History of Fashion
เส้นทางของคอสตูมดีไซน์เนอร์—จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สู่การวิจัย และก้าวต่อไปด้วย AI
เส้นทางของคอสตูมดีไซน์เนอร์—จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สู่การวิจัย และก้าวต่อไปด้วย AI
สวัสดีครับ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเริ่มติดตามเพจนี้ อาจจะสงสัยว่า...
ใครคือแอดมินของเพจ? แล้วทำไมถึงหลงใหลในแฟชั่นย้อนยุคหรือแฟชั่นในประวัติศาสตร์นัก?
คำตอบง่ายมากครับ—ผมเชื่อว่าเสื้อผ้าไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เราสวมใส่ แต่เป็นเรื่องของ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และ เรื่องเล่า ที่ถูกถักทอไว้ในทุกตะเข็บผ้า
และในโลกยุคใหม่ที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราศึกษาและเข้าใจอดีต ผมจึงเลือกใช้ AI เป็นเครื่องมือในการ อนุรักษ์และจินตนาการภาพแฟชั่นไทยในอดีตขึ้นมาใหม่ ด้วยความเคารพ
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า...
AI สร้างภาพแฟชั่นไทยในประวัติศาสตร์ได้จริงเหรอ?
คำตอบคือ—ทำได้ครับ แต่ไม่ใช่แค่กดปุ่มเดียวแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทันที
ถึงแม้จะมีเอ็นจินทรงพลังอย่าง Google Imagen ที่สามารถสร้างภาพที่ "ดูเหมือนไทย" ได้ในระดับหนึ่ง
แต่ภาพที่ได้ก็มักจะเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด—โครงร่างผิดยุค ผ้าผิดภาค หรือบางครั้งเจนชุดไทยเรือนต้น แต่ได้กระโปรงแบบ A Line แบบตะวันตกแทนผ้าซิ่น 😅
เพราะ AI พวกนี้ไม่ได้ "เข้าใจ" วัฒนธรรมไทยจริง ๆ มันเพียงแค่ “เดา” จากข้อมูลทั่วโลกที่ถูกป้อนเข้าไปเท่านั้น
แล้วทำไมภาพของผมจึง แม่นยำและถูกต้องตามบริบททางประวัติศาสตร์ มากกว่า?
ก็เพราะผมใช้ ระบบ AI แบบเปิด (open-source) และฝึกฝนโมเดลด้วยตนเองจาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์จริง
ผมคัดเลือกภาพถ่ายต้นฉบับอย่างระมัดระวัง แบ่งตามยุคสมัย ใส่คำอธิบายภาพอย่างละเอียด และนำไปฝึกโมเดล LoRA ด้วยตนเอง
กระบวนการนี้ต้องอาศัยทั้ง ประสบการณ์ในสายอาชีพจริง และ ความรู้ทางวิชาการ ควบคู่กันไปครับ
ในสายอาชีพจริงของผม—
ผมเป็น Emmy-nominated Costume Designer (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่เคยเข้าชิงรางวัลเอ็มมี) ทำงานอยู่ที่ลอนดอน
มีความเชี่ยวชาญในด้านแฟชั่นย้อนยุค โดยเฉพาะเสื้อผ้าไทยในมุมมองของโลกตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์
ผมจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน History of Dress, Asian Design and Material Culture จาก Royal College of Artที่ลอนดอน
โดยได้รับทุนวิจัยด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นจาก The V&A Museum
งานวิจัยของผมเน้นเรื่อง แฟชั่นและการเมืองในช่วงยุคล่าอาณานิคมในสยาม พม่า และญี่ปุ่น โดยนำความรู้จากประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์กว่า 25 ปี มาผสมผสานกับการศึกษาทางทฤษฎี
นอกจากนี้ ผมยังเคยศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย SOAS (School of Oriental and African Studies) ในลอนดอน
ในสาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยเน้นเรื่อง ประวัติศาสตร์การถ่ายภาพยุคแรกในสยาม และ ประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่หลังจากทำวิจัยมาได้หนึ่งปี ผมก็พบว่า—
ผมสามารถมีส่วนร่วมในวงวิชาการได้ โดยไม่จำเป็นต้องถือปริญญาเอก
เพราะผมมีเส้นทางอาชีพชัดเจนอยู่แล้วในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การเรียนต่อระดับ PhD จึงไม่ได้สร้างเส้นทางใหม่ให้ผม
อย่างไรก็ตาม วิธีวิทยาในการวิจัย (research methodology) และแนวทางการคิดเชิงวิพากษ์ที่ได้เรียนรู้มา ยังคงอยู่กับผม และผมนำมาใช้ในการค้นคว้าและสร้างผลงาน AI อยู่เสมอ
การผสมผสานระหว่างการออกแบบจริงในอุตสาหกรรม การศึกษาทางวิชาการ และการทดลองกับเทคโนโลยี AI
จึงเป็นพื้นฐานของผลงานในเพจนี้
ที่พยายามนำเสนอภาพที่ทั้ง สวยงาม น่าเชื่อถือ และถูกต้องตามประวัติศาสตร์
อาจมีคนถามว่า แล้วถ้าย้อนไปไกลกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ล่ะ?
ต้องขอบอกตามตรงว่า—ผมไม่ได้เชี่ยวชาญครับ
เพราะข้อมูลที่ใช้ฝึก AI ส่วนใหญ่มาจาก "ภาพถ่ายต้นฉบับ" ซึ่งเพิ่งเริ่มมีในสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ เท่านั้น
ผมจึงเน้นเฉพาะช่วง "ต้นรัตนโกสินทร์ถึงปัจจุบัน" ที่สามารถอ้างอิงกับภาพถ่ายและข้อมูลจริงได้
โพสต์นี้เป็นเพียงบทนำเท่านั้นครับ
โพสต์ถัดไป ผมจะมาเล่าประสบการณ์ตรงจากการเรียนที่ Royal College of Art
และการนำ AI มาใช้ศึกษาวัฒนธรรมไทยในแบบที่แปลกใหม่แต่เคารพต่ออดีต
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และขอฝากผลงานไว้ด้วยครับ 🙏
ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (๑ ใน ๘)
ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยพระราชนิยม – เครื่องแต่งกายประจำชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
(ชุดแบบที่ 1 จากทั้งหมด 8 แบบในชุดไทยพระราชนิยม)
AI Collection ชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งทรงมีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่สง่างาม สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และเหมาะสมกับงานพิธีและโอกาสสำคัญต่าง ๆ
เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชดำริอันทรงคุณค่านี้ ผมจึงสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอชุดไทยทั้ง 8 แบบผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยผสมผสานกลิ่นอายแฟชั่นวินเทจแห่งยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการกำเนิดของชุดเหล่านี้ ทั้งการจัดแสง ทรงผม และองค์ประกอบในภาพ ต่างได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมไทยนี้อย่างสมบูรณ์
ในปีหน้า องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก โครงการนี้จึงมุ่งหวังที่จะเฉลิมฉลอง อนุรักษ์ และส่งต่อความภูมิใจในความเป็นไทยไปสู่คนรุ่นต่อไป
พระราชนิยมในการใช้ผ้าไทย: พระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชนิยมในการใช้ ผ้าไทย มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะทรงประกาศหมั้น นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศได้ขอสัมภาษณ์พระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงตอบอย่างชัดเจนว่า จะสนับสนุนและส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย
ในโอกาสนั้น พระองค์ในฐานะ “พระคู่หมั้น” ทรงเลือกใช้ ผ้าไหมไทย และ ซิ่นไทย สำหรับชุดต่าง ๆ รวมถึง ฉลองพระองค์ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ก็ทรงใช้ผ้าไทยอย่างภาคภูมิ ภายหลังจากพระราชพิธีดังกล่าว พระองค์ทรงยึดมั่นในพระราชปณิธาน และทรงพระกรุณาโปรดให้สร้าง “เครื่องแต่งกายแบบไทยตามพระราชนิยม” ขึ้น จนกลายเป็น เครื่องแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย มาจนถึงปัจจุบัน
ในสมัยที่เสด็จฯ เยือนประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก ยังไม่มีการกำหนดชุดไทยตามแบบพระราชนิยม พระองค์จึงทรงริเริ่มออกแบบฉลองพระองค์โดยใช้ ผ้าไหมไทย ผ้ายก และผ้าพื้นถิ่นไทย ต่าง ๆ มาตัดเย็บและประดิษฐ์ตกแต่ง เพื่อให้สื่อถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทย โดยทรงเจริญรอยตามสมเด็จพระพันปีหลวง สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ
ชุดไทยพระราชนิยม
“ชุดไทยพระราชนิยม” หมายถึง ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทยที่ใช้ในงานพิธี งานมงคลสมรส และโอกาสสำคัญต่าง ๆ ชุดเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ วัสดุ และการตกแต่ง โดยนิยมใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยประดิษฐ์ เช่น ผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือผ้ายกดอกทั้งผืน พร้อมตกแต่งด้วยซิป ตะขอ หรือกระดุมที่หุ้มด้วยผ้า และอาจปักมุก เลื่อม หรือใช้ลูกปัดตกแต่งเพื่อเพิ่มความสง่างาม
ประเภทผ้าที่นิยมใช้ เช่น:
ผ้าไหม: ทอจากเส้นด้ายที่ได้จากใยไหม
ผ้าฝ้าย: ทอจากเส้นด้ายฝ้ายธรรมชาติ
ผ้าใยประดิษฐ์: ผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ เรยอน เจอร์ซีย์ หรือโทเร
ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่
ชุดไทยเรือนต้น – เรียบง่าย เหมาะสำหรับงานไม่เป็นทางการหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
ชุดไทยจิตรลดา – สุภาพ เหมาะสำหรับงานพิธีการเล็กน้อยหรือรับรองแขก
ชุดไทยอมรินทร์ – งดงาม เหมาะกับงานราตรีหรืองานพิธีสำคัญ
ชุดไทยบรมพิมาน – ผ้าไหมลายสวย ใช้ในงานพิธีการและงานทางการ
ชุดไทยจักรี – หรูหรา สง่างาม เหมาะกับงานพิธีระดับสูง
ชุดไทยดุสิต – ใช้ผ้าไหมลวดลาย ปักลายวิจิตร สำหรับงานราตรีหรืองานฉลอง
ชุดไทยศิวาลัย – หรูหรา เน้นเครื่องประดับ ใช้ในงานพิธีสำคัญ
ชุดไทยจักรพรรดิ์ – สง่างามที่สุด ใช้ในงานพิธีใหญ่ระดับราชสำนัก
จุดเริ่มต้นของ AI Collection นี้: ชุดไทยเรือนต้นในโทนพาสเทลและสีน้ำ
ชุดไทยเรือนต้น ซึ่งเป็นชุดแบบที่ 2 ในชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้รับการตั้งชื่อตาม “พระตำหนักเรือนต้น” ในพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นเรือนไทยไม้สักแบบเรียบง่าย ชุดนี้ออกแบบให้เป็น ชุดลำลองของสตรีไทย สำหรับสวมใส่ในโอกาสไม่เป็นทางการ หรือในชีวิตประจำวัน โดยมีลักษณะเด่นคือ:
ใช้ ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ตัดเย็บเป็น ผ้านุ่งป้าย ยาวจรดข้อเท้า ลวดลายเป็นแนวขวางหรือตามยาว
เสื้อ คอกลมตื้น แขนสามส่วน ผ่าอก มีกระดุมห้าเม็ด ใช้ผ้าสีเดียวกันหรือตัดกับซิ่น
ใช้เครื่องประดับน้อย เพื่อเน้นความสุภาพเรียบง่าย
ชุดไทยเรือนต้นสะท้อนให้เห็นถึงความงามตามแบบไทยดั้งเดิม ควบคู่กับรสนิยมแบบสากลในยุค 1960 ได้อย่างลงตัว จึงเป็นแบบชุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ในบริบทของ ความสง่างามแบบวินเทจสไตล์ไทย
ชุดไทยดุสิต ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย (๗ ใน ๘)
ชุดไทยดุสิต ชุดไทยพระราชนิยม — การแต่งกายและความภูมิใจในความเป็นไทย
AI Collection นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และชุดสตรีไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2503–2504 เพื่อให้สตรีไทยมีเครื่องแต่งกายที่งดงาม เหมาะสมกับกาลเทศะ ทั้งยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยอย่างสง่างาม
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตั้งใจสร้างสรรค์ AI Collection ที่นำเสนอ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ โดยผสมผสานกลิ่นอายของ vintage fashion ยุค 1960s เข้าไปอย่างกลมกลืน ทั้งทรงผม การจัดองค์ประกอบ และแสงเงาในภาพ เนื่องจากชุดเหล่านี้ได้รับการออกแบบขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งในปีหน้า UNESCO มีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก เราจึงควรร่วมกันภาคภูมิใจ อนุรักษ์ และส่งต่อความเป็นไทยนี้ให้ลูกหลานในอนาคต
พระราชนิยมในการใช้ผ้าไทย: พระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชนิยมในการใช้ ผ้าไทย มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะทรงประกาศหมั้น นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศได้ขอสัมภาษณ์พระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงตอบอย่างชัดเจนว่า จะสนับสนุนและส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย
ในโอกาสนั้น พระองค์ในฐานะ “พระคู่หมั้น” ทรงเลือกใช้ ผ้าไหมไทย และ ซิ่นไทย สำหรับชุดต่าง ๆ รวมถึง ฉลองพระองค์ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ก็ทรงใช้ผ้าไทยอย่างภาคภูมิ ภายหลังจากพระราชพิธีดังกล่าว พระองค์ทรงยึดมั่นในพระราชปณิธาน และทรงพระกรุณาโปรดให้สร้าง “เครื่องแต่งกายแบบไทยตามพระราชนิยม” ขึ้น จนกลายเป็น เครื่องแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย มาจนถึงปัจจุบัน
ในสมัยที่เสด็จฯ เยือนประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก ยังไม่มีการกำหนดชุดไทยตามแบบพระราชนิยม พระองค์จึงทรงริเริ่มออกแบบฉลองพระองค์โดยใช้ ผ้าไหมไทย ผ้ายก และผ้าพื้นถิ่นไทย ต่าง ๆ มาตัดเย็บและประดิษฐ์ตกแต่ง เพื่อให้สื่อถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทย โดยทรงเจริญรอยตามสมเด็จพระพันปีหลวง สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ
ชุดไทยพระราชนิยม
“ชุดไทยพระราชนิยม” หมายถึง ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทยที่ใช้ในงานพิธี งานมงคลสมรส และโอกาสสำคัญต่าง ๆ ชุดเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ วัสดุ และการตกแต่ง โดยนิยมใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยประดิษฐ์ เช่น ผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือผ้ายกดอกทั้งผืน พร้อมตกแต่งด้วยซิป ตะขอ หรือกระดุมที่หุ้มด้วยผ้า และอาจปักมุก เลื่อม หรือใช้ลูกปัดตกแต่งเพื่อเพิ่มความสง่างาม
ประเภทผ้าที่นิยมใช้ เช่น:
ผ้าไหม: ทอจากเส้นด้ายที่ได้จากใยไหม
ผ้าฝ้าย: ทอจากเส้นด้ายฝ้ายธรรมชาติ
ผ้าใยประดิษฐ์: ผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ เรยอน เจอร์ซีย์ หรือโทเร
ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่
ชุดไทยเรือนต้น – เรียบง่าย เหมาะสำหรับงานไม่เป็นทางการหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
ชุดไทยจิตรลดา – สุภาพ เหมาะสำหรับงานพิธีการเล็กน้อยหรือรับรองแขก
ชุดไทยอมรินทร์ – งดงาม เหมาะกับงานราตรีหรืองานพิธีสำคัญ
ชุดไทยบรมพิมาน – ผ้าไหมลายสวย ใช้ในงานพิธีการและงานทางการ
ชุดไทยจักรี – หรูหรา สง่างาม เหมาะกับงานพิธีระดับสูง
ชุดไทยดุสิต – ใช้ผ้าไหมลวดลาย ปักลายวิจิตร สำหรับงานราตรีหรืองานฉลอง
ชุดไทยศิวาลัย – หรูหรา เน้นเครื่องประดับ ใช้ในงานพิธีสำคัญ
ชุดไทยจักรพรรดิ์ – สง่างามที่สุด ใช้ในงานพิธีใหญ่ระดับราชสำนัก
จุดเริ่มต้นของ AI Collection นี้: ชุดไทยดุสิต
เราจะเริ่มต้นด้วย “ชุดไทยดุสิต” ชุดแบบที่ 1 ใน 8 แบบ ซึ่งเป็นชุดที่ออกแบบมาให้ใช้ในงานกลางคืนแทนชุดราตรีแบบตะวันตก มีลักษณะโดดเด่นดังนี้:
เสื้อคอกลมกว้าง ไม่มีแขน เข้ารูป ปักลวดลายไทยด้วยลูกปัด
ซิ่นไหมยกดิ้นทองลายดอกพิกุล ตัดแบบหน้านาง มีชายพก
เหมาะกับ งานราตรีสโมสร หรือใช้เป็น ชุดฉลองสมรส
สามารถสวมใส่เครื่องประดับได้ทั้งแบบไทยและตะวันตก เช่น ต่างหู สร้อยคอ แหวน
เสื้ออาจเย็บติดกับผ้าซิ่นหรือแยกเป็นท่อนก็ได้
ชุดไทยดุสิต สะท้อนทั้งรสนิยมแบบไทยและสากลในช่วงทศวรรษ 1960 อย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับการรังสรรค์ด้วย AI ในบริบทของ vintage-inspired Thai elegance อย่างแท้จริง
แฟชั่นสตรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1919) และอิทธิพลต่อสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนกลาง
แฟชั่นสตรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1919) และอิทธิพลต่อสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนกลาง
ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1910 หรือช่วงต้นของรัชกาลที่ ๖ แฟชั่นสตรีในโลกตะวันตกยังคงเปี่ยมด้วยความหรูหรา สะท้อนค่านิยมแห่งยุคเอ็ดเวิร์ดด้วยชุดกระโปรงยาวกรอมเท้า โครงเสื้อทรงเอสเคิร์ฟ (S-curve silhouette) การปักประดับอย่างวิจิตร และเสื้อผ้าชั้นในที่สวมใส่อย่างซับซ้อน เสื้อผ้าเป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม ความเป็นสตรี และภาพลักษณ์แห่งความสง่างาม แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914 โลกของแฟชั่นก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน สงครามไม่ได้เปลี่ยนแค่การเมืองและเศรษฐกิจ หากยังเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายของผู้หญิง การเคลื่อนไหว และภาพลักษณ์ของสตรีในสังคมอย่างถาวร
จุดเปลี่ยนยามสงคราม: จากความวิจิตรสู่ประโยชน์ใช้สอย
เมื่อผู้ชายจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปรบ ในโลกตะวันตก สตรีจึงต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทนในภาคสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในโรงงาน เป็นบุรุษไปรษณีย์ พนักงานเก็บตั๋ว ตำรวจหญิง หรือแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การแต่งกายของพวกสตรีเหล่านี้จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความคล่องตัว ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับงานที่ต้องทำ
กระโปรงยาวจรดพื้นถูกเลิกใช้อย่างรวดเร็ว และแทนที่ด้วยกระโปรงยาวเพียงข้อเท้าหรือครึ่งน่อง ซึ่ง ไม่เกะกะและปลอดภัยมากกว่าในสภาพแวดล้อมการทำงาน ทรงกระโปรงเปลี่ยนเป็น ทรงเอไลน์ (A-line) ที่เรียบง่าย สวมใส่สบาย ทรวดทรงของชุดหลวมขึ้น และ ลวดลายตกแต่งถูกลดทอน เสื้อรัดทรง (คอร์เซต) ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกุลสตรี กลายเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับงานแรงงานแทนที่ด้วยเสื้อเชิ้ต แจ็กเก็ตเรียบง่าย และเข็มขัดที่รัดเอวพอประมาณ
เสื้อผ้าแบบเครื่องแบบกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของสตรีสมัยใหม่ เช่น เครื่องแบบของกองกำลังหญิงช่วยรบแห่งอังกฤษ (WAAC) หรือชุดของกลุ่ม Land Girls ที่ประกอบด้วยเสื้อคลุมผ้าวูล กระโปรงหนา และรองเท้าบูตแข็งแรง เครื่องแต่งกายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้ประโยชน์ได้จริงเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงอุดมคติของผู้หญิงที่เข้มแข็ง อดทน และมีจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ
ช่วงเปลี่ยนผ่านแห่งรูปร่าง: รากฐานของแฟชั่นยุคฟลัปเปอร์ (Flapper)
กระแสการแต่งกายที่เน้นประโยชน์ใช้สอยในช่วงสงคราม ได้ปูทางให้กับการปฏิวัติแฟชั่นครั้งใหญ่ในยุค 1920 ภายหลังสงคราม ภาพอุดมคติของร่างกายหญิงสาวได้เปลี่ยนไปจากสรีระโค้งเว้าแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน กลายเป็นรูปแบบที่ ผอมเพรียวและดูอ่อนเยาว์ ชายกระโปรงยังคงสั้นกว่าก่อนสงคราม และชุดกระโปรงยุคใหม่มักมี ช่วงเอวที่ลดต่ำลง, เนื้อผ้าเบา, และ ดีไซน์หลวม ที่อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหว
จากบริบทนี้เกิดรูปแบบใหม่ของผู้หญิงที่เรียกว่า “ฟลัปเปอร์” – หญิงสาวผู้กล้าทำลายขนบเดิม สูบบุหรี่ เต้นรำ และแสดงออกถึงอิสรภาพส่วนตัว ชุดของเธอคือทายาทโดยตรงของเสื้อผ้ายุคสงคราม: สวมกระโปรงสั้นที่คล่องตัว ไม่ใส่คอร์เซต และหยิบยืมรายละเอียดแบบผู้ชาย เช่น หมวกโคลช์ (cloche) และรองเท้าออกซ์ฟอร์ด สงครามได้ลบเส้นแบ่งทางเพศ และแฟชั่นในยุคหลังสะท้อนถึงความคลุมเครือทางบทบาทนี้อย่างชัดเจน
กลิ่นอายแบบชายและแฟชั่นที่เป็นกลางทางเพศ
หลังสงคราม ผู้หญิงจำนวนมากยังคงชื่นชอบความสะดวกสบายและความคล่องตัวที่ได้จากเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ เสื้อแจ็กเก็ตตัดเย็บแบบผู้ชาย เสื้อคลุมกันฝน (trench coat) และเสื้อเชิ้ตแบบมีปก เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าประจำวัน การที่ผู้หญิงเริ่มทำงานในสำนักงาน และมีสิทธิเสียงทางการเมืองมากขึ้น (เช่น สิทธิเลือกตั้งในบางประเทศ) ก็ยิ่งผลักดันให้ แฟชั่นกลายเป็นเรื่องของการแสดงตัวตน มากกว่าความงามเพียงผิวเผิน
สไตล์แบบเป็นกลางทางเพศ (androgynous aesthetic) จึงกลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นสำคัญของแฟชั่นยุค 1920 ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงาม แต่เพราะมันคือ เครื่องมือในการแสดงอัตลักษณ์และเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงยุคใหม่
อิทธิพลต่อสยาม: การปฏิรูปยุค ร.6 และกระโปรงที่สั้นขึ้น
สยามในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6, พ.ศ. 2453–2468) ก็กำลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูปครั้งสำคัญ ภายใต้นโยบายสร้างรัฐสมัยใหม่ การแต่งกายกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนความเจริญและภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ
ก่อนหน้านี้ สตรีไทยนิยมสวม โจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่น กับ เสื้อเบลาส์แบบเอ็ดวอร์เดีย และ แพรสพาย แต่เมื่อความคิดแบบตะวันตกเข้าสู่ราชสำนักและระบบการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง ผู้หญิงไทยเริ่มนำเสื้อผ้าแบบตะวันตกมาประยุกต์เข้ากับผ้าทอไทย เช่น การสวมเสื้อเบลาส์ ตัดเย็บแบบฝรั่งกับผ้าซิ่น หรือคลุมทับด้วยแจ็กเก็ตตะวันตก แฟชั่นสตรีในช่วงสงครามโลก ซึ่งเน้นความคล่องตัวและการทำงาน สะท้อนออกมาในรูปแบบของ เครื่องแบบนักเรียนหญิง เครื่องแบบข้าราชการหญิง และเสื้อผ้าแนวเครื่องแบบ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเสื้อผ้าทหารหญิงในยุโรป
ในขณะเดียวกัน ภาพถ่ายจากช่วงปลายรัชกาลที่ 6 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สตรีไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เริ่ม สวมผ้าซิ่นสั้นขึ้นจนเห็นข้อเท้า หรือบางครั้งถึงระดับน่อง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากประเพณีเดิม การสั้นขึ้นของชายกระโปรงหรือผ้าซิ่น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในยุโรปหลังสงคราม สะท้อนทั้ง ความทันสมัยของสังคมเมือง และ การปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์ โดยยังคงรากเหง้าความเป็นไทยไว้ในลวดลายผ้าและโครงชุดที่ไม่ละทิ้งความงามแบบดั้งเดิม
บทสรุป: การปฏิวัติแฟชั่นระดับโลก
สงครามโลกครั้งที่ 1 เปลี่ยนบทบาทของผู้หญิงไปอย่างสิ้นเชิง และแฟชั่นก็ปรับตามอย่างฉับพลัน จากชุดรัดรูปหรูหราแห่งยุคเอ็ดเวิร์เดียน สู่ชุดยูนิฟอร์มเรียบง่ายของผู้หญิงทำงาน ก่อนกลายเป็นชุดกระโปรงสั้นอิสระแห่งยุคฟลัปเปอร์
สำหรับสยาม การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นในราชสำนักและสังคมชั้นสูงในรัชกาลที่ 6 ที่เริ่มรับเอารูปแบบการแต่งกายแบบตะวันตกมาใช้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ของตนไว้ นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ แฟชั่นสตรีไทย ที่เริ่มผสานความงามแบบไทยเข้ากับความสะดวกสบายและความคล่องตัวแบบตะวันตกอย่างกลมกลืน
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ mood boards และสไตล์แฟชั่น: กรณีศึกษาแฟชั่นของสตรีในภาคเหนือของไทยระหว่างปี 1913–1919 (รัชกาลที่ ๖ ตอนต้น)
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ mood boards และสไตล์แฟชั่น: กรณีศึกษาแฟชั่นของสตรีในภาคเหนือของไทยระหว่างปี 1913–1919 (รัชกาลที่ ๖ ตอนต้น)
ผมต้องการแสดงให้เห็นว่า AI สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ในการออกแบบสไตล์แฟชั่นและการสร้าง mood board ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้จัดทำ mood board สำหรับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งมีฉากหลังอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ระหว่างปี ค.ศ. 1913 ถึง 1919 โดยมีเค้าโครงเรื่องอิงจากบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1
ภารกิจของผมคือการสร้างภาพลักษณ์ของแฟชั่นสตรีล้านนาในยุคดังกล่าว ซึ่งเป็นสไตล์ที่เคยมีอยู่จริง แต่แทบไม่มีการบันทึกไว้ในลักษณะเชิงแฟชั่นอย่างชัดเจน ผมต้องการออกแบบลุคใหม่ที่ทั้งใหม่ อ่อนหวาน และเน้นความเป็นผู้หญิง โดยยังคงอิงประวัติศาสตร์ แต่เติมจินตนาการเข้าไปเพื่อให้เรื่องราวดูร่วมสมัยและมีเสน่ห์ทางภาพ
โดยเริ่มต้น ผมได้นำภาพถ่ายขาวดำในยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มาทำการลงสีใหม่ด้วย AI เพื่อคืนชีวิตให้ภาพเหล่านั้น พร้อมทั้งใช้เปรียบเทียบแฟชั่นระหว่างหญิงชาวตะวันตก หญิงไทยในกรุงเทพฯ และหญิงล้านนาในภาคเหนือ กระบวนการนี้ช่วยให้ผมเข้าใจบริบทแฟชั่นในยุคนั้น และสามารถมองเห็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ภาพลักษณ์ใหม่ได้
จากการสังเกต ผมพบว่าสไตล์การแต่งกายของหญิงชาวเหนือได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพลักษณ์ของ เจ้า หรือ เจ้าดารารัศมี โดยเฉพาะทรงผมเกล้ามวยสูงที่มีแรงบันดาลใจจากทรงผมญี่ปุ่น แม้จะดูงดงามและสง่างาม แต่สำหรับผมแล้ว มันยังขาดความสดใหม่และความหลากหลายทางอารมณ์ที่สามารถถ่ายทอดผ่านตัวละครหญิงได้อย่างลึกซึ้ง
ผมจึงตั้งใจออกแบบรูปลักษณ์ใหม่ที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกแบบอ่อนหวาน สไตล์ของหญิงชาวกรุงเทพฯ และรูปทรงพื้นเมืองของเชียงใหม่เข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นผมใช้ AI ฝึกโมเดลเพื่อให้เข้าใจซิลูเอตในยุคนั้น และสามารถสร้างรูปทรงใหม่ขึ้นจากการผสมผสานดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้คือซิลูเอตใหม่ที่ผมตั้งชื่อว่า “Lanna Early Teens” ซึ่งกลายเป็นสไตล์ซิกเนเจอร์ที่ผมออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับงานนี้
ลุคนี้มีลักษณะโดดเด่นด้วยซิลูเอตที่เกล้ายกสูงแบบตะวันตก เสริมด้วยเสื้อบลาวส์สไตล์ต้นยุค 1910s เสื้อหลายตัวเป็นแขนสามส่วน มีการซ้อนชั้นสองชั้น และมักมีคอเสื้อต่ำ บางชุดมีปกแบบกะลาสี จับคู่กับผ้าซิ่นแบบเชียงใหม่ ถุงน่องสีขาว และรองเท้าวินเทจแบบยุโรป
สำหรับชุดของผู้ชาย ผมออกแบบให้มีการผสมผสานระหว่างแฟชั่นชายตะวันตกช่วงปลายยุคเอ็ดเวิร์เดียน เช่น เสื้อเชิ้ตคอถอดได้ และสูทสามชิ้น เข้ากับชุดทหารในสมัยรัชกาลที่ 6 ของไทย ซึ่งผมเคยออกแบบไว้ก่อนหน้านี้ โดยใช้เสื้อสีเทากับกางเกงสีน้ำเงินเข้ม นอกจากนี้ ผมยังเพิ่มชุดขาวแบบอาณานิคมซึ่งประกอบด้วยเสื้อคอจีน กางเกงเข้าชุด และหมวกอาณานิคม เพื่อสะท้อนอิทธิพลจากโลกภายนอกในยุคนั้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว ผลงานนี้เป็นการจินตนาการใหม่ของแฟชั่นในภาคเหนือของไทยระหว่างปี 1913–1919 โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบ ทั้งในด้านภาพ และการสร้างแฟชั่นประวัติศาสตร์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า AI เมื่อถูกนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ย่อมสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนที่น่าทึ่งในงานออกแบบแฟชั่นได้อย่างแท้จริง
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪) (ตอนที่ 5)
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 4)
ผลงานชุดนี้เป็นคอลเลกชันที่สร้างขึ้นจากการลงสีและปรับแต่งด้วย AI โดยอ้างอิงจากการศึกษาภาพถ่ายเก่าในเอกสารจดหมายเหตุ คอลเลกชัน AI ชุดนี้ประกอบด้วยภาพลงสีซึ่งแสดงให้เห็นการผสมผสานทรงผมสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตกเข้ากับทรงผมแบบเชียงใหม่ในยุคสมัยล้านนาเอ็ดเวิร์เดียนอย่างกลมกลืน เพื่อให้สามารถศึกษาภาพอ้างอิงได้อย่างชัดเจนและละเอียดที่สุด ผมได้ลงสีภาพของสตรีหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าดารารัศมี, คุณหญิงบุญปั๋น สิงหลกะ, ยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui – 安井てつ) และ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ซึ่งล้วนไว้ “ทรงผมโซขุฮัตสึ” (そくはつ/束髪)”
เมื่อแฟชั่นข้ามวัฒนธรรมผ่านทรงผมของแม่ญิงล้านนา
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (พ.ศ. 2440–2453 หรือ ค.ศ. 1897–1910) แฟชั่นของสตรีชั้นสูงในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่อง ทรงผม ซึ่งสะท้อนอิทธิพลจากราชสำนักยุโรปและญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ ทรงผมที่หญิงสาวนิยมในยุคนี้มีลักษณะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย หรือทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูง (Upswept Hair) เป็นสัญลักษณ์ของความงามสมัยใหม่ ทรงผมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความงาม แต่เป็นกระจกสะท้อนการรับอารยธรรมจากต่างประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นของผู้หญิงล้านนาในเวลาต่อมา
ต้นธารจากฝรั่งเศสสู่ญี่ปุ่น: จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪)
จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจเกิดจากราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ในยุคศิลปะแบบ Rococo กับทรงผมที่ชื่อว่า "A La Pompadour" ซึ่งตั้งชื่อตาม มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour, ค.ศ. 1721–1764) พระสนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงผมนี้เน้นการตีผมให้สูง พอง และมีรูปทรงหรูหรา กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีรสนิยมของผู้หญิงในสังคมชั้นสูงในยุโรปในช่วงเวลานั้น
ต่อมา ในช่วง ยุคเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868–1912) ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศและรับอิทธิพลตะวันตก ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ (束髪)” ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากทรงปงปาดูร์ของฝรั่งเศส แล้วปรับให้เหมาะกับผมหญิงญี่ปุ่น เป็นการเกล้ามวยสูงที่ทันสมัยและแสดงถึงการศึกษาและความก้าวหน้า
กระแสทรงผมปงปาดูร์ในโลกตะวันตก: จากฝรั่งเศสสู่ Gibson Girl
ในช่วงเวลาเดียวกัน — ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับ ยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian Era, ค.ศ. 1901–1910) ในอังกฤษและยุโรป — ทรงผมแบบ A La Pompadour ก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในหมู่หญิงสาวชนชั้นกลางและสูงในโลกตะวันตก ผ่านภาพลักษณ์ของ Gibson Girl ซึ่งเป็นตัวแทนของ “หญิงทันสมัย” ในอเมริกาและยุโรป ทรงผมของ Gibson Girl เน้นการเกล้าผมให้พองและสูง ด้วยปริมาตรที่งามสง่าและเป็นธรรมชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากทรง Pompadour ของศตวรรษก่อน
ภาพวาดของ Charles Dana Gibson ที่สร้างภาพหญิงสาวอเมริกันผู้มั่นใจ ทันสมัย และมีความคิดเป็นของตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้ทรงผมแบบนี้กลายเป็นแฟชั่นหลักทั่วโลกตะวันตกในเวลานั้น และมีอิทธิพลมาไกลถึงทวีปเอเชียรวมถึงสยาม โดยเฉพาะในหมู่สตรีผู้ที่มีการศึกษาและอยู่ในสังคมเมืองหลวง
สำหรับทรงผมทรงนี้ในสยาม ผู้ที่นำทรงผมนี้มาเผยแพร่ในสยามคาดว่าคือ นางยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui, 安井てつ) ครูหญิงชาวญี่ปุ่นผู้บุกเบิกการศึกษาสตรีสมัยใหม่ในสยาม โดยในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เธอได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินี ซึ่งถือเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำของสยามในยุคนั้น
แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาษา วัฒนธรรม และอากาศที่แตกต่างจากบ้านเกิด แต่ยะสุอิ เท็ตสึได้ทุ่มเทสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนหญิงด้วยความเข้มงวดและความเมตตา พร้อมทั้งปลูกฝังวินัย ความรู้สมัยใหม่ และแบบแผนการวางตัวแบบสตรีมีการศึกษา รวมถึงภาพลักษณ์ภายนอกอันสง่างาม
หนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักเรียนและข้าราชบริพารฝ่ายใน คือ ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ” (束髪) ซึ่งเธอเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยและหรูหราทุกวัน ทรงผมแบบนี้แสดงถึงความเป็นหญิงทันสมัย การศึกษา ความสะอาดเรียบร้อย และความนอบน้อมตามแบบฉบับญี่ปุ่น กลายเป็นแบบอย่างให้บรรดานักเรียนหญิง และแพร่หลายมาถึงราชสำนักฝ่ายใน
อีกหนึ่งหลักฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเผยแพร่วัฒนธรรมทรงผมแบบญี่ปุ่นในราชสำนักไทย คือเรื่องราวของท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา (พ.ศ. 2429–2511) ซึ่งเคยเป็นข้าหลวงของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ท่านเป็นหนึ่งในนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้รับพระราชทานทุนให้เดินทางไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2446 เพื่อไปเรียนวิชาปักสะดึง และวาดเขียนแบบญี่ปุ่น โดยออกเดินทางพร้อมกับนายโทคิชิ มาซาโอะ หรือที่คนไทยเรียกว่านายเมาเซา และภริยา หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาราว 4 ปี ท่านผู้หญิงขจรกลับมาสู่ราชสำนักไทย พร้อมนำวัฒนธรรมหลายอย่างจากญี่ปุ่นกลับมาด้วย หนึ่งในนั้นคือแบบแผนการทำผมที่ได้รับความนิยมในราชสำนักสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในหมู่ข้าหลวงและสตรีชั้นสูง ซึ่งมีลักษณะคล้ายทรงโซขุฮัตสึของญี่ปุ่น เรื่องราวเหล่านี้ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสืองานศพของท่านผู้หญิงขจร ถือเป็นอีกแหล่งอ้างอิงสำคัญที่ยืนยันบทบาทของท่านในฐานะผู้ถ่ายทอดทรงผมแบบญี่ปุ่นในราชสำนักสยามยุคนั้น
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี: แม่หญิงล้านนาผู้นำแฟชั่น
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ มีฐานะเป็นเจ้าหญิงล้านนา จากเชียงใหม่ ได้เข้ารับราชการในราชสำนักสยามพร้อมกับข้าราชบริพารหญิงจากเชียงใหม่และล้านนา ในช่วงที่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ พระองค์ทรงรับอิทธิพลทรงผมแบบมวยสูงที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่สตรีในวัง และพระองค์ทรงปรับนำมาใช้ทั้งส่วนพระองค์และในหมู่ข้าหลวงฝ่ายในที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ และแฟชั่นทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูงนี้ก็แพร่อิทธิพลไปถึงเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและแฟชั่นในหัวเมืองเหนือ
พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ กับ กล้อง
จุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพในประเทศไทย
การถ่ายภาพได้เข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อราวปี พ.ศ. 2388 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจาก หลุยส์ เจ. เอ็ม. ดาแกร์ นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ได้คิดค้นกระบวนการถ่ายภาพแบบ "ดาแกโรไทป์" ขึ้นในปี พ.ศ. 2382 การที่เทคโนโลยีตะวันตกนี้เดินทางมาถึงสยามอย่างรวดเร็วนับเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเปิดรับสิ่งใหม่ของประเทศในยุคนั้น
บุคคลแรกที่นำการถ่ายภาพเข้ามาในสยามคือ พระสังฆราชปาเลอกัว (Jean-Baptiste Pallegoix) บาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาในประเทศไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ท่านนำวิทยาการการถ่ายภาพด้วยแผ่นเงินเข้ามาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของคนไทยในขณะนั้นยังไม่เปิดรับการถ่ายภาพ ด้วยมีความเชื่อว่าสามารถทำให้ผู้อยู่ในภาพอายุสั้น หรืออาจถูกนำภาพไปใช้ในทางไสยศาสตร์ได้
จนกระทั่งในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงยอมให้บันทึกพระบรมฉายาลักษณ์ การสนับสนุนของพระองค์ส่งผลให้การถ่ายภาพเริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชั้นสูง และต่อมาจึงแพร่หลายสู่ประชาชนทั่วไป
ในปี พ.ศ. 2408 จอห์น ทอมสัน (John Thomson) ช่างภาพชาวสก๊อต ได้เดินทางมาถึงเอเชียพร้อมกล้องถ่ายภาพแบบแผ่นเปียก และได้บันทึกภาพชีวิตประจำวันของชาวสยาม รวมถึงพระราชพิธีโสกันต์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย เมื่อพระองค์เสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2450 จอห์น ทอมสันได้นำภาพเหล่านี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นที่ระลึก
หนังสือพิมพ์ สยามประเทศ ฉบับวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2444 ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ พระยาไทรบุรี ได้ส่งพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งอังกฤษมาทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 3 แต่พระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าเป็น “ภาพถ่ายจริง” ต่อมาได้นำภาพนั้นไปติดไว้ที่ท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยชาวบ้านเรียกภาพนั้นว่า "รูปเจ้า วิลาด" และในปี พ.ศ. 2398 เมื่อเซอร์จอห์น เบาริง เดินทางเข้ามาเจริญพระราชไมตรี ภาพดังกล่าวจึงกลายเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ และถือเป็นภาพถ่ายรูปแรกในเมืองไทย
โรงเรียนแห่งแรกของล้านนา โรงเรียนพระราชชายา : บทคารวะด้วยภาพที่สร้างสรรค์จาก AI
โรงเรียนแห่งแรกของล้านนา โรงเรียนพระราชชายา : บทคารวะด้วยภาพที่สร้างสรรค์จาก AI
(AI Creation of Historical Photographs from Rachachaya School, the First Girls’ School in Lanna)
ผลงานภาพชุดนี้เกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากโพสต์ของศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ (ลงวันที่ 16 มกราคม) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการก่อตั้งโรงเรียนหญิงแห่งแรกในดินแดนล้านนา เมื่อปี พ.ศ. 2418 แม่ครูหลวงโซเฟีย บุตรีของ ดร.แดน บีช บรัดเลย์ และมิชชันนารีหญิงผู้มีความรู้ ได้เปลี่ยนบ้านพักของตนริมแม่น้ำปิงให้กลายเป็นสถานศึกษา ซึ่งกลายเป็นรากฐานของการศึกษาสมัยใหม่สำหรับสตรีในเชียงใหม่ โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายฝ่ายเหนือ อาทิ เจ้าดารารัศมี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนต่อมาได้พัฒนาเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัยในปัจจุบัน
คอลเลกชันภาพนี้นำเสนอการสร้างสรรค์ภาพที่เสมือนการบันทึกเรื่องราวของ โรงเรียนพระราชชายา โรงเรียนหญิงแห่งแรกในเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การศึกษาสตรีในดินแดนล้านนา โดยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการตีความในแง่มุมของศิลปะ ซึ่งแม้อาจมิได้ตรงตามประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่ก็มีเจตนาเพื่อสดุดีเกียรติภูมิ จิตวิญญาณ และบทบาทของสตรีและนักเรียนผู้บุกเบิกเหล่านั้น ผู้ซึ่งเปลี่ยนแปลงสังคมล้านนาด้วยพลังแห่งการศึกษาและความรู้
ในยุคเริ่มต้น โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มีเครื่องแบบนักเรียนอย่างเป็นทางการ นักเรียนหญิงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายตามวิถีพื้นเมือง ต่อมาเมื่อโรงเรียนเติบโตขึ้นตามยุคสมัย ก็ได้มีการกำหนดชุดนักเรียนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและกระโปรงจีบสีแดง พร้อมรองเท้าสีขาวสำหรับนักเรียนหญิง ปัจจุบันโรงเรียนดาราวิทยาลัยเปิดรับนักเรียนทั้งหญิงและชาย และยังคงยึดมั่นในพันธกิจด้านการศึกษาที่ส่งเสริมทั้งสติปัญญา คุณธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแบบอย่างของผู้บุกเบิกในอดีต
แฟชั่นสตรีล้านนาในสยามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1: เครื่องแต่งกายของสตรีล้านนาในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453–2458)
แฟชั่นสตรีล้านนาในหัวเมืองเหนือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1: เครื่องแต่งกายของสตรีล้านนาในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453–2458)
ภาพที่นำเสนอในบทความนี้เป็นภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผ่านการฝึกฝนโมเดลเพื่อให้เข้าใจรูปทรงและแฟชั่นในบริบทล้านนา โดยไม่ได้เป็นภาพถ่ายจริงทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นการตีความทางศิลปะที่อาศัยข้อมูลจากยุคสมัยเดียวกันเพื่อฟื้นภาพในอดีตให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ในช่วงต้นรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟชั่นสตรีในดินแดนล้านนา โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูงและสตรีที่มีความใกล้ชิดกับราชสำนัก ซึ่งเริ่มเปิดรับอิทธิพลจากการแต่งกายแบบตะวันตก โดยเฉพาะจาก แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนตอนปลาย (Late Edwardian Fashion) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม “แฟชั่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1” (Pre-War Fashion) ที่สะท้อนรอยต่อของยุคเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีในโลกตะวันตก
ช่วงเวลาดังกล่าวครอบคลุมรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 (King Edward VII, ครองราชย์ ค.ศ. 1901–1910) และ ต้นรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 (King George V, ครองราชย์ ค.ศ. 1910–1936) แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นช่วงที่แฟชั่นของยุโรปเริ่มเปลี่ยนแปลงจากความหรูหราแบบเอ็ดเวิร์ดเดียนตอนปลายไปสู่เส้นสายที่อ่อนช้อยขึ้นของ ยุค Teens (ค.ศ. 1911–1919 หรือ พ.ศ. 2454–2462) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวและมีอิทธิพลไปทั่วโลก
ในบริบทของล้านนา แฟชั่นยุโรปในช่วงนี้ถูกปรับประยุกต์อย่างประณีต โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ ผ้าซิ่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแต่งกายสตรีล้านนา ผ้าซิ่นเหล่านี้มักทอด้วยลวดลายเฉพาะถิ่น เช่น ซิ่นต๋า หรือ ซิ่นลายน้ำไหล ซึ่งแม้จะไม่สามารถปรากฏครบถ้วนในภาพที่สร้างด้วย AI แต่ก็ยังคงสื่อให้เห็นถึงโครงสร้างชุดโดยรวมที่สวมใส่ร่วมกับ เสื้อลูกไม้หรือเสื้อแพรไหม ที่ออกแบบให้รับกับรสนิยมตะวันตก
เสื้อเหล่านี้มักเย็บตัดในแบบ เสื้อคอกระเช้า หรือ คอกะลาสี ให้สอดรับกับสรีระของหญิงไทย โดยใช้ผ้าโปร่งบางหรือผ้าไหมคุณภาพดี ตกแต่งด้วย ลูกไม้ปักจากยุโรป, กระดุมมุก, หรือ ลายปักฝีมือช่างท้องถิ่น จนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแฟชั่นร่วมสมัยในดินแดนล้านนา เสื้อคอสูง ยังคงเป็นที่นิยมในราชสำนักและงานพิธีการตามแบบแผน เช่นเดียวกับแนวโน้มในยุโรปที่นิยมคอปิดประดับลูกไม้และไข่มุก อย่างไรก็ดี เมื่อแฟชั่นตะวันตกเริ่มปรับเปลี่ยนไปในทิศทางใหม่ สตรีล้านนาที่มีประสบการณ์ในแวดวงการศึกษาและสังคมแบบตะวันตกก็เริ่มหันมาใส่เสื้อ คอเปิด แบบเสื้อคอกระเช้า หรือ คอกะลาสี, ใช้ผ้าที่มีลักษณะ เดรปพลิ้วไหว, และเลือกแขนเสื้อที่เป็น แขนสามส่วนซ้อนกันสองชั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของแฟชั่นยุค Teens
ทรงผม เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนรสนิยมแฟชั่นตะวันตกได้อย่างชัดเจน สตรีล้านนาในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เคยนิยมทรงผมแบบญี่ปุ่นตามอิทธิพลจากราชสำนักกรุงเทพฯ แต่เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 6 ทรงผมแบบ เกล้ามวยสูงแบบไม่ตึง (soft pompadour) กลับได้รับความนิยมมากขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพลักษณ์ของ “Gibson Girl” หญิงสาวต้นแบบในโลกตะวันตกก่อนสงครามโลก ซึ่งเน้นความอ่อนหวานมั่นใจและความมีระดับในแบบหญิงสมัยใหม่ ทรงผมในภาพถ่ายที่สร้างสรรค์ด้วย AI จึงมักมีลักษณะของ มวยต่ำหรือมวยสูง, ประดับด้วย แถบคาดศีรษะมุก, ปิ่น, หรือ สร้อยโชกเกอร์ ที่แฝงกลิ่นอายของสไตล์ตะวันตกในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นล้านนาไว้อย่างละเมียดละไม
รองเท้าและเครื่องประดับ ในช่วงนี้สะท้อนการผสมผสานอย่างมีรสนิยม สตรีตะวันตกนิยมรองเท้าบู๊ตส้นเตี้ยหรือรองเท้าหัวแหลม ในขณะที่สตรีล้านนามักสวม ผ้าซิ่นคู่กับถุงน่องสีขาว และเลือกรองเท้าแบบยุโรป เช่น รองเท้า T-bar และ Mary Jane ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มสตรีชั้นสูง นอกจากนี้ยังมีการสวมใส่ สร้อยไข่มุก, เข็มกลัด, หรือแม้แต่ ผ้าแพรคาดไหล่ และ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในโอกาสสำคัญ ซึ่งไม่เพียงบ่งบอกถึงสถานะทางสังคม หากยังแสดงถึงความผสมกลมกลืนระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับอัตลักษณ์แห่งล้านนา
ภาพถ่ายที่นำเสนอในบทความนี้เป็นภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย AI แต่ละภาพจึงเป็นการตีความอย่างมีศิลปะเพื่อถ่ายทอด แฟชั่นของสตรีล้านนาในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 ที่สามารถหลอมรวม เสื้อผ้าสไตล์ยุโรปปลายยุคเอ็ดเวิร์ดเดียนและยุค Teens เข้ากับ เอกลักษณ์ความเป็นสตรีล้านนา ได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นการปรับคอเสื้อให้ค่อย ๆ เปิด แขนเสื้อที่สั้นลงและทบซ้อน การเกล้าผมแบบนานาชาติ หรือการสวมใส่ผ้าซิ่นคู่กับเสื้อลูกไม้และเครื่องประดับตะวันตก ล้วนเป็นหลักฐานของช่วงเปลี่ยนผ่านที่งดงามในประวัติศาสตร์การแต่งกายของสตรีล้านนา ที่ก้าวเข้าสู่ความทันสมัยโดยไม่ละทิ้งรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
พระฉายาลักษณ์หมู่ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกับกล้องถ่ายภาพ (พ.ศ. 2447)
พระฉายาลักษณ์หมู่ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกับกล้องถ่ายภาพ (พ.ศ. 2447)
ช่วงนี้ผมยังคงอยู่กับคอลเลกชันการลงสีภาพบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายคู่กับกล้องถ่ายรูปนะครับ เพราะเรื่องของการถ่ายภาพยุคต้นและแฟชั่นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผมสนใจและถนัดเป็นพิเศษ ทั้งในแง่ของการศึกษาในระดับ post-graduate และในฐานะนักออกแบบเครื่องแต่งกาย (costume designer) ที่ทำงานอยู่ในลอนดอน
พระฉายาลักษณ์ใบนี้เป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่ายิ่ง แสดงให้เห็นถึงพระอิริยาบถของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอขณะทรงพระเยาว์ ซึ่งฉายร่วมกับกล้องถ่ายรูปองค์ละหนึ่งกล้อง ณ บริเวณข้างเรือนต้น ภายในพระราชวังดุสิต ราวปี พ.ศ. 2447–2448 โดยกล้องเหล่านี้เป็นของขวัญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้พระราชโอรสและพระญาติองค์เล็ก ๆ ทุกพระองค์
“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อกล้องถ่ายภาพพระราชทานให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอองค์ละ 1 กล้อง”
จากซ้ายไปขวา ได้แก่:
หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย
หม่อมเจ้าไศลทอง ทองใหญ่
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช
หากพิจารณาในเชิงเครื่องแต่งกาย จะเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ทรงฉลองพระองค์อย่างลำลองด้วยเสื้อราชประแตนที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายหรือผ้าแพรจีน สวมคู่กับกางเกงผ้า และฉลองพระบาทหนังแบบตะวันตก อันเป็นรูปแบบการแต่งกายที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างขนบไทยกับอิทธิพลวิถีชีวิตแบบวิกตอเรียนตอนปลายและเอ็ดเวิร์เดียนตอนต้นที่กำลังแพร่หลายในราชสำนักสยาม
รายละเอียดของภาพ
ชื่อภาพ: พระฉายาลักษณ์หมู่ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอขณะทรงพระเยาว์ฉายพร้อมกับกล้อง
ผู้สร้างสรรค์: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ปีที่ถ่าย: พ.ศ. 2447
สถานที่ถ่าย: สยาม
ประเภท: ภาพถ่าย
ลิขสิทธิ์: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
เทคนิค: แผ่นฟิล์มกระจก
หนึ่งในเซลฟี่แรกของสยาม: พระบรมฉายาลักษณ์แบบหมู่และบริบทแฟชั่นสากลในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ตอนที่ 2)
หนึ่งในเซลฟี่แรกของสยาม: พระบรมฉายาลักษณ์แบบหมู่และบริบทแฟชั่นสากลในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ตอนที่ 2)
🕰️ ตอนต่อจากเมื่อวานครับ
พระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนหน้าปกนิตยสารฝรั่งเศสรายเดือน Je sais tout ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ขณะทรงถือกล้องถ่ายภาพแบบพับได้ ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งใน “เซลฟี่แรกของสยาม” ก็ว่าได้!
แต่แท้จริงแล้ว ภาพนี้มิใช่ภาพเดี่ยว หากแต่เป็น ภาพหมู่ ซึ่งทรงฉายร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์ ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907)
📸 ในภาพปรากฏพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ที่โดยเสด็จในการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้
🙏 ผมจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ครับ
📣 หากท่านใดสามารถช่วยระบุพระองค์ในภาพนี้ได้ รบกวนคอมเมนต์ไว้ด้านล่าง หากมีแหล่งอ้างอิงประกอบด้วยจะขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
เมื่อวานนี้ผมได้โพสต์ ภาพสีที่ลงใหม่ของหน้าปก Je sais tout ฉบับดังกล่าว ซึ่งปรากฏพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ขณะทรงถือกล้องถ่ายภาพแบบพับได้ ภาพนี้ไม่เพียงเป็นหลักฐานทางเทคโนโลยีภาพถ่ายในยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เท่านั้น หากยังสะท้อนถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะผู้นำผู้ทรงเข้าใจพลังของ “ภาพถ่าย” ในการจารึกพระราชกรณียกิจ และสื่อสารภาพลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์ของสยามในเวทีนานาชาติ
หนึ่งในเซลฟี่แรกของสยาม: พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในนิตยสารฝรั่งเศส และบริบทแฟชั่นสากลในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
หนึ่งในเซลฟี่แรกของสยาม: พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในนิตยสารฝรั่งเศส และบริบทแฟชั่นสากลในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
บทความนี้สะท้อนแนวทางการวิเคราะห์ภาพถ่ายและประวัติศาสตร์แฟชั่นในเชิงสหวิทยาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางวิชาการของผม ทั้งในระดับปริญญาโทด้าน Fashion History ที่ Royal College of Art และงานวิจัยระดับปริญญาเอกด้าน History of Photography and Fashion ที่ SOAS กรุงลอนดอน แม้จะศึกษาในระดับปริญญาเอกเพียงหนึ่งปี แต่แนวคิดเรื่องการตีความภาพและการสร้างอัตลักษณ์ผ่านแฟชั่นในบริบทยุคล่าอาณานิคมยังคงเป็นแกนกลางของการศึกษาและการสร้างสรรค์งานของผมอย่างต่อเนื่อง
ผมได้ลงสีภาพปกหน้าของ นิตยสารฝรั่งเศสรายเดือน Je sais tout ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ซึ่งปรากฏ พระบรมฉายาลักษณ์ ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงถือกล้องถ่ายภาพแบบพับได้ โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็น หนึ่งในเซลฟี่แรกของสยาม ภาพนี้มิได้เป็นเพียงหลักฐานทางเทคโนโลยีภาพถ่าย หากแต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะผู้นำที่ทรงเข้าใจความหมายของภาพถ่ายและการถ่ายภาพ และใช้ภาพถ่ายเพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจและแสดงภาพลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์แห่งสยามในสายตาชาวโลก
คำบรรยายใต้พระบรมฉายาลักษณ์ในนิตยสารระบุว่า
"Sa Majesté Paramindr Maha Chu-la Longkorn, Roi de Siam" พร้อมข้อความกล่าวถึงการเสด็จประพาสประเทศฝรั่งเศสโดยมิทรงเปิดเผยพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการ
พระบรมฉายาลักษณ์นี้แสดงให้เห็นถึงพระบุคลิกอันทรงภูมิฐานในฉลองพระองค์แบบสุภาพบุรุษชาวยุโรป
พระองค์ทรงสวม เสื้อโค้ตยาวแบบฟร็อกโค้ต (frock coat) กระดุมสองแถว ทรงเลือกแบบที่ตัดเย็บอย่างประณีตตามแบบสากล พร้อม เสื้อกั๊ก (waistcoat) อันเป็นลักษณะเฉพาะของฟร็อกโค้ต ซึ่งนิยมกันในหมู่ชนชั้นสูงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เสริมด้วย ปกเสื้อแบบแข็งแบบอิมพีเรียล (imperial collar) และ เนกไทผ้าไหม ซึ่งสะท้อนความพิถีพิถันในรายละเอียด พระองค์ยังทรงสวมหมวกแบบ ฮอมเบิร์ก (homburg hat) ซึ่งเป็นหมวกทรงขอบมนที่มีรอยพับกลางและประดับด้วยริบบิ้นผ้ากรอสเกรน หมวกชนิดนี้ได้รับความนิยมในหมู่สุภาพบุรุษชั้นสูงในอังกฤษหลังจากที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 นำกลับมาจากเมืองบาดฮอมเบิร์กในเยอรมนี
แม้หมวกฮอมเบิร์กจะพบได้บ่อยกับชุดสูทกลางวัน (lounge suit) แต่การสวมหมวกฮอมเบิร์กร่วมกับฟร็อกโค้ตก็ถือเป็นทางเลือกที่สง่างาม โดยเฉพาะในกลุ่มขุนนางและนักการทูตในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเอ็ดเวิร์เดียน ชุดนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของแฟชั่นสุภาพบุรุษในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ ที่ยังคงเคารพธรรมเนียมเดิม ขณะเดียวกันก็แสดงถึงความทันสมัยและการปรับตัว
หมวกฮอมเบิร์กนั้นมีที่มาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจในระดับราชวงศ์ โดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นผู้ทรงเริ่มความนิยมหลังเสด็จประพาสเมืองบาดฮอมเบิร์กในประเทศเยอรมนี หมวกชนิดนี้มีลักษณะทรงอ่อน มีรอยพับกลาง และประดับริบบิ้นผ้าซาตินรอบฐาน ดูสุภาพสง่างามกว่าหมวกทรงแข็งอย่าง top hat จึงได้รับความนิยมในหมู่ขุนนาง นักการทูต และผู้มีบรรดาศักดิ์ เป็นเครื่องหมายของความสุขุม และอำนาจ
สำหรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเลือกสวมหมวกชนิดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรสนิยม หากแต่เป็นกลยุทธ์เชิงสุนทรียะ (strategic aesthetic) ที่สะท้อนพระวิสัยทัศน์ทางการทูต ในยุคที่คำว่า “ความศิวิไลซ์” ถูกนิยามโดยสายตาชาวตะวันตก การแต่งกายแบบตะวันตกมิใช่เพียงการเลียนแบบแฟชั่น แต่คือการแสดงตนของสยามในฐานะประเทศอารยะ มีความรู้เท่าทัน และยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับชาติมหาอำนาจ ผ่านการใช้แฟชั่นเป็นภาษาทางการทูตเพื่อต้านแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม
ภาพเก่าเล่าเรื่อง: เจ้านายฝ่ายในกับกล้องถ่ายภาพยุคต้น (ตอนที่ 2)
ภาพเก่าเล่าเรื่อง: เจ้านายฝ่ายในกับกล้องถ่ายภาพยุคต้น (ตอนที่ 2)
เมื่ออาทิตย์ที่แลัว ผมได้รับภาพถ่ายหายากภาพหนึ่งจากผู้ติดตามเพจท่านหนึ่งครับ เป็นภาพขาวดำโบราณที่สันนิษฐานได้ว่าเป็นภาพของเหล่าสตรีในราชสำนักฝ่ายใน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแม้ภาพจะมีคุณภาพต่ำ รายละเอียดเลือนรางแทบมองไม่เห็น แต่ก็ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่งนัก ด้วยเทคโนโลยี AI สมัยใหม่ ผมจึงสามารถบูรณะและแต่งแต้มสีสันให้ภาพกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในภาพนี้—นอกเหนือจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์—คือการที่เหล่าสตรีในวังแต่งกายด้วยหมวกทรง เฟโดร่าอย่างมีสไตล์ในขณะออกนอกเขตพระราชฐาน ซึ่งหาได้ยากนัก ภาพถ่ายในอดีตส่วนใหญ่มักถ่ายในสตูดิโอหรือภายในเขตพระราชวัง โดยที่สุภาพสตรีเหล่านั้นไม่ได้สวมหมวก แต่ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่าเจ้านายฝ่ายในกำลังเดินทางออกนอกเขตพระราชฐานอย่างงามสง่า พร้อมการแต่งกายที่งดงามและปกป้องแสงแดดได้อย่างมีรสนิยม
สิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามคือ สุภาพสตรีแต่ละคนต่างถือกล้องถ่ายรูปโบราณแบบศตวรรษที่ 19 ไว้ในมือ ซึ่งสื่อให้เห็นว่าพวกเธออาจมิใช่เพียงผู้ถูกถ่าย แต่ยังอาจเป็นผู้ถ่ายภาพเสียเอง ในยุคนั้นการถ่ายภาพยังเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน ต้องอาศัยความรู้ด้านแสง สารเคมี และเทคนิคการใช้แผ่นฟิล์มแก้ว ไม่ใช่แค่การกดปุ่มเพียงครั้งเดียว และด้วยระเบียบวังที่เคร่งครัด สตรีในราชสำนักคงไม่สามารถให้บุรุษถ่ายภาพให้ได้ตลอดเวลา จึงเป็นไปได้ว่าสตรีฝ่ายในได้ฝึกฝนและลงมือถ่ายภาพด้วยตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การออกนอกเขตพระราชฐานเช่นนี้ย่อมมีผู้ติดตามรับใช้คอยอำนวยความสะดวก รวมถึงผู้ที่ช่วยถือกล่องไม้พิเศษสำหรับเก็บแผ่นกระจกเนกาทีฟอย่างระมัดระวัง รายละเอียดเล็กน้อยนี้เองที่บอกให้เรารู้ว่า สุภาพสตรีเหล่านี้คือผู้มีฐานันดรสูงในราชสำนัก เป็นหญิงชั้นสูงที่มีทั้งโอกาส การศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งยุคสมัยนั้น
มีท่านผู้ติดตามให้ข้อสังเกตว่า บุคคลในภาพถ่ายขาวดำ อาจจะสามารถอนุมานได้ว่าเป็นกลุ่มของ "เจ้าจอมก๊ก อ." โดยเฉพาะเจ้าจอมเอิบ ผู้มีชื่อเสียงอย่างมากในการถ่ายรูป โดยเฉพาะรูปสตรีฝ่ายใน
แทนที่จะแค่ลงสีภาพต้นฉบับอย่างเดียว ผมอยากเชิญชวนให้เพื่อนๆ จินตนาการถึงการเดินทางของเจ้านายฝ่ายในชุดนี้ ผ่านดินแดนสยามในศตวรรษที่ 19 ด้วยสายตาของนักถ่ายภาพหญิงในวัง
ผมจึงจัดองค์ประกอบภาพใหม่ ให้เหล่าเจ้านายฝ่ายในถ่ายรูปในพระบรมมหาราชวัง จินตนาการเหล่านี้กลายเป็นเสมือน การศึกษาเชิงแฟชั่นและวัฒนธรรม ของสตรีในราชสำนัก
ผมได้ลงสีเครื่องแต่งกายให้ตรงตามหลัก "สวัสดิรักษา" ซึ่งเป็นแนวทางการแต่งกายตามสีประจำวันในราชสำนัก โดยยึดตามขนบธรรมเนียมและระเบียบการแต่งกายของสตรีในวัง
และผมขอชวนเพื่อนๆร่วมสนุกด้วยกันครับ
ในภาพทั้งหมดนี้ มีอยู่ทั้งหมดคู่ห้าสี และต่างแต่งกายด้วยชุดที่ตรงกับ สีประจำวัน เพื่อนๆจำได้หรือไม่ว่าวันไหนต้องใส่สีอะไรครับ?
หากยังไม่แน่ใจ นี่คือแนวทางการแต่งกายตามแบบ "สวัสดิรักษา" จากวรรณกรรมเรื่อง สี่แผ่นดิน:
* วันจันทร์ – นุ่งเหลืองอ่อน ห่มน้ำเงินอ่อน หรือบานเย็น
* วันอังคาร – นุ่งสีปูน/ม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก หรือ นุ่งโศก ห่มม่วงอ่อน
* วันพุธ – นุ่งสีถั่ว/สีเหล็ก ห่มจำปา
* วันพฤหัสบดี – นุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก หรือ นุ่งแสด ห่มเขียวอ่อน
* วันศุกร์ – นุ่งน้ำเงินแก่ ห่มเหลือง
* วันเสาร์ – นุ่งเม็ดมะปราง/ผ้าลายพื้นม่วง ห่มโศก
* วันอาทิตย์ – เหมือนวันพฤหัสฯ หรือ นุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่/เลือดหมู ห่มโศก
เพื่อนๆ สามารถสังเกตได้จาก โจงกระเบน และ แพรสพาย ในแต่ละภาพ แล้วลองทายดูว่า ชุดใดตรงกับวันใดบ้างครับ?
พระบรมฉายาลักษณ์คู่ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พุทธศักราช 2411
พระบรมฉายาลักษณ์คู่ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พุทธศักราช 2411
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของผมในหัวข้อ “การเมืองของเครื่องแต่งกาย” (Politics of Dress) ที่ Royal College of Art ณ กรุงลอนดอน เมื่อปี พ.ศ. 2558
และเพื่อประกอบบทความนี้ ผมได้ลงสีพระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถเข้าถึงและตีความได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
พระบรมฉายาลักษณ์คู่เต็มพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ซึ่งถ่ายโดยฟรานซิส จิตร เมื่อพุทธศักราช 2411 ถือเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุดของทั้งสองพระองค์ และยังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ทรงยืนเคียงกันอย่างเป็นทางการ นักวิชาการหลายท่านอธิบายภาพนี้ว่าเป็น “การประกาศสิทธิในการสืบราชสันตติวงศ์ผ่านพระบรมฉายาลักษณ์” (visaul procalmation) ที่มีพลังในการยืนยันสิทธิแห่งการสืบราชสันตติวงศ์ของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อย่างไรก็ตาม ภายใต้การตีความเชิงสัญลักษณ์เช่นนี้ รายละเอียดของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับต่างๆที่ปรากฏในภาพมักถูกมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้—โดยเฉพาะเครื่องแบบทหารฝรั่งเศสและพระแสงดาบพระราชทาน—มีบทบาทเชิงการเมืองที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็น ช่วยยืนยันความชอบธรรมของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์อย่างชัดเจนผ่านสัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพ
เครื่องแบบฝรั่งเศสที่ทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์นั้น เป็นของขวัญทางการทูตจากราชทูตฝรั่งเศสซึ่งมีหลุยส์ ชาร์ล เดอ มงตินญี (Louis Charles de Montigny) เป็นหัวหน้าคณะราชทูตในพุทธศักราช 2399 แม้เครื่องแบบเหล่านี้จะไม่ใช่เครื่องแบบทหารที่มียศหรือสังกัดชัดเจน แต่การเลือกนำมาใช้ในการฉายพระบรมฉายาลักษณ์นี้ ก็สะท้อนนัยยะทางสัญลักษณ์อย่างมีนัยสำคัญ ต่อมาในพุทธศักราช 2406 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และพระโอรส เจ้าชายนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ยังได้พระราชทานดาบพิธีแบบฝรั่งเศสแก่ทั้งสองพระองค์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางการทูตที่สื่อถึงเจตนาดีและอำนาจของฝรั่งเศสที่ประทับอยู่บนพระวรกายของราชวงศ์สยามโดยตรง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดับเหรียญตราดาราของเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ (Légion d’Honneur) อันทรงเกียรติสูงสุดของฝรั่งเศส ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ถวายแด่พระองค์ในปีเดียวกัน ขณะที่ทั้งพระองค์และเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ของสยามร่วมด้วย เพื่อยกระดับพระเกียรติยศให้สูงขึ้นอีกชั้น ของถวายเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนเกียรติยศระหว่างราชสำนักสยามและฝรั่งเศสในลักษณะของการทูต ซึ่งของขวัญได้กลายเป็นถ้อยแถลงเชิงการเมืองที่มีอำนาจในตนเอง
ภายใต้แนวคิดว่าด้วยการให้ของขวัญของมาร์เซล โมส์ (Marcel Mauss) การแลกเปลี่ยนครั้งนี้สะท้อนวัฏจักรสามประการของการให้และการรับของขวัญ ได้แก่ หนึ่ง การให้ของขวัญ (เพื่อแสดงถึงความเอื้อเฟื้อและความน่าเคารพ) สอง การรับของขวัญ (เพื่อแสดงความเคารพตอบต่อผู้ให้) และสาม การตอบแทนของขวัญ (เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีให้สมดุลกับผู้ให้เดิม) วัฏจักรศีลธรรมทางการทูตนี้เห็นได้ชัดเจนระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และจักรพรรดิฝรั่งเศส ซึ่งต่างก็ปฏิบัติตามพันธะดังกล่าว การที่พระองค์ทั้งสองทรงฉลองพระองค์ ติดเหรียญตรา และถือพระแดงดาบในพระบรมฉายาลักษณ์ฉายาลักษณ์นี้ ล้วนแล้วแต่ช่วยตอกย้ำถึงความเคารพซึ่งกันและกันและการวางตำแหน่งทางการเมืองร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น
การเลือกฉลองพระองค์ของทั้งสองพระองค์จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่ด้วยความตั้งพระทัย ด้วยการทรงพระมาลาแบบนาวิกโยธิน (bicorn hat) ฉลองพระบาทบู๊ตสูง และเครื่องแบบที่ตัดเย็บในรูปแบบกองทัพเรือยุโรป ทั้งสองพระองค์จึงปรากฏในภาพที่สื่อถึงความเป็นพระมหากษัตริย์แบบยุโรปอย่างสมบูรณ์ ตลอดศตวรรษที่ 19 พระมหากษัตริย์ในทวีปยุโรปนิยมฉลองพระองค์ด้วยเครื่องแบบทหารในงานราชพิธี แม้มิได้ผ่านศึกสงครามจริงก็ตาม แนวโน้มนี้ได้รับอิทธิพลจากพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซีย และจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งการฉลองพระองค์เช่นนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงอำนาจและความชอบธรรมในทางสายตา ฉะนั้น หลักการเดียวกันนี้จึงถูกนำมาใช้ในรูปถ่ายต่างๆของราชวงศ์ด้วยเช่นกัน
ในบริบทนี้ ตำแหน่งรัชทายาทของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์จึงได้รับการรับรองผ่านพระบรมฉายาลักษณ์จากจักรวรรดิที่มีอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปอย่างชัดเจน เครื่องแบบและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ทรงฉลองพระองค์และประดับพระวรกาย ไม่ได้มีเพียงบทบาทในการเสริมพระเกียรติเท่านั้น หากยังเป็นหลักฐานแสดงถึงการสนับสนุนจากฝรั่งเศส ซึ่งมีความหมายทางการเมืองอย่างชัดเจน พระบรมฉายาลักษณ์นี้จึงอาจถือได้ว่าเป็นภาพแทนพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตั้งพระทัยให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสด็จขึ้นครองราชย์ อีกทั้งยังอาจสันนิษฐานได้ว่า พระบรมฉายาลักษณ์นี้ตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อส่งไปถวายจักรพรรดิฝรั่งเศสเป็นการแสดงไมตรีตอบแทน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในราชสำนักสยาม รวมถึงการเกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซียในยุโรป อาจเป็นเหตุให้การส่งพระบรมฉายาลักษณ์นี้ไม่อาจเกิดขึ้นตามที่ตั้งใจไว้
แม้กระนั้น พระบรมฉายาลักษณ์นี้ได้ตั้งคำถามที่สำคัญว่า หากภาพนี้ได้ถูกส่งไปยังกรุงปารีส ภาพนั้นจะมีบทบาทเช่นไรในการเจรจาและสะท้อนความวิตกกังวลทางการเมืองระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของสัญลักษณ์ผ่านภาพ—โดยเฉพาะเครื่องแบบและเกียรติยศจากชาติมหาอำนาจตะวันตก—ที่ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการขึ้นครองราชย์ของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ถูกมองข้ามในหมู่ขุนนางสยาม เพราะในการประชุมเสนาบดีเพื่อพิจารณาผู้สืบราชสมบัติ เสนาบดีใหญ่คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้เน้นย้ำถึงความคาดหวังของชาติมหาอำนาจยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ที่มองว่าเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์คือรัชทายาทผู้ชอบธรรม และในมุมมองทางการทูตระหว่างประเทศแล้ว ทางเลือกนี้ย่อมไร้ข้อโต้แย้ง
บันทึกเหตุการณ์สำคัญปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ห้า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงพระประชวรหนัก ทรงมีพระราชดำรัสถามเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ถึงผลการประชุมเรื่องการสืบราชสมบัติ ขุนนางผู้นี้กราบทูลว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นครองราชย์ และขณะนี้ก็ได้ส่งทหารอารักขาล้อมวังสวนกุหลาบของพระองค์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงแสดงความกังวลถึงความเยาว์วัยของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ และทรงเสนอว่ามีพระราชโอรสหรือพระบรมวงศ์องค์อื่นที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิเหมาะสมมากกว่า หากจะเลือกพระองค์อื่น ก็ขอให้ดูแลเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ให้ปลอดภัยด้วย แต่เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ได้กราบทูลตอบว่า หากเจ้าฟ้าไม่ได้เสวยราชสมบัติ จะเกิดความไม่สงบ เพราะทั้งในราชสำนักและต่างประเทศต่างสนับสนุนพระองค์ รวมทั้งจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ก็ยังมีพระราชสาส์นและพระแสงดาบพระราชทานมาด้วยซึ่งแสดงชัดถึงพระราชประสงค์ให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นครองราชย์ (โดยพระแสงดาบนั้นเป็นของพระราชทานจากพระโอรสของจักรพรรดิ) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า หากที่ประชุมเห็นพ้องกัน ก็ให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์สืบราชสมบัติ
เรื่องราวในพงศาวดารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดอนาคตของการสืบราชบัลลังก์แห่งสยาม ทว่าก็สะท้อนเช่นกันว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์อาจมิได้ทรงมีพระราชอำนาจเต็มที่ในการสืบราชสมบัติของพระองค์ หากแต่ถูกชักนำ—หรืออาจถึงขั้นถูกกำหนด—โดยผู้มีอำนาจที่เห็นว่าพระองค์คือทางเลือกทางการเมืองที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งรวมถึงราชสำนักฝรั่งเศสด้วย พลังเชิงสัญลักษณ์ของของถวายที่พระองค์ได้รับจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์นี้
น่าสังเกตว่า จักรสรรดิอังกฤษ กลับมีบทบาทน้อยอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาสำคัญนี้ เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียยังทรงไว้ทุกข์หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายอัลเบิร์ตในพุทธศักราช 2404 และทรงเว้นจากพระราชกรณียกิจถึงปี 2409 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษในอินเดียยังคงเฝ้าจับตาสถานการณ์ในสยามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังจากที่พม่าได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ลอร์ดดัลฮูซี (Lord Dalhousie) อุปราชอินเดีย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสยามในทางยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้น และได้ผลักดันให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
กล่าวโดยสรุป พระบรมฉายาลักษณ์คู่ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2411 จึงเป็นมากกว่าภาพถ่ายพิธีการ หากแต่เป็นถ้อยแถลงเชิงการทูตที่ผสานความทรงจำ การรับรองจากต่างประเทศ และสัญลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน เครื่องแบบนาวิกโยธินฝรั่งเศสและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏในภาพจึงหาใช่เครื่องประดับตกแต่ง หากแต่เป็นเครื่องมือของรัฐในการฝังรากความชอบธรรมของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ไว้ในสายใยแห่งพันธมิตรระหว่างประเทศและการเมืองผ่านภาพถ่าย
บทบาทแห่งเครื่องแบบทหาร: พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (พ.ศ. 2440)
บทบาทแห่งเครื่องแบบทหาร: พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (พ.ศ. 2440)
หนึ่งในพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ คือภาพถ่ายร่วมกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งรัสเซีย ซึ่งถ่ายไว้ ณ ราชสำนักเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ภาพนี้มิใช่เพียงบันทึกเหตุการณ์แห่งสัมพันธไมตรีระหว่างสยามกับรัสเซียเท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการแต่งกายและพระบรมราชานุภาพที่ทรงสื่อสารออกไปต่อโลกตะวันตก โดยเฉพาะในบริบทของยุคล่าอาณานิคมที่จักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศสมีอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาคเอเชียช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ในภาพ ทั้งสองพระองค์ประทับนั่งบนเก้าอี้ประดับทอง รายล้อมด้วยกระถางต้นปาล์ม ฉากหลังเป็นผนังที่เรียบง่ายไม่มีการตกแต่ง—แตกต่างจากภาพถ่ายราชสำนักทั่วไปที่มักเน้นความหรูหราโอ่อ่า ฉากหลังอันเรียบง่ายนี้เน้นให้เห็นฉลองพระองค์และพระอิริยาบถของกษัตริย์ทั้งสองอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องแบบทหารที่มิได้ใช้เพียงในฐานะเครื่องแต่งกายทางพิธี แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการทูตที่เปี่ยมด้วยความหมาย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารแบบเต็มยศ ตกแต่งด้วยเครื่องหมายและเหรียญเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามแบบแผนเครื่องแบบทหารตะวันตกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่พระอุระเบื้องขวาทรงประดับดวงตราเซนต์แอนดรูว์ ซึ่งเป็นเหรียญเครื่องราชอิสริยาภรณ์เกียรติยศสูงสุดของรัสเซียที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ในการเสด็จประพาสในครั้งนี้ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชิ้นนี้แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศจากรัสเซีย เมื่อวางเคียงคู่กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของสยาม ยิ่งเน้นให้เห็นเจตจำนงในการแสดงออกถึงอธิปไตยของสยามในฐานะรัฐชาติสมัยใหม่ที่เท่าเทียมกับมหาอำนาจยุโรป
พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารรัสเซีย ประกอบด้วยเสื้อคลุมกระดุมสองแถว คอตั้งติดกระดุมแน่น ทรงรองเท้าบู๊ตหนังขัดเงา พร้อมหมวกแก๊ปทหาร องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนแสดงถึงอัตลักษณ์ของราชวงศ์โรมานอฟ พระอิริยาบถที่เป็นกันเองและฉากหลังอันเรียบง่ายแสดงถึงความเป็นมิตร และ—ที่สำคัญ—ยังเป็นสัญญาณว่า พระมหากษัตริย์แห่งสยามได้รับการยอมรับในฐานะประมุขที่เสมอภาค มิใช่เจ้าชายแห่งตะวันออกที่ต่ำศักดิ์กว่า
ภาพถ่ายนี้ได้รับการตีพิมพ์ปนหน้าปกของนิตยสารฝรั่งเศสชื่อดัง L’Illustration ซึ่งช่วยตอกย้ำสถานะและความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าว ในโลกที่สื่อสิ่งพิมพ์กำหนดกระแสความคิดของสาธารณชน ภาพของกษัตริย์ชาวเอเชียประทับเคียงคู่จักรพรรดิยุโรปถือเป็นสิ่งแปลกใหม่และพลิกแนวคิดเชิงจักรวรรดินิยมดั้งเดิม การปรากฏตัวของพระองค์ในสื่อเช่นนี้ไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ แต่ยังเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นว่า สยามได้เข้าสู่เวทีการเมืองระหว่างประเทศอย่างภาคภูมิ
สิ่งที่ทำให้ภาพนี้โดดเด่นในประวัติศาสตร์แฟชั่น คือ พลังของเครื่องแต่งกายในฐานะตัวแทนแห่งอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่เป็นเพียงเสื้อผ้า แต่เป็นเสื้อผ้ามีบทบาทในเชิงนโยบายและอัตลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกเครื่องแบบทหารตะวันตกที่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับรูปแบบของสยาม พร้อมประดับเหรียญตราของสยามและรัสเซีย จนกลายเป็นอัตลักษณ์การแต่งกายแบบผสมผสาน (hybrid sartorial identity) ที่เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน
ผลลัพธ์ทางการทูตก็ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในระหว่างการเสด็จเยือนกรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เฟลิกซ์ โฟร์ (Félix Faure) ได้ร่วมขบวนรถพระที่นั่งไปส่งถึงที่ประทับ ซึ่งถือเป็นพระเกียรติยศสูงสุดที่ก่อนหน้านี้สงวนไว้เฉพาะสำหรับจักรพรรดิรัสเซียเท่านั้น การต้อนรับอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งรัสเซีย ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสยามมีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับรัสเซียในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มิใช่อาณานิคมของใคร
แฟชั่นราชสำนักสยามสไตล์อาร์ตเดโค สมัยรัชกาลที่ ๖: แรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี (ตอนที่ 3)
แฟชั่นราชสำนักสยามสไตล์อาร์ตเดโค สมัยรัชกาลที่ ๖: แรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี (ตอนที่ 3)
คอลเลกชันนี้คือการจินตนาการใหม่ของเครื่องแต่งกายราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ ๖ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) ถ่ายทอดผ่านเลนส์แห่งความหรูหราของยุคอาร์ตเดโคในคริสต์ทศวรรษ 1920 ผสานกับความวิจิตรของศิลปะลงยาราชาวดี (Cloisonné Enamel) โดยทุกรายละเอียด—ตั้งแต่รูปทรงชุด เครื่องประดับ ไปจนถึงฉากหลัง—ล้วนได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในโทนสีร้อนที่หายากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะ ได้แก่:
Ruby Red / Rose Red จาก gold chloride – สีแดงสดจัด เปล่งประกาย หรูหรา (ฝรั่งเศส, เยอรมนี)
Deep Red / Blood Red จาก copper oxide – สีแดงเข้ม ลุ่มลึก ดั่งโลหิต (ชิลี, ไซปรัส)
Brick Red / Rust Red จาก iron oxide – สีแดงหม่นอย่างเป็นธรรมชาติ (อินเดีย, จีน, แอฟริกาเหนือ)
Vermilion / Orange-Red จาก cadmium compounds – สีแดงอมส้มจัดจ้าน (เยอรมนี, แคนาดา)
นิยามใหม่ของชุดราชสำนักในแบบคริสต์ทศวรรษ 1920
แรงบันดาลใจจากยุค flapper ทำให้ชุดในคอลเลกชันนี้มีเส้นสายตรง เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์แห่งการเคลื่อนไหว ด้วยช่วงเอวต่ำและชายผ้าที่ยาวพลิ้ว ผสานความหรูหราสไตล์ตะวันตกกับความอ่อนช้อยละเมียดละไมแบบไทยราชสำนัก งานปักลูกปัด ดิ้นเงินดิ้นทอง และโลหะประดับสะท้อนลวดลายอันวิจิตรของศิลปะลงยาอย่างกลมกลืน เครื่องแต่งกายจึงมิได้เป็นเพียงแฟชั่นในแบบใดแบบหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานใหม่ที่เหมาะสมกับ "ฤดูกาลออกงานสังคมของผู้ดีสยาม" ที่ถูกจินตนาการขึ้นใหม่
ลงยาราชาวดี: สะพานเชื่อมวัฒนธรรมผ่านงานศิลป์
ศิลปะการลงยาราชาวดีมีรากเหง้าจากยุคไบแซนไทน์ และได้รับการพัฒนาอย่างประณีตในจีนสมัยราชวงศ์หมิง อาศัยกระบวนการขึ้นลวดโลหะเป็นกรอบลาย ก่อนเติมผงเคลือบสีลงในช่องและนำไปเผาที่อุณหภูมิสูง จนได้พื้นผิวเงางามดั่งอัญมณี ในคอลเลกชันนี้ ผมได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากศิลปะดังกล่าวผ่านมุมมองแบบ Art Deco ที่เน้นความสมมาตร ชัดเจน เนี้ยบคม ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนอิทธิพลของ Art Nouveau ด้วยเส้นสายโค้งมนอ่อนช้อยและลวดลายธรรมชาติ
บทสนทนาใหม่ระหว่างอดีตกับอนาคต
คอลเลกชันนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความงดงามของแฟชั่นราชสำนักสมัยรัชกาลที่ ๖ หากยังถ่ายทอดศิลปะงานลงยาราชาวดีได้อย่างกลมกลืน ผ่านจินตนาการร่วมสมัยและพลังแห่งเทคโนโลยี AI งานสร้างสรรค์นี้จึงมิใช่เพียงภาพอดีตที่ถูกจินตนาการขึ้นใหม่ หากแต่เป็นบทสนทนาระหว่างประวัติศาสตร์ แฟชั่น และศิลปะ ที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจระหว่างเครื่องแต่งกายกับกระบวนการทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง
แฟชั่นราชสำนักสยามสไตล์อาร์ตเดโค สมัยรัชกาลที่ ๖: แรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี (ตอนที่ 2)
แฟชั่นราชสำนักสยามสไตล์อาร์ตเดโค สมัยรัชกาลที่ ๖: แรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี
คอลเลกชันนี้คือการจินตนาการใหม่ของเครื่องแต่งกายราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2453–2468) ผ่านเลนส์แห่งความหรูหราในยุคอาร์ตเดโคช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 และงานศิลป์ประณีตของศิลปะการลงยาราชาวดี (Cloisonné Enamel) ทุกองค์ประกอบในคอลเลกชันนี้—ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงชุด เครื่องประดับ หรือฉากหลัง—ล้วนได้รับการจัดวางอย่างประณีตภายใต้โทนสีขนนกยูง ได้แก่ สีเขียวหยก (jade green), สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (turquoise), สีน้ำเงินอุลตร้ามารีน (ultramarine) และสีน้ำเงินลาพิสลาซูลี (lapis lazuli)
นิยามใหม่ของชุดราชสำนักในแบบคริสต์ทศวรรษ 1920
แรงบันดาลใจจากยุค “flapper” ทำให้เดรสในคอลเลกชันนี้มีทรงตรง เรียบง่าย พร้อมช่วงเอวต่ำและชายผ้ายาวด้านหลังที่พลิ้วไหว แฝงไว้ด้วยความหรูหราแบบตะวันตกและความอ่อนช้อยสง่างามแบบไทยในราชสำนัก แต่ละชุดตกแต่งด้วยการปักลูกปัด งานปักดิ้นเงินดิ้นทอง และองค์ประกอบโลหะที่สะท้อนลวดลายอันประณีตของศิลปะลงยา งานออกแบบในคอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แฟชั่นแบบไทยดั้งเดิมหรือแบบตะวันตกโดยสมบูรณ์ แต่เป็นการผสมผสานอย่างกลมกลืนที่เหมาะสมกับ “ฤดูกาลออกงานสังคมของผู้ดีสยาม” ซึ่งถูกจินตนาการขึ้นใหม่
ลงยาราชาวดี: สะพานเชื่อมวัฒนธรรมผ่านงานศิลป์
งานลงยาราชาวดี (cloisonné) เป็นศิลปะการประดับตกแต่งโลหะที่มีต้นกำเนิดตั้งแต่ยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) และได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุดในประเทศจีนช่วงราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) โดยมีกรรมวิธีอันวิจิตร คือการขึ้นลวดโลหะเล็ก ๆ เป็นกรอบลาย (cloisons) แล้วบรรจุผงเคลือบสี (enamel paste) ลงในช่องว่างนั้น ก่อนนำไปเผาด้วยความร้อนสูง ทำให้เกิดพื้นผิวที่แข็งแกร่ง สีสด และมีความเงางามดั่งอัญมณี
ในคอลเลกชันนี้ ผมได้ตีความ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ด้วยแรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี (cloisonné jewellery) ผ่านแนวคิดแบบ อาร์ตเดโค (Art Deco) ที่เน้นความสมมาตรตามสไตล์ของศิลปะแบบอาร์ตเดโค ขณะเดียวกัน คอลเลกชันนี้ยังแฝงอิทธิพลของอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ตามยุคสมัยต้นคริสต์ทศวรรษ 1920 ด้วยความอ่อนช้อยของธรรมชาติ ความพลิ้วไหวของลวดลาย และเส้นสายโค้งมนดุจเถาวัลย์ โดยใช้ นกยูง (peacock) เป็นสัญลักษณ์หลัก อันเป็นตัวแทนของความงดงามและความหรูหราของโลกตะวันออก พร้อมเติมดอกบัวและดอกไม้เมืองร้อนเพื่อสร้างบรรยากาศอันแฝงกลิ่นอายของตะวันออก (oriental-inspired serenity)
โทนสีหลัก ในคอลเลกชันนี้คือ สีเขียวหยก (jade green) สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (turquoise), สีน้ำเงินอุลตร้ามารีน (ultramarine), สีลาพิสลาซูลี (lapis lazuli) ซึ่งเป็นสีน้ำเงินเข้มอมม่วงแบบอุลตร้ามารีน ที่ดูหรูหราและลึกล้ำ มักแซมด้วย ประกายทองจากแร่ไพไรต์ (pyrite) และบางครั้งมี ลายเส้นขาวจากแร่แคลไซต์ (calcite) ที่ปรากฏตามธรรมชาติซึ่งเป็นเฉดสีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และถือเป็นสีที่หายากในธรรมชาติ การได้มาซึ่งสีเหล่านี้ต้องอาศัยแร่หินกึ่งมีค่าหายาก เช่น เทอร์ควอยซ์เปอร์เซีย (Persian turquoise) และ ลาพิสลาซูลีจากอัฟกานิสถาน (Afghan lapis lazuli) ซึ่งต้องบดให้ละเอียดก่อนใช้เป็นผงเคลือบ เทคนิคการเคลือบเช่นนี้จึงต้องใช้ความชำนาญสูงในการรักษาความสม่ำเสมอของสีและความเงางามหลังการเผา
คอลเลกชันนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความงดงามของแฟชั่นราชสำนักสมัยรัชกาลที่ ๖ หากยังถ่ายทอดศิลปะงานลงยาราชาวดีได้อย่างกลมกลืน ผ่านจินตนาการร่วมสมัยและพลังแห่งเทคโนโลยี AI งานสร้างสรรค์นี้จึงมิใช่เพียงภาพอดีตที่ถูกจินตนาการขึ้นใหม่ หากแต่เป็นบทสนทนาระหว่างประวัติศาสตร์ แฟชั่น และศิลปะ ที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจระหว่างเครื่องแต่งกายกับกระบวนการทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี้ครับ https://www.aifashionlab.design/history-of-fashion/siamese-court-dress-in-art-deco-style-inspired-by-cloisonne
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI
แฟชั่นราชสำนักสยามสไตล์อาร์ตเดโค สมัยรัชกาลที่ ๖: แรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี
แฟชั่นราชสำนักสไตล์อาร์ตเดโค แรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี
แฟชั่นราชสำนักสยามสไตล์อาร์ตเดโค สมัยรัชกาลที่ ๖: แรงบันดาลใจจากงานลงยาราชาวดี
คอลเลกชันนี้คือการจินตนาการใหม่ของเครื่องแต่งกายราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2453–2468) ผ่านเลนส์แห่งความหรูหราในยุคอาร์ตเดโคช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 และงานศิลป์ประณีตของศิลปะการลงยาราชาวดี (Cloisonné Enamel) ทุกองค์ประกอบในคอลเลกชันนี้—ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงชุด เครื่องประดับ หรือฉากหลัง—ล้วนได้รับการจัดวางอย่างประณีตภายใต้โทนสีเหลือบรุ้งของขนนกยูง ได้แก่ สีเขียวหยก (jade green), สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (turquoise), สีน้ำเงินอุลตร้ามารีน (ultramarine) และสีน้ำเงินลาพิสลาซูลี (lapis lazuli)
โครงชุด: นิยามใหม่ของชุดราชสำนักในแบบคริสต์ทศวรรษ 1920
แรงบันดาลใจจากยุค “flapper” ทำให้เดรสในคอลเลกชันนี้มีทรงตรง เรียบง่าย พร้อมช่วงเอวต่ำและชายผ้ายาวด้านข้างที่พลิ้วไหว แฝงไว้ด้วยความหรูหราแบบตะวันตกและความอ่อนช้อยสง่างามแบบไทยในราชสำนัก แต่ละชุดตกแต่งด้วยการปักลูกปัด งานเย็บลายทอง และองค์ประกอบโลหะที่สะท้อนลวดลายอันประณีตของศิลปะลงยา งานออกแบบในคอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แฟชั่นแบบไทยดั้งเดิมหรือแบบตะวันตกโดยสมบูรณ์ แต่เป็นการผสมผสานอย่างกลมกลืนที่เหมาะสมกับ “ฤดูกาลสังคมของผู้ดีตะวันออก” ซึ่งถูกจินตนาการขึ้นใหม่
ลงยาราชาวดี: สะพานเชื่อมวัฒนธรรมผ่านงานศิลป์
ลงยาราชาวดี (Cloisonné) เป็นศิลปะการประดับโลหะที่มีต้นกำเนิดตั้งแต่จักรวรรดิไบแซนไทน์ และพัฒนาสูงสุดในจีนยุคราชวงศ์หมิง โดยใช้ลวดโลหะเส้นเล็กขึ้นเป็นกรอบลวดลาย (cloisons) แล้วเติมด้วยผงเคลือบสี ก่อนนำไปเผาให้เกิดผิวสัมผัสแวววาวดุจอัญมณี งานลงยาที่ดีมักเลียนแบบอัญมณีล้ำค่า เช่น เทอร์ควอยซ์เปอร์เซีย หรือ ลาพิสลาซูลีจากอัฟกานิสถาน ซึ่งหายากและต้องใช้ทักษะชั้นสูงในการทำให้สีและความเงางามคงอยู่หลังเผา
ในคอลเลกชันนี้ ลงยาราชาวดีไม่ได้เป็นเพียงแรงบันดาลใจในเชิงลวดลาย แต่กลายเป็นแนวคิดหลักของการออกแบบ เครื่องประดับอย่างกำไล เข็มกลัด เข็มขัด และมงกุฎ ล้วนสะท้อนเทคนิคการลงยา ผ่านงานโลหะวิจิตรและเฉดสีซ้อนชั้นอย่างประณีต องค์ประกอบทั้งหมดนี้ได้รับการจัดวางในแบบสมมาตรตามขนบอาร์ตเดโค พร้อมลวดลายพฤกษา เช่น ดอกบัว เถาวัลย์ และรูปนกยูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโอ่อ่าของโลกตะวันออก ขณะเดียวกัน คอลเลกชันนี้ยังแฝงอิทธิพลของอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ตามยุคสมัยต้นคริสต์ทศวรรษ 1920 ด้วยเส้นโค้งอ่อนหวาน ลายเถาวัลย์ และองค์ประกอบที่มีความพลิ้วไหวแบบธรรมชาติ ช่วยลดความแข็งของโครงสร้างอาร์ตเดโคลงอย่างละมุนละไม
เครื่องประดับลงยาราชาวดีลวดลายแบบอาร์ตนูโว (Art Nouveau Cloisonné Jewellery)
เครื่องประดับลงยาราชาวดีลวดลายแบบอาร์ตนูโว (Art Nouveau Cloisonné Jewellery)
ผมได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานอันประณีตของศิลปิน AI “Apichitk Bigcatcatbig” ซึ่งเป็นงานที่คล้ายกับงาน ลงยาราชาวดี ทุกท่านสามารถรับชมผลงานต้นฉบับได้จากลิงก์นี้ครับ [https://www.facebook.com/share/16XVhpCoXc/?mibextid=wwXIfr] ด้วยแรงบันดาลใจนี้ได้จุดประกายให้ผมสร้างสรรค์คอลเลกชันเครื่องประดับชุดนี้ขึ้นมา โดยนำเทคนิคโบราณอย่าง ลงยาราชาวดี (cloisonné) มาผสมผสานกับความสง่างามของแฟชั่นในยุค เอ็ดเวิร์เดียน (Edwardian era)
ลงยาราชาวดี (cloisonné) เป็นศิลปะการประดับตกแต่งโลหะที่มีต้นกำเนิดตั้งแต่ยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) และได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุดในประเทศจีนช่วงราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) โดยมีกรรมวิธีอันวิจิตร คือการขึ้นลวดโลหะเล็ก ๆ เป็นกรอบลาย (cloisons) แล้วบรรจุผงเคลือบสี (enamel paste) ลงในช่องว่างนั้น ก่อนนำไปเผาด้วยความร้อนสูง ทำให้เกิดพื้นผิวที่แข็งแกร่ง สีสด และมีความเงางามดั่งอัญมณี
ในคอลเลกชันนี้ ผมได้ตีความ เครื่องประดับลงยาราชาวดี (cloisonné jewellery) ใหม่ ผ่านแนวคิดแบบ อาร์ตนูโว (Art Nouveau) ที่เน้นความอ่อนช้อยของธรรมชาติ ความพลิ้วไหวของลวดลาย และเส้นสายโค้งมนดุจเถาวัลย์ โดยใช้ นกยูง (peacock) เป็นสัญลักษณ์หลัก อันเป็นตัวแทนของความงดงามและความหรูหราของโลกตะวันออก พร้อมเติมดอกบัวและดอกไม้เมืองร้อนเพื่อสร้างบรรยากาศอันแฝงกลิ่นอายของตะวันออก (oriental-inspired serenity)
โทนสีหลัก ในคอลเลกชันนี้คือ สีเขียวหยก (jade green) สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (turquoise), สีน้ำเงินอุลตร้ามารีน (ultramarine), สีลาพิสลาซูลี (lapis lazuli) ซึ่งเป็นสีน้ำเงินเข้มอมม่วงแบบอุลตร้ามารีน ที่ดูหรูหราและลึกล้ำ มักแซมด้วย ประกายทองจากแร่ไพไรต์ (pyrite) และบางครั้งมี ลายเส้นขาวจากแร่แคลไซต์ (calcite) ที่ปรากฏตามธรรมชาติซึ่งเป็นเฉดสีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และถือเป็นสีที่หายากในธรรมชาติ การได้มาซึ่งสีเหล่านี้ต้องอาศัยแร่หินกึ่งมีค่าหายาก เช่น เทอร์ควอยซ์เปอร์เซีย (Persian turquoise) และ ลาพิสลาซูลีจากอัฟกานิสถาน (Afghan lapis lazuli) ซึ่งต้องบดให้ละเอียดก่อนใช้เป็นผงเคลือบ เทคนิคการเคลือบเช่นนี้จึงต้องใช้ความชำนาญสูงในการรักษาความสม่ำเสมอของสีและความเงางามหลังเผา
คอลเลกชันนี้ออกแบบเพื่อให้เข้ากับแฟชั่นในยุค เอ็ดเวิร์เดียน (Edwardian fashion) ระหว่างปี ค.ศ. 1901–1910 ซึ่งจะเหมาะอย่างยิ่งกับชุดลูกไม้ คอสูง และสไตล์การแต่งกายของสุภาพสตรีชั้นสูงในช่วงเวลาแห่งการเปิดตัวในสังคม (debutante season) แห่งราชสำนักอังกฤษ
ทุกชิ้นในคอลเลกชัน—ไม่ว่าจะเป็น เข็มกลัด (brooch), จี้สร้อยคอ (pendant) หรือ กำไล (bracelets)—ล้วนถ่ายทอดจิตวิญญาณของงานสร้างสรรค์ข้ามวัฒนธรรม ที่หลอมรวมเทคนิคอันประณีตของ ลงยาราชาวดี (cloisonné) เข้ากับรสนิยมอันวิจิตรของแฟชั่นตะวันตกได้อย่างกลมกลืนและมีเอกลักษณ์
ภาพเล่าเรื่อง: เมื่อเจ้านายฝ่ายในถือกล้องท่องสยาม
ภาพเล่าเรื่อง: เมื่อเจ้านายฝ่ายในถือกล้องท่องสยาม
วันนี้ ผมได้รับภาพถ่ายหายากภาพหนึ่งจากผู้ติดตามเพจท่านหนึ่งครับ เป็นภาพขาวดำโบราณที่สันนิษฐานได้ว่าเป็นภาพของเหล่าสตรีในราชสำนักฝ่ายใน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแม้ภาพจะมีคุณภาพต่ำ รายละเอียดเลือนรางแทบมองไม่เห็น แต่ก็ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่งนัก ด้วยเทคโนโลยี AI สมัยใหม่ ผมจึงสามารถบูรณะและแต่งแต้มสีสันให้ภาพกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยใช้ Flux Kontext สำหรับลงสี และ Magnific Enhancer เพื่อเพิ่มความชัดเจนและคุณภาพของภาพให้ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในภาพนี้—นอกเหนือจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์—คือการที่เหล่าสตรีในวังแต่งกายด้วยหมวกทรง เฟโดร่าอย่างมีสไตล์ในขณะออกนอกเขตพระราชฐาน ซึ่งหาได้ยากนัก ภาพถ่ายในอดีตส่วนใหญ่มักถ่ายในสตูดิโอหรือภายในเขตวัง โดยที่สุภาพสตรีเหล่านั้นไม่ได้สวมหมวก แต่ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่าเจ้านายฝ่ายในกำลังเดินทางออกนอกเขตพระราชฐานอย่างงามสง่า พร้อมการแต่งกายที่งดงามและปกป้องแสงแดดได้อย่างมีรสนิยม
สิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามคือ สุภาพสตรีแต่ละคนต่างถือกล้องถ่ายรูปโบราณแบบศตวรรษที่ 19 ไว้ในมือ ซึ่งสื่อให้เห็นว่าพวกเธออาจมิใช่เพียงผู้ถูกถ่าย แต่ยังอาจเป็นผู้ถ่ายภาพเสียเอง ในยุคนั้นการถ่ายภาพยังเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน ต้องอาศัยความรู้ด้านแสง สารเคมี และเทคนิคการใช้แผ่นฟิล์มแก้ว ไม่ใช่แค่การกดปุ่มเพียงครั้งเดียว และด้วยระเบียบวังที่เคร่งครัด สตรีในราชสำนักคงไม่สามารถให้บุรุษถ่ายภาพให้ได้ จึงเป็นไปได้ว่าพวกเธอได้ฝึกฝนและลงมือถ่ายภาพด้วยตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การออกนอกเขตพระราชฐานเช่นนี้ย่อมมีผู้ติดตามรับใช้คอยอำนวยความสะดวก รวมถึงผู้ที่ช่วยถือกล่องไม้พิเศษสำหรับเก็บแผ่นกระจกเนกาทีฟอย่างระมัดระวัง รายละเอียดเล็กน้อยนี้เองที่บอกให้เรารู้ว่า สุภาพสตรีเหล่านี้คือผู้มีฐานันดรสูงในราชสำนัก เป็นหญิงชั้นสูงที่มีทั้งโอกาส การศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งยุคสมัยนั้น
แทนที่จะแค่ลงสีภาพต้นฉบับอย่างเดียว ผมอยากเชิญชวนให้เพื่อนๆ จินตนาการถึงการเดินทางของเจ้านายฝ่ายในชุดนี้ ผ่านดินแดนสยามในศตวรรษที่ 19 ด้วยสายตาของนักถ่ายภาพหญิงในวัง
ผมจึงจัดองค์ประกอบภาพใหม่ พาพวกเหล่าเจ้ายายฝ่ายในไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ วัดอรุณราชวราราม, วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, พระราชวังบางประอิน, พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี, พระนารายณ์ราชนิเวศน์, และแม้กระทั่งขึ้นไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเยียม ปราสาทหิน อันเก่าแก่ จินตนาการเหล่านี้กลายเป็นเสมือน การเดินทางทัศนศึกษาเชิงแฟชั่นและวัฒนธรรม ของสตรีในราชสำนัก
ผมได้ลงสีเครื่องแต่งกายให้ตรงตามหลัก "สวัสดิรักษา" ซึ่งเป็นแนวทางการแต่งกายตามสีประจำวันในราชสำนัก โดยยึดตามขนบธรรมเนียมและระเบียบการแต่งกายของสตรีในวัง
และผมขอชวนเพื่อยๆร่วมสนุกด้วยกันครับ
ในภาพทั้งหมดนี้ มีอยู่ทั้งหมดคู่ห้าสี และต่างแต่งกายด้วยชุดที่ตรงกับ สีประจำวัน เพื่อนๆจำได้หรือไม่ว่าวันไหนต้องใส่สีอะไรครับ?
หากยังไม่แน่ใจ นี่คือแนวทางการแต่งกายตามแบบ "สวัสดิรักษา" จากวรรณกรรมเรื่อง สี่แผ่นดิน:
วันจันทร์ – นุ่งเหลืองอ่อน ห่มน้ำเงินอ่อน หรือบานเย็น
วันอังคาร – นุ่งสีปูน/ม่วงเม็ดมะปราง ห่มโศก หรือ นุ่งโศก ห่มม่วงอ่อน
วันพุธ – นุ่งสีถั่ว/สีเหล็ก ห่มจำปา
วันพฤหัสบดี – นุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก หรือ นุ่งแสด ห่มเขียวอ่อน
วันศุกร์ – นุ่งน้ำเงินแก่ ห่มเหลือง
วันเสาร์ – นุ่งเม็ดมะปราง/ผ้าลายพื้นม่วง ห่มโศก
วันอาทิตย์ – เหมือนวันพฤหัสฯ หรือ นุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่/เลือดหมู ห่มโศก
เพื่อนๆ สามารถสังเกตได้จาก โจงกระเบน และ แพรสพาย ในแต่ละภาพ แล้วลองทายดูว่า ชุดใดตรงกับวันใดบ้างครับ?