History of Fashion
ทรงผมสตรี ทรงปันหยี และการแต่งหน้าในยุครัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕)
ทรงผมสตรี ทรงปันหยี และการแต่งหน้าในยุครัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕)
ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕) ตรงกับปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1930 อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแฟชั่นสมัยใหม่ ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคฟลัปเปอร์ (Flapper) สู่ยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) อย่างเต็มตัว แม้โครงร่างของเสื้อผ้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน—ตั้งแต่ชุดทรงตรงเอวต่ำของยุค 1920 ไปสู่ชุดเข้ารูปเอวสูงและกระโปรงยาวระดับกลางหน้าแข้ง (midi length) ในต้นทศวรรษ 1930—แต่สไตล์ของทรงผมและการแต่งหน้ายังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องในหมู่สตรีไทยชั้นสูง ผู้มีรสนิยมทันสมัยในช่วงปลายรัชกาลที่ ๗
สำหรับคอลเลกชันนี้ ผมออกแบบให้มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัย โดยผสมผสานเสื้อเบลาส์ชายยาวแบบตะวันตกเข้ากับผ้าซิ่นไทย เพื่อสร้างลวงตาให้ระดับเอวต่ำลงมาถึงสะโพก ซึ่งเป็นเส้นโครงหลักของแฟชั่นยุค 1920 อันสอดคล้องกับแนวทางการปรับใช้แฟชั่นตะวันตกในสยามขณะนั้น
ทรงผมลอนมาเซล (Marcel Wave): เอกลักษณ์แห่งยุคฟลัปเปอร์
หนึ่งในทรงผมที่โดดเด่นที่สุดของช่วงเวลาดังกล่าว คือ ลอนมาเซล (Marcel Wave) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “ทรงปันหยี”เป็นลอนที่แนบชิดศีรษะ มีความโค้งต่อเนื่องคล้ายคลื่นทะเล เรียบหรูและดูมีจังหวะอย่างมีศิลปะ แตกต่างจาก finger wave ตรงที่ลอนมีขนาดใหญ่กว่าและมีโครงสร้างที่ชัดเจนยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อจัดแต่งร่วมกับทรงผมบ๊อบซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้น
ลักษณะเด่นของทรงผมลอนมาเซล:
เทคนิค: ใช้ที่หนีบผมโลหะร้อนแบบโบราณ เรียกว่า Marcel iron ซึ่งควบคุมด้วยมือ (ยังไม่มีระบบสปริงหรือไฟฟ้าเหมือนเครื่องหนีบผมยุคปัจจุบัน)
รูปลักษณ์: ลอนโค้งแนบศีรษะ เรียบลื่นต่อเนื่อง สื่อถึงความประณีตแบบอาร์ตเดโค
บริบททางประวัติศาสตร์: เป็นทรงยอดนิยมในหมู่สาวฟลัปเปอร์ และนักแสดงหญิงระดับนานาชาติ
บุคคลสำคัญ: นักแสดงชาวอเมริกัน Josephine Baker มักปรากฏตัวพร้อมลอนมาเซลและเครื่องแต่งกายสะดุดตา
การประยุกต์ในปัจจุบัน: มีการนำมาใช้ควบคู่กับ finger wave เพื่อสร้างลุควินเทจที่อ่อนหวานและดูร่วมสมัยมากขึ้น
สำหรับสตรีที่ไว้ผมยาวในยุคนั้น ก็มักจะรวบผมไว้ที่ท้ายทอยแล้วเกล้าหรือประดับกิ๊บด้านข้างศีรษะ เพื่อให้แลดูสุภาพ เรียบร้อย และสง่างาม
ทรงผมนี้มีต้นกำเนิดจากช่างผมชาวฝรั่งเศสชื่อ Marcel Grateau ซึ่งพัฒนาเทคนิคการดัดลอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1870 ต่อมาเขาอพยพไปยังสหรัฐอเมริกาและเปลี่ยนชื่อเป็น François Marcel Woelfflé โดยจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับอุปกรณ์ดัดผมในปี 1905 และ 1918
การแต่งหน้า: ลุคตุ๊กตาวินเทจ (Vintage Doll Look)
การแต่งหน้าในช่วงทศวรรษ 1920–1930 โดดเด่นไม่แพ้ทรงผม โดยเน้นการสร้างลุคแบบ ตุ๊กตาพอร์ซเลน ซึ่งสะท้อนถึงความเย้ายวนและความกล้าหาญของสตรียุคใหม่
คิ้ว:
กันให้บางที่สุด แล้ววาดใหม่ให้มีเส้นโค้งชัด
นิยมวาดโค้งต่ำลงเพื่อให้ใบหน้าดูหวาน เศร้า และมีเสน่ห์
ดวงตา:
ใช้ดินสอเขียนขอบตาบนและล่างอย่างชัดเจน
ปัดมาสคาร่าเข้มเพื่อเพิ่มความลึกและดราม่าให้ดวงตา
ริมฝีปาก:
วาดทรงปากให้เด่นชัด โดยเฉพาะบริเวณ Cupid’s Bow
ใช้ลิปสติกสีแดงเข้มหรือสีพลัม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น
ลุคนี้กลายเป็นซิกเนเจอร์ของผู้หญิงยุคฟลัปเปอร์—ผู้กล้าคิด กล้าแสดงออก และมีเสรีภาพในการนิยามความงามด้วยตนเอง สะท้อนภาพของสตรีไทยบางกลุ่มในยุครัชกาลที่ ๗ ที่เริ่มหันมาสนใจแฟชั่นตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะในราชสำนักฝ่ายใน และแวดวงสตรีชนชั้นสูง และสตรีในสังคมเมืองหลวง
ย้อนเวลาสู่งานดีไซน์: แบบทรงผมและการแต่งหน้าสำหรับละครย้อนยุคไทยยุค รัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕)
Fashioning the Past: Hair and Make-Up Accuracy for Thai Period Dramas Set During the Reign of King Rama VII (1925–1935)
A costume designer friend of mine is currently preparing for a new Thai television series set during the reign of King Rama VII, which spans from the mid-1920s to the early 1930s. While fashion silhouettes changed dramatically between these two decades—from the drop-waist flapper dresses of the 1920s to the more structured, high-waisted and elongated lines of the early 1930s—certain aspects remained surprisingly consistent. Among these were the prevailing hair and make-up styles.
One of the most iconic hairstyles of this era is the Marcel wave—a sophisticated style characterised by a series of deep, structured waves close to the scalp. This look was created using a Marcel iron, a type of non-spring-loaded curling iron that had to be carefully controlled by hand. Unlike finger waves, which were styled using just fingers and setting lotion, Marcel waves were heat-styled and required precision and skill.
Key Characteristics of the Marcel Wave:
Technique: Created with a heated Marcel iron manipulated manually to form uniform, S-shaped waves.
Visual Style: Deep, glossy, and close-set waves, often forming a sculptural frame around the face.
Cultural Context: Widely popular during the Art Deco period, especially among flappers and fashionable society women.
Celebrity Endorsement: Famous wearers included Josephine Baker, who often paired Marcelled hair with dramatic costumes and bold accessories.
Longevity: Though born in the early 20th century, the look remained fashionable through the 1930s and continues to inspire vintage enthusiasts today.
Historically, the Marcel wave was often worn with bobbed hair, but women with longer locks would either style them into pinned curls or tie them at the nape and secure them with decorative hairpins or flowers.
The technique is credited to Marcel Grateau (1852–1936), a Parisian hairdresser who revolutionised women’s hairstyling in the 1870s. Later emigrating to the U.S. and sometimes known as François Marcel Woelfflé, he patented the curling iron in 1905 and an electric hair-waving iron in 1918, paving the way for professional hairstyling tools used in salons worldwide.
The Make-Up of the Era: A Signature 'Doll-Like' Look
Make-up in the 1920s and early 1930s was equally distinctive. Women of this era aspired to a doll-like appearance that emphasised dramatic eyes, thin and highly arched eyebrows, and smooth porcelain skin.
Eyebrows:
Pencil-thin, sharply curved or sloped down toward the temple.
Often over-plucked and redrawn with dark pencil to achieve an exaggerated arch.
Eyes:
The centrepiece of the face.
Accentuated with kohl or dark eyeliner, especially on the upper and lower lash lines.
Lashes were thickened using mascara, often applied in multiple coats for intensity.
Lips:
Typically painted in a well-defined Cupid’s bow.
Shades ranged from deep reds to plum tones, creating a striking contrast with pale skin.
This particular aesthetic, combining Marcelled hair and dramatic make-up, defined the flapper image—a bold, independent, and modern woman of the Jazz Age.
A Critique of Historical Inaccuracy in Thai Period Dramas
In my own research and observations of Thai television, especially in historical or period productions, I’ve noticed a recurring problem: a lack of historical accuracy, particularly in hair and make-up. Many Thai period dramas use contemporary beauty trends—thick, straight eyebrows, modern contouring techniques, and hairstyles that have no historical basis in the time being portrayed.
As a result, despite the efforts of talented professionals, Thai television has yet to be recognised in creative categories at prestigious international awards like the International Emmys. Many productions are submitted annually, but few are shortlisted—particularly in the costume, make-up, and design categories.
This is not due to a lack of talent, but rather a lack of specialised training and historical research. In Thailand, there are very few academic or professional courses focused on period production design—be it in costume, make-up, or hair. Most curricula focus on contemporary fashion and beauty, leaving creative professionals underprepared when working on historical series or films.
Why This Collection Matters
With this in mind, I’ve created this AI-enhanced fashion collection focusing on women’s hair, make-up, and sleeveless embroidered blouses inspired by the mid-1920s to early 1930s in Siam. My hope is that it will serve as a reference toolfor Thai costume designers, hair stylists, and make-up artists working on period productions.
By studying the details—the Marcel wave, the pencil-thin brows, the layering of pearl necklaces, the silhouette of embroidered blouses—we can begin to build a more authentic visual language for Thai historical narratives. When we respect the aesthetics of the past, we not only honour history but also elevate the creative standards of our own cultural storytelling.
ฝึก AI ให้รู้จักทรงผมสไตล์ไทยยุค 1960s ในชุดไทยเรือนต้น
สวัสดีครับ วันนี้มีเพื่อนๆ หลายคน ถามเข้ามาทางเพจว่า ชื่นชอบคอลเล็คชั่นชุดไทยเรือนต้นที่เป็นแบบ 1960s โดยเฉพาะทรงผมต่างๆในสไตล์ 1960s ซึ่งดูแล้วน่ารักและชวนให้นึกถึงความสง่างามของสุภาพสตรีไทยในยุคนั้น ผมจึงอยากมาเล่าเบื้องหลังการทำงานของผมที่ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานคอลเลกชันนี้ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
ขั้นตอนแรก: ฝึก LoRA และพบปัญหาเรื่อง “ทรงผมซ้ำซาก”
เมื่อผมฝึกโมเดล LoRA สำหรับคอลเลกชันนี้ในครั้งแรก ผมพบว่าชุดข้อมูลที่ผมใช้มีทรงผมเพียงไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่เป็น ทรงเกล้ามวยสูง (high chignon) ที่พบได้บ่อยในงานพิธีต่างๆ แม้ว่าผมจะพยายามใส่คำกำกับทรงผม 1960s เข้าไปในพรอมต์ก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงออกมาคล้ายๆ กันหมด นั่นทำให้ภาพดูซ้ำและขาดความน่าสนใจ
ขั้นตอนที่สอง: เริ่มต้นใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์
ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ โดยตั้งเป้าว่าต้องการให้ AI เรียนรู้ทรงผมที่ หลากหลายและตรงกับยุค 1960s ให้ได้มากที่สุด ผมเริ่มจากการค้นคว้าในอินเทอร์เน็ตถึงทรงผมที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น ซึ่งทรงผมที่ผมหยิบมาใช้เป็นต้นแบบ มีหลากหลายสไตล์ เช่น
Bouffant – ทรงผมพองสูงด้านบน มักม้วนปลายผมออกเล็กน้อย
Beehive – เกล้าผมให้สูงคล้ายรังผึ้ง
Flipped Bob – ทรงผมบ๊อบสั้นปลายกระดกออกด้านนอก
Sleek Half-Up – ปล่อยผมครึ่งหนึ่งและยีผมด้านบนให้พอง อาจคาดผมหรือไม่ก็ได้
Curled Short Bob – ทรงผมสั้นที่ม้วนเป็นลอนแน่น
Soft Curls with Bangs – ลอนอ่อนๆ กับหน้าม้าดูอ่อนเยาว์
ขั้นตอนที่สาม: ปรับภาพต้นฉบับให้เข้ากับฐานข้อมูล
อุปสรรคสำคัญคือ ภาพอ้างอิงส่วนใหญ่ที่พบทางอินเทอร์เน็ตมักเป็นภาพของชาวตะวันตกที่มีผมสีทองหรือสีน้ำตาลอ่อน ขณะที่ LoRA ของผมนั้นออกแบบมาให้สร้างภาพของหญิงไทยที่มี ผมสีดำ ซึ่งเป็นสีผมพื้นฐานในวัฒนธรรมไทย
ผมจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้โปรแกรม Flux Kontext Max เพื่อสั่งให้ AI ทำการเปลี่ยนสีผมในภาพต้นฉบับให้เป็นสีดำ จากนั้นจึงใช้ FaceSwap เปลี่ยนใบหน้าให้เป็นใบหน้าของหญิงสาวไทย
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมไม่ใช้ AI เปลี่ยนเป็นหน้าคนเอเชียไปเลย?
คำตอบคือ แม้จะทำได้ แต่เมื่อ AI เปลี่ยนใบหน้า มักจะเปลี่ยนทรงผมไปด้วย ซึ่งผมต้องการ รักษาทรงผมดั้งเดิมไว้ อย่างแม่นยำ ดังนั้นการใช้ FaceSwap ทีหลังจึงเป็นทางเลือกที่แม่นยำกว่า และผมสามารถเลือกนางแบบได้ตามต้องการ
ขั้นตอนที่สี่: กำกับชื่อทรงผมและรายละเอียดในภาพ
เมื่อได้ภาพใหม่แล้ว ผมจะใส่ข้อมูลกำกับในแต่ละภาพ เช่น
ชื่อของทรงผม
คำอธิบายลักษณะผม (เช่น “bouffant with soft curls”, “half-up with yellow headband” ฯลฯ)
รายละเอียดแฟชั่น เช่น "ชุดไทยเรือนต้นกับผ้าซิ่นลายริ้วพาสเทล"
ภาพพื้นหลัง ที่สอดคล้องกับยุค 1960s ในบริบทไทย เช่น วัด ดอกไม้ ฉากราชสำนัก เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ AI เข้าใจทั้งรูปแบบทรงผม บรรยากาศ และบริบทของแฟชั่นได้ดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ห้า: ยกระดับคุณภาพของภาพต้นฉบับ
ก่อนจะนำภาพเหล่านี้ไปฝึกโมเดล ผมใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อ เพิ่มความคมชัดและขนาดของภาพ ให้ AI ได้เรียนรู้จากภาพคุณภาพสูงสุด และสามารถสร้างภาพออกมาได้คมชัด รายละเอียดครบ
เมื่อฝึก LoRA รุ่นที่สองเสร็จแล้ว ผมสามารถใส่พรอมต์ให้ AI สร้างทรงผมหลายแบบตามต้องการได้ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่ารัก สนุก และแม่นยำตามยุค 1960s จริงๆ
💡 เคล็ดลับสำหรับคนที่กำลังฝึก LoRA ด้านแฟชั่น:
ภาพต้องคมชัด ชัดเจน และไม่เบลอ
ใส่ข้อมูลกำกับอย่างละเอียด (ชื่อทรงผม ลักษณะ ฯลฯ)
สีผมต้องสอดคล้องกับบริบทของแฟชั่น
หากต้องเปลี่ยนหน้า ให้พิจารณาแยกขั้นตอนจากทรงผม
AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ที่ทรงพลัง แต่ความสำเร็จของมันขึ้นอยู่กับ “ความใส่ใจและวิธีคิดของเรา” ครับ
หวังว่าเคล็ดลับนี้จะเป็นประโยชน์ และขอให้ทุกคนสนุกกับการสร้างสรรค์ทรงผมสวยๆ ในสไตล์วินเทจกันนะครับ! 💕✨
ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ตอนที่ ๒)
ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
(ชุดแบบที่ 1 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม) (ตอนที่ ๒)
AI Collection นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้รังสรรค์ขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓–๒๕๐๔ เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับโอกาสสำคัญ และสะท้อนอัตลักษณ์ของชาติไทยอย่างภาคภูมิ
เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงจัดทำ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง ๘ แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960 ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสง ทรงผม หรือองค์ประกอบภาพ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างประณีต เพื่อถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมไทยในห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นี้อย่างสมบูรณ์
ชุดไทยเรือนต้น ซึ่งเป็นแบบที่ ๑ ในบรรดาชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ เป็นชุดที่สะท้อนความงามอันเรียบง่ายของหญิงไทยได้อย่างชัดเจน ได้รับการตั้งชื่อตาม พระตำหนักเรือนต้น ในพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นเรือนไทยไม้สักแบบเรียบง่าย
ชุดนี้ออกแบบให้เป็น ชุดลำลองสำหรับสตรี ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันหรือในโอกาสไม่เป็นทางการ โดยมีลักษณะเด่นดังนี้:
ใช้ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ตัดเย็บเป็น ผ้านุ่งป้าย ยาวจรดข้อเท้า ลวดลายเป็นแนวขวางหรือตามยาว
สวม เสื้อคอกลมตื้น แขนสามส่วน ผ่าอก มีกระดุมห้าเม็ด ใช้ผ้าสีเดียวกันกับซิ่นหรือเลือกให้ตัดกันอย่างกลมกลืน
เน้นความเรียบร้อย สุภาพ ไม่เน้นเครื่องประดับมากนัก
สำหรับ AI Collection ชุดนี้ ผมออกแบบชุดไทยเรือนต้นด้วยโทนสีพาสเทล และทรงผมแบบต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมในยุค 1960s เพื่อให้ภาพรวมของคอลเลกชันดูอ่อนหวาน อ่อนเยาว์ และเหมาะกับวัยรุ่นที่สนใจการแต่งชุดไทยในรูปแบบที่ดูน่ารัก ทันสมัย องค์ประกอบของภาพยังแฝงกลิ่นอายวินเทจย้อนยุค ซึ่งสะท้อนช่วงเวลาที่ชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ทรงผมแบบตีพอง (bouffant), ทรงผมแบบ Beehive และ Swan ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมของหญิงสาวยุคนั้น ล้วนช่วยเติมเต็มบรรยากาศในภาพให้กลับไปสู่วัยเยาว์อันเปี่ยมเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยในยุค 1960
"ชุดไทยพระราชนิยม" หมายถึง ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทยที่ใช้ในงานพิธี งานมงคลสมรส และโอกาสสำคัญต่าง ๆ ชุดเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ วัสดุ และการตกแต่ง โดยนิยมใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยประดิษฐ์ เช่น ผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือผ้ายกดอกทั้งผืน พร้อมตกแต่งด้วยซิป ตะขอ หรือกระดุมที่หุ้มด้วยผ้า และอาจปักมุก เลื่อม หรือใช้ลูกปัดตกแต่งเพื่อเพิ่มความสง่างาม
ประเภทผ้าที่นิยมใช้ เช่น:
ผ้าไหม: ทอจากเส้นด้ายที่ได้จากใยไหม
ผ้าฝ้าย: ทอจากเส้นด้ายฝ้ายธรรมชาติ
ผ้าใยประดิษฐ์: ผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ เรยอน เจอร์ซีย์ หรือโทเร
ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่:
ชุดไทยเรือนต้น – เรียบง่าย เหมาะสำหรับงานไม่เป็นทางการหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
ชุดไทยจิตรลดา – สุภาพ เหมาะสำหรับงานพิธีการเล็กน้อยหรือรับรองแขก
ชุดไทยอมรินทร์ – งดงาม เหมาะกับงานราตรีหรืองานพิธีสำคัญ
ชุดไทยบรมพิมาน – ผ้าไหมลายสวย ใช้ในงานพิธีการและงานทางการ
ชุดไทยจักรี – หรูหรา สง่างาม เหมาะกับงานพิธีระดับสูง
ชุดไทยดุสิต – ใช้ผ้าไหมลวดลาย ปักลายวิจิตร สำหรับงานราตรีหรืองานฉลอง
ชุดไทยศิวาลัย – หรูหรา เน้นเครื่องประดับ ใช้ในงานพิธีสำคัญ
ชุดไทยจักรพรรดิ – สง่างามที่สุด ใช้ในงานพิธีใหญ่ระดับราชสำนัก
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ๑๔ ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา เพื่อทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศเป็นระยะเวลา ๖ เดือน นับเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย
ในเวลานั้น ประเทศไทยยังไม่มี "ชุดแต่งกายประจำชาติ" ที่ใช้ในโอกาสระดับสากล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงทรงเชิญผู้มีความรู้หลายท่านมาถวายคำแนะนำ พร้อมทั้งทรงศึกษาจากภาพถ่ายและภาพวาดของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในในสมัยก่อน ซึ่งยังไม่มีรูปแบบที่กำหนดแน่ชัด ต่อมาทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค พระญาติสนิทและนางสนองพระโอษฐ์ ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน และอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ เพื่อขอคำแนะนำและข้อมูลสำหรับใช้ในการรังสรรค์เครื่องแต่งกายไทยที่จะทรงใช้ในการโดยเสด็จครั้งนี้
สมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงได้มีพระราชดำริให้สร้างฉลองพระองค์แบบใหม่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน งดงาม สง่างาม และสามารถสวมใส่ได้จริงในบริบทของโลกสมัยใหม่ โดยมีพระราชปณิธานให้ฉลองพระองค์เหล่านี้เป็นต้นแบบของ "ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย" ที่สามารถนำไปใช้ในโอกาสพิธีการและงานสำคัญต่าง ๆ
ในระยะแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางสาวไพเราะ พงษ์เจริญ เป็นผู้ตัดเย็บฉลองพระองค์ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางอุไร ลืออำรุง (ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นคุณหญิงอุไร ลืออำรุง) เจ้าของห้องเสื้อกรแก้ว ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ รับสนองพระเดชพระคุณในการออกแบบและตัดเย็บฉลองพระองค์อย่างต่อเนื่อง
ภายหลัง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สตรีไทยทั่วไปสามารถน้อมนำแบบฉลองพระองค์เหล่านี้ไปใช้เป็นแนวทางในการแต่งกายได้ โดยเรียกขานกันว่า "ชุดไทยพระราชนิยม"
แม้จะไม่มีประกาศกฎหมายให้ชุดไทยพระราชนิยมเป็น "ชุดประจำชาติ" อย่างเป็นทางการ แต่แบบแผนชุดทั้ง ๘ แบบนี้ ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในภาครัฐและภาคประชาชน หน่วยงานราชการ สถานศึกษา สถานทูต ตลอดจนกลุ่มสตรีไทยในสังคมต่างน้อมรับแบบแผนนี้ไปใช้ในงานพิธี การแต่งงาน งานราชการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม จนกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
การสร้างสรรค์ชุดไทยพระราชนิยมยังส่งผลต่อความนิยมในการใช้ผ้าไหมไทย การสวมเครื่องประดับแบบไทย และการตระหนักรู้ในรากเหง้าทางวัฒนธรรมในหมู่สตรีไทยยุคใหม่ เป็นการผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับความร่วมสมัยของโลกตะวันตกได้อย่างงดงาม สะท้อนถึงพระราชอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ทรงนำเสนอ "ความเป็นไทย" ผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกายได้อย่างสง่างามและทรงพลัง
ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสู่คนรุ่นต่อไป
เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีในสยาม (Lingerie Blouses): อิทธิพลจากสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียนและการประยุกต์ใช้ในสมัยรัชกาลที่ ๖
เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีในสยาม (Lingerie Blouses): อิทธิพลจากสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียนและการประยุกต์ใช้ในต้นศตวรรษที่ ๒๐
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แฟชั่นสตรีในยุโรปเริ่มเปลี่ยนแปลงจากความเป็นทางการและเข้มงวดในการแต่งตัวในยุควิกตอเรีย ไปสู่ความอ่อนช้อยและโปร่งเบามากขึ้น เสื้อผ้าทรงแข็งและคอตั้งได้รับช่วงต่อด้วยเสื้อเบาบาง คอกว้าง แขนสามส่วน ตกแต่งด้วยลูกไม้และจีบเล็ก ๆ อย่างประณีต หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ลองเจอรีบลาวส์ (lingerie blouse) ซึ่งมักตัดเย็บด้วยผ้าฝ้าย ผ้ามัสลิน หรือผ้าลินิน—all เป็นผ้าที่มีเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี และสวมใส่สบาย เหมาะสำหรับภูมิอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อนของยุโรป
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เสื้อหรือชุดประเภทนี้จึงได้รับความนิยมอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่สยาม โดยเฉพาะในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงต้นรัชกาลที่ ๖ ที่ซึ่งชนชั้นสูงเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีซึ่งมีลักษณะโปร่งเบา ตกแต่งลูกไม้และจีบเล็ก ๆ จึงเข้ากันได้อย่างกลมกลืนกับทั้งสภาพภูมิอากาศ และแนวโน้มการแต่งกายของสตรีไทยในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่
แม้จะรับอิทธิพลจากยุโรป แต่สตรีไทยมิได้นำเสื้อฝรั่งมาใช้อย่างตรงตัว หากแต่ปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น โดยจับคู่เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีเข้ากับ “โจงกระเบน” ผ้านุ่งแบบไทยที่พันรอบตัวแทนการนุ่งซิ่นตามวิถีไทยดั้งเดิม การผสมผสานนี้สร้างเอกลักษณ์ใหม่ทางแฟชั่นที่งดงามและร่วมสมัย ทั้งยังสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของสตรีไทยที่สามารถรับเอาแนวคิดตะวันตกมาผสมกลมกลืนกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมได้อย่างสง่างาม
ทรงผมก็มีบทบาทสำคัญในภาพลักษณ์นี้ หญิงไทยในยุคนั้นนิยมตัดผมสั้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะทรง “ดอกกระทุ่ม” ที่ดูแลง่าย เย็นสบาย และเข้ากับเสื้อลินเจอรีที่เปิดคอและต้นคออย่างลงตัว ผมทรงสั้นยังช่วยขับเน้นรายละเอียดของคอเสื้อและลูกไม้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
คอลเลกชันภาพ AI นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศทางวัฒนธรรมและแฟชั่นในช่วงรัชกาลที่ ๖ โดยถ่ายทอดภาพคู่รักแต่งกายในสไตล์ไทยผสมตะวันตก ฉากหลังเป็นบ้านไม้สไตล์โคโลเนียลที่ทาผนังสีเขียว ซึ่งเป็นโทนสีที่นิยมใช้ในบ้านของชาวต่างชาติหรือขุนนางในยุคอาณานิคม เนื่องจากให้ความรู้สึกเย็นตาและเหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน ฝ่ายหญิงสวมเสื้อลองเจอรีบลาวส์ลูกไม้แบบฝรั่ง คู่กับโจงกระเบนไหมและเครื่องประดับทองแบบดั้งเดิม ขณะที่ฝ่ายชายแต่งกายด้วยเสื้อราชปะแตนหรือเครื่องแบบข้าราชการในยุคนั้น
ทั้งนี้ คำว่า “ลองเจอรีบลาวส์” (lingerie blouse) อาจทำให้ผู้อ่านบางท่านเข้าใจผิดว่าเป็น “เสื้อชั้นใน” เนื่องจากคำว่า lingerie ในภาษาอังกฤษร่วมสมัยมักหมายถึงชุดชั้นในของสตรี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของแฟชั่นต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ คำนี้หมายถึงเสื้อหรือชุดที่มีลักษณะบางเบา เย็บจากผ้าฝ้าย มัสลิน หรือผ้าลินิน ตกแต่งด้วยลูกไม้และจีบเล็ก ๆ ซึ่งล้วนเป็นเทคนิคที่เคยใช้ในชุดชั้นในโบราณ แต่ต่อมานำมาดัดแปลงใช้กับเสื้อผ้าชั้นนอกที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในฤดูร้อน จึงขอย้ำว่าเสื้อลองเจอรีบลาวส์ในบริบทของบทความนี้ มิใช่ชุดชั้นใน หากแต่เป็นเสื้อฝรั่งแบบเบาบางที่สะท้อนความงดงามของยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน และถูกสตรีไทยนำมาประยุกต์ใช้อย่างงดงามในฐานะเสื้อใส่กลางวันในชีวิตจริง
เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีในบริบทของสยามจึงมิใช่เพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการประสานวัฒนธรรมตะวันตกกับรากเหง้าไทยอย่างละเมียดละไม เป็นการแสดงออกถึงการเข้าสู่ความทันสมัยโดยไม่ละทิ้งความเป็นไทย ความโปร่งเบาของผ้า ความประณีตของลวดลาย และการเลือกจับคู่กับโจงกระเบนไทย ล้วนสะท้อนถึงรสนิยมของสตรีไทยชั้นสูงที่มีความมั่นใจในอัตลักษณ์ของตน
ในท้ายที่สุด ลองเจอรีบลาวส์จึงไม่ใช่เพียงเสื้อฝรั่งหรูหรา หากแต่เป็นหน้าต่างที่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย ที่สตรีไทยสามารถผสานความงดงามจากสองโลกไว้ได้อย่างงดงามและกลมกลืน
ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๖ ใน ๘) (ตอนที่ ๒)
ชุดไทยศิวาลัย เป็นหนึ่งใน ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของเครื่องแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างวิจิตรบรรจง ทั้งยังผสานความละเมียดละไมเข้ากับรสนิยมสากลของโลกยุคทศวรรษ 1960 ได้อย่างลงตัว
ชุดไทยศิวาลัยมีความงดงามอ่อนช้อย และเป็นทางการ ชุดนี้ตั้งชื่อตามพระที่นั่ง “ศิวาลัย” โดยเดิมทีเป็นเครื่องแต่งกายของสตรีสูงศักดิ์ มักสวมใส่ในงานพระราชพิธี รัฐพิธี หรือโอกาสสำคัญอื่น ๆ อาทิ งานเลี้ยง งานหมั้น หรืองานฉลองมงคลสมรส ลักษณะของชุดประกอบด้วย เสื้อแขนยาวจรดข้อมือ คอกลมขอบตั้งเล็กน้อย ห่มทับด้วยสไบเฉียงปักลวดลายไทยอย่างประณีต ส่วนของผ้านุ่งเป็นซิ่นตัดแบบหน้านาง มีชายพก และเย็บติดกับตัวเสื้อ คาดเอวด้วยเข็มขัดเงินหรือทอง อีกทั้งนิยมประดับเครื่องแต่งกายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สังวาล เป็นต้น ช่วยเสริมเสน่ห์และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างงดงาม
ความแตกต่างระหว่างชุดไทยศิวาลัย กับชุดไทยบรมพิมาน
ทั้งชุดไทยศิวาลัยและชุดไทยบรมพิมานต่างก็มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอกเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนเกิดความสับสนและแยกไม่ออก ความแตกต่างสำคัญคือ ชุดไทยศิวาลัยจะห่มสไบทับอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ ชุดไทยบรมพิมานจะไม่มีสไบห่มทับนั่นเอง
สำหรับผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยศิวาลัยโดยเลือกใช้ผ้าไหมปักดิ้นเงินทั้งชุด ในโทนสีพาสเทลเป็นหลัก ตกแต่งด้วยเครื่องประดับไทย อาทิ เครื่องเพชรโบราณ เทียร่า หรือมงกุฎแบบตะวันตกขนาดเล็ก เพื่อสื่อถึงความอ่อนหวาน อ่อนโยน และสง่างามของผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับโอกาสยามค่ำคืน ทั้งในงานแต่งงาน งานเลี้ยงราตรี หรือราชพิธีที่ต้องการความเรียบหรูและมีระดับ
นอกจากนี้ ผมยังตั้งใจออกแบบให้คอลเลกชันนี้มีกลิ่นอายวินเทจ โดยย้อนบรรยากาศกลับไปในยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ชุดไทยพระราชนิยม ได้รับการรังสรรค์ขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากทรงผมแบบตีพองและมวยสูง หรือทรง บุพฟอง (bouffant) ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมในยุคนั้น
กล่าวได้ว่า ชุดไทยศิวาลัย คือการผสมผสานอย่างงดงามระหว่างความวิจิตรแห่งเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดร่วมสมัยในโลกสากล อีกทั้งยังเป็นต้นแบบอันเหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” ที่หลอมรวมกลิ่นอายอดีต ความร่วมสมัย และคุณค่าทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
นอกจากนี้ AI Collection ชุดนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่สง่างาม สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และเหมาะสมกับงานพิธีและโอกาสสำคัญต่าง ๆ
เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง 8 แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการกำเนิดของชุดเหล่านี้ ทั้งการจัดแสง ทรงผม และองค์ประกอบในภาพ ต่างได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมไทยนี้อย่างสมบูรณ์
ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภูมิใจในความเป็นไทยไปสู่คนรุ่นต่อไป
ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๘ ใน ๘)(ตอนที่ ๒)
ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดไทยพระราชนิยม แบบที่ ๘ ใน ๘ แบบ) (ตอนที่ ๒)
AI Collection ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง ๘ แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓–๒๕๐๔ เพื่อให้สตรีไทยมีแบบอย่างการแต่งกายที่งดงาม เหมาะสมกับกาลเทศะ และสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างสง่างามในระดับสากล
ด้วยความตั้งใจนี้ ผมจึงรังสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 1960s อย่างกลมกลืน ทั้งในด้านทรงผม องค์ประกอบภาพ ไปจนถึงแสงและเงา เนื่องจากชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งในปีหน้า #UNESCO มีแนวโน้มจะประกาศขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราทุกคนจึงควรร่วมภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่านี้สู่อนาคต
ชุดไทยจักรพรรดิ เป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่สง่างามและมีพิธีรีตองสูงสุดในหมู่เครื่องแต่งกายสตรีแบบไทย ได้รับการตั้งชื่อตาม พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง โดยเป็นชุดที่สื่อถึงความโอ่อ่า ความสุภาพ และสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่อย่างเด่นชัด
ลักษณะเด่นของชุดไทยจักรพรรดิ
จุดเด่นของชุดนี้คือ การห่มสไบแบบสองชั้น ชั้นในเป็นสไบจีบผ้าแพรสีเรียบหรือสไบทึบ ห่มแนบลำตัวอย่างประณีต ส่วนสไบชั้นนอกเป็นสไบปักดิ้นทองหรือปักลูกปัดงดงามวิจิตรในแบบสตรีบรรณาศักดิ์สมัยโบราณ โดยสไบชั้นนอกนี้มักทิ้งชายยาวพาดหลังจรดปลายผ้าซิ่น สื่อถึงความอ่อนช้อยและภูมิฐานของสตรีในราชสำนัก
โอกาสในการสวมใส่
ในอดีต ชุดไทยจักรพรรดิ ใช้สำหรับ พระราชพิธี และ งานพิธีรับรองระดับชาติ โดยเฉพาะในช่วงค่ำ อาทิ การถวายเลี้ยงพระมหากษัตริย์ต่างประเทศหรืองานเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะชุดเจ้าสาวสำหรับงานเลี้ยงฉลองในช่วงค่ำ ด้วยภาพลักษณ์ที่วิจิตร หรูหรา และเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม
ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๘ ใน ๘)
ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดไทยพระราชนิยม แบบที่ ๘ ใน ๘ แบบ)
AI Collection ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง ๘ แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓–๒๕๐๔ เพื่อให้สตรีไทยมีแบบอย่างการแต่งกายที่งดงาม เหมาะสมกับกาลเทศะ และสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างสง่างามในระดับสากล
ด้วยความตั้งใจนี้ ผมจึงรังสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 1960s อย่างกลมกลืน ทั้งในด้านทรงผม องค์ประกอบภาพ ไปจนถึงแสงและเงา เนื่องจากชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งในปีหน้า #UNESCO มีแนวโน้มจะประกาศขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราทุกคนจึงควรร่วมภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่านี้สู่อนาคต
ชุดไทยจักรพรรดิ: เครื่องแต่งกายอันวิจิตรของสตรีชั้นสูงในงานพิธีระดับชาติ
ชุดไทยจักรพรรดิ เป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่สง่างามและมีพิธีรีตองสูงสุดในหมู่เครื่องแต่งกายสตรีแบบไทย ได้รับการตั้งชื่อตาม พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง โดยเป็นชุดที่สื่อถึงความโอ่อ่า ความสุภาพ และสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่อย่างเด่นชัด
ลักษณะเด่นของชุดไทยจักรพรรดิ
จุดเด่นของชุดนี้คือ การห่มสไบแบบสองชั้น ชั้นในเป็นสไบจีบผ้าแพรสีเรียบหรือสไบทึบ ห่มแนบลำตัวอย่างประณีต ส่วนสไบชั้นนอกเป็นสไบปักดิ้นทองหรือปักลูกปัดงดงามวิจิตรในแบบสตรีบรรณาศักดิ์สมัยโบราณ โดยสไบชั้นนอกนี้มักทิ้งชายยาวพาดหลังจรดปลายผ้าซิ่น สื่อถึงความอ่อนช้อยและภูมิฐานของสตรีในราชสำนัก
สไบชั้นนอกนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สะพัก” หรือ “การห่มสะพัก” ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมโบราณที่ใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษ เป็นการห่มผ้าอีกชั้นหนึ่งทับสไบจีบด้านใน เพื่อแสดงความสุภาพเรียบร้อยต่อหน้าธารกำนัล โดยเฉพาะในยุคก่อนที่ยังไม่มีการสวมใส่ชุดชั้นในอย่างแพร่หลาย การห่มสไบเพียงชั้นเดียวจึงถือว่าไม่มิดชิดเพียงพอในงานพิธี การห่มสะพักจึงไม่เพียงเสริมความงาม หากยังเป็นสัญลักษณ์ของกิริยาอ่อนช้อยและการให้เกียรติผู้ร่วมพิธีอีกด้วย นอกจากนี้ การห่มสะพักยังสะท้อนสถานะทางสังคม ของผู้สวมใส่ในยุคโบราณได้อย่างชัดเจน ยิ่งผืนสไบปักอย่างประณีตด้วยดิ้นทอง ลูกปัด หรือไหมยกฝีมือชั้นครูมากเพียงใด ก็ยิ่งบ่งบอกถึงความสูงศักดิ์และความมั่งคั่งของสตรีผู้นั้นได้อย่างเด่นชัด
ผ้าซิ่นและการนุ่งห่ม
ผ้าซิ่นที่ใช้ในชุดไทยจักรพรรดิเป็น ผ้าไหมยกดิ้นทอง หรือ ผ้าไหมยกเชิงสีทอง นุ่งแบบจีบหน้านาง มีชายพก นิยมเลือกแบบที่มีลวดลายวิจิตรบนผืนผ้า ความยาวซิ่นกรอมข้อเท้า และมักคาด เข็มขัดทองแบบไทย เพื่อเน้นช่วงเอวและยึดชายผ้าให้เรียบร้อย
เครื่องประดับ
ชุดนี้มักสวมคู่กับเครื่องประดับชั้นสูงแบบราชสำนัก ได้แก่
รัดเกล้า: เครื่องประดับสำหรับรวบมวยผมไว้กลางกระหม่อม
สร้อยคอ และ สร้อยข้อมือ ที่ประดับด้วยทองคำหรืออัญมณี
ต่างหู และ สังวาลย์ ที่ห้อยทับสไบเพื่อเพิ่มความงาม
โอกาสในการสวมใส่
ในอดีต ชุดไทยจักรพรรดิ ใช้สำหรับ พระราชพิธี และ งานพิธีรับรองระดับชาติ โดยเฉพาะในช่วงค่ำ อาทิ การถวายเลี้ยงพระมหากษัตริย์ต่างประเทศหรืองานเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะชุดเจ้าสาวสำหรับงานเลี้ยงฉลองในช่วงค่ำ ด้วยภาพลักษณ์ที่วิจิตร หรูหรา และเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม
ชุดไทยจักรี ผลงานของปิแอร์ บัลแมง และฟรองซัวส์ เลอซาจ
ชุดไทยจักรี ผลงานของปิแอร์ บัลแมง และฟรองซัวส์ เลอซาจ
ขอขอบพระคุณพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ กรุงเทพมหานคร สำหรับพระฉายาลักษณ์ ภาพฉลองพระองค์ ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้
ในทศวรรษ 1960 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องแต่งกายไทยให้ร่วมสมัย โดยไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมประจำชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ซึ่งทรงฉลองพระองค์ชุดตะวันตกจากห้องเสื้อ ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) แห่งกรุงปารีส
หนึ่งในผลงานเด่น คือ ชุดไทยจักรี ที่บัลแมงออกแบบขึ้นใหม่ให้สะท้อนความวิจิตรของผ้าไหมไทย ร่วมกับงานปักดิ้นทองของ ฟรองซัวส์ เลอซาจ (François Lesage) ช่างปักระดับตำนานของฝรั่งเศส ซึ่งได้นำเทคนิคปักอันประณีตของห้องเสื้อระดับสูงมาผสานเข้ากับความงามแบบไทย
ชุดไทยจักรี ประกอบด้วย สไบเฉียง ทำจากผ้ายกดิ้นทองทั้งผืนหรือผ้ามีเชิง ปักลวดลายอย่างประณีต ส่วนล่างเป็น ผ้านุ่งจีบหน้ายก มีชายพก คาดด้วยเข็มขัดไทย และอาจสวมเครื่องประดับโบราณ เช่น สร้อยคอ รัดแขน และสร้อยข้อมือ เพื่อเพิ่มความสง่างาม ชุดนี้มักใช้ในงานเลี้ยงราตรีที่ไม่เป็นทางการ หรืองานมงคลสมรสช่วงเย็น และถือเป็นต้นแบบของการผสมผสานระหว่าง “ไทยประยุกต์” และ “แฟชั่นตะวันตกชั้นสูง” ได้อย่างลงตัว
ใน AI Collection ที่กำลังสร้างสรรค์ในช่วงนี้ ผมได้ออกแบบ ชุดไทยจักรี โดยเลือกใช้ ผ้ายกดิ้นทองทั้งชุด เสริมด้วย เทียร่าแบบตะวันตก เพื่อสื่อถึงพระราชนิยมในช่วงทศวรรษ 1960 ที่ผสมผสานความอ่อนหวาน สุภาพ และสง่างาม พร้อมทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า “เทคโนโลยี AI” สามารถรังสรรค์แฟชั่นไทยแบบวินเทจได้อย่างทรงพลัง
ด้วยความตั้งใจนี้ ผมจึงรังสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 1960s อย่างกลมกลืน ทั้งในด้านทรงผม องค์ประกอบภาพ ไปจนถึงแสงและเงา เนื่องจากชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งในปีหน้า #UNESCO มีแนวโน้มจะประกาศขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราทุกคนจึงควรร่วมภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่านี้สู่อนาคต
“ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” จึงไม่ใช่เพียงความย้อนยุค แต่คือการรื้อฟื้นคุณค่าแห่งอดีตด้วยมุมมองใหม่ผ่านเทคโนโลยีสร้างสรรค์ร่วมสมัย
ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๖ ใน ๘)
ชุดไทยศิวาลัยชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๖ ใน ๘)
ชุดไทยศิวาลัยชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 6 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)
ชุดไทยศิวาลัย เป็นหนึ่งใน ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของเครื่องแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างวิจิตรบรรจง ทั้งยังผสานความละเมียดละไมเข้ากับรสนิยมสากลของโลกยุคทศวรรษ 1960 ได้อย่างลงตัว
ชุดไทยศิวาลัยมีความงดงามอ่อนช้อย และเป็นทางการ ชุดนี้ตั้งชื่อตามพระที่นั่ง “ศิวาลัย” โดยเดิมทีเป็นเครื่องแต่งกายของสตรีสูงศักดิ์ มักสวมใส่ในงานพระราชพิธี รัฐพิธี หรือโอกาสสำคัญอื่น ๆ อาทิ งานเลี้ยง งานหมั้น หรืองานฉลองมงคลสมรส ลักษณะของชุดประกอบด้วย เสื้อแขนยาวจรดข้อมือ คอกลมขอบตั้งเล็กน้อย ห่มทับด้วยสไบเฉียงปักลวดลายไทยอย่างประณีต ส่วนของผ้านุ่งเป็นซิ่นตัดแบบหน้านาง มีชายพก และเย็บติดกับตัวเสื้อ คาดเอวด้วยเข็มขัดเงินหรือทอง อีกทั้งนิยมประดับเครื่องแต่งกายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สังวาล เป็นต้น ช่วยเสริมเสน่ห์และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างงดงาม
ความแตกต่างระหว่างชุดไทยศิวาลัย กับชุดไทยบรมพิมาน
ทั้งชุดไทยศิวาลัยและชุดไทยบรมพิมานต่างก็มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอกเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนเกิดความสับสนและแยกไม่ออก ความแตกต่างสำคัญคือ ชุดไทยศิวาลัยจะห่มสไบทับอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ ชุดไทยบรมพิมานจะไม่มีสไบห่มทับนั่นเอง
สำหรับผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยศิวาลัยโดยเลือกใช้ผ้าไหมปักดิ้นเงินทั้งชุด ในโทนสีพาสเทลเป็นหลัก ตกแต่งด้วยเครื่องประดับไทย อาทิ เครื่องเพชรโบราณ เทียร่า หรือมงกุฎแบบตะวันตกขนาดเล็ก เพื่อสื่อถึงความอ่อนหวาน อ่อนโยน และสง่างามของผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับโอกาสยามค่ำคืน ทั้งในงานแต่งงาน งานเลี้ยงราตรี หรือราชพิธีที่ต้องการความเรียบหรูและมีระดับ
นอกจากนี้ ผมยังตั้งใจออกแบบให้คอลเลกชันนี้มีกลิ่นอายวินเทจ โดยย้อนบรรยากาศกลับไปในยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ชุดไทยพระราชนิยม ได้รับการรังสรรค์ขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากทรงผมแบบตีพองและมวยสูง หรือทรง บุพฟอง (bouffant) ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมในยุคนั้น
กล่าวได้ว่า ชุดไทยศิวาลัย คือการผสมผสานอย่างงดงามระหว่างความวิจิตรแห่งเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดร่วมสมัยในโลกสากล อีกทั้งยังเป็นต้นแบบอันเหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” ที่หลอมรวมกลิ่นอายอดีต ความร่วมสมัย และคุณค่าทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
ชุดไทยจักรี ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๕ ใน ๘)
ชุดไทยจักรี เป็นหนึ่งใน ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของการแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างวิจิตรบรรจง ทั้งยังกลมกลืนกับรสนิยมแบบสากลในยุคทศวรรษ 1960 อย่างมีระดับ
ชุดไทยจักรีประกอบด้วยสไบเฉียงที่ใช้ผ้ายกมีเชิง หรือผ้ายกทั้งตัว ซิ่นนุ่งจีบหน้ายก มีชายพก และคาดเข็มขัดไทย ส่วนท่อนบนเป็นสไบซึ่งอาจเย็บติดกับตัวซิ่นเป็นชุดเดียว หรือแยกออกเป็นผ้าสไบห่มต่างหากก็ได้ โดยจะเปิดบ่าข้างหนึ่ง และชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลังยาวตามความเหมาะสม จุดเด่นของชุดอยู่ที่คุณภาพของเนื้อผ้า ความประณีตในการตัดเย็บ และรูปทรงที่ขับเน้นความงดงามของผู้สวมใส่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสวมใส่ในงานเลี้ยงฉลองสมรส หรือราตรีสโมสรที่ไม่เป็นทางการ
ในต้นแบบดั้งเดิม เสื้อตัวในของชุดไทยจักรีจะไม่มีแขนและไม่มีคอ ห่มทับด้วยสไบแบบชายเดียว ปักดิ้นทอง ส่วนผ้านุ่งใช้ผ้าไหมยกดิ้นทองแบบ “หน้านาง” มีชายพก คาดเข็มขัด และประดับด้วยเครื่องประดับไทยโบราณ เช่น สร้อยคอ รัดแขน และสร้อยข้อมือ เพื่อเสริมความสง่างามให้เหมาะสมกับโอกาส
สำหรับผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยจักรีโดยเลือกใช้ผ้าไหมปักดิ้นทองทั้งตัวในแบบเดียวกันเกือบทั้งคอลเลกชัน เสริมด้วยเครื่องประดับไทยโบราณและเทียร่าแบบตะวันตก เพื่อสะท้อนความอ่อนหวาน สุภาพ และสง่างามของผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับโอกาสพิเศษยามค่ำคืน ทั้งในงานสมรสหรืองานราตรีที่ไม่เป็นทางการ
ชุดไทยจักรี จึงนับเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความสง่างามของเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดแบบร่วมสมัยในโลกสากล และยังเป็นต้นแบบที่เหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” ซึ่งให้ทั้งกลิ่นอายแห่งอดีต ความร่วมสมัย และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
ชุดไทยบรมพิมาน – ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๔ ใน ๘)
ชุดไทยบรมพิมาน – ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 4 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)
ชุดไทยบรมพิมานเป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของการแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม ทั้งยังกลมกลืนกับรสนิยมแบบสากลในยุคทศวรรษ 1960 อย่างมีระดับ
ชุดไทยบรมพิมานเป็นชุดพิธีสำหรับสวมใส่ในช่วงค่ำ ประกอบด้วยเสื้อแขนยาว คอกลมมีขอบตั้ง ตัวเสื้อและซิ่นอาจตัดเย็บติดกันหรือแยกชิ้นก็ได้ ซิ่นเป็นแบบจีบหน้านาง มีชายพก และยาวจรดข้อเท้า นิยมใช้ผ้าไหมยกดอกหรือยกดิ้นทอง ทั้งแบบมีเชิงหรือยกทั้งตัว พร้อมคาดเข็มขัดไทยบริเวณเอว ชุดนี้เหมาะสำหรับผู้มีรูปร่างสูงโปร่ง และใช้ในงานพิธีเต็มยศหรือครึ่งยศ อาทิ งานอุทยานสโมสร งานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ หรือพิธีสมรสในคืนที่มีอากาศเย็น โดยสามารถประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องประดับไทยโบราณตามความเหมาะสม
โดยรายละเอียด ชุดนี้ประกอบด้วยเสื้อทรงเข้ารูป แขนกระบอก คอตั้ง ติดคอ ผ่าหลัง และสามารถเย็บติดกับผ้านุ่งหรือแยกเป็นสองท่อนก็ได้ ส่วนผ้านุ่งเป็นผ้าซิ่นไหมยกดิ้นทอง ตัดแบบหน้านาง มีชายพก นิยมสวมใส่ในงานพิธีสำคัญ เช่น งานฉลองสมรส พิธีหลั่งน้ำสังข์ หรือพิธีเจริญพระพุทธมนต์
ในผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยบรมพิมานโดยเลือกใช้ผ้าไหมยกดิ้นทองตัดกับผ้าพื้นสีอ่อนหรือสีที่ตัดกัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นเมื่อสวมสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และประดับด้วยเครื่องประดับไทยโบราณ ช่วยเสริมให้ผู้สวมใส่ดูอ่อนหวาน สุภาพ สง่างาม และเหมาะสมกับงานพิธีราชการหรืองานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ
ชุดไทยบรมพิมานจึงนับเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความสง่างามของเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดแบบร่วมสมัยในโลกสากลยุคใหม่ และยังเป็นหนึ่งในต้นแบบที่เหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” ซึ่งทั้งร่วมสมัยและทรงคุณค่า
AI Collection ชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่สง่างาม สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และเหมาะสมกับงานพิธีและโอกาสสำคัญต่าง ๆ
เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง 8 แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการกำเนิดของชุดเหล่านี้ ทั้งการจัดแสง ทรงผม และองค์ประกอบในภาพ ต่างได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมไทยนี้อย่างสมบูรณ์
ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภูมิใจในความเป็นไทยไปสู่คนรุ่นต่อไป
ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๓ ใน ๘)
ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 3 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)
ชุดไทยอมรินทร์ เป็นชุดไทยพระราชนิยมที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 โปรดให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบการแต่งกายที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งยังสะท้อนรสนิยมแบบสากลในยุค 1960 ได้อย่างกลมกลืน
ชุดนี้ออกแบบมาเพื่อสวมใส่ในงานพิธีทั้งกลางวันและกลางคืน มีความสุภาพ เรียบหรู และแฝงความเป็นทางการ เสื้อชุดไทยอมรินทร์เป็นผ้าไหมแขนยาว คอตั้งเล็กน้อยในลักษณะคอจีน ตัดเย็บเข้ารูปเพื่อเสริมบุคลิกภาพให้ผู้สวมใสดูภูมิฐานและสง่างาม ส่วนผ้าซิ่นที่นิยมใช้คู่กับชุดไทยอมรินทร์ มักทอด้วยเทคนิค “ยกเชิง” โดยใช้ผ้าไหมยกดอกที่มีทองแทรกหรือยกดิ้นทอง ให้ความรู้สึกหรูหราและเหมาะกับโอกาสสำคัญ เช่น งานเลี้ยงรับรอง งานพระราชพิธี งานวันเฉลิมพระชนมพรรษา และงานที่ต้องประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชุดไทยอมรินทร์มีความคล้ายกับชุดไทยจิตรลดา ต่างกันแค่ผ้าซิ่นที่มีการยกดิ้นทองเพื่อให้ดูเป็นทางการ และสวมใส่พร้อมกับราชอิสริยาภรณ์
ในภาพ AI Collection นี้ สามารถสังเกตุได้ว่าชุดไทยอมรินทร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา ผมใช้ผ้าไหมยกดิ้นทองกับผ้าพื้นสีอ่อน ตัดกับสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พร้อมเครื่องประดับที่งดงามแบบไทยโบราณ ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน สุภาพ และสง่า เหมาะแก่การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
ชุดไทยอมรินทร์จึงนับเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความเรียบสง่าแบบไทยดั้งเดิมกับแนวทางสากลในยุคใหม่ และเป็นหนึ่งในต้นแบบที่เหมาะสมยิ่งสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” ที่ทั้งร่วมสมัยและทรงคุณค่า
ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๒ ใน ๘)
ชุดไทยจิตรลดาชุดไทยพระราชนิยม (๒ ใน ๘)
ชุดไทยจิตรลดาชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 3 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)
คอลเลกชันนี้เริ่มต้นจากการลงสีภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วย AI ซึ่งเป็นพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะฉลองพระองค์ ชุดไทยจิตรลดา ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นภาพจากช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510
ชุดไทยจิตรลดา นับเป็นชุดแบบที่ 3 ในบรรดาชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ออกแบบมาเพื่อสวมใส่ในงานพิธีช่วงเวลากลางวัน มีลักษณะสุภาพ เรียบหรู และแฝงไว้ด้วยความเป็นทางการ ตัวเสื้อทำจากผ้าไหมแขนยาว คอตั้งเล็กน้อยในแบบคอจีน เพื่อเสริมภาพลักษณ์อันสง่างามและเป็นทางการ แตกต่างจากชุดไทยเรือนต้นที่ใช้คอกลมต่ำและเหมาะกับโอกาสลำลอง
เสื้อทรงจิตรลดานี้นิยมสวมคู่กับ ผ้าซิ่นยาวคลุมข้อเท้า ซึ่งมักทอด้วยเทคนิค “ยกเชิง” โดยอาจเลือกใช้ผ้าพื้นสีเดียวกัน หรือผ้าต่างสีก็ได้ตามความเหมาะสม ชุดนี้เหมาะสำหรับพระราชพิธี หรือการต้อนรับอาคันตุกะจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตราใด ๆ ดังเช่นในชุดไทยอัมรินทร์
ชุดไทยจิตรลดา เป็นการผสมผสานอย่างงดงามระหว่างความเรียบสง่าแบบไทยดั้งเดิมกับรสนิยมแบบสากลในยุค 1960 ได้อย่างกลมกลืน จึงนับเป็นต้นแบบที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย”
เส้นทางของคอสตูมดีไซน์เนอร์—จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สู่การวิจัย และก้าวต่อไปด้วย AI
เส้นทางของคอสตูมดีไซน์เนอร์—จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สู่การวิจัย และก้าวต่อไปด้วย AI
สวัสดีครับ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเริ่มติดตามเพจนี้ อาจจะสงสัยว่า...
ใครคือแอดมินของเพจ? แล้วทำไมถึงหลงใหลในแฟชั่นย้อนยุคหรือแฟชั่นในประวัติศาสตร์นัก?
คำตอบง่ายมากครับ—ผมเชื่อว่าเสื้อผ้าไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เราสวมใส่ แต่เป็นเรื่องของ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และ เรื่องเล่า ที่ถูกถักทอไว้ในทุกตะเข็บผ้า
และในโลกยุคใหม่ที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราศึกษาและเข้าใจอดีต ผมจึงเลือกใช้ AI เป็นเครื่องมือในการ อนุรักษ์และจินตนาการภาพแฟชั่นไทยในอดีตขึ้นมาใหม่ ด้วยความเคารพ
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า...
AI สร้างภาพแฟชั่นไทยในประวัติศาสตร์ได้จริงเหรอ?
คำตอบคือ—ทำได้ครับ แต่ไม่ใช่แค่กดปุ่มเดียวแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทันที
ถึงแม้จะมีเอ็นจินทรงพลังอย่าง Google Imagen ที่สามารถสร้างภาพที่ "ดูเหมือนไทย" ได้ในระดับหนึ่ง
แต่ภาพที่ได้ก็มักจะเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด—โครงร่างผิดยุค ผ้าผิดภาค หรือบางครั้งเจนชุดไทยเรือนต้น แต่ได้กระโปรงแบบ A Line แบบตะวันตกแทนผ้าซิ่น 😅
เพราะ AI พวกนี้ไม่ได้ "เข้าใจ" วัฒนธรรมไทยจริง ๆ มันเพียงแค่ “เดา” จากข้อมูลทั่วโลกที่ถูกป้อนเข้าไปเท่านั้น
แล้วทำไมภาพของผมจึง แม่นยำและถูกต้องตามบริบททางประวัติศาสตร์ มากกว่า?
ก็เพราะผมใช้ ระบบ AI แบบเปิด (open-source) และฝึกฝนโมเดลด้วยตนเองจาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์จริง
ผมคัดเลือกภาพถ่ายต้นฉบับอย่างระมัดระวัง แบ่งตามยุคสมัย ใส่คำอธิบายภาพอย่างละเอียด และนำไปฝึกโมเดล LoRA ด้วยตนเอง
กระบวนการนี้ต้องอาศัยทั้ง ประสบการณ์ในสายอาชีพจริง และ ความรู้ทางวิชาการ ควบคู่กันไปครับ
ในสายอาชีพจริงของผม—
ผมเป็น Emmy-nominated Costume Designer (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่เคยเข้าชิงรางวัลเอ็มมี) ทำงานอยู่ที่ลอนดอน
มีความเชี่ยวชาญในด้านแฟชั่นย้อนยุค โดยเฉพาะเสื้อผ้าไทยในมุมมองของโลกตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์
ผมจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน History of Dress, Asian Design and Material Culture จาก Royal College of Artที่ลอนดอน
โดยได้รับทุนวิจัยด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นจาก The V&A Museum
งานวิจัยของผมเน้นเรื่อง แฟชั่นและการเมืองในช่วงยุคล่าอาณานิคมในสยาม พม่า และญี่ปุ่น โดยนำความรู้จากประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์กว่า 25 ปี มาผสมผสานกับการศึกษาทางทฤษฎี
นอกจากนี้ ผมยังเคยศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย SOAS (School of Oriental and African Studies) ในลอนดอน
ในสาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยเน้นเรื่อง ประวัติศาสตร์การถ่ายภาพยุคแรกในสยาม และ ประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่หลังจากทำวิจัยมาได้หนึ่งปี ผมก็พบว่า—
ผมสามารถมีส่วนร่วมในวงวิชาการได้ โดยไม่จำเป็นต้องถือปริญญาเอก
เพราะผมมีเส้นทางอาชีพชัดเจนอยู่แล้วในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การเรียนต่อระดับ PhD จึงไม่ได้สร้างเส้นทางใหม่ให้ผม
อย่างไรก็ตาม วิธีวิทยาในการวิจัย (research methodology) และแนวทางการคิดเชิงวิพากษ์ที่ได้เรียนรู้มา ยังคงอยู่กับผม และผมนำมาใช้ในการค้นคว้าและสร้างผลงาน AI อยู่เสมอ
การผสมผสานระหว่างการออกแบบจริงในอุตสาหกรรม การศึกษาทางวิชาการ และการทดลองกับเทคโนโลยี AI
จึงเป็นพื้นฐานของผลงานในเพจนี้
ที่พยายามนำเสนอภาพที่ทั้ง สวยงาม น่าเชื่อถือ และถูกต้องตามประวัติศาสตร์
อาจมีคนถามว่า แล้วถ้าย้อนไปไกลกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ล่ะ?
ต้องขอบอกตามตรงว่า—ผมไม่ได้เชี่ยวชาญครับ
เพราะข้อมูลที่ใช้ฝึก AI ส่วนใหญ่มาจาก "ภาพถ่ายต้นฉบับ" ซึ่งเพิ่งเริ่มมีในสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ เท่านั้น
ผมจึงเน้นเฉพาะช่วง "ต้นรัตนโกสินทร์ถึงปัจจุบัน" ที่สามารถอ้างอิงกับภาพถ่ายและข้อมูลจริงได้
โพสต์นี้เป็นเพียงบทนำเท่านั้นครับ
โพสต์ถัดไป ผมจะมาเล่าประสบการณ์ตรงจากการเรียนที่ Royal College of Art
และการนำ AI มาใช้ศึกษาวัฒนธรรมไทยในแบบที่แปลกใหม่แต่เคารพต่ออดีต
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และขอฝากผลงานไว้ด้วยครับ 🙏
ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๑ ใน ๘)
ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
(ชุดแบบที่ 1 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)
AI Collection ชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่สง่างาม สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และเหมาะสมกับงานพิธีและโอกาสสำคัญต่าง ๆ
เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง 8 แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการกำเนิดของชุดเหล่านี้ ทั้งการจัดแสง ทรงผม และองค์ประกอบในภาพ ต่างได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมไทยนี้อย่างสมบูรณ์
ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภูมิใจในความเป็นไทยไปสู่คนรุ่นต่อไป
พระราชนิยมในการใช้ผ้าไทย: พระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชนิยมในการใช้ ผ้าไทย มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะทรงประกาศหมั้น นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศได้ขอสัมภาษณ์พระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงตอบอย่างชัดเจนว่า จะสนับสนุนและส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย
ในโอกาสนั้น พระองค์ในฐานะ “พระคู่หมั้น” ทรงเลือกใช้ ผ้าไหมไทย และ ซิ่นไทย สำหรับชุดต่าง ๆ รวมถึง ฉลองพระองค์ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ก็ทรงใช้ผ้าไทยอย่างภาคภูมิ ภายหลังจากพระราชพิธีดังกล่าว พระองค์ทรงยึดมั่นในพระราชปณิธาน และทรงพระกรุณาโปรดให้สร้าง “เครื่องแต่งกายแบบไทยตามพระราชนิยม” ขึ้น จนกลายเป็น เครื่องแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย มาจนถึงปัจจุบัน
ในสมัยที่เสด็จฯ เยือนประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก ยังไม่มีการกำหนดชุดไทยตามแบบพระราชนิยม พระองค์จึงทรงริเริ่มออกแบบฉลองพระองค์โดยใช้ ผ้าไหมไทย ผ้ายก และผ้าพื้นถิ่นไทย ต่าง ๆ มาตัดเย็บและประดิษฐ์ตกแต่ง เพื่อให้สื่อถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทย โดยทรงเจริญรอยตามสมเด็จพระพันปีหลวง สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ
ชุดไทยพระราชนิยม
“ชุดไทยพระราชนิยม” หมายถึง ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทยที่ใช้ในงานพิธี งานมงคลสมรส และโอกาสสำคัญต่าง ๆ ชุดเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ วัสดุ และการตกแต่ง โดยนิยมใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยประดิษฐ์ เช่น ผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือผ้ายกดอกทั้งผืน พร้อมตกแต่งด้วยซิป ตะขอ หรือกระดุมที่หุ้มด้วยผ้า และอาจปักมุก เลื่อม หรือใช้ลูกปัดตกแต่งเพื่อเพิ่มความสง่างาม
ประเภทผ้าที่นิยมใช้ เช่น:
ผ้าไหม: ทอจากเส้นด้ายที่ได้จากใยไหม
ผ้าฝ้าย: ทอจากเส้นด้ายฝ้ายธรรมชาติ
ผ้าใยประดิษฐ์: ผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ เรยอน เจอร์ซีย์ หรือโทเร
ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่
ชุดไทยเรือนต้น – เรียบง่าย เหมาะสำหรับงานไม่เป็นทางการหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
ชุดไทยจิตรลดา – สุภาพ เหมาะสำหรับงานพิธีการเล็กน้อยหรือรับรองแขก
ชุดไทยอมรินทร์ – งดงาม เหมาะกับงานราตรีหรืองานพิธีสำคัญ
ชุดไทยบรมพิมาน – ผ้าไหมลายสวย ใช้ในงานพิธีการและงานทางการ
ชุดไทยจักรี – หรูหรา สง่างาม เหมาะกับงานพิธีระดับสูง
ชุดไทยดุสิต – ใช้ผ้าไหมลวดลาย ปักลายวิจิตร สำหรับงานราตรีหรืองานฉลอง
ชุดไทยศิวาลัย – หรูหรา เน้นเครื่องประดับ ใช้ในงานพิธีสำคัญ
ชุดไทยจักรพรรดิ์ – สง่างามที่สุด ใช้ในงานพิธีใหญ่ระดับราชสำนัก
จุดเริ่มต้นของ AI Collection นี้: ชุดไทยเรือนต้นในโทนพาสเทลและสีน้ำ
ชุดไทยเรือนต้น ซึ่งเป็นชุดแบบที่ 2 ในชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้รับการตั้งชื่อตาม “พระตำหนักเรือนต้น” ในพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นเรือนไทยไม้สักแบบเรียบง่าย ชุดนี้ออกแบบให้เป็น ชุดลำลองของสตรีไทย สำหรับสวมใส่ในโอกาสไม่เป็นทางการ หรือในชีวิตประจำวัน โดยมีลักษณะเด่นคือ:
ใช้ ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ตัดเย็บเป็น ผ้านุ่งป้าย ยาวจรดข้อเท้า ลวดลายเป็นแนวขวางหรือตามยาว
เสื้อ คอกลมตื้น แขนสามส่วน ผ่าอก มีกระดุมห้าเม็ด ใช้ผ้าสีเดียวกันหรือตัดกับซิ่น
ใช้เครื่องประดับน้อย เพื่อเน้นความสุภาพเรียบง่าย
ชุดไทยเรือนต้นสะท้อนให้เห็นถึงความงามตามแบบไทยดั้งเดิม ควบคู่กับรสนิยมแบบสากลในยุค 1960 ได้อย่างลงตัว จึงเป็นแบบชุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ในบริบทของ ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย
ชุดไทยดุสิต ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย (๗ ใน ๘)
ชุดไทยดุสิต ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย
AI Collection นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และชุดสตรีไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่งดงาม เหมาะสมกับกาลเทศะ ทั้งยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยอย่างสง่างาม
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตั้งใจสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ โดยผสมผสานกลิ่นอายของ vintage fashion ยุค 1960s เข้าไปอย่างกลมกลืน ทั้งทรงผม การจัดองค์ประกอบ และแสงเงาในภาพ เนื่องจากชุดเหล่านี้ได้รับการออกแบบขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งในปีหน้า UNESCO มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราจึงควรร่วมกันภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อความเป็นไทยนี้ให้ลูกหลานในอนาคต
พระราชนิยมในการใช้ผ้าไทย: พระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชนิยมในการใช้ ผ้าไทย มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะทรงประกาศหมั้น นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศได้ขอสัมภาษณ์พระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงตอบอย่างชัดเจนว่า จะสนับสนุนและส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย
ในโอกาสนั้น พระองค์ในฐานะ “พระคู่หมั้น” ทรงเลือกใช้ ผ้าไหมไทย และ ซิ่นไทย สำหรับชุดต่าง ๆ รวมถึง ฉลองพระองค์ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ก็ทรงใช้ผ้าไทยอย่างภาคภูมิ ภายหลังจากพระราชพิธีดังกล่าว พระองค์ทรงยึดมั่นในพระราชปณิธาน และทรงพระกรุณาโปรดให้สร้าง “เครื่องแต่งกายแบบไทยตามพระราชนิยม” ขึ้น จนกลายเป็น เครื่องแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย มาจนถึงปัจจุบัน
ในสมัยที่เสด็จฯ เยือนประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก ยังไม่มีการกำหนดชุดไทยตามแบบพระราชนิยม พระองค์จึงทรงริเริ่มออกแบบฉลองพระองค์โดยใช้ ผ้าไหมไทย ผ้ายก และผ้าพื้นถิ่นไทย ต่าง ๆ มาตัดเย็บและประดิษฐ์ตกแต่ง เพื่อให้สื่อถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทย โดยทรงเจริญรอยตามสมเด็จพระพันปีหลวง สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ
ชุดไทยพระราชนิยม
“ชุดไทยพระราชนิยม” หมายถึง ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทยที่ใช้ในงานพิธี งานมงคลสมรส และโอกาสสำคัญต่าง ๆ ชุดเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ วัสดุ และการตกแต่ง โดยนิยมใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยประดิษฐ์ เช่น ผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือผ้ายกดอกทั้งผืน พร้อมตกแต่งด้วยซิป ตะขอ หรือกระดุมที่หุ้มด้วยผ้า และอาจปักมุก เลื่อม หรือใช้ลูกปัดตกแต่งเพื่อเพิ่มความสง่างาม
ประเภทผ้าที่นิยมใช้ เช่น:
ผ้าไหม: ทอจากเส้นด้ายที่ได้จากใยไหม
ผ้าฝ้าย: ทอจากเส้นด้ายฝ้ายธรรมชาติ
ผ้าใยประดิษฐ์: ผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ เรยอน เจอร์ซีย์ หรือโทเร
ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่
ชุดไทยเรือนต้น – เรียบง่าย เหมาะสำหรับงานไม่เป็นทางการหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
ชุดไทยจิตรลดา – สุภาพ เหมาะสำหรับงานพิธีการเล็กน้อยหรือรับรองแขก
ชุดไทยอมรินทร์ – งดงาม เหมาะกับงานราตรีหรืองานพิธีสำคัญ
ชุดไทยบรมพิมาน – ผ้าไหมลายสวย ใช้ในงานพิธีการและงานทางการ
ชุดไทยจักรี – หรูหรา สง่างาม เหมาะกับงานพิธีระดับสูง
ชุดไทยดุสิต – ใช้ผ้าไหมลวดลาย ปักลายวิจิตร สำหรับงานราตรีหรืองานฉลอง
ชุดไทยศิวาลัย – หรูหรา เน้นเครื่องประดับ ใช้ในงานพิธีสำคัญ
ชุดไทยจักรพรรดิ์ – สง่างามที่สุด ใช้ในงานพิธีใหญ่ระดับราชสำนัก
จุดเริ่มต้นของ AI Collection นี้: ชุดไทยดุสิต
เราจะเริ่มต้นด้วย “ชุดไทยดุสิต” ชุดแบบที่ 1 ใน 8 แบบ ซึ่งเป็นชุดที่ออกแบบมาให้ใช้ในงานกลางคืนแทนชุดราตรีแบบตะวันตก มีลักษณะโดดเด่นดังนี้:
เสื้อคอกลมกว้าง ไม่มีแขน เข้ารูป ปักลวดลายไทยด้วยลูกปัด
ซิ่นไหมยกดิ้นทองลายดอกพิกุล ตัดแบบหน้านาง มีชายพก
เหมาะกับ งานราตรีสโมสร หรือใช้เป็น ชุดฉลองสมรส
สามารถสวมใส่เครื่องประดับได้ทั้งแบบไทยและตะวันตก เช่น ต่างหู สร้อยคอ แหวน
เสื้ออาจเย็บติดกับผ้าซิ่นหรือแยกเป็นท่อนก็ได้
ชุดไทยดุสิต สะท้อนทั้งรสนิยมแบบไทยและสากลในช่วงทศวรรษ 1960 อย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ในบริบทของ vintage-inspired Thai elegance อย่างแท้จริง
แฟชั่นสตรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1919) และอิทธิพลต่อสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนกลาง
แฟชั่นสตรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1919) และอิทธิพลต่อสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนกลาง
ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1910 หรือช่วงต้นของรัชกาลที่ ๖ แฟชั่นสตรีในโลกตะวันตกยังคงเปี่ยมด้วยความหรูหรา สะท้อนค่านิยมแห่งยุคเอ็ดเวิร์ดด้วยชุดกระโปรงยาวกรอมเท้า โครงเสื้อทรงเอสเคิร์ฟ (S-curve silhouette) การปักประดับอย่างวิจิตร และเสื้อผ้าชั้นในที่สวมใส่อย่างซับซ้อน เสื้อผ้าเป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม ความเป็นสตรี และภาพลักษณ์แห่งความสง่างาม แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914 โลกของแฟชั่นก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน สงครามไม่ได้เปลี่ยนแค่การเมืองและเศรษฐกิจ หากยังเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายของผู้หญิง การเคลื่อนไหว และภาพลักษณ์ของสตรีในสังคมอย่างถาวร
จุดเปลี่ยนยามสงคราม: จากความวิจิตรสู่ประโยชน์ใช้สอย
เมื่อผู้ชายจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปรบ ในโลกตะวันตก สตรีจึงต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทนในภาคสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในโรงงาน เป็นบุรุษไปรษณีย์ พนักงานเก็บตั๋ว ตำรวจหญิง หรือแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การแต่งกายของพวกสตรีเหล่านี้จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความคล่องตัว ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับงานที่ต้องทำ
กระโปรงยาวจรดพื้นถูกเลิกใช้อย่างรวดเร็ว และแทนที่ด้วยกระโปรงยาวเพียงข้อเท้าหรือครึ่งน่อง ซึ่ง ไม่เกะกะและปลอดภัยมากกว่าในสภาพแวดล้อมการทำงาน ทรงกระโปรงเปลี่ยนเป็น ทรงเอไลน์ (A-line) ที่เรียบง่าย สวมใส่สบาย ทรวดทรงของชุดหลวมขึ้น และ ลวดลายตกแต่งถูกลดทอน เสื้อรัดทรง (คอร์เซต) ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกุลสตรี กลายเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับงานแรงงานแทนที่ด้วยเสื้อเชิ้ต แจ็กเก็ตเรียบง่าย และเข็มขัดที่รัดเอวพอประมาณ
เสื้อผ้าแบบเครื่องแบบกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของสตรีสมัยใหม่ เช่น เครื่องแบบของกองกำลังหญิงช่วยรบแห่งอังกฤษ (WAAC) หรือชุดของกลุ่ม Land Girls ที่ประกอบด้วยเสื้อคลุมผ้าวูล กระโปรงหนา และรองเท้าบูตแข็งแรง เครื่องแต่งกายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้ประโยชน์ได้จริงเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงอุดมคติของผู้หญิงที่เข้มแข็ง อดทน และมีจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ
ช่วงเปลี่ยนผ่านแห่งรูปร่าง: รากฐานของแฟชั่นยุคฟลัปเปอร์ (Flapper)
กระแสการแต่งกายที่เน้นประโยชน์ใช้สอยในช่วงสงคราม ได้ปูทางให้กับการปฏิวัติแฟชั่นครั้งใหญ่ในยุค 1920 ภายหลังสงคราม ภาพอุดมคติของร่างกายหญิงสาวได้เปลี่ยนไปจากสรีระโค้งเว้าแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน กลายเป็นรูปแบบที่ ผอมเพรียวและดูอ่อนเยาว์ ชายกระโปรงยังคงสั้นกว่าก่อนสงคราม และชุดกระโปรงยุคใหม่มักมี ช่วงเอวที่ลดต่ำลง, เนื้อผ้าเบา, และ ดีไซน์หลวม ที่อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหว
จากบริบทนี้เกิดรูปแบบใหม่ของผู้หญิงที่เรียกว่า “ฟลัปเปอร์” – หญิงสาวผู้กล้าทำลายขนบเดิม สูบบุหรี่ เต้นรำ และแสดงออกถึงอิสรภาพส่วนตัว ชุดของเธอคือทายาทโดยตรงของเสื้อผ้ายุคสงคราม: สวมกระโปรงสั้นที่คล่องตัว ไม่ใส่คอร์เซต และหยิบยืมรายละเอียดแบบผู้ชาย เช่น หมวกโคลช์ (cloche) และรองเท้าออกซ์ฟอร์ด สงครามได้ลบเส้นแบ่งทางเพศ และแฟชั่นในยุคหลังสะท้อนถึงความคลุมเครือทางบทบาทนี้อย่างชัดเจน
กลิ่นอายแบบชายและแฟชั่นที่เป็นกลางทางเพศ
หลังสงคราม ผู้หญิงจำนวนมากยังคงชื่นชอบความสะดวกสบายและความคล่องตัวที่ได้จากเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ เสื้อแจ็กเก็ตตัดเย็บแบบผู้ชาย เสื้อคลุมกันฝน (trench coat) และเสื้อเชิ้ตแบบมีปก เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าประจำวัน การที่ผู้หญิงเริ่มทำงานในสำนักงาน และมีสิทธิเสียงทางการเมืองมากขึ้น (เช่น สิทธิเลือกตั้งในบางประเทศ) ก็ยิ่งผลักดันให้ แฟชั่นกลายเป็นเรื่องของการแสดงตัวตน มากกว่าความงามเพียงผิวเผิน
สไตล์แบบเป็นกลางทางเพศ (androgynous aesthetic) จึงกลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นสำคัญของแฟชั่นยุค 1920 ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงาม แต่เพราะมันคือ เครื่องมือในการแสดงอัตลักษณ์และเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงยุคใหม่
อิทธิพลต่อสยาม: การปฏิรูปยุค ร.6 และกระโปรงที่สั้นขึ้น
สยามในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6, พ.ศ. 2453–2468) ก็กำลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูปครั้งสำคัญ ภายใต้นโยบายสร้างรัฐสมัยใหม่ การแต่งกายกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนความเจริญและภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ
ก่อนหน้านี้ สตรีไทยนิยมสวม โจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่น กับ เสื้อเบลาส์แบบเอ็ดวอร์เดีย และ แพรสพาย แต่เมื่อความคิดแบบตะวันตกเข้าสู่ราชสำนักและระบบการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง ผู้หญิงไทยเริ่มนำเสื้อผ้าแบบตะวันตกมาประยุกต์เข้ากับผ้าทอไทย เช่น การสวมเสื้อเบลาส์ ตัดเย็บแบบฝรั่งกับผ้าซิ่น หรือคลุมทับด้วยแจ็กเก็ตตะวันตก แฟชั่นสตรีในช่วงสงครามโลก ซึ่งเน้นความคล่องตัวและการทำงาน สะท้อนออกมาในรูปแบบของ เครื่องแบบนักเรียนหญิง เครื่องแบบข้าราชการหญิง และเสื้อผ้าแนวเครื่องแบบ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเสื้อผ้าทหารหญิงในยุโรป
ในขณะเดียวกัน ภาพถ่ายจากช่วงปลายรัชกาลที่ 6 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สตรีไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เริ่ม สวมผ้าซิ่นสั้นขึ้นจนเห็นข้อเท้า หรือบางครั้งถึงระดับน่อง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากประเพณีเดิม การสั้นขึ้นของชายกระโปรงหรือผ้าซิ่น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในยุโรปหลังสงคราม สะท้อนทั้ง ความทันสมัยของสังคมเมือง และ การปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์ โดยยังคงรากเหง้าความเป็นไทยไว้ในลวดลายผ้าและโครงชุดที่ไม่ละทิ้งความงามแบบดั้งเดิม
บทสรุป: การปฏิวัติแฟชั่นระดับโลก
สงครามโลกครั้งที่ 1 เปลี่ยนบทบาทของผู้หญิงไปอย่างสิ้นเชิง และแฟชั่นก็ปรับตามอย่างฉับพลัน จากชุดรัดรูปหรูหราแห่งยุคเอ็ดเวิร์เดียน สู่ชุดยูนิฟอร์มเรียบง่ายของผู้หญิงทำงาน ก่อนกลายเป็นชุดกระโปรงสั้นอิสระแห่งยุคฟลัปเปอร์
สำหรับสยาม การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นในราชสำนักและสังคมชั้นสูงในรัชกาลที่ 6 ที่เริ่มรับเอารูปแบบการแต่งกายแบบตะวันตกมาใช้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ของตนไว้ นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ แฟชั่นสตรีไทย ที่เริ่มผสานความงามแบบไทยเข้ากับความสะดวกสบายและความคล่องตัวแบบตะวันตกอย่างกลมกลืน
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ mood boards และสไตล์แฟชั่น: กรณีศึกษาแฟชั่นของสตรีในภาคเหนือของไทยระหว่างปี 1913–1919 (รัชกาลที่ ๖ ตอนต้น)
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ mood boards และสไตล์แฟชั่น: กรณีศึกษาแฟชั่นของสตรีในภาคเหนือของไทยระหว่างปี 1913–1919 (รัชกาลที่ ๖ ตอนต้น)
ผมต้องการแสดงให้เห็นว่า AI สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ในการออกแบบสไตล์แฟชั่นและการสร้าง mood board ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้จัดทำ mood board สำหรับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งมีฉากหลังอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ระหว่างปี ค.ศ. 1913 ถึง 1919 โดยมีเค้าโครงเรื่องอิงจากบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1
ภารกิจของผมคือการสร้างภาพลักษณ์ของแฟชั่นสตรีล้านนาในยุคดังกล่าว ซึ่งเป็นสไตล์ที่เคยมีอยู่จริง แต่แทบไม่มีการบันทึกไว้ในลักษณะเชิงแฟชั่นอย่างชัดเจน ผมต้องการออกแบบลุคใหม่ที่ทั้งใหม่ อ่อนหวาน และเน้นความเป็นผู้หญิง โดยยังคงอิงประวัติศาสตร์ แต่เติมจินตนาการเข้าไปเพื่อให้เรื่องราวดูร่วมสมัยและมีเสน่ห์ทางภาพ
โดยเริ่มต้น ผมได้นำภาพถ่ายขาวดำในยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มาทำการลงสีใหม่ด้วย AI เพื่อคืนชีวิตให้ภาพเหล่านั้น พร้อมทั้งใช้เปรียบเทียบแฟชั่นระหว่างหญิงชาวตะวันตก หญิงไทยในกรุงเทพฯ และหญิงล้านนาในภาคเหนือ กระบวนการนี้ช่วยให้ผมเข้าใจบริบทแฟชั่นในยุคนั้น และสามารถมองเห็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ภาพลักษณ์ใหม่ได้
จากการสังเกต ผมพบว่าสไตล์การแต่งกายของหญิงชาวเหนือได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพลักษณ์ของ เจ้า หรือ เจ้าดารารัศมี โดยเฉพาะทรงผมเกล้ามวยสูงที่มีแรงบันดาลใจจากทรงผมญี่ปุ่น แม้จะดูงดงามและสง่างาม แต่สำหรับผมแล้ว มันยังขาดความสดใหม่และความหลากหลายทางอารมณ์ที่สามารถถ่ายทอดผ่านตัวละครหญิงได้อย่างลึกซึ้ง
ผมจึงตั้งใจออกแบบรูปลักษณ์ใหม่ที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกแบบอ่อนหวาน สไตล์ของหญิงชาวกรุงเทพฯ และรูปทรงพื้นเมืองของเชียงใหม่เข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นผมใช้ AI ฝึกโมเดลเพื่อให้เข้าใจซิลูเอตในยุคนั้น และสามารถสร้างรูปทรงใหม่ขึ้นจากการผสมผสานดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้คือซิลูเอตใหม่ที่ผมตั้งชื่อว่า “Lanna Early Teens” ซึ่งกลายเป็นสไตล์ซิกเนเจอร์ที่ผมออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับงานนี้
ลุคนี้มีลักษณะโดดเด่นด้วยซิลูเอตที่เกล้ายกสูงแบบตะวันตก เสริมด้วยเสื้อบลาวส์สไตล์ต้นยุค 1910s เสื้อหลายตัวเป็นแขนสามส่วน มีการซ้อนชั้นสองชั้น และมักมีคอเสื้อต่ำ บางชุดมีปกแบบกะลาสี จับคู่กับผ้าซิ่นแบบเชียงใหม่ ถุงน่องสีขาว และรองเท้าวินเทจแบบยุโรป
สำหรับชุดของผู้ชาย ผมออกแบบให้มีการผสมผสานระหว่างแฟชั่นชายตะวันตกช่วงปลายยุคเอ็ดเวิร์เดียน เช่น เสื้อเชิ้ตคอถอดได้ และสูทสามชิ้น เข้ากับชุดทหารในสมัยรัชกาลที่ 6 ของไทย ซึ่งผมเคยออกแบบไว้ก่อนหน้านี้ โดยใช้เสื้อสีเทากับกางเกงสีน้ำเงินเข้ม นอกจากนี้ ผมยังเพิ่มชุดขาวแบบอาณานิคมซึ่งประกอบด้วยเสื้อคอจีน กางเกงเข้าชุด และหมวกอาณานิคม เพื่อสะท้อนอิทธิพลจากโลกภายนอกในยุคนั้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว ผลงานนี้เป็นการจินตนาการใหม่ของแฟชั่นในภาคเหนือของไทยระหว่างปี 1913–1919 โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบ ทั้งในด้านภาพ และการสร้างแฟชั่นประวัติศาสตร์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า AI เมื่อถูกนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ย่อมสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนที่น่าทึ่งในงานออกแบบแฟชั่นได้อย่างแท้จริง
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪) (ตอนที่ 5)
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 4)
ผลงานชุดนี้เป็นคอลเลกชันที่สร้างขึ้นจากการลงสีและปรับแต่งด้วย AI โดยอ้างอิงจากการศึกษาภาพถ่ายเก่าในเอกสารจดหมายเหตุ คอลเลกชัน AI ชุดนี้ประกอบด้วยภาพลงสีซึ่งแสดงให้เห็นการผสมผสานทรงผมสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตกเข้ากับทรงผมแบบเชียงใหม่ในยุคสมัยล้านนาเอ็ดเวิร์เดียนอย่างกลมกลืน เพื่อให้สามารถศึกษาภาพอ้างอิงได้อย่างชัดเจนและละเอียดที่สุด ผมได้ลงสีภาพของสตรีหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าดารารัศมี, คุณหญิงบุญปั๋น สิงหลกะ, ยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui – 安井てつ) และ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ซึ่งล้วนไว้ “ทรงผมโซขุฮัตสึ” (そくはつ/束髪)”
เมื่อแฟชั่นข้ามวัฒนธรรมผ่านทรงผมของแม่ญิงล้านนา
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (พ.ศ. 2440–2453 หรือ ค.ศ. 1897–1910) แฟชั่นของสตรีชั้นสูงในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่อง ทรงผม ซึ่งสะท้อนอิทธิพลจากราชสำนักยุโรปและญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ ทรงผมที่หญิงสาวนิยมในยุคนี้มีลักษณะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย หรือทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูง (Upswept Hair) เป็นสัญลักษณ์ของความงามสมัยใหม่ ทรงผมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความงาม แต่เป็นกระจกสะท้อนการรับอารยธรรมจากต่างประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นของผู้หญิงล้านนาในเวลาต่อมา
ต้นธารจากฝรั่งเศสสู่ญี่ปุ่น: จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪)
จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจเกิดจากราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ในยุคศิลปะแบบ Rococo กับทรงผมที่ชื่อว่า "A La Pompadour" ซึ่งตั้งชื่อตาม มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour, ค.ศ. 1721–1764) พระสนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงผมนี้เน้นการตีผมให้สูง พอง และมีรูปทรงหรูหรา กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีรสนิยมของผู้หญิงในสังคมชั้นสูงในยุโรปในช่วงเวลานั้น
ต่อมา ในช่วง ยุคเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868–1912) ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศและรับอิทธิพลตะวันตก ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ (束髪)” ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากทรงปงปาดูร์ของฝรั่งเศส แล้วปรับให้เหมาะกับผมหญิงญี่ปุ่น เป็นการเกล้ามวยสูงที่ทันสมัยและแสดงถึงการศึกษาและความก้าวหน้า
กระแสทรงผมปงปาดูร์ในโลกตะวันตก: จากฝรั่งเศสสู่ Gibson Girl
ในช่วงเวลาเดียวกัน — ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับ ยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian Era, ค.ศ. 1901–1910) ในอังกฤษและยุโรป — ทรงผมแบบ A La Pompadour ก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในหมู่หญิงสาวชนชั้นกลางและสูงในโลกตะวันตก ผ่านภาพลักษณ์ของ Gibson Girl ซึ่งเป็นตัวแทนของ “หญิงทันสมัย” ในอเมริกาและยุโรป ทรงผมของ Gibson Girl เน้นการเกล้าผมให้พองและสูง ด้วยปริมาตรที่งามสง่าและเป็นธรรมชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากทรง Pompadour ของศตวรรษก่อน
ภาพวาดของ Charles Dana Gibson ที่สร้างภาพหญิงสาวอเมริกันผู้มั่นใจ ทันสมัย และมีความคิดเป็นของตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้ทรงผมแบบนี้กลายเป็นแฟชั่นหลักทั่วโลกตะวันตกในเวลานั้น และมีอิทธิพลมาไกลถึงทวีปเอเชียรวมถึงสยาม โดยเฉพาะในหมู่สตรีผู้ที่มีการศึกษาและอยู่ในสังคมเมืองหลวง
สำหรับทรงผมทรงนี้ในสยาม ผู้ที่นำทรงผมนี้มาเผยแพร่ในสยามคาดว่าคือ นางยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui, 安井てつ) ครูหญิงชาวญี่ปุ่นผู้บุกเบิกการศึกษาสตรีสมัยใหม่ในสยาม โดยในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เธอได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินี ซึ่งถือเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำของสยามในยุคนั้น
แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาษา วัฒนธรรม และอากาศที่แตกต่างจากบ้านเกิด แต่ยะสุอิ เท็ตสึได้ทุ่มเทสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนหญิงด้วยความเข้มงวดและความเมตตา พร้อมทั้งปลูกฝังวินัย ความรู้สมัยใหม่ และแบบแผนการวางตัวแบบสตรีมีการศึกษา รวมถึงภาพลักษณ์ภายนอกอันสง่างาม
หนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักเรียนและข้าราชบริพารฝ่ายใน คือ ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ” (束髪) ซึ่งเธอเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยและหรูหราทุกวัน ทรงผมแบบนี้แสดงถึงความเป็นหญิงทันสมัย การศึกษา ความสะอาดเรียบร้อย และความนอบน้อมตามแบบฉบับญี่ปุ่น กลายเป็นแบบอย่างให้บรรดานักเรียนหญิง และแพร่หลายมาถึงราชสำนักฝ่ายใน
อีกหนึ่งหลักฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเผยแพร่วัฒนธรรมทรงผมแบบญี่ปุ่นในราชสำนักไทย คือเรื่องราวของท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา (พ.ศ. 2429–2511) ซึ่งเคยเป็นข้าหลวงของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ท่านเป็นหนึ่งในนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้รับพระราชทานทุนให้เดินทางไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2446 เพื่อไปเรียนวิชาปักสะดึง และวาดเขียนแบบญี่ปุ่น โดยออกเดินทางพร้อมกับนายโทคิชิ มาซาโอะ หรือที่คนไทยเรียกว่านายเมาเซา และภริยา หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาราว 4 ปี ท่านผู้หญิงขจรกลับมาสู่ราชสำนักไทย พร้อมนำวัฒนธรรมหลายอย่างจากญี่ปุ่นกลับมาด้วย หนึ่งในนั้นคือแบบแผนการทำผมที่ได้รับความนิยมในราชสำนักสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในหมู่ข้าหลวงและสตรีชั้นสูง ซึ่งมีลักษณะคล้ายทรงโซขุฮัตสึของญี่ปุ่น เรื่องราวเหล่านี้ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสืองานศพของท่านผู้หญิงขจร ถือเป็นอีกแหล่งอ้างอิงสำคัญที่ยืนยันบทบาทของท่านในฐานะผู้ถ่ายทอดทรงผมแบบญี่ปุ่นในราชสำนักสยามยุคนั้น
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี: แม่หญิงล้านนาผู้นำแฟชั่น
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ มีฐานะเป็นเจ้าหญิงล้านนา จากเชียงใหม่ ได้เข้ารับราชการในราชสำนักสยามพร้อมกับข้าราชบริพารหญิงจากเชียงใหม่และล้านนา ในช่วงที่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ พระองค์ทรงรับอิทธิพลทรงผมแบบมวยสูงที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่สตรีในวัง และพระองค์ทรงปรับนำมาใช้ทั้งส่วนพระองค์และในหมู่ข้าหลวงฝ่ายในที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ และแฟชั่นทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูงนี้ก็แพร่อิทธิพลไปถึงเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและแฟชั่นในหัวเมืองเหนือ