History of Fashion
พระยารัตนเศรษฐี เจ้าเมืองระนอง
พระยารัตนเศรษฐี เจ้าเมืองระนอง
ภาพลงสีด้วย AI ของต้นตระกูล “ณ ระนอง” เจ้าเมืองระนอง ผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และพิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของเจ้าเมืองระนองในยุคแรกเริ่ม
ภาพทั้ง 3 ภาพประกอบด้วย
พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซูเจียง ณ ระนอง)
ต้นสกุล “ณ ระนอง” ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๒
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๕ – ๒๔๒๐พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซิมก๊อง ณ ระนอง)
บุตรของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง ณ ระนอง)
ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๓
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คออยู่หงี่ ณ ระนอง)
บุตรของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง)
ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๔
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๓ – ๒๔๖๐
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ
กรมพระจันทบุรีนฤนาถ
พระรูป พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ และหม่อมเจ้าอับศรสมาน กิติยากร พระชายา เป็นผลงานความร่วมมือกับเพจของ น้องพีท (Colored By Sebastian Peet) เพจลงสีภาพโบราณที่หลายท่านชื่นชอบ รวมถึงตัวผมเองด้วย
ในงานนี้ AI Fashion Lab ได้นำภาพที่น้องพีทลงสีไว้มาปรับแต่งและเพิ่มความคมชัดด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้ภาพมีมิติและความสมจริงมากยิ่งขึ้น ความท้าทายของการสร้างสรรค์ภาพด้วย AI คือการเก็บรายละเอียดที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยฝีมือการลงสีอย่างประณีตด้วยโปรแกรม Photoshop
สำหรับพระรูปนี้ ผมได้ใช้ Photoshop เพิ่มความคมชัดและปรับรายละเอียดของเหรียญราชสิริยาภรณ์ที่ฉากหลัง เพื่อให้เห็นความงดงามและลวดลายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอขอบคุณน้องพีทมา ณ โอกาสนี้ครับ
รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาส เกาะปีนัง พ.ศ. ๒๔๓๓
ภาพลงสีนี้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และพิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง ร่วมกับคุณธนกร สุวุฒิกุล จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง โดยภาพนี้ของรัชกาลที่ ๕ ปรากฏอยู่ใน สมุดภาพเมืองระนอง
จริง ๆ แล้ว ภาพนี้เป็นภาพที่ผมเคยค้นคว้าไว้ตั้งแต่สมัยศึกษาในระดับปริญญาเอกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ (ค.ศ. 2017) ซึ่งสามารถดาวน์โหลดภาพดิจิทัลต้นฉบับได้จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย Leiden ตามลิงก์นี้ครับ
ในภาพต้นฉบับมีคำบรรยายดังนี้
ภาษาเยอรมัน:
Penang: S. M. Chulalongkorn, König von Siam, 12. Mai 1890 im Hause des Radjah von Renong.
ภาษาอังกฤษ:
Penang – H.M. Chulalongkorn, King of Siam, 12 May 1890, in the house of the Rajah of Ranong.
ภาษาไทย:
ปีนัง — พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์แห่งสยาม ๑๒ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๓) ณ บ้านของพระยาราชาเมืองระนอง
บริบทของภาพนี้
ใน ร.ศ. ๑๐๙ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสรอบแหลมมลายู และหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกของสยามอย่างไม่เป็นทางการ โดยเรือพระที่นั่งอุบลบุรพทิศออกจากสมุทรปราการไปถึงชุมพร จากนั้นเสด็จโดยสถลมารคไปยังกระบุรี ก่อนลงเรือพระที่นั่งที่รอรับเสด็จไปยังระนอง ภูเก็ต พังงา ตรัง เกาะตะรุเตา ลังกาวี และปีนัง (ในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ) ก่อนจะเสด็จประพาสอีกหลายเมืองและเสด็จนิวัติพระนคร
ในคราวเสด็จประพาสครั้งนี้ พระองค์ทรงประทับเป็นอาคันตุกะของตระกูล “คอ” หรือ “ณ ระนอง” โดยเจ้าเมืองระนองในเวลานั้นคือ พระยารัตนเศรษฐี (คอชิมก็อง) ซึ่งได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จไปประทับ ณ คฤหาสน์ในเมืองปีนังเป็นเวลาหลายวัน
ภาพนี้ถ่ายโดยนาย August E. Kaulfuss ช่างภาพชาวเยอรมัน ซึ่งเปิดกิจการถ่ายภาพอยู่ในเมืองปีนังในขณะนั้น
เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ (โรลัง ยัคมินส์) Gustave Rolin-Jaequemyns
เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ (โรลัง ยัคมินส์) Gustave Rolin-Jaequemyns
เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ หรือชื่อเต็มว่า กุสตาฟว์ อ็องรี อ็องฌ์ อีปอลิต โรลัง-ฌักแม็ง (Gustave Henri Ange Hippolyte Rolin-Jaequemyns) เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2378 และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2445 เป็นนักกฎหมาย นักการเมือง และนักการทูตชาวเบลเยียม ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูประบบศาลยุติธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินในสยามช่วงปลายรัชกาลที่ 5
โรลัง ยัคมินส์ จบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเกนต์ และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเบลเยียม ต่อมาได้เข้ามารับราชการในสยาม โดยได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435 และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไป กระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายนของปีเดียวกัน ก็ได้รับตำแหน่งเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำกระทรวงการต่างประเทศ
การจ้างโรลัง ยัคมินส์ในครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 ประการ ได้แก่:
การปรับปรุงระบบศาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
ในขณะนั้น อังกฤษและฝรั่งเศสได้ตั้งศาลกงสุลในสยาม และปฏิเสธไม่ยอมขึ้นศาลไทย เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายไทยยังไม่มีระบบระเบียบที่ชัดเจน โรลัง ยัคมินส์จึงได้รับมอบหมายให้พัฒนาระบบศาลยุติธรรมให้ได้มาตรฐานสากลการปรับปรุงระบบการปกครองให้ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ
มีการริเริ่มร่างรัฐธรรมนูญ จัดตั้งสภารัฐมนตรี แบ่งแยกกระทรวง ทบวง กรมอย่างเป็นระบบ โดยมีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นผู้แปลเอกสารอังกฤษ และกรมพระยาเทววงศ์วโรปการเป็นผู้เรียบเรียงร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบ “พระราชประเพณี” สำเร็จเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2432 ต่อมามีการแต่งตั้งเสนาบดี 12 กระทรวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435การจัดการความสัมพันธ์กับต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ
หลังจากสยามทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับหลายประเทศยุโรป ประเทศเหล่านั้นต่างส่งกงสุลใหญ่มาดูแลผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่ยอมให้ผู้อยู่ในบังคับขึ้นศาลไทย แต่ไทยเองยังไม่มีทูตไปประจำในต่างประเทศ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งอยู่เนือง ๆ โรลัง ยัคมินส์จึงเข้ามารับหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาราชการและอัครราชทูต มีบทบาทสำคัญในการเจรจาแก้ไขวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งไทยถูกฝรั่งเศสกดดันและยึดดินแดนบางส่วนไป ทว่าด้วยนโยบายประนีประนอมและชาญฉลาดของเขา ทำให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาเอกราชไว้ได้
ด้วยความดีความชอบเหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ สกลนิติธรรมศาสตราจารย์ มหิบาลมหาสวาภักดิ์ ปรมัคราชมนตรี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2439 นับเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่ชาวต่างชาติได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาเทียบเท่าเสนาบดี
ในด้านการศึกษา เจ้าพระยาอภัยราชา ยังมีบทบาทในการถวายความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาของพระราชโอรสและรัชทายาทว่าควรไปศึกษาในต่างประเทศใด เพื่อให้ได้นำความรู้กลับมาพัฒนาชาติ อีกทั้งยังแนะนำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2441 เพื่อบรรเทาความตึงเครียดภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 และสร้างความเข้าใจอันดีในทางการเมืองกับนานาประเทศ อันเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยถ่วงดุลอิทธิพลของฝรั่งเศสในภูมิภาค
ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน 5 คน หนึ่งในนั้นคือเจ้าพระยาอภัยราชา ผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง
ตลอดระยะเวลารับราชการ เจ้าพระยาอภัยราชามีบทบาทสำคัญในการประสานงานกับเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และทันสมัยยิ่งขึ้น
ภายหลังภารกิจในสยามสิ้นสุดลง ท่านได้เดินทางกลับไปยังประเทศเบลเยียม และถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2445 รวมอายุได้ 66 ปี
วันรพี (๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘)
วันรพี ตรงกับวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งแก่ประเทศชาติ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และ ในเจ้าจอมมารดาตลับ ประสูติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ ผู้จัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้ความรู้แก่นักเรียน นักกฎหมาย และผู้พิพากษา
ประวัติด้านการศึกษาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงสอบเข้าเรียนต่อด้านกฎหมาย ณ วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ขณะมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา ทรงสอบไล่ผ่านทุกวิชาใช้เวลาศึกษา 3 ปี และได้รับปริญญาเกียรตินิยมทางกฎหมาย เมื่อพระชนมายุ 20 พรรษา เป็นที่พอพระราชหฤทัยแก่รัชกาลที่ 5 โดยทรงเรียกพระราชโอรสของพระองค์ว่า "เฉลียวฉลาดรพี"
หลังจากนั้น พระองค์เสด็จกลับมารับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทรงมีบทบาทอย่างมากในการวางแบบแผน แก้ไขปรับปรุงระเบียบศาลยุติธรรมของไทย อีกทั้งทรงรวบรวมข้อกฎหมาย คำพิพากษา ตำราทางกฎหมาย เพื่อให้มีความทัดเทียมนานาประเทศ โดยทรงได้รับยกย่องเป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ในฐานะผู้เริ่มต้นวางรากฐานด้านกฎหมาย และวางรากฐานการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทย
สิ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการตัดสินคดีความของผู้พิพากษาคือ "ความซื่อสัตย์สุจริต" โดยทรงถือเป็นอุดมคติที่ต้องยึดมั่นมากกว่ากิจส่วนตัว โดยเฉพาะการ "ไม่กินสินบน" ผู้ที่จะมาทำงานเป็นผู้พิพากษา หรือทำงานด้านกฎหมาย จำเป็นต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ เพื่อเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้ประชาชน อันนำไปสู่ความเจริญและการยอมรับของนานาประเทศ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ สิ้นพระชนม์ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2463 ต่อมาเนติบัณฑิตยสภาได้เห็นชอบถวายการยกย่องพระองค์ท่าน โดยกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันรพี" เริ่มใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ.2497 มาจนถึงปัจจุบัน
ย้อนวันวานนางสาวไทยยุค 2500 กับทรงผมสุดคลาสสิก
นางสาวไทยยุค 2500 – ยุคทองแห่งความงาม ทรงผมสุดเก๋ และแฟชั่นชุดว่ายน้ำ
คอลเลกชันนี้สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเทิดทูนความงามของนางสาวไทยในทศวรรษ 2500 (1960s) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางงามไทยได้แสดงออกถึงความสง่างามแบบไทยในขณะที่รับเอาแฟชั่นสากลมาประยุกต์อย่างแยบยล โดยเฉพาะในเรื่องของ ชุดว่ายน้ำ และ ทรงผม
แม้จะรับอิทธิพลจากแฟชั่นตะวันตก แต่นางงามไทยมักสวม ชุดว่ายน้ำวันพีซทรงสุภาพ พร้อมกระโปรงสั้นทรงสเกต ผ้าลูกไม้ หรือผ้าปักลายที่ตกแต่งอย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไทยที่เน้นความงามแบบสงบ เสงี่ยม และอ่อนช้อย
แฟชั่นแบบสากลได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับค่านิยมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นางงามไทยโดดเด่นไม่เหมือนใครบนเวทีระดับชาติและนานาชาติ
💈 ทรงผมยอดนิยมในยุคนั้น:
ทรงพองปลายกระดก (Bouffant) – ยีผมด้านบนให้สูง ปลายม้วน ดูสง่างามและทันสมัย
ทรงรังผึ้ง (Beehive) – เกล้าผมสูงเป็นทรงรังผึ้ง คู่กับมงกุฎหรือต่างหูระย้า
ทรงบ๊อบปลายกระดก (Flipped Bob) – บ๊อบสั้นปลายผมม้วนออกอย่างมีสไตล์
ทรงครึ่งศีรษะ (Sleek Half-Up) – ปล่อยผมครึ่งหนึ่งแล้วยีผมด้านบน อาจคาดผม
บ๊อบลอนสั้น (Curled Short Bob) – ผมสั้นม้วนแน่น ดูอ่อนวัยและเรียบร้อย
ลอนอ่อนกับหน้าม้า (Soft Curls with Bangs) – ลอนนุ่มและหน้าม้าอ่อนหวาน เพิ่มความเยาว์วัย
ทรงผมเหล่านี้ช่วยเสริมใบหน้าให้เด่นชัด ดูกลมกลืนกับมงกุฎและสายสะพาย พร้อมทั้งสะท้อนภาพลักษณ์ของหญิงไทยในยุคนั้น
👗 จุดเด่นของแฟชั่นชุดว่ายน้ำ:
ชุดวันพีซที่ใช้ผ้าหรูหรา เช่น ผ้าซาติน ผ้าลาเม่ ผ้ายืดปักเลื่อม
ดีไซน์สุภาพมีระดับ เสริมด้วยกระโปรงสั้น ผ้าปัก หรือกระโปรงห่อเอว
สวมสายสะพายและมงกุฎแม้ในรอบชุดว่ายน้ำ แสดงถึงความสง่างามมากกว่าความหวือหวา
คอลเลกชัน AI นี้พาย้อนเวลาสู่ยุคที่นางงามไทยไม่ได้งามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม กิริยางาม และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
ทรงผมคลื่นลอนมาเซลและชุดกี่เพ้าแห่งเซี่ยงไฮ้: ความงามของสตรีจีนสมัยใหม่ในยุคทศวรรษ 1920
ทรงผมคลื่นลอนมาเซลและชุดกี่เพ้าแห่งเซี่ยงไฮ้: ความงามของสตรีจีนสมัยใหม่ในยุคทศวรรษ 1920
ในช่วงทศวรรษ 1920 นครเซี่ยงไฮ้ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความศิวิไลซ์ที่เชื่อมโยงโลกตะวันออกกับตะวันตกอย่างกลมกลืน เมืองที่ได้รับฉายาว่า “ปารีสแห่งตะวันออก” แห่งนี้ได้เห็นผสมผสานทางวัฒนธรรมซึ่งผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมของจีนกับกระแสแฟชั่นจากโลกตะวันตก จนก่อเกิดภาพลักษณ์ใหม่ของสตรีสมัยใหม่ในประเทศจีน ด้วยทรงผมคลื่นลอนมาเซล (Marcel Wave) ควบคู่กับชุดกี่เพ้า (qipao หรือ cheongsam) อันสง่างาม
สตรีสมัยใหม่แห่งสาธารณรัฐในนครเซี่ยงไฮ้
ภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิงและการสถาปนาสาธารณรัฐจีน ผู้หญิงในเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ เริ่มได้รับเสรีภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา การทำงาน และการเลือกแต่งกาย
จากเดิมที่กี่เพ้าเคยเป็นเสื้อทรงหลวมของชาวแมนจู ได้รับการพัฒนาใหม่ให้เข้ารูป โชว์สัดส่วน มีรอยผ่าด้านข้างสูงขึ้น พร้อมปกตั้งแบบจีน โดยรับอิทธิพลการตัดเย็บจากตะวันตก กลายเป็นสัญลักษณ์ของสตรีจีนยุคใหม่ผู้สง่างาม มีอิสระ และกล้าหาญในการนิยามตนเอง
พร้อมกันนี้ ทรงผมและการแต่งหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทรงผมคลื่นลอนมาเซล (Marcel Wave) ซึ่งกำเนิดจากปารีสและได้รับความนิยมในฮอลลีวูด เริ่มแพร่หลายในหมู่หญิงสาวชาวเซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะบรรดานักแสดงและสุภาพสตรีผู้มีรสนิยมเรียบหรูในสังคมเมือง ทรงผมคลื่นลอนมาเซลที่แนบสนิทกับศีรษะ เรียกว่า “波浪发” (โบลั่งฟา – ผมลอนคลื่น) ในภาษาจีน ได้กลายเป็นเอกลักษณ์คู่กับชุดกี่เพ้าที่เน้นทรวดทรงอันสง่างาม
ทรงผมคลื่นลอนมาเซล: ความงามอันหรูหราแห่งยุค
ความนิยมของลอนมาเซลในเซี่ยงไฮ้สัมพันธ์กับการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และอิทธิพลความงามจากต่างประเทศ ดาราฮอลลีวูดอย่าง Clara Bow และ Louise Brooks เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ทั้งต่อนักแสดงหญิงจีนอย่าง Ruan Lingyu และ Butterfly Wu รวมถึงสาวชาวเมืองทั่วไปที่ติดตามแฟชั่นผ่านนิตยสารและร้านเสริมสวย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร
ภาพถ่ายเหล่านี้ได้รับการบูรณะด้วย AI ชุดนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร พระนามเดิมคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี ผมได้สร้างสรรค์สี่เวอร์ชันที่มีการสร้างสรรค์ทางศิลปะที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยมีความหลากหลายที่ละเอียดอ่อน ภาพทุกภาพผ่านการลงสีและปรับปรุงด้วย AI เพื่อฟื้นคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์อย่างงดงาม หลายท่านอาจเคยได้เห็นการลงสีภาพขาวดำภาพเหล่านี้มาบ้างแล้ว แต่คอลเล็คชั่นนี้มีความพิเศษตรงที่การบูรณะครั้งนี้สร้างความรู้สึกเหมือนภาพถ่ายจริงในรูปแบบสามมิติ ให้ทุกมิติของอดีตกลับมาโลดแล่นอีกครั้งในปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดาหลายพระองค์ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้ช่วยบริหารกิจการบ้านเมือง หนึ่งในนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร หรือ “ทูลกระหม่อมหญิง” ของชาววัง ทรงเป็นราชเลขานุการิณีในรัชกาลที่ 5 มีโอกาสตามเสด็จประพาสต้น เสด็จออกแขกเมืองร่วมกับพระราชบิดา ทั้งทรงร่วมทรงงานแก้ไขวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เล่าขานกันว่า พระองค์ทรงมีพระสิริโฉมงดงามอย่างมาก แม้กระทั่งพระราชบิดายังทรงเอ่ยพระโอษฐ์ชมว่า “งามเหมือนเทวดา”
กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร พระนามเดิมคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี เป็นพระราชธิดาลำดับที่ 19 ในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2420
รัชกาลที่ 5 ตรัสเรียกพระราชธิดาองค์นี้ว่า “ลูกหญิง” ส่วนชาววังออกพระนามว่า “ทูลกระหม่อมหญิง” หรือ “ทูลกระหม่อมหญิงใหญ่” เนื่องจากทรงเป็นพระราชธิดาเจ้าฟ้าชั้นเอกพระองค์แรกในรัชกาล และทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์เดียวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้รับพระราชทานกรมสูงสุดถึง “กรมหลวง” และพระนามกรมยังหมายความถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นนามของเมืองหลวงอีกด้วย
แฟชั่นสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลายและสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียน: อิทธิพลต่อการแต่งกายสตรีสยามต้นศตวรรษที่ 20
แฟชั่นสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลายและสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียน: อิทธิพลต่อการแต่งกายสตรีสยามต้นศตวรรษที่ 20
ในช่วงทศวรรษ 1910 แฟชั่นของสตรีชาวตะวันตกได้เปลี่ยนจากเสื้อคอสูงไปเป็น เสื้อคอกว้างประดับลูกไม้และแขนสามส่วน ซึ่งให้ความสบายและความอ่อนช้อยมากขึ้น เสื้อประเภทนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "lingerie blouse" มักทำจากผ้ามัสลินหรือผ้าฝ้ายที่มีลวดลายปักละเอียดอ่อนและจีบเล็ก ๆ ความงดงามที่ดูเบาสบายของเสื้อประเภทนี้ส่งอิทธิพลไปทั่วโลก รวมถึงในสยาม ซึ่งสตรีได้นำมาประยุกต์เข้ากับเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของตน
สตรีสยามนิยมตัดผมสั้นมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งแตกต่างจากสตรีตะวันตกที่มักเกล้าผมสูงและจัดแต่งทรงอย่างประณีต ทรง "ดอกกระทุ่ม" ซึ่งได้รับความนิยมตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เนื่องจากดูแลรักษาง่ายและเหมาะกับภูมิอากาศร้อน เมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1910 ทรงผมสั้นนี้เข้ากันได้อย่างลงตัวกับเสื้อคอลูกไม้ที่ดูเบาสบาย ช่วยเสริมลุคที่ทันสมัยและงดงามในแบบฉบับของหญิงสยาม
แทนที่จะรับเอาเครื่องแต่งกายตะวันตกมาโดยตรง สตรีสยามได้นำเสื้อสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียนมาสวมคู่กับโจงกระเบน ซึ่งเป็นผ้านุ่งแบบดั้งเดิมของไทย การผสมผสานนี้ทำให้ได้ลุคที่ผสมระหว่างความโก้หรูแบบตะวันตกและอัตลักษณ์ไทย เสื้อผ้าที่โปร่งเบาเข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้นได้ดี ขณะที่ลวดลายลูกไม้และงานปักก็สะท้อนถึงความประณีตของสิ่งทอไทย ทำให้แฟชั่นนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของสตรีชั้นสูง
ภาพแฟชั่น AI ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย) แสดงให้เห็นแฟชั่นผสมผสานนี้อย่างชัดเจน หญิงสาวในชุดเสื้อคอประดับลูกไม้ที่ดูพลิ้วไหว สวมคู่กับโจงกระเบนและเครื่องประดับทอง ทรงผมสั้นช่วยขับเน้นลวดลายของเสื้อผ้าให้โดดเด่น สร้างสไตล์ที่งดงามแบบร่วมสมัย ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์ของชาติไว้ได้อย่างสมบูรณ์
อิทธิพลของแฟชั่นสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียนต่อ เครื่องแต่งกายสตรีสยามในต้นศตวรรษที่ 20 คือการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและความเป็นไทย แม้ว่าเสื้อตะวันตกจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย แต่ ทรงผมดอกกระทุ่มและโจงกระเบน ยังคงสะท้อนถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความกลมกลืนของสองวัฒนธรรมนี้ทำให้เกิดแฟชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสตรีชั้นสูงในยุคต้นรัตนโกสินทร์ตอนปลายและต้นศตวรรษที่ 20
แฟชั่นไว้ทุกข์ของสตรีไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕
ในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ผมขอรำลึกถึงความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์และทหารหาญผู้เสียสละ ด้วยการสร้างสรรค์ชุดไว้ทุกข์ที่อ้างอิงจากแฟชั่นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อสะท้อนความเศร้าสลดอันเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น
เหตุการณ์ครั้งนี้คงมิได้เกิดขึ้น หากรัฐบาลของเรายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และไม่ตกลงลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับที่ ๔๔ (MOU 44) อย่างลับ ๆ โดยมิได้นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของวุฒิสภา ซึ่งเป็นการกระทำที่ขาดความโปร่งใส
ต้นเหตุแห่งปัญหาเขตแดนครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการกำหนดเส้นเขตแดนของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม ซึ่งหลังจากฝรั่งเศสถอนตัวจากอินโดจีนในช่วงทศวรรษ 1950 ได้ทิ้งปมปัญหาไว้ให้ภูมิภาคนี้รับภาระต่อมา
ประเทศไทยยึดแผนที่มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ซึ่งมีความแม่นยำและถูกต้องมากกว่า ในขณะที่กัมพูชายืนยันใช้แผนที่มาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ทันสมัย กระนั้น สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ รัฐธรรมนูญของกัมพูชาเองได้กำหนดให้ใช้แผนที่มาตราส่วน ๑:๑๐๐,๐๐๐ เป็นหลัก แต่ทางการกัมพูชากลับละเมิดรัฐธรรมนูญของตนเองโดยใช้แผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งเป็นการบิดเบือนหลักฐานทางภูมิศาสตร์
ขอเรียกร้องให้มีการยกเลิกข้อตกลง MOU 44 อย่างเป็นทางการ และให้มีการกำหนดเส้นเขตแดนตามหลักฐานทางภูมิศาสตร์ที่ถูกต้อง เป็นธรรม และได้รับความเห็นชอบจากประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ดำรงอยู่ต่อไปเป็นมรดกของความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ
แฟชั่นไว้ทุกข์ของสตรีไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 (late 19th to 20th centuries)
สีดำเป็นสีดั้งเดิมของการไว้ทุกข์หรือไม่?
ใน ประเพณีไทยดั้งเดิม สีหลักของการไว้ทุกข์คือ สีขาว ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในพิธีศพ โดยเฉพาะของพระมหากษัตริย์และชนชั้นสูง ทั้งนี้ การแสดงความไว้อาลัยในอดีตยังรวมถึง การโกนศีรษะ ของราษฎรที่ร่วมไว้อาลัยให้แก่พระมหากษัตริย์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 สีดำเริ่มปรากฏเป็นสีไว้ทุกข์ในราชสำนัก โดยได้รับ อิทธิพลจากธรรมเนียมการไว้ทุกข์แบบตะวันตก ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปฏิรูปให้ทันสมัยในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
การใช้ สีดำ ในงานพระศพของราชสำนักมีจุดเริ่มต้นใน รัชกาลที่ 4 และกลายเป็นมาตรฐานในราชสำนักภายหลัง รัชกาลที่ 5เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2453
พัฒนาการของการไว้ทุกข์ในไทย
ยุคดั้งเดิม: สีขาวและการโกนศีรษะ
* ในสมัยโบราณ ราษฎรทั้งชายและหญิงต้องโกนศีรษะเกลี้ยงและสวมเสื้อผ้าสีขาว เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต
* การโกนศีรษะเป็นสัญลักษณ์ของ ความเศร้าโศกและการสละความงามเพื่อถวายความอาลัย
* หากใครฝ่าฝืนต้องได้รับโทษหนัก
สมัยรัชกาลที่ 4: การนำสีดำมาใช้ในราชสำนัก
* ใน สมัยรัชกาลที่ 4 (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดย สีดำถูกนำมาใช้เป็นสีไว้ทุกข์ครั้งแรกในราชสำนัก
* พระองค์ทรงมี พระบรมราชโองการให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารแต่งกายด้วยผ้าสีดำ ใน งานพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑลโสภณภควดี
* ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้สีดำในราชสำนักไทย ตามแบบอย่างยุโรป
สมัยรัชกาลที่ 5: การขยายการใช้สีดำและการกำหนดสีอื่นในการไว้ทุกข์
* ในรัชกาลที่ 5 ธรรมเนียมไว้ทุกข์ของไทยเริ่มมีการกำหนดสีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ไว้ทุกข์
* สีที่ใช้ในช่วงรัชกาลที่ 5 ได้แก่:
1. สีดำ – สำหรับ ผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอายุมากกว่าผู้ตาย
2. สีขาว – สำหรับ ผู้เยาว์หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่าผู้ตาย
3. สีม่วงแก่หรือสีน้ำเงินแก่ – สำหรับ ผู้ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นญาติหรือเกี่ยวดองกับผู้ตาย แต่ต้องการแสดงความเคารพ
* นอกจากสีดำ สีอื่นๆ ที่ถูกใช้ในการไว้ทุกข์ในรัชกาลที่ 5 ได้แก่ สีกุหร่า สีนกพิราบ และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่ได้รับอิทธิพลจากธรรมเนียมไทยมากกว่าตะวันตก
สมัยรัชกาลที่ 6: การยกเลิกการโกนศีรษะไว้ทุกข์
* เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2453 รัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกธรรมเนียมการโกนศีรษะไว้ทุกข์
* พระองค์ทรงเห็นว่า การโกนศีรษะเป็นภาระและสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร
การแต่งกายไว้ทุกข์ของราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 5
สตรีในราชสำนัก
* ในช่วงเวลานี้ หญิงในราชสำนักนิยม สวมเสื้อผ้าที่ได้รับอิทธิพลจากแฟชั่นยุควิกตอเรียและเอ็ดเวิร์ด (Victorian-Edwardian Fashion) แต่ยังคงรักษาความเป็นไทยไว้
* โดยทั่วไป ชุดไว้ทุกข์ประกอบด้วย:
* โจงกระเบนสีเข้ม
* เสื้อลูกไม้หรือเสื้อเปิดคอกว้าง แขนเสื้อสามส่วน
* สะพักแพรสีเข้ม หรือผ้าคลุมไหล่
การใช้สีม่วงแก่และสีน้ำเงินแก่ในราชสำนัก
* สำหรับชาววังที่มิได้เป็นญาติสนิทของผู้ล่วงลับ นิยมแต่งกายไว้ทุกข์ด้วย สีม่วงแก่หรือสีน้ำเงินแก่
* โดยมีการใช้เครื่องแต่งกายที่สะท้อนถึงความสุภาพและความเคารพ ได้แก่:
* ผ้าทรงสีม่วง
* สะพักแพรสีนวล
* ผ้าทรงสีเขียว
* แพรสีม่วงอ่อนหรือม่วงแก่ ตามที่ชอบ
บุรุษในราชสำนัก
* บุรุษไทยในสมัยนั้น ไม่ได้สวมชุดไว้ทุกข์แบบเต็มรูปแบบ แต่ใช้วิธีที่เรียบง่ายกว่า ได้แก่:
* สวมปลอกแขนสีดำ ทับเสื้อแขนยาวสีขาวหรือสีอ่อน
* ในบางกรณี อาจสวม ชุดสูทสีเข้ม สำหรับโอกาสทางการ
สรุป
* สีขาวเป็นสีหลักของการไว้ทุกข์ในไทยแต่เดิม ก่อนที่ รัชกาลที่ 4 จะทรงนำ สีดำ มาใช้ใน งานพระศพของราชวงศ์ เป็นครั้งแรก ตามธรรมเนียมของยุโรป
* รัชกาลที่ 5 ได้ทรงกำหนดสีอื่นสำหรับการไว้ทุกข์ ได้แก่ สีกุหร่า สีนกพิราบ และสีน้ำเงิน และยังคงใช้ สีม่วงแก่และสีน้ำเงินแก่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติโดยตรง
* รัชกาลที่ 6 ทรงยกเลิกธรรมเนียม โกนศีรษะไว้ทุกข์ ทำให้การแสดงความไว้อาลัยในราชสำนักค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบที่ใกล้เคียงกับตะวันตกมากขึ้น
แม้ว่าการใช้ สีดำ จะได้รับอิทธิพลจากธรรมเนียมตะวันตก แต่ การใช้สีอื่นๆ ในราชสำนักสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับอิทธิพลภายนอก
วันสตรีไทย (๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘)
วันสตรีไทย ๒๕๖๘
วันสตรีไทย ตรงกับวันที่ ๑ สิงหาคมของทุกปี โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันมหามงคล ๑๒ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ตรากตรำบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้คนไทยได้มีอาชีพ และได้พระราชทานให้วันที่ ๑ สิงหาคมเป็น "วันสตรีไทย" ของทุกปี เพื่อให้ผู้หญิงไทยมีโอกาสแสดงถึงความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันสังคม และให้สามารถเทียบเท่าสตรีสากลของหลายประเทศที่เจริญแล้ว
วันสตรีไทยถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพราะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงไทยออกมาทำ กิจกรรมร่วมกัน จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสตรีมีบทบาทมากขึ้น มีความสามารถทัดเทียมผู้ชาย เป็นที่ยอมรับจากสังคม จะเห็นได้จากหน่วยงานราชการและภาคเอกชนเริ่มมีสตรีเข้าไปเป็น หัวหน้างานมากขึ้น รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารประเทศชาติ สตรีไทยในยุคปัจจุบันจึงต้องเป็นสตรีที่มีความรู้ความสามารถครบถ้วนทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการบริหาร การจัดการ การเป็นแม่ที่ดีของลูก เป็นภรรยาที่ดีของสามี และเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี พร้อมทั้งต้องก้าวทันกับยุคสมัยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม
เนื่องในวันสตรีไทย ผมขอร่วมเทิดทูนและแสดงความเคารพต่อบทบาทอันทรงคุณค่าของสตรีไทย ผ่านผลงานคอลเลกชันภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งได้รวบรวมภาพของหญิงไทยในหลากหลายช่วงยุคสมัย ตั้งแต่บุคคลจริงในประวัติศาสตร์ ไปจนถึงภาพจำลองที่สะท้อนแฟชั่น วิถีชีวิต และบทบาทของสตรีในแต่ละยุค
คอลเลกชันนี้ไม่ใช่เพียงการนำเสนอเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นการเล่าเรื่องราวของผู้หญิงไทยในหลากหลายบทบาท — ในฐานะลูก ภรรยา มารดา ผู้นำ นักสร้างสรรค์ และผู้ขับเคลื่อนสังคม โดยสะท้อนถึงความสง่างาม ความรู้ ความสามารถ และพลังแห่งจิตใจของสตรีไทย ที่สามารถประสานคุณค่าระหว่างขนบธรรมเนียมกับโลกยุคใหม่ได้อย่างงดงาม
ผมหวังว่าคอลเลกชันนี้จะเป็นอีกหนึ่งบทบันทึกเล็ก ๆ ที่ร่วมเทิดเกียรติสตรีไทย ผู้เป็นแรงบันดาลใจและเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ — ทั้งในโลกแห่งความจริง และโลกแห่งจินตนาการ
เจ้าจอมมารดากลิ่น ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
เจ้าจอมมารดากลิ่น ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
เจ้าจอมมารดากลิ่นหรืออีกนามหนึ่งที่รู้จักกันคือ ซ่อนกลิ่น เกิดเมื่อปี 2378 เป็นธิดาของพระยาดำรงค์ราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ขุนนางรามัญผู้เป็นเจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระยาเจ่ง เจ้าจอมมารดากลิ่นได้ถวายตัวรับราชการ เป็นข้าราชการสำนักฝ่ายใน สนองเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนได้เป็นพระสนมเอก และได้เป็นเจ้าจอมมารดา ได้ประสูติพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล “กฤษดากร ณ อยุธยา”
เจ้าจอมมารดากลิ่นเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด มีความคิดก้าวหน้าใฝ่หาวิชาความรู้ ได้เรียนภาษาอังกฤษกับนางแอนนา เลียวโนเวนส์ ครูสอนภาษาอังกฤษที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จ้างเข้ามาสอน นางแอนนาได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษของเจ้าจอมมารดากลิ่นไว้ว่า
“...เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นเป็นศิษย์ที่มีความขยันหมั่นเพียร และมาเรียนเสมอมิได้ขาด ผิดกับผู้หญิงอื่นๆ ที่เรียนบ้างหยุดบ้าง...”
คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของเจ้าจอมมารดากลิ่น ที่นางแอนนา เลียวโนเวนส์ ชื่นชมก็คือการเป็นผู้มีจินตนาการกว้างไกลมีความคิดล้ำยุคล้ำสมัย เช่นมีความคิดเรื่องการปลดปล่อยทาส เพราะมีความแตกฉานในภาษาอังกฤษ และเจ้าจอมมารดากลิ่นก็ได้อ่านหนังสือเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอม ของมิสซิสฮาเรียต มิชเชอร์ เลยอยากจะปล่อยทาสเป็นอิสระ โดยเจ้าจอมมารดากลิ่นได้ปฏิบัติตนตามแนวคิดนั้น ด้วยการจ่ายเงินเดือนให้กับพวกทาสที่มารับใช้เดือนละ 4 บาท พร้อมเมตตาให้เสื้อผ้าและอาหารแก่ทาสด้วย
ด้วยความรู้ความสามารถอันแตกฉานในภาษาอังกฤษ และชื่นชมในหนังสือเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอม ที่มิสซิสฮาเรียต มิชเชอร์ เป็นผู้แต่ง เจ้าจอมมารดากลิ่นได้แปลหนังสือเรื่อง Uncle Tom's ออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างสละสลวย นับเป็นคนไทยคนแรกที่คิดแปลนวนิยายภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยได้สำเร็จ
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ
คอลเลกชันภาพลงสีและปรับปรุงด้วย AI ของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ นี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงจากภาพจดหมายเหตุของ หอสมุดแห่งชาติ และ ข้อความบรรยายจากเอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ขอขอบพระคุณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มา ณ โอกาสนี้ครับ
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เกิดเมื่อวันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2433 ณ วังกรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นธิดาของหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ ในกรมหมื่นภูมินทรภักดี และหม่อมช้อย นครานนท์ มีพี่น้องร่วมบิดา 13 คน เดิมชื่อ สั้น เมื่อเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับเจริญวัยได้ 11 ขวบ หม่อมเจ้าเพิ่มทรงลาออกจากราชการในตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และจะย้ายครอบครัวไปประทับ ณ เมืองราชบุรี เจ้าจอมมารดาจีน ในกรมหมื่นภูมินทรภักดี ไม่อยากให้หลานไปอยู่หัวเมือง จึงทูลพระวิมาดาเธอฯ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศเป็นพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ขอให้รับเข้ามาอยู่ในวัง ภายหลังจากเข้ามาอยู่ในวังไม่นาน พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประทานนามใหม่ว่า สดับ
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ได้รับพระอุปถัมภ์บำรุงอยู่ในตำหนักพระวิมาดาเธอฯ โปรดให้เรียนหนังสือจากครูทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และฝึกหัดงานฝีมือ รวมทั้งกับข้าวคาวหวาน มีหน้าที่ตามเสด็จพระวิมาดาเธอฯ ในขบวนเสด็จทุกงาน มีน้ำเสียงไพเราะจนได้รับเลือกให้เป็นต้นเสียงในวงมโหรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขอเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับต่อพระวิมาดาเธอฯ และทูลต่อไปยังหม่อมเจ้าเพิ่ม เมื่อไม่ทรงขัดข้อง จึงทำพิธีถวายดอกไม้ธูปเทียนเป็นการถวายตัว เมื่อ พ.ศ.2448 โดยมีคุณท้าววรจันทร์ (เจ้าจอมมารดาวาดในรัชกาลที่ 4) เป็นผู้นำถวาย และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2449
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้วยความจงรักภักดีจนเป็นที่สนิทเสน่หาไว้วางพระราชหฤทัย โดยนอกจากกำไลทองจารึกคำกลอนพระราชนิพนธ์ที่ได้รับพระราชทานจะเป็นหลักฐานแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณนี้แล้ว เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพาสยุโรป ก็ทรงมีพระหัตถเลขาถึงเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับด้วย ครั้นเมื่อได้รับลายพระหัตถเลขาก็ดีใจและก็คงจะได้แสดงกิริยาดีใจมากมายตามวิสัยผู้ยังมีอายุน้อย พระวิมาดาเธอฯ ซึ่งทรงรอบคอบระมัดระวังทุกอย่าง โดยเฉพาะการปกครองคน ทรงเข้มงวดมาก ทรงกวดขันให้เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับวางตัวเก็บความรู้สึก ไม่ให้ดีใจอย่างเด็กและก็ได้ทรงขอทอดพระเนตรทั้งลายพระราชหัตถเลขา และหนังสือที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับจะเขียนกราบบังคมทูลสนองลายพระราชหัตถ์ พระประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับกราบทูลอะไรที่ไม่สมควรออกไป เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้บันทึกความรู้สึกในตอนนั้นไว้ว่า
“ข้าพเจ้าสารภาพว่าทำให้เบื่อเขียน เพราะเขียนไม่ถูก จะเขียนอะไรก็กลัวถูกตรวจ กลัวก็กลัว อายก็อาย เมื่อได้รับเมล์ทีไรก็พิลึกกึกกือ ต้องซ่อนความรู้สึกต่างๆ ใจเต้นตูมๆ ใจหนึ่งชื่นชมของและลายพระหัตถ์ ใจหนึ่งเศร้าสลดที่จะต้องถูกเซ็นเซอร์ และเกิดความต่างๆ ข้าพเจ้าแอบร้องไห้ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ขาดเมล์เป็นอันมาก ทางล้นเกล้าฯ ก็ทรงสงสัยไปต่างๆ เพราะไม่ทรงทราบเหตุผลเพราะอะไร พระราชหัตถเลขาที่ทรงเป็นพระราชกระทู้ก็ถี่เข้าๆ ในที่สุดก็ทรงเขียนฟ้องมาที่ท่าน (พระวิมาดาเธอฯ) ท่านก็เล่นงานข้าพเจ้า”
ความวุ่นวายในเรื่องนี้ผ่านไปเมื่อเสด็จฯ กลับ และทรงซื้อเครื่องเพชรมาพระราชทาน โปรดให้แต่งเครื่องเพชรแล้วให้ช่างถ่ายรูปชาวต่างประเทศมาถ่ายรูป โดยทรงพระกรุณาเป็นผู้จัดท่าพระราชทานเอง ตลอดจนทรงพระกรุณาพระราชทานตู้ของที่ระลึก แล้วจัดของเข้าแต่งตั้งในตู้พระราชทานด้วยพระองค์เอง
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2526 เวลา 6.30 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริรวมอายุได้ 93 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯ แทนพระองค์ไปในการพระราชทานน้ำอาบศพ ณ ศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และพระราชทานโกศมณฑป อันเป็นโกศสำหรับทรงพระศพพระราชวงศ์ชั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอประกอบศพ พระราชทานฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวดตั้งประกอบพระเกียรติยศศพ และให้รับการศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
ข้อมูล: หนังสือ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ 5 พิมพ์สนองคุณเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ 5 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2526. หน้า 16-17.
พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระแสงดาบจากอเมริกา
พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระแสงดาบจากอเมริกา
ภาพถ่ายที่ได้รับการลงสีนี้ ซึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ภาพนี้ น่าจะเป็นผลงานของขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ (ฟรานซิส จิตร) ช่างภาพหลวงประจำราชสำนัก มากกว่าที่จะเป็นผลงานของจอห์น ทอมสัน (John Thomson)
ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย SOAS ในปี ค.ศ. 2018 ผมได้ศึกษาได้ตรวจสอบแผ่นกระจกต้นฉบับของจอห์น ทอมสันด้วยตนเอง ที่หอสมุดเวลคัมในกรุงลอนดอน ซึ่งไม่ปรากฏว่าภาพนี้อยู่ในคอลเลกชันต้นฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่พบว่าภาพนี้อยู่ในคลังสะสมของพิพิธภัณฑ์ใดในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
จอห์น ทอมสัน ได้เดินทางมายังกรุงเทพฯ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๐๘–๒๔๐๙ (ค.ศ. 1865–1866) ซึ่งในระหว่างนั้นเขาได้ถ่ายภาพเหมือนของบุคคลในราชสำนัก งานพระราชพิธี ภาพผู้คนชาวสยาม และภาพสถาปัตยกรรมจำนวนหนึ่ง
และถ้าสังเกตุให้ดีพระแสงที่ห้อยอยู่ คือดาบฝักทองคำที่ด้ามสลัดเป็นรูปอินทรีและช้าง ที่ประธานาธิปดี Andrew Jackson มอบให้นาย Edmund Roberts นำมาทูลเกล้าถวายฯแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๕ (ค.ศ. 1833) หลายปีก่อนที่รัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชในปี พ.ศ. ๒๓๙๔
และทรงฉลองพระองค์แบบเสื้อบะบ๋า หรือเสื้อแบบคอตั้งเล็กน้อยแขนกระบอก อาจจะเป็นไปได้ว่าชาวสยามน่าจะได้รับอิทธิพลจากเสื้อแบบใหม่ที่รับจากอิทธิพลจากจีนโพ้นทะเลในมลายู หรือที่ปัตตาเวีย หรือชวา ได้มีการอธิบายรูปแบบไว้พอให้เห็นภาพในหนังสือ อายะติวัฒน์ ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ เล่มที่ ๓ พิมพ์เมื่อ ร.ศ. ๑๓๐ ได้กล่าวไว้ว่า“ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานให้ข้าราชการสวมเสื้อผ้าขาวเทศรูปกระบอก (แขนคับ ตัวตึง ชายสั้นเพียงบั้นเอว) เข้าเฝ้าฤดูร้อนฤดูฝน ๘ เดือน”
และน่าจะได้รับมาครั้งรัชกาลที่ ๔ ซึ่งทำให้เสื้อดั้งเดิมของไทยปรับเปลี่ยนไป ดังปรากฎในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์
“เวลาวันหนึ่ง ข้าราชการเข้าเฝ้าที่พลับพลาโรงแสงพร้อมกัน ครั้งนั้นยังไม่มีธรรมเนียมที่จะสวมเสื้อเข้าเฝ้า จึงดำรัสว่า ดูคนที่ไม่สวมเสื้อเหมือนเปลือยกาย ร่างกายจะเป็นเกลื้อนกลากก็ดี หรือเหงื่อออกมาก็ดี โสโครกนัก ประเทศอื่น ๆ ที่เป็นประเทศใหญ่เขาก็สวมเสื้อหมดทุกภาษา... ประเทศสยามนี้ก็เป็นประเทศใหญ่รู้ขนบธรรมเนียมมากอยู่แล้ว ไม่ควรจะถือเอาอย่างโบราณที่เป็นชาวป่ามาแต่ก่อน ขอท่าน ทั้งหลายจงสวมเสื้อเข้ามาในที่เฝ้าจงทุกคน ตั้งแต่นั้นมาเข้าและขุนนางก็สวมเสื้ออย่างน้อยเข้าเฝ้าทุกคน ครั้นนานมาเห็นว่า เสื้ออย่างน้อยนั้นจะคาดผ้ากราบก็มิได้จึงยักย้ายทำเป็นเสื้อกระบอกเหมือนเสื้อบ้าบ๋า ก็เป็นธรรมเนียมติดมาจนทุกวันนี้...”
แฟชั่นชุดราตรียุคอาร์ตเดโคในสยามยุคต้นรัชกาลที่ ๗ (ครึ่งหลังของทศวรรษ 1920) (ตอนที่ ๒)
แฟชั่นชุดราตรียุคอาร์ตเดโคในสยามยุคต้นรัชกาลที่ ๗ (ครึ่งหลังของทศวรรษ 1920) (ตอนที่ ๒)
ผลงาน AI Fashion Collection ชุดนี้ ถ่ายทอดเสน่ห์ของแฟชั่นสตรีชั้นสูงในสยามผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นชุดราตรีแบบตะวันตกในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ ยุค Art Deco ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๕) ยุคนี้ครอบคลุมปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1930 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแฟชั่นสมัยใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากความหรูหราเรขาคณิตของ Art Deco ไปสู่ความโค้งมนของ “สตรีมไลน์ โมเดิร์นนิสม์” (Streamlined Modernism) และความเย้ายวนของ “ฮอลลีวูด แกลมเมอร์” (Hollywood Glamour)
แม้โลกกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression) ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 แต่เสื้อผ้าสตรียังคงสะท้อนความงามอย่างเต็มเปี่ยม โครงร่างของแฟชั่นในยุคนี้เปลี่ยนจากเดรสทรงตรงแบบเอวต่ำของยุค 1920 มาสู่ชุดเข้ารูปที่เน้นเส้นโค้งเว้าของร่างกาย ตัดเย็บด้วยเทคนิคเฉียง (bias-cut) เพื่อให้เกิดความพริ้วไหวและแนบกระชับ เสริมด้วยกระโปรงยาวระดับกลางหน้าแข้ง (midi length) ที่พลิ้วบางแต่แฝงไว้ด้วยความสง่า
แม้โครงสร้างของเสื้อผ้าจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สไตล์ทรงผมและการแต่งหน้ายังคงมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่องในหมู่สตรีผู้ทันสมัยแห่งสยามช่วงต้นของรัชกาลที่ ๗ โดยเฉพาะทรงผมแบบ Marcel Waves และ Finger Waves ที่ให้ลุคโฉบเฉี่ยว คิ้วโก่งเรียว ริมฝีปากสีเข้ม และดวงตาที่แต่งแต้มอย่างมีเสน่ห์ ล้วนเป็นภาพแทนของความสง่างามอันร่วมสมัย
แรงบันดาลใจสำคัญในยุคนั้นยังได้รับอิทธิพลจากดาราฮอลลีวูดอย่าง Jean Harlow, Marlene Dietrich, และ Greta Garboซึ่งปรากฏตัวในภาพยนตร์ด้วยเดรสผ้าซาตินเนื้อลื่นแบบ bias-cut คอเสื้อทรง cowl neckline หรือแบบเปิดไหล่อย่างมีชั้นเชิง กลายเป็นสัญลักษณ์ของสตรีสมัยใหม่ที่ทั้งอ่อนหวาน เปราะบาง และทรงพลังในคราเดียวกัน
สำหรับคอลเลกชันนี้ ผมตั้งใจออกแบบชุดราตรีที่เน้นเอกลักษณ์ของแฟชั่นตะวันตกในยุค 1920s โดยเฉพาะโครงชุดที่ปล่อยระดับเอวต่ำลงมาถึงสะโพก ซึ่งเป็นลายเซ็นสำคัญของยุคนั้น และสอดคล้องกับแนวทางการประยุกต์ใช้แฟชั่นตะวันตกในสยามขณะนั้นอย่างพอดิบพอดี
แฟชั่นและความเป็นชาติในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483–2484) (ตอนที่ ๒)
แฟชั่นและความเป็นชาติในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483–2484) (ตอนที่ ๒)
บทนำ: สงครามฝรั่งเศส-ไทย
กรณีพิพาทอินโดจีน หรือที่เรียกในต่างประเทศว่า Franco-Thai War เกิดขึ้นระหว่าง ราชอาณาจักรไทย กับ รัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้ระบอบวิชี เพื่อเรียกร้องคืนดินแดนบางส่วนในเขตอินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งเคยเป็นของไทยมาก่อน
หลังความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2483 นายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เห็นโอกาสในการเจรจาทวงคืนดินแดน โดยอาศัยสถานการณ์ที่ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะอ่อนแอ และการที่ญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนนำไปสู่การเผชิญหน้าและการสู้รบในพื้นที่ชายแดน
แม้ประเทศอยู่ในช่วงสงครามและการเปลี่ยนผ่านอุดมการณ์ แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แฟชั่นยังคงสะท้อนความเปลื่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเมือง ผ่านการแต่งกายที่ทันสมัยแบบตะวันตก ตามนโยบายรัฐนิยมของจอมพล แปลก
ผลลัพธ์ของสงคราม
การสู้รบจบลงเมื่อ ญี่ปุ่นเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย โดยมีการลงนามสงบศึกเบื้องต้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2484 และอนุสัญญาโตเกียวตามมาในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ซึ่งบังคับให้ฝรั่งเศสยกดินแดนบางส่วนของกัมพูชาและลาว คืนให้ไทย ได้แก่:
จังหวัดพระตะบอง และ จังหวัดไพลิน → จัดตั้งเป็น “จังหวัดพระตะบอง”
จังหวัดเสียมราฐ, จังหวัดบันทายมีชัย, และ จังหวัดอุดรมีชัย → จัดตั้งเป็น “จังหวัดพิบูลสงคราม”
จังหวัดพระวิหาร และ แขวงจำปาศักดิ์ → รวมกันเป็น “จังหวัดนครจัมปาศักดิ์”
แขวงไชยบุรี และบางส่วนของ หลวงพระบาง → กลายเป็น “จังหวัดลานช้าง”
อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ จึงต้องยอมรับข้อตกลงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 และคืนดินแดนทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศสตามสถานะก่อนสงคราม
แฟชั่นและความเป็นชาติในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483–2484)
แฟชั่นและความเป็นชาติในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483–2484)
เมื่อประวัติศาสตร์การทูตและการแต่งกายต้องเดินควบคู่กัน
บทนำ: สงครามฝรั่งเศส–ไทย
กรณีพิพาทอินโดจีน หรือที่เรียกในต่างประเทศว่า Franco–Thai War เกิดขึ้นระหว่าง ราชอาณาจักรไทย กับ รัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้ระบอบวิชี เพื่อเรียกร้องคืนดินแดนบางส่วนในเขตอินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งเคยเป็นของไทยมาก่อน
หลังความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2483 นายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เห็นโอกาสในการเจรจาทวงคืนดินแดน โดยอาศัยสถานการณ์ที่ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะอ่อนแอ และการที่ญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนนำไปสู่การเผชิญหน้าและการสู้รบในพื้นที่ชายแดน
ผลลัพธ์ของสงคราม
การสู้รบจบลงเมื่อ ญี่ปุ่นเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย โดยมีการลงนามสงบศึกเบื้องต้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2484 และอนุสัญญาโตเกียวตามมาในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ซึ่งบังคับให้ฝรั่งเศสยกดินแดนบางส่วนของกัมพูชาและลาว คืนให้ไทย ได้แก่:
จังหวัดพระตะบอง และ จังหวัดไพลิน → จัดตั้งเป็น “จังหวัดพระตะบอง”
จังหวัดเสียมราฐ, จังหวัดบันทายมีชัย, และ จังหวัดอุดรมีชัย → จัดตั้งเป็น “จังหวัดพิบูลสงคราม”
จังหวัดพระวิหาร และ แขวงจำปาศักดิ์ → รวมกันเป็น “จังหวัดนครจัมปาศักดิ์”
แขวงไชยบุรี และบางส่วนของ หลวงพระบาง → กลายเป็น “จังหวัดลานช้าง”
อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ จึงต้องยอมรับข้อตกลงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 และคืนดินแดนทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศสตามสถานะก่อนสงคราม
แฟชั่นไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2: โครงร่างของชุด เครื่องแบบ และหมวก
แม้ประเทศอยู่ในช่วงสงครามและการเปลี่ยนผ่านอุดมการณ์ แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แฟชั่นยังคงสะท้อนความเปลื่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเมือง ผ่านการแต่งกายที่ทันสมัยแบบตะวันตก ตามนโยบายรัฐนิยมของจอมพล แปลก
เสื้อผ้าสตรีในยุค 1940s
เสื้อเดรสเอวเข้ารูป มีการจับจีบหรือเเย็บเพื่อให้ชุดดูเรียบร้อยและภูมิฐาน
แขนเสื้อพองเล็กน้อย สะท้อนอิทธิพลจากแฟชั่นฝรั่งเศส-อังกฤษก่อนสงคราม
กระโปรงทรงเอไลน์ระดับเข่า เป็นทรงที่ประหยัดผ้า แต่ยังสง่างาม
เสื้อเชิ้ตคอปกแข็งแบบสตรี เป็นที่นิยม โดยเฉพาะเมื่อสวมคู่กับกระโปรงจีบ
แฟชั่นบุรุษในยุคสงคราม
สูทแบบตะวันตก เสื้อเชิ้ต คอปกแข็ง และ โบไท/เนกไท
รองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้ม และหมวกเฟโดรา ถือเป็นสัญลักษณ์ของชายชนชั้นกลาง–สูง
นโยบายรณรงค์สวมหมวก
รัฐบาลภายใต้จอมพล ป. ได้เสนอนโยบาย “มาลานำไทย” และขอความร่วมมือกับประชาชน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของความศิวิไลซ์และการแต่งกายแบบตะวันตก หมวกที่ได้รับความนิยม ได้แก่:
หมวกฟางปีกแบนสำหรับผู้หญิง ทั้งทรงโค้งและแบน
หมวกเฟโดรา หรือฮอมบวร์กสำหรับผู้ชาย ใส่ในโอกาสราชการและงานสังคม
นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการ “สร้างอัตลักษณ์ไทยสมัยใหม่” ให้ทันโลก และพยายามที่จะยกเลิกการแต่งกายแบบพื้นบ้านหรือเครื่องแต่งกายพื้นเมืองแบบดั้งเดิม
บทสรุปทางประวัติศาสตร์และบทเรียนร่วมสมัย
แม้ในช่วงสั้น ๆ ไทยจะสามารถยึดดินแดนบางส่วนคืนมาได้ แต่ดินแดนเหล่านั้นไม่ถูกผนวกอย่างถาวร และกลับกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจและการเมืองในเวลาต่อมา
กรณีความขัดแย้งไทย–กัมพูชายุคปัจจุบัน เป็นภาพสะท้อนของความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์เขตแดนในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน หากไทยได้ครอบครองดินแดนเหล่านี้อย่างถาวร ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพประชากร การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน อาจทำให้รัฐไทยต้องแบกรับภาระทั้งในแง่ภาษี การพัฒนา และการรักษาเสถียรภาพระยะยาว
สยามในปี พ.ศ. 2478: ภาพลักษณ์ของชาติ จากแฟชั่นถึงโบราณสถาน
สยามในปี พ.ศ. 2478: ภาพลักษณ์ของชาติ จากแฟชั่นถึงโบราณสถาน
คอลเลกชันแฟชั่น AI: สยามในปี พ.ศ. 2478 – วิสัยทัศน์แห่งความงามและอารยธรรมก่อนสงครามโลก
คอลเลกชันแฟชั่น AI ชุดนี้จินตนาการถึงการแต่งกายของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีไทยในปี พ.ศ. 2478 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7 ครองราชย์ พ.ศ. 2468–2477) ปี พ.ศ. 2478 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งในด้านแฟชั่นและมรดกวัฒนธรรมของชาติ เนื่องจากเป็นปีที่ ปราสาทตาเมือนธม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของไทย — เกือบสองทศวรรษก่อนที่ประเทศกัมพูชาจะได้รับเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
สไตล์สุภาพสตรี: อ่อนช้อยและสง่างามในแบบสากล
แฟชั่นสตรีในยุค 1930s ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากซิลูเอตต์ทรงตรงและเลขาคณิตของยุค 1920s สู่โครงชุดที่เน้นความอ่อนหวานและเสริมสรีระมากขึ้น กระโปรงยาวระดับกลางน่อง แขนเสื้อระบายหรือผ้าโปร่ง คอเสื้อตกแต่งด้วยลูกไม้หรือลูกปัด หมวกปีกกว้าง ถุงมือไข่มุก และรองเท้าหัวมน ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของสไตล์สตรีในยุคนี้
ข้าพเจ้าจินตนาการว่าสตรีชั้นกลางในสยาม ณ ขณะนั้นนิยมแต่งกายตามแบบตะวันตก เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของความเรียบร้อย สุภาพ และงดงามในกรอบความงามแบบสากล
สุภาพบุรุษไทย: ความสง่างามแห่งความคลาสสิก
สำหรับบุรุษ คอลเลกชันนี้เลือกนำเสนอ “ชุดสูทสามชิ้นแบบปกไขว้” (three-piece suit with peak lapel) ซึ่งเป็นแบบฉบับของแฟชั่นบุรุษในยุค 1930s เสริมบุคลิกด้วยหมวกเฟโดรา หรือหมวกปานามา และรองเท้าหนังทูโทนทรงคลาสสิก
แฟชั่นดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับใช้สไตล์ตะวันตกในหมู่ชนชั้นสูงของไทยในกรุงเทพฯ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลายเป็นรากฐานของสไตล์สุภาพบุรุษที่ยังคงเป็นอมตะจวบจนปัจจุบัน
บริบทประวัติศาสตร์: ปราสาทตาเมือนธม ก่อนกัมพูชาจะได้รับเอกราช
ปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) หรือเมื่อ 90 ปีมาแล้ว ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักศิลปากรที่ 5 จังหวัดปราจีนบุรี
การขึ้นทะเบียนครั้งนั้นเกิดขึ้นล่วงหน้ากว่า 20 ปี ก่อนที่ประเทศกัมพูชาจะได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2496 และได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2498
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการบูรณะโดยกรมศิลปากร และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยทางการกัมพูชาก็รับทราบกระบวนการเหล่านี้มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง กัมพูชากลับพยายามอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว ด้วยการปลุกกระแสชาตินิยม ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อพิพาทกรณี “ปราสาทพระวิหาร” ทั้งที่ความจริง เส้นเขตแดนบริเวณนี้อิงตามหลัก “สันปันน้ำ” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย
ปัจจุบัน: มรดกทางวัฒนธรรม ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดน
ในขณะนี้เขมรได้ทำการรุกรานประเทศไทย ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนและโบราณสถานในเขตแดนของตนอย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมและวาทกรรมทางการเมืองจากฝ่ายกัมพูชา
การที่ประเทศไทยได้ขึ้นทะเบียนปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 — ก่อนที่กัมพูชาจะได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสถึงสองทศวรรษ — ไม่เพียงแต่เป็นหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์และกฎหมาย หากยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบที่ไทยได้แสดงตลอดหลายทศวรรษ ในการดูแล รักษา และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ด้วยความเคารพและวิสัยทัศน์สากล
หมายเหตุ: ภาพในคอลเลกชันนี้เป็นการจินตนาการเชิงสร้างสรรค์จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการศึกษาด้านแฟชั่น โดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อจำลองเครื่องแต่งกายให้มีรายละเอียดใกล้เคียงกับยุคสมัยนั้นมากที่สุด ทั้งในด้านซิลูเอตต์ สีผ้า ทรงผม และอุปกรณ์ประกอบฉาก
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
Fashioning 1935: Siam’s Sartorial Identity Amid Cultural Milestones
This AI fashion collection envisions the attire of Thai gentlemen and gentlewomen in the year 1935, during the reign of His Majesty King Prajadhipok (Rama VII, who reigned from 1925 to 1934). The year 1935 marked a significant turning point—not only in terms of fashion but also in the realm of cultural heritage—being the year that Prasat Ta Muen Thomwas officially registered as a historic site of Thailand, nearly two decades before Cambodia gained independence from French colonial rule.
Ladies’ Fashion: Graceful and Elegantly International
Women’s fashion of the 1930s was a transitional period, moving away from the straight, geometric silhouettes of the 1920s towards softer, more body-conscious forms. Mid-calf-length dresses, flutter or sheer sleeves, delicately embellished collars with lace or beading, wide-brimmed hats, pearl gloves, and rounded-toe shoes were all key elements of feminine style in this era.
I imagined that middle-class Siamese women of the time embraced Western dress codes to reflect an image of refinement, gentility, and elegance, in accordance with international ideals of beauty and decorum.
Thai Gentlemen: Timeless Sophistication in Classic Form
For men, this collection presents the classic three-piece suit with a peak lapel, a quintessential look of 1930s menswear. The outfit is completed with a fedora or Panama hat and two-tone leather shoes—accessories that amplify the gentlemanly aura of the era.
This style reflects the Western influence adopted by Thailand’s urban elite in Bangkok during the pre-World War II period, laying the foundation for a timeless silhouette that remains an enduring symbol of gentlemanly fashion to this day.
Historical Context: Prasat Ta Muen Thom Before Cambodian Independence
Prasat Ta Muen Thom, located within Thai territory, was registered as an official historic site by the Fine Arts Department of Thailand in 1935—ninety years ago. It is now under the care of the 5th Regional Office of Fine Arts, based in Prachinburi Province.
This registration took place more than 20 years before Cambodia gained independence from France in 1953 and was officially recognised by the United Nations in 1955.
Over the decades, Thailand has consistently preserved this ancient site—through restoration by the Fine Arts Department and the promotion of heritage tourism by the Tourism Authority of Thailand. These activities have been acknowledged by Cambodian authorities throughout this time.
However, in recent years, Cambodia has made renewed claims over this area, invoking nationalist rhetoric reminiscent of the Preah Vihear temple dispute. In reality, the boundary in this region follows the watershed principle, an internationally recognised standard which clearly places the site within Thai territory.
Present Day: Cultural Heritage Amid Border Tensions
As Cambodia launches its current incursion into Thai territory, it has become necessary for Thailand to firmly reaffirm its sovereignty over its borderlands and heritage sites—especially in the face of intensifying nationalist propaganda and political narratives from the Cambodian side.
Thailand’s registration of Prasat Ta Muen Thom as a historic monument in 1935—long before Cambodia became an independent state—is not only a matter of legal and historical record, but also a testament to Thailand’s longstanding responsibility in preserving and stewarding the region’s cultural heritage with dignity and international vision.
Note:
The images in this collection are artistic recreations informed by historical data and fashion studies. Using advanced AI technology, the clothing has been rendered with silhouette, fabric, hairstyles, and accessories as close as possible to what would have been worn during the era—providing a historically grounded yet imaginative glimpse into Siam’s fashion history before the Second World War.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี้ครับ
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก #UNSC #UnitedNations
เฉลิมพระเกียรติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ - “พระบิดาแห่งราชนาวีไทย”
“พระบิดาแห่งราชนาวีไทย” — คอลเลกชันภาพสีด้วยเทคโนโลยี AI
เฉลิมพระเกียรติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
คอลเลกชันภาพชุดนี้ได้รับการลงสีและปรับแต่งด้วยเทคโนโลยี AI โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับในประวัติศาสตร์ เพื่อเทิดพระเกียรติพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็น “พระบิดาแห่งราชนาวีไทย” ภาพแต่ละใบได้รับการลงสีและปรับแต่งอย่างประณีตเพื่อถ่ายทอดรายละเอียดแห่งเนื้อผ้า แสง เงา และบุคลิกของพระองค์อย่างสมจริงในแบบสามมิติ
นับตั้งแต่เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือจากประเทศอังกฤษ และเสด็จนิวัติสยาม พระองค์ได้ทรงวางรากฐานอันสำคัญในการพัฒนากองทัพเรือสยามให้ทันสมัยและเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการ การจัดตั้งหน่วยฝึก การส่งนักเรียนนายเรือไปฝึกภาคต่างประเทศ และการวางยุทธศาสตร์ทางทะเลในระยะยาว ทั้งหมดนี้กลายเป็นมรดกทางความคิดและการกระทำที่ยังส่งอิทธิพลต่อราชนาวีไทยจนถึงปัจจุบัน
ในห้วงยามแห่งการเผชิญหน้าระหว่างประเทศ—จากเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนล่าสุดด้วยการรุกรานของเขมร—ราชนาวีไทยยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินและผืนน้ำของชาติอย่างกล้าหาญ คอลเลกชันนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสดุดีแก่พระองค์ผู้วางรากฐาน และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารเรือไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทยในปัจจุบัน
เปิดยุทธการ “ตราดพิฆาตไพรี 1” เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
เมื่อเวลา 05.10 น. วันที่ 26 กรกฎาคม กองกำลังทหารกัมพูชาเปิดฉากโจมตีพื้นที่ใหม่ บริเวณบ้านชำราก จังหวัดตราด จุดชนวนให้เกิดการปะทะกับฝ่ายไทยเป็นวันที่สามติดต่อกัน กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราดจึงได้ตอบโต้กลับทันที
ในเวลาเดียวกัน กองทัพเรือไทยได้เปิด “ยุทธการตราดพิฆาตไพรี 1” ผลักดันและทำลายแนวรุกของกองกำลังทหารกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ไทย 3 จุดหลัก กระทั่งเวลา 05.40 น. กองทัพเรือสามารถผลักดันศัตรูให้ล่าถอยออกไปได้อย่างเด็ดขาด
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกองทัพเรือไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ—บทบาทซึ่งมีรากฐานมาจากสายพระเนตรอันกว้างไกลของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ทรงริเริ่มและวางแนวทางอันสำคัญให้ราชนาวีไทย ได้แก่:
ทรงพัฒนาระบบสัญญาณธงมือและโคมไฟ
ทรงจัดตั้งหน่วยฝึกพลทหารเรือที่บางพระ
ทรงปฏิรูประเบียบการบริหารราชการทหารเรือ
ทรงนำนักเรียนนายเรือไปฝึกภาคต่างประเทศเป็นครั้งแรก
ทรงวางแผนยุทธศาสตร์กำลังทางเรืออย่างเป็นระบบ
พระกรณียกิจเหล่านี้ส่งผลให้ราชนาวีไทยกลายเป็นหนึ่งในกองทัพเรือที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงดำรงบทบาทในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมั่นคง
พระองค์ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2466 เนื่องจากประชวรด้วยพระโรคภายใน ต่อมาเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ปีเดียวกัน เวลา 11.40 น. ณ ที่ประทับ ตำบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร—สถานที่ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีของราชนาวีไทยตราบจนทุกวันนี้
ถุงเท้าลายขวางในยุควิกตอเรียตอนกลาง: แฟชั่นจากตะวันตกสู่สยาม
ถุงเท้าลายขวางในยุคปลายวิกตอเรีย: แฟชั่นจากตะวันตกสู่สยาม
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้รับการลงสีใหม่ ซึ่งภาพต้นฉบับขาวดำจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ Circles of Centres ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ช่วยเปิดเผยรายละเอียดอันน่าสนใจจในฉลองพระองค์ในราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) อย่างชัดเจน ภาพต้นฉบับนี้ถ่ายจากฟิล์มกระจกโบราณ และได้รับการฟื้นฟูและลงสีด้วยเทคโนโลยี AI สมัยใหม่ แสดงให้เห็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และพระราชโอรสหลายพระองค์ในฉลองพระองค์ที่สะท้อนทั้งวัฒนธรรมไทยและกลิ่นอายตะวันตกอย่างลงตัว
หนึ่งในรายละเอียดที่น่าจับตามองเป็นพิเศษสำหรับนักประวัติศาสตร์แฟชั่น คือ ถุงเท้าลายขวางที่มิใช่เจ้านายพระองค์น้อยสวมใส่ หากแต่เป็นพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีที่ทรงเลือกสวม ซึ่งถือเป็นการตีความแฟชั่นตะวันตกในแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของราชสำนักไทย
จุดกำเนิดของถุงเท้าลายขวางในแฟชั่นตะวันตก (พ.ศ. ๒๔๐๓–๒๔๒๓)
ในโลกตะวันตก ช่วงระหว่างทศวรรษ ๑๘๖๐–๑๘๘๐ ถุงเท้าลายขวางได้รับความนิยมเป็นพิเศษในหมู่ เด็กชายและสตรี โดยเฉพาะเมื่อกางเกงขายาวของเด็กชายเริ่มสั้นลงกลายเป็นกางเกงขาสั้นแค่เข่า (kneepants) หรือกางเกงแบบบรีชส์ (breeches) ทำให้ขาท่อนล่างเปิดเผยมากขึ้น และถุงเท้ากลายเป็นจุดสนใจทางแฟชั่น
ลวดลายถุงเท้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมักเป็น ลายขวางสองสีที่สม่ำเสมอ เช่น สีกรมท่ากับขาว หรือสีแดงเลือดหมูกับน้ำตาลอ่อน แม้จะมีแบบลายที่ซับซ้อนกว่านี้บ้างในบางกรณี ถุงเท้าลายเหล่านี้มักถูกสวมกับชุดเด็ก เช่น ชุดสไตล์ฟอนต์เลอรอย (Fauntleroy suit), ชุดกะลาสี หรือชุดเดรสของเด็กหญิงและเด็กชายวัยเตาะแตะ โดยทั่วไปแล้ว ไม่ได้ถือเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับ
งานพิธี และไม่ใช่แฟชั่นของผู้ใหญ่ในสังคมวิกตอเรีย ซึ่งมักเน้นถุงเท้าสีพื้นและความสุภาพเรียบร้อย
การตีความใหม่ของราชสำนักสยาม
เมื่ออิทธิพลแฟชั่นตะวันตกแผ่ขยายสู่โลกตะวันออกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ราชสำนักไทยก็เป็นหนึ่งในสถาบันที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จประพาสยุโรปหลายครั้ง ได้ทรงน้อมรับรูปแบบการแต่งกายแบบสากลเข้ามาปรับใช้ในราชสำนัก โดยยังคงผสมผสานกับองค์ประกอบของฉลองพระองค์แบบไทย
ในพระบรมฉายาลักษณ์ที่จัดแสดงในนิทรรศการ Circles of Centres นี้ พระราชโอรสทรงฉลองพระองค์อย่างเรียบง่ายด้วยกางเกงสั้นและถุงเท้าสีพื้น แต่สิ่งที่โดดเด่นกลับเป็นพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินี ที่ทรงเลือกสวมถุงเท้าลายขวาง โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ทรงสวมถุงเท้าลายขวางสีน้ำเงินกรมท่ากับดำ ซึ่งเผยให้เห็นอย่างเด่นชัดใต้โจงกระเบนสั้น ส่วนสมเด็จพระราชินีฯ ทรงฉลองพระองค์ด้วยเสื้อแขนยาวลูกไม้สีขาว ห่มสไบสีชมพูอ่อน และสวมถุงเท้าลายขวางสีน้ำตาลอมเขียว คู่กับรองเท้าหนังสไตล์ตะวันตก
การสวมถุงเท้าลายขวางของผู้ใหญ่: ความกล้าหาญและสง่างาม
ในบริบทของยุโรปในสมัยวิกตอเรีย การที่สุภาพบุรุษจะสวมถุงเท้าลายถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียม และมักถูกมองว่าเป็นของเล่นเด็กหรือสิ่งไม่สุภาพ แต่ในบริบทของราชสำนักไทย ถุงเท้าลายขวางกลับกลายเป็น สัญลักษณ์ของการเปิดรับโลกสมัยใหม่ และแสดงถึงความสามารถในการตีความแฟชั่นตะวันตกให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของไทย
ถุงเท้าลายขวางในที่นี้จึงมิใช่เพียงเครื่องแต่งตัวชิ้นเล็กๆ แต่เป็น ภาษาทางสัญลักษณ์ ของชนชั้นนำที่กำลังสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของชาติไทย—ชาติที่เป็นอิสระ ทันสมัย และรู้จักเลือกใช้วัฒนธรรมตะวันตกอย่างชาญฉลาด โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าของตน
แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย ถุงเท้าลายขวางที่ปรากฏในพระบรมฉายาลักษณ์นี้กลับสะท้อนการเคลื่อนไหวของโลกแฟชั่นอย่างเด่นชัด ทั้งในแง่ของอัตลักษณ์ สังคม และการเมืองวัฒนธรรม ในขณะที่โลกตะวันตก ถุงเท้าลายขวางเคยเป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสาและแฟชั่นของเด็ก ในขณะที่ในราชสำนักไทย กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
ด้วยเทคโนโลยีการลงสีภาพถ่ายโบราณและนิทรรศการอย่าง Circles of Centres เราจึงสามารถมองเห็นโลกอดีตในมิติใหม่ และเข้าใจว่า แม้เพียงถุงเท้าลายขวางคู่หนึ่ง ก็สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างยุคสมัยและวัฒนธรรมการแต่งกายได้เป็นอย่างดี