สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์


ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ เป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๑๔ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ สิริพระชันษา ๘๕ ปี ๑๑ เดือน ๒๐ วัน

พระองค์ได้เป็นพระราชอุปัชฌยาจารย์เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จออกผนวชในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ และในงานฉลองพุทธศตวรรษในประเทศไทย รัฐบาลประเทศพม่าได้ถวายสมณศักดิ์สูงสุดของพม่าคือ อภิธชมหารัฏฐคุรุ แด่พระองค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐

_______________

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัด มหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อไร เหตุผลเพราะมีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูป สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็น สีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทองและห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย 

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้ายก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น

สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต (พระองค์ที่ ๒) เช่นกัน

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๑๐ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต พระองค์ที่ ๓ และองค์ที่ ๒ ที่เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ) ซึ่งเป็นยุคที่ภาพถ่ายของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เริ่มปรากฏชัดเจน การแต่งกายของธรรมยุตในยุคนี้ โดยเฉพาะการใช้สังฆาฏิพาดบ่าในพิธี กลายเป็น “ภาพจำ” ของพระสงฆ์ชั้นสูงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

ภายหลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามที่จารึกตามพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ปีเดียวกัน นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามโดยสังเขปว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต พระองค์ที่ ๔ และเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรกที่เสด็จสถิต ณ  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในทั้งหมด ๓ พระองค์ จนถึงสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุปัน

ต่อเนื่องถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) จะเห็นสมเด็จพระสังฆราชหลายพระองค์ดำรงตำแหน่งคาบเกี่ยวรัชกาล สะท้อนความต่อเนื่องของศาสนจักรเหนือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกายปรากฏในภาพถ่ายจริง ทำให้ความแตกต่างด้านการแต่งกาย สีจีวร และวิธีห่มชัดเจนยิ่งขึ้น

สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๒ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม แพ พงษ์ปาละ ฉายา ติสฺสเทโว สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๖ ปี พระองค์เป็นสมเด็จพระสังฆราชมหานิกาย อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่สมเด็จพระสังฆราช ๔ พระองค์ก่อนหน้านั้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตทั้งหมด

_______________


สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ เป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๑๔ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ สิริพระชันษา ๘๕ ปี ๑๑ เดือน ๒๐ วัน

พระประวัติ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์ชื่น เป็นโอรสในหม่อมเจ้าถนอม นพวงศ์ และหม่อมเอม (สกุลเดิม คชเสนี) ประสูติภายในวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส (ต้นราชสกุลนพวงศ์) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ตรงกับวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีวอก ส่วนหม่อมเอมพระชนนีเป็นธิดาพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ซึ่งเป็นบุตรเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี)

ต่อมาได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร โดยทำหน้าที่เป็นคะเดททหารม้าในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ มีหน้าที่ตามเสด็จรักษาพระองค์

ผนวชและศึกษาพระปริยัติธรรม

พระองค์บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ โดยมีพระพรหมมุนี (เหมือน สุมิตฺโต) วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วทรงศึกษาพระปริยัติธรรมกับอาจารย์หลายท่าน เช่น หม่อมเจ้าประภากร มาลากุล พระสุทธสีลสังวร (สาย) และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเข้าสอบไล่ครั้งแรกเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๓๓ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร และได้รับพระราชทานพัดเปรียญในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๑๒

ต่อมาวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้อุปสมบท ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร โดยพระพรหมมุนี (แฟง กิตฺติสาโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับพระฉายานามทางธรรมเป็นภาษาบาลีว่า "สุจิตฺโต" ผนวชแล้วมาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร

ในตอนแรกทรงตั้งพระทัยจะสอบถึงเพียงเปรียญธรรม ๕ ประโยคเท่านั้น แต่สมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้สอบต่อ และทรงส่งพระองค์เข้าสอบในปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงได้อีก ๒ ประโยค รวมเป็นเปรียญธรรม ๗ ประโยค

พระกรณียกิจ

พระองค์ได้มีส่วนร่วมกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มาตั้งแต่ต้น คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์บำรุงการศึกษามณฑลหัวเมือง ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ให้ทรงเป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษา มีการจัดพิมพ์แบบเรียนต่าง ๆ พระราชทานแก่พระภิกษุสงฆ์ ไปไว้ใช้ฝึกสอน ให้ยกโรงเรียนพุทธศาสนิกชนในหัวเมืองทั้งปวง มารวมขึ้นอยู่ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า เพื่อจะได้เป็นหมวดเดียวกัน พระองค์ขณะที่ดำรงสมณศักดิ์พระสุคุณคุณาภรณ์ ได้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลจันทบุรี

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ อันเป็นผลเนื่องมาจากการจัดการพระศาสนา และการศึกษาในหัวเมือง

พระองค์ทรงเป็นแม่กองสอบไล่พระปริยัติธรรมหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ชราและอาพาธ ก็ได้ทรงมอบหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตให้ทรงบัญชาการแทน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ และเมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ฯ สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พระองค์ก็ได้ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตสืบต่อมา

เมื่อเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้ว ได้ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยจัดการปกครองคณะสงฆ์ทั้งสองนิกายคือ มหานิกายและธรรมยุติกนิกาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ดังนี้
๑. การปกครองส่วนกลาง คณะสังฆมนตรีคงบริหารรวมกัน แต่การปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามนิกาย
๒. การปกครองส่วนภูมิภาคให้แยกตามนิกาย

พระองค์ได้เป็นพระราชอุปัชฌยาจารย์เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จออกผนวชในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ และในงานฉลองพุทธศตวรรษในประเทศไทย รัฐบาลประเทศพม่าได้ถวายสมณศักดิ์สูงสุดของพม่าคือ อภิธชมหารัฏฐคุรุ แด่พระองค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐

สมณศักดิ์

พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระสุคุณคณาภรณ์

พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะชั้นเทพพิเศษ

พ.ศ. ๒๔๕๑ ลาออกจากหน้าที่พระราชาคณะ

พ.ศ. ๒๔๕๔ รับพระราชทานพัดยศเดิม

พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะชั้นธรรม

พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้รับสถาปนาสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะชั้นธรรมพิเศษ

พ.ศ. ๒๔๗๑ โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตติกา

วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

พ.ศ. ๒๔๙๓ เฉลิมพระนามใหม่

วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม

สิ้นพระชนม์

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ เวลา ๐๑:๐๘ น. พระศพตั้งบำเพ็ญพระกุศล ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร คณะปฏิวัติให้สถานที่ราชการทุกแห่งลดธงลงครึ่งเสา ๓ วัน และให้ข้าราชการไว้ทุกข์ ๑๕ วันเพื่อถวายความอาลัย และได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาสเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๓

พระนิพนธ์

พ.ศ. ๒๔๗๐ ทรงชำระพระไตรปิฎก ๒ เล่ม คือ เล่ม ๒๕ และเล่ม ๒๖

พ.ศ. ๒๔๖๗ ทรงชำระอรรถกถาชาดก ภาคที่ ๓ จากจำนวน ๑๐ ภาค

พระธรรมเทศนาวชิรญาณวงศ์เทศนา ๕๕ กัณฑ์

_______________

The Thirthteenth Supreme Patriarch of the Rattanakosin Era

Somdet Phra Sangharaja Chao Krom Luang Vajirananavongse (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์)

Somdet Phra Sangharaja, the 13th Supreme Patriarch of the Rattanakosin Kingdom, was Somdet Phra Sangharaja Chao Krom Luang Vajirananavongse (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์).

The restored and digitally re-created image presented here is a realistic visual reconstruction of Somdet Phra Sangharaja Chao Krom Luang Vajirananavongse, the 13th Supreme Patriarch of the Rattanakosin era.

The objective of restoring the portraits of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin is to revive their visual history through surviving photographic evidence, reconstructing them as faithful, realistic representations grounded in historical documentation.

Biographical Overview

Somdet Phra Sangharaja Chao Krom Luang Vajirananavongse was born Mom Rajawongse Chuen Nopawong (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์). He became the 13th Supreme Patriarch (Somdet Phra Sangharaja Sakon Maha Sanghaparinayaka) of the Rattanakosin Kingdom and resided at Wat Bowonniwet Vihara (วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร).

He was appointed Supreme Patriarch in B.E. 2488 (1945 CE) during the reign of King Ananda Mahidol (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล, Rama VIII). He served in this position for 14 years. He passed away on 11 November B.E. 2501 (1958 CE), at the age of 85 years, 11 months, and 20 days.

He served as royal preceptor when King Bhumibol Adulyadej the Great (พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, Rama IX) entered the monkhood in B.E. 2499 (1956 CE). During the Buddhist 25th Century Celebration in Thailand, the Government of Burma conferred upon him the highest Burmese monastic title, Abhidhaja Maharattha Guru, in B.E. 2500 (1957 CE).

Historical Context of the Supreme Patriarchate

During the early Rattanakosin period, all Supreme Patriarchs belonged to the Mahanikaya order, the principal monastic lineage inherited from the Ayutthaya period. Monastic dress during this era had not yet been strictly standardised. Robes varied in tone—yellow-gold, light saffron, or brown—depending on natural dyeing materials. Methods of wearing the robe differed according to lineage and teacher, and no clear sectarian visual distinction yet existed.

In the reign of King Nangklao (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama III, r. 1824–1851), the 5th Supreme Patriarch, Somdet Phra Ariyavongsayan (Don) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน)), and the 6th, Somdet Phra Ariyavongsayan (Nak) (สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค)), served during a time when the Sangha remained entirely Mahanikaya.

The 6th Supreme Patriarch (served B.E. 2386–2392 / 1843–1849 CE) resided at Wat Ratchaburana Ratchaworawihan (วัดราชบุรณราชวรวิหาร). His era coincided with the earliest introduction of photography to Siam. However, the source image used in restoration is based on a painted portrait of uncertain authorship and date. Because a realistic painted likeness survives, his portrait became the starting point of the restoration project of the Supreme Patriarchs of Rattanakosin.

The Reform of the Sangha

A major transformation occurred in the reign of King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama IV, r. 1851–1868). Before ascending the throne, he spent many years in monkhood under the name Phra Vajirayanathera (พระวชิรญาณเถระ). His deep study of the Pali Canon and exposure to Western sciences—geography, astronomy, mathematics, and English—shaped his rational and reformist outlook.

Observing lax monastic discipline, he founded the Dhammayuttika Nikaya (ธรรมยุติกนิกาย), influenced by the Mon and Sri Lankan traditions. Dhammayutt monks adopted darker ochre or brown robes, worn in the strict “open-right-shoulder” style without additional chest cloth, reflecting discipline and doctrinal precision. In contrast, the Mahanikaya retained brighter saffron robes and more varied draping styles.

The last Mahanikaya Supreme Patriarch before Dhammayutt ascendancy was Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phra Paramanuchitchinorot (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส).

Dhammayutt Ascendancy

In the reign of King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama V), the 8th Supreme Patriarch, Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Pavares Varialongkorn (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์), became the first Dhammayutt Supreme Patriarch, residing at Wat Bowonniwet. His dark saffron robes symbolised disciplined reform and institutional centralisation aligned with the modernising Siamese state.

His successor, Somdet Phra Ariyavongsagatayan (Pusadevamaha Thera) (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร)), also belonged to the Dhammayutt order.

In the reign of King Vajiravudh (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama VI, r. 1910–1925), the 10th Supreme Patriarch was Somdet Phra Maha Samanachao Krom Phraya Vajirananavarorasa (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส), the 3rd Dhammayutt Supreme Patriarch and the second to reside at Wat Bowonniwet. This period saw clearer photographic documentation of senior monks, establishing the visual archetype of high monastic rank in the early 20th century.

After his passing in 1921, Prince Jinavara Sirivadhanavadi (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์) was appointed Supreme Patriarch, later elevated to Krom Luang rank. He became the 4th Dhammayutt Supreme Patriarch and the first to reside at Wat Ratchabophit Sathit Maha Simaram (วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร).

The 12th Supreme Patriarch

The 12th Supreme Patriarch, Somdet Phra Ariyavongsagatayan (Pae Tissadevo) (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว)), originally named Pae Phongsapal, belonged to the Mahanikaya order and resided at Wat Suthat Thepwararam (วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร). Appointed in B.E. 2481 (1938 CE), he served for six years, marking a return of the Supreme Patriarchate to the Mahanikaya after four consecutive Dhammayutt incumbents.


Return to the 13th Supreme Patriarch

Somdet Phra Sangharaja Chao Krom Luang Vajirananavongse

(สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์)

Born Mom Rajawongse Chuen Nopawong in B.E. 2415 (1872 CE), he was the son of Mom Chao Thanom Nopawong and Mom Aem (née Khachasen). He was born within the residence of Prince Mahesvara Sivavilasa, progenitor of the Nopawong lineage.

He was ordained as a novice at Wat Bowonniwet in B.E. 2428 (1885 CE), later receiving higher ordination at Wat Makut Kasatriyaram (วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร) in B.E. 2435 (1892 CE). His Pali monastic name was Sujitto (สุจิตฺโต). He achieved seven levels of Pali scholarship.

He played a central role in Sangha educational reform, served as chief examiner of Pali studies nationwide, and later became head of the Dhammayutt order before ascending to the Supreme Patriarchate.

He passed away on 11 November B.E. 2501 (1958 CE) at 01:08 hrs. His cremation took place at Wat Thepsirin (วัดเทพศิรินทราวาส) on 26 April B.E. 2503 (1960 CE). He was the first Supreme Patriarch cremated at the permanent royal crematorium subsequently used for members of the royal family and eminent figures.


Literary Contributions

His writings include numerous doctrinal works and sermons.
He revised two volumes of the Siamese Pali Canon (Volumes 25 and 26) in B.E. 2470 (1927 CE).
In B.E. 2467 (1924 CE), he edited Volume 3 of the Jataka Commentary series.
His major sermons include the 55-section “Vajirananavongse Sermons.”

_______________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO 

Previous
Previous

การเสด็จออกทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนา ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

Next
Next

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว)