History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

สงกรานต์ที่สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๗

สงกรานต์ที่สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๗

แฟชั่น ประเพณี และการทำบุญตักบาตรในสมัยรัชกาลที่ ๗

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ มาจาก คุณอู่แก้ว สาณะเสน (Khun Ukaew Sanasen) ซึ่งถ่ายโดยคุณปู่ของเธอ คุณเอื้อ สาณะเสน (Khun Ua Sanasen) เป็นบันทึกภาพอันทรงคุณค่าของงานประเพณีสงกรานต์ ณ สนามหลวง กรุงเทพมหานคร ในช่วงปลายทศวรรษ 2460 ถึงทศวรรษ 2470 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

เครื่องแต่งกายไทยโบราณ

ภาพถ่ายสะท้อนให้เห็นการแต่งกายของชายและหญิงไทยในสมัยรัชกาลที่ ๗ ฝ่ายสตรีนิยมสวม สไบ พาดไหล่คู่กับ ผ้านุ่ง หรือ โจงกระเบน สิ่งที่น่าสนใจคือมีบุคคลที่ดูเป็นผู้ชายแต่แต่งกายในแบบสตรีด้วย สไบ และ ผ้านุ่ง สะท้อนให้เห็นว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์อาจมีธรรมเนียมการแต่งกายข้ามเพศเพื่อความสนุกสนาน หรือสังคมไทยในยุคนั้นมีความยอมรับในความหลากหลายทางเพศอยู่ในระดับหนึ่ง

ฝ่ายบุรุษในภาพถ่ายมีตั้งแต่การสวม เสื้อราชปะแตนสีขาวซึ่งเป็นชุดพิธีการและงานราชการ ไปจนถึงเสื้อผ้าฝ้ายสีพื้นธรรมดาคู่กับ โจงกระเบน โดยเสื้อผ้าสีขาวซึ่งพบได้มากในฝูงชน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อราชปะแตนหรือเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา ล้วนสะท้อนถึงความนิยมในเสื้อผ้าสีอ่อนเพื่อความสบายในฤดูร้อน และช่วยสร้างบรรยากาศสง่างามในงานพิธี

การตักบาตรพระ

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ปรากฏคือการตักบาตร ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน ตรงที่ข้าวสวยจะถูกใส่ลงใน บาตรโดยตรง ไม่ได้บรรจุในถุงพลาสติกหรือภาชนะปิด การถวายแบบนี้สอดคล้องกับพระวินัยโบราณ ที่พระภิกษุจะฉันอาหารทั้งหมดจากในบาตร

ความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่เพียงเป็นบันทึกเหตุการณ์สงกรานต์ในสมัยรัชกาลที่ ๗ (รัชกาลที่ ๗) แต่ยังเป็นหน้าต่างสู่วิถีชีวิตของสังคมไทยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถ่ายทอดทั้งรูปแบบการแต่งกาย พิธีกรรมการตักบาตรที่เปี่ยมด้วยความเคารพ และแง่มุมของการแสดงออกทางเพศที่ช่วยขยายความเข้าใจในสังคมกรุงเทพฯ ก่อนยุคสงคราม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

การบูรณะภาพสำคัญของครอบครัว

การบูรณะภาพสำคัญของครอบครัว

เมื่อคุณสมชาย รีมีชัย ส่งภาพถ่ายเก่าแก่ที่เสียหายค่อนข้างมากของ เทียด (ห่างจากรุ่นปัจจุบันห้าชั่วคน) ให้กับผม เขามิได้มอบเพียงภาพถ่ายหนึ่งภาพ แต่ได้ส่งมอบประวัติครอบครัวอันประเมินค่าไม่ได้ — ภาพถ่ายเพียงใบเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ของคู่สามีภรรยา: สตรีชาวไทยจากอยุธยา และบุรุษชาวมุสลิมจากคลองตะเคียน อยุธยา

ภาพถ่ายหายากนี้มิได้เพียงสะท้อนถึงเชื้อสายของครอบครัว แต่ยังเป็นภาพแทนของความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเมืองอยุธยา การสมรสระหว่างหญิงไทยและชายมุสลิมในยุคนั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองการค้าสำคัญ ที่ชุมชนและขนบธรรมเนียมจากหลากหลายเชื้อชาติหลอมรวมอยู่ร่วมกัน

ภาพถ่ายนี้คงอยู่รอดมาหลายทศวรรษ แต่กลับเกือบถูกทำลายสิ้นจากนำ้และฝน ใบหน้าของฝ่ายหญิงยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ทว่าฝ่ายชายกลับเสียหายไปถึงราว 80% เหลือเพียงดวงตาที่เลือนราง เค้าโครงใบหน้าที่ขาดหาย และช่องว่างขนาดใหญ่ราวกับเหลือเพียงเงา

จากสิ่งที่ยังพอมองเห็นอยู่ ผมสามารถสังเกตเห็นโครงร่างของเสื้อสูทที่มีปกกว้างอย่างชัดเจน (wide lapels) สไตล์ที่โดดเด่นของแฟชั่นสุภาพบุรุษในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 ความกว้างของปกเสื้อที่เด่นชัด ประกอบกับช่วงไหล่เสื้อ บ่งบอกถึงการตัดเย็บที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสแฟชั่นตะวันตกในสยามยุคแรก ๆ จากรายละเอียดเหล่านี้ ประกอบกับความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นของผม ผมจึงคาดว่าภาพถ่ายนี้น่าจะถูกถ่ายขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) หรือช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ซึ่งเป็นยุคที่สูทแบบตะวันตกกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและฐานะทางสังคม

ผมเริ่มการบูรณะใบหน้าด้วยการศึกษาร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น เส้นร่างบาง ๆ ของเบ้าตา เค้าสันจมูก และความลาดเอียงของโหนกแก้ม จากเงื่อนงำเล็กน้อยเหล่านี้ ผมค่อย ๆ ร่างเค้าโครงใบหน้าและโครงกระดูกของท่านขึ้นใหม่ทีละขั้นตอน ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่ได้รับคือท่านเป็นชายชาวมุสลิมและไว้หนวดทรงเสี้ยวจันทร์ ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการสร้างภาพใบหน้าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เทคโนโลยี Generative AI เป็นทั้งข้อได้เปรียบและความท้าทาย แม้จะสามารถช่วยสร้างพื้นผิว สีสัน และความสมมาตรของใบหน้าได้ แต่ก็ยังขาดบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อความถูกต้อง การบูรณะจึงต้องอาศัยการปรับแก้ด้วยมือ ทั้งการปรับสัดส่วนใบหน้า การขัดเกลาโครงสร้าง และการออกแบบสูทให้ตรงกับยุคสมัย จนกระทั่งภาพสุดท้ายมีความสมบูรณ์และดูน่าเชื่อถือ

ภาพที่เสร็จสมบูรณ์ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายที่ถูกปรับแต่ง แต่คือการผสมผสานอย่างประณีตระหว่างการบูรณะดิจิทัล ความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์แฟชั่น และศิลปะ ภาพนี้ได้ฟื้นคืนไม่เพียงแค่ใบหน้า แต่ยังรวมถึงสไตล์และความสง่างามของช่วงเวลาในอดีตที่อาจสูญหายไปตลอดกาล

สำหรับคุณสมชาย นี่ไม่ใช่เพียงการบูรณะภาพถ่าย แต่คือการฟื้นความทรงจำของครอบครัวที่ถูกทำลายด้วยนำ้ สำหรับผม ภาพนี้คือหลักฐานว่าหากเทคโนโลยีถูกใช้ด้วยความเข้าใจในวัฒนธรรม และความเข้าใจประวัติศาสตร์แฟชั่น ก็สามารถเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) – เจ้าเมืองสงขลาคนสุดท้าย (คนที่ ๘)(พ.ศ. ๒๔๓๑–๒๔๔๔ / ค.ศ. 1888–1901)

คอลเล็กชันภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ พระยาวิเชียรคีรี (พระยาวิเชียรคีรีศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ) มีนามเดิมว่า “ชม” ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ ๘ ระหว่างวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ (ค.ศ. 1888) ถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ (ค.ศ. 1904) และเป็นเจ้าเมืองสงขลาคนสุดท้าย

ในภาพถ่ายแรก ท่านสวมเสื้อกระดุมทอง พร้อมสายโซ่นาฬิกาพกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คู่กับโจงกระเบนสีเปลือกมังคุด ถุงน่องสีขาว และรองเท้าหนังสีดำทรงอ็อกซ์ฟอร์ด เครื่องแต่งกายนี้สะท้อนแฟชั่นของบุรุษชนชั้นสูงสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งผสมผสานการตัดเย็บแบบตะวันตกเข้ากับการนุ่งผ้าแบบไทยได้อย่างกลมกลืน

ในภาพถ่ายที่สอง ท่านสวมเสื้อ Morning Coat แบบตะวันตกติดกระดุมทอง ทับเสื้อกั๊กสีเหลืองอ่อน พร้อมสายโซ่นาฬิกาพก โดยยังคงนุ่งโจงกระเบนสีเปลือกมังคุด สวมถุงน่องสีขาว และรองเท้าหนังสีดำทรงอ็อกซ์ฟอร์ดเช่นเดิม เครื่องแต่งกายนี้แสดงให้เห็นการปรับใช้แฟชั่นทางการแบบตะวันตกของชนชั้นสูงสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์การนุ่งผ้าแบบไทย

ภาพถ่ายที่สามเป็นชุดเครื่องแต่งกายแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนเสื้อด้านบนเป็นเสื้อ Frock Coat สีดำแทน

ภาพถ่ายทั้งสามนี้มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะถ่ายเป็นชุดในสตูดิโอถ่ายภาพเดียวกัน เนื่องจากโจงกระเบน ถุงน่อง และรองเท้าเหมือนกันทุกภาพ โดยเปลี่ยนเพียงเสื้อด้านบน อีกทั้งฉากหลังก็เป็นแบบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งยิ่งสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้

พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) เป็นบุตรคนโตของพระยาสุนทรนุรักษ์ (เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา กับคุณหญิงพับ เกิดที่เมืองสงขลาเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๗ (ค.ศ. 1854) ณ บ้านป่าหมาก (ปัจจุบันคือที่ตั้งศาลจังหวัดสงขลา) เมื่ออายุ ๑๑ ปี พ.ศ. ๒๔๐๗ (ค.ศ. 1864) เริ่มศึกษากับเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) และในปีเดียวกันนั้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ รับราชการในตำแหน่งมหาดเล็กหลวงเวรฤทธิ์อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา ๒ ปี ก่อนจะลาออกกลับมาศึกษาวิชาแขนงอื่นที่สงขลา อาทิ วิชาช่างไม้ ยุทธศาสตร์การยิงปืน โหราศาสตร์ แพทยศาสตร์พื้นบ้าน สมุทรศาสตร์การเดินเรือ การถ่ายภาพ ช่างเหล็ก ช่างทอง และการทำแผนที่ โดยเรียนทั้งจากครูไทยและครูชาวต่างประเทศ จนมีความเชี่ยวชาญ

เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี พ.ศ. ๒๔๑๓ (ค.ศ. 1870) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น หลวงวิเศษภักดี (ชม) ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ต่อมาอายุ ๒๑ ปี ลาอุปสมบท ณ สำนักอาจารย์แดง วัดดอนรัก และดำรงสมณเพศจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ (ค.ศ. 1888) จึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็น พระยาสุนทรานุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๑,๕๐๐ และรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา หลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของพระยาวิเชียรคีรี

กระทั่งวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ (ค.ศ. 1890) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาวิเชียรคีรี ศรีสมุทวิสุทธิศักดามหาพิไชยสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ” ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๕,๐๐๐ พร้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ท่านปฏิบัติราชการต่อมาอีก ๑๓ ปี ก่อนจะถูกปลดออกจากตำแหน่งใน พ.ศ. ๒๔๔๔ (ค.ศ. 1901) และได้รับการเลื่อนเป็นจางวางเมืองสงขลา พร้อมพระราชทานเบี้ยบำนาญปีละ ๘,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนเดิมหลายเท่า จนถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ (ค.ศ. 1904) ก็ถึงแก่อสัญกรรมด้วยอายุ ๕๐ ปี

สายตระกูล ณ สงขลา สืบเนื่องมาจากแปดชั่วบรรพบุรุษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๘ (ค.ศ. 1775) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้หลวงสุวรรณคีรี (เหยี่ยง แซ่เฮา) เป็นผู้ปกครองเมืองสงขลา ต่อมาบุตรและหลานได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองต่อเนื่องกันถึง ๘ คน รวมระยะเวลา ๑๒๑ ปี ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีรายนามดังนี้

  1. พระยาสุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง แซ่เฮา) – พ.ศ. ๒๓๑๘–๒๓๒๗ (ค.ศ. 1775–1784)

  2. เจ้าพระยาอินทคีรี (บุญหุ้ย) – พ.ศ. ๒๓๒๗–๒๓๕๕ (ค.ศ. 1784–1812)

  3. พระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) – พ.ศ. ๒๓๕๕–๒๓๖๐ (ค.ศ. 1812–1817) — สายสกุล “โรจนะหัสดิน”

  4. พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) – พ.ศ. ๒๓๖๐–๒๓๙๐ (ค.ศ. 1817–1847)

  5. เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) – พ.ศ. ๒๓๙๐–๒๔๐๘ (ค.ศ. 1847–1865)

  6. เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) – พ.ศ. ๒๔๐๘–๒๔๒๗ (ค.ศ. 1865–1884)

  7. พระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) – พ.ศ. ๒๔๒๗–๒๔๓๑ (ค.ศ. 1884–1888)

  8. พระยาวิเชียรคีรี (ชม) – พ.ศ. ๒๔๓๑–๒๔๔๔ (ค.ศ. 1888–1901)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา) เจ้าเมืองสงขลาคนที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๐๘–๒๔๒๗ / ค.ศ. 1865–1884)

เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา)

คอลเล็กชันภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือรูปของเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา) ถือเป็นภาพเก่าแก่มาก ลำดับต้น ๆ ของสงขลา ที่ได้รับภาพต้นฉบับมาจากคุณธนชัย กปิลกาญจน์

เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) เกิดวันเสาร์ ปีกุน พุทธศักราช ๒๓๕๘ เป็นบุตรของพระยาวิเศษภักดีศรีสมุทรสงคราม (เถี้ยนจ๋ง) เจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ ๓

เดิมได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายจ่าเรศมหาดเล็กหลวง ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระสุนทรานุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระยาสุนทรานุรักษ์ จนกระทั่งปี ๒๔๑๕ ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาวิเชียรคีรี ต่อมาปี ๒๔๑๖ ได้รับพระราชทานตราปฐมจุลจอมเกล้า

เมื่อปี ๒๔๐๘ เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสังข์) ผู้เป็นอาถึงแก่อนิจกรรม ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุนทรานุรักษ์ (เม่น) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เป็นพระยาวิเชียรคีรี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๕,๐๐๐ ไร่ ถือเป็นเจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ ๖ ในสายตระกูล ณ สงขลา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสงขลา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ๓๗ ชั่งเศษ ให้เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) รับสนองพระบรมราชโองการ เป็นแม่กองควบคุมการสร้างพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน บูรณปฏิสังขรณ์ให้สูงใหญ่กว่าเก่า

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ความหลอมรวมทางพหุวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายในสงขลา: สมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย ถึงรัชกาลที่ ๖

ความหลอมรวมทางพหุวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายในสงขลา: ปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖

คอลเล็กชันภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ ถ่ายทอดภาพสังคมพหุวัฒนธรรมของเมืองสงขลาในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) จนถึงรัชกาลที่ ๖ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) ภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับได้รับการปรับปรุงให้มีความคมชัดและมิติสมจริงราวภาพสามมิติ ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูรายละเอียดของภาพ หากยังชุบชีวิตให้กับผู้คนในภาพอย่างมีพลัง ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นถึงสังคมที่คนไทยและคนจีนอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน แต่งงานข้ามเชื้อชาติ และผสมผสานวัฒนธรรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ แตกต่างจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงมีความขัดแย้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมอย่างชัดเจน

ในประเทศมาเลเซีย ภายใต้นโยบาย Bumiputera (“ชาวดินแดน” หรือ “บุตรแห่งแผ่นดิน”) รัฐได้ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูเหนือชาวจีนและชาวอินเดีย ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างยาวนาน ขณะที่สยามกลับเลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่าง ชาวจีนโพ้นทะเลมิได้ถูกมองว่าเป็นพลเมืองชั้นรอง หากแต่ถูกผนวกรวมเข้าสู่สังคมไทยอย่างเต็มที่ หลายคนได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในราชการและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการผสมผสานนี้คือความใกล้เคียงกันทางศาสนา ชาวไทยและชาวจีนส่วนใหญ่ต่างนับถือพระพุทธศาสนา จึงไม่มีความแตกแยกเชิงศาสนาเช่นเดียวกับในประเทศมลายูมุสลิม ที่ความแตกต่างด้านศาสนาอิสลามและพุทธศาสนามักเป็นอุปสรรคต่อการหลอมรวมทางวัฒนธรรม

ในบริบทของคาบสมุทรมลายู แม้จะมีกรณีชุมชนเพอรานากัน (Peranakan หรือ Baba–Nyonya) ซึ่งเกิดจากการแต่งงานระหว่างพ่อค้าชาวจีนโพ้นทะเลกับสตรีมลายูท้องถิ่นในยุคอาณานิคม แต่ในระยะแรกสตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ความแตกต่างทางศาสนาจึงยังคงอยู่ และทำให้การหลอมรวมทางวัฒนธรรมไม่เป็นไปอย่างสมบูรณ์เหมือนในสยามที่ชาวไทยและชาวจีนส่วนใหญ่ต่างนับถือพระพุทธศาสนา ความแตกต่างทางความเชื่อศาสนาในรัฐมลายูมุสลิมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการผสมผสานของสองวัฒนธรรม แม้จะมีการแลกเปลี่ยนทางภาษา อาหาร และเครื่องแต่งกายก็ตาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๙ (1966)

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในทศวรรษ ๒๕๐๐

พระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๙ (1966) โดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันส่วนพระองค์ พระอิริยาบถอันผ่อนคลายและฉากหลังอันเป็นกันเอง สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งพระราชอัธยาศัยส่วนพระองค์ มิใช่การบันทึกภาพตามแบบแผนของราชสำนัก

ฉลองพระองค์ในพระฉายาลักษณ์สะท้อนถึงพระสิริโฉมอันสง่างามควบคู่กับความทันสมัยในสมัยทศวรรษ ๒๕๐๐ โดยเป็น เสื้อแบบลำลอง ตัดจากผ้าไหมลวดลายดอกไม้คอปิด แขนสามส่วน สวมคู่กับ กางเกงขายาวทรงเข้ารูป ซึ่งเป็นการผสมผสานอิทธิพลแฟชั่นตะวันตกสมัยนั้นเข้ากับการผ่อนคลายส่วนพระองค์ พร้อมด้วยพระเกศาทรงพองด้านบน หรือทรงบุพฟอง (Bouffant) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความงามระดับสากลของยุคสมัยนั้น และพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ไอคอนแห่งความงามเหนือกาลเวลา ในทศวรรษ 1960

พระฉายาลักษณ์นี้ซึ่งเดิมเป็นภาพถ่ายขาวดำ ได้รับการ บูรณะและลงสีด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อฟื้นคืนความงาม ความมีชีวิตชีวา และรายละเอียดอันประณีตของต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความถูกต้องและบรรยากาศดั้งเดิม ให้ผู้ชมได้ชื่นชมทั้งศิลปะการถ่ายภาพต้นฉบับ และพระสิริโฉมอันงดงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับพระรูปของ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ จากคุณพชรฌน อ่อนละมัย จึงได้นำมาบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI และได้รับข้อมูลว่า ฉลองพระองค์ในภาพนี้คือเครื่องแบบทหาร กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2425 เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 44 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในสาขารัฐศาสตร์ การปกครอง และประวัติศาสตร์

หลังเสด็จกลับสู่สยาม พระองค์ทรงเข้ารับราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มจากตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง และเจ้ากรมพลังภังค์ (กรมการปกครอง) ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นสมุหเทศาภิบาล และอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ทรงประทับ ณ พระตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา และวังโพธิยายรด จังหวัดนครศรีธรรมราช (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช) อีกทั้งยังทรงตั้งกรมเสือป่ามณฑลนครศรีธรรมราช

ภายหลังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และ อภิรัฐมนตรี อันเป็นบทบาทสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตลอดระยะเวลาราว 15 ปีที่ดำรงตำแหน่งด้านการปกครอง พระองค์ทรงพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมในภาคใต้ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการปกป้องดินแดนจากการคุกคามของอังกฤษ ทำให้แผ่นดินปักษ์ใต้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยมาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง ชาวสงขลาได้พร้อมใจกันสร้างพระอนุสาวรีย์ประดิษฐานบนยอดเขาน้อย วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร) ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติของพระองค์

ทุกวันที่ 8 เมษายน ข้าราชการและประชาชนจะร่วมกันวางพวงมาลาถวายสักการะ ณ พระอนุสาวรีย์ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดีต่อพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบ้านเมืองและประชาชนชาวปักษ์ใต้

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน (ตอนที่ ๒)

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน (ตอนที่ ๒)

หลังจากที่เพจได้ร่วมงานกับ #พิพิธภัฑณ์จังหวัดระนอง ในการบูรณะภาพถ่ายโบราณจากสมุดภาพจังหวัดระนอง และมีหลายภาพเป็นภาพงานมงคลสมรสแบบเพอรานากัน วันนี้ผลเลยอยากนำเสนอภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI เกี่ยวกับการแต่งงานแบบพาราเนอกันมาให้ชมกันอีเป็นครั้งที่ ๒ ครับ

✧ ประวัติศาสตร์แฟชั่นงานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน: การแต่งกายของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ✧

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ถ่ายทอดความงามเหนือกาลเวลาแห่งวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา โดยมีทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายงานแต่งงานเพอรานากันต้นฉบับในคาบสมุทรมลายูช่วงทศวรรษ 1930s หรือสมัยรัชกาลที่ ๗

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างสวยงามและลงตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ วัฒนธรรมเพอรานากัน (Peranakan) หรือที่รู้จักในชื่อ บาบ๋า-ย่าหยา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมลายู โดยเฉพาะในพื้นที่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ภูเก็ต และระนอง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ (๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘)

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘

ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า เพจ AI Fashion Lab

On the occasion of the birthday anniversary of
Her Majesty the Queen Sirikit, The Queen Mother
12 August 2025
Long Live the Queen

With deepest respect
AI Fashion Lab

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซู้เจียง ณ ระนอง) และคุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี (ชิดกิมเหลียน)

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซู้เจียง ณ ระนอง) และคุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี (ชิดกิมเหลียน)

ต้นสกุล “ณ ระนอง” ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๕ – ๒๔๒๐

ภาพคอลเล็คชันนี้ได้รับการบูรณะด้วย AI จากภาพต้นฉบับวาดด้วยดินสอสีเครยอน เป็นภาพของต้นตระกูล “ณ ระนอง” เจ้าเมืองระนองคนที่ ๒ ผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และ #พิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของเจ้าเมืองระนองในยุคแรกเริ่ม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน

หลังจากที่เพจได้ร่วมงานกับ #พิพิธภัฑณ์จังหวัดระนอง ในการบูรณะภาพถ่ายโบราณจากสมุดภาพจังหวัดระนอง และมีหลายภาพเป็นภาพงานมงคลสมรสแบบเพอรานากัน วันนี้ผลเลยอยากนำเสนอภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI เกี่ยวกับการแต่งงานแบบพาราเนอกันมาให้ชมกันอีกครั้งครับ

✧ ประวัติศาสตร์แฟชั่นงานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน: การแต่งกายของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ✧

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ถ่ายทอดความงามเหนือกาลเวลาแห่งวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา โดยมีทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายงานแต่งงานเพอรานากันต้นฉบับในคาบสมุทรมลายูช่วงทศวรรษ 1930s

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างสวยงามและลงตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ วัฒนธรรมเพอรานากัน (Peranakan) หรือที่รู้จักในชื่อ บาบ๋า-ย่าหยา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมลายู โดยเฉพาะในพื้นที่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ภูเก็ต และระนอง

✧ รากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาวเพอรานากัน ✧

เพอรานากันเกิดจากการแต่งงานระหว่างผู้อพยพชาวจีนที่มาตั้งรกรากในคาบสมุทรมลายูกับหญิงพื้นเมืองในท้องถิ่น ลูกหลานชายถูกเรียกว่า “บาบ๋า” และฝ่ายหญิงเรียกว่า “ย่าหยา” โดยชุมชนนี้พัฒนาเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เห็นได้ชัดเจนในภาษา อาหาร สถาปัตยกรรม และ เครื่องแต่งกาย ซึ่งกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นยิ่งในภาคใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

บุคคลสำคัญในระนองในอดีต

ภาพคอลเล็คชันนี้ได้รับการบูรณะด้วย AI เป็นภาพของต้นตระกูลของบุคคลสำคัญในระนอง ด้วยความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และ #พิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของบุคคลสำคัญในระนองในอดีต ภาพทั้งหมดมาจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย ถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ตอนกลาง คอลเล็คชั่นนี้เป็นการบูรณะรูปถ่ายขาวดำโบราณให้คมชัดเหมือนรูปถ่ายแบบสามมิติ และบางภาพเป็นการสร้างสรรค์รูปเหมือนบุคคลในแบบสามมิติจากภาพเขียนดินสอเครยอน

บุคคลในภาพ ตามลำดับจากรูปแรก

  1. นางฉ่ายอ่อง ณ ระนอง ภรรยาของพระยาดำรงสุจิตมหิศรภักดี (คอยู่หงี่ ณ ระนอง) ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. 1909 สมัยรัชกาลที่ ๕) (ภาพจากบ้านเทียนสือ นายศุภพรพงษ์ชัย พรพงษ์ เอื้อเฟื้อภาพ)

  2. นางเลี่ยนฮั้ว อนันตโชค (ลิ่มตั้ง) ภาพยุค ๒๔๖๐ (ค.ศ. 1917 สมัยรัชกาลที่ ๖) (ภาพจากบ้านรัตน์นราทร นายสุพล รัตน์นราทร เอื้อเฟื้อภาพ)

  3. ภาพต้นฉบับเป็นภาพเขียนดินสอเครยอนของนายบุ่นตุ่ย ลิ่มตั้ง ผู้เป็นต้นสกุล ลิ่มตั้ง บิดาของขุนรัตน์นราทร (จิ้นย่าว ลิ่มตั้ง) อดีตกำนันตำบลเขานิเวศน์ ภาพยุค ๒๔๖๐ (ค.ศ. 1917 สมัยรัชกาลที่ ๖) (สมบัติของบ้านรัตน์นราทร นายสุพล รัตน์นราทร เอื้อเฟื้อภาพ)

  4. ภาพต้นฉบับเป็นภาพเขียนดินสอเครยอนของหลวงพิทักษ์ภักดีกิจกุศล หรือ “เถ้าแก่ม้อ แซ่ลิ่ม” อดีตนายอำเภอคนแรกของอำเภอกระบุรี ภาพยุค ๒๔๖๐ (ค.ศ. 1917 สมัยรัชกาลที่ ๖) (สมบัติของโรงเรียนธรรมรัตน์ นางสาวกรรณิการ์ นิยมไทย เอื้อเฟื้อภาพ)

    5. นายบัน ลิ่มเฮ่งฮั่น (นั่ง) ต้นตระกูลลิ่มศิลา และนายอิ่วซิ่น ลิ่มศิลา ชาวทับหลี ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. 1909 สมัยรัชกาลที่ ๕) (ภาพจากบ้านขุนมะมุไมตรี นายบูรณะ ลิ่มศิลา เอื้อเฟื้อภาพ)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี และ คุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี เจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓

ท่านคอซิมก๊อง และ คุณหญิงเจียเหลี่ยนกี ณ ระนอง

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี และ คุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี เจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓

ภาพลงสีด้วย AI ของต้นตระกูล “ณ ระนอง” เจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และ #พิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของเจ้าเมืองระนองในยุคแรกเริ่ม

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) และ คุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี (เจียเหลี่ยนกี ณ ระนอง) ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓ (ค.ศ. 1877 – 1890)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

มรดกพหุวัฒนธรรมแห่งระนอง – คู่บ่าวสาวในวันมงคลสมรสผ่านกาลเวลา

มรดกพหุวัฒนธรรมแห่งระนอง – คู่บ่าวสาวผ่านกาลเวลา

คอลเลกชันภาพคู่บ่าวสาวสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI จากภาพถ่ายขาวดำเก่าแก่ของคู่บ่าวสาวในอดีตของจังหวัดระนองและพื้นที่ใกล้เคียง โดยใช้ภาพต้นฉบับจากเหตุการณ์สมรสจริงในอดีต ด้วยการลงสีซึ่งได้เพิ่ม รายละเอียด และมิติ เพื่อให้ภาพกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความถูกต้องและเอกลักษณ์ของต้นฉบับอย่างครบถ้วน ผลงานนี้จึงไม่เพียงฟื้นฟูความสวยงามของภาพ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการอนุรักษ์ภาพถ่ายโบราณและการเล่าเรื่องเชิงร่วมสมัย และเป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และพิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง

จังหวัดระนองซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดของประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการบรรจบของวัฒนธรรมมาช้านาน ด้วยจำนวนประชากรราว 190,000 คน ที่นี่เป็นบ้านของชาวไทยภาคใต้ ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายมลายู และชุมชนชาวพม่าขนาดเล็กแต่มีความสำคัญยิ่ง ตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนและประตูการค้าสำคัญสู่ตอนใต้ของประเทศเมียนมา ได้หล่อหลอมให้ระนองมีเอกลักษณ์เป็นการผสมผสานอย่างงดงามของเชื้อชาติ ศาสนา และประเพณี ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้สะท้อนให้เห็นอย่างลึกซึ้งในธรรมเนียมการสมรส ที่ซึ่งอิทธิพลของไทย จีน มลายู และตะวันตกได้ผสานเข้าด้วยกันตลอดหลายทศวรรษ

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้รังสรรค์ขึ้นจากภาพถ่ายขาวดำเก่า เพื่อเฉลิมฉลองเอกลักษณ์ พหุวัฒนธรรม ของจังหวัดระนอง แต่ละภาพอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และภาพถ่ายของตระกูลเก่าแก่ของระนอง และผสมผสานด้วยเกร็ดความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นเพื่อเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านชุดแต่งงาน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยารัตนเศรษฐี เจ้าเมืองระนอง

พระยารัตนเศรษฐี เจ้าเมืองระนอง

ภาพลงสีด้วย AI ของต้นตระกูล “ณ ระนอง” เจ้าเมืองระนอง ผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และพิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของเจ้าเมืองระนองในยุคแรกเริ่ม

ภาพทั้ง 3 ภาพประกอบด้วย

  1. พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซูเจียง ณ ระนอง)
    ต้นสกุล “ณ ระนอง” ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๒
    ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๕ – ๒๔๒๐

  2. พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซิมก๊อง ณ ระนอง)
    บุตรของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง ณ ระนอง)
    ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๓
    ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓

  3. พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คออยู่หงี่ ณ ระนอง)
    บุตรของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง)
    ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๔
    ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๓ – ๒๔๖๐

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

พระรูป พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ และหม่อมเจ้าอับศรสมาน กิติยากร พระชายา เป็นผลงานความร่วมมือกับเพจของ น้องพีท (Colored By Sebastian Peet) เพจลงสีภาพโบราณที่หลายท่านชื่นชอบ รวมถึงตัวผมเองด้วย

ในงานนี้ AI Fashion Lab ได้นำภาพที่น้องพีทลงสีไว้มาปรับแต่งและเพิ่มความคมชัดด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้ภาพมีมิติและความสมจริงมากยิ่งขึ้น ความท้าทายของการสร้างสรรค์ภาพด้วย AI คือการเก็บรายละเอียดที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยฝีมือการลงสีอย่างประณีตด้วยโปรแกรม Photoshop

สำหรับพระรูปนี้ ผมได้ใช้ Photoshop เพิ่มความคมชัดและปรับรายละเอียดของเหรียญราชสิริยาภรณ์ที่ฉากหลัง เพื่อให้เห็นความงดงามและลวดลายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอขอบคุณน้องพีทมา ณ โอกาสนี้ครับ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาส เกาะปีนัง พ.ศ. ๒๔๓๓

ภาพลงสีนี้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และพิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง ร่วมกับคุณธนกร สุวุฒิกุล จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง โดยภาพนี้ของรัชกาลที่ ๕ ปรากฏอยู่ใน สมุดภาพเมืองระนอง

http://164.115.41.171/web/flipbook/ranong/index.html?fbclid=IwAR0ClKj2JuWlowSzEe2VtiQyghC79vJnwx8jY0_2T2_mL-h0ibeP8ucdYCQ

จริง ๆ แล้ว ภาพนี้เป็นภาพที่ผมเคยค้นคว้าไว้ตั้งแต่สมัยศึกษาในระดับปริญญาเอกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ (ค.ศ. 2017) ซึ่งสามารถดาวน์โหลดภาพดิจิทัลต้นฉบับได้จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย Leiden ตามลิงก์นี้ครับ

https://digitalcollections.universiteitleiden.nl/view/item/2365955?solr_nav%5Bid%5D=f69c7896133029e072fa&solr_nav%5Bpage%5D=7&solr_nav%5Boffset%5D=5

ในภาพต้นฉบับมีคำบรรยายดังนี้

ภาษาเยอรมัน:
Penang: S. M. Chulalongkorn, König von Siam, 12. Mai 1890 im Hause des Radjah von Renong.

ภาษาอังกฤษ:
Penang – H.M. Chulalongkorn, King of Siam, 12 May 1890, in the house of the Rajah of Ranong.

ภาษาไทย:
ปีนัง — พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์แห่งสยาม ๑๒ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๓) ณ บ้านของพระยาราชาเมืองระนอง

บริบทของภาพนี้

ใน ร.ศ. ๑๐๙ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสรอบแหลมมลายู และหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกของสยามอย่างไม่เป็นทางการ โดยเรือพระที่นั่งอุบลบุรพทิศออกจากสมุทรปราการไปถึงชุมพร จากนั้นเสด็จโดยสถลมารคไปยังกระบุรี ก่อนลงเรือพระที่นั่งที่รอรับเสด็จไปยังระนอง ภูเก็ต พังงา ตรัง เกาะตะรุเตา ลังกาวี และปีนัง (ในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ) ก่อนจะเสด็จประพาสอีกหลายเมืองและเสด็จนิวัติพระนคร

ในคราวเสด็จประพาสครั้งนี้ พระองค์ทรงประทับเป็นอาคันตุกะของตระกูล “คอ” หรือ “ณ ระนอง” โดยเจ้าเมืองระนองในเวลานั้นคือ พระยารัตนเศรษฐี (คอชิมก็อง) ซึ่งได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จไปประทับ ณ คฤหาสน์ในเมืองปีนังเป็นเวลาหลายวัน

ภาพนี้ถ่ายโดยนาย August E. Kaulfuss ช่างภาพชาวเยอรมัน ซึ่งเปิดกิจการถ่ายภาพอยู่ในเมืองปีนังในขณะนั้น

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ (โรลัง ยัคมินส์) Gustave Rolin-Jaequemyns

เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ (โรลัง ยัคมินส์) Gustave Rolin-Jaequemyns

เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ หรือชื่อเต็มว่า กุสตาฟว์ อ็องรี อ็องฌ์ อีปอลิต โรลัง-ฌักแม็ง (Gustave Henri Ange Hippolyte Rolin-Jaequemyns) เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2378 และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2445 เป็นนักกฎหมาย นักการเมือง และนักการทูตชาวเบลเยียม ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูประบบศาลยุติธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินในสยามช่วงปลายรัชกาลที่ 5

โรลัง ยัคมินส์ จบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเกนต์ และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเบลเยียม ต่อมาได้เข้ามารับราชการในสยาม โดยได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435 และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไป กระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายนของปีเดียวกัน ก็ได้รับตำแหน่งเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำกระทรวงการต่างประเทศ

การจ้างโรลัง ยัคมินส์ในครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 ประการ ได้แก่:

  1. การปรับปรุงระบบศาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
    ในขณะนั้น อังกฤษและฝรั่งเศสได้ตั้งศาลกงสุลในสยาม และปฏิเสธไม่ยอมขึ้นศาลไทย เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายไทยยังไม่มีระบบระเบียบที่ชัดเจน โรลัง ยัคมินส์จึงได้รับมอบหมายให้พัฒนาระบบศาลยุติธรรมให้ได้มาตรฐานสากล

  2. การปรับปรุงระบบการปกครองให้ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ
    มีการริเริ่มร่างรัฐธรรมนูญ จัดตั้งสภารัฐมนตรี แบ่งแยกกระทรวง ทบวง กรมอย่างเป็นระบบ โดยมีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นผู้แปลเอกสารอังกฤษ และกรมพระยาเทววงศ์วโรปการเป็นผู้เรียบเรียงร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบ “พระราชประเพณี” สำเร็จเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2432 ต่อมามีการแต่งตั้งเสนาบดี 12 กระทรวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435

  3. การจัดการความสัมพันธ์กับต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ
    หลังจากสยามทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับหลายประเทศยุโรป ประเทศเหล่านั้นต่างส่งกงสุลใหญ่มาดูแลผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่ยอมให้ผู้อยู่ในบังคับขึ้นศาลไทย แต่ไทยเองยังไม่มีทูตไปประจำในต่างประเทศ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งอยู่เนือง ๆ โรลัง ยัคมินส์จึงเข้ามารับหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาราชการและอัครราชทูต มีบทบาทสำคัญในการเจรจาแก้ไขวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งไทยถูกฝรั่งเศสกดดันและยึดดินแดนบางส่วนไป ทว่าด้วยนโยบายประนีประนอมและชาญฉลาดของเขา ทำให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาเอกราชไว้ได้

ด้วยความดีความชอบเหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ สกลนิติธรรมศาสตราจารย์ มหิบาลมหาสวาภักดิ์ ปรมัคราชมนตรี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2439 นับเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่ชาวต่างชาติได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาเทียบเท่าเสนาบดี

ในด้านการศึกษา เจ้าพระยาอภัยราชา ยังมีบทบาทในการถวายความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาของพระราชโอรสและรัชทายาทว่าควรไปศึกษาในต่างประเทศใด เพื่อให้ได้นำความรู้กลับมาพัฒนาชาติ อีกทั้งยังแนะนำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2441 เพื่อบรรเทาความตึงเครียดภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 และสร้างความเข้าใจอันดีในทางการเมืองกับนานาประเทศ อันเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยถ่วงดุลอิทธิพลของฝรั่งเศสในภูมิภาค

ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน 5 คน หนึ่งในนั้นคือเจ้าพระยาอภัยราชา ผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง

ตลอดระยะเวลารับราชการ เจ้าพระยาอภัยราชามีบทบาทสำคัญในการประสานงานกับเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และทันสมัยยิ่งขึ้น

ภายหลังภารกิจในสยามสิ้นสุดลง ท่านได้เดินทางกลับไปยังประเทศเบลเยียม และถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2445 รวมอายุได้ 66 ปี

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

วันรพี (๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘)

วันรพี ตรงกับวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งแก่ประเทศชาติ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และ ในเจ้าจอมมารดาตลับ ประสูติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ ผู้จัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้ความรู้แก่นักเรียน นักกฎหมาย และผู้พิพากษา 

ประวัติด้านการศึกษาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงสอบเข้าเรียนต่อด้านกฎหมาย ณ วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ขณะมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา ทรงสอบไล่ผ่านทุกวิชาใช้เวลาศึกษา 3 ปี และได้รับปริญญาเกียรตินิยมทางกฎหมาย เมื่อพระชนมายุ 20 พรรษา เป็นที่พอพระราชหฤทัยแก่รัชกาลที่ 5 โดยทรงเรียกพระราชโอรสของพระองค์ว่า "เฉลียวฉลาดรพี"

หลังจากนั้น พระองค์เสด็จกลับมารับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทรงมีบทบาทอย่างมากในการวางแบบแผน แก้ไขปรับปรุงระเบียบศาลยุติธรรมของไทย อีกทั้งทรงรวบรวมข้อกฎหมาย คำพิพากษา ตำราทางกฎหมาย เพื่อให้มีความทัดเทียมนานาประเทศ โดยทรงได้รับยกย่องเป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ในฐานะผู้เริ่มต้นวางรากฐานด้านกฎหมาย และวางรากฐานการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทย 

สิ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการตัดสินคดีความของผู้พิพากษาคือ "ความซื่อสัตย์สุจริต" โดยทรงถือเป็นอุดมคติที่ต้องยึดมั่นมากกว่ากิจส่วนตัว โดยเฉพาะการ "ไม่กินสินบน" ผู้ที่จะมาทำงานเป็นผู้พิพากษา หรือทำงานด้านกฎหมาย จำเป็นต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ เพื่อเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้ประชาชน อันนำไปสู่ความเจริญและการยอมรับของนานาประเทศ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ สิ้นพระชนม์ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2463 ต่อมาเนติบัณฑิตยสภาได้เห็นชอบถวายการยกย่องพระองค์ท่าน โดยกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันรพี" เริ่มใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ.2497 มาจนถึงปัจจุบัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ย้อนวันวานนางสาวไทยยุค 2500 กับทรงผมสุดคลาสสิก

นางสาวไทยยุค 2500 – ยุคทองแห่งความงาม ทรงผมสุดเก๋ และแฟชั่นชุดว่ายน้ำ

คอลเลกชันนี้สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเทิดทูนความงามของนางสาวไทยในทศวรรษ 2500 (1960s) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางงามไทยได้แสดงออกถึงความสง่างามแบบไทยในขณะที่รับเอาแฟชั่นสากลมาประยุกต์อย่างแยบยล โดยเฉพาะในเรื่องของ ชุดว่ายน้ำ และ ทรงผม

แม้จะรับอิทธิพลจากแฟชั่นตะวันตก แต่นางงามไทยมักสวม ชุดว่ายน้ำวันพีซทรงสุภาพ พร้อมกระโปรงสั้นทรงสเกต ผ้าลูกไม้ หรือผ้าปักลายที่ตกแต่งอย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไทยที่เน้นความงามแบบสงบ เสงี่ยม และอ่อนช้อย

แฟชั่นแบบสากลได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับค่านิยมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นางงามไทยโดดเด่นไม่เหมือนใครบนเวทีระดับชาติและนานาชาติ

💈 ทรงผมยอดนิยมในยุคนั้น:

  • ทรงพองปลายกระดก (Bouffant) – ยีผมด้านบนให้สูง ปลายม้วน ดูสง่างามและทันสมัย

  • ทรงรังผึ้ง (Beehive) – เกล้าผมสูงเป็นทรงรังผึ้ง คู่กับมงกุฎหรือต่างหูระย้า

  • ทรงบ๊อบปลายกระดก (Flipped Bob) – บ๊อบสั้นปลายผมม้วนออกอย่างมีสไตล์

  • ทรงครึ่งศีรษะ (Sleek Half-Up) – ปล่อยผมครึ่งหนึ่งแล้วยีผมด้านบน อาจคาดผม

  • บ๊อบลอนสั้น (Curled Short Bob) – ผมสั้นม้วนแน่น ดูอ่อนวัยและเรียบร้อย

  • ลอนอ่อนกับหน้าม้า (Soft Curls with Bangs) – ลอนนุ่มและหน้าม้าอ่อนหวาน เพิ่มความเยาว์วัย

ทรงผมเหล่านี้ช่วยเสริมใบหน้าให้เด่นชัด ดูกลมกลืนกับมงกุฎและสายสะพาย พร้อมทั้งสะท้อนภาพลักษณ์ของหญิงไทยในยุคนั้น

👗 จุดเด่นของแฟชั่นชุดว่ายน้ำ:

  • ชุดวันพีซที่ใช้ผ้าหรูหรา เช่น ผ้าซาติน ผ้าลาเม่ ผ้ายืดปักเลื่อม

  • ดีไซน์สุภาพมีระดับ เสริมด้วยกระโปรงสั้น ผ้าปัก หรือกระโปรงห่อเอว

  • สวมสายสะพายและมงกุฎแม้ในรอบชุดว่ายน้ำ แสดงถึงความสง่างามมากกว่าความหวือหวา

คอลเลกชัน AI นี้พาย้อนเวลาสู่ยุคที่นางงามไทยไม่ได้งามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม กิริยางาม และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

Read More