สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม จวน ศิริสม ฉายา อุฏฺฐายี เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๗ ปี สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ สิริพระชันษา ๗๔ ปี ๑๑ เดือน ๒ วัน
พระประวัติ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มีพระนามเดิมว่า ลำจวน ศิริสม ภายหลังเปลี่ยนพระนามเป็น จวน ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ที่ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อพระชันษาได้ ๙ ปี ได้เข้ามาศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดคฤหบดี จังหวัดธนบุรี จนจบชั้น ป. ๓ แล้วกลับภูมิลำเนา
ถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ทรงจบชั้นมัธยมศึกษา แล้วเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้ไม่นานต้องลาออกเพราะประชวรโรคเหน็บชา ถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ทรงไปศึกษาอยู่กับพระมหาสมณวงศ์ (แท่น โสมทตฺโต) เจ้าอาวาสวัดมหาสมณารามราชวรวิหาร (วัดเขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพี่ชายของพระอัยกา (ตา) จนพระองค์มีพระชันษา ๑๖ ปี จึงได้มาศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระอริยมุนี (แจ่ม จตฺตสลฺโล) ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม
วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม โดยมีพระธรรมปาโมกข์ (ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอริยมุนี (แจ่ม จตฺตสลฺโล) เป็นพระสรณคมนาจารย์ และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยมีพระธรรมปาโมกข์ (ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระราชกวี (แจ่ม จตฺตสลฺโล) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ระหว่างดำรงสมณเพศได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถในทางวิชาการ โดยเป็นบรรณาธิการหนังสือวารสารรายปักษ์สยามวัด ทำให้พระองค์มีความสามารถในการประพันธ์ต่าง ๆ มีโคลง ฉันท์ เป็นต้น
การศึกษา
พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงอุปสมบทเป็นภิกษุ ในปีเดียวกันนี้ทรงสอบได้นักธรรมชั้นตรีและเปรียญธรรม ๓ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๑ สอบได้นักธรรมชั้นโท
พ.ศ. ๒๔๖๒, ๒๔๖๔ และ ๒๔๖๕ สอบได้เปรียญธรรม ๔, ๕ และ ๖ ประโยค ตามลำดับ
พ.ศ. ๒๔๖๖ สอบได้นักธรรมชั้นเอก
พ.ศ. ๒๔๖๗, ๒๔๗๐ และ ๒๔๗๒ สอบได้เปรียญธรรม ๗, ๘ และ ๙ ประโยค ตามลำดับ
พระสมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระกิตติสารมุนี
พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเวที ตรีปิฎกภูษิต ธรรมบัณฑิต ยติคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี
พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเวที ตรีปิฎกคุณ สุนทรธรรมภูษิต ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมปาโมกข์ ยุตโยคญาณดิลก ไตรปิฎกธารี ธรรมวาที ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระศาสนโศภน วิมลญาณอดุลย์สุนทรนายก ตรีปิฎกธรรมาลังการภูสิต ธรรมนิตยสาทร อุดมคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จาตุรงคประธานวิสสุต พุทธพจนมธุรสธรรมวาที คัมภีรญาณปริยัติกุสโลภาส ภูมิพลมหาราชหิโตปสัมปทาจารย์ วิสารศีลาจารวัตร เวไนยบริษัทประสาทกร ธรรมยุติกคณิสสรมหาสังฆนายก
พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นสมเด็จพระสังฆราชที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกกลากุสโลภาส ภูมิพลมหาราชหิโตปสัมปทาจารย์ อุฏฐายีภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมสาสนโสภณ วิมลศีลขันธสมาจารวัตร พุทธศาสนิกบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช
พระกรณียกิจ
ด้านการศึกษา
ทรงชำนาญในอักษรขอม อักษรพม่า อักษรมอญ และอักษรโรมัน จากการที่ได้ตรวจชำระพระไตรปิฎกบางปกรณ์ ตามที่ได้รับมอบ ซึ่งจะต้องสอบทานอักษรไทยกับต้นฉบับอักษรขอม เกี่ยวกับอักษรพม่า และอักษรโรมัน
พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นกรรมการตรวจบาลีไวยากรณ์ในสนามหลวง
พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นกรรมการตรวจนักธรรมชั้นโท-เอกในสนามหลวง เป็นกรรมการตรวจบาลี ประโยค ๔-๕-๖
พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นปีที่เริ่มฟื้นฟูกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัยในยุคใหม่ ทรงรับหน้าที่เป็นกรรมการและอนุกรรมการหลายคณะ คือ อนุกรรมการตรวจชำระแบบเรียน เช่น นวโกวาท และ พุทธศาสนสุภาษิต กรรมการอำนวยการหนังสือธรรมจักษุ กรรมการ อุปนายกและนายกกรรมการมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตลอดมาจนสิ้นพระชนม์
ด้านการปกครองคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นกรรมการคณะธรรมยุต
พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นสมาชิกสังฆสภา
พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งสังฆนายก แทนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดบรมนิวาส
พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นผู้สั่งการในตำแหน่งสังฆนายก แทนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทราวาส
พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่ ซึ่งมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นสังฆนายกสมัยที่ ๒
พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นสังฆนายก สมัยที่ ๑ และสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่
พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นกรรมการเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
พ.ศ. ๒๔๗๙ กรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองสงฆ์ ฉบับใหม่
พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นสังฆนายก ครั้งที่ ๒
พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราช
ด้านการต่างประเทศ
เสด็จไปดูการพระศาสนาในประเทศลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ตามคำเชิญของพุทธบริษัทของประเทศนั้น ๆ ทรงไปร่วมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช (วัดเบญจมบพิตร) ไปร่วมประชุมสังคายนาพระไตรปิฎกที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔
งานเผยแผ่พระศาสนา
พ.ศ. ๒๔๗๖ ทรงร่วมกับคณะมิตรสหาย ตั้งสมาคมพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรก คือ พุทธสมาคม เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และส่งเสริมการศึกษา
พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นพระคณาจารย์เอกทางเทศนา (ธรรมกถึก)
พ.ศ. ๒๔๗๙ เป็นกรรมการควบคุมการแปลพระไตรปิฎกภาษาบาลี
พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นประธานกรรมการจัดรายการแสดงธรรมทางวิทยุในวันธรรมสวนะ
งานพระนิพนธ์
พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงแปลตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย เพื่อใช้เป็นตำรา
พ.ศ. ๒๔๘๒ ทรงแต่ง รตนตฺตยปฺปภาวสิทฺธิคาถา แทน รตนตฺตยปฺปภาวาภิยาจนคาถา และได้ใช้สวดในพระราชพิธีต่อมา
พ.ศ. ๒๔๙๙ บทกวีนิพนธ์ “อุดมคติตำรวจ” (ปัจจุบันยังคงใช้เป็นหลักอุดมคติในการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
ยังมีพระนิพนธ์อีกมากกว่า ๑๐๐ เรื่อง เช่น มงคลในพุทธศาสนา สาระในตัวคน วิธีต่ออายุให้ยืน การทำใจให้สดชื่นผ่องใส และ ฉันไม่โกรธ เป็นต้น และมีพระธรรมเทศนาอีกหลายร้อยเรื่อง ที่สำคัญคือ มงคลวิเศษคาถา ที่แสดงในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
สิ้นพระชนม์
อนุสาวรีย์สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี) สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์โดยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ใกล้กับสะพานข้ามคลองสลุด ถนนตัดใหม่บางนา-ตราด (ปัจจุบันคือถนนเทพรัตน) ในท้องที่ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เวลา ๑๐:๐๕ น. สิริพระชันษา ๗๔ ปี ๑๑ เดือน ๒ วัน จากการถูกนายนุ่ม พุ่มบุตร อายุ ๓๘ ปี ขับรถบรรทุกหักหลบรถที่ชะลอด้านหน้ามาชนกับรถพระประเทียบ
คณะปฏิวัติประกาศให้สถานที่ราชการลดธงลงครึ่งเสา ๓ วัน และข้าราชการไว้ทุกข์ ๑๕ วัน เพื่อแสดงความอาลัย และได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕
การพิจารณาคดี
นุ่ม พุ่มบุตร ถูกอุ้มมาฟังคำพิพากษา
จากผลการสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ โดยนายนุ่มให้การรับสารภาพและยอมรับผิดทุกข้อหา ต่อมาคณะปฏิวัติได้ลงความเห็นว่าอุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของนายนุ่มคนเดียว และมีคำสั่งให้ส่งฟ้องนายนุ่มต่อศาลทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดสมุทรปราการจึงนำนายนุ่มซึ่งแขนและขาพิการจากอุบัติเหตุครั้งนั้นไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากนั้นนิพนธ์ สร้อยเสน อัยการศาลทหารสมุทรปราการ ได้เบิกตัวนายนุ่มออกจากเรือนจำเพื่อฟังคำฟ้องของอัยการที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยอัยการฟ้องนายนุ่มตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ และ ๓๐๐ ซึ่งศาลได้กำหนดวันอ่านคำพิพากษาในวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลา ๐๘.๓๐ น.
วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาลทหารกรุงเทพ (สมุทรปราการ) ได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายนุ่มเป็นเวลา ๑๐ ปี เนื่องจากเขาให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่มีเหตุลดโทษให้ หลังจากฟังคำพิพากษา นายนุ่มได้เปิดเผยความรู้สึกกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยว่า
“ไม่นึกอะไรหรอกครับ การตัดสินครั้งนี้ก็สมควรแล้วเพราะพระสังฆราชท่านเป็นที่เคารพของคนพุทธทั้งประเทศ ผมคิดว่าเป็นเคราะห์กรรมมากกว่า ผมไม่ได้ตั้งใจเลย”
โดยนายนุ่มนัยน์ตาแดงระหว่างเปิดเผยความรู้สึก
______________
The Sixteenth Supreme Patriarch of Rattanakosin
Somdet Phra Ariyavongsagatanana (Chuan Uṭṭhāyī)
(สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี))
Somdet Phra Ariyavongsagatanana (Chuan Uṭṭhāyī) (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)), formerly named Chuan Sirisom (จวน ศิริสม), monastic name Uṭṭhāyī (อุฏฺฐายี), was the 16th Supreme Patriarch of Rattanakosin (สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์). He resided at Wat Makut Kasatriyaram Ratchaworawihan (วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร).
He was appointed Supreme Patriarch in B.E. 2508 (1965 CE) during the reign of King Bhumibol Adulyadej the Great (Rama IX) (พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร). He served for seven years and passed away in a car accident on 18 December B.E. 2514 (1971 CE), at the age of 74 years, 11 months, and 2 days.
Early Life (พระประวัติ)
He was born as Lamchuan Sirisom (ลำจวน ศิริสม) on Sunday, 16 January B.E. 2440 (1897 CE), at Ban Pong Subdistrict, Ban Pong District, Ratchaburi Province (ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี).
At the age of nine, he studied at Wat Kharuehbodhi School (โรงเรียนวัดคฤหบดี) in Thonburi, completing primary level 3 before returning to his hometown.
In B.E. 2452 (1909 CE), he completed secondary education and briefly enrolled at the Royal Military Academy, Chulachomklao (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า), but had to withdraw due to beriberi.
In B.E. 2453 (1910 CE), he studied under Phra Mahasamanawong (Than Somdotto) (พระมหาสมณวงศ์ (แท่น โสมทตฺโต)), abbot of Wat Mahasamanaram Ratchaworawihan (วัดมหาสมณารามราชวรวิหาร หรือวัดเขาวัง) in Phetchaburi Province.
At age 16, he studied Pāli scriptures under Phra Ariyamuni (Chaem Cattasallo) (พระอริยมุนี (แจ่ม จตฺตสลฺโล)) at Wat Makut Kasatriyaram (วัดมกุฏกษัตริยาราม).
He was ordained as a novice on 2 July B.E. 2457 (1914 CE), and ordained as a monk on 26 June B.E. 2460 (1917 CE).
During his monastic life, he demonstrated outstanding academic ability and served as editor of the biweekly journal Siam Wat, becoming skilled in literary composition, including classical Thai verse forms such as khlong and chan.
Education and Scholastic Achievement (การศึกษา)
B.E. 2460: Passed Nak Tham (Dhamma Studies) Level III and Pāli Grade 3
B.E. 2461: Passed Nak Tham Level II
B.E. 2462, 2464, 2465: Passed Pāli Grades 4, 5, and 6
B.E. 2466: Passed Nak Tham Level I
B.E. 2467, 2470, 2472: Passed Pāli Grades 7, 8, and 9
He achieved the highest level of traditional monastic scholarship.
Ecclesiastical Titles (พระสมณศักดิ์)
Throughout his career, he was successively elevated through the ranks of ecclesiastical nobility, culminating in his appointment in B.E. 2508 as:
Somdet Phra Ariyavongsagatanana (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ), Supreme Patriarch (สมเด็จพระสังฆราช), with a long ceremonial title reflecting his scholarship, moral authority, and service to Buddhism and the Kingdom.
Contributions (พระกรณียกิจ)
Education
He was proficient in Khmer, Burmese, Mon, and Roman scripts, which enabled him to assist in the critical revision of portions of the Tipiṭaka (พระไตรปิฎก).
He played a significant role in the revival of Mahamakut Rajavidyalaya University (มหามกุฏราชวิทยาลัย) beginning in B.E. 2476, serving in multiple leadership capacities until his death.
Administration of the Sangha
He served as:
Member of the Dhammayut Order Committee
Member of the Sangha Council
Acting Sanghanayok (สังฆนายก) on multiple occasions
Member of the Mahatherasamakhom (เถรสมาคม) under the Sangha Act B.E. 2505
He was a central figure in modern Thai ecclesiastical administration.
International Missions (ด้านการต่างประเทศ)
He visited Laos, Malaysia, Singapore, India, Nepal, Sri Lanka, Hong Kong, Taiwan, Korea, Japan, and Vietnam at the invitation of Buddhist communities.
He represented the Supreme Patriarch at the Sixth Buddhist Council in Yangon, Myanmar (ย่างกุ้ง ประเทศพม่า) in B.E. 2504 (1961 CE).
Literary Works (งานพระนิพนธ์)
He authored or translated over 100 works, including:
Translation of Tatiya Samantapāsādikā (ตติยสมันตปาสาทิกา)
Ratanattayappabhāvasiddhikāthā (รตนตฺตยปฺปภาวสิทฺธิคาถา)
The poem “Udomkati Tamruat” (อุดมคติตำรวจ), still used as a guiding ideal within the Royal Thai Police
He also delivered hundreds of sermons, including the renowned Mongkhon Wiset Katha (มงคลวิเศษคาถา).
Passing and National Mourning (สิ้นพระชนม์)
He died in a motor accident near Khlong Salut Bridge on the newly constructed Bangna–Trat Road (now Thepharat Road) (ถนนเทพรัตน) in Bang Phli District, Samut Prakan Province, on 18 December B.E. 2514 (1971 CE) at 10:05 a.m.
The accident occurred when a truck driven by Mr. Num Phumbut (นุ่ม พุ่มบุตร), aged 38, swerved and collided with the Patriarch’s vehicle.
The Revolutionary Council ordered government offices to lower flags to half-mast for three days and civil servants to observe 15 days of mourning.
His royal cremation ceremony was held at Wat Thepsirintrawat (วัดเทพศิรินทราวาส) on 17 June B.E. 2515 (1972 CE).
Court Proceedings (การพิจารณาคดี)
Police concluded the incident was an accident caused solely by negligence. The driver was prosecuted under Sections 291 and 300 of the Thai Criminal Code.
On 10 March B.E. 2515 (1972 CE), the Bangkok Military Court (Samut Prakan Division) sentenced him to ten years’ imprisonment.
After the verdict, he stated to reporters:
“I did not think much of it. The judgment is appropriate, for the Supreme Patriarch was revered by Buddhists throughout the country. I consider it fate. I never intended it.”
He spoke with reddened eyes, expressing remorse.
______________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO