History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

สยามในห้วงการเปลี่ยนผ่าน: การสร้างสรรค์ภาพแฟชั่นจากยุคต้นรัชกาลที่ ๗

สยามในห้วงการเปลี่ยนผ่าน: การสร้างสรรค์ภาพแฟชั่นจากยุคต้นรัชกาลที่ ๗

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และภาพถ่ายต้นฉบับของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งผมได้ค้นคว้าไว้ โดยเน้นช่วงเวลาต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๓) (1920s) ที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคมอย่างสำคัญ

ในยุคนั้น ชายไทยที่รับราชการยังคงแต่งกายด้วยเครื่องแบบประจำราชการ ได้แก่ เสื้อราชปะแตนสีขาว โจงกระเบน และถุงเท้ายาวสีขาว เป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนถึงเกียรติยศ ความมีระเบียบ และความผูกพันกับจารีตแห่งราชสำนักอย่างแน่นแฟ้น

ขณะเดียวกัน แฟชั่นสตรีในเมืองหลวงกลับเริ่มเคลื่อนไปตามกระแสสมัยนิยมจากตะวันตก ยุค Art Deco พัดพาความมั่นใจ เสรีภาพ และความกล้าหาญทางการแสดงออกมาสู่สตรีไทย ผ่านชุดเดรสทรงตรง เอวต่ำ ผมบ๊อบสั้น รองเท้าเตี้ยมีส้น และกระเป๋าถือหนังขนาดเล็ก เส้นสายเรขาคณิตของซิลลูเอ็ตในยุคนี้แม้จะลดทอนความอ่อนช้อยแบบดั้งเดิม แต่กลับเผยให้เห็นจิตวิญญาณใหม่ของหญิงสาวในโลกสมัยใหม่

เมื่อเวลาค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ปลายทศวรรษ ๒๔๗๐ รูปทรงแบบเลขาคณิตของแฟชั่นยุคแรกเริ่มก็เริ่มเปลี่ยนไปสู่รูปทรงที่เข้ารูปและเน้นส่วเว้าและส่วนโค้งของร่างกาย เสื้อผ้าของหญิงสาวเริ่มมีลูกไม้ ลายปัก ริ้วระบาย และชายกระโปรงที่ยาวลงจนถึงระดับน่อง โทนสีฟ้าอ่อน เขียวมินต์ ชมพูหม่น และครีม กลายเป็นทางเลือกที่สะท้อนรสนิยมที่ละเมียดละไมและความละเมียดละไมในกิริยาของหญิงไทยยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม

คอลเลกชันนี้มิได้เป็นเพียงภาพที่สร้างขึ้นจาก AI เท่านั้น หากแต่คือการจินตนาการใหม่ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของภาพถ่ายประวัติศาสตร์จริง ถ่ายทอดด้วยความเคารพและความหลงใหลในยุคสมัยหนึ่งของสยาม ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความละเมียดละไม และเอกลักษณ์ที่ยังคงจับใจไม่เสื่อมคลาย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

การเตรียมภาพภาพแฟชั่นสำหรับการเทรนโมเดล AI Flux LoRA

การเตรียมภาพภาพแฟชั่นสำหรับการเทรนโมเดล AI Flux LoRA

เวิร์กโฟลว์ของผมในการเตรียมภาพภาพแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ ๗ ตอนปลาย (1930s) สำหรับการเทรนโมเดล AI Flux LoRA

ผมอยากแบ่งปันเวิร์กโฟลว์ที่ผมใช้ในตอนนี้ในการเสริมคุณภาพของภาพสำหรับการเตรียมฐานข้อมูลด้วย AI โดยขณะนี้ผมกำลังฝึกโมเดลที่เน้นแฟชั่นในยุค 1930s ซึ่งเริ่มต้นจากการใช้ภาพขาวดำจากการค้นคว้าในยุคนั้นเป็นพื้นฐาน ผมใช้ Flux Kontext ในการทำงาน แต่แทนที่จะใช้ใน ComfyUI ผมเลือกใช้ Freepik Edit เพราะเข้าถึงง่ายและสามารถทำได้ครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการ Upscale หรือ Retouch ภาพ แอปนี้ใช้งานดีมากครับ — จบที่เดียวในแอ็ปเลย ไม่ต้องวุ่นวายใช้หลายแอ็ปทำคนละอย่าง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

การสร้างสรรค์ภาพแฟชั่นชายไทยยุค 1920 ด้วย LoRA: ขั้นตอนการทำงานทีละขั้น

การสร้างสรรค์ภาพแฟชั่นชายไทยยุค 1920 ด้วย LoRA: ขั้นตอนการทำงานทีละขั้น

การสร้างลุคที่ถูกต้องในแต่ละยุคสมัยไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม บริบททางประวัติศาสตร์ และความสนุกของการค้นหา นี่คือวิธีที่ผมสร้างโมเดล LoRA เพื่อสร้างแฟชั่นชายในสยามยุค 1920 (สมัยรัชกาลที่ 7) ตั้งแต่การวิจัยจนถึงการเรนเดอร์ขั้นสุดท้าย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นตะวันตกในสยาม: แต่งกายทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ ๗

แฟชั่นตะวันตกในสยาม: แต่งกายทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ ๗

แฟชั่น AI คอลเลกชันนี้สร้างขึ้นโดยอิงจากการฝึก LoRA ทั้งสามชุด ได้แก่ แฟชั่นสุภาพบุรุษยุค 1920s, แฟชั่นสุภาพสตรียุค 1920s และ หมวกเครื่องประดับของทั้งสองเพศในยุคนั้น ก่อนจะปรับระดับน้ำหนักของแต่ละโมเดลให้เกิดความกลมกลืน จนได้ผลลัพธ์เป็นภาพจินตนาการของ “สยามในยุคที่เปิดรับแฟชั่นตะวันตกอย่างสมบูรณ์”

ลองนึกภาพสุภาพสตรีไทยในเดรสผ้าฝ้ายพริ้วเบา สีชมพูพาสเทลเดินเคียงคู่กับสุภาพบุรุษในสูทสามชิ้นสีกรมท่า สวมหมวกฟางทรงแบนปีกแข็งที่เรียกกันว่า Boater Hat อย่างสง่างาม ทั้งคู่กำลังยิ้มให้กันขณะเดินผ่านพระบรมหาราชวัง ฟังดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ย้อนยุคใช่ไหมครับ? แต่ภาพเหล่านี้ไม่ใช่ภาพถ่ายจากอดีต หากเป็นภาพจำลองที่สร้างขึ้นด้วย AI โดยอาศัยการฝึกโมเดลเฉพาะทาง (LoRA) ถึงสามชุด เพื่อจับกลิ่นอายแฟชั่นของยุค 1920s ทั้งฝั่งหญิง ฝั่งชาย และหมวก–เครื่องประดับที่เป็นหัวใจของลุคนี้ในยุคนั้น

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๓) ขณะที่พระนครกำลังปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ โลกแฟชั่นของสุภาพสตรีก็เคลื่อนไปตามแฟชั่นจากยุโรป ยุค Art Deco พัดพาความมั่นใจและเสรีภาพเข้าสู่สยาม ด้วยการรับการแต่งกายแบบตะวันตกด้วยชุดเดรสทรงตรง และเอวตำ่ ซึ่งเป็นซิลลูเอ็ตที่ลดทอนส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย แฟชั่นสไตล์นี้เน้นเส้นสายเรขาคณิตแทนความอ่อนช้อยแบบเดิม แต่เมื่อกาลเวลาคืบเข้าสู่ปลายทศวรรษ ความแข็งกร้าวของโครงชุดก็ค่อย ๆ หลอมละลายกลายเป็นความอ่อนโยน เสื้อผ้าของหญิงสาวเริ่มมีระบาย ลูกไม้ ลายปัก และชายกระโปรงที่ยาวลงจนถึงระดับกลางน่อง เดรสโทนสีครีม ฟ้าหม่น เขียวอ่อน และชมพูอ่อนที่เคยดูเรียบง่าย กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่บอกเล่ารสนิยมและกิริยามารยาทอันละเมียดละไมของหญิงไทยในโลกใหม่

ด้านฝั่งสุภาพบุรุษ แฟชั่นยุค 1920s ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเลยครับ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เสื้อผ้าผู้ชายเริ่มผ่อนคลายจากความเป็นทางการแบบเดิม ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งความเนี้ยบและพิถีพิถัน ชุดสูทสามชิ้นยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกั๊กเข้ารูป กางเกงเอวสูง หรือแจ็กเก็ตทรงไหล่กว้าง เสริมด้วยเสื้อเชิ้ตปกแข็งแบบ club collar หรือ wing collar ที่ดูคลาสสิกสุด ๆ แถมยังมีผ้าเช็ดหน้าพับไว้ในกระเป๋าเสื้อ สูทบางชุดมีเข็มกลัดเล็ก ๆ ตรงเนกไท หรือดอกไม้กลัดหน้าอกด้วยนะครับ ส่วนรองเท้าก็ต้องขัดมันเงา หรือลองแบบทูโทน two-tone brogues เพิ่มความมีสไตล์

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดในลุคชาย–หญิงของคอลเลกชันนี้ คงหนีไม่พ้น Boater Hat หรือ “หมวกโบ๊ตเตอร์” หมวกฟางแข็งปีกแบนที่ถือกำเนิดในอังกฤษช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จากกิจกรรมพายเรือของนักเรียนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และอ็อกซ์ฟอร์ด หมวกนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีรสนิยมสำหรับสุภาพบุรุษในฤดูร้อน และไม่ช้านานก็กลายเป็นหมวกยอดนิยมในหมู่นักเรียนชายโรงเรียนดังอย่าง Eton, Harrow และ Winchester แน่นอนว่าหมวกนี้เดินทางมาถึงสยามด้วย—ผ่านเจ้านาย ขุนนาง และนักเรียนนอกที่เดินทางกลับจากยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ผู้ทรงศึกษา ณ สถาบันเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง

การจำลองภาพเหล่านี้ผ่าน AI จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้าง “ภาพในฝัน” หากแต่เป็นการต่อยอดจากรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริงในสยามยุคเปลี่ยนผ่าน เราอาจไม่พบภาพถ่ายของหญิงไทยสวมเดรส Art Deco เคียงคู่ชายไทยในสูทพร้อมหมวกโบ๊ตเตอร์ในพระราชวังอย่างชัดเจนในอดีต แต่เราก็รู้ว่าแฟชั่นแบบนี้มีอยู่จริงในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗ ซึ่งการแต่งกายแบบนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเจ้านาย ข้าราชการ นักเรียนเก่าอังกฤษ หรือชนชั้นนำที่เปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คอลเลกชันชุดเดรสกลางวันแฟชั่นสตรีไทย ยุค 1920s — ต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘)

คอลเลกชันชุดเดรสกลางวันแฟชั่นสตรีไทย ยุค 1920s — ต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘)
ออกแบบเพื่อความเรียบง่ายและสวมใส่สบายในชีวิตประจำวัน

เมื่อกรุงเทพฯ ก้าวเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ โลกแฟชั่นของสุภาพสตรีก็กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่เช่นกัน ยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) ได้มอบภาพลักษณ์ของหญิงสาวยุคใหม่ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและทันสมัย ผ่านโครงชุดทรงเรขาคณิตที่ลดทอนส่วนเว้าส่วนโค้งของเรือนร่าง เพื่อสะท้อนถึงอิสรภาพและความเท่าเทียมในโลกสมัยใหม่

อย่างไรก็ดี เมื่อกาลเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1920 รูปทรงของชุดสุภาพสตรีเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง สู่นิยามใหม่ที่อ่อนโยนและละมุนละไมมากยิ่งขึ้น กระโปรงที่เคยสั้นเหนือเข่าค่อย ๆ ยาวลงมาจนถึงระดับกลางน่อง และแนวเอวที่เคยต่ำเกือบถึงสะโพกก็ค่อย ๆ เลื่อนกลับขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเอวธรรมชาติดังเดิม

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ ได้รับการออกแบบขึ้นโดยจินตนาการว่า หากสุภาพสตรีไทยในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๓) ได้เปิดรับแฟชั่นตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ—โดยเฉพาะแฟชั่นสไตล์อาร์ตเดโคที่กำลังได้รับความนิยมในยุโรปและอเมริกา—ภาพที่ได้ก็คงจะเป็นเช่นนี้

แนวคิดในการออกแบบครั้งนี้ คือการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายที่สวมใส่ง่าย สบาย เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นเสื้อผ้าฝ้ายแบบเรียบง่าย เดรสทรงตรงที่ปรับให้เหมาะกับสรีระของหญิงไทย ด้วยรายละเอียดที่พอเหมาะพอควร ไม่รุงรังหรือฟู่ฟ่า แต่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของความเป็นสตรี

ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๑–๒๔๗๓ แนวโน้มแฟชั่นเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับความอ่อนช้อยของเรือนร่าง แม้ยังไม่มีโครงรัดรูปเช่นในยุคก่อน แต่เริ่มมีการตกแต่งด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเน้นความงามแบบผู้หญิง เช่น การจับระบายที่ช่วงอก การใช้ลูกไม้ที่ปลายแขน และลวดลายปักดอกไม้ที่จัดวางอย่างประณีต

ชุดเดรสในคอลเลกชันนี้สะท้อนสไตล์ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้ยังมีกลิ่นอายของอาร์ตเดโคในโครงชุด แต่ความแข็งกระด้างถูกแทนที่ด้วยเนื้อผ้าที่พริ้วไหว เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ในโทนสีอ่อนละมุน เช่น สีครีม ชมพูพาสเทล ฟ้าหม่น และเขียวอ่อน ลวดลายปักอันประณีตช่วยเพิ่มความประณีตงดงามในแบบหญิงไทย

องค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ ได้แก่:

  • หมวกปีกกว้าง ตกแต่งด้วยริบบิ้นสีตัดหรือดอกไม้ สะท้อนกลิ่นอายแบบผู้ดีอังกฤษ

  • ถุงมือผ้าซาตินหรือถุงมือผ้าลูกไม้สีงาช้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งความละเมียดละไมในการแต่งกาย

  • สร้อยไข่มุกและทรงผมดัดลอนอ่อน คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์อันอ่อนช้อยและสง่างาม

ภาพหญิงไทยในคอลเลกชันนี้เป็นภาพในจินตนาการของผู้หญิงที่แต่งกายเรียบง่ายในวันพักผ่อนอยู่บ้าน—ไม่เพียงแต่สะท้อนรสนิยม หากยังแสดงให้เห็นถึงสถานภาพทางสังคมและบทบาทของสตรีไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

แฟชั่นในภาพเหล่านี้คือภาพแทนของช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน—ช่วงเวลาที่โครงเสื้อทรงเรขาคณิตของยุคอาร์ตเดโครวมทั้งความอ่อนหวานของรูปทรงสตรี และความทันสมัยอย่างสง่างาม เป็นช่วงเวลาที่ความสมัยใหม่และวัฒนธรรมดั้งเดิมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และหากสุภาพสตรีไทยในยุคนั้นได้เปิดรับแฟชั่นตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ ภาพที่เราได้เห็นนี้ก็คงไม่ไกลเกินจริง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จากเดียนเบียนฟูถึงเพชรบุรี: ฟื้นภาพสตรีไทยทรงดำด้วย AI จากรูปถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5

จากเดียนเบียนฟูถึงเพชรบุรี: ฟื้นภาพสตรีไทยทรงดำด้วย AI จากรูปถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5

แรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้

“ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง หรือ ไทยโซ่ง” หมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคนไทยในอดีตมักเรียกว่า ลาว หรือ ลาวโซ่ง เนื่องจากพวกเขาอพยพมาจากเมืองเดียนเบียนฟู ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ผ่านลาว แล้วเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

คนกลุ่มนี้นิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ จึงเรียกกันว่า ไทยทรงดำ ตามลักษณะการแต่งกาย ส่วนคำว่า โซ่ง หรือ ซ่ง นั้น เชื่อกันว่ามีรากศัพท์จากคำว่า “ซ่วง” หรือ “ทรง” ที่แปลว่า “กางเกง” ในภาษาท้องถิ่นเดิม พวกเขาจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งด้านภาษา เครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

ผมได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างภาพชุดนี้จาก รูปภาพขาวดำต้นฉบับในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถ่ายในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 รูปภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของผู้หญิงไทดำในยุคนั้น ทั้งความเรียบง่ายในท่วงท่า ความละเอียดในเครื่องแต่งกาย

รูปภาพเหล่านั้นไม่เพียงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ยังถ่ายทอดอัตลักษณ์ของผู้หญิงไทยทรงดำในอดีตได้อย่างทรงคุณค่า ผมจึงนำรูปภาพเหล่านี้มาใช้เป็นชุดข้อมูลในการฝึกโมเดล AI เพื่อสร้าง รูปภาพใหม่ ที่จำลองภาพลักษณ์ของสตรีไทยทรงดำขึ้นมาอีกครั้ง โดยยึดโยงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์และความเข้าใจทางวัฒนธรรม แม้ประวัติศาสตร์จะกล่าวว่าชาวไทยทรงดำแต่งกายด้วยสีดำล้วน แต่ในผลงานชุดนี้ ผมเลือกใช้ สีครามเข้ม แทน เพื่อแทนความหมายของ คราม ซึ่งเป็นสีจากการย้อมผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีมาแต่โบราณ สีครามจึงเป็นสัญลักษณ์ของความลุ่มลึก ความมั่นคง และความเป็นรากเหง้าในวิถีของชาวไทดำ

ประวัติการอพยพของชาวไทดำ

ชาวไทดำอพยพเข้าสู่ดินแดนไทยหลายครั้งในประวัติศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากสงคราม การกวาดต้อน และเหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นทั้งในเวียดนามและลาว

ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์แห่งลาวเวียงจันทน์ได้ยกทัพไปตีเมืองของชาวไทดำและกวาดต้อนครัวไทดำลงมายังกรุงเทพฯ แล้วทูลขอแลกตัวกับชาวลาวเวียงจันทน์ที่ถูกกวาดต้อนในสมัยกรุงธนบุรี พร้อมทั้งขอให้อาณาจักรลาวเวียงจันทน์เป็นเอกราช แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ทรงอนุญาต เพราะเกรงว่าหากยอม อาจมีชนกลุ่มอื่นเอาอย่าง ทำให้เจ้าอนุวงศ์กลับไปเวียงจันทน์และเริ่มก่อกบฏ

ในช่วงปี พ.ศ. 2369–2371 เจ้าอนุวงศ์ได้ก่อกบฏกับสยาม กองทัพไทยจึงขึ้นไปปราบและนำครัวชาวไทดำกลับมายังสยามอีกครั้ง โดยจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้บันทึกไว้ในคราวยกทัพปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2430 ว่า

“พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาภิราษฎร์ยกกองทัพขึ้นมาเมืองแถง จัดราชการเรียบร้อยแล้ว ได้เอาครัวเมืองแถงและสิบสองจุไท ซึ่งเป็นไทดำ ลงมากรุงเทพฯ เป็นอันมาก... แล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้พวกไทดำเหล่านั้นไปตั้งภูมิลำเนา ณ เมืองเพชรบุรี จนได้ชื่อว่าลาวซ่ง”

จากหลักฐานการอพยพดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเพชรบุรีเป็นจังหวัดแรกที่ชาวไทยทรงดำเข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะบริเวณอำเภอเขาย้อย ซึ่งมีภูมิประเทศคล้ายบ้านเดิมของพวกเขาในแถบภูเขาสิบสองจุไท

คำบอกเล่าของคนไทยทรงดำรุ่นหลังยังระบุว่า พวกเขาเดินทางโดยทางเรือ มาตั้งถิ่นฐานที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม ก่อนจะค่อย ๆ ย้ายเข้าสู่พื้นที่ภูเขาทางอำเภอเขาย้อย และแพร่กระจายต่อไปยังจังหวัดต่าง ๆ เช่น นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ซึ่งชาวไทยทรงดำในแต่ละพื้นที่ก็มักจะระบุว่าบรรพบุรุษของตนมาจากเพชรบุรีเป็นหลัก

ระหว่างปี พ.ศ. 2376–2378 ยังเกิดศึกกับญวนในหัวพันห้าทั้งหกและเมืองพวน เมื่อสยามมีชัย ก็ได้กวาดต้อนชาวพวนและชาวไทดำลงมายังกรุงเทพฯ อีกระลอก

ในปี พ.ศ. 2379–2381 หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าอนุวงศ์ ราชวงศ์ลาวเวียงจันทน์ล่มสลาย หัวเมืองลาวจึงขึ้นตรงต่อสยาม อุปราชหลวงพระบางได้ยกทัพไปตีเมืองของชาวไทดำ และนำครัวไทดำลงมาถวายกรุงเทพฯ เป็นเครื่องราชบรรณาการ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเกิดกบฏฮ่อ พวกฮ่อได้รุกรานเผาทำลายเมืองของชาวไทดำในสิบสองจุไท เมืองแถง และหัวเมืองลาวหลายแห่ง ชาวไทดำบางส่วนจึงอพยพลงมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่หลวงพระบางและเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดให้นำครัวไทดำเหล่านี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยาม ถือเป็นการอพยพรุ่นสุดท้ายในประวัติศาสตร์

การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมไทดำ

แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี แต่ชาวไทยทรงดำยังคงรักษาภาษา เครื่องแต่งกาย และประเพณีของตนไว้อย่างเข้มแข็ง พวกเขายังคงใช้ผ้าทอมือ เครื่องประดับเงิน ผ้าคาดอก และการสวม ผ้าโพกหัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และยังคงมีเทศกาล งานประเพณี และการละเล่นพื้นบ้านที่แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้า

โปรเจกต์ AI นี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างรูปภาพใหม่ แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องเล่าและตัวตนของผู้หญิงไทยทรงดำ ผ่านสายตาแห่งปัญญาประดิษฐ์ ที่เรียนรู้จากอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบัน และเชื่อมโยงไปสู่อนาคตด้วยความเคารพ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จินตนาการแฟชั่นบุรุษแบบตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ ๖ และหมวกโบ๊ตเตอร์

จินตนาการแฟชั่นบุรุษแบบตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ ๖ และหมวกโบ๊ตเตอร์

ทศวรรษ 1920 คือช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงในโลกของแฟชั่นผู้ชาย เครื่องแต่งกายสะท้อนความสง่างาม ความมีโครงสร้าง และวิถีชีวิตที่เปิดรับความสบายมากขึ้น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ชายเริ่มลดความเป็นทางการของการแต่งกายลง แต่ยังคงรักษาความเนี้ยบและพิถีพิถันแบบสุภาพบุรุษไว้ ชุดสูทยังคงเป็นศูนย์กลางของเครื่องแต่งกาย แต่มีการปรับรูปทรงและเลือกใช้ผ้าที่เหมาะกับฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนและกิจกรรมนันทนาการกลางแจ้ง

ในยุคนี้ หมวกใบหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดคือ หมวกโบ๊ตเตอร์ (Boater Hat) ซึ่งเป็นหมวกฟางทรงแข็ง มีส่วนบนแบน ปีกแบน และตกแต่งด้วยริบบิ้นผ้ากรอสเกรน หมวกชนิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อยในช่วงฤดูร้อน และยังสะท้อนภาพลักษณ์ของชายหนุ่มชนชั้นกลางผู้มีรสนิยมอีกด้วย

แฟชั่นชายยุค 1920: องค์ประกอบสำคัญ

  • ชุดสูท: ชุดสูทสามส่วนยังคงเป็นมาตรฐาน โดยมีกางเกงเอวสูง ขากว้าง เสื้อกั๊กเข้ารูป และเสื้อสูททรงไหล่กว้าง ผ้าที่ใช้มีทั้งผ้าขนสัตว์ในฤดูหนาว และผ้าลินินหรือผ้าระบายอากาศดีสำหรับฤดูร้อน

  • เสื้อเชิ้ตและปกเสื้อ: นิยมเสื้อสีขาวหรือสีอ่อน โดยปกเสื้อเป็นแบบถอดเปลี่ยนได้ เช่น ปกมนแบบ “คลับ คอลลาร์” (club collar) หรือปกแหลมแบบดั้งเดิม (spearpoint collar) ในช่วงกลางทศวรรษเริ่มมีการใช้ปกอ่อนที่สะดวกสบายมากขึ้น

  • เนกไทและเครื่องประดับ: ลวดลายบนเนกไทมีความกล้าหาญ เช่น ลายทาง ลายศิลปะแบบ Art Deco พร้อมด้วยผ้าเช็ดหน้ากระเป๋า เข็มกลัดเนกไท และดอกไม้กลัดหน้าอก

  • รองเท้า: นิยมรองเท้าหนังผิวมัน หรือแบบสองสี (two-tone brogues)

  • หมวก: เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการแต่งกายของชายยุคนั้น หมวกเฟโดราและฮอมบวร์กใช้ในฤดูหนาวหรือในโอกาสทางการ ส่วนหมวกโบ๊ตเตอร์คือเครื่องแต่งกายสำหรับฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมสูงสุด

หมวกโบ๊ตเตอร์: จากริมแม่น้ำสู่สัญลักษณ์แฟชั่นสากล

หมวกโบ๊ตเตอร์ หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า “sennit hat” ถือกำเนิดขึ้นในอังกฤษช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยเป็นหมวกฟางแบบแข็งที่ใช้ในกิจกรรมพายเรือของนักเรียนชายตามมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และ อ็อกซ์ฟอร์ด

แม้จะไม่มีชื่อของช่างทำหมวกคนใดที่ได้รับการจดจำว่าเป็นผู้ประดิษฐ์หมวกชนิดนี้อย่างชัดเจน แต่ก็ทราบกันดีว่าหมวกโบ๊ตเตอร์แพร่หลายโดยช่างทำหมวกในอังกฤษตอนใต้ โดยเฉพาะในลอนดอน ซึ่งเป็นผู้รับทำหมวกให้แก่นักเรียนชายและกลุ่มชนชั้นกลางผู้รักกิจกรรมกลางแจ้ง หมวกนี้จึงเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของชุดยูนิฟอร์มของชมรมพายเรือของมหาวิทยาลัย และกลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำการออกเรือเล่นหรือร่วมกิจกรรมฤดูร้อนอื่น ๆ

คำว่า “boater” ที่ใช้เรียกหมวกนี้ มาจากกิจกรรม “boating” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสันทนาการยอดนิยมของนักเรียนชายในยุคนั้น หมวกจึงถูกใช้ทั้งในงานแข่งขันเรือ งานเลี้ยงริมน้ำ และการเดินเล่นในช่วงฤดูร้อน หมวกโบ๊ตเตอร์ยังได้รับความนิยมในหมู่นักเรียนชายจากโรงเรียนชื่อดังในอังกฤษ เช่น Eton College, Harrow, และ Winchester ซึ่งล้วนมีเครื่องแบบที่รวมหมวกโบ๊ตเตอร์เข้าไว้ด้วย

ภายในไม่กี่ทศวรรษ หมวกโบ๊ตเตอร์ก็เริ่มหลุดออกจากบริบทเฉพาะกิจกรรมพายเรือ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพักผ่อนอย่างมีรสนิยมในยุค เอ็ดเวิร์เดียน (ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20) และยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงต่อเนื่องในยุค 1920s ทั้งในอังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา หมวกชนิดนี้มักสวมคู่กับเบลเซอร์ กางเกงลายทาง และรองเท้า spectator shoes กลายเป็นลุคของสุภาพบุรุษผู้มีรสนิยมในช่วงฤดูร้อน

เมื่อแฟชั่นตะวันตกเดินทางมาถึงสยาม: ภาพในจินตนาการจากสมัยรัชกาลที่ 6

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภายใต้รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และต่อเนื่องถึง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) สยามได้เปิดรับแนวคิดแบบตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการเมือง การศึกษา และวัฒนธรรม โดยเฉพาะชนชั้นสูงและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้รับการศึกษาในยุโรป โดยเฉพาะที่ประเทศอังกฤษ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาในโรงเรียน Eton และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์ทรงสวมหมวกโบ๊ตเตอร์ตามระเบียบเครื่องแบบของโรงเรียนอังกฤษ หมวกนี้จึงไม่ใช่แค่ของประดับในแฟชั่น แต่เป็นเครื่องหมายแห่งการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันชั้นสูงในสังคมยุโรป และสะท้อนถึงการเชื่อมต่อของสยามกับโลกตะวันตก

หากจะจินตนาการว่าสุภาพบุรุษชาวสยามในยุค 1920 เช่น เจ้านาย หรือข้าราชการผู้ได้รับการศึกษาตะวันตก กำลังเดินอยู่ในบริเวณพระราชวังดุสิต หรือถนนราชดำเนินในชุดสูทสามชิ้น ปกแข็ง ประดับด้วยผ้าเช็ดหน้าที่กระเป๋าเสื้อสูท พร้อมกับรองเท้าหนังมันวาว และหมวกโบ๊ตเตอร์ ก็คงมิใช่เรื่องเกินเลยจากความจริง แม้ประชาชนทั่วไปยังนิยมเครื่องแต่งกายแบบไทยในชีวิตประจำวัน แต่อภิชนชั้นนำในเวลานั้นได้เรียนรู้และซึมซับแฟชั่นตะวันตกได้อย่างเป็นสากล

ภาพจำลองด้วย AI: หากสุภาพบุรุษสยามในยุค 1920 รับแฟชั่นตะวันตกอย่างสมบูรณ์

ในภาพถ่ายที่สร้างขึ้นด้วย AI คอลเล็คชั่นนี้ ชายไทยสองคนเดินอยู่ในฉากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกภายในพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ ทั้งคู่แต่งกายด้วยสูทเข้ารูปและหมวกโบ๊ตเตอร์อย่างสง่างาม ภาพเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงจินตนาการ หากแต่เป็นการสร้างสรรค์ที่มีรากฐานในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายในสมัยนั้น

ชายเหล่านี้อาจเป็นเจ้านาย ขุนนาง หรือผู้แทนทางการทูตที่เพิ่งกลับจากการศึกษาในต่างประเทศก็เป็นได้ พวกเขาคือภาพแทนของชนชั้นนำสยามในยุคนั้นที่รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกอย่างมั่นใจและมีรสนิยม

แม้จะไม่ใช่ทุกคนในยุคนั้นที่แต่งกายเช่นนี้ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถ และเลือกที่จะแต่งกายเช่นนั้นจริง ๆ การผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันออกและตะวันตกในโลกของแฟชั่นคืออีกหนึ่งภาพสะท้อนของสยามยุคใหม่—ประเทศที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกสมัยใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ลืมรากเหง้าแห่งตนเอง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ศิลปะงานปักเสื้อ กับแฟชั่นสตรีในสมัยต้นรัชกาลที่ ๗

ศิลปะงานปักกับแฟชั่นสตรีในสมัยต้นรัชกาลที่ ๗

ในการออกแบบคอลเลกชันนี้ซึ่งสะท้อนแฟชั่นในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ ผมตั้งใจเลือกใช้ซิลูเอตที่เรียบง่ายแทบเป็นทรงกระบอกโดยไม่มีการเน้นส่วนเว้าโค้ง เพื่อสะท้อนเส้นสายอันงดงามของการแต่งกายสตรีไทยในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1930 และด้วยความเรียบง่ายนี้เอง ผมจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับงานปักบนเสื้อ ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นของชุดทั้งหมด

หัวใจของการสร้างสรรค์ผลงานคอลเลกชันนี้อยู่ที่ซิลูเอตแฟชั่นยุค 1920s ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกแฟชั่น จากเดิมที่ผู้หญิงตะวันตกนิยมโครงร่างเงาแบบทรงนาฬิกาทรายแบบยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน ได้เปลี่ยนมาเป็นลุคที่เน้นความเรียบง่าย และเสื้อผ้าแบบทรงสมมาตร ปราศจากโครงเสื้อที่รัดรูป โครงร่างเงาของเครื่องแต่งกายสตรีในยุคนี้นิยมเสื้อผ้าทรงหลวม ๆ และช่วงเอวต่ำ ซึ่งให้ความรู้สึกความเป็นอิสระและทันสมัย

งานปักในคอลเลกชันนี้มีรายละเอียดที่ละเอียดละออแต่ไม่ฉูดฉาด ประกอบด้วยลวดลายที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ส่วนใหญ่เป็นลายดอกไม้ ปักด้วยไหมโลหะ ลูกปัดแก้ว และไข่มุกเทียมอย่างพิถีพิถัน หากซูมเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นได้ชัดถึงความประณีตของแต่ละฝีเข็ม ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่แตกต่างกันเพื่อสร้างมิติทางสายตา จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อดึงดูดความสนใจแบบฉับพลัน แต่เพื่อให้ความละเอียดของงานออกแบบให้มีมิติมากขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลในกรุงเทพฯ ซึ่งเฟื่องฟูในช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ ถึงต้นรัชกาลที่ ๗ โดยเฉพาะบ้านไม้ที่ทาสีเขียวอ่อนสบายตา มีการประดับด้วยไม้ฉลุลายไทยผสมตะวันตกอย่างอ่อนช้อย ทั้งบริเวณชายคา หน้าต่าง และระเบียง ลวดลายเหล่านี้มีทั้งลายพรรณพฤกษาและลายเรขาคณิต ซึ่งกลมกลืนกับธรรมชาติรอบบ้าน สถาปัตยกรรมลักษณะนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนความงามของยุคนั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับตะวันตกในยุคเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของคอลเลกชันที่ผมออกแบบอย่างยิ่ง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นสุภาพบุรุษไทย ณ ปราสาทตาเมือนธม พ.ศ. 2478 – คอลเลกชันแฟชั่น AI สะท้อนมรดกชาติ

แฟชั่นสุภาพบุรุษไทย ณ ปราสาทตาเมือนธม พ.ศ. 2478 – คอลเลกชันแฟชั่น AI สะท้อนมรดกชาติ

คอลเลกชันแฟชั่น AI ชุดนี้จินตนาการถึงสไตล์ของสุภาพบุรุษไทยในปี พ.ศ. 2478 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7 ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2468–2477) ปี พ.ศ. 2478 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ ไม่เพียงแต่ในแง่ของแฟชั่น แต่ยังรวมถึงประวัติศาสตร์ด้านมรดกวัฒนธรรมอีกด้วย — เนื่องจากเป็นปีที่ “ปราสาทตาเมือนธม” ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการเป็นโบราณสถานของไทย เกือบ สองทศวรรษก่อนที่ประเทศกัมพูชาจะได้รับเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

ในฉากหลังของสถาปัตยกรรมหินทรายโบราณแห่งปราสาทตาเมือนธม ภาพเหล่านี้ถ่ายทอดสไตล์ของสุภาพบุรุษไทยในซิลูเอตต์ของยุค 1930s ได้แก่:

  • กางเกงขากว้างเอวสูง

  • เสื้อเชิ้ตสไตล์ซาฟารี

  • สูทฤดูร้อนในโทนเบจและน้ำตาล

  • หมวกปานามาและรองเท้าทูโทนแบบ spectator

ภาพจำลองแฟชั่นเหล่านี้สะท้อนถึงการปรับใช้การตัดเย็บแบบตะวันตกในหมู่ชายไทยเมืองใหญ่ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นบทคารวะต่อประวัติศาสตร์แฟชั่นอีกด้านหนึ่งของไทย — ที่เต็มไปด้วยความเรียบหรู สุภาพ และมีวิสัยทัศน์ระดับนานาชาติ

บริบททางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาเมือนธม ก่อนที่กัมพูชาจะได้รับเอกราช

ปราสาทตาเมือนธมตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศไทย และได้รับการสำรวจพร้อมขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดย กรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) หรือเมื่อ 90 ปีที่แล้ว ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ สำนักศิลปากรที่ 5 จังหวัดปราจีนบุรี

การขึ้นทะเบียนนี้เกิดขึ้นก่อนที่กัมพูชาจะมีสถานะเป็นรัฐเอกราชเสียอีก โดยกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2496 และได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2498 นั่นหมายความว่า ประเทศไทยได้ขึ้นทะเบียนปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถานก่อนกัมพูชาจะเป็นรัฐเอกราชกว่า 20 ปี

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง — ทั้งในด้านการบูรณะโดยกรมศิลปากร และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่ง ทางการกัมพูชารับรู้การดำเนินการเหล่านี้มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง กัมพูชาพยายามอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้วาทกรรมปลุกกระแสชาตินิยม ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับ “ปราสาทพระวิหาร” ทั้งที่ในความเป็นจริง เส้นเขตแดนบริเวณนี้แบ่งตามหลัก “สันปันน้ำ” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ และชี้ชัดว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในฝั่งประเทศไทย

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ

คอลเลกชัน AI นี้ไม่เพียงจินตนาการถึงแฟชั่นสุภาพบุรุษไทยในยุค 1930s เท่านั้น — แต่ยังตอกย้ำถึงบทบาทอันยาวนานของไทยในการดูแลและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ การสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบตามแฟชั่น 1930s ของชายไทย ณ ปราสาทตาเมือนธมในปี 2478 เป็นทั้งถ้อยคำทางแฟชั่น และการยืนยันสิทธิ์ทางวัฒนธรรม การออกแบบแฟชั่นในคอลเลกชันนี้สะท้อนถึงช่วงเวลาที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ความทันสมัยควบคู่ไปกับการเคารพรากเหง้าของตน 

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

• • 📌 ข้อมูลและข้อวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ศิลปะแห่งฟ้อนภูไทเรณูนคร: จากภาพถ่ายยุค 2500 สู่การฟื้นชีวิตใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วย AI

ศิลปะแห่งฟ้อนภูไทเรณูนคร: จากภาพถ่ายยุค 2500 สู่การฟื้นชีวิตใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วย AI

ผมได้รับรูปภาพของหญิงภูไทในชุดแต่งกายฟ้อนภูไทเรณูนครจากแฟนเพจท่านหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยทั้งภาพถ่ายส่วนบุคคลและภาพจากหน้าปกนิตยสาร โดยคาดว่าน่าจะถ่ายไว้ราวช่วงปี พ.ศ. 2510 (1960s) จากแฟนเพจท่านหนึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ภาพถ่ายที่น่าหลงใหลเหล่านี้ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคอลเล็กชัน AI ล่าสุดของผม ซึ่งมุ่งสร้างสรรค์และให้เกียรติมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของศิลปะการฟ้อนอันวิจิตรจากจังหวัดนครพนม

ผมได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการรังสรรค์ภาพในจินตนาการของฟ้อนภูไทเรณูนครขึ้นใหม่ คอลเล็กชันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องความงามของศิลปะการฟ้อนเท่านั้น หากยังเป็นการเฉลิมฉลองถึงความทุ่มเทของผู้ที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันล้ำค่านี้ให้คงอยู่ผ่านกาลเวลา เครื่องแต่งกายสีน้ำเงินกรมท่าและสีแดงที่โดดเด่น ท่วงท่าที่อ่อนช้อยงดงาม และความหมายเชิงวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง ล้วนสะท้อนถึงอัตลักษณ์เฉพาะของฟ้อนภูไทเรณูนครในฐานะมรดกศิลปะพื้นบ้านไทยที่ทรงคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ ผมได้ปรับการตีความใหม่โดยย้อนกลับไปสู่บริบทของยุค พ.ศ. 2470 (1930s) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เพื่อสร้างมิติทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญได้แก่ การปรับทรงผมของผู้แสดงหญิงให้เป็นทรงสั้นลอนคลื่น (short wavy hair) และทรง finger waves ซึ่งเป็นทรงผมร่วมสมัยของสตรีไทยในช่วงทศวรรษนั้น อีกทั้งยังได้เปลี่ยนฉากหลังให้เป็นวัดในภาคอีสานยุค 1930s เพื่อให้บรรยากาศโดยรวมของภาพสอดคล้องกับช่วงเวลาในอดีต และเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่รากเหง้าทางวัฒนธรรมของฟ้อนภูไทเรณูนครในบริบทของสังคมและศิลปะร่วมสมัยในยุคนั้น

ผมหวังว่าคอลเล็กชันนี้จะสามารถจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ ท่านในการชื่นชมความสง่างามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของฟ้อนภูไทเรณูนครได้ เช่นเดียวกับที่ภาพถ่ายต้นฉบับได้มอบแรงบันดาลใจอันเปี่ยมความหมายให้กับผม ขอขอบพระคุณแฟนเพจที่กรุณาแบ่งปันภาพถ่ายล้ำค่านี้ครับ

มรดกทางวัฒนธรรมของฟ้อนภูไทเรณูนคร

ฟ้อนภูไทเรณูนครเป็นศิลปะการแสดงที่มีบทบาทสำคัญในมรดกทางวัฒนธรรมของชาวภูไทในอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ศิลปะแขนงนี้มีรากฐานมาจากประเพณีของบรรพบุรุษและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอัตลักษณ์ทางศิลปะของจังหวัด นอกจากนี้ยังคงถูกถ่ายทอดและสืบสานต่อไปเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของฟ้อนภูไทเรณูนครเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2498 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระธาตุพนม เพื่อเป็นเกียรติแก่การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในขณะนั้น ได้จัดให้มีการแสดงฟ้อนภูไทถวายแด่พระองค์ โดยมีนายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนครเป็นผู้กำกับดูแลการพัฒนาและปรับปรุงท่าฟ้อน ภายใต้คำแนะนำของผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ ส่งผลให้ศิลปะการฟ้อนนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นรูปแบบมาตรฐานที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

โลกจินตนาการแฟชั่นของเจ้านายเมืองอุบลฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๗

โลกจินตนาการ แฟชั่นของเจ้านายเมืองอุบลฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๗

แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์คอลเลกชัน AI นี้

คอลเลกชันภาพแฟชั่นที่สร้างสรรค์ด้วย AI ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากพระรูปและภาพถ่ายเก่าแก่ของเจ้านายสตรีและผู้ดีเมืองอุบลราชธานีในช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สตรีไทยเริ่มรับเอาแฟชั่นตะวันตกมาใช้ผสมผสานกับอัตลักษณ์พื้นถิ่นอย่างลงตัว

ในภาพเหล่านี้ สตรีในเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บอย่างประณีต สวมเสื้อคอกระเช้าแบบสากลประดับลูกไม้ ปักดิ้นทองและประดับด้วยเครื่องประดับไข่มุก สะท้อนถึงรสนิยมแบบเจ้านายชั้นสูงในยุคนั้น ทรงผมแบบบ๊อบสั้นดัดลอนคลื่นที่เรียกกันว่าสไตล์ “ฟิงเกอร์เวฟ” (Finger Wave) เป็นแบบผมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1930 และแพร่หลายเข้าสู่สยามพร้อมกับกระแสความเป็นสากลที่เจ้านายไทยในยุคนั้นนิยมยึดถือ

ผ้าซิ่นลายล่อง: เอกลักษณ์อีสานในสมัยใหม่

ลักษณะเด่นที่สุดของคอลเลกชันนี้คือ ผ้าซิ่นลายล่อง หรือผ้าซิ่นลายทางแนวตั้ง ซึ่งเป็นมรดกจากฝีมือช่างทอพื้นบ้านในภาคอีสาน โดยเฉพาะเมืองอุบลราชธานี ลายล่องเหล่านี้ต่างจากลายขวางแบบล้านนาอย่างชัดเจน ด้วยแนวลายตั้งที่เน้นความสง่างามในแนวดิ่งและเส้นทองละเอียดที่สอดแทรกในเนื้อผ้า เหมาะสำหรับการตัดเย็บแบบร่วมสมัยในสมัยนั้น โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับเสื้อคอกระเช้าที่เย็บตัดอย่างประณีตแบบยุโรป

เครื่องประดับที่ใช้ เช่น เข็มกลัดทรงดอกไม้ ไข่มุก และสร้อยทอง เสริมให้ลุคของผู้หญิงเหล่านี้มีความสง่างามในแบบสตรีชั้นสูง แต่ยังคงความอ่อนช้อยแบบไทยไว้ได้อย่างกลมกลืน

สุนทรียภาพแห่งชนชั้นสูงอีสานในโลก AI

คอลเลกชันนี้มิใช่การจำลองประวัติศาสตร์หรือการบันทึกภาพผู้คนในอดีต หากแต่เป็นการตั้งคำถามทางศิลปะว่า “หากเราสามารถย้อนจินตนาการแฟชั่นของเจ้านายอีสานในยุคหนึ่งขึ้นใหม่ในโลก AI ได้ จะออกมาเป็นอย่างไร?” และนี่คือคำตอบในรูปแบบภาพ ที่ผสมผสานทั้งผ้าทอ เครื่องประดับ และอารมณ์แบบสตรีชั้นสูงเข้าด้วยกัน ด้วยความเคารพต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นและความฝันในโลกจินตนาการสมัยรัชกาลที่ ๗

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นสตรีไทยสมัยปลายรัชกาลที่ ๖: จุดเปลี่ยนผ่านจากความงามแบบเอ็ดเวิร์ดเดียนสู่ความทันสมัยแบบอาร์ตเดโค

แฟชั่นสตรีไทยสมัยปลายรัชกาลที่ ๖: จุดเปลี่ยนผ่านจากความงามแบบเอ็ดเวิร์ดเดียนสู่ความทันสมัยแบบอาร์ตเดโค (ราว ค.ศ. 1920 ในปลายรัชกาลที่ 6)

ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6 ครองราชย์ พ.ศ. 2453–2468) ประเทศสยามกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันกระแสแฟชั่นตะวันตกก็เข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สตรีในสังคมชั้นสูงของไทยเริ่มแต่งกายผสมผสานกลิ่นอายของแฟชั่นปลายยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian) กับกระแสความทันสมัยของยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) ในยุคทศวรรษ 1920 ได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการสวมเสื้อผ้าท่อนบนที่มีขายเสื้อยาวกับกระโปรงยาวทรงกระบอกแบบไทย ที่สะท้อนรูปทรงเสื้อผ้าตะวันตกแบบใหม่โดยไม่ทิ้งความงามแบบไทยดั้งเดิม

จากความงามแบบเอ็ดเวิร์ดเดียนสู่เสรีภาพในยุคแจ๊ส

แฟชั่นปลายยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (ราว พ.ศ. 2453–2457) มีลักษณะเด่นที่เน้นความสง่างาม อ่อนช้อย ด้วยเสื้อผ้าทรงเข้ารูป กระโปรงบานยาว และการประดับลูกไม้ ปักเลื่อม หรือเย็บดอกไม้ผ้าอย่างประณีต ส่วนเส้นผมจะไว้ยาว ม้วนเป็นทรงพองคล้าย ‘Gibson Girl’ ที่แสดงออกถึงอุดมคติของหญิงงามยุคนั้น

แต่ในช่วงทศวรรษ 1920 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สตรีตะวันตกเริ่มปฏิวัติตนเองด้วยแฟชั่นแบบ “แฟลปเปอร์” ที่เน้นความทะมัดทะแมง กระฉับกระเฉง กระโปรงสั้นขึ้น เอวต่ำลง เสื้อตัวหลวม และทรงผมสั้นดัดเป็นลอน เรียกว่า finger wave เสริมด้วยเครื่องประดับอย่างผ้าคาดศีรษะ (bandeau), สร้อยไข่มุกยาว, ถุงมือขาว และหมวกปีกกว้างหรือหมวกโคลช (cloche hat) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและบทบาทของสตรีสมัยใหม่

การตีความแบบไทย: งามอย่างสมัยใหม่ไม่ละทิ้งรากเหง้า

สิ่งที่น่าสนใจในแฟชั่นสตรีไทยยุคนี้ คือการ ดัดแปลงรูปทรงแฟชั่นตะวันตกให้เข้ากับความงามและกิริยาแบบไทย แทนที่จะสวมเดรสสั้นแบบตะวันตก สตรีไทยในชั้นสูงมักสวมกระโปรงยาวทรงกระบอก หรือผ้าซิ่น ร่วมกับเสื้อตัวหลวมที่ยาวคลุมสะโพก และมีการเย็บปักอย่างประณีต เลียนแบบโครงสร้างของชุดแฟลปเปอร์แต่ยังคงความสุภาพอ่อนหวานแบบไทย

องค์ประกอบสำคัญของแฟชั่นไทยในยุค 1920

  1. เสื้อยาวกับกระโปรงทรงกระบอก – เสื้อตัวบนเป็นผ้าโปร่งหรือลูกไม้เย็บติดเลื่อม มีชายเสื้อคลุมสะโพกหรือทิ้งชายระบาย เพื่อให้เกิดแนวเอวต่ำแบบตะวันตก ขณะที่กระโปรงทรงกระบอกยาวกลางหน้าแข้งทำหน้าที่แทนกระโปรงสั้นแบบ flapper ได้อย่างเหมาะสมในบริบทไทย

  2. ผ้าปักและการตกแต่ง – ใช้ผ้าโปร่ง ผ้าชีฟอง และผ้าไหมปักเลื่อม ลวดลายดอกไม้ หรือแพตเทิร์นเรขาคณิตแบบ Art Deco เสริมให้ชุดดูหรูหราแต่ยังโปร่งสบายเหมาะกับอากาศร้อน

  3. เครื่องประดับ – หมวกฟางปีกกว้างติดดอกไม้ประดับ และผ้าคาดศีรษะประดับไข่มุกหรือเลื่อม ได้รับความนิยมในหมู่สาวสมัยใหม่ ถุงมือขาวและถุงน่องสีขาวก็ถูกนำมาใช้ในโอกาสพิเศษหรือการถ่ายภาพพอร์เทรต

  4. ทรงผม – จากผมยาวในสมัยเอ็ดเวิร์ดเริ่มเปลี่ยนเป็นทรงสั้นระดับติ่งหู หรือสั้นแค่ต้นคอ และนิยมดัดลอนเป็น finger wave เพื่อให้ได้รูปลักษณ์สาว flapper ที่ทะมัดทะแมงและทันสมัย

  5. รองเท้า – รองเท้าส้นสูงทรงเรียวทำจากผ้าไหมหรือหนังสีอ่อน ตกแต่งด้วยดอกไม้หรือโบว์เล็ก ๆ เข้าชุดกับเสื้อผ้าและถุงน่องสีขาว

บริบททางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ร่วมสมัย

ยุคนี้คือช่วงเวลาของการตื่นตัวทางสังคม การศึกษา และความคิดแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ในราชสำนักสยาม สตรีชั้นสูงปรากฏกายในภาพถ่ายแบบสตูดิโอด้วยเครื่องแต่งกายที่แสดงออกถึงการผสมผสานระหว่างความเป็นไทยและตะวันตกได้อย่างลงตัว ทั้งงดงาม สง่างาม และแฝงความมั่นใจในบทบาทใหม่

แฟชั่นจึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือการ สื่อสารอัตลักษณ์ของหญิงไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน — ระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ — ที่งามทั้งในความเรียบง่ายและในความกล้าเผชิญโลกภายนอกอย่างสง่างามและมั่นใจ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เคบายาในฝัน: จินตนาการแฟชั่นภูเก็ตทศวรรษ 1930 ในสมัยรัชกาลที่ ๗

เคบายาในฝัน: จินตนาการแฟชั่นภูเก็ตทศวรรษ 1930 ในสมัยรัชกาลที่ ๗

เคบายา (Kebaya) หรือที่รู้จักในชื่อท้องถิ่นว่า “เสื้อย่าหยา” มิใช่เพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นตัวแทนแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านงานฝีมืออันประณีตและผืนผ้าที่มีชีวิต จุดกำเนิดของเครื่องแต่งกายชนิดนี้ฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชนบาบ๋า-ย่าหยาในจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันของภาคใต้ อาทิ ภูเก็ต สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และระนอง อีกทั้งยังมีสายใยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมเพอรานากันในมาเลเซียและสิงคโปร์

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันภาพแฟชั่นที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์เกี่ยวกับแฟชั่นไทยในหลากหลายยุคสมัยและภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะคอลเลกชันนี้นับเป็นผลงานชุดที่สาม สืบเนื่องจากชุดก่อนหน้า ได้แก่ แฟชั่นงานแต่งของชาวเพอรานากัน และ เคบายาในบริบทปัจจุบัน สำหรับผลงานชุดนี้ เป็นการสดุดีความงามของวัฒนธรรมการแต่งกายในภาคใต้ของไทย ผ่านรูปแบบชุดเคบายาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคสมัยรัชกาลที่ ๗ ซึ่งเปี่ยมด้วยกลิ่นอายวินเทจแห่งทศวรรษ 1930

คอลเลกชัน AI นี้เป็นจินตนาการร่วมสมัยของสไตล์แฟชั่นเคบายาสำหรับสตรีในภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ผมได้ออกแบบทรงผมลอนคลื่น หรือ ทรงปันหยี (Finger Waves) ตามแบบฉบับแฟชั่นยุค 1930 รวมถึงจัดองค์ประกอบฉากหลังให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมแบบ ชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portuguese architecture) และ สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial architecture) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ตอย่างแท้จริง คอลเลกชันนี้เปี่ยมด้วยความงดงามแบบวินเทจ และมอบมิติใหม่ที่เปรียบเสมือนประตูสู่ประวัติศาสตร์แฟชั่นในยุคนั้น

รากเหง้าและการผสมผสานทางวัฒนธรรม

ชุดเคบายาในภาคใต้ของไทยมีต้นกำเนิดจากกลุ่มชาวจีนอพยพในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่สมรสกับหญิงพื้นเมืองชาวมลายู กลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า บาบ๋า-ย่าหยา (Baba-Nyonya) ซึ่งมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง และแสดงออกผ่านเครื่องแต่งกายที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของ จีน มาเลย์ และตะวันตก เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ลักษณะของชุดเคบายาแบบภาคใต้

  • เสื้อแขนยาว ผ่าอกแบบคอวี

  • ชายเสื้อหน้าปลายแหลม ด้านหลังสั้นระดับสะโพก

  • ใช้ เข็มกลัดโกสัง แทนกระดุมในการยึดสาบเสื้อ

  • ปักลวดลายมงคล เช่น ดอกไม้ เถาวัลย์ หรือสัตว์ในคติความเชื่อ

  • สวมคู่กับ ผ้าปาเต๊ะเขียนลายด้วยมือ จากรัฐเคดาห์หรือเกาะชวา

นิยมสวมใส่ในงานมงคล งานประเพณี หรืองานพิธีต่าง ๆ เพื่อแสดงฐานะ ความเป็นกุลสตรี และความภูมิใจในเชื้อสายบรรพบุรุษ

รูปแบบเคบายา 3 ประเภทดั้งเดิมในภาคใต้

  1. เคบายาลันดา (Kebaya Renda) – เสื้อหลวม ใช้ผ้าป่านหรือผ้าหนา แต่งขอบเสื้อและแขนด้วยลูกไม้จากยุโรป

  2. เคบายาบีกู (Kebaya Biku) – ใช้เทคนิคการปักฉลุลายด้วยเครื่องจักร ลายเรขาคณิต เถาวัลย์ หรือดอกไม้

  3. เคบายาซูแลม (Kebaya Sulam) – เสื้อเข้ารูป ใช้ผ้ารูเปียร์เนื้อบาง ปักด้วยไหมจีนสีสดอย่างประณีต

การพัฒนาและการอนุรักษ์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันเคบายาได้รับการพัฒนาให้ร่วมสมัยมากขึ้น:

  • ใช้ผ้าคอตตอน ผ้าลินิน ผ้าออแกนซา แทนผ้าแบบดั้งเดิม

  • ปักลวดลายด้วยจักร หรือใช้ลูกไม้สำเร็จรูป

  • เสื้อเข้ารูปขึ้น เพื่อตอบสนองแฟชั่นร่วมสมัย

แม้จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ ชุดเคบายายังคงได้รับการฟื้นฟูในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเทศกาลประจำปี พิธีแต่งงาน หรือกิจกรรมอนุรักษ์ท้องถิ่น บทบาทของเทคโนโลยี AI และแฟชั่นดิจิทัลเช่นคอลเลกชันนี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ สืบสานและตีความแฟชั่นดั้งเดิมในมิติใหม่

คอลเลกชันแฟชั่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการบันทึก ความงดงามของการแต่งกายไทยในหลากหลายภูมิภาคและยุคสมัย ผ่านภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม จุดประสงค์คือเพื่อให้ชุดเคบายายังคงอยู่ในความทรงจำ และเป็นแรงบันดาลใจสู่อนาคต

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ขอบคุณจากใจสำหรับทุกกำลังใจและคำชื่นชม

ขอบคุณจากใจสำหรับทุกกำลังใจและคำชื่นชม

ถึงผู้ติดตามที่รักทุกท่าน

ผมขอขอบพระคุณจากใจจริงสำหรับข้อความและคอมเมนท์ที่แสนอบอุ่นและกำลังใจอันล้นหลามที่ทุกท่านมอบให้เสมอมา แรงสนับสนุนของทุกท่านคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เพจเล็ก ๆ นี้ รวมถึงการศึกษาและอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย ยังคงมีชีวิตและได้รับความชื่นชมไม่เสื่อมคลาย

หลายท่านอาจทราบแล้วว่าเพจนี้มุ่งเน้นการอนุรักษ์และสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยในแต่ละยุคสมัย ผ่านกระบวนการทาง AI ซึ่งผมไม่ได้มองว่าเป็นการทดแทนอดีต แต่เป็นการถ่ายทอดอดีตอย่างเคารพ ด้วยความตั้งใจและความรักในรายละเอียดทางประวัติศาสตร์

ภาพแต่ละภาพในคอลเลกชัน AI นี้เกิดจากกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและพิถีพิถัน ซึ่งผมหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านได้เริ่มต้นสร้างผลงานแฟชั่น AI ของตนเองในแบบที่ชื่นชอบ โดยกระบวนการทั้งหมดมี 10 ขั้นตอน ดังนี้:

  1. ค้นคว้าภาพถ่ายจริงจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติหรือแหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์อื่น ๆ

  2. ลงสีภาพขาวดำด้วย Palette หรือ Flux Kontext เพื่อคืนชีวิตให้ภาพ

  3. ขยายขนาดและเพิ่มความคมชัดของภาพด้วย Midjourney หรือ Krea เพื่อให้พร้อมสำหรับการฝึกโมเดล

  4. เทรนดาตาเซ็ตผ่าน Krea Training, Shakker Training หรือ Flux LoRA เพื่อสร้างโมเดลที่สามารถใช้สร้างภาพใหม่ได้

  5. เพิ่มฉากหลังและตกแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ด้วย Midjourney Editing Suite หรือ Krea Editing Suite

  6. ใช้ Magnific หรือ Freepik Upscale เพื่อเพิ่มรายละเอียดของเนื้อผ้า เครื่องประดับ และองค์ประกอบสำคัญ

  7. ปรับสีหน้าและอารมณ์ของตัวละครด้วย PicSi AI

  8. แก้ไของค์ประกอบใบหน้าด้วย Luminar Neo หรือ Photoshop Liquify ให้กลมกลืนและสมจริง

  9. ใส่โลโก้หรือข้อความประกอบภาพด้วย Photo Mill X

  10. เขียนบทความประกอบภาพและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมด้วย ChatGPT

ในโพสต์นี้ ผมได้รวบรวมผลงานบางส่วนที่ภาคภูมิใจมาให้ทุกท่านชม ซึ่งแต่ละภาพสะท้อนถึงแฟชั่นไทยในหลากหลายยุคสมัยและสไตล์ที่แตกต่างกัน

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่อยู่เคียงข้างกัน สนับสนุน และช่วยกันรักษาเรื่องราวแฟชั่นไทยให้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างน่าชื่นชม

ด้วยความเคารพและขอบคุณจากใจจริง

ลุพธ์ อุตมะ

AI Fashion Lab

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #flux #fluxlora #fluxkontext

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ย้อนรอย พระราชพิธีโสกันต์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวัฒนธรรม การไว้จุก ของเด็กไทยโบราณ

ย้อนรอย พระราชพิธีโสกันต์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวัฒนธรรม การไว้จุก ของเด็กไทยโบราณ เจ้านายพระองค์ใดโสกันต์คนแรก-คนสุดท้าย?

คอลเลกชันภาพที่สร้างด้วย AI เพื่อจำลองเครื่องแต่งกายในพิธีโสกันต์

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงจากบทความต้นฉบับในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” เพื่อประกอบการอธิบายภาพในคอลเลกชัน AI ที่จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและอนุรักษ์วัฒนธรรม

คอลเลกชันภาพนี้เป็นผลงานที่สร้างขึ้นด้วย AI เพื่อจำลองเครื่องแต่งกายที่ใช้ในพระราชพิธีโสกันต์ โดยใช้เทคนิค Flux LoRA ในการฝึกฝนจากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่ได้รับการปรับแต่งและเพิ่มสีด้วยความละเอียดพิถีพิถันด้วย Flux Kontext แม้ AI จะยังไม่สามารถสร้างลวดลายงานปักแบบไทยโบราณได้อย่างละเอียดเท่าของจริง แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากคอลเลกชันนี้ก็ยังคงงดงาม และสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายพิธีโสกันต์ได้อย่างน่าชื่นชม

วัฒนธรรมการไว้ผมของเด็กไทยโบราณคือ การไว้จุก ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง นับตั้งแต่พระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ ลงมาถึงบุตรธิดาของขุนนาง ตลอดจนบุตรหลานของสามัญชน เมื่อเด็กอายุครบโกนจุก ( 7 ขวบ 9 ขวบ หรือ 11 ขวบ สำหรับเจ้านายผู้หญิงเมื่อครบ 11 ชันษา สำหรับเจ้านายผู้ชายเมื่อครบ 13 ชันษา ) ทางครอบครัวของเด็กจะจัดพิธีโกนจุกขึ้นตามแต่ฐานะและความสะดวก

พิธีโกนจุกถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอันเกี่ยวข้องกับการเกิด โดยจะมีความเชื่อในเรื่องขวัญมาเกี่ยวข้อง ทั้งยังบอกว่าเด็กกำลังก้าวย่างเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่

พิธีโกนจุกมีคำที่ใช้เรียกตามแต่ฐานะของบุคคลนั้น ๆ กล่าวคือ ถ้าจัดพิธีสำหรับพระราชโอรส พระราชธิดา ที่ทรงมีพระอิสริยยศตั้งแต่ชั้นเจ้าฟ้า จนถึงชั้นพระองค์เจ้า จะเรียกว่า “โสกันต์” แต่ถ้าจัดสำหรับพระเจ้าหลานเธอหรือสมาชิกในราชสกุลวงศ์อื่น ๆ ในพระราชวงศ์ในลำดับชั้นหม่อมเจ้า จะใช้ว่า “เกศากันต์” ซึ่งเป็นพระราชพิธีเช่นเดียวกับพระราชพิธีโสกันต์ ต่างกันที่การแต่งองค์ทรงเครื่อง ตลอดจนพิธีแห่บางอย่างอาจเพิ่มลดตามลำดับพระเกียรติยศของเจ้านายพระองค์นั้น ๆพระราชพิธีโสกันต์ เจ้านายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่สมพระอิสริยยศ และฐานันดรศักดิ์ของเจ้านายพระองค์นั้น ๆ สิ่งก่อสร้างที่จำลองขึ้นในพระราชพิธีโสกันต์คือ “เขาไกรลาส” อันเป็นสมมุติบรรพต “ภูเขาจำลอง” ในการประกอบพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณี

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

Edward Molyneux และชุดราตรี ในสมัยรัชกาลที่ ๗ (ตอนที่ 2)

Edward Molyneux และชุดราตรี ในสมัยรัชกาลที่ ๗ (ตอนที่ 2)

เอ็ดเวิร์ด โมลีนิวซ์ (Edward Molyneux) เป็นนักออกแบบแฟชั่นชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งมักได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญใน “ยุคทองของแฟชั่น (Golden Age of Fashion)” เขาเกิดในกรุงลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1891 และเริ่มต้นอาชีพในอังกฤษ ก่อนจะย้ายไปเปิดห้องเสื้อชั้นสูง (haute couture house) ในกรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1919 โมลีนิวซ์ได้รับคำชื่นชมจากการออกแบบชุดราตรีที่สง่างาม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การตัดเย็บอย่างประณีตและการเลือกใช้ผ้าหรูหรา เช่น ผ้าไหมและผ้าซาติน โดยเฉพาะชุดราตรีสีขาวที่สร้างชื่อเสียงของเขา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่ายและความสง่างาม ตรงตามรสนิยมของสตรีชนชั้นสูงในยุคนั้น ลูกค้าคนสำคัญของเขา ได้แก่ สมเด็จพระราชินีแมรี วัลลิส ซิมป์สัน และนักแสดงชื่อดังอย่างเกรต้า การ์โบ ซึ่งการสนับสนุนจากบุคคลเหล่านี้ยิ่งช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงของเขาในวงการแฟชั่น

เส้นทางอาชีพของโมลีนิวซ์รุ่งเรืองขึ้นในช่วงรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) แห่งสยาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรม ทั้งในยุโรปและเอเชีย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด แต่อาชีพของโมลีนิวซ์กลับสร้างชื่อเสียงให้กับเขาโดยงานออกแบบในกรุงปารีสเป็นหลัก ผลงานของเขาสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ของแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาแฟชั่นสมัยใหม่ แม้เขาจะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการกำหนดแนวทางแฟชั่นของอังกฤษ ด้วยเหตุนี้ โมลีนิวซ์จึงมักถูกมองว่าเป็นนักออกแบบชาวอังกฤษผู้ประสบความสำเร็จในโลกของแฟชั่นฝรั่งเศส โดยทิ้งมรดกแห่งความสง่างามแบบเรียบง่ายและหรูหราเอาไว้ ซึ่งกลายเป็นไอค่อนของแฟชั่นยุคทศวรรษ 1930 อย่างแท้จริง

Edward Molyneux and White Evening Gowns of 1930s

Edward Molyneux was a prominent British fashion designer in the 1930s, often regarded as a key figure in what is known as the "Golden Age of Fashion." Born in London in 1891, he began his career there before moving to Paris in 1919, where he established his haute couture house. Molyneux gained acclaim for his elegant evening gowns, characterised by meticulous tailoring and luxurious fabrics like silk and satin, particularly his well-known white dresses that epitomised grace and simplicity, catering to the tastes of high-society women of the era. His influential clientele included notable figures such as Queen Mary, Wallis Simpson, and Greta Garbo, whose patronage further elevated his status in the fashion world.

Molyneux’s career flourished during the reign of King George V of the United Kingdom and King Prajadhipok (Rama VII) of Siam—an era marked by both political change and cultural refinement in Europe and Asia. Despite being British by birth, Molyneux's career was largely defined by his work in Paris, where his designs reflected the prevailing French styles and contributed significantly to the evolution of modern fashion, even though he had little impact on British fashion directly. Thus, Molyneux is often seen as a successful British designer more aligned with French fashion, leaving a legacy of understated elegance that symbolised the fashion of the 1930s.

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

Tea Gown ในสยาม: แฟชั่นชุดดื่มนำ้ชาของสตรียุค 1930 ชุดเดรสกระโปรงยาวระดับครึ่งน่อง

ea Gown ในสยาม: แฟชั่นชุดดื่มนำ้ชาของสตรียุค 1930 ชุดเดรสกระโปรงยาวระดับครึ่งน่อง

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 (พ.ศ. 2473–2482) ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)สยามกำลังเปลี่ยนผ่านทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ส่งผลให้รูปแบบการแต่งกายของสตรีโดยเฉพาะในเขตเมืองหลวง เช่น กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จาก ชุดไทยโบราณ ไปสู่ เครื่องแต่งกายแบบตะวันตกเต็มรูปแบบ

หนึ่งในสไตล์ที่ได้รับความนิยมคือ “Tea Gown” หรือ “ชุดน้ำชา” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากยุโรปในศตวรรษที่ 19 โดยเป็นชุดที่สตรีสวมใส่ภายในบ้านในช่วงบ่าย แต่เมื่อเข้าสู่ยุคทศวรรษที่ 1930 สไตล์นี้ได้วิวัฒนาการให้เหมาะกับกิจกรรมทางสังคมกลางแจ้งมากขึ้น ชุดน้ำชาถูกดัดแปลงให้ มีความหรูหราแต่ยังสวมใส่สบาย ใช้ผ้าที่บางเบา เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าไหม หรือผ้าเรยอง พิมพ์ลายดอกไม้ละเอียดอ่อน กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสตรีผู้ดี มีรสนิยม และเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก

จุดเด่นของชุด Tea Gown ในสยาม

  • ทรงกระโปรงยาวระดับครึ่งน่อง (midi length) ให้ความสง่างามอย่างสากล ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับค่านิยมไทยในเรื่องความสุภาพ

  • แขนสั้นระบาย (flutter sleeves) เสริมความอ่อนหวานแบบผู้หญิง

  • หมวกปีกกว้างประดับดอกไม้ ช่วยป้องกันแดดและสร้างภาพลักษณ์อันหรูหรา

  • ถุงมือผ้าสีงาช้าง ตอกย้ำมารยาทและความประณีตตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ

การปรับตัวของสตรีไทย

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการแต่งกายแบบตะวันตกเพื่อสะท้อนความทันสมัย สตรีไทยเริ่ม ตัดผมสั้นแบบ “ทรงบ๊อบดัดลอนคลื่น” หรือเซ็ตลอนแบบดาราหนังฮอลลีวูด และเลือกสวมชุดน้ำชาในงานเลี้ยงน้ำชา หรือกิจกรรมพบปะสังสรรค์ในหมู่ชนชั้นสูง การสวมใส่ tea gown กลายเป็นเครื่องแสดงสถานะของการศึกษา ความมีรสนิยม และการเปิดรับวัฒนธรรมโลกตะวันตก

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นตะวันตกในราชสำนักไทย: แฟชั่นสตรีสยามยุครัชกาลที่ 6 (ตอนที่ ๒)

แฟชั่นตะวันตกในราชสำนักไทย: แฟชั่นสตรีสยามยุครัชกาลที่ 6 (ตอนที่ ๒)

แฟชั่นงานราตรีสโมสรของสตรีไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว: แรงบันดาลใจจากความสง่างามในยุค 1920s

คอลเลกชันแฟชั่นที่สร้างขึ้นด้วย AI ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ฉายร่วมกับข้าราชบริพาร ในปี พ.ศ. 2467 (1924) ในภาพนั้นผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่งกับชุดราตรีที่สวมใส่โดย พระนางเจ้าสุวัทนา และ พระสุจริตสุดา ซึ่งทั้งสองท่านสวมใส่ชุดราตรีสไตล์ตะวันตกตามแบบฉบับของยุค 1920s ทั้งในเรื่องของโครงร่างเงาของชุดแบบ flapper dress ที่มีเอวต่ำ กระโปรงพลีต ประกอบด้วยการปักและประดับด้วยลูกปัดและเลื่อม รวมถึงเครื่องประดับศีรษะแบบ bandeau ซึ่งเป็นแฟชั่นยอดนิยมในแวดวงสตรีชนชั้นสูงของยุโรปในขณะนั้น

ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453–2468) ถือเป็นยุคแห่งการเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำของสยาม การแต่งกายแบบตะวันตกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความมีรสนิยม ชุดราตรีสตรีแบบตะวันตกซึ่งเคยเป็นของแปลกตาในสยาม กลับกลายเป็นเครื่องแต่งกายปกติในงานเลี้ยงสังสรรค์ งานพระราชพิธี และงานสังคมต่าง ๆ ของราชสำนัก โดยสตรีไทยเหล่านี้สามารถนำเสนอรูปแบบการแต่งกายตะวันตกได้อย่างงดงามสง่างามและกลมกลืนกับบุคลิกแบบไทย

ภาพในคอลเลกชันนี้สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยี AI เพื่อจำลองความงามตามแบบฉบับของสตรีไทยในยุคต้นศตวรรษที่ 20 โดยถ่ายทอดผ่านเดรสยาวปักเลื่อมโทนสีพาสเทล ถุงมือยาวเหนือศอก (opera gloves) และเครื่องประดับสไตล์ art deco พร้อมทรงผมบ๊อบดัดลอนประดับด้วยที่คาดผมเพรช ไข่มุกหรือขนนก ซึ่งเป็นลุคที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่สตรีสังคมยุโรป และได้รับการปรับใช้โดยสุภาพสตรีชั้นสูงของไทยอย่างประณีตงดงาม

คอลเลกชันนี้คือการเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่นของไทย ซึ่งแฟชั่นไม่เพียงแต่เป็นการตกแต่งภายนอก หากยังเป็นภาพสะท้อนของอัตลักษณ์ ความเป็นสมัยใหม่ และวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นของชนชั้นนำไทยในยุคที่โลกเริ่มเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความงามที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างแฟชั่นตะวันตกกับจิตวิญญาณแบบไทยในยุคนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปิน นักออกแบบ และผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์จนถึงทุกวันนี้

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

“วนิดา” จากนวนิยายสู่แฟชั่น AI ในสมัยรัชกาลที่ 7 (ตอนที่ 3)

“วนิดา” จากนวนิยายสู่แฟชั่น AI ในสมัยรัชกาลที่ 7 (ตอนที่ 3)

จินตนาการแฟชั่นแห่งกรุงเทพฯ ยุค 1930 ผ่านภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI

คอลเลคชั่นภาพที่สร้างสรรค์ด้วย Flux LoRA นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง วนิดา บทประพันธ์อันโด่งดังของวรรณสิริ ที่ได้รับการวิเคราะห์โดยนักวรรณกรรมเช่น ว. วินิจฉัยกุล โดยนำเสนอเรื่องราวรักโรแมนติกที่ซ้อนทับกับบริบททางสังคมและความงดงามของแฟชั่นในประเทศไทยยุครัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468–2477)

นางเอก “วนิดา” คือภาพแทนของหญิงสาวหัวสมัยใหม่ ที่มีบุคลิกโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง และมีความกล้าในการใช้ชีวิตในกรอบของขนบสังคมไทย การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักแต่แรกกับ พันตรีประจักษ์ มหศักดิ์ นายทหารม้ารักษาพระองค์ในรัชกาลที่ ๗ เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความขัดแย้ง การปรับตัว และความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างละเมียดละไม

ซิลูเอตแฟชั่นในยุค 1930s: ความงามของการเปลี่ยนผ่าน

คอลเลคชั่นนี้เน้นการนำเสนอแฟชั่นสตรีที่สะท้อนพัฒนาการของยุค 1930 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นโลกค่อย ๆ เปลี่ยนจากรูปแบบเรขาคณิตและความเรียบง่ายของยุค 1920 มาสู่สไตล์ที่เน้นความเป็นผู้หญิงมากขึ้น กระโปรงยาวระดับน่อง (midi length) กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เสื้อผ้าถูกออกแบบให้เน้นช่วงเอว และมีการใช้ผ้าโปร่ง ผ้าปักเลื่อม และลวดลายดอกไม้มากขึ้น เพื่อสร้างความอ่อนหวานและความสง่างามในแบบสตรี

ซิลูเอตของสุภาพบุรุษในภาพก็สะท้อนแฟชั่นตะวันตกช่วงต้นทศวรรษ 1930 ได้อย่างชัดเจน ด้วยเสื้อสูทแบบ double-breasted ที่มี ปกปีกใหญ่ (big peak lapel) ทรงสง่า รับกับกางเกงเอวสูงและขากว้าง ช่วยเสริมให้รูปร่างช่วงไหล่ถึงขาดูสมส่วนและภูมิฐานอย่างมีระดับ

เครื่องประดับ แรงบันดาลใจ และรสนิยมแบบสากล

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ผมตั้งใจคงไว้ คือ ทรงผม finger waves ซึ่งยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องจากยุค 1920 สู่ต้นทศวรรษ 1930 โดยหญิงสาวไทยในสมัยนั้นจำนวนไม่น้อยยังนิยมดัดผมให้เป็นลอนคลื่นแนบศีรษะในลักษณะเดียวกับสตรีตะวันตก หรือที่สตรีไทยเรียกผมทรงนี้ว่า ทรงปันหยี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความงามที่ประณีตบรรจง

สุภาพสตรีในภาพสวมหมวกปีกกว้าง (wide-brim hat) ตกแต่งด้วยโบว์หรือดอกไม้ซาตินอย่างประณีต ส่วนสุภาพบุรุษมีทั้งหมวกฟางแบบปานามาและหมวกสักหลาดทรงเฟโดร่า สื่อถึงความสง่างามที่ได้รับอิทธิพลจากแฟชั่นยุโรปอย่างเต็มที่

รองเท้าของฝ่ายชายหลายคนในภาพยังเป็นแบบ two-tone oxford หรือ spectator shoes ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยในยุคนั้น มักเป็นหนังสีตัดกัน เช่น น้ำตาล–ขาว หรือดำ–ขาว ซึ่งนิยมในหมู่ชนชั้นสูงที่ต้องการความเนี้ยบแต่ยังมีลูกเล่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แฟชั่นไทยกับอัตลักษณ์ในยุคสากล

ผมจินตนาการว่า สตรีชั้นสูงของสยามในยุคนั้นอาจรับเอาแฟชั่นตะวันตกเข้ามาปรับใช้ อย่างมีกลิ่นอายแบบไทย เช่น การเลือกใช้ผ้าพื้นเมือง ผ้าไหมบาง หรือการใช้ลายปักที่ละเอียดประณีตคล้ายงานหัตถกรรมพื้นถิ่น ร่วมกับเครื่องประดับแบบสากลอย่างสร้อยมุก หมวกปีกกว้าง และรองเท้าส้นสูง เพื่อสร้างลุคที่ดูร่วมสมัยและสง่างามในสังคมชั้นสูงของกรุงเทพฯ

หมวกปีกกว้างที่ปรากฏในภาพนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับแฟชั่น แต่สะท้อนถึงการเรียนรู้และนำแบบแผนตะวันตกมาประยุกต์ใช้ ในขณะที่ยังรักษาเสน่ห์และความอ่อนช้อยของสตรีไทยไว้อย่างเด่นชัด ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของบทบาทผู้หญิงไทยในทศวรรษ 1930 ซึ่งเริ่มมีเสรีภาพทางความคิด การศึกษา และบทบาทในสังคมมากขึ้นอย่างชัดเจน

ผมหวังว่าคอลเลคชั่นนี้จะเป็นประโยขน์และแรงบันดาลใจสำหรับคอสตูมดีไซน์เนอร์ ผู้กำกับและทีมสผู้ผลิตละครโทรทัศน์ ที่ต้องการอ้างอิงแฟชั่นยุค รัชกาลที่ 7 ภาพแต่ละภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI ไม่เพียงเป็นภาพแฟชั่น แต่เป็นการถ่ายทอดพัฒนาการของอารมณ์ตัวละคร ถ่ายทอดช่วงเวลาที่ความรัก ความขัดแย้ง และหน้าที่ต่อสังคมถักทอเข้าด้วยกันอย่างละเอียดอ่อน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก รวมถึงสยามประเทศ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เสียงสะท้อนแห่งล้านนา: แฟชั่นจากเชียงใหม่ในยุคต้นรัชกาลที่ 7

เสียงสะท้อนแห่งล้านนา: แฟชั่นจากเชียงใหม่ในยุคต้นรัชกาลที่ 7

คอลเลกชัน AI ชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นในสมัยรัชกาลที่ 7 และลวดลายผ้าซิ่นตีนจกของเชียงใหม่ โดยมีฉากหลังเป็นเมืองเชียงใหม่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผมได้เพิ่มหมวกโคลช (cloche hat) ลงในภาพเพื่อเป็นการเพิ่มบริบททางด้านวัฒนธรรมและการแต่งกาย อันสะท้อนถึงกระแสแฟชั่นตะวันตกที่กำลังเฟื่องฟูในช่วงเวลาเดียวกัน

โครงการนี้เป็นการทดลองการผสมผสานอย่างงดงามระหว่างความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และความสร้างสรรค์ด้วย AI โดยเน้นไปที่แฟชั่นของสยามในยุครัชกาลที่ 7 ช่วงทศวรรษ 1920 การออกแบบในโครงการนี้ได้นำซิลลูเอตต์แบบแฟลปเปอร์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในตะวันตก มาผสมผสานกับเอกลักษณ์แบบไทย โดยใช้รูปลักษณ์เอวต่ำที่เกิดจากการจับคู่เสื้อตัวยาวกับผ้าซิ่นแบบดั้งเดิม

ในการดำเนินโครงการนี้ ผมได้ฝึก AI สองโมเดลและใช้ร่วมกันโดยกำหนดน้ำหนักที่แตกต่างกัน โมเดลแรก ผมใช้แอปพลิเคชัน AI เพื่อเติมสีให้กับภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติของไทย ซึ่งเป็นกระบวนการที่พิถีพิถันและใช้เวลามาก แต่ช่วยให้ชุดข้อมูลมีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง โมเดลที่สองได้รับการฝึกเฉพาะสำหรับผ้าซิ่นโดยเฉพาะผ้าซิ่นตีนจกจากภาคเหนือ เพื่อรวบรวมความหลากหลายของ ลวดลาย ที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งของมรดกสิ่งทอในยุคนั้น

ด้วยการผสมผสานโมเดลทั้งสอง ทำให้สามารถสร้างภาพที่สะท้อนซิลลูเอตต์แฟชั่นของยุค 1920 ได้อย่างถูกต้อง สีสันที่เลือกใช้แม้จะมีความทันสมัย แต่รูปลักษณ์ของแฟชั่นยังคงยึดมั่นในต้นแบบที่มาจากภาพถ่ายต้นฉบับอย่างแท้จริง วิธีการนี้ช่วยชุบชีวิตเสน่ห์ของแฟชั่นสยามในยุค 1920 ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบที่ทั้งสดใหม่และยึดมั่นในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

Read More