History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

เครื่องแต่งกายพิธีการในยุคล่าอาณานิคม: การส่งคืนเมืองตราดในปี พ.ศ. 2450

เครื่องแต่งกายพิธีการในยุคล่าอาณานิคม: การส่งคืนเมืองตราดในปี พ.ศ. 2450

ภาพถ่ายเหล่านี้ได้รับการลงสีและปรับแต่งด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยให้ผู้ชมสามารถจินตนาการภาพถ่ายขาวดำในอดีตในรูปแบบที่มีสีสันและมิติเสมือนจริงยิ่งขึ้น ขอขอบคุณเพจ 50+ ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่ายต้นฉบับขาวดำของภาพถ่ายหมู่ประวัติศาสตร์ชุดนี้

ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์: การทูตผ่านเครื่องแต่งกาย

ในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ได้มีพิธีการทูตสำคัญเกิดขึ้นที่เมืองตราด เมื่อทางการฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นปกครองดินแดนในอินโดจีน ซึ่งรวมไปด้วยสามประเทศ ลาว เวียดนาม และเขมร ได้ส่งมอบเมืองตราดกลับคืนให้แก่สยาม โดยมี มองซิเออร์ อาร์มองด์ รุสโซ เรสิดังต์แห่งเมืองกำปอต เป็นผู้แทนฝ่ายฝรั่งเศส และ พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยศิริ) เป็นข้าหลวงผู้แทนรัฐบาลไทย

พิธีในวันนั้นมิได้เป็นเพียงการลงนามส่งมอบดินแดน หากยังเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่าน "เครื่องแต่งกายทางการ" ซึ่งถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสื่อถึงอำนาจ อธิปไตย และความมีอารยะของทั้งสองชาติอย่างชัดเจน

เครื่องแบบฝรั่งเศสในดินแดนอินโดจีน: ความน่าเกรงขามและอำนาจอาณานิคม

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและทหารในสังกัดสวมเครื่องแบบ สีขาวทั้งชุด ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับภูมิอากาศแบบเขตร้อน และสะท้อนระเบียบแบบแผนของจักรวรรดิฝรั่งเศส:

  • เสื้อแจ็กเก็ตและกางเกงขายาวสีขาว: ตัดเย็บจากผ้าบางเบา แขนยาว คอจีน ติดกระดุมทอง สื่อถึงวินัยและความเป็นระเบียบ

  • หมวกปีกกว้าง (pith helmet): ถือไว้ใต้แขนในภาพถ่าย เป็นหมวกสัญลักษณ์ของการปกครองแบบอาณานิคม ใช้กันแดดและบ่งบอกสถานะ

  • เหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์: เจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างมองซิเออร์รุสโซประดับเหรียญเต็มอก เป็นเครื่องยืนยันถึงเกียรติยศส่วนบุคคล และความยิ่งใหญ่ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส

  • รองเท้าหนังสีดำขัดมัน หรือรองเท้าบู๊ตแบบทหาร เสริมความเรียบร้อยในภาพลักษณ์

เครื่องแบบสีขาวเหล่านี้ ไม่ได้สื่อถึงแค่การเป็นเจ้าอาณานิคม แต่ยังต้องการนำเสนอภาพฝรั่งเศสในฐานะ “ผู้ให้ความศิวิไลซ์” แก่ประเทศอาณานิคม

เครื่องแบบข้าราชการไทย: การผสานระหว่างยุโรปและอัตลักษณ์ไทย

ฝ่ายไทยซึ่งนำโดย พระยาศรีสหเทพ ได้เลือกสวมเครื่องแบบที่สะท้อน การผสมผสานระหว่างความทันสมัยแบบตะวันตก กับขนบธรรมเนียมไทย อย่างกลมกลืน:

  • เสื้อราชปะแตนสีขาว: มีรูปแบบคล้ายเครื่องแบบยุโรป แต่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย ตกแต่งด้วยกระดุมทองและอินทรธนู แสดงถึงอำนาจและสถานะราชการ

  • โจงกระเบนไหมสีม่วง: ข้าราชการบางคนยังคงสวมโจงกระเบนแทนกางเกงขายาว เป็นการธำรงเครื่องแต่งกายไทยเดิมร่วมกับเครื่องแบบสมัยใหม่

  • เหรียญตราและเครื่องหมายเกียรติยศ: ข้าราชการไทยหลายคนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนักไทย และการได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

  • ทรงผมและหนวดเครา: บุคลิกของข้าราชการไทยในภาพ รวมถึงภาพเหมือนที่คุณแนบมา แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันด้านบุคลิกภาพ ตามแบบนิยมของผู้มีการศึกษาในยุคนั้น

การแต่งกายของฝ่ายไทยในพิธีนี้ คือภาพแทนของ “การปรับตัวอย่างมีศักดิ์ศรี” ในบริบทของประเทศที่ยังรักษาเอกราชไว้ได้ท่ามกลางกระแสอาณานิคม

เสื้อผ้าในฐานะการทูต: ภาษาทางอำนาจผ่านการแต่งกาย

การแต่งกายอย่างเป็นทางการในพิธีส่งคืนเมืองตราดครั้งนี้ มีนัยมากกว่าความสง่างามทางสายตา—มันคือ ภาษาทางการทูต ที่บ่งบอกเจตจำนงของแต่ละประเทศ

ฝ่ายฝรั่งเศสเลือกเครื่องแบบที่แสดงถึง ระเบียบ อำนาจ และลำดับชั้น ขณะที่ฝ่ายไทยเลือกผสมผสานระหว่าง ความทันสมัยกับความเป็นไทย สื่อถึงประเทศที่ยืนหยัดอยู่ได้ในเวทีโลก โดยไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ของตน

มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนปัจจุบัน

พิธีในปี พ.ศ. 2450 นี้ ไม่ได้ทิ้งไว้แค่บันทึกทางการเมือง แต่ยังทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์แฟชั่นของไทย การนำรูปแบบตะวันตกมาผสมผสานกับการแต่งกายไทยในราชสำนัก ได้กลายเป็นแม่แบบของเครื่องแบบข้าราชการไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ในทางฝรั่งเศส เครื่องแบบยุคอาณานิคมกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอดีตที่ถูกหยิบยกมาทบทวนผ่านนิทรรศการ ภาพยนตร์ และบันทึกประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ส่งคืนเมืองตราดในปี พ.ศ. 2450 จึงยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำผ่าน ภาษาของเครื่องแต่งกาย ซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์ได้ไม่แพ้เอกสารสัญญา

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 2 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม) (ตอนที่ 2)

ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 2 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม) (ตอนที่ 2)

AI Collection ในซีรีส์ ชุดไทยพระราชนิยม ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๔ เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่สง่างาม สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และเหมาะสมกับงานพิธีและโอกาสสำคัญต่าง ๆ

ชุดไทยจิตรลดา นับเป็นชุดแบบที่ 2 ในบรรดาชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ออกแบบมาเพื่อสวมใส่ในงานพิธีช่วงเวลากลางวัน มีลักษณะสุภาพ เรียบหรู และแฝงไว้ด้วยความเป็นทางการ ตัวเสื้อทำจากผ้าไหมแขนยาว คอตั้งเล็กน้อยในแบบคอจีน เพื่อเสริมภาพลักษณ์อันสง่างามและเป็นทางการ แตกต่างจากชุดไทยเรือนต้นที่ใช้คอกลมต่ำและเหมาะกับโอกาสลำลอง

เสื้อทรงจิตรลดานี้นิยมสวมคู่กับ ผ้าซิ่นยาวคลุมข้อเท้า ซึ่งมักทอด้วยเทคนิค “ยกเชิง” โดยอาจเลือกใช้ผ้าพื้นสีเดียวกัน หรือผ้าต่างสีก็ได้ตามความเหมาะสม ชุดนี้เหมาะสำหรับพระราชพิธี หรือการต้อนรับอาคันตุกะจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตราใด ๆ ดังเช่นในชุดไทยอัมรินทร์

แรงบันดาลใจจากขนยูงและแฟชั่นวินเทจ

สำหรับคอลเลกชันแฟชั่น ชุดไทยจิตรลดาที่สร้างสรรค์ด้วย AI ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของขนยูงไทย ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและความมีศักดิ์ศรีในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทย ขนนกยูงมีลวดลายแวววาวที่สะท้อนแสงได้หลากสีสัน

ผมจึงเลือกนำโทนสีหลักจากขนยูงมาถ่ายทอดลงในงานออกแบบแฟชั่นชุดไทยจิตรลดาในคอลเลกชันนี้ ซึ่งประกอบด้วย สีเขียวหยก (jade green), สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (turquoise), สีน้ำเงินอุลตร้ามารีน (ultramarine), และสีน้ำเงินเข้มอมม่วงแบบลาพิสลาซูลี (lapis lazuli) โทนสีเหล่านี้สะท้อนถึงความสงบ ความมั่นคง และความสง่างาม ทั้งยังชวนให้นึกถึงเสื้อผ้าไหมแบบชาววังในอดีต

คอลเลกชันนี้ยังผสานกลิ่นอายของแฟชั่นวินเทจยุค 1960s ซึ่งเป็นยุคที่ชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดรูปแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในเวทีระหว่างประเทศ

ด้วยเทคโนโลยี AI ผมสามารถสร้างสรรค์ภาพแฟชั่นที่สะท้อนความงดงามของชุดไทยจิตรลดาในยุคปัจจุบัน โดยยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างดั้งเดิม อันเป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ไทยผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21 การใช้ AI ในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างภาพแฟชั่น หากแต่เป็นการ อนุรักษ์ ถ่ายทอด และเฉลิมฉลองมรดกวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัย

พระราชนิยมในการใช้ผ้าไทย: พระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ๑๔ ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา เพื่อทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศเป็นระยะเวลา ๖ เดือน นับเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย

ในเวลานั้น ประเทศไทยยังไม่มี "ชุดแต่งกายประจำชาติ" ที่ใช้ในโอกาสระดับสากล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงเชิญผู้มีความรู้หลายท่านมาถวายคำแนะนำ พร้อมทั้งทรงศึกษาจากภาพถ่ายและภาพวาดของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในในสมัยก่อน ซึ่งยังไม่มีรูปแบบที่กำหนดแน่ชัด ต่อมาทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค พระญาติสนิทและนางสนองพระโอษฐ์ ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน และอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ เพื่อขอคำแนะนำและข้อมูลสำหรับใช้ในการรังสรรค์เครื่องแต่งกายไทยที่จะทรงใช้ในการโดยเสด็จครั้งนี้

สมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงได้มีพระราชดำริให้สร้างสรรค์ฉลองพระองค์แบบใหม่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน งดงาม สง่างาม และสามารถสวมใส่ได้จริงในบริบทของโลกสมัยใหม่ โดยมีพระราชปณิธานให้ฉลองพระองค์เหล่านี้เป็นต้นแบบของ "ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย" ที่สามารถนำไปใช้ในโอกาสพิธีการและงานสำคัญต่าง ๆ

บทบาทของดีไซเนอร์ไทยและการสืบทอดแบบแผน

ในระยะแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางสาวไพเราะ พงษ์เจริญ เป็นผู้ตัดเย็บฉลองพระองค์ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางอุไร ลืออำรุง (ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นคุณหญิงอุไร ลืออำรุง) เจ้าของห้องเสื้อกรแก้ว ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ รับสนองพระเดชพระคุณในการออกแบบและตัดเย็บฉลองพระองค์อย่างต่อเนื่อง

ภายหลัง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สตรีไทยทั่วไปสามารถน้อมนำแบบฉลองพระองค์เหล่านี้ไปใช้เป็นแนวทางในการแต่งกายได้ โดยเรียกขานกันว่า "ชุดไทยพระราชนิยม"

ชุดไทยพระราชนิยมมีทั้งหมด 8 แบบ ได้แก่:

  1. ชุดไทยเรือนต้น – เรียบง่าย เหมาะสำหรับงานไม่เป็นทางการหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

  2. ชุดไทยจิตรลดา – สุภาพ เหมาะสำหรับงานพิธีการเล็กน้อยหรือรับรองแขก

  3. ชุดไทยอมรินทร์ – งดงาม เหมาะกับงานราตรีหรืองานพิธีสำคัญ

  4. ชุดไทยบรมพิมาน – ผ้าไหมลายสวย ใช้ในงานพิธีการและงานทางการ

  5. ชุดไทยจักรี – หรูหรา สง่างาม เหมาะกับงานพิธีระดับสูง

  6. ชุดไทยดุสิต – ใช้ผ้าไหมลวดลาย ปักลายวิจิตร สำหรับงานราตรีหรืองานฉลอง

  7. ชุดไทยศิวาลัย – หรูหรา เน้นเครื่องประดับ ใช้ในงานพิธีสำคัญ

  8. ชุดไทยจักรพรรดิ – สง่างามที่สุด ใช้ในงานพิธีใหญ่ระดับราชสำนัก

การยอมรับและอนาคตของชุดไทยพระราชนิยม

แม้จะไม่มีประกาศกฎหมายให้ชุดไทยพระราชนิยมเป็น "ชุดประจำชาติ" อย่างเป็นทางการ แต่แบบแผนชุดทั้ง ๘ แบบนี้ ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในภาครัฐและภาคประชาชน หน่วยงานราชการ สถานศึกษา สถานทูต ตลอดจนกลุ่มสตรีไทยในสังคมต่างน้อมรับแบบแผนนี้ไปใช้ในงานพิธี การแต่งงาน งานราชการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม จนกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างสรรค์ชุดไทยพระราชนิยมยังส่งผลต่อความนิยมในการใช้ผ้าไหมไทย การสวมเครื่องประดับแบบไทย และการตระหนักรู้ในรากเหง้าทางวัฒนธรรมในหมู่สตรีไทยยุคใหม่ เป็นการผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับความร่วมสมัยของโลกตะวันตกได้อย่างงดงาม สะท้อนถึงพระราชอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ทรงนำเสนอ "ความเป็นไทย" ผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกายได้อย่างสง่างามและทรงพลัง

ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการ AI Collection ในซีรีส์ ชุดไทยพระราชนิยม นี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสู่คนรุ่นต่อไป

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สถาปัตยกรรมโคโลเนียลและทิวทัศน์เมืองหลวงในสยาม: บริบททางวัฒนธรรมเพื่อการฝึก AI ยุค 1920

สถาปัตยกรรมโคโลเนียลและทิวทัศน์เมืองหลวงในสยาม: บริบททางวัฒนธรรมเพื่อการฝึก AI ยุค 1920

คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยภาพถ่ายพื้นหลังที่คัดสรรมาจากบริบททางวัฒนธรรมของแฟชั่นในสยามช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๖ ถึงต้นรัชกาลที่ ๗ ผมได้เลือกใช้สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลและรถยนต์โบราณที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมวัตถุในช่วงรอยต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ ภาพอาคารส่วนใหญ่สร้างขึ้นก่อนทศวรรษ 1920 ขณะที่รถยนต์ที่ปรากฏในภาพมีอายุอยู่ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1910 ถึงต้นทศวรรษ 1920

ทุกภาพได้รับการลงสีใหม่จากต้นฉบับขาวดำ โดยใช้จินตนาการเชิงศิลป์ในการกำหนดสีสัน ซึ่งอาจไม่ตรงกับโทนสีในประวัติศาสตร์ดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าท่านจะเพลิดเพลินกับการชมภาพสีเหล่านี้ ซึ่งช่วยให้เราได้มองเห็นวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในสยามยุคแห่งการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยได้อย่างมีชีวิตชีวา

บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์

ภาพถ่ายบางภาพในโครงการลงสีด้วย AI ชุดนี้ มีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สยามต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปรากฏอยู่ ได้แก่:

  • พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) — กษัตริย์ผู้ทรงวางรากฐานความทันสมัยในด้านการศึกษา การทหาร และศิลปวัฒนธรรมของสยาม

  • เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) — ขุนนางคนสนิทผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักและการบริหารราชการแผ่นดิน

  • สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ — พระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาและประวัติศาสตร์ไทย ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย"

บุคคลเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานอัตลักษณ์ของชาติสยาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่รัฐสมัยใหม่

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

วิธีฝึกโมเดล AI ให้เข้าใจแฟชั่นยุค 1920s ในบริบทไทย

วิธีฝึกโมเดล AI ให้เข้าใจแฟชั่นยุค 1920s ในบริบทไทย

หลังจากที่ผมโพสต์ภาพ คอลเลกชันชุดราตรียุคอาร์ตเดโค ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลายคนได้ส่งข้อความมาถามว่า เราจะสร้างภาพรูปทรงหรือโครงร่างแฟชั่น (fashion silhouette) ที่สวยงามและถูกต้องตามยุคสมัยนั้นได้อย่างไร โดยใช้ AI

วันนี้ผมขอแชร์ กระบวนการทำงานของผม ซึ่งมีหลายขั้นตอน และต้องใช้ความอดทนและตั้งใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการให้งานของคุณมีกลิ่นอายเฉพาะตัวและมีความคิดสร้างสรรค์ แทนที่จะพึ่งพาแอปพลิเคชันระบบปิดที่มักเน้นภาพแฟชั่นแบบตะวันตก

แม้ว่าตอนนี้จะมีแอป AI บางตัว เช่น Google Imagen หรือแพลตฟอร์มในไทยอย่าง Vovariya ที่เริ่มสร้างผลงานศิลปะแบบไทยได้แล้วบ้าง แต่ยังขาดความ “ถูกต้องตามบริบท” เมื่อพูดถึงแฟชั่นไทยในเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะแฟชั่นในช่วงยุคสมัยที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้นผมจึงเลือกฝึก โมเดล LoRA (Low-Rank Adaptation) ขึ้นมาเอง เพื่อความแม่นยำทางประวัติศาสตร์และควบคุมสไตล์งานได้ตามต้องการ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นชุดราตรียุคอาร์ตเดโคในสยามยุคต้นรัชกาลที่ ๗ (ครึ่งหลังของทศวรรษ 1920)

แฟชั่นชุดราตรียุคอาร์ตเดโคในสยามยุคต้นรัชกาลที่ ๗ (ครึ่งหลังของทศวรรษ 1920)

ผลงาน AI Fashion Collection ชุดนี้ ถ่ายทอดเสน่ห์ของแฟชั่นสตรีชั้นสูงในสยามผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นชุดราตรีแบบตะวันตกในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ ยุค Art Deco ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕) ยุคนี้ครอบคลุมปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1930 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแฟชั่นสมัยใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากความหรูหราเรขาคณิตของ Art Deco ไปสู่ความโค้งมนของ “สตรีมไลน์ โมเดิร์นนิสม์” (Streamlined Modernism) และความเย้ายวนของ “ฮอลลีวูด แกลมเมอร์” (Hollywood Glamour)

แม้โลกกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression) ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 แต่เสื้อผ้าสตรียังคงสะท้อนความงามอย่างเต็มเปี่ยม โครงร่างของแฟชั่นในยุคนี้เปลี่ยนจากเดรสทรงตรงแบบเอวต่ำของยุค 1920 มาสู่ชุดเข้ารูปที่เน้นเส้นโค้งเว้าของร่างกาย ตัดเย็บด้วยเทคนิคเฉียง (bias-cut) เพื่อให้เกิดความพริ้วไหวและแนบกระชับ เสริมด้วยกระโปรงยาวระดับกลางหน้าแข้ง (midi length) ที่พลิ้วบางแต่แฝงไว้ด้วยความสง่า

แม้โครงสร้างของเสื้อผ้าจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สไตล์ทรงผมและการแต่งหน้ายังคงมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่องในหมู่สตรีผู้ทันสมัยแห่งสยามช่วงต้นของรัชกาลที่ ๗ โดยเฉพาะทรงผมแบบ Marcel Waves และ Finger Waves ที่ให้ลุคโฉบเฉี่ยว คิ้วโก่งเรียว ริมฝีปากสีเข้ม และดวงตาที่แต่งแต้มอย่างมีเสน่ห์ ล้วนเป็นภาพแทนของความสง่างามอันร่วมสมัย

แรงบันดาลใจสำคัญในยุคนั้นยังได้รับอิทธิพลจากดาราฮอลลีวูดอย่าง Jean Harlow, Marlene Dietrich, และ Greta Garboซึ่งปรากฏตัวในภาพยนตร์ด้วยเดรสผ้าซาตินเนื้อลื่นแบบ bias-cut คอเสื้อทรง cowl neckline หรือแบบเปิดไหล่อย่างมีชั้นเชิง กลายเป็นสัญลักษณ์ของสตรีสมัยใหม่ที่ทั้งอ่อนหวาน เปราะบาง และทรงพลังในคราเดียวกัน

สำหรับคอลเลกชันนี้ ผมตั้งใจออกแบบชุดราตรีที่เน้นเอกลักษณ์ของแฟชั่นตะวันตกในยุค 1920s โดยเฉพาะโครงชุดที่ปล่อยระดับเอวต่ำลงมาถึงสะโพก ซึ่งเป็นลายเซ็นสำคัญของยุคนั้น และสอดคล้องกับแนวทางการประยุกต์ใช้แฟชั่นตะวันตกในสยามขณะนั้นอย่างพอดิบพอดี

ทรงผมลอนมาเซล (Marcel Wave): เอกลักษณ์แห่งยุคฟลัปเปอร์

หนึ่งในทรงผมที่โดดเด่นที่สุดของยุคนี้ คือ ลอนมาเซล (Marcel Wave) หรือที่รู้จักในภาษาไทยว่า “ทรงปันหยี” ซึ่งเป็นลอนแนบศีรษะที่มีความโค้งอย่างต่อเนื่อง คล้ายคลื่นทะเล ให้ความรู้สึกเรียบหรูและมีจังหวะอย่างมีศิลปะ แตกต่างจาก finger wave ตรงที่ลอนจะมีขนาดใหญ่กว่าและมีโครงสร้างที่ชัดเจนยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อจัดแต่งร่วมกับทรงผมบ๊อบซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาวทันสมัยในยุคนั้น

AI Collection ชุดนี้เป็นผลลัพธ์จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์แฟชั่นอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายขาวดำของสตรีในยุค 1920s ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของแฟชั่นตะวันตกอย่างเด่นชัด ผมได้นำภาพต้นฉบับเหล่านี้มาลงสีและปรับคุณภาพเพื่อคงลักษณะเฉพาะของหญิงไทย เช่น ผมสีเข้มและโครงหน้าเอเชีย จากนั้นจึงนำภาพที่ลงสีแล้วมาใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับฝึกโมเดล AI Flux LoRA เฉพาะทาง เพื่อให้ AI สามารถสร้างภาพที่มีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่ของซิลูเอตและทรงผม โดยในกระบวนการฝึกโมเดล ผมใช้โมเดลแยกกันสองชุกหนึ่งชุดสำหรับเครื่องแต่งกายและอีกชุดสำหรับรูปแบบทรงผม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสะท้อนอัตลักษณ์ของแฟชั่นสยามในยุคอาร์ตเดโคได้อย่างสมจริง.

คอลเลกชันนี้จึงมิใช่เพียงการรังสรรค์ภาพแฟชั่นจากอดีต แต่ยังเป็นการสื่อสารเรื่องราวของผู้หญิงสมัยใหม่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ ผ่านสายตาและการสร้างสรรค์จากจินตนาการในแง่มุมของผม ในฐานะนักออกแบบเครื่องแต่งกายที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสำรวจอดีต เผื่อถ่ายทอดความงามของยุคอาร์ตเดโคในสยามอย่างมีชีวิตชีวาและร่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จากภาพแฟชั่นแบบภาพพิมพ์ยุคเก่าสู่ภาพถ่ายเสมือนจริงด้วย Flux Kontext

จากภาพแฟชั่นแบบภาพพิมพ์ยุคเก่าสู่ภาพถ่ายเสมือนจริงด้วย Flux Kontext

สวัสดีเพื่อน ๆ ของเพจทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านแฟชั่นและศิลปะ

สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการแฟชั่น การออกแบบ หรือการวาดภาพประกอบ—วันนี้ผมมีเครื่องมือ AI ตัวใหม่ที่น่าทึ่งอย่างยิ่งมาแนะนำ นั่นคือ Flux Kontext เครื่องมือปรับแต่งภาพที่กำลังเปลี่ยนโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ของเรา

คุณสมบัติหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษ คือความสามารถในการแปลงภาพแฟชั่นวาดมือแบบเก่า—ไม่ว่าจะเป็นภาพขาวดำจากโฆษณาในนิตยสาร—ให้กลายเป็นภาพถ่ายสีที่เหมือนจริงอย่างน่าทึ่ง ทั้งพื้นผิวของผ้า แสงเงา รายละเอียดการตัดเย็บ และอารมณ์ของภาพ ล้วนถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีมิติและสมจริง

ตัวอย่างในภาพนี้ เดิมเป็นเพียงโฆษณาขาวดำจากแมกกาซีนยุคก่อน สมัย 1920s หรือสมับรัชกาลที่ ๗ แต่ด้วยพลังของ AI ผมเปลี่ยนมันให้กลายเป็นภาพสีที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันสมจริง—หญิงสาวสี่คนสวมชุดเดรสหลากสี ถุงน่องสีขาว รองเท้าซาติน และพื้นหลังที่เข้ากับพื้นหินอ่อนสีเข้มพร้อมกับเงาสะท้อนที่พื้น เพิ่มความหรูหราอย่างมีระดับ ราวกับภาพแคมเปญแฟชั่นในนิตยสารชั้นนำ

หากคุณใช้งาน ComfyUI อยู่แล้วบนเครื่อง local ถือว่าได้เปรียบมาก แต่ถ้าใครใช้ Mac หรือไม่สามารถรัน local ได้ ก็ยังมีทางเลือกที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ เช่น Krea หรือ Freepik Edit เพียงเข้าไปที่หมวด Edit แล้วเลือกเอนจิน Flux Kontext Pro หรือ Max เพียงเท่านี้ก็พร้อมใช้งาน

หัวใจของความสมจริงคือ "พรอมต์" ที่แม่นยำ นี่คือตัวอย่างพรอมต์ที่ให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจและดูเป็นมืออาชีพ:

“Turn this image to realistic female human – colourise this picture, 4 colourful dresses, they wear white sheer tights and satin shoes, background is gold and dark marble flooring with opulent rich textures and colour tones. Make this perfect realistic photo, smooth surface, realistic picture of female humans, variety of colourful dresses, make all ladies have black hair.”

ยิ่งคุณเขียนพรอมต์ได้แม่นยำ ภาพที่ได้ก็จะยิ่งสมจริงระดับมืออาชีพ

สำหรับนักออกแบบแฟชั่น สไตลิสต์ หรือผู้เล่าเรื่องด้วยภาพ เครื่องมือนี้ไม่ใช่แค่ “น่าสนใจ” — แต่มัน “จำเป็น” ในยุคที่การนำเสนอผลงานต้องเร็ว สวยงาม และแตกต่าง

ลองใช้ดูนะครับ แล้วส่งมาอวดกันบ้าง ผมอยากเห็นว่าผลงานของคุณจะสวยงามแค่ไหน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ทรงผมสตรี ทรงปันหยี และการแต่งหน้าในยุครัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕)

ทรงผมสตรี ทรงปันหยี และการแต่งหน้าในยุครัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕)

ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕) ตรงกับปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1930 อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแฟชั่นสมัยใหม่ ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคฟลัปเปอร์ (Flapper) สู่ยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) อย่างเต็มตัว แม้โครงร่างของเสื้อผ้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน—ตั้งแต่ชุดทรงตรงเอวต่ำของยุค 1920 ไปสู่ชุดเข้ารูปเอวสูงและกระโปรงยาวระดับกลางหน้าแข้ง (midi length) ในต้นทศวรรษ 1930—แต่สไตล์ของทรงผมและการแต่งหน้ายังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องในหมู่สตรีไทยชั้นสูง ผู้มีรสนิยมทันสมัยในช่วงปลายรัชกาลที่ ๗

สำหรับคอลเลกชันนี้ ผมออกแบบให้มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัย โดยผสมผสานเสื้อเบลาส์ชายยาวแบบตะวันตกเข้ากับผ้าซิ่นไทย เพื่อสร้างลวงตาให้ระดับเอวต่ำลงมาถึงสะโพก ซึ่งเป็นเส้นโครงหลักของแฟชั่นยุค 1920 อันสอดคล้องกับแนวทางการปรับใช้แฟชั่นตะวันตกในสยามขณะนั้น

ทรงผมลอนมาเซล (Marcel Wave): เอกลักษณ์แห่งยุคฟลัปเปอร์

หนึ่งในทรงผมที่โดดเด่นที่สุดของช่วงเวลาดังกล่าว คือ ลอนมาเซล (Marcel Wave) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า ทรงปันหยีเป็นลอนที่แนบชิดศีรษะ มีความโค้งต่อเนื่องคล้ายคลื่นทะเล เรียบหรูและดูมีจังหวะอย่างมีศิลปะ แตกต่างจาก finger wave ตรงที่ลอนมีขนาดใหญ่กว่าและมีโครงสร้างที่ชัดเจนยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อจัดแต่งร่วมกับทรงผมบ๊อบซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้น

ลักษณะเด่นของทรงผมลอนมาเซล:

  • เทคนิค: ใช้ที่หนีบผมโลหะร้อนแบบโบราณ เรียกว่า Marcel iron ซึ่งควบคุมด้วยมือ (ยังไม่มีระบบสปริงหรือไฟฟ้าเหมือนเครื่องหนีบผมยุคปัจจุบัน)

  • รูปลักษณ์: ลอนโค้งแนบศีรษะ เรียบลื่นต่อเนื่อง สื่อถึงความประณีตแบบอาร์ตเดโค

  • บริบททางประวัติศาสตร์: เป็นทรงยอดนิยมในหมู่สาวฟลัปเปอร์ และนักแสดงหญิงระดับนานาชาติ

  • บุคคลสำคัญ: นักแสดงชาวอเมริกัน Josephine Baker มักปรากฏตัวพร้อมลอนมาเซลและเครื่องแต่งกายสะดุดตา

  • การประยุกต์ในปัจจุบัน: มีการนำมาใช้ควบคู่กับ finger wave เพื่อสร้างลุควินเทจที่อ่อนหวานและดูร่วมสมัยมากขึ้น

สำหรับสตรีที่ไว้ผมยาวในยุคนั้น ก็มักจะรวบผมไว้ที่ท้ายทอยแล้วเกล้าหรือประดับกิ๊บด้านข้างศีรษะ เพื่อให้แลดูสุภาพ เรียบร้อย และสง่างาม

ทรงผมนี้มีต้นกำเนิดจากช่างผมชาวฝรั่งเศสชื่อ Marcel Grateau ซึ่งพัฒนาเทคนิคการดัดลอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1870 ต่อมาเขาอพยพไปยังสหรัฐอเมริกาและเปลี่ยนชื่อเป็น François Marcel Woelfflé โดยจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับอุปกรณ์ดัดผมในปี 1905 และ 1918

การแต่งหน้า: ลุคตุ๊กตาวินเทจ (Vintage Doll Look)

การแต่งหน้าในช่วงทศวรรษ 1920–1930 โดดเด่นไม่แพ้ทรงผม โดยเน้นการสร้างลุคแบบ ตุ๊กตาพอร์ซเลน ซึ่งสะท้อนถึงความเย้ายวนและความกล้าหาญของสตรียุคใหม่

คิ้ว:

  • กันให้บางที่สุด แล้ววาดใหม่ให้มีเส้นโค้งชัด

  • นิยมวาดโค้งต่ำลงเพื่อให้ใบหน้าดูหวาน เศร้า และมีเสน่ห์

ดวงตา:

  • ใช้ดินสอเขียนขอบตาบนและล่างอย่างชัดเจน

  • ปัดมาสคาร่าเข้มเพื่อเพิ่มความลึกและดราม่าให้ดวงตา

ริมฝีปาก:

  • วาดทรงปากให้เด่นชัด โดยเฉพาะบริเวณ Cupid’s Bow

  • ใช้ลิปสติกสีแดงเข้มหรือสีพลัม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น

ลุคนี้กลายเป็นซิกเนเจอร์ของผู้หญิงยุคฟลัปเปอร์—ผู้กล้าคิด กล้าแสดงออก และมีเสรีภาพในการนิยามความงามด้วยตนเอง สะท้อนภาพของสตรีไทยบางกลุ่มในยุครัชกาลที่ ๗ ที่เริ่มหันมาสนใจแฟชั่นตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะในราชสำนักฝ่ายใน และแวดวงสตรีชนชั้นสูง และสตรีในสังคมเมืองหลวง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ย้อนเวลาสู่งานดีไซน์: แบบทรงผมและการแต่งหน้าสำหรับละครย้อนยุคไทยยุค รัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕)

Fashioning the Past: Hair and Make-Up Accuracy for Thai Period Dramas Set During the Reign of King Rama VII (1925–1935)

A costume designer friend of mine is currently preparing for a new Thai television series set during the reign of King Rama VII, which spans from the mid-1920s to the early 1930s. While fashion silhouettes changed dramatically between these two decades—from the drop-waist flapper dresses of the 1920s to the more structured, high-waisted and elongated lines of the early 1930s—certain aspects remained surprisingly consistent. Among these were the prevailing hair and make-up styles.

One of the most iconic hairstyles of this era is the Marcel wave—a sophisticated style characterised by a series of deep, structured waves close to the scalp. This look was created using a Marcel iron, a type of non-spring-loaded curling iron that had to be carefully controlled by hand. Unlike finger waves, which were styled using just fingers and setting lotion, Marcel waves were heat-styled and required precision and skill.

Key Characteristics of the Marcel Wave:

  • Technique: Created with a heated Marcel iron manipulated manually to form uniform, S-shaped waves.

  • Visual Style: Deep, glossy, and close-set waves, often forming a sculptural frame around the face.

  • Cultural Context: Widely popular during the Art Deco period, especially among flappers and fashionable society women.

  • Celebrity Endorsement: Famous wearers included Josephine Baker, who often paired Marcelled hair with dramatic costumes and bold accessories.

  • Longevity: Though born in the early 20th century, the look remained fashionable through the 1930s and continues to inspire vintage enthusiasts today.

Historically, the Marcel wave was often worn with bobbed hair, but women with longer locks would either style them into pinned curls or tie them at the nape and secure them with decorative hairpins or flowers.

The technique is credited to Marcel Grateau (1852–1936), a Parisian hairdresser who revolutionised women’s hairstyling in the 1870s. Later emigrating to the U.S. and sometimes known as François Marcel Woelfflé, he patented the curling iron in 1905 and an electric hair-waving iron in 1918, paving the way for professional hairstyling tools used in salons worldwide.

The Make-Up of the Era: A Signature 'Doll-Like' Look

Make-up in the 1920s and early 1930s was equally distinctive. Women of this era aspired to a doll-like appearance that emphasised dramatic eyes, thin and highly arched eyebrows, and smooth porcelain skin.

Eyebrows:

  • Pencil-thin, sharply curved or sloped down toward the temple.

  • Often over-plucked and redrawn with dark pencil to achieve an exaggerated arch.

Eyes:

  • The centrepiece of the face.

  • Accentuated with kohl or dark eyeliner, especially on the upper and lower lash lines.

  • Lashes were thickened using mascara, often applied in multiple coats for intensity.

Lips:

  • Typically painted in a well-defined Cupid’s bow.

  • Shades ranged from deep reds to plum tones, creating a striking contrast with pale skin.

This particular aesthetic, combining Marcelled hair and dramatic make-up, defined the flapper image—a bold, independent, and modern woman of the Jazz Age.

A Critique of Historical Inaccuracy in Thai Period Dramas

In my own research and observations of Thai television, especially in historical or period productions, I’ve noticed a recurring problem: a lack of historical accuracy, particularly in hair and make-up. Many Thai period dramas use contemporary beauty trends—thick, straight eyebrows, modern contouring techniques, and hairstyles that have no historical basis in the time being portrayed.

As a result, despite the efforts of talented professionals, Thai television has yet to be recognised in creative categories at prestigious international awards like the International Emmys. Many productions are submitted annually, but few are shortlisted—particularly in the costume, make-up, and design categories.

This is not due to a lack of talent, but rather a lack of specialised training and historical research. In Thailand, there are very few academic or professional courses focused on period production design—be it in costume, make-up, or hair. Most curricula focus on contemporary fashion and beauty, leaving creative professionals underprepared when working on historical series or films.

Why This Collection Matters

With this in mind, I’ve created this AI-enhanced fashion collection focusing on women’s hair, make-up, and sleeveless embroidered blouses inspired by the mid-1920s to early 1930s in Siam. My hope is that it will serve as a reference toolfor Thai costume designers, hair stylists, and make-up artists working on period productions.

By studying the details—the Marcel wave, the pencil-thin brows, the layering of pearl necklaces, the silhouette of embroidered blouses—we can begin to build a more authentic visual language for Thai historical narratives. When we respect the aesthetics of the past, we not only honour history but also elevate the creative standards of our own cultural storytelling.

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ฝึก AI ให้รู้จักทรงผมสไตล์ไทยยุค 1960s ในชุดไทยเรือนต้น

สวัสดีครับ วันนี้มีเพื่อนๆ หลายคน ถามเข้ามาทางเพจว่า ชื่นชอบคอลเล็คชั่นชุดไทยเรือนต้นที่เป็นแบบ 1960s โดยเฉพาะทรงผมต่างๆในสไตล์ 1960s ซึ่งดูแล้วน่ารักและชวนให้นึกถึงความสง่างามของสุภาพสตรีไทยในยุคนั้น ผมจึงอยากมาเล่าเบื้องหลังการทำงานของผมที่ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานคอลเลกชันนี้ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ

ขั้นตอนแรก: ฝึก LoRA และพบปัญหาเรื่อง “ทรงผมซ้ำซาก”

เมื่อผมฝึกโมเดล LoRA สำหรับคอลเลกชันนี้ในครั้งแรก ผมพบว่าชุดข้อมูลที่ผมใช้มีทรงผมเพียงไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่เป็น ทรงเกล้ามวยสูง (high chignon) ที่พบได้บ่อยในงานพิธีต่างๆ แม้ว่าผมจะพยายามใส่คำกำกับทรงผม 1960s เข้าไปในพรอมต์ก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงออกมาคล้ายๆ กันหมด นั่นทำให้ภาพดูซ้ำและขาดความน่าสนใจ

ขั้นตอนที่สอง: เริ่มต้นใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์

ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ โดยตั้งเป้าว่าต้องการให้ AI เรียนรู้ทรงผมที่ หลากหลายและตรงกับยุค 1960s ให้ได้มากที่สุด ผมเริ่มจากการค้นคว้าในอินเทอร์เน็ตถึงทรงผมที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น ซึ่งทรงผมที่ผมหยิบมาใช้เป็นต้นแบบ มีหลากหลายสไตล์ เช่น

  • Bouffant – ทรงผมพองสูงด้านบน มักม้วนปลายผมออกเล็กน้อย

  • Beehive – เกล้าผมให้สูงคล้ายรังผึ้ง

  • Flipped Bob – ทรงผมบ๊อบสั้นปลายกระดกออกด้านนอก

  • Sleek Half-Up – ปล่อยผมครึ่งหนึ่งและยีผมด้านบนให้พอง อาจคาดผมหรือไม่ก็ได้

  • Curled Short Bob – ทรงผมสั้นที่ม้วนเป็นลอนแน่น

  • Soft Curls with Bangs – ลอนอ่อนๆ กับหน้าม้าดูอ่อนเยาว์

ขั้นตอนที่สาม: ปรับภาพต้นฉบับให้เข้ากับฐานข้อมูล

อุปสรรคสำคัญคือ ภาพอ้างอิงส่วนใหญ่ที่พบทางอินเทอร์เน็ตมักเป็นภาพของชาวตะวันตกที่มีผมสีทองหรือสีน้ำตาลอ่อน ขณะที่ LoRA ของผมนั้นออกแบบมาให้สร้างภาพของหญิงไทยที่มี ผมสีดำ ซึ่งเป็นสีผมพื้นฐานในวัฒนธรรมไทย

ผมจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้โปรแกรม Flux Kontext Max เพื่อสั่งให้ AI ทำการเปลี่ยนสีผมในภาพต้นฉบับให้เป็นสีดำ จากนั้นจึงใช้ FaceSwap เปลี่ยนใบหน้าให้เป็นใบหน้าของหญิงสาวไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมไม่ใช้ AI เปลี่ยนเป็นหน้าคนเอเชียไปเลย?

คำตอบคือ แม้จะทำได้ แต่เมื่อ AI เปลี่ยนใบหน้า มักจะเปลี่ยนทรงผมไปด้วย ซึ่งผมต้องการ รักษาทรงผมดั้งเดิมไว้ อย่างแม่นยำ ดังนั้นการใช้ FaceSwap ทีหลังจึงเป็นทางเลือกที่แม่นยำกว่า และผมสามารถเลือกนางแบบได้ตามต้องการ

ขั้นตอนที่สี่: กำกับชื่อทรงผมและรายละเอียดในภาพ

เมื่อได้ภาพใหม่แล้ว ผมจะใส่ข้อมูลกำกับในแต่ละภาพ เช่น

  • ชื่อของทรงผม

  • คำอธิบายลักษณะผม (เช่น “bouffant with soft curls”, “half-up with yellow headband” ฯลฯ)

  • รายละเอียดแฟชั่น เช่น "ชุดไทยเรือนต้นกับผ้าซิ่นลายริ้วพาสเทล"

  • ภาพพื้นหลัง ที่สอดคล้องกับยุค 1960s ในบริบทไทย เช่น วัด ดอกไม้ ฉากราชสำนัก เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ AI เข้าใจทั้งรูปแบบทรงผม บรรยากาศ และบริบทของแฟชั่นได้ดียิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ห้า: ยกระดับคุณภาพของภาพต้นฉบับ

ก่อนจะนำภาพเหล่านี้ไปฝึกโมเดล ผมใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อ เพิ่มความคมชัดและขนาดของภาพ ให้ AI ได้เรียนรู้จากภาพคุณภาพสูงสุด และสามารถสร้างภาพออกมาได้คมชัด รายละเอียดครบ

เมื่อฝึก LoRA รุ่นที่สองเสร็จแล้ว ผมสามารถใส่พรอมต์ให้ AI สร้างทรงผมหลายแบบตามต้องการได้ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่ารัก สนุก และแม่นยำตามยุค 1960s จริงๆ

💡 เคล็ดลับสำหรับคนที่กำลังฝึก LoRA ด้านแฟชั่น:

  • ภาพต้องคมชัด ชัดเจน และไม่เบลอ

  • ใส่ข้อมูลกำกับอย่างละเอียด (ชื่อทรงผม ลักษณะ ฯลฯ)

  • สีผมต้องสอดคล้องกับบริบทของแฟชั่น

  • หากต้องเปลี่ยนหน้า ให้พิจารณาแยกขั้นตอนจากทรงผม

AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ที่ทรงพลัง แต่ความสำเร็จของมันขึ้นอยู่กับ “ความใส่ใจและวิธีคิดของเรา” ครับ

หวังว่าเคล็ดลับนี้จะเป็นประโยชน์ และขอให้ทุกคนสนุกกับการสร้างสรรค์ทรงผมสวยๆ ในสไตล์วินเทจกันนะครับ! 💕✨

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ตอนที่ ๒)

ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

(ชุดแบบที่ 1 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม) (ตอนที่ ๒)

AI Collection นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้รังสรรค์ขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓–๒๕๐๔ เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับโอกาสสำคัญ และสะท้อนอัตลักษณ์ของชาติไทยอย่างภาคภูมิ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงจัดทำ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง ๘ แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960 ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสง ทรงผม หรือองค์ประกอบภาพ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างประณีต เพื่อถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมไทยในห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นี้อย่างสมบูรณ์

ชุดไทยเรือนต้น ซึ่งเป็นแบบที่ ๑ ในบรรดาชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ เป็นชุดที่สะท้อนความงามอันเรียบง่ายของหญิงไทยได้อย่างชัดเจน ได้รับการตั้งชื่อตาม พระตำหนักเรือนต้น ในพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นเรือนไทยไม้สักแบบเรียบง่าย

ชุดนี้ออกแบบให้เป็น ชุดลำลองสำหรับสตรี ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันหรือในโอกาสไม่เป็นทางการ โดยมีลักษณะเด่นดังนี้:

  • ใช้ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ตัดเย็บเป็น ผ้านุ่งป้าย ยาวจรดข้อเท้า ลวดลายเป็นแนวขวางหรือตามยาว

  • สวม เสื้อคอกลมตื้น แขนสามส่วน ผ่าอก มีกระดุมห้าเม็ด ใช้ผ้าสีเดียวกันกับซิ่นหรือเลือกให้ตัดกันอย่างกลมกลืน

  • เน้นความเรียบร้อย สุภาพ ไม่เน้นเครื่องประดับมากนัก

สำหรับ AI Collection ชุดนี้ ผมออกแบบชุดไทยเรือนต้นด้วยโทนสีพาสเทล และทรงผมแบบต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมในยุค 1960s เพื่อให้ภาพรวมของคอลเลกชันดูอ่อนหวาน อ่อนเยาว์ และเหมาะกับวัยรุ่นที่สนใจการแต่งชุดไทยในรูปแบบที่ดูน่ารัก ทันสมัย องค์ประกอบของภาพยังแฝงกลิ่นอายวินเทจย้อนยุค ซึ่งสะท้อนช่วงเวลาที่ชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ทรงผมแบบตีพอง (bouffant), ทรงผมแบบ Beehive และ Swan ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมของหญิงสาวยุคนั้น ล้วนช่วยเติมเต็มบรรยากาศในภาพให้กลับไปสู่วัยเยาว์อันเปี่ยมเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยในยุค 1960

"ชุดไทยพระราชนิยม" หมายถึง ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทยที่ใช้ในงานพิธี งานมงคลสมรส และโอกาสสำคัญต่าง ๆ ชุดเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ วัสดุ และการตกแต่ง โดยนิยมใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยประดิษฐ์ เช่น ผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือผ้ายกดอกทั้งผืน พร้อมตกแต่งด้วยซิป ตะขอ หรือกระดุมที่หุ้มด้วยผ้า และอาจปักมุก เลื่อม หรือใช้ลูกปัดตกแต่งเพื่อเพิ่มความสง่างาม

ประเภทผ้าที่นิยมใช้ เช่น:

  • ผ้าไหม: ทอจากเส้นด้ายที่ได้จากใยไหม

  • ผ้าฝ้าย: ทอจากเส้นด้ายฝ้ายธรรมชาติ

  • ผ้าใยประดิษฐ์: ผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ เรยอน เจอร์ซีย์ หรือโทเร

ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่:

  1. ชุดไทยเรือนต้น – เรียบง่าย เหมาะสำหรับงานไม่เป็นทางการหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

  2. ชุดไทยจิตรลดา – สุภาพ เหมาะสำหรับงานพิธีการเล็กน้อยหรือรับรองแขก

  3. ชุดไทยอมรินทร์ – งดงาม เหมาะกับงานราตรีหรืองานพิธีสำคัญ

  4. ชุดไทยบรมพิมาน – ผ้าไหมลายสวย ใช้ในงานพิธีการและงานทางการ

  5. ชุดไทยจักรี – หรูหรา สง่างาม เหมาะกับงานพิธีระดับสูง

  6. ชุดไทยดุสิต – ใช้ผ้าไหมลวดลาย ปักลายวิจิตร สำหรับงานราตรีหรืองานฉลอง

  7. ชุดไทยศิวาลัย – หรูหรา เน้นเครื่องประดับ ใช้ในงานพิธีสำคัญ

  8. ชุดไทยจักรพรรดิ – สง่างามที่สุด ใช้ในงานพิธีใหญ่ระดับราชสำนัก

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ๑๔ ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา เพื่อทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศเป็นระยะเวลา ๖ เดือน นับเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย

ในเวลานั้น ประเทศไทยยังไม่มี "ชุดแต่งกายประจำชาติ" ที่ใช้ในโอกาสระดับสากล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงทรงเชิญผู้มีความรู้หลายท่านมาถวายคำแนะนำ พร้อมทั้งทรงศึกษาจากภาพถ่ายและภาพวาดของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในในสมัยก่อน ซึ่งยังไม่มีรูปแบบที่กำหนดแน่ชัด ต่อมาทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค พระญาติสนิทและนางสนองพระโอษฐ์ ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน และอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ เพื่อขอคำแนะนำและข้อมูลสำหรับใช้ในการรังสรรค์เครื่องแต่งกายไทยที่จะทรงใช้ในการโดยเสด็จครั้งนี้

สมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงได้มีพระราชดำริให้สร้างฉลองพระองค์แบบใหม่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน งดงาม สง่างาม และสามารถสวมใส่ได้จริงในบริบทของโลกสมัยใหม่ โดยมีพระราชปณิธานให้ฉลองพระองค์เหล่านี้เป็นต้นแบบของ "ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย" ที่สามารถนำไปใช้ในโอกาสพิธีการและงานสำคัญต่าง ๆ

ในระยะแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางสาวไพเราะ พงษ์เจริญ เป็นผู้ตัดเย็บฉลองพระองค์ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางอุไร ลืออำรุง (ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นคุณหญิงอุไร ลืออำรุง) เจ้าของห้องเสื้อกรแก้ว ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ รับสนองพระเดชพระคุณในการออกแบบและตัดเย็บฉลองพระองค์อย่างต่อเนื่อง

ภายหลัง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สตรีไทยทั่วไปสามารถน้อมนำแบบฉลองพระองค์เหล่านี้ไปใช้เป็นแนวทางในการแต่งกายได้ โดยเรียกขานกันว่า "ชุดไทยพระราชนิยม"

แม้จะไม่มีประกาศกฎหมายให้ชุดไทยพระราชนิยมเป็น "ชุดประจำชาติ" อย่างเป็นทางการ แต่แบบแผนชุดทั้ง ๘ แบบนี้ ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในภาครัฐและภาคประชาชน หน่วยงานราชการ สถานศึกษา สถานทูต ตลอดจนกลุ่มสตรีไทยในสังคมต่างน้อมรับแบบแผนนี้ไปใช้ในงานพิธี การแต่งงาน งานราชการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม จนกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างสรรค์ชุดไทยพระราชนิยมยังส่งผลต่อความนิยมในการใช้ผ้าไหมไทย การสวมเครื่องประดับแบบไทย และการตระหนักรู้ในรากเหง้าทางวัฒนธรรมในหมู่สตรีไทยยุคใหม่ เป็นการผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับความร่วมสมัยของโลกตะวันตกได้อย่างงดงาม สะท้อนถึงพระราชอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ทรงนำเสนอ "ความเป็นไทย" ผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกายได้อย่างสง่างามและทรงพลัง

ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสู่คนรุ่นต่อไป

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีในสยาม (Lingerie Blouses): อิทธิพลจากสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียนและการประยุกต์ใช้ในสมัยรัชกาลที่ ๖

เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีในสยาม (Lingerie Blouses): อิทธิพลจากสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียนและการประยุกต์ใช้ในต้นศตวรรษที่ ๒๐

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แฟชั่นสตรีในยุโรปเริ่มเปลี่ยนแปลงจากความเป็นทางการและเข้มงวดในการแต่งตัวในยุควิกตอเรีย ไปสู่ความอ่อนช้อยและโปร่งเบามากขึ้น เสื้อผ้าทรงแข็งและคอตั้งได้รับช่วงต่อด้วยเสื้อเบาบาง คอกว้าง แขนสามส่วน ตกแต่งด้วยลูกไม้และจีบเล็ก ๆ อย่างประณีต หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ลองเจอรีบลาวส์ (lingerie blouse) ซึ่งมักตัดเย็บด้วยผ้าฝ้าย ผ้ามัสลิน หรือผ้าลินิน—all เป็นผ้าที่มีเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี และสวมใส่สบาย เหมาะสำหรับภูมิอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อนของยุโรป

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เสื้อหรือชุดประเภทนี้จึงได้รับความนิยมอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่สยาม โดยเฉพาะในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงต้นรัชกาลที่ ๖ ที่ซึ่งชนชั้นสูงเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีซึ่งมีลักษณะโปร่งเบา ตกแต่งลูกไม้และจีบเล็ก ๆ จึงเข้ากันได้อย่างกลมกลืนกับทั้งสภาพภูมิอากาศ และแนวโน้มการแต่งกายของสตรีไทยในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่

แม้จะรับอิทธิพลจากยุโรป แต่สตรีไทยมิได้นำเสื้อฝรั่งมาใช้อย่างตรงตัว หากแต่ปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น โดยจับคู่เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีเข้ากับ “โจงกระเบน” ผ้านุ่งแบบไทยที่พันรอบตัวแทนการนุ่งซิ่นตามวิถีไทยดั้งเดิม การผสมผสานนี้สร้างเอกลักษณ์ใหม่ทางแฟชั่นที่งดงามและร่วมสมัย ทั้งยังสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของสตรีไทยที่สามารถรับเอาแนวคิดตะวันตกมาผสมกลมกลืนกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมได้อย่างสง่างาม

ทรงผมก็มีบทบาทสำคัญในภาพลักษณ์นี้ หญิงไทยในยุคนั้นนิยมตัดผมสั้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะทรง “ดอกกระทุ่ม” ที่ดูแลง่าย เย็นสบาย และเข้ากับเสื้อลินเจอรีที่เปิดคอและต้นคออย่างลงตัว ผมทรงสั้นยังช่วยขับเน้นรายละเอียดของคอเสื้อและลูกไม้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

คอลเลกชันภาพ AI นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศทางวัฒนธรรมและแฟชั่นในช่วงรัชกาลที่ ๖ โดยถ่ายทอดภาพคู่รักแต่งกายในสไตล์ไทยผสมตะวันตก ฉากหลังเป็นบ้านไม้สไตล์โคโลเนียลที่ทาผนังสีเขียว ซึ่งเป็นโทนสีที่นิยมใช้ในบ้านของชาวต่างชาติหรือขุนนางในยุคอาณานิคม เนื่องจากให้ความรู้สึกเย็นตาและเหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน ฝ่ายหญิงสวมเสื้อลองเจอรีบลาวส์ลูกไม้แบบฝรั่ง คู่กับโจงกระเบนไหมและเครื่องประดับทองแบบดั้งเดิม ขณะที่ฝ่ายชายแต่งกายด้วยเสื้อราชปะแตนหรือเครื่องแบบข้าราชการในยุคนั้น

ทั้งนี้ คำว่า “ลองเจอรีบลาวส์” (lingerie blouse) อาจทำให้ผู้อ่านบางท่านเข้าใจผิดว่าเป็น “เสื้อชั้นใน” เนื่องจากคำว่า lingerie ในภาษาอังกฤษร่วมสมัยมักหมายถึงชุดชั้นในของสตรี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของแฟชั่นต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ คำนี้หมายถึงเสื้อหรือชุดที่มีลักษณะบางเบา เย็บจากผ้าฝ้าย มัสลิน หรือผ้าลินิน ตกแต่งด้วยลูกไม้และจีบเล็ก ๆ ซึ่งล้วนเป็นเทคนิคที่เคยใช้ในชุดชั้นในโบราณ แต่ต่อมานำมาดัดแปลงใช้กับเสื้อผ้าชั้นนอกที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในฤดูร้อน จึงขอย้ำว่าเสื้อลองเจอรีบลาวส์ในบริบทของบทความนี้ มิใช่ชุดชั้นใน หากแต่เป็นเสื้อฝรั่งแบบเบาบางที่สะท้อนความงดงามของยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน และถูกสตรีไทยนำมาประยุกต์ใช้อย่างงดงามในฐานะเสื้อใส่กลางวันในชีวิตจริง

เสื้อเบลาวส์สไตล์เสื้อลองเจอรีในบริบทของสยามจึงมิใช่เพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการประสานวัฒนธรรมตะวันตกกับรากเหง้าไทยอย่างละเมียดละไม เป็นการแสดงออกถึงการเข้าสู่ความทันสมัยโดยไม่ละทิ้งความเป็นไทย ความโปร่งเบาของผ้า ความประณีตของลวดลาย และการเลือกจับคู่กับโจงกระเบนไทย ล้วนสะท้อนถึงรสนิยมของสตรีไทยชั้นสูงที่มีความมั่นใจในอัตลักษณ์ของตน

ในท้ายที่สุด ลองเจอรีบลาวส์จึงไม่ใช่เพียงเสื้อฝรั่งหรูหรา หากแต่เป็นหน้าต่างที่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย ที่สตรีไทยสามารถผสานความงดงามจากสองโลกไว้ได้อย่างงดงามและกลมกลืน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๖ ใน ๘) (ตอนที่ ๒)

ชุดไทยศิวาลัย เป็นหนึ่งใน ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของเครื่องแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างวิจิตรบรรจง ทั้งยังผสานความละเมียดละไมเข้ากับรสนิยมสากลของโลกยุคทศวรรษ 1960 ได้อย่างลงตัว

ชุดไทยศิวาลัยมีความงดงามอ่อนช้อย และเป็นทางการ ชุดนี้ตั้งชื่อตามพระที่นั่ง “ศิวาลัย” โดยเดิมทีเป็นเครื่องแต่งกายของสตรีสูงศักดิ์ มักสวมใส่ในงานพระราชพิธี รัฐพิธี หรือโอกาสสำคัญอื่น ๆ อาทิ งานเลี้ยง งานหมั้น หรืองานฉลองมงคลสมรส ลักษณะของชุดประกอบด้วย เสื้อแขนยาวจรดข้อมือ คอกลมขอบตั้งเล็กน้อย ห่มทับด้วยสไบเฉียงปักลวดลายไทยอย่างประณีต ส่วนของผ้านุ่งเป็นซิ่นตัดแบบหน้านาง มีชายพก และเย็บติดกับตัวเสื้อ คาดเอวด้วยเข็มขัดเงินหรือทอง อีกทั้งนิยมประดับเครื่องแต่งกายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สังวาล เป็นต้น ช่วยเสริมเสน่ห์และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างงดงาม

ความแตกต่างระหว่างชุดไทยศิวาลัย กับชุดไทยบรมพิมาน

ทั้งชุดไทยศิวาลัยและชุดไทยบรมพิมานต่างก็มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอกเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนเกิดความสับสนและแยกไม่ออก ความแตกต่างสำคัญคือ ชุดไทยศิวาลัยจะห่มสไบทับอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ ชุดไทยบรมพิมานจะไม่มีสไบห่มทับนั่นเอง

สำหรับผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยศิวาลัยโดยเลือกใช้ผ้าไหมปักดิ้นเงินทั้งชุด ในโทนสีพาสเทลเป็นหลัก ตกแต่งด้วยเครื่องประดับไทย อาทิ เครื่องเพชรโบราณ เทียร่า หรือมงกุฎแบบตะวันตกขนาดเล็ก เพื่อสื่อถึงความอ่อนหวาน อ่อนโยน และสง่างามของผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับโอกาสยามค่ำคืน ทั้งในงานแต่งงาน งานเลี้ยงราตรี หรือราชพิธีที่ต้องการความเรียบหรูและมีระดับ

นอกจากนี้ ผมยังตั้งใจออกแบบให้คอลเลกชันนี้มีกลิ่นอายวินเทจ โดยย้อนบรรยากาศกลับไปในยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ชุดไทยพระราชนิยม ได้รับการรังสรรค์ขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากทรงผมแบบตีพองและมวยสูง หรือทรง บุพฟอง (bouffant) ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมในยุคนั้น

กล่าวได้ว่า ชุดไทยศิวาลัย คือการผสมผสานอย่างงดงามระหว่างความวิจิตรแห่งเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดร่วมสมัยในโลกสากล อีกทั้งยังเป็นต้นแบบอันเหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย ที่หลอมรวมกลิ่นอายอดีต ความร่วมสมัย และคุณค่าทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

นอกจากนี้ AI Collection ชุดนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่สง่างาม สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และเหมาะสมกับงานพิธีและโอกาสสำคัญต่าง ๆ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง 8 แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการกำเนิดของชุดเหล่านี้ ทั้งการจัดแสง ทรงผม และองค์ประกอบในภาพ ต่างได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมไทยนี้อย่างสมบูรณ์

ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภูมิใจในความเป็นไทยไปสู่คนรุ่นต่อไป

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๘ ใน ๘)(ตอนที่ ๒)

ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดไทยพระราชนิยม แบบที่ ๘ ใน ๘ แบบ) (ตอนที่ ๒)

AI Collection ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง ๘ แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓–๒๕๐๔ เพื่อให้สตรีไทยมีแบบอย่างการแต่งกายที่งดงาม เหมาะสมกับกาลเทศะ และสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างสง่างามในระดับสากล

ด้วยความตั้งใจนี้ ผมจึงรังสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 1960s อย่างกลมกลืน ทั้งในด้านทรงผม องค์ประกอบภาพ ไปจนถึงแสงและเงา เนื่องจากชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งในปีหน้า #UNESCO มีแนวโน้มจะประกาศขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราทุกคนจึงควรร่วมภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่านี้สู่อนาคต

ชุดไทยจักรพรรดิ เป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่สง่างามและมีพิธีรีตองสูงสุดในหมู่เครื่องแต่งกายสตรีแบบไทย ได้รับการตั้งชื่อตาม พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง โดยเป็นชุดที่สื่อถึงความโอ่อ่า ความสุภาพ และสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่อย่างเด่นชัด

ลักษณะเด่นของชุดไทยจักรพรรดิ

จุดเด่นของชุดนี้คือ การห่มสไบแบบสองชั้น ชั้นในเป็นสไบจีบผ้าแพรสีเรียบหรือสไบทึบ ห่มแนบลำตัวอย่างประณีต ส่วนสไบชั้นนอกเป็นสไบปักดิ้นทองหรือปักลูกปัดงดงามวิจิตรในแบบสตรีบรรณาศักดิ์สมัยโบราณ โดยสไบชั้นนอกนี้มักทิ้งชายยาวพาดหลังจรดปลายผ้าซิ่น สื่อถึงความอ่อนช้อยและภูมิฐานของสตรีในราชสำนัก

โอกาสในการสวมใส่

ในอดีต ชุดไทยจักรพรรดิ ใช้สำหรับ พระราชพิธี และ งานพิธีรับรองระดับชาติ โดยเฉพาะในช่วงค่ำ อาทิ การถวายเลี้ยงพระมหากษัตริย์ต่างประเทศหรืองานเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะชุดเจ้าสาวสำหรับงานเลี้ยงฉลองในช่วงค่ำ ด้วยภาพลักษณ์ที่วิจิตร หรูหรา และเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๘ ใน ๘)

ชุดไทยจักรพรรดิ์ ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดไทยพระราชนิยม แบบที่ ๘ ใน ๘ แบบ)

AI Collection ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง ๘ แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓–๒๕๐๔ เพื่อให้สตรีไทยมีแบบอย่างการแต่งกายที่งดงาม เหมาะสมกับกาลเทศะ และสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างสง่างามในระดับสากล

ด้วยความตั้งใจนี้ ผมจึงรังสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 1960s อย่างกลมกลืน ทั้งในด้านทรงผม องค์ประกอบภาพ ไปจนถึงแสงและเงา เนื่องจากชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งในปีหน้า #UNESCO มีแนวโน้มจะประกาศขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราทุกคนจึงควรร่วมภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่านี้สู่อนาคต

ชุดไทยจักรพรรดิ: เครื่องแต่งกายอันวิจิตรของสตรีชั้นสูงในงานพิธีระดับชาติ

ชุดไทยจักรพรรดิ เป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่สง่างามและมีพิธีรีตองสูงสุดในหมู่เครื่องแต่งกายสตรีแบบไทย ได้รับการตั้งชื่อตาม พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง โดยเป็นชุดที่สื่อถึงความโอ่อ่า ความสุภาพ และสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่อย่างเด่นชัด

ลักษณะเด่นของชุดไทยจักรพรรดิ

จุดเด่นของชุดนี้คือ การห่มสไบแบบสองชั้น ชั้นในเป็นสไบจีบผ้าแพรสีเรียบหรือสไบทึบ ห่มแนบลำตัวอย่างประณีต ส่วนสไบชั้นนอกเป็นสไบปักดิ้นทองหรือปักลูกปัดงดงามวิจิตรในแบบสตรีบรรณาศักดิ์สมัยโบราณ โดยสไบชั้นนอกนี้มักทิ้งชายยาวพาดหลังจรดปลายผ้าซิ่น สื่อถึงความอ่อนช้อยและภูมิฐานของสตรีในราชสำนัก

สไบชั้นนอกนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สะพัก” หรือ “การห่มสะพัก” ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมโบราณที่ใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษ เป็นการห่มผ้าอีกชั้นหนึ่งทับสไบจีบด้านใน เพื่อแสดงความสุภาพเรียบร้อยต่อหน้าธารกำนัล โดยเฉพาะในยุคก่อนที่ยังไม่มีการสวมใส่ชุดชั้นในอย่างแพร่หลาย การห่มสไบเพียงชั้นเดียวจึงถือว่าไม่มิดชิดเพียงพอในงานพิธี การห่มสะพักจึงไม่เพียงเสริมความงาม หากยังเป็นสัญลักษณ์ของกิริยาอ่อนช้อยและการให้เกียรติผู้ร่วมพิธีอีกด้วย นอกจากนี้ การห่มสะพักยังสะท้อนสถานะทางสังคม ของผู้สวมใส่ในยุคโบราณได้อย่างชัดเจน ยิ่งผืนสไบปักอย่างประณีตด้วยดิ้นทอง ลูกปัด หรือไหมยกฝีมือชั้นครูมากเพียงใด ก็ยิ่งบ่งบอกถึงความสูงศักดิ์และความมั่งคั่งของสตรีผู้นั้นได้อย่างเด่นชัด

ผ้าซิ่นและการนุ่งห่ม

ผ้าซิ่นที่ใช้ในชุดไทยจักรพรรดิเป็น ผ้าไหมยกดิ้นทอง หรือ ผ้าไหมยกเชิงสีทอง นุ่งแบบจีบหน้านาง มีชายพก นิยมเลือกแบบที่มีลวดลายวิจิตรบนผืนผ้า ความยาวซิ่นกรอมข้อเท้า และมักคาด เข็มขัดทองแบบไทย เพื่อเน้นช่วงเอวและยึดชายผ้าให้เรียบร้อย

เครื่องประดับ

ชุดนี้มักสวมคู่กับเครื่องประดับชั้นสูงแบบราชสำนัก ได้แก่

  • รัดเกล้า: เครื่องประดับสำหรับรวบมวยผมไว้กลางกระหม่อม

  • สร้อยคอ และ สร้อยข้อมือ ที่ประดับด้วยทองคำหรืออัญมณี

  • ต่างหู และ สังวาลย์ ที่ห้อยทับสไบเพื่อเพิ่มความงาม

โอกาสในการสวมใส่

ในอดีต ชุดไทยจักรพรรดิ ใช้สำหรับ พระราชพิธี และ งานพิธีรับรองระดับชาติ โดยเฉพาะในช่วงค่ำ อาทิ การถวายเลี้ยงพระมหากษัตริย์ต่างประเทศหรืองานเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะชุดเจ้าสาวสำหรับงานเลี้ยงฉลองในช่วงค่ำ ด้วยภาพลักษณ์ที่วิจิตร หรูหรา และเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยจักรี ผลงานของปิแอร์ บัลแมง และฟรองซัวส์ เลอซาจ

ชุดไทยจักรี ผลงานของปิแอร์ บัลแมง และฟรองซัวส์ เลอซาจ

ขอขอบพระคุณพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ กรุงเทพมหานคร สำหรับพระฉายาลักษณ์ ภาพฉลองพระองค์ ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้

ในทศวรรษ 1960 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องแต่งกายไทยให้ร่วมสมัย โดยไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมประจำชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ซึ่งทรงฉลองพระองค์ชุดตะวันตกจากห้องเสื้อ ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) แห่งกรุงปารีส

หนึ่งในผลงานเด่น คือ ชุดไทยจักรี ที่บัลแมงออกแบบขึ้นใหม่ให้สะท้อนความวิจิตรของผ้าไหมไทย ร่วมกับงานปักดิ้นทองของ ฟรองซัวส์ เลอซาจ (François Lesage) ช่างปักระดับตำนานของฝรั่งเศส ซึ่งได้นำเทคนิคปักอันประณีตของห้องเสื้อระดับสูงมาผสานเข้ากับความงามแบบไทย

ชุดไทยจักรี ประกอบด้วย สไบเฉียง ทำจากผ้ายกดิ้นทองทั้งผืนหรือผ้ามีเชิง ปักลวดลายอย่างประณีต ส่วนล่างเป็น ผ้านุ่งจีบหน้ายก มีชายพก คาดด้วยเข็มขัดไทย และอาจสวมเครื่องประดับโบราณ เช่น สร้อยคอ รัดแขน และสร้อยข้อมือ เพื่อเพิ่มความสง่างาม ชุดนี้มักใช้ในงานเลี้ยงราตรีที่ไม่เป็นทางการ หรืองานมงคลสมรสช่วงเย็น และถือเป็นต้นแบบของการผสมผสานระหว่าง “ไทยประยุกต์” และ “แฟชั่นตะวันตกชั้นสูง” ได้อย่างลงตัว

ใน AI Collection ที่กำลังสร้างสรรค์ในช่วงนี้ ผมได้ออกแบบ ชุดไทยจักรี โดยเลือกใช้ ผ้ายกดิ้นทองทั้งชุด เสริมด้วย เทียร่าแบบตะวันตก เพื่อสื่อถึงพระราชนิยมในช่วงทศวรรษ 1960 ที่ผสมผสานความอ่อนหวาน สุภาพ และสง่างาม พร้อมทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า “เทคโนโลยี AI” สามารถรังสรรค์แฟชั่นไทยแบบวินเทจได้อย่างทรงพลัง

ด้วยความตั้งใจนี้ ผมจึงรังสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 1960s อย่างกลมกลืน ทั้งในด้านทรงผม องค์ประกอบภาพ ไปจนถึงแสงและเงา เนื่องจากชุดไทยพระราชนิยมถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งในปีหน้า #UNESCO มีแนวโน้มจะประกาศขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราทุกคนจึงควรร่วมภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่านี้สู่อนาคต

“ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” จึงไม่ใช่เพียงความย้อนยุค แต่คือการรื้อฟื้นคุณค่าแห่งอดีตด้วยมุมมองใหม่ผ่านเทคโนโลยีสร้างสรรค์ร่วมสมัย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๖ ใน ๘)

ชุดไทยศิวาลัยชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๖ ใน ๘)

ชุดไทยศิวาลัยชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 6 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)


ชุดไทยศิวาลัย เป็นหนึ่งใน ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของเครื่องแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างวิจิตรบรรจง ทั้งยังผสานความละเมียดละไมเข้ากับรสนิยมสากลของโลกยุคทศวรรษ 1960 ได้อย่างลงตัว

ชุดไทยศิวาลัยมีความงดงามอ่อนช้อย และเป็นทางการ ชุดนี้ตั้งชื่อตามพระที่นั่ง “ศิวาลัย” โดยเดิมทีเป็นเครื่องแต่งกายของสตรีสูงศักดิ์ มักสวมใส่ในงานพระราชพิธี รัฐพิธี หรือโอกาสสำคัญอื่น ๆ อาทิ งานเลี้ยง งานหมั้น หรืองานฉลองมงคลสมรส ลักษณะของชุดประกอบด้วย เสื้อแขนยาวจรดข้อมือ คอกลมขอบตั้งเล็กน้อย ห่มทับด้วยสไบเฉียงปักลวดลายไทยอย่างประณีต ส่วนของผ้านุ่งเป็นซิ่นตัดแบบหน้านาง มีชายพก และเย็บติดกับตัวเสื้อ คาดเอวด้วยเข็มขัดเงินหรือทอง อีกทั้งนิยมประดับเครื่องแต่งกายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สังวาล เป็นต้น ช่วยเสริมเสน่ห์และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างงดงาม

ความแตกต่างระหว่างชุดไทยศิวาลัย กับชุดไทยบรมพิมาน

ทั้งชุดไทยศิวาลัยและชุดไทยบรมพิมานต่างก็มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอกเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนเกิดความสับสนและแยกไม่ออก ความแตกต่างสำคัญคือ ชุดไทยศิวาลัยจะห่มสไบทับอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ ชุดไทยบรมพิมานจะไม่มีสไบห่มทับนั่นเอง

สำหรับผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยศิวาลัยโดยเลือกใช้ผ้าไหมปักดิ้นเงินทั้งชุด ในโทนสีพาสเทลเป็นหลัก ตกแต่งด้วยเครื่องประดับไทย อาทิ เครื่องเพชรโบราณ เทียร่า หรือมงกุฎแบบตะวันตกขนาดเล็ก เพื่อสื่อถึงความอ่อนหวาน อ่อนโยน และสง่างามของผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับโอกาสยามค่ำคืน ทั้งในงานแต่งงาน งานเลี้ยงราตรี หรือราชพิธีที่ต้องการความเรียบหรูและมีระดับ

นอกจากนี้ ผมยังตั้งใจออกแบบให้คอลเลกชันนี้มีกลิ่นอายวินเทจ โดยย้อนบรรยากาศกลับไปในยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ชุดไทยพระราชนิยม ได้รับการรังสรรค์ขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากทรงผมแบบตีพองและมวยสูง หรือทรง บุพฟอง (bouffant) ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมในยุคนั้น

กล่าวได้ว่า ชุดไทยศิวาลัย คือการผสมผสานอย่างงดงามระหว่างความวิจิตรแห่งเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดร่วมสมัยในโลกสากล อีกทั้งยังเป็นต้นแบบอันเหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย ที่หลอมรวมกลิ่นอายอดีต ความร่วมสมัย และคุณค่าทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยจักรี ชุดไทยพระราชนิยม เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๕ ใน ๘)

ชุดไทยจักรี เป็นหนึ่งใน ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของการแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างวิจิตรบรรจง ทั้งยังกลมกลืนกับรสนิยมแบบสากลในยุคทศวรรษ 1960 อย่างมีระดับ

ชุดไทยจักรีประกอบด้วยสไบเฉียงที่ใช้ผ้ายกมีเชิง หรือผ้ายกทั้งตัว ซิ่นนุ่งจีบหน้ายก มีชายพก และคาดเข็มขัดไทย ส่วนท่อนบนเป็นสไบซึ่งอาจเย็บติดกับตัวซิ่นเป็นชุดเดียว หรือแยกออกเป็นผ้าสไบห่มต่างหากก็ได้ โดยจะเปิดบ่าข้างหนึ่ง และชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลังยาวตามความเหมาะสม จุดเด่นของชุดอยู่ที่คุณภาพของเนื้อผ้า ความประณีตในการตัดเย็บ และรูปทรงที่ขับเน้นความงดงามของผู้สวมใส่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสวมใส่ในงานเลี้ยงฉลองสมรส หรือราตรีสโมสรที่ไม่เป็นทางการ

ในต้นแบบดั้งเดิม เสื้อตัวในของชุดไทยจักรีจะไม่มีแขนและไม่มีคอ ห่มทับด้วยสไบแบบชายเดียว ปักดิ้นทอง ส่วนผ้านุ่งใช้ผ้าไหมยกดิ้นทองแบบ “หน้านาง” มีชายพก คาดเข็มขัด และประดับด้วยเครื่องประดับไทยโบราณ เช่น สร้อยคอ รัดแขน และสร้อยข้อมือ เพื่อเสริมความสง่างามให้เหมาะสมกับโอกาส

สำหรับผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยจักรีโดยเลือกใช้ผ้าไหมปักดิ้นทองทั้งตัวในแบบเดียวกันเกือบทั้งคอลเลกชัน เสริมด้วยเครื่องประดับไทยโบราณและเทียร่าแบบตะวันตก เพื่อสะท้อนความอ่อนหวาน สุภาพ และสง่างามของผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับโอกาสพิเศษยามค่ำคืน ทั้งในงานสมรสหรืองานราตรีที่ไม่เป็นทางการ

ชุดไทยจักรี จึงนับเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความสง่างามของเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดแบบร่วมสมัยในโลกสากล และยังเป็นต้นแบบที่เหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย ซึ่งให้ทั้งกลิ่นอายแห่งอดีต ความร่วมสมัย และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยบรมพิมาน – ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๔ ใน ๘)

ชุดไทยบรมพิมาน – ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 4 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)

ชุดไทยบรมพิมานเป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบของการแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม ทั้งยังกลมกลืนกับรสนิยมแบบสากลในยุคทศวรรษ 1960 อย่างมีระดับ

ชุดไทยบรมพิมานเป็นชุดพิธีสำหรับสวมใส่ในช่วงค่ำ ประกอบด้วยเสื้อแขนยาว คอกลมมีขอบตั้ง ตัวเสื้อและซิ่นอาจตัดเย็บติดกันหรือแยกชิ้นก็ได้ ซิ่นเป็นแบบจีบหน้านาง มีชายพก และยาวจรดข้อเท้า นิยมใช้ผ้าไหมยกดอกหรือยกดิ้นทอง ทั้งแบบมีเชิงหรือยกทั้งตัว พร้อมคาดเข็มขัดไทยบริเวณเอว ชุดนี้เหมาะสำหรับผู้มีรูปร่างสูงโปร่ง และใช้ในงานพิธีเต็มยศหรือครึ่งยศ อาทิ งานอุทยานสโมสร งานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ หรือพิธีสมรสในคืนที่มีอากาศเย็น โดยสามารถประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องประดับไทยโบราณตามความเหมาะสม

โดยรายละเอียด ชุดนี้ประกอบด้วยเสื้อทรงเข้ารูป แขนกระบอก คอตั้ง ติดคอ ผ่าหลัง และสามารถเย็บติดกับผ้านุ่งหรือแยกเป็นสองท่อนก็ได้ ส่วนผ้านุ่งเป็นผ้าซิ่นไหมยกดิ้นทอง ตัดแบบหน้านาง มีชายพก นิยมสวมใส่ในงานพิธีสำคัญ เช่น งานฉลองสมรส พิธีหลั่งน้ำสังข์ หรือพิธีเจริญพระพุทธมนต์

ในผลงาน AI Collection ชุดนี้ ผมได้ออกแบบชุดไทยบรมพิมานโดยเลือกใช้ผ้าไหมยกดิ้นทองตัดกับผ้าพื้นสีอ่อนหรือสีที่ตัดกัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นเมื่อสวมสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และประดับด้วยเครื่องประดับไทยโบราณ ช่วยเสริมให้ผู้สวมใส่ดูอ่อนหวาน สุภาพ สง่างาม และเหมาะสมกับงานพิธีราชการหรืองานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ

ชุดไทยบรมพิมานจึงนับเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความสง่างามของเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิม กับแนวคิดแบบร่วมสมัยในโลกสากลยุคใหม่ และยังเป็นหนึ่งในต้นแบบที่เหมาะสมยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” ซึ่งทั้งร่วมสมัยและทรงคุณค่า

AI Collection ชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่สง่างาม สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และเหมาะสมกับงานพิธีและโอกาสสำคัญต่าง ๆ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง 8 แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการกำเนิดของชุดเหล่านี้ ทั้งการจัดแสง ทรงผม และองค์ประกอบในภาพ ต่างได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมไทยนี้อย่างสมบูรณ์

ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภูมิใจในความเป็นไทยไปสู่คนรุ่นต่อไป

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๓ ใน ๘)

ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 3 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)

ชุดไทยอมรินทร์ เป็นชุดไทยพระราชนิยมที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 โปรดให้รังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบการแต่งกายที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งยังสะท้อนรสนิยมแบบสากลในยุค 1960 ได้อย่างกลมกลืน

ชุดนี้ออกแบบมาเพื่อสวมใส่ในงานพิธีทั้งกลางวันและกลางคืน มีความสุภาพ เรียบหรู และแฝงความเป็นทางการ เสื้อชุดไทยอมรินทร์เป็นผ้าไหมแขนยาว คอตั้งเล็กน้อยในลักษณะคอจีน ตัดเย็บเข้ารูปเพื่อเสริมบุคลิกภาพให้ผู้สวมใสดูภูมิฐานและสง่างาม ส่วนผ้าซิ่นที่นิยมใช้คู่กับชุดไทยอมรินทร์ มักทอด้วยเทคนิค “ยกเชิง” โดยใช้ผ้าไหมยกดอกที่มีทองแทรกหรือยกดิ้นทอง ให้ความรู้สึกหรูหราและเหมาะกับโอกาสสำคัญ เช่น งานเลี้ยงรับรอง งานพระราชพิธี งานวันเฉลิมพระชนมพรรษา และงานที่ต้องประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชุดไทยอมรินทร์มีความคล้ายกับชุดไทยจิตรลดา ต่างกันแค่ผ้าซิ่นที่มีการยกดิ้นทองเพื่อให้ดูเป็นทางการ และสวมใส่พร้อมกับราชอิสริยาภรณ์

ในภาพ AI Collection นี้ สามารถสังเกตุได้ว่าชุดไทยอมรินทร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา ผมใช้ผ้าไหมยกดิ้นทองกับผ้าพื้นสีอ่อน ตัดกับสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พร้อมเครื่องประดับที่งดงามแบบไทยโบราณ ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน สุภาพ และสง่า เหมาะแก่การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ชุดไทยอมรินทร์จึงนับเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความเรียบสง่าแบบไทยดั้งเดิมกับแนวทางสากลในยุคใหม่ และเป็นหนึ่งในต้นแบบที่เหมาะสมยิ่งสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย” ที่ทั้งร่วมสมัยและทรงคุณค่า

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๒ ใน ๘)

ชุดไทยจิตรลดาชุดไทยพระราชนิยม (๒ ใน ๘)

ชุดไทยจิตรลดาชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (ชุดแบบที่ 3 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)

คอลเลกชันนี้เริ่มต้นจากการลงสีภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วย AI ซึ่งเป็นพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะฉลองพระองค์ ชุดไทยจิตรลดา ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นภาพจากช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510

ชุดไทยจิตรลดา นับเป็นชุดแบบที่ 3 ในบรรดาชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ออกแบบมาเพื่อสวมใส่ในงานพิธีช่วงเวลากลางวัน มีลักษณะสุภาพ เรียบหรู และแฝงไว้ด้วยความเป็นทางการ ตัวเสื้อทำจากผ้าไหมแขนยาว คอตั้งเล็กน้อยในแบบคอจีน เพื่อเสริมภาพลักษณ์อันสง่างามและเป็นทางการ แตกต่างจากชุดไทยเรือนต้นที่ใช้คอกลมต่ำและเหมาะกับโอกาสลำลอง

เสื้อทรงจิตรลดานี้นิยมสวมคู่กับ ผ้าซิ่นยาวคลุมข้อเท้า ซึ่งมักทอด้วยเทคนิค “ยกเชิง” โดยอาจเลือกใช้ผ้าพื้นสีเดียวกัน หรือผ้าต่างสีก็ได้ตามความเหมาะสม ชุดนี้เหมาะสำหรับพระราชพิธี หรือการต้อนรับอาคันตุกะจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตราใด ๆ ดังเช่นในชุดไทยอัมรินทร์

ชุดไทยจิตรลดา เป็นการผสมผสานอย่างงดงามระหว่างความเรียบสง่าแบบไทยดั้งเดิมกับรสนิยมแบบสากลในยุค 1960 ได้อย่างกลมกลืน จึงนับเป็นต้นแบบที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ภายใต้แนวคิด “ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย”

Read More