet Phra Rajakhana as Somdet Phra Phutthakhosachan

  • B.E. 2506 (1963) – Appointed Supreme Patriarch with the full royal ecclesiastical title:
    Somdet Phra Ariyavongsagatayana Sukhuma Witanathamrong Sakon Maha Sangha Parinayok… (full ceremonial title retained)

Final Illness and Passing

Although he had enjoyed good health throughout most of his life, due to advanced age he later suffered from heart disease. He was admitted to Siriraj Hospital on 10 February B.E. 2508 (1965). After four days, his condition improved and he returned to the monastery.

However, on 8 May 1965, he suffered a cerebral thrombosis (blood clot in the brain) and was readmitted to hospital. Despite intensive medical efforts, his condition did not improve.

King Bhumibol Adulyadej (Rama IX) personally visited him twice, accompanied on the latter occasion by the Crown Prince (then in that rank). Members of the Privy Council, government officials, merchants, and members of the public also visited frequently with deep concern.

Field Marshal Thanom Kittikachorn, then Prime Minister, also paid several visits and instructed that the best possible medical treatment be provided.

Nevertheless, owing to his advanced age, the physicians were unable to prolong his life.

He passed away on 15 May 1965 at 02:20 hrs, which under the modern solar calendar corresponded with the full moon of Visakha Bucha Day.

Early Life

Somdet Phra Ariyavongsagatayana was born on Tuesday, 1 December B.E. 2417 (1874 CE), on a houseboat in front of Wat Kalayanamit Woramahawihan in Bangkok Yai District (formerly Thonburi).

His father’s name was Trut, and his mother’s name was Chan. He received his early education from his father and from Phra Ajahn Chang at Wat Saket.

Ordination

He was ordained as a novice at Wat Saket and later fully ordained as a monk in B.E. 2437 (1894 CE).

His preceptor was Somdet Phra Wanarat (Daeng Silavatthano). His chanting teachers were Phra Tham Thanachan (Jun) and Phra Tham Kitti (Men).

Education

After novice ordination, he studied Pali grammar (Mūlakaccāyana) and continued advanced studies under leading scholars of the time.

  • B.E. 2433 (1890) – Passed Pali Grade 3

  • B.E. 2436 (1893) – Passed Pali Grade 4

  • B.E. 2441–2445 (1898–1902) – Passed Grades 5 through 9

At age 28, he became a Pali Scholar Grade 9 (เปรียญธรรม 9 ประโยค) — the first monk to achieve this distinction during the reign of King Chulalongkorn.

On that occasion, he received the exceptional royal honour of being transported back to his monastery by royal automobile — a tradition that continues to this day.

He subsequently served as an examiner at the Sanam Luang Pali examinations.

Positions Held

  • Chief Dhamma Examination Superintendent (various provinces including Nakhon Ratchasima, Kanchanaburi, and Phuket)

  • Abbot of Wat Saket (B.E. 2467 / 1924 CE)

  • Ecclesiastical Governor of Northern Thonburi

  • Member of the Sangha Supreme Council (Thera Samakhom)

Contributions

He was a major patron of Pali and Dhamma education, supporting both advanced Pali studies and Nak Tham examinations.

He served as Honorary Patron of Mahachulalongkornrajavidyalaya University from its formal establishment in B.E. 2490 (1947 CE).

He also completed the restoration of the Golden Mount (Phra Borom Banphot) at Wat Saket — originally constructed in the early Rattanakosin period — which remains one of Bangkok’s most significant Buddhist monuments today.

Royal Cremation

Following his passing, the Prime Minister’s Office ordered government offices to lower flags to half-mast for 15 days and for officials to observe mourning.

His royal cremation was granted and conducted at the royal cremation ground in front of Wat Thepsirintrawat Ratchaworawihan on 20 November B.E. 2508 (1965 CE).

This restoration stands as part of an ongoing effort to reconstruct the visual lineage of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin through historically grounded, carefully researched AI-assisted work.

______________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO 

Previous
Previous

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)

Next
Next

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ)