พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ คือพระรูปพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

พระรูปพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ฉายขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน ระหว่างสมัยรัชกาลที่ ๔–๖ ไม่มีภาพที่เล่าเรื่องราวของแฟชั่นในยุค ๑๙๒๐s หรือ ๑๙๓๐s เลย เพราะทุกพระองค์ทรงพระชรามากแล้ว แฟชั่นการแต่งตัวเป็นเรื่องของคนสมัยใหม่เป็นหลัก

__________

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔) เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ จนกระทั่งสละราชสมบัติใน พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นเวลาเพียง ๑๐ ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเชษฐา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญ อาทิ การจัดตั้งสภากรรมการองคมนตรี ตรากฎหมายควบคุมกิจการสาธารณูปโภคและการเงิน วางรากฐานระบบเทศบาล โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสำนักหอสมุดแห่งชาติ ปฏิรูปการศึกษามหาวิทยาลัย ยกระดับหลักสูตรถึงระดับปริญญาตรี สถาปนาราชบัณฑิตยสภาเป็นสถาบันกลางทางวิชาการของชาติ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทยสมบูรณ์ (“พระไตรปิฎกสยามรัฐ”) เพื่อเผยแพร่และธำรงพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕

__________

ความหมายและการจำแนก “พระกุลเชษฐ์”

คำว่า “พระกุลเชษฐ์” หมายถึงพระบรมวงศ์ผู้ทรงดำรงฐานะสูงสุด ซึ่งในที่นี้รวมถึงพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระรัชทายาท และเจ้าฟ้าทุกชั้น ยกเว้นเจ้าฟ้าชั้นตรี รวมถึงพระองค์เจ้าชั้นเอกที่มีคำนำหน้าว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ”

พระกุลเชษฐ์สามารถจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่
๑. การนับตามพระอิสริยยศ ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ
๒. การนับตามพระชนมายุ คือพระบรมวงศ์ที่ทรงเจริญพระชนมายุสูงสุดในขณะนั้น

บทความนี้เรียงลำดับพระกุลเชษฐ์ตามการได้รับการสถาปนาขณะทรงพระชนม์ และเรียงตามพระชนมพรรษา พระชนมายุ หรือพระชันษา

__________

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗


พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๑๔
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ
(๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๕ – ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ สิริพระชันษา ๗๙ ปี)

พระนามเดิม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง

ในพระราชพิธีฉัตรมงคล ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ซึ่งเป็นวาระที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบสองเท่าของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระองค์มีพระราชดำริที่จะยกย่องพระราชธิดาพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเดชพระคุณ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
“พระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ”

พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีบังคับบัญชาการรักษาพระราชวังฝ่ายใน และทรงดูแลกรมโขลน อีกทั้งยังทรงรับอภิบาลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ทรงดูแลรักษากุญแจพระบรมมหาราชวังชั้นในตลอดรัชกาล

ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ ได้กราบบังคมทูลลาออกไปประทับ ณ วังวรดิศ ซึ่งเป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระอนุชาต่างพระมารดา และทรงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เนื่องจากเจ้าจอมมารดาเที่ยงเป็นพี่สาวของเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระมารดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์แห่งพระบรมวงศานุวงศ์ กระทั่งสิ้นพระชนม์ ณ วังวรดิศ เมื่อวันอังคาร เดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ ปีมะแม ตรีศก จุลศักราช ๑๒๙๓ ตรงกับวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ สิริพระชันษา ๗๘ ปี ๑๖๗ วัน

ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๖ ถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ รวมระยะเวลา ๑๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ต่อเนื่องมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๗

ทรงเป็นพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

__________

แฟชั่นในพระรูป
คาดว่าฉายในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากเป็นแฟชั่นแบบเอ็ดเวิร์เดียน (Edwardian) ฉลองพระองค์เป็นเสื้อลูกไม้สีงาช้าง คอสูง แขนเสื้อพอดีตัว สวมพร้อมกับโจงกระเบน ถุงน่อง และรองเท้า

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ประดับ ซึ่งได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งหมด ได้แก่

พ.ศ. ๒๔๒๕ เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน)

พ.ศ. ๒๔๔๗ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๒ (ม.ป.ร.๒)

พ.ศ. ๒๔๕๑ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๕ ชั้นที่ ๑ (จ.ป.ร.๑)

__________

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๑๕

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร
(๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๙ – ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔ สิริพระชันษา ๗๕ ปี)
อดีตองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากมลาสน์เลอสรรค์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง

พระองค์ทรงเริ่มรับราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ โดยทรงรับหน้าที่ซ่อมและปรับปรุงเครื่องประดับ เครื่องศิลา กระถางต้นไม้ สำหรับประดับพระอารามวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และกำกับราชการกรมช่างหล่อ

ในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๙ จนสิ้นพระชนม์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร ประทับอยู่ ณ วังบริเวณสี่กั๊กพระยาศรี ใกล้โรงพักสำราญราษฎร์ และสิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๗

ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ ระหว่างวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๖ ถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ รวมระยะเวลา ๑๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน

ทรงเป็นพระราชปิตุลาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

__________

แฟชั่นในพระรูป
คาดว่าฉายในสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นฉลองพระองค์เสือป่า สังกัดกรมบัญชาการเสือป่ารักษาดินแดน ยศนายหมู่โท เทียบเท่าสิบโท

ติดเข็มอักษร “วปร” สีทองที่คอเสื้อทั้งสองด้าน สีอินทรธนูเป็นสีเหลือง สีประจำมณฑลกรุงเทพฯ ตราที่ติดบนอินทรธนูเป็นวงกลมลายฉลุ มีรูปเสืออยู่ตรงกลางสีทอง และมีกระดุมทองประดับ ๑ เม็ด

แขนขวาสวมปลอกแขนพื้นสีดำ ขอบขาว มีอักษรคำว่า “กลาง” สีทอง หมายถึงกองพลกลางซึ่งเสือป่ามณฑลกรุงเทพฯ สังกัดอยู่ แขนซ้ายมีบั้งยศนายหมู่ บั้ง ๒ ชั้น ดิ้นทองบนพื้นดำ มีพระมหามงกุฎสีทองอยู่เหนือบั้ง

ฉลองพระองค์ชุดนี้สวมกับกางเกงขาสั้นสีดำ ถุงเท้าและรองเท้าสีดำ พร้อมหมวกปีกพับขึ้นข้างหนึ่ง ประดับลายเสือคาดกลางหมวก

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ประดับ ได้แก่

พ.ศ. ไม่ปรากฏ เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายหน้า)

พ.ศ. ๒๔๕๔ เหรียญบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖

พ.ศ. ๒๔๕๘ เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.) พระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๖

__________

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๑๖

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๓๘ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหรุ่น (ซึ่งเป็นหลานปู่ของเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุญมา) พี่ชายของเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) ต้นราชสกุลบุนนาค)

ประสูติเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๐ (แบบสากลคือ พ.ศ. ๒๔๐๑) ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์แห่งพระบรมวงศานุวงศ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ สิริพระชันษา ๗๕ ปี

ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ ระหว่างวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔ ถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ รวมระยะเวลา ๑ ปี ๙ เดือน ๑๓ วัน

ทรงเป็นพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

__________

แฟชั่นในพระรูป
คาดว่าฉายในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ ฉลองพระองค์เป็นแบบตะวันตก ประดับแขนเสื้อและคอเสื้อด้วยผ้าลูกไม้ ลักษณะคล้ายเสื้อแจ็กเก็ตทรงโบเลโร (Bolero) แบบสั้นครึ่งตัว ซึ่งนิยมตกแต่งลูกไม้ที่ปลายแขนและคอเสื้อ

รูปทรงและการประดับได้รับอิทธิพลจากแฟชั่นเครื่องแต่งกายทหาร โดยเฉพาะการใช้ลูกไม้หรือเชือกแบบทหารประดับฉลองพระองค์ เสื้อโบเลโรเป็นที่นิยมในแฟชั่นสตรีตะวันตกในทศวรรษ ๑๘๖๐–๑๘๗๐ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนต้น

ส่วนอื่น ๆ ของฉลองพระองค์ประกอบด้วยการห่มสไบจีบ นุ่งโจงกระเบน สวมถุงน่องและรองเท้า ทรงผมเริ่มไว้ยาวประบ่าหรือสั้นระดับท้ายทอย และทรงผมปีกเริ่มค่อย ๆ หายไป

__________

พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๑๗

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา
ประสูติเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๐ (แบบสากลคือ พ.ศ. ๒๔๐๑) เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๓๙ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแก้ว (สกุลเดิม บุรณศิริ)

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ได้เกิดโรคไข้หวัดระบาดภายในพระบรมมหาราชวัง พระองค์ทรงประชวรอย่างรุนแรงพร้อมกับเจ้าจอมเขียน บาทบริจาริกาในรัชกาลที่ ๔ ต้องรักษาพระอาการประชวรอยู่หลายวันจึงทรงหาย ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปัทมราช ความว่า
“วาณีรัตนกัญญา บุตร์หญิงของหม่อมฉันคนหนึ่ง ซึ่งเปนบุตร์มารดาชื่อแก้วนั้น ป่วยลงคนหนึ่ง อาการมาก หมอไม่รับ อยู่หลายวันก็หาย หาตายไม่...”
เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้มีชาววังถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมากถึง ๔๓ คน

ต่อมา เจ้าจอมมารดาแก้วได้ยักยอกทรัพย์สินของพระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญาไปใช้จ่ายเนื่องจากติดการพนัน ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้ว และไม่ทรงโปรดพระราชธิดาพระองค์นี้ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญาจึงทรงตั้งพระทัยศึกษาเล่าเรียนอักษรศาสตร์กับแอนนา ลีโอโนเวนส์ ด้วยหวังให้ทรงเป็นที่พอพระราชหฤทัย และยังทรงนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดแก่นางทาสในพระองค์ จนสามารถอ่านและแปลภาษาอังกฤษได้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเจ้าจอมมารดาแก้วยังกลับไปเล่นการพนันอีก และได้นำนางทาสชื่อ “เน้ย” ของพระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญาไปเสียพนัน คราวนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ลงโทษเจ้าจอมมารดาแก้วด้วยการโบยตามพระราชอาญา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา ทรงมีพระทัยเอื้อเฟื้อ ได้พระราชทานสิ่งของแก่กองเสือป่า เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๓

ครั้นถึงช่วงการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบรมวงศานุวงศ์จำนวนมากได้เสด็จออกจากพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะพระตำหนักฝ่ายในแทบไม่มีเจ้านายประทับอยู่เลย แต่พระองค์ยังคงประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากทรงมีพระชันษาสูงและทรงพระประชวร ทำให้เสด็จพระดำเนินไม่สะดวก พระองค์พำนักอยู่ร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์แห่งพระบรมวงศานุวงศ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อเนื่องถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร จนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ (แบบสากลคือ พ.ศ. ๒๔๗๙) สิริพระชันษา ๗๗ ปี

ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์ ระหว่างวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ถึงวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๙ รวมระยะเวลา ๒ ปี ๔ เดือน ๒๙ วัน

ทรงเป็นพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

__________

แฟชั่นในพระรูป
พระรูปต้นฉบับคาดว่าฉายในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ ฉลองพระองค์เป็นแบบตะวันตก ประดับแขนเสื้อและคอเสื้อด้วยผ้าลูกไม้ ลักษณะคล้ายเสื้อแจ็กเก็ตทรงทหาร ประดับด้วยเงื่อนทหารแบบ frogging ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของเครื่องแบบทหารในแฟชั่นสตรีตะวันตก

รูปแบบการประดับและโครงเสื้อได้รับความนิยมในทศวรรษ ๑๘๖๐–๑๘๗๐ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงต้นรัชกาลที่ ๕

ส่วนอื่น ๆ ของฉลองพระองค์ประกอบด้วยการห่มสไบจีบ นุ่งโจงกระเบน สวมถุงน่องและรองเท้า ทรงผมเริ่มไว้ยาวประบ่าหรือสั้นระดับท้ายทอย ขณะที่ทรงผมปีกแบบเดิมเริ่มค่อย ๆ เลือนหายไป

__________

Special Note

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา ทรงเป็นหนึ่งในพระบรมวงศ์ฝ่ายในที่สะท้อนให้เห็นถึง “ชีวิตจริง” ของสตรีในราชสำนักสมัยต้นรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ทั้งในมิติของสุขภาพ ความเปราะบางทางสถานะครอบครัว และความพยายามในการยืนหยัดด้วยการศึกษาและการถ่ายทอดความรู้

พระชนมชีพของพระองค์ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงโลกของราชสำนักแบบดั้งเดิม เข้ากับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสมัยใหม่ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ อันเป็นฉากหลังสำคัญของประวัติศาสตร์สยามในศตวรรษที่ ๒๐

__________

Special Thanks

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงแก่
คุณธัม ว่าที่ร้อยตรี ณัฐกันต์ จตุรวงษ์
ที่ปรึกษาด้านเครื่องแบบให้เพจ “โคตรทหาร” และเพจ “๒๔๘๓”

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องแบบทหารไทย ซึ่งได้กรุณาให้คำปรึกษาและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการแต่งกาย รายละเอียด และโทนสีต่าง ๆ ของเครื่องแบบเสือป่า ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร
อันเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การบูรณะภาพครั้งนี้เป็นไปอย่าง สง่างาม ถูกต้องตามบริบททางประวัติศาสตร์ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

__________


The Most Senior Members of the Siamese Royal Family during the Reign of King Rama VII

(พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงอาวุโสสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ )

This AI-restored and creatively reconstructed collection presents the portraits of the four most senior members of the Siamese Royal Family (พระกุลเชษฐ์) during the reign of His Majesty King Prajadhipok (Rama VII) (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว).

The portraits of these four senior royals were taken at different periods, spanning the reigns of King Rama IV to King Rama VI. None of the images reflect fashion from the 1920s or 1930s, as all four individuals were already of advanced age by that time. Fashion, therefore, had become primarily the domain of the younger generation.

__________

His Majesty King Prajadhipok (Rama VII)

(พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว)
(8 November B.E. 2436 – 30 May B.E. 2484)

His Majesty King Prajadhipok was the seventh monarch of Siam of the Chakri Dynasty. He ascended the throne on 26 November B.E. 2468 and reigned for only ten years before abdicating in B.E. 2478. He was the last absolute monarch of Siam and the first king to face the transition to a constitutional monarchy following the Siamese Revolution of B.E. 2475.

King Prajadhipok was born during the reign of King Chulalongkorn (Rama V) (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว). He was the youngest son of King Chulalongkorn and Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง). After the death of his elder brother, King Vajiravudh (Rama VI) (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว), he ascended the throne.

During his reign, King Prajadhipok carried out significant reforms, including the establishment of the Privy Council, the enactment of laws regulating public utilities and finance, the foundation of municipal administration, and the establishment of the National Library. He reformed university education by elevating curricula to bachelor’s degree level and founded the Royal Society of Thailand (ราชบัณฑิตยสภา) as the nation’s central academic institution. He also ordered the publication of the complete Thai-script edition of the Tripitaka, known as the Siamese State Edition, to preserve and disseminate Buddhism. Following the Revolution of B.E. 2475, he graciously granted a constitution to the Siamese people.

__________

Definition and Classification of “Royal Elders (Phra Kunlachet)”

(ความหมายและการจำแนกพระกุลเชษฐ์”)

The term Phra Kunlachet (พระกุลเชษฐ์) refers to the most senior members of the royal lineage. In this context, it includes the monarch, the chief queen, the heir apparent, and senior princes and princesses of the highest rank, excluding third-class princes and princesses. It also encompasses first-rank princes bearing the title Phra Chao Borom Wong Ther(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ).

Royal Elders may be classified in two ways:

  1. By royal rank, with the monarch as the principal figure;

  2. By age, referring to the eldest living members of the royal family at any given time.

This article orders the Royal Elders according to the date of their elevation while alive and by seniority in age.

__________

During the Reign of King Prajadhipok (Rama VII)


Royal Elder No. 14

Princess Krom Luang Samrattan Siri Chet

(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ)

Princess Samrattan Siri Chet was born on 19 November B.E. 2395 and died on 5 May B.E. 2474, at the age of 79. Her personal name was Princess Somawadi Srirattanarachida (พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา). She was the seventh daughter of King Mongkut (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) and the first daughter born to Chao Chom Manda Thieng (เจ้าจอมมารดาเที่ยง).

In B.E. 2446, during the Royal Anniversary Ceremony marking twice the length of King Mongkut’s reign, King Chulalongkorn (Rama V) resolved to honour one of King Mongkut’s daughters by elevating her to a princely rank with a departmental title. A royal proclamation was issued appointing Princess Somawadi as Princess Krom Luang Samrattan Siri Chet, as inscribed on her golden royal charter.

She served as Chief Administrator of the Inner Palace, supervised the Department of Palace Women, and acted as guardian to Crown Prince Maha Vajirunhis (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ). King Chulalongkorn also entrusted her with custody of the keys to the Inner Grand Palace throughout his reign.

Later, she retired to Wang Woradis, the residence of Prince Damrong Rajanubhab (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ), her maternal cousin. She remained the most senior Royal Elder until her death on 5 May B.E. 2474.

She served as Royal Elder from 28 September B.E. 2456 to 5 May B.E. 2474, a total of 17 years, 7 months, and 7 days, extending into the reign of King Rama VII. She was the paternal aunt of King Prajadhipok.

Fashion in the Portrait

The portrait is believed to date from the late reign of King Rama V. The attire reflects Edwardian fashion, featuring an ivory lace blouse with a high collar and fitted sleeves, worn with chong kraben, stockings, and shoes.

The decorations worn were all conferred during the reign of King Rama V, including the Order of the Chakri Dynasty, the Ratana-Phorn Decorations of Rama IV and Rama V.

__________

Royal Elder No. 15

Prince Krom Muen Ratchasak Samosorn

(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร)

Prince Ratchasak Samosorn was born on 3 November B.E. 2399 and died on 13 November B.E. 2474, at the age of 75. His personal name was Prince Kamalas Leosorn (พระองค์เจ้ากมลาสน์เลอสรรค์), a son of King Mongkut and Chao Chom Manda Thieng.

He began royal service during the reign of King Chulalongkorn in B.E. 2425, during the centenary celebrations of Rattanakosin, overseeing the restoration of ceremonial ornaments at the Temple of the Emerald Buddha and supervising the Royal Foundry Department.

In B.E. 2426, he was was formally invested with a royal dukedom (krom rank), receiving the title of Krom Luang, one of the highest levels of princely rank within the Siamese royal hierarchy. In the Siamese system, a royal dukedom (krom rank) represents an official elevation in princely status, comparable to a European dukedom. Ranks progress from Krom Muen (lower count-level), through Krom Khun, to Krom Luang, with Krom Phra Ya standing above ducal rank.

During the reign of King Vajiravudh (Rama VI), he was appointed Privy Councillor on 7 April B.E. 2459 and served until his death.

He resided near Samran Rat Police Station and served as Royal Elder from 28 September B.E. 2456 to 5 May B.E. 2474. He was the paternal uncle of King Prajadhipok.

Fashion in the Portrait

The portrait dates from the reign of King Rama VI and depicts the prince in the uniform of the Wild Tiger Corps (Sua Pa). Details of insignia, colour, and construction reflect his rank and division, including collar badges bearing the initials “W.P.R.” and distinctive armbands denoting the Central Division.

__________

Royal Elder No. 16

Princess Arunwadi

(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี)

Princess Arunwadi, the 38th daughter of King Mongkut, was born on 13 January B.E. 2400 (Western calendar B.E. 2401). She served as Royal Elder during the reign of King Prajadhipok until her death on 26 August B.E. 2476, at the age of 75.

She held the position of Royal Elder from 13 November B.E. 2474 to 26 August B.E. 2476 and was a paternal aunt of King Prajadhipok.

Fashion in the Portrait

Her portrait dates from the early reign of King Rama V and shows Western-style attire influenced by military fashion, including a short bolero-style jacket with lace trimming, worn with traditional Siamese dress.

__________

Royal Elder No. 17

Princess Vaniratna Kanya

(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา)

Princess Vaniratna Kanya was born on 27 January B.E. 2400 (Western calendar B.E. 2401), the 39th daughter of King Mongkut and Chao Chom Manda Kaew (เจ้าจอมมารดาแก้ว).

Her life reflects the lived reality of royal women in the Inner Court, marked by illness, family instability, and resilience through education. She studied literacy with Anna Leonowens and later taught English reading and translation to palace attendants.

She remained within the Grand Palace during the Revolution of B.E. 2475 due to advanced age and ill health and served as Royal Elder until her death on 24 January B.E. 2478 (Western calendar B.E. 2479), at the age of 77.

Fashion in the Portrait

Her portrait dates from the early reign of King Rama V and features Western-style attire with military-inspired decorative braiding (frogging), worn with traditional Siamese garments.

__________

Special Note

Princess Vaniratna Kanya embodies the intersection between traditional court life and the profound social transformation of Siam in the late nineteenth and early twentieth centuries. Her life bridges the world of absolute monarchy and the constitutional era that followed.

__________

Special Thanks

With sincere gratitude to Khun Tham, Acting Sub-Lieutenant Nattakan Chatuwong (คุณธัม ว่าที่ร้อยตรี ณัฐกันต์ จตุรวงษ์), uniform consultant for the pages Kot Thahan (โคตรทหาร) and 2483 (๒๔๘๓), whose expert guidance on Thai military uniforms and the Wild Tiger Corps ensured historical accuracy and visual integrity in this AI-assisted restoration.

__________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO


Previous
Previous

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘

Next
Next

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖