พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ของสยาม
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ของสยาม
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบวรฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารเรือฝรั่งเศส ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ (Légion d’Honneur) สมัยจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (Second Empire) ชั้น Grand Officier โดยทรงประดับเหรียญแพรแถบและดาราที่พระอุระด้านซ้าย พร้อมดาราอีกดวงหนึ่งที่พระอุระด้านขวา
ในปีพุทธศักราช 2399 (ค.ศ. 1856) สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งคณะราชทูตซึ่งนำโดย หลุยส์ ชาร์ล เดอ มงตินญี (Louis Charles de Montigny) นักการทูตฝรั่งเศส เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม พร้อมถวายเครื่องราชบรรณาการ รวมถึงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศแบบฝรั่งเศส ซึ่งรวมถึงพระแสงดาบ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์
ต่อมาในปีพุทธศักราช 2404 (ค.ศ. 1861) สยามได้ส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส อัญเชิญพระราชสาส์น เครื่องราชบรรณาการ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล กรุงปารีส เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2404
ในปีพุทธศักราช 2406 (ค.ศ. 1863) เพื่อเป็นการตอบแทนเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารทางวัตถุ สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 จึงได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นสูงสุด คือชั้น Grand-Croix พร้อมสายสะพายสีแดงและดาราทอง แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพร้อมกันนี้ ยังได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นรองลงมา คือชั้น Grand Officier แบบเหรียญแพรแถบพร้อมดาราเงิน แด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปรากฏชัดในพระบวรฉายาลักษณ์ดังกล่าว
พระบวรฉายาลักษณ์นี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งของการปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบตะวันตกในราชสำนักสยามเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการใช้เครื่องแบบและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นภาษาทางการทูตในบริบทโลกสมัยใหม่อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ถวายฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารเรือฝรั่งเศสควบคู่มากับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว เพื่อให้สามารถทรงฉลองพระองค์และทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้พร้อมกันตามธรรมเนียมตะวันตก
______________
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) และสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๑๗๐ ตรงกับวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๑ เวลา ๕ นาฬิกา ณ พระราชวังเดิมกรุงธนบุรี เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมและทรงเริ่มศึกษาที่สำนักวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร) จากนั้นทรงศึกษาที่หอพระมณเฑียรธรรม ในพระบรมมหาราชวัง ทรงเรียนทั้งวิชาปืนและการทรงช้างทรงม้า เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีโสกันต์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๓ ในปีถัดมาทรงบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๓๗๒ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ กล่าวกันว่าทรงประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักในวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๕ (ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๒๔ พรรษา) ทรงบังคับบัญชากรมทหารแม่นปืนหน้าปืนหลัง และญวนอาสารบ แขกอาสาจาม พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ในสมัยรัชกาลที่ ๓ คือทรงเป็นแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพเรือไปรบกับฝ่ายญวนที่เมืองบันทายมาศ (เมืองฮาเตียน) เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๔
ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ พระองค์โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระปวเรนทราเมศ มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงมีพระเกียรติยศเป็นอย่างพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ดำรงตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล อีกทั้งยังมีการแก้ระเบียบราชประเพณีบางประการเพื่อให้สมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว อาทิ พระราชพิธีอุปราชาภิเษก ให้เรียกว่า “พระราชพิธีบวรราชาภิเษก” คำสั่งของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแต่เดิมใช้คำว่า “บัณฑูร” ให้เปลี่ยนมาใช้คำว่า “พระบวรราชโองการ” เป็นต้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับอยู่ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ทรงโปรดให้ก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมและปฏิสังขรณ์อาคารพระที่นั่งองค์ต่าง ๆ อาทิ โปรดให้ซ่อมตำหนักฝ่ายในทั้งหมด ป้อมประตูเครื่องไม้ที่ทรุดโทรม ทรงเปลี่ยนมาเป็นป้อมประตูก่ออิฐถือปูนแทน และย้ายตำหนักแดงจากพระราชวังเดิมมาปลูกขึ้นใหม่ในพระราชวังบวรสถานมงคล ส่วนอาคารสร้างขึ้นใหม่ได้แก่ พระที่นั่งมังคลาภิเษก และพระที่นั่งเอกอลงกฎ ลักษณะเป็นอาคารโถง มีเกยอยู่ด้านหน้า สร้างตามแบบพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งคชกรรมประเวศตั้งอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ลักษณะเป็นอาคารยอดปราสาท คล้ายกับพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ในพระบรมมหาราชวัง ส่วนที่ประทับของพระองค์ โปรดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบฝรั่ง มีนามว่า “พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์” ลักษณะเป็นอาคารสองชั้น มีบันไดทางขึ้นทั้งด้านหน้าอาคารและภายในอาคาร ส่วนที่ประทับของพระองค์อยู่ชั้นบน แบ่งออกเป็นสี่ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกคือห้องสมุดและห้องทรงพระอักษร ส่วนที่สองคือห้องรับแขก ส่วนที่สามคือห้องเสวย (ต่อมาเป็นห้องประดิษฐานพระบรมอัฐิ) ส่วนที่สี่คือ ห้องพระบรรทมและห้องฉลองพระองค์และสรงพระพักตร์
จากการที่พระองค์ทรงงานที่เกี่ยวกับการทหาร จึงมีการสร้างโรงปืนใหญ่ โรงทหาร คลังสรรพาวุธ และตึกดิน บริเวณเขตพระราชฐานชั้นนอก และพื้นที่บริเวณริมน้ำโปรดให้สร้างเป็นโรงทหารเรือ อีกทั้งโปรดให้สร้างพลับพลาสูง บริเวณกำแพงด้านทิศตะวันออกของพระราชวังบวรสถานมงคล สำหรับทอดพระเนตรการฝึกซ้อมทหาร โดยสร้างตามแบบพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ในพระบรมมหาราชวัง
พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีอยู่หลายประการ ทั้งด้านการทหาร ด้านศาสนา ด้านการดนตรีและวรรณกรรม กล่าวคือ ในด้านการทหารนั้นพระองค์ทรงว่าจ้างนายทหารอังกฤษ ชื่อ โทมัส ยอร์ช น็อกส์ (Thomas George Knox) มาฝึกทหารปืนใหญ่ในวังหน้า ในขณะที่ด้านกิจการทหารเรือ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือพระองค์แรก และได้ปูพื้นฐานการจัดการด้านทหารเรือให้เป็นไปตามแบบอย่างสากลของอารยประเทศ ด้วยพระอัจฉริยภาพด้านการต่อเรือ พระองค์ทรงศึกษาวิธีการต่อเรือจากชาวต่างประเทศ เรือที่พระองค์ทรงต่อขึ้นสำเร็จในช่วง พ.ศ. ๒๔๐๖ มีนามว่า เรือยงยศอโยชฌิยา รวมทั้งพระองค์ทรงสั่งซื้อเรือจากต่างประเทศเข้ามาอยู่ในสังกัดวังหน้าเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้พระองค์ทรงมีกองทัพเรือของพระองค์เอง เรียกว่าทหารเรือวังหน้า
พระราชกรณียกิจของพระองค์ในด้านการศาสนา พระองค์โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดหงสาราม (วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร) วัดศรีสุดารามวรวิหาร วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) และวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร
พระราชกรณียกิจด้านการดนตรีและวรรณกรรม เป็นผลสืบเนื่องจากพระองค์ทรงโปรดการดนตรีและนาฏศิลป์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์ระนาดทุ้มเหล็ก จัดให้เล่นประกอบกับระนาดแบบเดิม รวมขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ และยังคงเป็นแบบแผนที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระองค์ทรงอุปการะศิลปินอยู่หลายท่าน เช่น สุนทรภู่ (บรรดาศักดิ์ สุนทรโวหาร) ครูมีแขก (บรรดาศักดิ์ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ) และ คุณพุ่ม (ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) กวีหญิงในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ ๓-๕) พระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกประการหนึ่งคือ การทรงแคน แอ่วลาว ทรงพระราชนิพนธ์คำกลอนแอ่วลาวไว้อยู่หลายฉบับ เช่น บทแอ่วเรื่องนิทานนายคำสอน เป็นต้น
ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอาการประชวรด้วยโรควัณโรค พ.ศ. ๒๔๐๘ พระอาการประชวรก็ทรุดหนักลงตามลำดับ ทำให้พระองค์ต้องเสด็จกลับจากวังสีทา เมืองสระบุรี กลับมาประทับที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพระบวรราชวัง กระทั่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในวันอาทิตย์ เดือนยี่ แรม ๖ ค่ำ ปีฉลูสัปตศก จุลศักราช ๑๒๒๗ เวลาเช้าย่ำรุ่งแล้ว ๓ นาฬิกากับ ๓ บาท ตรงกับวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปสรงน้ำพระบรมศพ เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมศพสถิตอยู่ในพระโกศทองคำ จากนั้นจึงแห่มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในพระบวรราชวัง และโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการเฉพาะสังกัดกับฝ่ายพระบวรราชวังโกนศีรษะเท่านั้น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระศพว่า “พระบรมศพ” และให้จัดงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสมือนงานพระบรมศพเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ภายหลังเสร็จสิ้นงานพระบรมศพ ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ กระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระอัฐิกรมพระราชวังบวร ๔ พระองค์ ไปประดิษฐานในหอพระนาก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐
Credit: https://www.finearts.go.th/main/view/30126-พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
______________
Phra Bat Somdet Phra Pinklao Chao Yu Hua - The Second King of Siam: King Pin Klao (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)
Phra Bat Somdet Phra Pinklao Chao Yu Hua was portrayed in an official Front Palace photographic portrait (พระบวรฉายาลักษณ์) wearing a French naval marshal’s dress uniform (ฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารเรือฝรั่งเศส). He was adorned with the Légion d’Honneur (เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์) of the Second French Empire(จักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง), in the rank of Grand Officier, displaying the ribboned badge and star on the left side of the chest, together with an additional breast star on the right.
In 1856 (B.E. 2399), Napoleon III, Emperor of France (สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส), dispatched a diplomatic mission to Siam led by Louis Charles de Montigny, a French diplomat. The embassy presented royal gifts (เครื่องราชบรรณาการ), including French full dress military uniforms, together with swords (พระแสงดาบ), to Phra Bat Somdet Phra Chom Klao Chao Yu Hua (King Mongkut) and Prince Chulalongkorn, then Crown Prince of Siam (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์).
Subsequently, in 1861 (B.E. 2404), Siam sent its own royal embassy to France to strengthen diplomatic relations. The Siamese envoys presented royal letters, state gifts, and the Order of the Nine Gems (เครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์) to Emperor Napoleon III at Palace of Fontainebleau, Paris, on 27 June 1861 (27 มิถุนายน พ.ศ. 2404).
In 1863 (B.E. 2406), as a symbolic act of reciprocity and material diplomatic communication, Emperor Napoleon III bestowed the Légion d’Honneur, highest class Grand-Croix, with red sash and gold star, upon King Mongkut. At the same time, he conferred the Grand Officier class, with ribboned badge and silver star, upon Phra Bat Somdet Phra Pinklao Chao Yu Hua, as clearly evidenced in the Front Palace portrait.
This Front Palace photographic portrait therefore constitutes one of the earliest and most significant visual records of Western orders and decorations appearing in the Siamese royal court. It stands as an invaluable historical document demonstrating the use of uniforms and honours as instruments of diplomatic language within the context of nineteenth-century global modernity.
It is also plausible that the French government presented the French naval marshal’s uniform together with the decoration itself, enabling the recipient to wear both simultaneously in accordance with Western ceremonial conventions.
Royal Biography of Phra Bat Somdet Phra Pinklao Chao Yu Hua (พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)
Phra Bat Somdet Phra Pinklao Chao Yu Hua was a son of Phra Bat Somdet Phra Phutthaloetla Naphalai (King Rama II) and Queen Sri Suriyendra (สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์). He was born on Sunday, the 15th day of the waxing moon, 10th lunar month, Year of the Dragon, Chulasakarat 1170, corresponding to 4 September 1808 (B.E. 2351), at the Old Royal Palace, Thonburi (พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี).
During his youth, he resided at the Old Palace and began his education at Wat Tai Talat (วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร), later continuing his studies at the Hall of the Tipiṭaka (Ho Phra Monthian Tham) within the Grand Palace (พระบรมมหาราชวัง). His education encompassed both scholarly and martial disciplines, including firearms training, horsemanship, and elephant riding. At the age of thirteen, King Rama II ordered the performance of the royal topknot-cutting ceremony (พระราชพิธีโสกันต์) in 1820 (B.E. 2363). The following year he was ordained as a novice monk, and at the age of twenty-one, in 1829 (B.E. 2372), he entered the monkhood as a fully ordained Buddhist monk, residing at Wat Hong Rattanaram Ratchaworawihan (วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร).
During the reign of Phra Bat Somdet Phra Nang Klao Chao Yu Hua (King Rama III), he was elevated on 10 May 1832 (B.E. 2375) to the rank of Somdet Phra Chao Nong Ya Thoe Chao Fa Krom Khun Isaresrangsan (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์). He commanded elite rifle units, Vietnamese volunteer troops, and Cham and Indian auxiliaries. One of his most notable military achievements during this period was leading a naval expedition against Vietnamese forces at Banteay Meas (Ha Tien) in 1841 (B.E. 2384).
Upon the accession of King Mongkut in 1851 (B.E. 2394), Prince Isaresrangsan was elevated to the unprecedented status of Second King of Siam, receiving the title Somdet Phra Pawarendra Mes Maha Isaresrangsan Phra Pinklao Chao Yu Hua (สมเด็จพระปวเรนทราเมศ มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว). He was formally installed as Front Palace Lord (Krom Phra Ratchawang Bowon Sathan Mongkhon), with honours equivalent to those of the reigning monarch. Several court regulations were amended to reflect this equality, including the renaming of the traditional viceroyal coronation as the Bowon Ratchaphisek Ceremony (พระราชพิธีบวรราชาภิเษก), and the replacement of the term bandunwith Phra Bowon Ratcha-Ongkan (พระบวรราชโองการ) for official commands issued from the Front Palace.
Residing at the Front Palace (Wang Na / พระราชวังบวรสถานมงคล), Phra Pinklao initiated extensive architectural projects. Existing buildings were restored, wooden gatehouses replaced with masonry structures, and the famous Tamniak Daeng (ตำหนักแดง) was relocated from the Old Palace. New constructions included Phra Thinang Mangkhala Phisek and Phra Thinang Ek Alangkot, ceremonial halls modelled on royal halls within the Grand Palace. His personal residence, Phra Thinang Isares Rachanuson (พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์), was built in European style as a two-storey brick structure, housing libraries, reception rooms, dining quarters, and royal sleeping chambers.
Given his extensive military responsibilities, arsenals, barracks, and ammunition depots were constructed within the outer palace grounds. Naval barracks were established along the riverfront, and elevated pavilions were built for reviewing military drills, following the architectural model of Phra Thinang Sutthaisawan in the Grand Palace.
Phra Pinklao’s contributions extended beyond military affairs. In naval administration, he became Siam’s first naval commander-in-chief, laying the foundations of a modern navy in line with international standards. He personally studied Western shipbuilding techniques and oversaw the construction of warships, including the vessel Yongyot Ayodhya (เรือยงยศอโยชฌิยา) in 1863 (B.E. 2406), while also procuring numerous foreign-built vessels to form the Front Palace Navy (ทหารเรือวังหน้า).
In religious affairs, he sponsored major restorations of Wat Hong Rattanaram, Wat Sri Sudaram Worawihan, Wat Bowon Sathan Suthawat (Wat Phra Kaew Wang Na), and Wat Moleelokayaram Ratchaworawihan.
A passionate patron of music and literature, Phra Pinklao invented the metal alto xylophone (ranat thum lek / ระนาดทุ้มเหล็ก), integrating it into the piphat khrueang yai ensemble (วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่), a format still preserved today. He patronised renowned poets and musicians such as Sunthorn Phu (สุนทรภู่), Khru Mee Khaek (Luang Pradit Phairoh)(ครูมีแขก), and Khun Phum (คุณพุ่ม). He was also known for composing and performing Lao folk songs (aeo lao / แอ่วลาว), authoring several poetic works in this genre.
In his final years, Phra Pinklao suffered from tuberculosis (วัณโรค). His condition deteriorated in 1865 (B.E. 2408), and he returned from Wang Sida, Saraburi to reside at Phra Thinang Isares Rachanuson, where he passed away in the early hours of 7 January 1866 (7 มกราคม พ.ศ. 2408). King Mongkut personally attended the royal bathing rite, and his body was placed in a golden urn (พระโกศทองคำ).
King Mongkut decreed that Phra Pinklao’s remains be honoured as a royal body (phra borommasop / พระบรมศพ), and his funeral rites were conducted with full royal honours at Sanam Luang (ท้องสนามหลวง), equivalent to those of a reigning king. His ashes were initially enshrined at Phra Thinang Isares Rachanuson, and later, during the reign of Phra Bat Somdet Phra Mongkut Klao Chao Yu Hua, were transferred on 2 April 1917 (2 เมษายน พ.ศ. 2460) to Ho Phra Nak, Wat Phra Si Rattana Satsadaram (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม), within the Grand Palace.
______________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO