History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection: การสร้างสรรค์แฟชั่นด้วย AI เพื่อรำลึกถึงจิตวิญญาแห่งนวนิยายต้นฉบับสุดคลาสสิกของดอกไม้สด (ตอนที่ ๒)

หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection


แฟชั่น AI รำลึกถึงจิตวิญญาณต้นฉบับแห่งนวนิยายคลาสสิกของดอกไม้สด

หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection คือคอลเลกชันแฟชั่นย้อนยุคที่รังสรรค์ผ่านเทคโนโลยี AI เพื่อถ่ายทอดความสง่างามของสยามในช่วงต้นทศวรรษ 2470 ได้อย่างละเมียดละไม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยาย หนึ่งในร้อย ผลงานอมตะของ "ดอกไม้สด" ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) ในช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทย

นวนิยายเล่าถึงความขัดแย้งระหว่างหัวใจของหญิงสาวหัวสมัยใหม่กับกรอบค่านิยมที่เคร่งครัดของชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในระเบียบแบบแผนดั้งเดิม ความรักผิดฝาผิดตัวของทั้งสองคนกลายเป็นฉากสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านในสังคมสยาม ซึ่งอยู่ระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับจารีตประเพณีไทย

ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) หนึ่งในร้อย ได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ฉบับใหม่ ออกอากาศทางช่อง 3 เอชดี นำแสดงโดย ธนภพ ลีรัตนขจร และ อุรัสยา เสปอร์บันด์ พร้อมปรับเปลี่ยนฉากหลังของเรื่องให้อยู่ในช่วง พ.ศ. 2493–2502 (ค.ศ. 1950–1959) เพื่อสร้างอารมณ์ย้อนยุคในแบบร่วมสมัย

เครื่องแต่งกายละครฉบับนี้ออกแบบโดย ธวัชชัย เพชรวารา และ วิริยา พงศ์ขจร สองนักออกแบบผู้มีผลงานเด่นจาก กลกิโมโน (2558), ลิขิตรัก (2561) และ มาตาลดา (2566) ภายใต้แนวคิดของแอน ทองประสม ผู้จัดละคร ซึ่งตั้งใจลดทอนความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ และเลือกใช้สไตล์แฟชั่นร่วมสมัยแบบรีเจนซีเพื่อให้เกิดอรรถรสทางภาพ วิริยาออกแบบเครื่องแต่งกายของตัวละครให้มีความวิจิตรวิบวับ และดึงกลิ่นอายของซีรีส์ Bridgerton: วังวนรัก เกมไฮโซ มาใช้บางส่วน ในขณะที่ชุดของตัวละครที่มีความคิดโบราณ เช่น “วิชัย” ก็มีการประยุกต์ลวดลายไทยเพื่อสะท้อนบุคลิก ส่วนชุดของ “อนงค์” หญิงสาวหัวสมัยใหม่ ใช้สีสันฉูดฉาดเพื่อสื่อถึงความเป็นอิสระและความกล้าหาญทางความคิด

คอลเลกชันแฟชั่นและการออกแบบเครื่องแต่งกายของ “หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection” แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะผมตั้งใจรังสรรค์แฟชั่นให้ตรงตามยุคสมัยที่นวนิยายเรื่องนี้ถือกำเนิดจริงในปี พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) โดยใช้แหล่งรูปถ่ายที่อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ควบคู่กับการออกแบบด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ภาพแฟชั่นออกมาอย่างสมจริงและตรงยุคมากที่สุด

แฟชั่นสตรีในยุค 1930s เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านจากซิลูเอตทรงเลขาคณิตอันแข็งทื่อของยุค 1920s ไปสู่ความอ่อนช้อย ละมุนละไม และเน้นสรีระมากขึ้น เดรสยาวระดับกลางน่อง แขนระบาย หรือแขนผ้าโปร่งพลิ้ว คอเสื้อประดับลูกไม้หรือลูกปัดอย่างประณีต หมวกปีกกว้าง ถุงมือไข่มุก และรองเท้าหัวแหลม คือองค์ประกอบสำคัญที่สตรีชนชั้นกลางในสยามนิยมใช้เพื่อสะท้อนความเรียบร้อยตามค่านิยมตะวันตก

สำหรับแฟชั่นบุรุษ คอลเลกชันนี้เลือกนำเสนอ “ชุดสูทสามชิ้นแบบปกไขว้” หรือ three-piece suit พร้อมปกเสื้อยอดแหลม (peak lapel) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นสุภาพบุรุษในยุคนั้น เสริมความสง่างามด้วยหมวกเฟโดรา หรือหมวกปานามา และรองเท้าหนังแบบคลาสสิกแบบโทนสีสองสี ชุดสูทสไตล์นี้ม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นที่นิยมในยุค 1930 เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นชุดสูททรงคลาสสิคของผู้ชายจนถึงปัจจุปัน

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “แต่งกายย้อนยุค” แต่คือการตีความประวัติศาสตร์ด้วยมุมมองที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ โดยใช้การเทรน AI ด้วย Flux Lora เพื่อสร้างสรรค์แฟชั่นที่มีความเที่ยงตรงอย่างสวยงาม ทั้งยังเป็นการรำลึกถึงจิตวิญญาณของนวนิยาย “หนึ่งในร้อย ตามต้นฉบับอันงดงามที่ ดอกไม้สด ได้รังสรรค์ไว้เมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษก่อน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จากทรงเลขาคณิตกลับสู่ความเป็นผู้หญิง: แฟชั่นสตรีสยายสมัยต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๓)

จากทรงเลขาคณิตกลับสู่ความเป็นผู้หญิง: แฟชั่นสตรีสยายสมัยต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๓)

เมื่อกรุงเทพฯ ก้าวเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ (1925) โลกของแฟชั่นสตรีกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญเช่นกัน จากรูปทรงของชุดสุภาพสตรีทรงเลขาคณิตของยุคศิลปะอาร์ตเดโค (Art Deco)—ที่เน้นความทันสมัย ความสมมาตร และความมั่นใจ—แฟชั่นของสุภาพสตรีค่อย ๆ เคลื่อนกลับไปสู่รูปทรงที่อ่อนโยน และเข้ารูป มากยิ่งขึ้น

แฟชั่นยุค 1920s ภายใต้อิทธิพลของสไตล์อาร์ตเดโค ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความก้าวหน้าและความเทันสมัย สตรีในสังคมชั้นสูงหันมาแต่งกายด้วยชุดทรงเรขาคณิต ลดทอนส่วนเว้าส่วนโค้งของเรือนร่าง เพื่อสื่อถึงอิสรภาพและความเท่าเทียมในยุคสมัยใหม่ แต่ทว่าพอเข้าสู่ปลายทศวรรษ รูปทรงของชุดสุภาพสตรีกลับคืนไปสู่ความพลิ้วไหวและสง่างามของสัดส่วนของร่างกาย

ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๑–๒๔๗๓ (1928-1930) แนวชายกระโปรงเริ่มลดต่ำลงอยู่ที่กลางน่อง และเอวก็เริ่มกลับมาอยู่ที่ระดับเอวธรรมชาติแทนที่อยู่ในระดับตำ่เกือบถึงสะโพก แม้ยังคงไว้ซึ่งความสบายจากการไม่มีโครงรัดรูปเช่นในยุคก่อน แต่เสื้อผ้าในช่วงนี้เริ่มแต่งเติมด้วยรายละเอียดที่ช่วยขับเน้นความอ่อนช้อยของเรือนร่าง เช่น ระบายช่วงอก ลูกไม้ประดับรอบแขน และการจัดวางลวดลายดอกไม้ให้ส่งเสริมความเป็นสตรีอย่างละเมียดละไม

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ เราเห็นได้ชัดถึงเสื้อผ้าของสตรีไทยในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ หากได้รับแฟชั่นตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ ชุดเหล่านี้แม้จะมีโครงสร้างแบบอาร์ตเดโคอยู่บ้าง แต่เพื่อละทอนความแข็งกระด้างของรูปทรง ผมจึงออกแบบชุดทั้งหมดด้วยการใช้ผ้าที่พลิ้วไหว เช่นผ้าชีฟอง สีครีมอ่อน ชมพูพาสเทล ฟ้าหม่น และเขียวอ่อน และปักด้วยลวดลายที่ละเอียดอ่อน ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความงามอย่างเหรียบหรูของหญิงไทยในสมัยนั้น

การออกแบบแฟชั่นคอลเล็คชั่นี้ มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ

  • หมวกปีกกว้าง ตกแต่งด้วยริบบิ้นสีตัดหรือดอกไม้ ให้ลุคแบบผู้ดีอังกฤษ

  • ถุงมือซาตินหรือถุงมือหนังสีงาช้าง ร่วมกับ ถุงน่องขาว คือสัญลักษณ์แห่งความพิถีพิถันในการแต่งกาย

  • สร้อยไข่มุกและผมดัดลอน คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สร้างภาพลักษณ์อันอ่อนช้อยและสง่างาม

แฟชั่นในภาพเหล่านี้คือภาพสะท้อนของห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน—จากรูปทรงแบบเลขาคณิตของแฟชั่นสไตล์อาร์ตเดโค สู่ความอ่อนหวานของความเป็นสตรีที่เริ่มกลับมาเป็นที่นิยม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความทันสมัยและวัฒนธรรมดั้งเดิมโอบรับกันได้อย่างกลมกลืน และหากสุภาพสตรีไทยในยุคนั้นได้รับการแต่งกายตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว เราคงจะได้เห็นภาพเหล่านี้ในประวัติศาสตร์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จากนวนิยายสู่แฟชั่น AI – “วนิดา”: ความโรแมนติกและแฟชั่นในสมัยรัชกาลที่ 7 (ทศวรรษ 1930) (ตอนที่ 2)

จากนวนิยายสู่แฟชั่น AI – “วนิดา”: ความโรแมนติกและแฟชั่นในสมัยรัชกาลที่ 7 (ทศวรรษ 1930) (ตอนที่ 2)

คอลเลคชั่นภาพที่สร้างสรรค์ด้วย Flux LoRA นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง วนิดา บทประพันธ์อันโด่งดังของวรรณสิริ ที่ได้รับการวิเคราะห์โดยนักวรรณกรรมเช่น ว. วินิจฉัยกุล โดยนำเสนอเรื่องราวรักโรแมนติกที่ซ้อนทับกับบริบททางสังคมและความงดงามของแฟชั่นในประเทศไทยยุครัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468–2477)

นางเอก “วนิดา” คือภาพแทนของหญิงสาวหัวสมัยใหม่ ที่มีบุคลิกโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง และมีความกล้าในการใช้ชีวิตในกรอบของขนบสังคมไทย การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักแต่แรกกับ พันตรีประจักษ์ มหศักดิ์ นายทหารม้ารักษาพระองค์ในรัชกาลที่ ๗ เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความขัดแย้ง การปรับตัว และความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างละเมียดละไม

คอลเลคชั่นนี้เน้นการนำเสนอแฟชั่นสตรีที่สะท้อนพัฒนาการของยุค 1930 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นโลกค่อย ๆ เปลี่ยนจากรูปแบบเรขาคณิตและความเรียบง่ายของยุค 1920 มาสู่สไตล์ที่เน้นความเป็นผู้หญิงมากขึ้น กระโปรงยาวระดับน่อง (midi length) กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เสื้อผ้าถูกออกแบบให้เน้นช่วงเอว และมีการใช้ผ้าโปร่ง ผ้าปักเลื่อม และลวดลายดอกไม้มากขึ้น เพื่อสร้างความอ่อนหวานและความสง่างามในแบบสตรี

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ผมตั้งใจคงไว้ คือทรงผม finger waves ซึ่งยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องจากยุค 1920 สู่ต้นทศวรรษ 1930 โดยหญิงสาวไทยในสมัยนั้นจำนวนไม่น้อยยังนิยมดัดผมให้เป็นลอนคลื่นแนบศีรษะในลักษณะเดียวกับสตรีตะวันตก หรือที่สตรีไทยเรียกผมทรงนี้ว่า ทรงปันหยี  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความงามที่ประณีตบรรจง

ผมจินตนาการว่า สตรีชั้นสูงของสยามในยุคนั้นอาจรับเอาแฟชั่นตะวันตกเข้ามาปรับใช้ อย่างมีกลิ่นอายแบบไทย เช่น การเลือกใช้ผ้าพื้นเมือง ผ้าไหมบาง หรือการใช้ลายปักที่ละเอียดประณีตคล้ายงานหัตถกรรมพื้นถิ่น ร่วมกับเครื่องประดับแบบสากลอย่างสร้อยมุก หมวกปีกกว้าง และรองเท้าส้นสูง เพื่อสร้างลุคที่ดูร่วมสมัยและสง่างามในสังคมชั้นสูงของกรุงเทพฯ

หมวกปีกกว้างที่ปรากฏในภาพนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับแฟชั่น แต่สะท้อนถึงการเรียนรู้และนำแบบแผนตะวันตกมาประยุกต์ใช้ ในขณะที่ยังรักษาเสน่ห์และความอ่อนช้อยของสตรีไทยไว้อย่างเด่นชัด ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของบทบาทผู้หญิงไทยในทศวรรษ 1930 ซึ่งเริ่มมีเสรีภาพทางความคิด การศึกษา และบทบาทในสังคมมากขึ้นอย่างชัดเจน

ภาพแต่ละภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI ไม่เพียงเป็นภาพแฟชั่น แต่เป็นการถ่ายทอดพัฒนาการของอารมณ์ตัวละคร ถ่ายทอดช่วงเวลาที่ความรัก ความขัดแย้ง และหน้าที่ต่อสังคมถักทอเข้าด้วยกันอย่างละเอียดอ่อน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก รวมถึงสยามประเทศ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ชุดราตรีแบบตะวันตกในสยาม กับอัตลักษณ์ใหม่และความศิวิไลซ์ในสมัยรัชกาลที่ ๗

ชุดราตรีแบบตะวันตกในสยาม กับอัตลักษณ์ใหม่และความศิวิไลซ์ในสมัยรัชกาลที่ ๗

ทศวรรษ 1930 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสยาม ไม่เพียงแต่ในด้านการเมืองเท่านั้น หากแต่รวมถึงด้านการแต่งกายที่เห็นได้ชัดเจน คอลเล็คชั่นภาพที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วย AI ผ่านการเทรนโมเดล Flux LoRA เหล่านี้ บันทึกช่วงเวลาที่ชนชั้นสูงในสังคมสยามเริ่มหันมาแต่งกายด้วยชุดราตรีแบบตะวันตกอย่างสง่างาม ชุดเดรสผ้าซาตินที่ตัดเย็บด้วยเทคนิคการตัดหน้าผ้าแบบเฉียง (bias cut) พร้อมกับถุงมือยาวสีขาว และสูทหางยาวsinvเสื้อโค้ทเพนกวิ้น (tailcoat) สำหรับสุภาพบุรุษ ล้วนเป็นมากกว่าการตามกระแสแฟชั่น หากคือถ้อยแถลงแห่งความเป็นสมัยใหม่ของประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แฟชั่นชุดราตรีแบบตะวันตก

ชุดราตรีของผู้หญิงในคอลเล็คชั่นนี้ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากชุดของดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่างมาดแลน วิโอเนต์ (Madeleine Vionnet) เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งการตัดเย็บแบบไบเอสคัท” สตรีชั้นสูงของสยามในยุคนั้นเริ่มสวมใส่ชุดราตรีที่เข้ารูปกับเรือนร่างอย่างอ่อนช้อย โดยมักตัดเย็บจากผ้าซาติน และเสริมลุคด้วยถุงมือยาวระดับข้อศอกสีขาวหรือสีงาช้าง ซึ่งสะท้อนรสนิยมแบบฝรั่งเศสที่หรูหราและกลิ่นอายของแฟชั่นสากลนิยม

ขณะเดียวกัน ฝ่ายบุรุษก็แต่งกายเต็มยศด้วยชุด White Tie หรือที่นิยมเรียกรวมว่า The Tails ซึ่งถือเป็นรูปแบบการแต่งกายสุภาพบุรุษที่เป็นทางการสูงสุด โดยชุดนี้ประกอบด้วย เสื้อ Tailcoat สีดำ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือด้านหน้าสั้นเท่าระดับสะโพก และชายด้านหลังยาวลงมาถึงเหนือเข่า คล้ายหางนกเพนกวิน ซึ่งบางคนก็เรียกขำ ๆ ว่า “เสื้อโค้ตเพนกวิน” ตามรูปลักษณ์อันโดดเด่น

เสื้อ Tailcoat นี้จะสวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่มีคอปกแข็งแบบปีกนก (wing collar) คู่กับ เสื้อกั๊กผ้าปิเก้สีขาว และ โบไทสีขาว (white bow tie) กางเกงที่ใช้จะต้องเป็นกางเกงสีดำผ้าชนิดเดียวกับตัวเสื้อ โดยไม่มีขอบเอวแบบเข็มขัด และมักตกแต่งด้วยแถบผ้าซาตินที่ตะเข็บด้านข้าง

เมื่อประกอบกันทั้งชุดแล้ว จึงเรียกว่า “White Tie” ซึ่งเป็น dress code ที่เข้มงวดที่สุดในการเข้าสู่งานพิธีการระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น งานพระราชพิธี งานเต้นรำการทูต งานราตรีการกุศล หรือ งานเลี้ยงของราชสำนักในยุโรป และในยุคสมัยของรัชกาลที่ ๗ ก็ได้เริ่มมีการสวมใส่ชุดนี้ในแวดวงชนชั้นสูงของสยามอย่างแพร่หลาย โดยถือเป็นการสะท้อนถึงความเข้าใจในระเบียบแบบแผนตะวันตก และการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมสากลอย่างแท้จริง ชุด White Tie จึงไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษ แต่เป็นเสมือนภาษาของงานพิธีการ (language of ceremony) ที่สื่อถึงเกียรติ ความภาคภูมิ และสถานะในสังคม

แฟชั่นและค่านิยมการแต่งกาย

งานเลี้ยงรับรองตามสถานทูต งานเต้นรำการทูต ไปจนถึงงานกาลาเพื่อการกุศล กลายเป็นเวทีที่ให้ชนชั้นนำในสยามได้สวมใส่เครื่องแต่งกายเหล่านี้ และเข้าร่วมในพิธีการแบบตะวันตก ซึ่งมิได้เป็นเพียงกิจกรรมแห่งสังคมชั้นสูง แต่คือการสะท้อนความตั้งใจของราชสำนักที่จะนำสยามเข้าสู่สังคมอารยะโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหาอำนาจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส

แฟชั่นตะวันตกในยุคนั้นจึงเป็นเสมือนหนึ่งในวิธีการแสดงวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ในการผลักดันประเทศให้ก้าวสู่ความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการส่งเจ้านายและขุนนางไปศึกษายังต่างประเทศ การเปิดรับที่ปรึกษาชาวตะวันตกเข้ามาร่วมบริหารราชการแผ่นดิน ไปจนถึงการริเริ่มแนวทางการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายให้สยามค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบที่มีลักษณะคล้าย constitutional monarchy ตามแบบอย่างอังกฤษ

ทั้งนี้ แม้ว่าการแต่งกายแบบราตรีตะวันตกในราชสำนักสยามจะกลายเป็นที่แพร่หลายอย่างชัดเจนในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ ๗ แต่รากฐานของประเพณีดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของสยามที่ได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ และทรงมีความชำนาญในการรับวัฒนธรรมตะวันตกโดยเฉพาะในด้านศิลปะ พิธีการ และการแต่งกาย

รัชกาลที่ ๖ ทรงส่งเสริมให้ข้าราชบริพารและขุนนางในราชสำนักแต่งกายแบบยุโรปในงานราชการและพิธีการอย่างเป็นทางการ รวมถึงการจัดงานเลี้ยง งานเต้นรำ และพิธีต้อนรับคณะทูตจากต่างประเทศ ซึ่งมีการกำหนด dress code ตามแบบแผนสากลอย่างชัดเจน การแต่งกายด้วยชุดราตรีในแบบ White Tie จึงเริ่มเข้าสู่ราชสำนักในช่วงนั้น และกลายเป็นธรรมเนียมใหม่ที่แสดงถึงอารยธรรมและความทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ

เมื่อถึงรัชกาลที่ ๗ พระองค์จึงมิได้เป็นเพียงผู้สืบทอดธรรมเนียมนี้ แต่ยังทรง สานต่อและยกระดับ การแต่งกายแบบตะวันตกให้เป็น ส่วนหนึ่งของนโยบายทางวัฒนธรรม ที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของสยามในฐานะรัฐอารยะ โดยทรงผสมผสานวิสัยทัศน์ด้านการปกครองเข้ากับการแสดงออกทางสัญลักษณ์ผ่านเครื่องแต่งกาย—เพื่อแสดงความพร้อมของประเทศที่จะก้าวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ในแบบตะวันตก

ด้วยภูมิหลังที่ทรงได้รับการศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ร่วมกับสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช (รัชกาลที่ ๖) ซึ่งทั้งสองพระองค์ต่างเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงมีพระราชดำริให้พระราชโอรสจำนวนมากเดินทางไปศึกษาในยุโรป พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมเนียมการแต่งกายแบบอังกฤษและยุโรป ทั้งในแง่ความงาม ความเหมาะสม และระเบียบแบบแผนในงานพิธีต่าง ๆ ซึ่งย่อมส่งผลต่อวัฒนธรรมการแต่งกายของราชสำนักและชนชั้นนำในยุคนั้นอย่างชัดเจน

ดังนั้น การแต่งกายด้วยชุดราตรีแบบตะวันตกจึงมิใช่เพียงการตามอย่างแฟชั่น หากเป็น สัญลักษณ์แห่งความใฝ่ฝัน ความมีอารยะ และเครื่องมือทางการเมือง ที่สื่อถึงบทบาทของสยามในฐานะประเทศเอกราช ที่กำลังเจรจาอัตลักษณ์ของตนเองท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมที่รายล้อมอยู่โดยรอบ

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรม

แม้สยามในยุคทศวรรษ 1930 จะดูสง่างามในแง่วัฒนธรรม ทว่าในเชิงการเมืองกลับเต็มไปด้วยคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ได้ยุติระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (constitutional monarchy) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำไปสู่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 2478 ซึ่งเป็นการลดบทบาทของราชสำนักในด้านการเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมและการแต่งกาย แต่การแต่งกายแบบตะวันตกก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นภายใต้การนำของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม (พลเอก พิบูลสงคราม) ผู้ขึ้นสู่อำนาจในปลายทศวรรษ 1930 รัฐบาลของจอมพล ป. ได้ออกนโยบายทางวัฒนธรรม หรือ “รัฐนิยม” ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อ "ทำให้คนไทยเป็นคนอารยะ" โดยการปรับมาใช้ค่านิยมของชาติตะวันตก รวมถึงการกำหนดเครื่องแต่งกายสำหรับข้าราชการ การบังคับใช้เวลาที่เคร่งครัด และแม้กระทั่งการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” ในปี 2482

ชุดราตรีตะวันตก—อัตลักษณ์ใหม่และความเปลี่ยนผ่านของสยาม

ชุดราตรีแบบตะวันตกที่ปรากฏขึ้นในราชสำนักและแวดวงชนชั้นสูงของสยามในทศวรรษ 1930 จึงไม่ใช่เพียงภาพของความหรูหราตามแบบแฟชั่นยุโรป หากคือสัญลักษณ์ของกระบวนการแปลงโฉมประเทศที่กำลังเดินเข้าสู่ความทันสมัยอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในด้านวัฒนธรรม การศึกษา การปกครอง และภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ

จากสมัยรัชกาลที่ ๗ ที่แฟชั่นกลายเป็นเครื่องสะท้อนวิสัยทัศน์ของกษัตริย์ผู้ได้รับการศึกษาตะวันตก ไปสู่ยุคของรัฐบาลใหม่ที่ใช้นโยบายรัฐนิยมผลักดันให้ประชาชนแต่งกายแบบสากล เสื้อผ้าแบบตะวันตกได้เปลี่ยนสถานะจากสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง กลายเป็นเครื่องแบบของความเป็น “ไทยสมัยใหม่” ที่รัฐต้องการให้ประชาชนยึดถือ

เมื่อพิจารณาในบริบทประวัติศาสตร์ทั้งหมดนี้ ชุดราตรีตะวันตกจึงเป็นมากกว่าเรื่องของความงามหรือความหรูหรา หากคือภาพแทนของช่วงเปลี่ยนผ่านแห่งอัตลักษณ์สยาม—จากระบบเก่าไปสู่โลกสมัยใหม่ จากอาณาจักรที่ระวังตัวต่อโลกภายนอก สู่ประเทศที่กล้าประกาศบทบาทบนเวทีโลก

ไม่ว่าจะถูกสวมใส่โดยสุภาพสตรีในเดรสผ้าไบแอส หรือสุภาพบุรุษในชุด Tails ที่สง่างาม ชุดราตรีตะวันตกได้กลายเป็น “ผืนผ้าแห่งความศิวิไลซ์” ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อความทรงจำทางวัฒนธรรมและสุนทรียะของไทยตราบจนปัจจุบัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จินตนาการแฟชั่นชุดแต่งงานในสยาม ยุค 1920s: ยุคใหม่แห่งความสง่างามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

จินตนาการแฟชั่นชุดแต่งงานในสยาม ยุค 1920s: ยุคใหม่แห่งความสง่างามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2453–2468) สยามยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่างประเพณีดั้งเดิมและความเป็นสมัยใหม่ ยุคสมัยนี้คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง เมื่อความงดงามแบบตะวันตกเริ่มซึมซับเข้ากับรสนิยมแบบไทย และเกิดเป็นอัตลักษณ์ร่วมสมัยที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร แฟชั่น โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายสำหรับงานวิวาห์ จึงกลายเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงการสนทนาทางวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก คอลเลกชันที่สร้างขึ้นด้วย AI ชุดนี้ เป็นการสดุดีช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยจินตนาการถึงชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวผ่านเลนส์ของแฟชั่นยุค 1920s ซึ่งเคารพต่อวัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทยและโอบรับความสร้างสรรค์จากตะวันตกไปพร้อมๆกัน

ชุดเจ้าสาว: สไตล์อา ลา การ์ซอน (à la garçonne) แห่งสยาม

จุดเริ่มต้นของคอลเลกชันนี้ไม่ได้ถือกำเนิดจากเพียงแนวคิดทางแฟชั่น หากแต่มาจากคำถามที่เปี่ยมด้วยความฝันของว่าที่เจ้าสาวท่านหนึ่ง — ผู้ติดตามผลงานแฟชั่น AI ยุค 1920s ของผมเกือบจะทุกคอลเล็คชั่น เธอหลงใหลในเสน่ห์ของแฟชั่นเครื่องแต่งกายและการออกแแบบของยุคอาร์ตเดโค และใฝ่ฝันที่จะจัดงานแต่งงานที่สะท้อนบรรยากาศของยุคนี้ ขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะรักษาความสง่างามแบบไทยไว้ด้วย

ขณะที่กำลังวางแผนจัดงานแต่งงานในธีมอาร์ตเดโค เธอเล่าว่าแรงบันดาลใจจากผลงานแฟชั่น AI ของผมนั้นมีอิทธิพลต่อทุกรายละเอียด ตั้งแต่ชุดของแขกผู้ร่วมงานไปจนถึงชุดของเพื่อนเจ้าสาว ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่เธอยังไม่แน่ใจ — เธอไม่รู้ว่าเจ้าสาวไทยในยุค 1920s ควรจะแต่งกายอย่างไร

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ — การสร้างสรรค์ชุดเจ้าสาวที่ไม่ใช่เพียงแค่แฟชั่น แต่คือบทสนทนาระหว่างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจินตนาการ ออกแบบด้วยความเคารพในรากเหง้าทางวัฒนธรรม และพิถีพิถันในทุกรายละเอียด

คำว่า à la garçonne เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลตรงตัวว่า “แบบเด็กผู้ชาย” ซึ่งกลายเป็นคำนิยามแฟชั่นที่โดดเด่นในยุค 1920s โดยเฉพาะในหมู่หญิงสาวยุคใหม่ที่ต้องการหลุดพ้นจากค่านิยมดั้งเดิมของความเป็นสตรี รูปแบบของ à la garçonne เน้นเส้นสายเรียบตรง เอวต่ำ รูปทรงกระบอก และชายกระโปรงที่สั้นเหนือข้อเท้า — สะท้อนเสรีภาพ ความกล้าหาญ และแนวคิดสตรีนิยมที่กำลังงอกงาม

ในสยามช่วงปลายรัชกาลที่ 6 แฟชั่นในแนวนี้ค่อย ๆ ซึมซับเข้าสู่ชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก คอลเลกชันนี้จึงเป็นการตีความ à la garçonne ในแบบไทย — ด้วยเสื้อ คอกระเช้า หรือ เสื้อแขนกระบอก ที่ปักดิ้นทองอย่างละเอียด จับคู่กับ ผ้าซิ่นตีนจก หรือผ้าซิ่นไหมยกดิ้นทอง ที่ความยาวของผ้าซิ่นอยู่ในระดับใต้เข่า

หัวใจของการออกแบบ คือการใช้โทนสีงาช้างและทอง — ซึ่งเป็นสีที่สื่อถึงความบริสุทธิ์ ความเป็นสิริมงคล และความเรียบหรูสง่างาม ผมสร้างสรรค์ให้เจ้าใช้ ผ้าคลุมศรีษะแบบเจ้าสาวในโลกตะวันตก ร่วมกับ bandeau หรือ เทียร์ร่า ที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสแฟชั่นในยุคแจ๊ส ของชุดราตรีของดาราฮอลลีวูดและเจ้าหญิงในทวีปยุโรป ผมได้ออกแบบให้ชุดเจ้าสาวเซ็ตนี้ มาควบคู่กับถุงมือซาตินและถุงน่องสีขาว เพื่อเสริมความสง่างามตามธรรมเนียมของสตรีชั้นสูงในโลกตะวันตก และทำให้ชุดเจ้าสาวมีความเป็นสากลมากขึ้น

ทั้งหมดนี้คือการจินตนาการและสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ของ เจ้าสาวไทยในโลกสมัยใหม่ แห่งยุค 1920 — ผู้ที่กล้าน้อมรับอัตลักษณ์ใหม่แบบสากล แต่ทว่ายังฝังแน่นอยู่กับความภาคภูมิในรากเหง้าไทย เและผู้เป็นตัวแทนของผู้หญิงไทยในยุคที่แฟชั่นโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างงดงามที่สุด

ชุดเจ้าบ่าว: เครื่องแบบแห่งความทันสมัย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้อุปถัมภ์การแต่งกายแบบตะวันตก โดยเฉพาะเครื่องแบบทหารที่ได้รับการดัดแปลงมาใช้กับข้าราชการพลเรือนอย่างแพร่หลาย ในรัชสมัยของพระองค์ เครื่องแบบราชการ ชุดขาว กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความเจริญก้าวหน้า และสถานะของชนชั้นนำ

ในคอลเลกชันนี้ เจ้าบ่าวสวมเสื้อราชปะแตนสีขาวหรือสีงาช้าง คอจีนแบบ Nehru-style และประดับเครื่องหมายเกียรติยศหรืออินทรธนูตามแบบตะวันตกอย่างสง่างาม พร้อมกับกางเกงสีขาวเข้าชุดกัน — แฟชั่นชุดขาวได้กลายมาเป็นภาพลักษณ์ที่ทั้งร่วมสมัย สง่างาม และยังคงจิตวิญญาณของความเป็นไทยอย่างแท้จริง แม้เครื่องแบบเหล่านี้จะมีโครงสร้างแบบตะวันตก แต่ก็สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของราชสำนักไทยในยุคที่เปิดรับวัฒนธรรมสากลเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความทันสมัย

สดุดีแด่ความทรงจำ

ภาพแฟชั่น AI ชุดแต่งงานในยุค 1920 คอลเลกชันนี้มิใช่เพียงแค่การสร้างสรรค์แฟชั่นจากจินตนาการ แต่คือบทสดุดีต่อวิวัฒนาการของแฟชั่นไทย ในประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถจัดเก็บเป็นมรดกทางวัฒนธรรมได้ด้วย ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผลงานของผมสามารถจุดประกายความฝันและเป็นแรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์งานแต่งงาน ให้กับเจ้าสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นงานที่สำคัญที่สุดของเธอ

ประวัติศาสตร์แฟชั่น และแฟชั่นในประวัติศาสตร์ มิใช่เพียงเรื่องราวหรือสมบัติที่รอการอนุรักษ์ หากแต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการฟื้นชีวิต การตีความใหม่ และการสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของยุคสมัย คอลเลกชันนี้คือการเฉลิมฉลองความงามอันไร้กาลของมรดกการแต่งกายแบบไทย และในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดบทสนทนาที่น่าสนใจเกี่ยวกับแฟชั่นยุคอาร์ตเดโค

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection

หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection
แฟชั่น AI รำลึกถึงจิตวิญญาณต้นฉบับแห่งนวนิยายคลาสสิกของดอกไม้สด

หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection คือคอลเลกชันแฟชั่นย้อนยุคที่รังสรรค์ผ่านเทคโนโลยี AI เพื่อถ่ายทอดความสง่างามของสยามในช่วงต้นทศวรรษ 2470 ได้อย่างละเมียดละไม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยาย หนึ่งในร้อย ผลงานอมตะของ "ดอกไม้สด" ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) ในช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทย

นวนิยายเล่าถึงความขัดแย้งระหว่างหัวใจของหญิงสาวหัวสมัยใหม่กับกรอบค่านิยมที่เคร่งครัดของชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในระเบียบแบบแผนดั้งเดิม ความรักผิดฝาผิดตัวของทั้งสองคนกลายเป็นฉากสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านในสังคมสยาม ซึ่งอยู่ระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับจารีตประเพณีไทย

ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) หนึ่งในร้อย ได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ฉบับใหม่ ออกอากาศทางช่อง 3 เอชดี นำแสดงโดย ธนภพ ลีรัตนขจร และ อุรัสยา เสปอร์บันด์ พร้อมปรับเปลี่ยนฉากหลังของเรื่องให้อยู่ในช่วง พ.ศ. 2493–2502 (ค.ศ. 1950–1959) เพื่อสร้างอารมณ์ย้อนยุคในแบบร่วมสมัย

เครื่องแต่งกายละครฉบับนี้ออกแบบโดย ธวัชชัย เพชรวารา และ วิริยา พงศ์ขจร สองนักออกแบบผู้มีผลงานเด่นจาก กลกิโมโน (2558), ลิขิตรัก (2561) และ มาตาลดา (2566) ภายใต้แนวคิดของแอน ทองประสม ผู้จัดละคร ซึ่งตั้งใจลดทอนความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ และเลือกใช้สไตล์แฟชั่นร่วมสมัยแบบรีเจนซีเพื่อให้เกิดอรรถรสทางภาพ วิริยาออกแบบเครื่องแต่งกายของตัวละครให้มีความวิจิตรวิบวับ และดึงกลิ่นอายของซีรีส์ Bridgerton: วังวนรัก เกมไฮโซ มาใช้บางส่วน ในขณะที่ชุดของตัวละครที่มีความคิดโบราณ เช่น “วิชัย” ก็มีการประยุกต์ลวดลายไทยเพื่อสะท้อนบุคลิก ส่วนชุดของ “อนงค์” หญิงสาวหัวสมัยใหม่ ใช้สีสันฉูดฉาดเพื่อสื่อถึงความเป็นอิสระและความกล้าหาญทางความคิด

คอลเลกชันแฟชั่นและการออกแบบเครื่องแต่งกายของ “หนึ่งในร้อย: The 1934 Collection” แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะผมตั้งใจรังสรรค์แฟชั่นให้ตรงตามยุคสมัยที่นวนิยายเรื่องนี้ถือกำเนิดจริงในปี พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) โดยใช้แหล่งรูปถ่ายที่อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ควบคู่กับการออกแบบด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ภาพแฟชั่นออกมาอย่างสมจริงและตรงยุคมากที่สุด

แฟชั่นสตรีในยุค 1930s เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านจากซิลูเอตทรงเลขาคณิตอันแข็งทื่อของยุค 1920s ไปสู่ความอ่อนช้อย ละมุนละไม และเน้นสรีระมากขึ้น เดรสยาวระดับกลางน่อง แขนระบาย หรือแขนผ้าโปร่งพลิ้ว คอเสื้อประดับลูกไม้หรือลูกปัดอย่างประณีต หมวกปีกกว้าง ถุงมือไข่มุก และรองเท้าหัวแหลม คือองค์ประกอบสำคัญที่สตรีชนชั้นกลางในสยามนิยมใช้เพื่อสะท้อนความเรียบร้อยตามค่านิยมตะวันตก

สำหรับแฟชั่นบุรุษ คอลเลกชันนี้เลือกนำเสนอ “ชุดสูทสามชิ้นแบบปกไขว้” หรือ three-piece suit พร้อมปกเสื้อยอดแหลม (peak lapel) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นสุภาพบุรุษในยุคนั้น เสริมความสง่างามด้วยหมวกเฟโดรา หรือหมวกปานามา และรองเท้าหนังแบบคลาสสิกแบบโทนสีสองสี ชุดสูทสไตล์นี้ม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นที่นิยมในยุค 1930 เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นชุดสูททรงคลาสสิคของผู้ชายจนถึงปัจจุปัน

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “แต่งกายย้อนยุค” แต่คือการตีความประวัติศาสตร์ด้วยมุมมองที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ โดยใช้การเทรน AI ด้วย Flux Lora เพื่อสร้างสรรค์แฟชั่นที่มีความเที่ยงตรงอย่างสวยงาม ทั้งยังเป็นการรำลึกถึงจิตวิญญาณของนวนิยาย “หนึ่งในร้อย ตามต้นฉบับอันงดงามที่ ดอกไม้สด ได้รังสรรค์ไว้เมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษก่อน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

Edward Molyneux และชุดราตรีสีขาว ในสมัยรัชกาลที่ ๗

Edward Molyneux และชุดราตรีสีขาว ในสมัยรัชกาลที่ ๗

เอ็ดเวิร์ด โมลีนิวซ์ (Edward Molyneux) เป็นนักออกแบบแฟชั่นชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งมักได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญใน “ยุคทองของแฟชั่น (Golden Age of Fashion)” เขาเกิดในกรุงลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1891 และเริ่มต้นอาชีพในอังกฤษ ก่อนจะย้ายไปเปิดห้องเสื้อชั้นสูง (haute couture house) ในกรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1919 โมลีนิวซ์ได้รับคำชื่นชมจากการออกแบบชุดราตรีที่สง่างาม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การตัดเย็บอย่างประณีตและการเลือกใช้ผ้าหรูหรา เช่น ผ้าไหมและผ้าซาติน โดยเฉพาะชุดราตรีสีขาวที่สร้างชื่อเสียงของเขา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่ายและความสง่างาม ตรงตามรสนิยมของสตรีชนชั้นสูงในยุคนั้น ลูกค้าคนสำคัญของเขา ได้แก่ สมเด็จพระราชินีแมรี วัลลิส ซิมป์สัน และนักแสดงชื่อดังอย่างเกรต้า การ์โบ ซึ่งการสนับสนุนจากบุคคลเหล่านี้ยิ่งช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงของเขาในวงการแฟชั่น

เส้นทางอาชีพของโมลีนิวซ์รุ่งเรืองขึ้นในช่วงรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) แห่งสยาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ทั้งในยุโรปและเอเชีย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด แต่อาชีพของโมลีนิวซ์สร้างชื่อเสียงให้กับเขาโดยงานออกแบบในกรุงปารีสเป็นหลัก ผลงานของเขาสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ของแฟชั่นฝรั่งเศส และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาแฟชั่นสมัยใหม่ แม้เขาจะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการกำหนดแนวทางแฟชั่นของอังกฤษ ด้วยเหตุนี้ โมลีนิวซ์จึงมักถูกมองว่าเป็นนักออกแบบชาวอังกฤษผู้ประสบความสำเร็จในโลกของแฟชั่นฝรั่งเศส โดยทิ้งมรดกแห่งความสง่างามแบบเรียบง่ายและหรูหราเอาไว้ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นยุคทศวรรษ 1930 อย่างแท้จริง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

Tea Gown ในสยาม: แฟชั่นสตรีไทยยุค 1930 กับการรับแบบตะวันตกผ่านกระโปรงยาวระดับครึ่งน่อง

Tea Gown ในสยาม: แฟชั่นชุดดื่มนำ้ชาของสตรียุค 1930 ชุดเดรสกระโปรงยาวระดับครึ่งน่อง

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 (พ.ศ. 2473–2482) ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)สยามกำลังเปลี่ยนผ่านทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ส่งผลให้รูปแบบการแต่งกายของสตรีโดยเฉพาะในเขตเมืองหลวง เช่น กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จาก ชุดไทยโบราณ ไปสู่ เครื่องแต่งกายแบบตะวันตกเต็มรูปแบบ

หนึ่งในสไตล์ที่ได้รับความนิยมคือ “Tea Gown” หรือ “ชุดน้ำชา” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากยุโรปในศตวรรษที่ 19 โดยเป็นชุดที่สตรีสวมใส่ภายในบ้านในช่วงบ่าย แต่เมื่อเข้าสู่ยุคทศวรรษที่ 1930 สไตล์นี้ได้วิวัฒนาการให้เหมาะกับกิจกรรมทางสังคมกลางแจ้งมากขึ้น ชุดน้ำชาถูกดัดแปลงให้ มีความหรูหราแต่ยังสวมใส่สบาย ใช้ผ้าที่บางเบา เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าไหม หรือผ้าเรยอง พิมพ์ลายดอกไม้ละเอียดอ่อน กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสตรีผู้ดี มีรสนิยม และเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก

จุดเด่นของชุด Tea Gown ในสยาม

  • ทรงกระโปรงยาวระดับครึ่งน่อง (midi length) ให้ความสง่างามอย่างสากล ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับค่านิยมไทยในเรื่องความสุภาพ

  • แขนสั้นระบาย (flutter sleeves) เสริมความอ่อนหวานแบบผู้หญิง

  • โบว์ผูกคอ (neck tie bow) กลายเป็นดีเทลที่นิยมในหมู่สตรีมีระดับ

  • หมวกปีกกว้างประดับดอกไม้ ช่วยป้องกันแดดและสร้างภาพลักษณ์อันหรูหรา

  • ถุงมือผ้าสีงาช้าง ตอกย้ำมารยาทและความประณีตตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ

การปรับตัวของสตรีไทย

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการแต่งกายแบบตะวันตกเพื่อสะท้อนความทันสมัย สตรีไทยเริ่ม ตัดผมสั้นแบบ “ทรงบ๊อบดัดลอนคลื่น” หรือเซ็ตลอนแบบดาราหนังฮอลลีวูด และเลือกสวมชุดน้ำชาในงานเลี้ยงน้ำชา หรือกิจกรรมพบปะสังสรรค์ในหมู่ชนชั้นสูง การสวมใส่ tea gown กลายเป็นเครื่องแสดงสถานะของการศึกษา ความมีรสนิยม และการเปิดรับวัฒนธรรมโลกตะวันตก

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #flux 

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ปกคอเสื้อถอดได้กับบทบาทแฟชั่นในทศวรรษ 1930

ปกคอเสื้อถอดได้กับบทบาทแฟชั่นในทศวรรษ 1930

ภาพคอลเลกชัน AI ชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความหลากหลายของปกคอเสื้อในแฟชั่นยุคทศวรรษ 1930 ซึ่งตรงกับช่วงรัชกาลที่ 7 ของไทย โดยในยุคนั้น สตรีชั้นสูงและชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ต่างสวมใส่ชุดตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากยุโรปเป็นหลัก อันเป็นผลสืบเนื่องจากการฟื้นตัวของแฟชั่นภายหลังเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกช่วงปลายทศวรรษ 1920 ปกคอเสื้อจึงกลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับโอกาสต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนชุดทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดแห่งความประหยัด ความประณีต และความสง่างามที่ใช้งานได้จริงในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองของโลกตะวันตกและโลกตะวันออกไปพร้อมกัน

ในทศวรรษ 1930 แฟชั่นผู้หญิงได้กลับมาใช้โครงร่างเงาที่ดูสง่างามและเข้ากับสัดส่วนและรูปร่างของผู้หญิงแทนที่สไคล์แบบทรงเลขาคณิตของยุค 1920 โดยปกคอเสื้อกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบชุดของผู้หญิง ซึ่งแตกต่างจากสไตล์คอต่ำของทศวรรษก่อนหน้านี้ ปกคอเสื้อในยุค 1930 มีรูปทรงที่มีโครงสร้างมากขึ้น ช่วยเพิ่มมิติให้กับใบหน้าและเพิ่มความหรูหราให้กับชุดผู้หญิง ปกคอเสื้อเหล่านี้ที่มักมีขนาดกว้าง ปลายแหลม หรือทรงกลม และได้กลายเป็นซิลูเอตสำคัญที่สะท้อนสไตล์ของยุคนั้น ในบรรดาดีไซน์เหล่านี้ ปกคอเสื้อถอดได้เป็นทั้งทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและมีสไตล์ สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความประหยัดของยุคสมัย

ปกคอเสื้อถอดได้: แฟชั่นที่ยั่งยืนและปรับเปลี่ยนได้

ปกคอเสื้อถอดได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องประดับที่ปรับเปลี่ยนได้ ช่วยให้ผู้หญิงสามารถเปลี่ยนลุคได้อย่างคุ้มค่าและง่ายดาย ในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ อันเป็นผลสืบเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ปกคอเสื้อเหล่านี้จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดในด้านแฟชั่น ทำให้ผู้หญิงสามารถสร้างลุคใหม่ ๆ โดยไม่ต้องลงทุนซื้อเสื้อผ้าใหม่ทั้งหมด ปกคอเสื้อเหล่านี้ทำจากวัสดุที่หลากหลาย เช่น ลูกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือแม้แต่กำมะหยี่ ซึ่งแต่ละชนิดจะสร้างลุคและความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้หญิงสามารถเปลี่ยนลุคได้ตามโอกาสต่าง ๆ ตั้งแต่ชุดลำลองที่ดูสุภาพไปจนถึงลุคเย็นหรูหรา โดยเพียงแค่เปลี่ยนปกคอเสื้อถอดได้

รูปแบบของดีไซน์: ลูกไม้ การปัก และความเรียบหรู

ปกคอเสื้อถอดได้มีหลากหลายรูปแบบ โดยปกที่ตกแต่งด้วยลูกไม้จะนิยมใช้ในโอกาสพิเศษ ส่วนปกที่ทำจากผ้าลินินหรือผ้าฝ้ายที่เรียบง่ายเหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ปกคอเสื้อลูกไม้ช่วยเพิ่มความประณีต ทำให้ชุดที่เรียบง่ายดูละเอียดอ่อนด้วยลวดลายที่ซับซ้อน ในขณะที่ปกปักลายช่วยเพิ่มสีสันและความเป็นเอกลักษณ์ให้กับเสื้อและชุดกระโปรง ปกคอเสื้อแบบกำมะหยี่และผ้าซาตินก็เป็นที่นิยมสำหรับการใส่ออกงานยามเย็น ซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับลุค ปกคอเสื้อเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงสามารถแสดงความเป็นตัวเองและปรับเปลี่ยนลุคตามสังคมที่แตกต่างกันไป โดยคำนึงถึงงบประมาณที่เป็นมิตรอีกด้วย

ประโยชน์ในการใช้งานและความอเนกประสงค์

ประโยชน์ของปกคอเสื้อถอดได้ไม่ใช่แค่ในแง่ของแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เสื้อผ้าดูสดใหม่อยู่เสมอ ปกคอเสื้อเหล่านี้สามารถถอดออกเพื่อซักได้ ซึ่งเป็นข้อดีในยุคที่การซักล้างต้องใช้แรงงานมาก สิ่งนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าชิ้นหลัก ทำให้ผู้หญิงรักษาความสะอาดและความเรียบร้อยที่มีคุณค่าในยุคนั้นได้ นอกจากนี้ ปกคอเสื้อถอดได้ยังช่วยให้ชุดหนึ่ง ๆ มีลุคที่หลากหลาย เพียงแค่เปลี่ยนปกคอเสื้อใหม่

ความคลาสสิกและมรดกที่ทิ้งไว้

ความนิยมของปกคอเสื้อถอดได้ในทศวรรษ 1930 ได้สร้างผลกระทบที่ยาวนาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ของผู้หญิงในช่วงเวลาที่ท้าทาย ปกคอเสื้อถอดได้เป็นรูปแบบหนึ่งของความหรูหราที่เข้าถึงได้ และเน้นถึงรายละเอียดที่ประณีตแต่สง่างามของแฟชั่นในยุคนั้น แม้ว่าความนิยมของปกคอเสื้อถอดได้จะลดลงเมื่อแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนไปสู่ดีไซน์ที่เรียบง่ายขึ้นในทศวรรษ 1940 แต่ปกคอเสื้อในยุค 1930 ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามแบบคลาสสิกและความชาญฉลาด

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ย้อนรอยแฟชั่นและทรงผมแม่ญิงเจียงใหม่: ยุคบ๊อบดัดลอนในเชียงใหม่ยุค 1920s

ย้อนรอยแฟชั่นและทรงผมแม่ญิงเจียงใหม่: ยุคบ๊อบดัดลอนในเชียงใหม่ยุค 1920s

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๘) หรือยุคที่สากลนิยมเริ่มแพร่กระจายจากกรุงเทพฯ สู่หัวเมืองใหญ่ทางเหนืออย่างเชียงใหม่ แม่ญิงเจียงใหม่กลุ่มใหม่เริ่มเปิดรับกระแสแฟชั่นจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะอิทธิพลของสไตล์ "แฟลปเปอร์" (Flapper) และทรงผมบ๊อบสั้นดัดลอน ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความเปลี่ยนแปลงและความกล้าแสดงออกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

แม้เชียงใหม่จะยังคงเอกลักษณ์ด้านเครื่องแต่งกายพื้นถิ่น เช่น ผ้าซิ่นตีนจกยกดิ้นทอง ที่ใช้ในโอกาสพิเศษ แต่แม่ญิงบางกลุ่มเริ่มทดลองประยุกต์แฟชั่นตะวันตกกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการสวม เสื้อแขนกุดหรือเสื้อบ่าห้อย ร่วมกับซิ่นที่ปรับความยาวให้สั้นขึ้นเล็กน้อยจากแบบกรอมเท้า เพื่อให้สอดคล้องกับซิลูเอตแบบสมัยนิยมที่เน้นความคล่องแคล่ว

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ ทรงผมบ๊อบสั้น ซึ่งบางรายนิยมดัดเป็นลอนแบบ "ลอนนิ้วมือ" (Finger Wave) ที่ให้ลุคอ่อนหวาน เป็นระเบียบ หรือ "ลอนมาร์เซล" (Marcel Wave) ซึ่งใช้ความร้อนจากอุปกรณ์หนีบเพื่อสร้างลอนที่เด่นชัดและคงทน ลักษณะลอนเหล่านี้สะท้อนอิทธิพลจากสื่อสิ่งพิมพ์และภาพยนตร์ฮอลลีวูด ที่เริ่มเข้ามาผ่านโรงหนังในหัวเมืองใหญ่

แม้แฟชั่นบ๊อบดัดลอนในเชียงใหม่อาจยังจำกัดอยู่ในกลุ่มแม่ญิงชนชั้นกลางที่มีโอกาสศึกษาในโรงเรียนแบบตะวันตก หรือมีความเกี่ยวโยงกับข้าราชการและวงการศาสนา แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปิดรับวัฒนธรรมสมัยใหม่ และการสร้างอัตลักษณ์ของแม่ญิงรุ่นใหม่ในเมืองเหนือ

คอลเลกชันภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI Flux LoRA นี้ คือการจินตนาการว่าแม่ญิงเจียงใหม่ในยุค 1920s จะมีหน้าตา ทรงผม และเครื่องแต่งกายอย่างไร หากเลือกประยุกต์แฟชั่นโลกสมัยใหม่ให้กลมกลืนกับผ้าทอพื้นเมือง เสื้อแบบล้านนา และเสน่ห์ของหญิงชาวเหนือในยุคที่โลกเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ภาพเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการทดลองด้านแฟชั่น แต่เป็นการรื้อฟื้นบทสนทนาว่าด้วย "ความร่วมสมัย" และ "ความงามพื้นถิ่น" ในบริบทของเชียงใหม่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ย้อนวันวานแฟชั่นยุค 1980 ในกรุงเทพ (พ.ศ. ๒๕๒๓-๒๕๓๒)

ย้อนวันวานแฟชั่นยุค 1980 ในกรุงเทพ (พ.ศ. ๒๕๒๓-๒๕๓๒)

ยุค 1980s ในกรุงเทพฯ เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างมีชีวิตชีวา เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับวัฒนธรรมป๊อปที่เฟื่องฟู และสื่อจากตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายผ่านโทรทัศน์ มิวสิกวิดีโอ นิตยสาร และภาพยนตร์ ทำให้แฟชั่นในกรุงเทพได้รับอิทธิพลใหม่ ๆ อย่างชัดเจน วัยรุ่นในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ เริ่มเปิดรับกระแสสมัยนิยมจากต่างประเทศ และปรับสไตล์ให้เข้ากับความเป็นไทย เกิดเป็นแฟชั่นผสมผสานที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

อิทธิพลตะวันตกในทรงผม เมคอัพ และเสื้อผ้า

ไอคอนแฟชั่นอย่าง Madonna, Brooke Shields และเจ้าหญิงไดอาน่า กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของยุคนี้ ภาพลักษณ์ของไอดอลเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อของไทยอย่างรวดเร็ว และแฟชั่นได้ถูกนำมาปรับใช้โดยวัยรุ่นในกรุงเทพฯ ด้วยความคิดสร้างสรรค์

ทรงผม: ยิ่งพอง ยิ่งโดดเด่น

ยุค 1980s เป็นยุคของความฟูฟ่องและความอลังการ สาว ๆ ในกรุงเทพฯ เริ่มจัดแต่งทรงผมให้มีเลเยอร์หนา ดัดลอนใหญ่ ทำผมพอง และไว้หน้าม้าปัดข้าง ใช้สเปรย์และมูสกันอย่างแพร่หลาย เครื่องประดับผมอย่างที่คาดผม ผ้าผูกผม และหนังยางสีสด ๆ ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนหญิงที่อยากแต่งตัวให้เหมือนไอดอลในโทรทัศน์

เมคอัพ: สีสันและการเน้นโครงหน้า

เมคอัพในยุค 80 พลิกโฉมจากความละมุนละไมกลายเป็นความกล้าหาญ สาวๆในกรุงเทพฯ รับอิทธิพลจากความงามแบบตะวันตกอย่างเต็มที่ด้วยการใช้อายแชโดว์สีสด เช่น น้ำเงิน เขียว ม่วง เขียนขอบตาเข้ม ปัดแก้มสีจัด และทาปากด้วยลิปกลอสหรือสีแดงสด นิตยสารไทยอย่าง แพรว และ เปรียว ก็เริ่มนำเสนอลุคแต่งหน้าจัดเต็มตามแบบดาราต่างชาติ

เสื้อผ้า: ป๊อป ผสม แกลม (Pop & Glam)

แฟชั่นเครื่องแต่งกายในกรุงเทพฯ ยุค 80 สะท้อนถึงการเปิดรับเสื้อผ้าสำเร็จรูปแบบตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด สาว ๆ นิยมใส่เสื้อเบลเซอร์บ่าตั้ง และสวมเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ กางเกงยีนส์รัดรูป จัมป์สูท และกระโปรงสั้นสีสดใส แฟชั่นดิสโก้จากปลายยุค 70 ยังตกค้างอยู่บ้าง โดยเฉพาะชุดเลื่อม ผ้าสะท้อนแสง และชุดสแปนเด็กซ์สำหรับงานปาร์ตี้ กระแสแฟชั่นการออกกำลังกายและแอโรบิกที่ได้รับอิทธิพลจากวิดีโอของ Jane Fonda ก็ส่งผลต่อแฟชั่นในชีวิตประจำวัน เสื้อกล้าม กางเกงรัดรูป ที่รัดขา และที่คาดผม กลายเป็นไอเท็มแฟชั่นที่พบเห็นได้บ่อยตามท้องถนน

ดาราวัยรุ่นเด่นดังในยุค 80: แฟชั่นไอคอนของไทย

ในประเทศไทย มีนักแสดงหญิงวัยรุ่นหลายคนที่โด่งดังและเป็นแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นให้กับวัยรุ่นทั่วประเทศ พวกเธอไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในจอเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้กำหนดแนวโน้มแฟชั่นนอกจออีกด้วย

  • นิด – อรพรรณ พานทอง: ด้วยภาพลักษณ์ที่น่ารักและมั่นใจ นิดกลายเป็นตัวแทนของหญิงสาวยุคใหม่ สไตล์ของเธอมักประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตเรียบร้อย กระโปรงจีบ และทรงผมหวีเรียบเนี้ยบผสมกลิ่นอายความเป็นตะวันตก

  • กบ – อนุสรา จันทรังษี: ด้วยรอยยิ้มสดใสและความสวยแบบธรรมชาติ กบเป็นตัวแทนของแฟชั่นแนวสดใสและขี้เล่น เสื้อแขนพอง ลายผ้าสีสดใส และเสื้อผ้าแนวกีฬาแบบลำลองเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มแฟนคลับของเธอ

  • ส้มโอ – เพ็ญพิสุทธิ์ คงสมุทร: ด้วยบุคลิกมั่นใจและเซ็กซี่ ส้มโอมีสไตล์ที่โดดเด่นกว่าใคร เธอสวมชุดเข้ารูป แจ็คเก็ตหนัง และแต่งหน้าจัด ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอสะท้อนความเท่แบบร็อกแอนด์โรลของฝั่งตะวันตก

  • เปิ้ล – จารุณี สุขสวัสดิ์: เปิ้ลถือเป็นนักแสดงขวัญใจมหาชนที่สามารถข้ามผ่านทั้งภาพยนตร์ย้อนยุคและบทบาทสาวยุคใหม่ได้อย่างลงตัว เธอสวมใส่ทั้งชุดไทยและชุดตะวันตกในชีวิตจริง ทรงผมลอนนุ่มและแสกข้างกลายเป็นทรงยอดนิยมในหมู่สาว ๆ

บันทึกภาพยุค 80 ด้วย AI: การจำลองอดีตผ่านโมเดล LoRA

ภาพในคอลเลกชัน AI นี้ถูกสร้างขึ้นจากการฝึกฝนโมเดล LoRA (Low-Rank Adaptation) ด้วยชุดภาพจากนิตยสารไทยยุคกลางทศวรรษ 1980 (พ.ศ. 2525) ทั้งจากหน้าปก บทสัมภาษณ์ รายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์ที่มีดาราวัยรุ่นชื่อดังของยุคนั้น และเพื่อเสริมรายละเอียดสไตล์แฟชั่นแบบตะวันตก โมเดลที่สองจึงถูกฝึกแยกต่างหากโดยใช้ชุดภาพจากแฟชั่นยุโรปยุค 80 ที่ได้รับความนิยมในนิตยสารวัยรุ่นต่างประเทศ โมเดลทั้งสองถูกนำมาผสมผสานกันเพื่อสร้างภาพที่แสดงถึงการปะทะกันของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกในโลกแฟชั่นของกรุงเทพฯ ยุคนั้นได้อย่างสมจริง

บทสรุป: กรุงเทพฯ ยุค 80 – จุดตัดของวัฒนธรรม

แฟชั่นในกรุงเทพฯ ช่วงยุค 1980s เป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่ประเทศไทยเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมโลกอย่างเต็มตัว สไตล์การแต่งกายของวัยรุ่นได้รับอิทธิพลจากไอดอลตะวันตก ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ในรูปแบบของตนเอง และด้วยเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน เราสามารถย้อนเวลากลับไปสัมผัสกลิ่นอายของยุคสมัยนั้นได้อีกครั้ง ผ่านภาพที่ถ่ายทอดทั้งแฟชั่น อารมณ์ และจิตวิญญาณของทศวรรษอันเปี่ยมชีวิตชีวา

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #flux #ComfyUIFluxLoRA

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จินตนาการแฟชั่นกรุงเทพฯ ยุคปลายรัชกาลที่ ๖ (1920s) (ตอนที่ ๔)

จินตนาการแฟชั่นกรุงเทพฯ ยุคปลายรัชกาลที่ ๖ (1920s) (ตอนที่ ๔)

คอลเลกชันนี้คือผลงานแฟชั่นที่รังสรรค์ผ่านกระบวนการฝึกโมเดล AI แบบ LoRA (Low-Rank Adaptation) ซึ่งได้รับการฝึกจากแหล่งข้อมูลเฉพาะทางด้วย LoRA 3 โมเดล เพื่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์แฟชั่นตะวันตกยุค 1920 กับเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายไทยในบริบทช่วงปลายรัชกาลที่ ๖

แหล่งข้อมูลการฝึก LoRA ทั้ง 3 โมเดล:

  1. LoRA 1 – แฟชั่นยุค 1920 จากภาพถ่ายเก่าแบบลงสี
    ใช้ภาพถ่ายขาวดำที่ผ่านการลงสีอย่างละเอียด เพื่อถ่ายทอดรูปลักษณ์แฟชั่นของหญิงสาวยุค 1920 อย่างแท้จริง ทั้งทรงผม เครื่องประดับ การแต่งกาย และการจัดองค์ประกอบ

  2. LoRA 2 – แฟชั่นตะวันตกสไตล์แฟลปเปอร์
    เน้นดีไซน์เดรสแฟลปเปอร์แบบตะวันตก เช่น เอวต่ำ เดรสยาวระดับเข่า งานปักลูกปัดละเอียด ที่คาดผมประดับลูกปัด และเครื่องประดับตามแบบยุคแจ๊ซ

  3. LoRA 3 – ผ้าซิ่นสไตล์เชียงใหม่ผสมแฟลปเปอร์
    ผสมผสานโครงสร้างของแฟชั่นยุค 1920 เข้ากับลวดลายสิ่งทอแบบล้านนาและการนุ่งผ้าซิ่นแบบภาคเหนือไทย ก่อให้เกิดซิลลูเอ็ตใหม่ที่มีรากเหง้าของวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ร่วมสมัยอย่างงดงาม

บริบทแนวคิดหลักของคอลเลกชัน

จินตนาการถึงกรุงเทพฯ ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโลกที่สังคมไทยเปิดรับแฟชั่นตะวันตก และนำมาปรับใช้ในบริบทของเครื่องแต่งกายไทยอย่างสร้างสรรค์ คอลเลกชันนี้จึงนำเสนอความงามแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ผ่านโครงชุดที่ผสานซิ่นแบบไทยเข้ากับโครงร่างแฟลปเปอร์ ประดับด้วย การปักดิ้นเงินดิ้นทองแบบชั้นสูง ตามแบบราชสำนัก พร้อมลวดลายเรขาคณิตสไตล์ตะวันตก

ขบวนการอาร์ตเดโคและอิทธิพลในการออกแบบ

อาร์ตเดโคเป็นหนึ่งในขบวนการออกแบบที่ทรงอิทธิพลที่สุดในต้นศตวรรษที่ 20 มีลักษณะเด่นคือความสมมาตร เส้นสายตรง ลวดลายเรขาคณิต และวัสดุหรูหรา กำเนิดขึ้นในฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 1910 และถึงจุดสูงสุดในยุค 1920–1930 โดยถือเป็นการตอบสนองต่อศิลปะอาร์ตนูโวที่เน้นเส้นโค้ง ด้วยรูปแบบที่เน้นความเฉียบคมและความล้ำยุค

แฟชั่นยุค 1920: การปฏิวัติแห่งความสง่างาม

ทศวรรษ 1920 คือยุคสมัยแห่งการปลดแอกทางแฟชั่น ผู้หญิงเริ่มละทิ้งเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นจากยุคก่อน และหันมาใช้โครงเสื้อผ้าที่ปลอดโปร่งและอิสระมากขึ้น “แฟลปเปอร์” กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ ด้วยชุดเอวต่ำ เดรสระดับเข่า และการตกแต่งอย่างวิจิตร

จุดเด่นของคอลเลกชัน (Collection Highlights):

  • โครงร่างชุดทรงตรงแบบแฟลปเปอร์ผสานกับ ผ้าซิ่นไทย

  • การปักดิ้นทองและดิ้นเงิน ด้วยลวดลายราชสำนัก แบบชั้นสูง

  • งานปักลูกปัดและตกแต่งด้วยตุ้งติ้งกับผ้าซิ่นตีนจก

  • ใช้เฉดสีหรูหราตามธรรมชาติของผ้าไหมไทย เช่น สีน้ำเงินไพลิน สีเขียวมรกต สีแดงทับทิม และสีทอง

  • เครื่องประดับเสริม เช่น สร้อยไข่มุก ที่คาดผม ถุงมือซาตินแบบถุงมือโอเปร่า และรองเท้าส้นสูง ที่ผสมผสานกลิ่นอายตะวันตกกับความงามแบบไทยตามยุคสมัย

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่งานออกแบบแฟชั่นจากภาพ AI แต่เป็นการใช้เทคโนโลยี AI ในฐานะ “กระจกทางวัฒนธรรม” เพื่อส่องและสะท้อนการจินตนาการถึงช่วงเวลาในประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #flux #ComfyUIFluxLoRA

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ปริศนาและสปอร์ตคลับ: วิถีสังคมชั้นสูงในกรุงเทพฯ ยุค 1950

ปริศนาและสปอร์ตคลับ: วิถีสังคมชั้นสูงในกรุงเทพฯ ยุค 1950

คอลเลกชันภาพถ่ายที่ปรับแต่งด้วย AI นี้ ถ่ายทอดภาพวิถีชีวิตที่หรูหราของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ ช่วงทศวรรษ 1950 โดยได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากนวนิยายชื่อดังเรื่อง "ปริศนา" ของ ว. ณ ประมวญมารค ภาพเหล่านี้นำเสนอภาพของปริศนาและท่านชายพจน์ปรีชา ตัวละครสำคัญในเรื่อง ขณะกำลังใช้เวลายามบ่ายที่สโมสรเทนนิส ซึ่งถือเป็นสถานที่สำคัญสำหรับกิจกรรมทางสังคมและการพักผ่อนที่มีระดับในยุคนั้น

ในกรุงเทพฯ ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เทนนิสไม่ใช่เพียงแค่กีฬา แต่ยังเป็นกิจกรรมทางสังคมสำหรับผู้มีฐานะที่สามารถเข้าถึงสปอร์ตคลับได้ เครื่องแต่งกายกีฬาอันหรูหราในคอลเลกชันนี้ ไม่ว่าจะเป็นชุดกระโปรงและชุดเดรสสีขาวสะอาด กางเกงขาสั้นที่ตัดเย็บอย่างประณีต และเสื้อโปโลคลาสสิก ต่างสะท้อนถึงแฟชั่นที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยรสนิยมของยุคสมัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มแฟชั่นระดับสากล และช่วยตอกย้ำถึงสถานะทางสังคมและรสนิยมอันวิจิตรบรรจงของผู้สวมใส่

นอกจากนี้ คอลเลกชันยังแสดงให้เห็นถึงกระเป๋าเดินทาง Pan Am อันเป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่างชัดเจน ในทศวรรษ 1950 การเดินทางด้วยเครื่องบินโดยสารเริ่มเป็นที่นิยมและทันสมัย แทนที่การเดินทางทางทะเล สายการบิน Pan American World Airways หรือที่รู้จักกันในชื่อ Pan Am กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราทันสมัย เสน่ห์แห่งความเป็นสากล และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ดังนั้น การถือกระเป๋า Pan Am ในสโมสรเทนนิสที่กรุงเทพฯ จึงเป็นเหมือนการประกาศอย่างแยบยลถึงความทันสมัยและการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตสากล อันแสดงถึงสถานะและรสนิยมอันโดดเด่น

ด้วยการผสมผสานตัวละครในนิยายเข้ากับองค์ประกอบที่สะท้อนวิถีชีวิตจริงในอดีต คอลเลกชันภาพ AI นี้จึงเป็นการเฉลิมฉลองอย่างสร้างสรรค์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ แฟชั่น อัตลักษณ์ทางชนชั้น และยุคสมัยอันน่าตื่นเต้นที่การบินพาณิชย์เริ่มได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นทศวรรษ 1950 ในโลกของ “รัตนาวดี” ความสง่างามที่เหนือกาลเวลา

แฟชั่นทศวรรษ 1950 ในโลกของ “รัตนาวดี” ความสง่างามที่เหนือกาลเวลา

แฟชั่นในทศวรรษ 1950 (พ.ศ. 2493–2502) ได้รับการถ่ายทอดอย่างสวยงามในนวนิยายเรื่อง รัตนาวดี โดย ว.ณ ประมวญมารค ซึ่งเป็นพระนามปากกาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต แสดงถึงยุคสมัยที่มีความสง่างาม อ่อนหวาน และโรแมนติกเป็นอย่างยิ่ง โดยมีฉากหลังเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในกรุงลอนดอน และยุโรป

ตัวละครหลักคือ หม่อมเจ้าหญิงรัตนาวดี ซึ่งสะท้อนสไตล์การแต่งกายที่โดดเด่นของยุคนั้น โดยผสมผสานความสง่างามแบบไทยเข้ากับแฟชั่นตะวันตกยุคกลางศตวรรษ รัตนาวดี เป็นนิยายเล่มสุดท้ายในไตรภาค ซึ่งก่อนหน้านี้มีเรื่อง ปริศนา และ เจ้าสาวของอานนท์ ซึ่งทั้งสามเรื่องมีฉากหลังอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

เรื่องราวของ รัตนาวดี เล่าถึงการเดินทางของหม่อมเจ้าหญิงรัตนาวดี ขนิษฐาของหม่อมเจ้าพจน์ปรีชา ซึ่งเสด็จประพาสยุโรปพร้อมกับ คุณสร้อย แม่นมของพระองค์ ด้วยความหวังว่าจะได้รับการต้อนรับที่ดีจาก หม่อมเจ้าดนัยวัฒนา ข้าราชการหนุ่มประจำสถานทูตไทยในกรุงลอนดอน แต่เมื่อถึงที่หมายกลับพบเพียงจดหมายขอโทษที่เขาไม่ได้มาต้อนรับ เนื่องจากอยู่ในระหว่างพักผ่อนที่สกอตแลนด์ ความละเลยนี้ทำให้ท่านหญิงไม่พอพระทัยอย่างยิ่งและตัดสินใจแกล้งตอบโต้

เมื่อหม่อมเจ้าดนัยวัฒนากลับมาถึงลอนดอนเร็วกว่ากำหนด เขาหวังจะชดเชยความผิดและพาท่านหญิงท่องเที่ยว แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อท่านหญิงเข้าใจผิดคิดว่าท่านชายเป็น นายเล็ก มหาดเล็กของท่านชายดนัยวัฒนา ทำให้ท่านชายต้องแสร้งรับบทบาทนี้ต่อไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวยุโรป ความรักของทั้งคู่เบ่งบานท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกและความเข้าใจผิดที่ชวนขบขัน เสน่ห์ของความรักที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างงดงามท่ามกลางบรรยากาศของยุโรป เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความโรแมนติก

แฟชั่นในยุคนี้เน้นที่รูปทรงแบบนาฬิกาทราย ด้วยเอวที่คอดกิ่ว กระโปรงบาน และเสื้อท่อนบนที่มีโครงสร้างรัดรึง ซึ่งสะท้อนสไตล์ "New Look" ที่ Christian Dior สร้างสรรคึ์ขึ้นในปี 1947 (พ.ศ. 2490) ชุดต่างๆ มักมีกระโปรงที่ฟูฟ่องจากการใช้เฟทติโค้ทเพื่อเสริมให้กระโปรงมีโวลุ่มเพื่อแสดงถึงสง่างามและความอ่อนหวาน

เครื่องประดับก็มีบทบาทสำคัญในการเสริมความสง่างาม เช่นหมวกซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งหมวกปีกกว้าง หมวก pillbox และเครื่องประดับผมที่ช่วยเพิ่มรายละเอียดในเครื่องแต่งกาย รวมถึงถุงมือสำหรับกลางวันและงานพิธีการ ถุงมือสั้นเป็นที่นิยมในเวลากลางวัน ขณะที่ถุงมือยาวนิยมใช้ในงานกลางคืน

คอลเลกชันแฟชั่นนี้สร้างสรรค์ขึ้นมา จากแรงบันดาลใจจาก นวนิยายเรื่อง รัตนาวดี ซึ่งผมให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้านแฟชั่นในทุกด้านเพื่อให้ได้ภาพและเครื่องแต่งกายที่สง่างามและสมจริง ภาพเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยการใช้โมเดล LoRA ที่ถูกฝึกจากภาพถ่ายประวัติศาสตร์จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภาพแฟชั่นจากพิพิธภัณฑ์ V&A และ The Met รวมถึงภาพแฟชั่นจากไอคอนดังชื่อเช่น Audrey Hepburn และใช้ฉากหลังเป็นกรุงลอนดอนตามท้องเรื่อง จากการใช้ดาต้าเซ็ตเหล่านี้ ทำให้สามารถนำเสนอแฟชั่นยุค 1950 อย่างมีชีวิตชีวา โดยเชื่อมโยงความสง่างามแบบดั้งเดิมกับสไตล์ที่เป็นไอคอนนิคของทศวรรษ 1950

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

การฟื้นฟูอียิปต์ในแฟชั่นยุค 1920: การค้นพบสุสานตุตันคามุนและอิทธิพลต่อแฟชั่น

การฟื้นฟูอียิปต์ในแฟชั่นยุค 1920: การค้นพบสุสานตุตันคามุนและอิทธิพลต่อแฟชั่น

การค้นพบสุสานตุตันคามุนโดยโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) ในปี 1922 ได้ก่อให้เกิดความหลงใหลในอียิปต์โบราณทั่วโลก ซึ่งมีผลอย่างมากต่อแฟชั่นในยุค 1920 ความหลงใหลในอียิปต์หรือที่เรียกว่า "Egyptomania" ได้แผ่กระจายไปหลากหลายวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบในการรวบรวมเอาลวดลายอียิปต์เข้ามาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในผลงานของตนเอง 

ยุค 1920 เป็นทศวรรษที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการแต่งกายที่รัดรึงจากสมัยเอ็ดวอร์เดียน ไปสู่การยอมรับสไตล์แฟลปเปอร์ที่เป็นอิสระ ซิลลูเอทที่เรียบง่าย และเป็นทรงเลขาคณิต ซึ่งสอดคล้องกับความงามของศิลปะอียิปต์โบราณ ที่เน้นเส้นที่สะอาดและรูปทรงที่เป็นเลขาคณิต

นักออกแบบแฟชั่นชั้นนำอย่าง พอล ปัวเรต์ (Paul Poiret) และ ฌาน ล็องแวง (Jean Lanvin) ต่างได้แรงบันดาลใจจาก Egyptomania โดยเแพาะเครื่องประดับที่ประณีต งานแกะสลักที่ละเอียดอ่อน และลวดลายแบบอียิปต์โบราณที่พบพร้อมสมบัติของสุสานตุตันคามุน 

ปัวเรต์ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านการออกแบบที่ปฏิวัติวงการแฟชั่น โดยปลดปล่อยผู้หญิงจากการสวมคอร์เซต ได้ผสมผสานลวดลายอียิปต์เข้ากับเสื้อผ้าที่มีลักษณะโค้งมนและผ่อนคลายที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ในทำนองเดียวกัน ล็องแวง ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการออกแบบที่หรูหราและสง่างาม ได้นำการปักและการประดับลูกปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอียิปต์มาใช้ในการออกแบบชุดที่ทั้งทันสมัยและเชื่อมโยงกับอดีตอันโบราณ 

ศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่กำลังเฟื่องฟูในขณะนั้น ก็สามารถเข้ากันได้ดีกับลวดลายอียิปต์ จนนำไปสู่การสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ทั้งทันสมัยและเต็มไปด้วยการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ชุดแฟลปเปอร์ที่มีลวดลายเรขาคณิต และการออกแบบที่คล้ายกับลวดลายอียิปต์โบราณ กลายเป็นงานออกแบบที่ได้รับความนิยมมากของแฟชั่นในสมัยนั้น 

บุคคลสำคัญของการแต่งกายสไตล์นี้คือ เอลซี เดอ วูลฟ์ (Elsie de Wolfe) นักออกแบบภายในที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกันและเป็นบุคคลในสังคมชั้นสูง ที่รู้จักกันในนามเลดี้ เมนเดิล (Lady Mendel) หลังจากแต่งงาน เธอมักจะถูกถ่ายภาพในชุดเดรสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ มิวอีกคนที่มีชื่อเสียงคือ มารี-หลุยส์ ดัชเชสแห่งวาเลนตินัวส์ (Marie-Louise, Duchess of Valentionnes) ชาวฝรั่งเศสและลูกสาวของนักการเมืองชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น ผู้หญิงเหล่านี้ พร้อมกับอีกหลายๆคนในสังคมชั้นสูง มีส่วนช่วยให้กระแสการฟื้นฟูแฟชั่นแบบอียิปต์โบราณเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง 

AI แฟชั่น คอลเล็คชั่นนี้เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจจากกระแสแฟชั่นอียิปต์โบราณ ด้วยการตีความให้เป็นเป็นแฟชั่นไทยในยุค 1920 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนปลาย ซึ่งถูกปรับให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของไทยในยุคนั้น โดยเฉพาะการใช้ผ้ายกดิ้นทองที่สะท้อนถึงความหรูหราและความสง่างาม ซึงเข้ากันได้ดีกับความอลังการของสถาปัตยกรรมไทยที่เต็มไปด้วยสีทองและลวดลายประณีตในงานศิลปะ เป็นงานออกแบบที่ลงตัวระหว่างแฟชั่นและสถาปัตยกรรมไทยในยุคนั้น

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #flux 

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ศิราภรณ์ขนนกกระเต็นของสตรีสูงศักดิ์แห่งราชวงศ์ชิง

มงกุฎเปลวเพลิงสีฟ้า: ศิราภรณ์ขนนกกระเต็นของสตรีสูงศักดิ์แห่งราชวงศ์ชิง

ในพระราชสำนักแห่งราชวงศ์ชิงของจีน อันเต็มไปด้วยระเบียบแบบแผนแห่งความงาม เครื่องประดับของเครื่องแต่งกายที่โดดเด่นและเปี่ยมด้วยสัญลักษณ์อันสูงส่ง คือ เครื่องประดับศีรษะหรือศิราภรณ์ที่เรียกว่า ไต้จื่อ (钿子, dianzi) ที่สตรีชั้นสูงในราชสำนักสวมใส่ ด้วยโครงสร้างที่ประณีต ประดับและตกแต่งด้วยขนนกกระเต็นน้อย สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ที่ระยิบระยับเมื่อต้องแสง สวมใส่พร้อมกับเครื่องประดับล้ำค่าอื่น ๆ ทำให้เครื่องศีรษะชิ้นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอันสง่างามแห่งจักรพรรดินีหรือฮองเฮา 皇后 - huánghòu

ภาพในบทความนี้คือส่วนหนึ่งของคอลเลกชันที่ผมสร้างขึ้นผ่าน โมเดล AI แบบ LoRA (Low-Rank Adaptation) ที่ได้รับการฝึกจากชุดข้อมูลภาพถ่ายที่มีความละเอียดสูงของศิราภรณ์ที่เรียกว่า ไต้จื่อ จากพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก เป็นการผสมผสานระหว่าง เทคโนโลยีแฟชั่น, การอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ในเชิงดิจิทัล, และ การออกแบบร่วมสมัยผ่านมุมมองสร้างสรรค์

รากเหง้ามาจากแมนจู: เครื่องศีรษะแห่งอัตลักษณ์และชนชั้น

ชาวแมนจูผู้สถาปนาราชวงศ์ชิงในปี ค.ศ. 1644 นำวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่างจากชาวฮั่นมาสู่ราชสำนัก หนึ่งในความแตกต่างที่เด่นชัด คือ สตรีแมนจู ไม่รัดเท้า แบบสตรีฮั่น และเลือกแสดงสถานะผ่านเครื่องแต่งกายศีรษะแทน

ศิราภรณ์ไต้จื่อไม่ได้มีสีทองตามที่หลายแหล่งเข้าใจผิด แต่กลับเปล่งประกายด้วย สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ของขนนกกระเต็น ซึ่งเป็นการตกแต่งด้วยเทคนิคโบราณที่เรียกว่า tian-tsui (点翠) หรือ "แต้มขนนก" ซึ่งสื่อถึงศักดิ์ศรีและชาติกำเนิดอันสูงส่งของผู้สวมใส่

ศิลปะ “แต้มขนนก” (Tian-tsui 点翠)

ความงามของศิราภรณ์ไต้จื่อไม่ได้มาจากการทาสีลงไปบนโลหะที่เป็นโครงของเครื่องประดับ แต่เป็นการประดับด้วย ประดับและตกแต่งด้วยขนนกกระเต็น ซึ่งสะท้อนแสงด้วยโครงสร้างของนกแต่ละเส้น ศิลปะ “แต้มขนนก” นี้ต้องใช้ความประณีตสูง และสงวนไว้เฉพาะสตรีระดับสูงในราชสำนักเท่านั้น

ขั้นตอนการสร้าง:

  • ขึ้นโครงโลหะ ด้วยทอง เงิน หรือทองแดง เป็นลวดลายดอกโบตั๋น นกฟีนิกซ์ หรือเถาวัลย์มงคล

  • เลือกขนและติดด้วยกาวธรรมชาติ เช่น กาวปลาหรือยางไม้ เพื่อไม่ให้ขนเสียความเงางาม

  • ประดับเพิ่มเติม ด้วยไข่มุก หยก ปะการัง และเครื่องเคลือบลาย ทำให้เครื่องศีรษะมีมิติและอ่อนช้อยมากยิ่งขึ้น

เฉดสีฟ้าที่ได้จากขนนกกินปลามีลักษณะพิเศษที่ยากจะเลียนแบบ เป็นเครื่องหมายของอำนาจ ความมั่งคั่ง และความงามอันสูงส่งในราชสำนัก

ความงามที่แลกมาด้วยชีวิต: การค้าขายขนนกกับการสูญพันธุ์

ความนิยมในงานแต้มขนนกทำให้เกิดการล่า นกกระเต็นน้อย ในจีน เวียดนาม ลาว และไทย เพื่อนำขนมาผลิตเครื่องประดับให้กับชนชั้นสูงในราชสำนักชิง การล่านี้ส่งผลให้ประชากรนกกระเต็นน้อยในบางพื้นที่ ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว หรือจนเกือบสูญพันธุ์ การค้าขายนกกระเต็นน้อยกลายเป็นธุรกิจที่สร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม สมัยปัจจุบันจึงยกเลิกการใช้ขนจริงแทบทั้งหมด และใช้วัสดุเทียมหรือวิธีจำลองทางดิจิทัลแทน

แฟชั่นสตรีในราชสำนักแห่งราชวงศ์ชิง: ภาษาแห่งอำนาจจากเครื่องแต่งกาย

การแต่งกายของสตรีในราชสำนักแห่งราชวงศ์ชิง เป็นระบบการแต่งกายที่ละเอียดอ่อน และแต่งต่างกันตามยศของเจ้านายฝ่ายใน สตรีชั้นสูงจะสวมชุด เฉาเฝา (朝服) หรือ เฉาเผ่า (朝袍) ที่มีลวดลายมังกร กลีบเมฆ และสัญลักษณ์มงคลต่างๆ

  • สีสัน บ่งบอกชนชั้น สีเหลืองจักรพรรดิสงวนไว้ให้ฮองเฮาเท่านั้น ส่วนสีม่วง แดง น้ำเงิน สงวนไว้สำหรับสนมชั้นรอง

  • เครื่องประดับ เช่น สร้อยลูกปัดยาว (chaozhu), ตุ้มหูหยก, รองเท้าผ้าไหม และแน่นอนว่า เครื่องประดับศีรษะ แบบศิราภรณ์ไต้จื่อ คือจุดเด่นที่สุด

  • ทรงผม มักถักแน่นและยกสูง เพื่อรองรับน้ำหนักของเครื่องประดับศีรษะ

ภาพในบทความนี้ เป็นผลลัพธ์ของการ ฝึกโมเดล AI ด้วย Flux LoRA โดยใช้ภาพของเครื่องประดับศรีษะจากพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในโลก เพื่อฝึกให้ AI เข้าใจโครงร่างของศิราภรณ์ไต้จื่อแห่งราชวงศ์ชิง

  • แหล่งข้อมูล: พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม (ปักกิ่ง), British Museum, Victoria & Albert Museum, Metropolitan Museum of Art และพิพิธภัณฑ์เอกชน

  • เป้าหมาย: สร้างภาพแฟชั่นของศิราภรณ์ไต้จื่อ ของสตรีสูงศักด์แห่งราชวงศ์ชิงในรูปแบบที่ใกล้เคียงประวัติศาสตร์ที่สุด ทั้งในแง่โครงสร้าง สัดส่วน ลายปัก สี และเครื่องประดับ

จากวังหลวงสู่หน้าจอ: แรงบันดาลใจจากซีรีส์ “Ruyi’s Royal Love in the Palace”

ซีรีส์เรื่อง Ruyi’s Royal Love in the Palace (如懿传) ซึ่งออกอากาศในปี ค.ศ. 2018 ได้ฟื้นคืนความสง่างามของเครื่องแต่งกายของราชวงศ์ชิงอีกครั้ง ชุดของตัวละคร โดยเฉพาะศิราภรณ์ไต้จื่อ ถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อสื่อถึงสถานะ อำนาจ และอารมณ์ในแต่ละฉาก

ในคอลเลกชัน AI ของผม ผมพยายามนำจิตวิญญาณของความงามเชิงประวัติศาสตร์นั้นกลับมาอีกครั้ง ด้วยการผสมผสาน ข้อมูลเชิงพิพิธภัณฑ์, เทคโนโลยี AI, และ การออกแบบภาพด้วยเทคโนโลยีร่วมสมัย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโลกอดีตกับปัจจุบัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นแบบตะวันตกยุคแรกแห่งสยาม: แฟชั่นสตรีไทยในต้นรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2413–2433) 1870s-1880s

แฟชั่นแบบตะวันตกยุคแรกแห่งสยาม: แฟชั่นสตรีไทยในต้นรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2413–2433) 1870s-1880s

ในช่วงทศวรรษแรกแห่งรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) สยามกำลังยืนอยู่ ณ ห้วงเวลาของ ประเพณีกับความทันสมัย พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เสด็จขึ้นครองราชย์หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระราชบิดาในปี พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1868) ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา ท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก พระองค์ทรงดำเนินนโยบายปรับตัวอย่างระมัดระวัง ทั้งในด้านการทูต การปกครอง และวัฒนธรรม เพื่อธำรงเอกราชของสยามให้มั่นคง

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้นำไปสู่พัฒนาการที่น่าสนใจในแวดวงเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะในราชสำนักฝ่ายใน ซึ่งเกิดเป็นการผสมผสานกันอย่างประณีตระหว่าง โครงเสื้อแบบตะวันตกกับรสนิยมไทย นำมาสู่รูปแบบแฟชั่นที่สะท้อนตัวตนแห่งยุคสมัย และนั่นคือหัวใจของ คอลเลกชันภาพที่สร้างโดย AI ชุดนี้

อัตลักษณ์ใหม่ผ่านเครื่องแต่งกาย: เมื่อแฟชั่นราชสำนักกลายเป็นศิลปะถ้อยแถลงทางวัฒนธรรม

ในช่วงทศวรรษ 2410 (ค.ศ. 1870s) ขณะที่อังกฤษกำลังขยายอำนาจในพม่า และฝรั่งเศสเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลในเขมรและเวียดนาม สยามเลือกแนวทางการปรับตัวอย่างมียุทธศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จประพาสต่างประเทศ ทั้งที่สิงคโปร์ ชวา และบริติชอินเดีย ขณะนั้น บริติชอินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) ซึ่งในปี พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ได้ทรงรับพระราชสมัญญาว่า จักรพรรดินีแห่งอินเดีย (Empress of India) อย่างเป็นทางการ ส่วนในภูมิภาคอินโดจีน จักรวรรดิฝรั่งเศสภายใต้รัชสมัยของ พระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปป์ (สิ้นสุดในปี 1848) และต่อมาโดย นโปเลียนที่ 3 (Napoleon III)(ค.ศ. 1852–1870) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สาม ได้ขยายอำนาจเข้าครอบครองเวียดนาม เขมร และลาว จนกลายเป็น อินโดจีนฝรั่งเศส (French Indochina) ในเวลาต่อมา การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเสด็จเยือนบริติชอินเดีย จึงไม่เพียงเพื่อการเรียนรู้ แต่ยังสะท้อนการสร้างสมดุลทางอำนาจกับจักรวรรดิยุโรปทั้งสอง

ท่ามกลางฉากหลังทางการเมืองนี้ ภาพลักษณ์ของพระราชสำนักกลายเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจละมุน (soft power) การแต่งกายของฝ่ายในโดยเฉพาะ บรรดาเจ้าจอมและพระมเหสี ได้เปลี่ยนแปลงไปเพื่อสะท้อนทั้งความเปิดรับโลกตะวันตกและความเป็นไทยที่ยังหยั่งรากลึก ซึ่งเห็นได้ชัดจากการประยุกต์ใช้ เสื้อลูกไม้แบบตะวันตก (bodice) ควบคู่กับ โจงกระเบน และ สไบ

AI กับการสืบค้นแฟชั่นในอดีต: ฟื้นคืนความงามที่เลือนหาย

คอลเลกชันนี้ถูกสร้างขึ้นจาก โมเดล AI แบบ LoRA (Low-Rank Adaptation) โดยใช้ชุดข้อมูลหลักจากสองแหล่งสำคัญ ได้แก่:

  • ภาพถ่ายขาวดำจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งบันทึกภาพของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ในรัชกาลที่ 5

  • แฟชั่นสตรีจากยุโรปในช่วง ค.ศ. 1870–1880 โดยเฉพาะชุดยุค Second Bustle ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ เสื้อรัดรูป การสวมกระโปรงแบบโครงหางกระรอก

การเริ่มต้นคอลเล็คชั่นนี้เริ่มด้วยการลงสีภาพโบราณด้วย AI แล้วจึงพัฒนาแบบจำลองทางภาพที่สะท้อนสไตล์ ลูกผสมระหว่างความหรูหราแบบตะวันตกและอัตลักษณ์แบบสยาม

องค์ประกอบแฟชั่นสำคัญในคอลเลกชัน

  1. เสื้อบอดีซ์ (bodice)/เสื้อลูกไม้แบบตะวันตก
    เสื้อบอดีซ์แบบตะวันตกถูกปรับให้เหมาะกับอากาศร้อน โดยใช้ผ้าสีอ่อน เช่น ผ้าไหมไทย ผ้าฝ้าย ลูกไม้ปักมือ และคาดว่ามีการสวมคอร์เซ็ตแบบตะวันตก

  2. สไบและโจงกระเบน
    สไบ ยังคงสวมแบบดั้งเดิม คือพันรอบตัวแล้วพาดไหล่ซ้าย ส่วน โจงกระเบน ใช้แทนกระโปรงสุ่มแบบยุโรป โดยยังคงความสง่างามของซิลูเอตไว้

  3. ถุงเท้าและรองเท้า
    สตรีราชสำนักสวม ถุงเท้าลูกไม้ปักลวดลาย คู่กับ รองเท้าหนังปิดส้นหรือรองเท้าส้นเตี้ย ซึ่งสะท้อนความหรูหราและความคล่องตัวอย่างไทย

  4. ทรงผม “ดอกกระทุ่ม”
    ผมตัดสั้น เรียบง่าย ไม่แต่งเติมมาก เรียกว่า “ทรงดอกกระทุ่ม” เป็นทรงผมหลักของสตรีฝ่ายในในช่วงนี้ สะท้อนความเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยกิริยางามตามแบบไทย

บริบททางวัฒนธรรม: แฟชั่นในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน

แฟชั่นในยุคนี้มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับบริบททางสังคมและการเมือง:

  • การปฏิรูปการปกครอง: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงริเริ่มการปฏิรูปด้านภาษีและการบริหาร ทำให้บทบาทของชนชั้นขุนนางเปลี่ยนแปลง

  • การเผยแพร่วิทยาการตะวันตก: การศึกษาภาษาต่างประเทศ วิชาการตะวันตก และวิทยาศาสตร์เริ่มถูกสถาปนาในหมู่ราชสำนัก

  • บทบาทสตรีในสังคมไทย: เจ้านายฝ่ายในทรงมีบทบาทในด้านการแพทย์ การศึกษา และการอนามัย ดังเช่น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีทรงดำรงตำแหน่งองค์สภาชนนีสภาอุณาโลมแดง อันเป็นชื่อแรกของสภากาชาดไทยเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งในต้นรัชกาลที่ 5 

  • การทูตกับชาติตะวันตก: เครื่องแต่งกายกลายเป็น “ภาษา” ที่สยามใช้แสดงอารยธรรมและความก้าวหน้า เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส

คอลเลกชัน AI นี้มีความหมายอย่างไร?

คอลเลกชันนี้มิใช่เพียงจินตนาการหรือแฟชั่นย้อนยุค แต่คือผลงานที่เกิดจากการ ศึกษา สังเคราะห์ และตีความทางประวัติศาสตร์ด้วยเครื่องมือ AI อย่างมีจริยธรรม โดยผสมผสานข้อมูลจริงจากภาพถ่ายและเครื่องแต่งกายตามแฟชั่นในอดีต แฟชั่นสามารถช่วยในการตีความและการศึกษา และยังเป็นเสมือน ภาษาของทั้งด้านการเมือง และวัฒนธรรม ได้อย่างงดงาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เสื้อทรงแขนหมูแฮมในยุควิกตอเรียและอิทธิพลต่อราชสำนักไทยในช่วงทศวรรษ 1890

เสื้อทรงแขนหมูแฮมในยุควิกตอเรียและอิทธิพลต่อราชสำนักไทยในช่วงทศวรรษ 1890

เสื้อทรงแขนหมูแฮม: สัญลักษณ์แห่งแฟชั่นวิกตอเรีย

แขนหมูแฮมถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของแฟชั่นยุคปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามและความประณีตของยุควิกตอเรีย ลักษณะเด่นของแขนหมูแฮมคือความพองโตบริเวณต้นแขนที่ค่อย ๆ แคบลงจนแนบชิดที่ข้อมือ ซึ่งช่วยสร้างภาพเงา (silhouette) ที่ดูโดดเด่นและสง่างาม แขนหมูแฮมได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุคโรแมนติกในทศวรรษ 1830 ก่อนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในยุควิกตอเรีย

ช่วงทศวรรษ 1890 (พ.ศ. 2433–2442) แขนหมูแฮมถือเป็นแฟชั่นที่โดดเด่นเพียงทศวรรษเดียว โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1895 (พ.ศ. 2438) แขนเสื้อได้พัฒนาให้มีความพองโตที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามและความหรูหราของแฟชั่นในยุคนั้น โดยแขนหมูแฮมมักจับคู่กับเสื้อคอร์เซ็ตที่รัดแน่นและกระโปรงทรงเอไลน์ สร้างภาพลักษณ์ที่เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งตามอุดมคติของความงามในยุควิกตอเรีย

การผสมผสานแฟชั่นตะวันตกเข้าสู่ราชสำนักไทย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ประเทศสยามอยู่ในช่วงของการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัย รวมถึงการรับวัฒนธรรมและแฟชั่นตะวันตกเข้ามา อิทธิพลเหล่านี้ขยายไปถึงการแต่งกายในราชสำนักฝ่ายใน ซึ่งสมาชิกในฝ่ายในได้ปรับใช้แฟชั่นจากตะวันตกเข้ากับเครื่องแต่งกายไทยแบบดั้งเดิมจนเกิดเป็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ แขนหมูแฮมกลายเป็นจุดเด่นของแฟชั่นในราชสำนัก ซึ่งแสดงถึงการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและมรดกทางวัฒนธรรม

มีความเป็นไปได้ว่าการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 ในปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) มีส่วนสำคัญต่อการนำแฟชั่นแขนหมูแฮมเข้าสู่ราชสำนักไทย พระองค์อาจทรงนำแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุโรปกลับมาหรือสั่งตัดเสื้อผ้าสำหรับพระราชทานแก่ฝ่ายใน พร้อมทั้งแฟชั่นของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในสยามในช่วงเวลานั้น ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมของแฟชั่นในยุคนั้น

สตรีในราชสำนักฝ่ายในได้ผสมผสานเสื้อสไตล์วิกตอเรียที่มีแขนหมูแฮมเข้ากับโจงกระเบน จนเกิดเป็นการแต่งกายที่งดงามและมีเอกลักษณ์ แขนเสื้อที่พองโตช่วยเพิ่มความสง่างาม ในขณะที่โจงกระเบนยังคงสะท้อนถึงความเป็นไทย ชุดเหล่านี้มักตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี พร้อมด้วยการปักลวดลายที่ละเอียดอ่อนซึ่งผสมผสานระหว่างความงดงามแบบตะวันตกและศิลปะไทย

การฟื้นฟูประวัติศาสตร์ด้วย AI

เพื่อรักษาและเฉลิมฉลองการผสมผสานแฟชั่นที่น่าสนใจนี้ ผมได้เริ่มโครงการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างภาพที่สะท้อนถึงความงดงามของราชสำนักไทยในช่วงทศวรรษ 1890 โดยใช้ภาพถ่ายเก่าของสตรีในราชสำนักเป็นฐานข้อมูล ผมได้ทำการปรับแต่งสีภาพเหล่านี้เพื่อเผยให้เห็นถึงความงดงามของผ้าไหมและรายละเอียดของแขนหมูแฮม

ภาพที่ปรับแต่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในโมเดล AI เพื่อจำลองภาพโครงร่างเงาของแฟชั่นยุควิกตอเรียในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์แบบไทย ผลลัพธ์ที่ได้เผยให้เห็นถึงความงดงามของเนื้อผ้า สีสันที่สดใส และรูปทรงของแขนหมูแฮมที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับองค์ประกอบไทยดั้งเดิม

มรดกแห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรม

แขนหมูแฮมถือเป็นแฟชั่นในช่วงเวลาที่สั้นๆในประวัติศาสตร์แฟชั่นยุควิกตอเรีย ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมและนวัตกรรมในยุคนั้น อิทธิพลของแฟชั่นแขนหมูแฮมต่อราชสำนักไทยในทศวรรษ 1890 แสดงถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ซึ่งแฟชั่นกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงความงามจากสองวัฒนธรรม การใช้เทคโนโลยี AI ในการฟื้นฟูแฟชั่นเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถอนุรักษ์ความงดงามและเผยแพร่มรดกนี้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมต่อไป

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เพราะรัฐธรรมนูญเปิดทางให้สตรีสยามเฉิดฉาย

เพราะรัฐธรรมนูญเปิดทางให้สตรีเฉิดฉาย

รู้จัก “กันยา เทียนสว่าง” นางสาวสยามคนแรกของไทย
ในวันที่ “ผู้หญิง” กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย

“กันยา เทียนสว่าง” คือหญิงสาวผู้ได้รับตำแหน่ง นางสาวสยามคนแรกของประเทศ ในปี พ.ศ. 2477 ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยได้จัดงานฉลองครบรอบ 2 ปีรัฐธรรมนูญ และได้ริเริ่มการประกวด “นางสาวสยาม” เป็นครั้งแรก ณ สวนสราญรมย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสโมสรคณะราษฎรในเวลานั้น

กันยา เทียนสว่าง ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 21 ปี เข้าร่วมประกวดในนามของจังหวัดพระนคร และเป็นหนึ่งใน 50 สาวงามที่ขึ้นเวทีประชันความงามในค่ำคืนวันที่ 10 ธันวาคม โดยการประกวดตัดสินผลในคืนวันที่ 12 ธันวาคม เธอทำงานเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนประชาบาลทารกานุเคราะห์ และสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวัดสังเวช โรงเรียนราชินี และโรงเรียนสตรีวิทยา

กันยาเกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2457 ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เดิมชื่อ “เจียเป็งเซ็ง” ชื่อเล่นว่า “ลูซิล” เพราะมีใบหน้าคม จมูกโด่งดูคล้ายชาวตะวันตก เธอเป็นธิดาคนโตของนายสละ เทียนสว่าง นายท่าเรือที่ท่าเขียวไข่กา บางกระบือ และนางสนอม เทียนสว่าง ซึ่งเป็นสตรีเชื้อสายมอญ

การประกวดในครั้งนั้นได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากประชาชนทั่วประเทศ เพราะเป็นกิจกรรมใหม่ที่เปิดโอกาสให้สตรีไทยได้แสดงตัวตนต่อสาธารณชนในสังคมประชาธิปไตย โดยมีหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลสำคัญ เช่น พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เจ้าพระยารามราฆพ และได้รับการดูแลเรื่องเครื่องแต่งกายโดยหม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา

รางวัลที่เธอได้รับประกอบด้วย มงกุฎเงินประดับเพชร หุ้มผ้ากำมะหยี่ปักดิ้นเงิน ล็อกเก็ตทองคำ ขันเงินสลักคำว่า "นางสาวสยาม ๗๗" เข็มกลัดทองคำลงยาอักษร “รัฐธรรมนูญ ๗๗” และเงินสด 1,000 บาท (ซึ่งต่อมาทางรัฐบาลขอรับคืนเพื่อบริจาคสมทบทุนการทหาร) มงกุฎของเธอภายหลังได้สูญหายเนื่องจากถูกขโมยในช่วงก่อนที่เธอจะเข้าพิธีสมรส

แม้จะได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติ แต่การประกวดของกันยาในครั้งนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่ญาติผู้ใหญ่ เนื่องจากเธอไปประกวดโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และด้วยคติความเชื่อของชาวมอญในสมัยนั้น การขึ้นเวทีแสดงตนในที่สาธารณะยังถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

หลังพ้นจากตำแหน่ง กันยาได้เข้าทำงานที่หอสมุดแห่งชาติ และได้พบกับ ดร. สุจิต หิรัญพฤกษ์ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งคู่สมรสกันเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2486 โดยมีนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพในพิธี

ชีวิตสมรสของกันยาเปี่ยมด้วยความรักและความเข้าใจ เธอมีบุตรธิดาทั้งหมด 5 คน ได้แก่ สุกันยา (นิมมานเหมินท์), ทินกร, สุจิตรา, สุวิชา และสุชาติ ดร. สุจิต ต่อมาได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี และเป็นตัวแทนไทยในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งแรก โดยดำรงตำแหน่งโฆษกฝ่ายไทยประจำสำนักงานใหญ่ UN ที่นิวยอร์ก

ครอบครัวของเธอยังได้ดำเนินกิจการเพาะเลี้ยงไข่มุก “นาคาไข่มุก” บนเกาะนาคา จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม งานประกวดนางสาวสยามในบริบทของงานฉลองรัฐธรรมนูญต้องยุติลงในปี พ.ศ. 2497 เนื่องจากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมต่อเนื่องได้ จึงปิดฉากงานเฉลิมฉลองที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพและบทบาทสตรีในสังคมประชาธิปไตยไทยไปในที่สุด

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พัสตราภรณ์สยามในสมัยรัชกาลที่ ๖ (ตอนที่ ๓)

พัสตราภรณ์สยามในสมัยรัชกาลที่ ๖ (ตอนที่ ๓)

จินตนาการถึงกรุงเทพฯ ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว — โลกคู่ขนานที่สังคมไทยรับเอาแฟชั่นตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในบริบทไทยได้อย่างวิจิตรบรรจง คอลเลกชันนี้ถ่ายทอดจินตนาการนั้น ด้วยการผสานความงามของศิลปะแบบอาร์ตเดโคในยุค 1920 เข้ากับโครงร่างเสื้อผ้าแบบไทย และงานหัตถศิลป์อันประณีตงดงาม

คอลเลกชันนี้มี สองโครงร่างสำคัญ ที่โดดเด่น: โครงร่างแรกได้แรงบันดาลใจจากการแต่งกายแบบไทยดั้งเดิม คือ โครงร่างเส้นตรงคล้ายการนุ่งผ้าซิ่น ซึ่งมีรูปทรงตรง เรียบง่าย สง่างาม โดยชุดในสไตล์นี้ประดับด้วยลวดลายปักละเอียด และการปักลูกปัดวิจิตร พร้อมสายสะพายผ้าไหมที่พาดไหล่ สะท้อนความงามของการแต่งกายชั้นสูงในสังคมไทย
โครงร่างที่สองเป็นการนำเสนอ แฟชั่นตะวันตกยุค 1920 ซึ่งมีลักษณะ ชายกระโปรงบานเป็นชั้น ผ้าชีฟอง และความเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ แบบแฟลปเปอร์ ชุดเดรสประดับด้วยงานลูกปัดและผ้าหรูหรา ตัดเย็บอย่างวิจิตรบรรจง ถ่ายทอดบรรยากาศของความสนุกสดใสในแบบตะวันตก แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามแบบไทย

สองโครงร่างนี้ — รูปทรงผ้าซิ่นแบบเส้นตรงของไทย และเดรสแฟลปเปอร์ที่มีชีวิตชีวาของตะวันตก — ผสานกันอย่างกลมกลืน ถ่ายทอดเรื่องราวของยุคสมัยที่ไทยเปิดรับโลกสมัยใหม่โดยยังรักษารากเหง้าของตนเอง

บรรยากาศของกรุงเทพฯ ในยุค 1920 — เมืองที่กำลังตื่นตัวกับความทันสมัย แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ — ถูกถ่ายทอดผ่านงานออกแบบในคอลเลกชันนี้อย่างชัดเจน ชุดเดรสประดับด้วยงานปักและงานประดับลูกปัดอันวิจิตร ผสมผสานลวดลายเรขาคณิตและสีเมทาลิคแบบศิลปะแบบอาร์ตเดโคอย่างลงตัว

สำหรับเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ คอลเลกชันนี้นำเสนอแฟชั่นสากลแบบ evening dress ยุค 1920 ด้วยชุดสูทแบบ white tie ประกอบด้วยเสื้อโค้ตหางยาว เสื้อกั๊กสีงาช้าง โบว์ไทสีขาว และเสื้อเชิ้ตแบบเป็นทางการ สะท้อนถึงความสง่างามของสุภาพบุรุษสยามที่เปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกในช่วงปลายรัชกาลที่ ๖

อิทธิพลของศิลปะแบบอาร์ตเดโคในแฟชั่นสยาม

ศิลปะแบบอาร์ตเดโค ถือเป็นหนึ่งในขบวนการออกแบบที่ทรงอิทธิพลที่สุดในต้นศตวรรษที่ 20 กำเนิดขึ้นในฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 1910 และรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1920–1930 มีลักษณะเด่นคือรูปทรงเรขาคณิต ความสมมาตร และการเลือกใช้วัสดุหรูหรา อาร์ตเดโคเน้นเส้นตรง มุมแหลม และสีเมทาลิค เช่น สีทอง สีเงิน และสีคอปเปอร์ เป็นการสื่อถึงความก้าวหน้าและความงามแบบโฉบเฉี่ยวในยุคสมัยใหม่

แฟชั่นยุค 1920: ยุคใหม่แห่งความสง่างาม

แฟชั่นในทศวรรษ 1920 เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผู้หญิงเริ่มละทิ้งเสื้อผ้ารัดรึงแบบเดิม หันมาใช้เสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สไตล์แฟลปเปอร์กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคนี้ มีลักษณะเด่นคือ ช่วงเอวต่ำ เดรสยาวระดับเข่า และการตกแต่งหรูหรา ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง เช่น Jeanne Lanvin, Coco Chanel และ Paul Poiret

ในคอลเลกชันนี้ เดรสถ่ายทอดความงามของแฟชั่นอาร์ตเดโค ด้วยงานปัก งานลูกปัด และแอปพลิเคอย่างวิจิตร เครื่องประดับ เช่น สร้อยไข่มุกเส้นยาว ที่คาดผมลูกปัดประดับขนนก ถุงมือผ้าซาติน และรองเท้าส้นสูง ล้วนเสริมให้ลุคโดยรวมสง่างามอย่างถึงขีดสุด

ไฮไลต์ของคอลเลกชัน

หนึ่งในชุดที่โดดเด่นที่สุด คือการนุ่งผ้าซิ่นตีนจกยกดิ้นทอง ต่อด้วยชายผ้าตุ้งติ้งลูกปัดทอง ใส่คู่กับเสื้อบ่าห้อยผ้าแพรยกดิ้นทอง และสร้อยไข่มุกธรรมชาติเม็ดเล็กไม่เท่ากัน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ยกระดับความงดงามของเครื่องแต่งกายให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

คอลเลกชันนี้จึงเป็นการรังสรรค์ภาพแห่งความสง่างามและจิตวิญญาณสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ ในทศวรรษ 1920 ถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ศิลปะแฟชั่นตะวันตกและแฟชั่นไทยโบราณผสานกันได้อย่างงดงามไร้รอยต่อ

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #BurmeseFashionHistory #BurmeseFashionAI #flux #fluxlora

Read More