สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๓ – ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงดำรงสมณศักดิ์สูงสุดในคณะสงฆ์เป็นเวลารวม ๑๑ ปี
ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่ง ทรงประกอบพระกรณียกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปการคณะสงฆ์ในประเทศไทย ทรงเป็นผู้วางรากฐานระบบระเบียบของคณะสงฆ์ในด้านการศึกษา การปกครอง และการวินัยสงฆ์ ให้มีความสอดคล้องกับยุคสมัยและหลักธรรมวินัยที่มั่นคง พระองค์ทรงจัดวางแนวทางในการอบรมพระภิกษุสามเณร ส่งเสริมการเรียนพระปริยัติธรรม และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาการศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบสืบมา
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัด มหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ
เมื่อเข้าสู่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อไร เหตุผลเพราะมีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูป สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็น สีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทองและห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย
ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้ายก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น
สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต (พระองค์ที่ ๒) เช่นกัน
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๑๐ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต พระองค์ที่ ๓ และองค์ที่ ๒ ที่เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ) ซึ่งเป็นยุคที่ภาพถ่ายของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เริ่มปรากฏชัดเจน การแต่งกายของธรรมยุตในยุคนี้ โดยเฉพาะการใช้สังฆาฏิพาดบ่าในพิธี กลายเป็น “ภาพจำ” ของพระสงฆ์ชั้นสูงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
____________________
พระประวัติ
พระกำเนิด
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ในวันที่พระองค์ประสูตินั้นฝนตกหนักมากราวกับฟ้ารั่ว เหมือนนาคให้น้ำบริเวณนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ต่อมา เจ้าจอมมารดาแพถึงแก่กรรมลงในขณะที่พระองค์มีพระชันษาเพียง 1 ปี พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา จึงทรงรับไปเลี้ยงดู เมื่อทรงเจริญวัยทรงพระดำเนินได้ รับสั่งได้คล่องแคล่ว จึงเสด็จพำนักอยู่กับท้าวทรงกันดาล (สี) ซึ่งเป็นยายแท้ ๆ
ผนวช
พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ก่อนทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
เมื่อพระชันษาได้ 8 ปีทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลี จนสามารถแปลธรรมบทได้ก่อนผนวชเป็นสามเณร นอกจากนี้ยังทรงศึกษาภาษาอังกฤษและโหราศาสตร์ อีกด้วย ถึงปี พ.ศ. 2416 เมื่อพระชันษาได้ 13 ปี ได้ทรงผนวชเป็นสามเณร โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และหม่อมเจ้าพระธรรมมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร) ทรงเป็นผู้ประทานศีล 10 หลังจากทรงบรรพชาแล้วได้ประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ประมาณ 2 เดือน จึงทรงลาผนวช
ครั้นครบปีบวช (พระชันษา 20 ปี) ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2422 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌายาจารย์ และพระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จนฺทรํสี) วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับพระฉายานามทางธรรมเป็นภาษาบาลีว่า "มนุสฺสนาโค" ประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร อยู่ 1 พรรษา จึงย้ายไปประทับที่วัดมกุฏกษัตริยารามเพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติของพระจันทรโคจรคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ในระหว่างนั้นได้ทรงทำทัฬหีกรรมหรือการบวชซ้ำ ที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร โดยมีพระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จนฺทรํสี) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาเดช ฐานจาโร วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
____________________
พระอิสริยยศ
เมื่อผนวชได้ 3 พรรษา ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่ง ทรงแปลได้เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองในธรรมยุติกนิกาย เมื่อปี พ.ศ. 2424 พระองค์ได้ครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศฯ เมื่อปี พ.ศ. 2434 และในปี พ.ศ. 2436 ได้รับโปรดเกล้าเพิ่มพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต มีราชทินนามว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส สุนทรพรตวิสุทธิพรหมจรรย์ วิมลศีลขันธ์วรธรรมยุตติ์ ศรีวิสุทธิคณะนายก สาสนดิลกธรรมานุวาทย์ บริสัษยนารถสมณุดมบรมบพิตร
วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 พระองค์ได้รับสถาปนาเลื่อนพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส สุนทรพรตวิสุทธิพรหมจรรย์ วิมลศีลขันธ์ธรรมวรยุต ศรีวิสุทธิคณนายก สาสนดิลกธรรมานุวาทย์ บริสัษยนารถสมณุดมบรมบพิตร และเมื่อปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก แต่งตั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่แห่งพระสงฆ์ ทั้งกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขต และเลื่อนพระอิสริยยศจากกรมหลวงขึ้นเป็นกรมพระยา มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ศรีสุคตขัตติยพรหมจารี สรรเพชญรังศีกัลยาณวากย์ มนุษยนาคอเนญชาริยวงษ์ บรมพงศาธิบดี จักรีบรมนาถประนับดา มหามกุฏกษัตรราชวรางกูร จุฬาลงกรณ์ปรมินทรสูรครุฐานิยภาดา วชิราวุธมหาราชหิโตปัธยาจารย์ ศุภศีลสารมหาวิมลมงคลธรรมเจดีย์ สุตพุทธมหากวี ตรีปิฏกาทิโกศล เบญจปฎลเศวตฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาสมณุตมาภิเษกาภิษิต วิชิตมารสราพกธรรมเสนาบดี อมรโกษินทรโมลีมหาสงฆปรินายก พุทธศาสนดิลกโลกุตมมหาบัณฑิตย์ สิทธรรถนานานิรุกติประติภาน มโหฬารเมตตาภิธยาศรัย พุทธาทิรัตนตรัยสรณารักษ์ เอกอัครมหาอนาคาริยรัตน์ สยามาธิปัตยพุทธบริษัทเนตร สมณคณินทราธิเบศสกลพุทธจักรกฤตโยปการ มหาปาโมกขประธานสถาวีรวโรดม บรมนาถบพิตร
หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า การเรียกพระนามพระราชวงศ์ซึ่งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลแต่เดิมนั้นเรียกตามพระอิสริยยศแห่งพระบรมราชวงศ์ ไม่ได้เรียกตามสมณศักดิ์ของพระประมุขแห่งสังฆมณฑล คือ "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" พระองค์จึงเปลี่ยนคำนำพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลว่า "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า" เพื่อให้ปรากฏพระนามในส่วนสมณศักดิ์ด้วย โดยพระองค์ได้เปลี่ยนคำนำพระนามของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อเฉลิมพระเกียรติเป็นพระองค์แรก
ในปีต่อมาคือ ปี พ.ศ. 2454 พระองค์ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ถึงเสนาบดีกระทรวงธรรมการ มีความว่า ควรถวายอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์แก่พระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชให้เด็ดขาด เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เรียบร้อย หลังจากนั้นอีก 6 เดือน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมอบการทั้งปวงซึ่งเป็นกิจธุระพระศาสนา ถวายแด่พระองค์ผู้เป็นมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2455
____________________
สิ้นพระชนม์
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าประชวรด้วยวัณโรค มีพระอาการเรื้อรังมานานนับสิบปี จนกำเริบรุนแรงเกินกว่าความสามารถของแพทย์หลวง ในที่สุดสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 สิริรวมพระชันษาได้ 61 ปี ครองวัดบวรนิเวศวิหารนาน 30 ปี ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอยู่ 10 ปี 7 เดือน
งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เริ่มในวันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2465 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศลที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทุกวันตั้งแต่วันดังกล่าว จนถึงวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน เวลา 16:00 น. จึงโปรดให้เคลื่อนพระศพไปประดิษฐานยังพระจิตกาธาน ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง แล้วพระราชทานเพลิงพระศพ เช้าวันต่อมาเจ้าพนักงานภูษามาลาดับพระเพลิงแล้วประมวลพระอัฐิ เวลา 07:00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเก็บพระอัฐิประมวลลงในพระโกศทองลงยา แล้วให้เจ้าพนักงานเชิญพระโกศไปประดิษฐานในบุษบก ณ พระที่นั่งทรงธรรม ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเสร็จแล้ว จึงโปรดให้เจ้าพนักงานเชิญพระโกศไปประดิษฐานที่พระตำหนักเพ็ชร ช่วงบ่ายเสด็จฯ มาทรงสดับพระพุทธมนต์และพระธรรมเทศนา จากนั้นในวันอังคารที่ 11 เมษายน ได้เสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศลอีกครั้ง แล้วบรรจุพระอังคารเข้าในฐานพระพุทธไสยา มุขหลังวิหารพระศรีศาสดา แล้วเสด็จฯ กลับ
____________________
พระกรณียกิจ
ทรงเริ่มพัฒนาการพระศาสนา โดยเริ่มต้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้แก่ริเริ่มให้ภิกษุสามเณรที่บวชใหม่ เรียนพระธรรมวินัยในภาษาไทย มีการสอบความรู้ด้วยวิธีเขียน ต่อมาจึงกำหนดให้เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับคณะสงฆ์ เรียกว่า นักธรรม ทรงจัดตั้ง มหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นการริเริ่มจัดการศึกษาของพระภิกษุ สามเณรแบบใหม่ คือ เรียนพระปริยัติธรรม ประกอบกับวิชาการอื่น ที่เอื้ออำนวยต่อการสอนพระพุทธศาสนา ผู้ที่สอบได้จะได้เป็นเปรียญเช่นเดียวกับที่สอบได้ในสนามหลวง เรียกว่า เปรียญมหามงกุฎ แต่ได้เลิกไปในอีก 8 ปีต่อมา ทรงออกนิตยสาร ธรรมจักษุ ซึ่งเป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนา ฉบับแรกของไทย
ทรงอำนวยการจัดการศึกษาหัวเมืองทั่วราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. 2441 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานไปยังประชาชนทั่วราชอาณาจักร ทรงเห็นว่า วัดเป็นแหล่งให้การศึกษาแก่คนไทยมาแต่โบราณกาล เป็นการขยายการศึกษาได้เร็วและทั่วถึง เพราะมีวัดอยู่ทั่วไปในพระราชอาณาจักร ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน งานนี้มีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยสนับสนุน พระองค์ดำเนินการอยู่ 5 ปี ก็สามารถขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ ชั้นประถมศึกษา ออกไปได้ทั่วประเทศ จากนั้นจึงให้กระทรวงธรรมการ ดำเนินการต่อไป
ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปด้วยดี เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาตนเอง และประเทศชาติ จึงเกิด พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ขึ้น ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับแรกของไทย สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้จัดคณะสงฆ์ออกเป็น 4 คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะธรรมยุติกา มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นเจ้าคณะ และมีพระราชาคณะรอง คณะละหนึ่งรูป รวมเป็น 8 รูป ทั้ง 8 รูปนี้ยกขึ้นเป็น มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ และเป็นที่ปรึกษาในการพระศาสนา และการคณะสงฆ์ของพระมหากษัตริย์ มีเจ้าคณะปกครองลดหลั่นไปตามลำดับคือ เจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะแขวง และเจ้าอาวาส มีเสนาบดีกระทรวงธรรมการ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มหาเถรสมาคมเป็นเพียง ที่ทรงปรึกษา ขององค์พระมหากษัตริย์ ดังนั้นกระทรวงธรรมการ จึงต้องทำหน้าที่สังฆราชโดยปริยาย
พระองค์ได้ทรงปรับปรุงการพระพุทธศาสนา และทางคณะสงฆ์ในด้านต่าง ๆ เป็นอันมากโดยเริ่มงานตั้งแต่เสด็จไปตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมืองต่าง ๆ เกือบทั่วราชอาณาจักร โดยกระทำอย่างต่อเนื่องทุกปีเกือบ ตลอดพระชนม์ชีพ ทำให้ทรงทราบความเป็นไปของคณะสงฆ์ และของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นอย่างดี และนำข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ มาปรับปรุง แก้ไขในทุก ๆ ด้าน พอประมวลได้ดังนี้
ด้านการพระศาสนา พระองค์ได้พัฒนาภิกษุสามเณร ให้มีความรู้ความสามารถในพระธรรมวินัย เพื่อจะได้แนะนำสั่งสอนประชาชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทรงผลิตตำราและหนังสือทางพระพุทธศาสนา ที่คนทั่วไปสามารถอ่านทำความเข้าใจได้ง่าย
ด้านการคณะสงฆ์ ทรงออกพระมหาสมณาณัติ ประทานพระวินิจฉัยและทรงวางระเบียบ แบบแผน เกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรในด้านต่าง ๆ ให้ถูกต้องเป็นมาตรฐาน เช่น ระเบียบเกี่ยวกับพระอุปัชฌาย์ การบรรพชาอุปสมบท การปกครองภิกษุสามเณรและศิษย์วัด การวินิจฉัยอธิกรณ์ ระเบียบเกี่ยวกับ สมณศักดิ์ พัดยศ นิตยภัต ดวงตราประจำตำแหน่ง เป็นต้น
ด้านการศึกษา ทรงปรับปรุงการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย ทรงจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มขึ้นจากแบบเดิมที่ศึกษาภาษาบาลี โดยให้ศึกษาพระธรรมวินัยในภาษาไทยเรียกว่า หลักสูตร นักธรรม
งานพระนิพนธ์ พระองค์ทรงรอบรู้ภาษาต่าง ๆ หลายภาษา คือ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส ได้ทรงนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก เช่น พระประวัติตรัสเล่า หนังสือหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี โท เอก หลักสูตรบาลี ไวยากรณ์ทั้งชุด รวมพระนิพนธ์ทั้งหมดมีมากกว่า 200 เรื่อง นอกจากนี้ยังทรงชำระ คัมภีร์บาลีไว้กว่า 20 คัมภีร์
____________________
The 10th Supreme Patriarch : Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)
Somdet Phra Sangharaja (ส มเด็จพระสังฆราช) No. 10,
Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)
Somdet Phra Sangharaja (สมเด็จพระสังฆราช), the 10th Supreme Patriarch of the Rattanakosin Kingdom, was Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส).
The images restored and recreated using AI technology are realistic portraits of Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส), the 10th Supreme Patriarch of the Rattanakosin period.
The objective of restoring the portraits of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin is to revive their visual history through authentic surviving photographic evidence.
Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) (12 April 1860 – 2 August 1921) served as the 10th Somdet Phra Sangharaja, Sakon Maha Sangha Parinayaka (สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) of the Rattanakosin Kingdom. He resided at Wat Bowonniwet Ratchaworawihan (วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร). He was appointed Supreme Patriarch in 1910 during the reign of King Vajiravudh (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) and held the highest ecclesiastical rank within the Sangha for a total of 10 years and 7 months.
Throughout his tenure, he carried out extremely significant reforms of the Thai Sangha. He laid the foundations for the modern regulatory system of the monastic order in the fields of education, administration, and monastic discipline, ensuring consistency with both contemporary circumstances and the firm principles of the Vinaya. He established structured training for monks and novices, promoted the study of Buddhist scriptures, and inspired the systematic development of Buddhist education thereafter.
Historical Context of the Sangha
In the early Rattanakosin period, all Supreme Patriarchs belonged to the Mahanikaya (มหานิกาย), the principal monastic lineage inherited from the Ayutthaya period. Monastic dress at that time had no fixed standard. Robes were typically yellow-gold, light ochre, or brown, dyed from natural materials. The manner of draping the robe varied according to lineage teachers, with both full covering and diagonal styles observed. No clear visual distinction between “nikaya” traditions had yet emerged.
During the reign of King Nangklao (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama III, reigned 1824–1851), the 5th Supreme Patriarch was Somdet Phra Ariyawongsayan (Don) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน)), and the 6th was Somdet Phra Ariyawongsayan (Nak) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค)). The 6th Supreme Patriarch, who served from 1843–1849, resided at Wat Ratchaburana Ratchaworawihan (วัดราชบุรณราชวรวิหาร). This period marks an important transitional moment in visual history, as it coincided with the era when Siam first became acquainted with photographic technology. However, the original image used for restoration is a painted portrait, and its authorship and date remain unknown. The existence of a realistic painted likeness makes his portrait the starting point of this restoration project of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin.
A major transformation of the Thai ecclesiastical system occurred during the reign of King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama IV, reigned 1851–1868). Before ascending the throne, he spent many years in the monkhood under the monastic name Phra Vajirananathera (พระวชิรญาณเถระ). He studied the Tipitaka alongside Western sciences introduced by missionaries, including geography, astronomy, science, mathematics, and English. His rational and reformist perspective, combined with strict adherence to the Vinaya, led him to recognise laxity within the contemporary Sangha and ultimately to establish the Dhammayutika Nikaya (ธรรมยุติกนิกาย). This reform movement was influenced by the Mon and Sinhalese traditions. Dhammayut monks favoured darker ochre or brown robes (khrak colour), wore the robe in the open-right-shoulder style (hom dong), and wrapped the robe over the left without a chest band. This reflected discipline, order, and the rationalist principles of King Mongkut. In contrast, the Mahanikaya continued to use golden-yellow robes and either right-folded draping (hom mangkon) or full covering styles for neatness.
At the beginning of Rama IV’s reign, the Supreme Patriarch remained from the Mahanikaya: Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phra Paramanuchitchinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส), who became the last Mahanikaya Supreme Patriarch before the Dhammayut Order rose to central prominence within the Thai ecclesiastical hierarchy. Monastic dress during this period retained traditional robe colours but reflected increased awareness of discipline and order.
In the reign of King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama V), the 8th Supreme Patriarch was Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Pavarese Varialongkorn (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์), the first Dhammayut Supreme Patriarch, who resided at Wat Bowonniwet Ratchaworawihan. The darker khrak robe colour of the Dhammayut tradition became standardised, reinforcing the reformist principles established by King Mongkut. The standardisation of robe colour, dress, and ritual practice corresponded with the modernising state’s broader institutional reforms. The subsequent Supreme Patriarch, Somdet Phra Ariyawongsakhatayan (Puṣsadeva Mahathera) (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร)), was also Dhammayut.
During the reign of King Vajiravudh (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama VI, 1910–1925), the 10th Supreme Patriarch was Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส), the third Dhammayut Supreme Patriarch and the second to reside at Wat Bowonniwet Ratchaworawihan. By this period, photographs of senior monks had become clearly established. The ceremonial use of the sanghati draped over the shoulder became an iconic image of senior monks in the early twentieth century.
Biography
Birth
Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa was born on 12 April 1860 as Phra Ong Chao Manussanakam Manop (พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ), a son of King Mongkut (Rama IV) and Chao Chom Manda Pae (เจ้าจอมมารดาแพ). On the day of his birth, heavy rain fell as if the heavens had opened, likened to the mythical naga pouring water. King Mongkut therefore bestowed upon him the name Manussanakam Manop. His mother died when he was only one year old. Phra Ong Chao Butri (พระองค์เจ้าบุตรี), his maternal aunt, took responsibility for raising him. As he grew older and was able to walk and speak fluently, he resided with Thao Songkandan (Si) (ท้าวทรงกันดาล (สี)), his maternal grandmother.
Ordination
At the age of 8 he began studying Pali and was able to translate passages from the Dhammapada before being ordained as a novice. He also studied English and astrology. In 1873, at age 13, he was ordained as a novice, with Somdet Phra Mahasamanachao Krom Phraya Pavarese Varialongkorn (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) as his preceptor, and Mom Chao Phra Thammamunhithada (Sikharet Vuḍḍhissaro) (หม่อมเจ้าพระธรรมมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร)) administering the Ten Precepts. After remaining at Wat Bowonniwet for approximately two months, he disrobed.
At age 20, on 27 June 1879, he was ordained as a monk at Wat Phra Si Rattanasatsadaram (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม). His Pali monastic name was “Manussanago” (มนุสฺสนาโค). He spent one vassa at Wat Bowonniwet before moving to Wat Makutkasattriyaram (วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร) to study under Phra Chanthakhotcharakhun (Yim Chandaramsi) (พระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จนฺทรํสี)). During this period he underwent a reaffirmation ordination (dalhikamma) at Wat Ratchathiwat (วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร).
Ecclesiastical Titles
After three vassa he passed the Parian level 5 examination before the royal throne. In 1881 King Chulalongkorn granted him the title Krom Muen Vajirananavarorasa (กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) and appointed him deputy chief of the Dhammayut Order.
In 1891 he became abbot of Wat Bowonniwet. In 1893 he was elevated to Chief of the Dhammayut Order.
On 2 November 1906 he was promoted to Krom Luang Vajirananavarorasa (กรมหลวงวชิรญาณวโรรส).
In 1910, upon the accession of King Vajiravudh, he was elevated to Krom Phraya (กรมพระยา) and formally appointed Supreme Patriarch.
King Vajiravudh later standardised the title “Somdet Phra Mahasamanachao” (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า) for royal monks serving as Supreme Patriarch.
Death
He suffered from tuberculosis for many years and passed away on 2 August 1921 at the age of 61. He had served as abbot of Wat Bowonniwet for 30 years and as Supreme Patriarch for 10 years and 7 months.
His royal cremation began on Friday 7 April 1922 at Sanam Luang (ท้องสนามหลวง). His ashes were later enshrined at Wat Bowonniwet.
Major Contributions
He initiated reform of monastic education beginning at Wat Bowonniwet, introducing Thai-language study of the Vinaya and written examinations, later formalised as the Nak Tham curriculum.
He founded Mahamakut Rajavidyalaya (มหามกุฏราชวิทยาลัย).
He launched Thammachak (ธรรมจักษุ), the first Buddhist periodical in Thailand.
He supervised expansion of primary education nationwide from 1898.
He played a central role in the 1902 Sangha Act (R.S. 121).
He authored more than 200 works and edited over 20 Pali scriptures.
____________________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO