History of Fashion
งานบูรณะพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. 2448)
งานบูรณะพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. 2448)
จากภาพถ่ายต้นฉบับโดยเจ้าจอมเอิบ บุนนาค ดำเนินการบูรณะและลงสีด้วยเทคโนโลยี AI
ผลงานชุดนี้ประกอบด้วยพระรูปจำนวน 8 ภาพ ที่ได้รับการลงสีและบูรณะรายละเอียดด้วยเทคโนโลยี AI ควบคู่กับภาพต้นฉบับขาวดำและภาพเบื้องหลังการถ่ายทำหายาก ซึ่งถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ. 2448 ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยฝีมือของเจ้าจอมเอิบ บุนนาค ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย เจ้าจอมเอิบเป็นสตรีเพียงไม่กี่คนที่มีบทบาทในด้านการถ่ายรูปในยุคที่วิชาชีพช่างภาพส่วนมากเป็นผู้ชาย ภาพถ่ายของเจ้าจอมเอิบจึงเป็นทั้งผลงานศิลปะและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกภาพสตรีในราชสำนักด้วยสายตาและมุมมองที่ต่างไปจากมุมมองของช่างภาพผู้ชาย
การถ่ายภาพในครั้งนั้นจัดฉากขึ้นกลางแจ้งให้คล้ายกับห้องแต่งตัวแบบตะวันตกในยุควิกตอเรีย ประกอบด้วยโต๊ะเครื่องแป้ง กระจกเงา และพรม ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบ “สตูดิโอจำลอง” ตามแบบฉบับภาพถ่ายชั้นสูงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นิยมสร้างฉาก “ห้องส่วนตัวของสตรี” (lady’s boudoir) เพื่อแสดงภาพผู้หญิงในห้วงขณะอันเป็นส่วนตัวและงดงาม ภาพที่เจ้าดารารัศมีทรงปล่อยพระเกศายาวในบริบทเช่นนี้จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์หลายระดับ ทั้งความเป็นอิสตรี ความสงบและความสวยงามงาม รวมไปถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าในภาษาทางศิลปะของภาพถ่ายวิกตอเรีย “เส้นผม” มักถูกตีความเป็นสัญลักษณ์ของความงาม ความทรงจำ และอัตลักษณ์เฉพาะตน
ผลงานชุดนี้เป็นการต่อยอดจากคอลเลกชันที่ผมเคยสร้างารรค์ทำปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ผลงานชุดนี้จึงมีความคมชัด ละเอียด และมีมิติของแสงและสีที่สมจริงยิ่งขึ้น การใช้เทคนิคการลงสีและบูรณะในระดับความละเอียดสูง ทำให้ทุกท่านสามารถสัมผัสภาพถ่ายเก่าเหล่านี้ได้อย่างสดใสและใกล้ชิดราวกับเป็นภาพร่วมสมัย
กระนั้นก็ตาม ผลงานเหล่านี้มิใช่เพียงแค่การจำลองทางเทคนิค หากแต่เป็นการตีความเชิงศิลปะอย่างจงใจ ภาพต้นฉบับมีลักษณะพระพักตร์ที่หลากหลายแตกต่างกัน ผมจึงเลือกใช้แบบพระพักตร์เดียวกันในทุกภาพ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางอารมณ์และการสื่อความรู้สึกของพระราชชายาอย่างเป็นเอกภาพ อันสะท้อนถึงพระจริยวัตร ความสง่างาม และความเงียบขรึมของพระองค์ในฐานะสตรีผู้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองวัฒนธรรม
ในสายตาของผู้คนในกรุงเทพฯ เจ้าดารารัศมีทรงเป็น "เจ้าต่างเมือง" หรือ "เจ้าจากเชียงใหม่" ที่มีความงามอันแตกต่างออกไป ขณะสตรีในราชสำนักสยามตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่มและนุ่งโจงกระเบนตามกระแสพระราชนิยม เจ้าดารารัศมีกลับทรงเลือกที่จะสืบทอดขนบล้านนาโดยการไว้ผมยาวและนุ่งผ้าซิ่นตลอดพระชนม์ชีพ การแต่งพระองค์และบุคลิกที่เรียบขรึมของพระองค์อาจทำให้หลายคนมองว่า "แปลกแยก" หรือ "ลึกลับ" หากแท้จริงแล้ว ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นถึงหญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความมั่นคงทางจิตใจและหยัดยืนบนรากวัฒนธรรมของตนอย่างแน่วแน่
การใช้กระจกและโต๊ะเครื่องแป้งในภาพ มิได้เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังสื่อถึงการ “สะท้อน” ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงวัฒนธรรม ภาพเหล่านี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมพินิจพระราชชายาในฐานะบุคคลที่มีเจตจำนง มิใช่เพียงวัตถุแห่งการชื่นชมในความงาม หากแต่เป็น “ตัวแทนแห่งล้านนา” ที่ทรงดำรงคุณค่าของตนไว้ท่ามกลางราชสำนักสยามซึ่งกำลังเคลื่อนไปตามแนวคิดสมัยใหม่
ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์และการออกแบบเชิงศิลป์ คอลเลกชันนี้มิได้เป็นเพียงการอนุรักษ์ภาพถ่ายโบราณ แต่ยังเป็นการตีความใหม่ผ่านสายตาร่วมสมัย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมล้านนาและสยามในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์
ถอดรหัสแฟชั่น Downton Abbey: เมื่อความงามยุค 1920 สู่สไตล์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ๖ ตอนปลาย
ถอดรหัสแฟชั่น Downton Abbey: เมื่อความงามยุค 1920 สู่สไตล์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ๖ ตอนปลาย
แฟชั่นในยุค 1920 ถือเป็นเสน่ห์ที่ไร้กาลเวลา สะท้อนถึงยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความสง่างาม และนวัตกรรมเสื้อผ้า ในฐานะนักออกแบบเครื่องแต่งกาย ผมมักได้รับแรงบันดาลใจจากยุคที่โดดเด่นนี้ซึ่งผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับความซับซ้อนได้อย่างลงตัว ด้วยความก้าวหน้าทาง AI ผมสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สอดคล้องกับแฟชั่นในยุคนั้นได้อย่างสมจริง ทั้งในบริบทของตะวันตกที่แฟชั่นเฟื่องฟูที่สุดในยุคแจ๊ซ (ค.ศ. 1920–1929) และในบริบทของไทยซึ่งสอดคล้องกับช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘ / ค.ศ. 1910–1925) ต่อเนื่องถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗, พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๗ / ค.ศ. 1925–1935) ซึ่งนับเป็นช่วงที่แฟชั่นตะวันตกได้รับการถ่ายทอดและปรับเข้ากับราชสำนักไทยอย่างงดงามและหลากหลาย
คอลเล็กชันที่ผมตื่นเต้นที่จะแบ่งปันในวันนี้คือการนำแรงบันดาลใจจากสไตล์อันโดดเด่นของซีรีส์ Downton Abbey มาปรับให้เข้ากับบริบทของไทย Downton Abbey เป็นซีรีส์ที่มีชื่อเสียงซึ่งเล่าเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นสูงชาวอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และผู้คนในคฤหาสน์ของพวกเขา การออกแบบเครื่องแต่งกายในซีรีส์นี้โดดเด่นและได้รับการยกย่องอย่างมาก โดยเฉพาะการถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงจากความหรูหราสไตล์ Edwardian ไปสู่เส้นสายที่ทันสมัยและเรียบง่ายของยุค 1920
ตัวละครหญิง 3 คนหลักในซีรีส์ ได้แก่ แมรี่ อีดิธ และโรส ต่างมีสไตล์ที่โดดเด่นแตกต่างกัน แมรี่มีสไตล์ที่สง่างามและเรียบหรู สะท้อนถึงความมั่นใจและสง่าผ่าเผยของเธอ อีดิธแต่งตัวในสไตล์อ่อนหวาน โรแมนติก มักมีรายละเอียดปักลายละเอียดอ่อนในโทนสีพาสเทล ขณะที่โรสสะท้อนความกล้าหาญและความสนุกสนานของยุคฟลอปเปอร์ด้วยชุดที่ดูทันสมัยและร่าเริง รวมกันแล้วพวกเธอเป็นตัวแทนของความงามสง่าของแฟชั่นยุค 1920 ในฝั่งตะวันตกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ด้วยแรงบันดาลใจจากดีไซน์เหล่านี้ ผมได้ฝึกโมเดล AI ให้สามารถปรับเปลี่ยนและดัดแปลงดีไซน์เหล่านี้ให้เข้ากับบริบทแบบไทยได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเพลิดเพลินในการสร้างสรรค์ภาพในคอลเล็กชันนี้ครับ โมเดล AI ที่เทรนขึ้นมาไม่เพียงแค่รักษาความงดงามของดีไซน์ต้นแบบเอาไว้ แต่ยังเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยเข้าไปอีกด้วย เช่น ในขณะที่ชุดเดรสของฝั่งตะวันตกอาจเน้นลวดลายสไตล์ Art Deco และเลื่อมระยิบระยับ การปรับให้เข้ากับบริบทแบบไทยได้นำเสนอผ้าไหมไทย และการออกแบบแบบปักดิ้นที่สะท้อนถึงความสง่างามของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยในยุคนั้น นอกจากนี้ เครื่องประดับอย่าง bandeau ก็ได้รับการตีความใหม่ เช่นเครื่องประดับเพชรหรือเครื่องประดับทองที่ประณีต
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 4)
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 4)
ผลงานชุดนี้เป็นคอลเลกชันที่สร้างขึ้นจากการลงสีและปรับแต่งด้วย AI โดยอ้างอิงจากการศึกษาภาพถ่ายเก่าในเอกสารจดหมายเหตุ คอลเลกชัน AI ชุดนี้ประกอบด้วยภาพลงสีซึ่งแสดงให้เห็นการผสมผสานทรงผมสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตกเข้ากับทรงผมแบบเชียงใหม่ในยุคสมัยล้านนาเอ็ดเวิร์เดียนอย่างกลมกลืน เพื่อให้สามารถศึกษาภาพอ้างอิงได้อย่างชัดเจนและละเอียดที่สุด ผมได้ลงสีภาพของสตรีหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าดารารัศมี, คุณหญิงบุญปั๋น สิงหลกะ, ยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui – 安井てつ) และ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ซึ่งล้วนไว้ “ทรงผมโซขุฮัตสึ” (そくはつ/束髪)”
เมื่อแฟชั่นข้ามวัฒนธรรมผ่านทรงผมของแม่ญิงล้านนา
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (พ.ศ. 2440–2453 หรือ ค.ศ. 1897–1910) แฟชั่นของสตรีชั้นสูงในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่อง ทรงผม ซึ่งสะท้อนอิทธิพลจากราชสำนักยุโรปและญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ ทรงผมที่หญิงสาวนิยมในยุคนี้มีลักษณะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย หรือทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูง (Upswept Hair) เป็นสัญลักษณ์ของความงามสมัยใหม่ ทรงผมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความงาม แต่เป็นกระจกสะท้อนการรับอารยธรรมจากต่างประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นของผู้หญิงล้านนาในเวลาต่อมา
ต้นธารจากฝรั่งเศสสู่ญี่ปุ่น: จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪)
จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจเกิดจากราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ในยุคศิลปะแบบ Rococo กับทรงผมที่ชื่อว่า "A La Pompadour" ซึ่งตั้งชื่อตาม มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour, ค.ศ. 1721–1764) พระสนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงผมนี้เน้นการตีผมให้สูง พอง และมีรูปทรงหรูหรา กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีรสนิยมของผู้หญิงในสังคมชั้นสูงในยุโรปในช่วงเวลานั้น
ต่อมา ในช่วง ยุคเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868–1912) ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศและรับอิทธิพลตะวันตก ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ (束髪)” ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากทรงปงปาดูร์ของฝรั่งเศส แล้วปรับให้เหมาะกับผมหญิงญี่ปุ่น เป็นการเกล้ามวยสูงที่ทันสมัยและแสดงถึงการศึกษาและความก้าวหน้า
กระแสทรงผมปงปาดูร์ในโลกตะวันตก: จากฝรั่งเศสสู่ Gibson Girl
ในช่วงเวลาเดียวกัน — ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับ ยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian Era, ค.ศ. 1901–1910) ในอังกฤษและยุโรป — ทรงผมแบบ A La Pompadour ก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในหมู่หญิงสาวชนชั้นกลางและสูงในโลกตะวันตก ผ่านภาพลักษณ์ของ Gibson Girl ซึ่งเป็นตัวแทนของ “หญิงทันสมัย” ในอเมริกาและยุโรป ทรงผมของ Gibson Girl เน้นการเกล้าผมให้พองและสูง ด้วยปริมาตรที่งามสง่าและเป็นธรรมชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากทรง Pompadour ของศตวรรษก่อน
ภาพวาดของ Charles Dana Gibson ที่สร้างภาพหญิงสาวอเมริกันผู้มั่นใจ ทันสมัย และมีความคิดเป็นของตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้ทรงผมแบบนี้กลายเป็นแฟชั่นหลักทั่วโลกตะวันตกในเวลานั้น และมีอิทธิพลมาไกลถึงทวีปเอเชียรวมถึงสยาม โดยเฉพาะในหมู่สตรีผู้ที่มีการศึกษาและอยู่ในสังคมเมืองหลวง
สำหรับทรงผมทรงนี้ในสยาม ผู้ที่นำทรงผมนี้มาเผยแพร่ในสยามคาดว่าคือ นางยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui, 安井てつ) ครูหญิงชาวญี่ปุ่นผู้บุกเบิกการศึกษาสตรีสมัยใหม่ในสยาม โดยในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เธอได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินี ซึ่งถือเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำของสยามในยุคนั้น
แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาษา วัฒนธรรม และอากาศที่แตกต่างจากบ้านเกิด แต่ยะสุอิ เท็ตสึได้ทุ่มเทสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนหญิงด้วยความเข้มงวดและความเมตตา พร้อมทั้งปลูกฝังวินัย ความรู้สมัยใหม่ และแบบแผนการวางตัวแบบสตรีมีการศึกษา รวมถึงภาพลักษณ์ภายนอกอันสง่างาม
หนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักเรียนและข้าราชบริพารฝ่ายใน คือ ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ” (束髪) ซึ่งเธอเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยและหรูหราทุกวัน ทรงผมแบบนี้แสดงถึงความเป็นหญิงทันสมัย การศึกษา ความสะอาดเรียบร้อย และความนอบน้อมตามแบบฉบับญี่ปุ่น กลายเป็นแบบอย่างให้บรรดานักเรียนหญิง และแพร่หลายมาถึงราชสำนักฝ่ายใน
อีกหนึ่งหลักฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเผยแพร่วัฒนธรรมทรงผมแบบญี่ปุ่นในราชสำนักไทย คือเรื่องราวของท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา (พ.ศ. 2429–2511) ซึ่งเคยเป็นข้าหลวงของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ท่านเป็นหนึ่งในนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้รับพระราชทานทุนให้เดินทางไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2446 เพื่อไปเรียนวิชาปักสะดึง และวาดเขียนแบบญี่ปุ่น โดยออกเดินทางพร้อมกับนายโทคิชิ มาซาโอะ หรือที่คนไทยเรียกว่านายเมาเซา และภริยา หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาราว 4 ปี ท่านผู้หญิงขจรกลับมาสู่ราชสำนักไทย พร้อมนำวัฒนธรรมหลายอย่างจากญี่ปุ่นกลับมาด้วย หนึ่งในนั้นคือแบบแผนการทำผมที่ได้รับความนิยมในราชสำนักสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในหมู่ข้าหลวงและสตรีชั้นสูง ซึ่งมีลักษณะคล้ายทรงโซขุฮัตสึของญี่ปุ่น เรื่องราวเหล่านี้ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสืองานศพของท่านผู้หญิงขจร ถือเป็นอีกแหล่งอ้างอิงสำคัญที่ยืนยันบทบาทของท่านในฐานะผู้ถ่ายทอดทรงผมแบบญี่ปุ่นในราชสำนักสยามยุคนั้น
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี: แม่หญิงล้านนาผู้นำแฟชั่น
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ มีฐานะเป็นเจ้าหญิงล้านนา จากเชียงใหม่ ได้เข้ารับราชการในราชสำนักสยามพร้อมกับข้าราชบริพารหญิงจากเชียงใหม่และล้านนา ในช่วงที่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ พระองค์ทรงรับอิทธิพลทรงผมแบบมวยสูงที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่สตรีในวัง และพระองค์ทรงปรับนำมาใช้ทั้งส่วนพระองค์และในหมู่ข้าหลวงฝ่ายในที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ และแฟชั่นทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูงนี้ก็แพร่อิทธิพลไปถึงเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและแฟชั่นในหัวเมืองเหนือ
แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนตอนปลายในสยาม: การเปรียบเทียบเครื่องแต่งกายตะวันตกและไทยในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ตอนต้น (พ.ศ. 2453–2458)
แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนตอนปลายในสยาม: การเปรียบเทียบเครื่องแต่งกายตะวันตกและไทยในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ตอนต้น (พ.ศ. 2453–2458)
ช่วงต้นรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นสตรีในสยาม โดยได้รับอิทธิพลจากกระแสการแต่งกายแบบตะวันตก โดยเฉพาะ แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนตอนปลาย ซึ่งค่อย ๆ หลอมรวมเข้าสู่ ยุค Teens (พ.ศ. 2454–2462 หรือช่วงปี ค.ศ. 1911–1919) ซึ่งเป็นยุคที่ตัวเลขลงท้ายด้วย -11 ถึง -19 เช่นเดียวกับคำว่า teenager ในภาษาอังกฤษ สตรีชนชั้นสูงและราชสำนักไทยเริ่มรับเอาแนวการแต่งกายแบบยุโรปมาประยุกต์ให้เข้ากับเอกลักษณ์ไทยอย่างประณีต
ในขณะที่แฟชั่นตะวันตกในยุคเอ็ดเวิร์ดเดียนตอนปลายเน้นการใช้ผ้าโปร่งและผ้าซีทรูที่มีการเดรปหรือจับจีบให้ดูพลิ้วไหว ควบคู่ไปกับโครงร่างกระโปรงที่ลดความพองและมีความยาวมากขึ้น การตกแต่งมักใช้ลูกไม้ละเอียด มุก และดอกไม้ประดับ สไตล์การแต่งกายของสตรีไทยในช่วงเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ โจงกระเบน ซึ่งมักจับคู่กับ เสื้อลูกไม้หรือเสื้อแพรไหม ที่มีการตกแต่งแบบตะวันตก ภาพถ่ายโบราณที่ได้รับการ ลงสีใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI แม้ไม่สามารถแสดงรายละเอียดของโจงกระเบนได้อย่างครบถ้วนในทุกภาพ แต่ส่วนของเสื้อผ้าด้านบนยังคงสะท้อน สไตล์ปลายยุคเอ็ดเวิร์ดเดียนและต้นยุค Teens ได้อย่างชัดเจน
เสื้อคอสูง ยังคงได้รับความนิยมในราชสำนักและพิธีการทางการในสยาม เช่นเดียวกับในยุโรปที่นิยมชุดคอปิดประดับลูกไม้และไข่มุก อย่างไรก็ตาม เมื่อแฟชั่นตะวันตกเริ่มเปลี่ยนแนวโน้ม สตรีไทย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากการศึกษาในต่างประเทศหรือผู้ที่เข้าร่วมงานสังคมแบบยุโรป เริ่มหันมาใส่เสื้อคอเปิดและใช้ผ้าที่เดรปให้พลิ้วไหวมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นยุค Teens
ทรงผม ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของแฟชั่นในยุคนี้ จากเดิมที่สตรีไทยนิยม ตัดผมสั้นแบบ “ดอกกระทุ่ม” ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 มาสู่การ ไว้ผมยาวและเกล้าผมแบบสูง ตามสมัยนิยมของยุโรป ภาพถ่ายที่ลงสีด้วย AI ช่วยให้เราเห็นถึงการตีความทรงผมแบบยุโรปในแบบไทย เช่น มวยผมต่ำที่ประดับด้วยแถบคาดผมมุก ปิ่น และสร้อยโชกเกอร์ซึ่งแม้จะรับอิทธิพลจากตะวันตก แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นไทย
รองเท้าและเครื่องประดับ ก็เป็นอีกจุดที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม สตรีตะวันตกนิยมรองเท้าส้นเตี้ยแบบบู๊ตหรือส้นสูงหัวแหลม ในขณะที่สตรีไทยมักสวม โจงกระเบนคู่กับถุงน่องสีขาว และ รองเท้าแบบตะวันตก เช่น T-bar และ Mary Jane ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มสตรีชนชั้นสูง นอกจากนี้ สร้อยไข่มุก เข็มกลัด และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ยังคงปรากฏในแฟชั่นทั้งสองแบบ โดยในฝั่งไทยมักเพิ่ม ผ้าแพรคาดไหล่และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย ในโอกาสพิธีการ เพื่อรักษาอัตลักษณ์และความสง่างามแบบไทยไว้
ภาพถ่ายที่ได้รับการฟื้นฟูและลงสีด้วยเทคโนโลยี AI เหล่านี้ ให้ภาพสะท้อนที่งดงามของสตรีไทยในยุครัชกาลที่ 6 ที่สามารถผสมผสานแฟชั่นตะวันตกจากปลายยุคเอ็ดเวิร์ดเดียนและยุค Teens เข้ากับเอกลักษณ์ไทยได้อย่างกลมกลืน ทั้งเสื้อคอสูงที่ค่อย ๆ เปิดออก ทรงผมที่ปรับจากไทยสู่สากล และการจับคู่โจงกระเบนกับเสื้อผ้าสไตล์ยุโรป ล้วนสะท้อนยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สยามก้าวเข้าสู่ความทันสมัย ขณะเดียวกันยังคงรักษาความเป็นไทยไว้ได้อย่างงดงามและทรงคุณค่า
ประวัติของชุดกะลาสีในแฟชั่นเด็ก: จากราชวงศ์ยุโรปสู่ราชสำนักสยาม
ประวัติของชุดกะลาสีในแฟชั่นเด็ก: จากราชวงศ์ยุโรปสู่ราชสำนักสยาม
คอลเลกชันภาพนี้เป็นการลงสีใหม่ด้วย AI จากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อฟื้นฟูและนำเสนอรายละเอียดทางแฟชั่น เครื่องแต่งกาย และค่านิยมของราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่เพียงเป็นภาพประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นสื่อเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างแฟชั่นกับการสร้างอัตลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์
จุดเริ่มต้นของชุดกะลาสีในราชสำนักอังกฤษ
ชุดกะลาสี (Sailor Suit) ที่ปรากฏในภาพนี้มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ย้อนไปถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในราชสำนักอังกฤษ เมื่อ เจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด (Prince Albert Edward) พระราชโอรสพระองค์โตใน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) และ เจ้าชายอัลเบิร์ต (Prince Consort) ทรงได้รับชุดกะลาสีจากพระบิดา ขณะมีพระชนมายุเพียง 4 พรรษา ในปี ค.ศ. 1846
พระองค์ทรงสวมชุดดังกล่าวขณะตามเสด็จพระราชมารดาไปเยือนเรือรบพระที่นั่ง HMS Victory ซึ่งเป็นเรือธงของพลเรือเอกเนลสันในยุคสงครามนโปเลียน ชุดนั้นถอดแบบมาจากเครื่องแบบของกะลาสีเรือจริงในราชนาวีอังกฤษ และการที่เจ้าชายน้อยปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะด้วยเครื่องแต่งกายเช่นนี้ จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ทางแฟชั่นและการเมืองในเวลาเดียวกัน
เจ้าชายอัลเบิร์ต ผู้เป็นพระบิดา ทรงมีพระประสงค์ให้แฟชั่นเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังความรักชาติ ความผูกพันกับราชนาวี และจิตสำนึกแห่งความเป็นพลเมืองในพระราชโอรส ภาพพิมพ์หินของเจ้าชายในชุดกะลาสีจึงกลายเป็นภาพยอดนิยม และเป็นแบบอย่างให้กับแฟชั่นเด็กในราชสำนักยุโรปหลายแห่ง เช่น ออสเตรีย, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, ญี่ปุ่น, และต่อมาคือ สยาม
การแพร่หลายสู่ยุโรปและความหมายเชิงสัญลักษณ์
หลังจากปรากฏตัวในอังกฤษ ชุดกะลาสีแพร่หลายไปยังราชวงศ์ต่าง ๆ ทั่วยุโรป โดยเฉพาะ ราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย ซึ่ง เจ้าชายนิโคลัสที่ 2 และพระโอรสธิดาทรงสวมชุดนี้อย่างต่อเนื่อง ภาพถ่ายเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ของความไร้เดียงสา ความมีระเบียบ และจริยธรรมอันสูงส่ง ตลอดจนสื่อถึงความเชื่อมโยงกับอำนาจทางทะเลและอุดมการณ์แห่งชาติ
ความสง่างามแห่งยุคอาร์ตเดโค: แฟชั่นของข้าหลวงฝ่ายในในราชสำนักสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ในทศวรรษ 1920
ความสง่างามแห่งยุคอาร์ตเดโค: แฟชั่นของข้าหลวงฝ่ายในในราชสำนักสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ในทศวรรษ 1920
ภาพถ่ายขาวดำซึ่งได้รับการลงสีด้วยเทคโนโลยี AI และถ่ายขึ้นเมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) นี้ ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งเผยให้เห็นโลกแฟชั่นของสตรีในราชสำนักไทยในช่วงรอยต่อระหว่างยุคเก่าและใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่แนวโน้มแฟชั่นของสตรีทั่วโลกได้เปลี่ยนผ่านอย่างสำคัญจากความหรูหราแบบยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน มาสู่ความกระฉับกระเฉงและร่วมสมัยของยุคอาร์ตเดโค
ภาพนี้สะท้อนบริบทแฟชั่นและสังคมในช่วงกลางของรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ซึ่งทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘ (ค.ศ. 1910–1925) และแสดงให้เห็นบทบาทของสตรีชั้นสูงผู้ถวายตัวเป็นข้าหลวงใน สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา อย่างสง่างามและร่วมสมัย
อิทธิพลตะวันตกในรูปแบบสยาม: การประยุกต์อย่างสง่างาม
เมื่อพินิจโครงร่างและสไตล์ของเครื่องแต่งกายในภาพ จะเห็นได้ชัดเจนถึงอิทธิพลของแฟชั่นอาร์ตเดโคในยุค 1920s ไม่ว่าจะเป็นทรงผมบ๊อบสั้น กระโปรงเหนือเข่า หรือเครื่องประดับที่มีรูปทรงเรขาคณิต แต่ขณะเดียวกันก็แสดงถึงการประยุกต์ใช้ที่เปี่ยมด้วยรสนิยมของสตรีไทยในราชสำนัก ในขณะที่แฟชั่นตะวันตกนิยมเส้นเอวต่ำ สตรีไทยในสมัยนั้นกลับคงไว้ซึ่งเส้นเอวธรรมชาติ โดยออกแบบเสื้อให้ยาวลงมาคลุมสะโพก เพื่อสร้างภาพลวงตาให้ดูเหมือนเส้นเอวต่ำ เทคนิคเช่นนี้สะท้อนความเข้าใจในศิลปะแฟชั่น พร้อมกับการปรับให้เหมาะสมกับขนบธรรมเนียมของไทย
โรงเรียนแห่งแรกของล้านนา โรงเรียนพระราชชายา : บทคารวะผ่านภาพลงสีด้วย AI
โรงเรียนแห่งแรกของล้านนา โรงเรียนพระราชชายา : บทคารวะผ่านภาพลงสีด้วย AI
(AI Colourisation of Historical Photographs from Rachachaya School, the First Girls’ School in Lanna)
ผลงานภาพชุดนี้เกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากโพสต์ของศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ (ลงวันที่ 16 มกราคม) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการก่อตั้งโรงเรียนหญิงแห่งแรกในดินแดนล้านนา เมื่อปี พ.ศ. 2418 แม่ครูหลวงโซเฟีย บุตรีของ ดร.แดน บีช บรัดเลย์ และมิชชันนารีหญิงผู้มีความรู้ ได้เปลี่ยนบ้านพักของตนริมแม่น้ำปิงให้กลายเป็นสถานศึกษา ซึ่งกลายเป็นรากฐานของการศึกษาสมัยใหม่สำหรับสตรีในเชียงใหม่ โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายฝ่ายเหนือ อาทิ เจ้าดารารัศมี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนต่อมาได้พัฒนาเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัยในปัจจุบัน
คอลเลกชันภาพนี้นำเสนอภาพถ่ายเก่าที่บันทึกเรื่องราวของ โรงเรียนพระราชชายา โรงเรียนหญิงแห่งแรกในเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การศึกษาสตรีในดินแดนล้านนา โดยภาพถ่ายเหล่านี้ได้รับการฟื้นคืนชีวิตขึ้นใหม่ผ่านการลงสีด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเฉดสีที่ตีความในแง่มุมของศิลปะ ซึ่งแม้อาจมิได้ตรงตามสีจริงในประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่ก็มีเจตนาเพื่อสดุดีเกียรติภูมิ จิตวิญญาณ และบทบาทของสตรีและนักเรียนผู้บุกเบิกเหล่านั้น ผู้ซึ่งเปลี่ยนแปลงสังคมล้านนาด้วยพลังแห่งการศึกษาและความรู้
ในยุคเริ่มต้น โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มีเครื่องแบบนักเรียนอย่างเป็นทางการ นักเรียนหญิงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายตามวิถีพื้นเมือง ต่อมาเมื่อโรงเรียนเติบโตขึ้นตามยุคสมัย ก็ได้มีการกำหนดชุดนักเรียนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและกระโปรงจีบสีแดง พร้อมรองเท้าสีขาวสำหรับนักเรียนหญิง ปัจจุบันโรงเรียนดาราวิทยาลัยเปิดรับนักเรียนทั้งหญิงและชาย และยังคงยึดมั่นในพันธกิจด้านการศึกษาที่ส่งเสริมทั้งสติปัญญา คุณธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแบบอย่างของผู้บุกเบิกในอดีต
บทความต้นฉบับครับ จากโพสต์ของศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ (ลงวันที่ 16 มกราคม)
ภาพ ความทรงจำ และประวัติศาสตร์: แนวคิดประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนาในงานสร้างสรรค์ภาพในประวัติศาสตร์ด้วย AI
ภาพ ความทรงจำ และประวัติศาสตร์: แนวคิดประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนาในงานสร้างสรรค์ภาพในประวัติศาสตร์ด้วย AI
ภาพชุด AI นี้เป็นผลลัพธ์จากการลงสีภาพถ่ายขาวดำในโพสต์ก่อนหน้า ซึ่งกล่าวถึงเครื่องแบบทหารในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แม้ผลงานครั้งนี้จะประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดอารมณ์ สีสัน และบรรยากาศของยุคนั้นได้อย่างน่าพึงพอใจ แต่รายละเอียดบางประการ เช่น อินธนู (epaulette) เครื่องหมายบนเครื่องแบบ เหรียญตรา และสัญลักษณ์ประจำยศ ยังไม่ได้รับการสร้างให้ตรงตามต้นฉบับอย่างครบถ้วน ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างสรรค์ในครั้งนี้มุ่งเน้นการผลิตต้นแบบเพื่อใช้อ้างอิงในด้านสไตล์โดยรวม อันครอบคลุมทั้งโครงสร้างการตัดเย็บ วัสดุ และโครงร่างของเครื่องแบบ เพื่อประโยชน์ในการออกแบบเครื่องแต่งกายและการสร้างแพตเทิร์นต่อไป เครื่องหมายต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างแม่พิมพ์และตัวอย่างแยกในขั้นตอนถัดไปครับ ผมได้เพิ่มภาพอุณาโลมสำหรับติดหมวก และเข็มกลัดติดคอเสื้อไว้ในโพสต์นี้เพื่อใช้เป็นเรฟเฟอเรนซ์เบื้องต้นด้วยเช่นกัน
สำหรับการเทรนโมเดล Flux LoRA ในครั้งนี้ ผมได้รับภาพถ่ายต้นฉบับขาวดำที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง พร้อมคำแนะนำเชิงวิชาการที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ทำให้สามารถลงสีได้อย่างถูกต้องและใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องโทนสีของเครื่องแบบในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2457 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพสยามยังใช้เครื่องแบบตาม “พระราชนิยม” (parachaniyom) ที่ได้รับอิทธิพลจากเครื่องแบบทหารอังกฤษ ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ทรงพบเห็นระหว่างทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษในขณะทรงพระเยาว์
การสร้างสรรค์ภาพคอลเลกชันนี้จึงนับเป็นทั้ง งานสร้างสรรค์เชิงทดลอง และ เอกสารอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์ ที่ช่วยรังสรรค์ภาพซึ่งไม่เคยมีอยู่จริงในอดีต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง ประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงภาพ ในมิติใหม่
เครื่องแบบของยุคนี้ประกอบด้วยเสื้อทูนิคและหมวกสีเทา อินธนูสีแดงทอง กางเกงแบบ breeches สีกรมท่า สวมกับรองเท้าบู๊ตขี่ม้าหรือรองเท้าทหารสีดำ พร้อมเกเตอร์หนังหรือผ้าพันแข้งสีน้ำตาล สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งยังใช้เครื่องแบบสีเทาในลักษณะเดียวกันนั้น ยังมีทหารชั้นผู้น้อยบางนายที่ไม่ได้รับแจกแม้กระทั่งรองเท้า สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร และความไม่สม่ำเสมอในการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของกองทัพในยุคนั้น เราสามารถสังเกตข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้จากภาพถ่ายต้นฉบับร่วมสมัยที่ยังคงหลงเหลืออยู่
สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานประเภทนี้ คือ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการสร้างภาพใหม่เท่านั้น แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการบูรณะ ฟื้นฟู และตีความประวัติศาสตร์ในมิติใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเข้าถึงมาก่อน เครื่องมืออย่าง Flux Kontext, Midjourney Editing Suite, Krea Edit และ Freepik Edit ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานของผม ช่วยให้สามารถลงสี ปรับแสง เพิ่มองค์ประกอบ และสร้างบริบทใหม่ในภาพถ่ายเก่าได้อย่างแม่นยำ เป็นอีกหนึ่งมิติที่ช่วยให้เราเข้าถึงอดีตได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
แม้แนวคิด Visual Historiography หรือ “การเขียนประวัติศาสตร์ผ่านภาพ” จะได้รับการพูดถึงในแวดวงวิชาการระดับสากล แต่ในภาษาไทยยังไม่มีคำแปลอย่างเป็นทางการที่บัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ผมจึงขอเสนอคำว่า “ประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนา” เพื่อใช้อธิบายแนวทางการสร้างและตีความประวัติศาสตร์ผ่านภาพ โดยเฉพาะในรูปแบบที่ผสานข้อมูลทางประวัติศาสตร์เข้ากับศิลปะและเทคโนโลยีร่วมสมัย
ในบริบทของการศึกษาประวัติศาสตร์ คำว่า Visual Historiography มีความหมายเฉพาะ คือไม่ได้หมายถึงแค่การดูภาพในฐานะเอกสาร แต่เป็นการศึกษาว่าภาพต่าง ๆ เหล่านั้น "เล่า" ประวัติศาสตร์อย่างไร ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา และมันมีผลอย่างไรต่อการจดจำอดีตในแต่ละสังคม ภาพสามารถสะท้อนอำนาจ ความทรงจำ ความหลงลืม และอคติได้ไม่แพ้ข้อความ ดังนั้น visual historiography จึงไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ภาพ แต่เป็นการวิพากษ์วิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังภาพและการสร้างสรรค์ภาพเหล่านั้นด้วย
งานของผมอยู่ในแนวทางใหม่ของประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนา ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวิเคราะห์ภาพในอดีต แต่รวมถึงการสร้างภาพใหม่ด้วย AI ที่วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ที่การสร้างสรรค์ภาพมาจากฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่เพื่อความคิดถึง หรือจินตนาการลอย ๆ หากแต่เป็นการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ว่า — ใครมีสิทธิ์ “มองเห็น” หรือสร้างภาพแทนอดีต? — อะไรคือหลักฐานที่เรานับว่า “เชื่อถือได้”? — และรูปแบบของภาพที่สร้างด้วย AI ส่งผลต่อความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างไร?
นี่คือจุดที่แนวคิด visual historiography เชื่อมโยงกับ ทัศนศิลป์ มนุษยศาสตร์ดิจิทัล และประวัติศาสตร์แฟชั่น และเปิดพื้นที่ใหม่ที่การมองเห็นกลายเป็นวิธีการสะท้อนอดีตในแบบที่จับต้องได้ผ่านสายตา
ผมหวังว่าทุกท่านจะยังคงชื่นชอบภาพเหล่านี้ แม้รายละเอียดบางส่วนจะยังไม่สมบูรณ์นักในขั้นตอนนี้ครับ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี้ครับ
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI
AI กับงานอนุรักษ์ภาพประวัติศาสตร์: การลงสีภาพเครื่องแบบทหารสยามในสมัยรัชกาลที่ ๖
AI กับงานอนุรักษ์ภาพประวัติศาสตร์: การลงสีภาพเครื่องแบบทหารสยามในสมัยรัชกาลที่ ๖
สวัสดีครับทุกท่าน 👋
หลังจากที่ผมได้โพสต์เกี่ยวกับเครื่องแบบทหารสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ ไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีผู้ติดตามหลายท่านสอบถามเข้ามาว่า ภาพถ่ายขาวดำดั้งเดิมนั้นสามารถลงสีได้อย่างไรบ้าง ต้องขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความสนใจและคำถามครับ วันนี้ผมจึงขอแบ่งปันขั้นตอนการทำงานแบบเต็มรูปแบบของผมให้ทราบกันครับ
ก่อนอื่น ผมขออธิบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถทำได้มากกว่าการสร้างภาพใหม่จากคำบรรยาย (text-to-image), การแปลงภาพเป็นภาพ (image-to-image), วิดีโอจากข้อความ หรือภาพต่อวิดีโอ อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังแต่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึง คือ ระบบตัดต่อภาพด้วย AI ครับ
เนื่องจากผลงานของผมส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากการฝึกโมเดล LoRA เฉพาะทาง ผมจึงไม่อิงกับระบบปิดอย่าง Midjourney หรือ Google Imagen แต่จะใช้ ชุดเครื่องมือแก้ไขภาพ AI เพื่อปรับแต่งและยกระดับผลงานที่ผมสร้างขึ้นด้วย Flux LoRA ให้สมบูรณ์ที่สุด
วิธีการทำงานของผม (My Workflow):
เริ่มจากการลงสีภาพขาวดำต้นฉบับ
ยกตัวอย่างเช่น งานล่าสุดของผมที่เป็นภาพทหาร ๕ นายในเครื่องแบบรัชกาลที่ ๖ ซึ่งแต่ละคนสวมใส่ชุดเหมือนกันแต่แต่งต่างกันในรายละเอียดการแต่งตัว จึงต้องใช้ความพิถีพิถันในการลงสี
ผมแก้โจทย์นี้โดยการแบ่งภาพออกเป็น ๔ ส่วน แล้วใช้ Flux Kontext ผ่านระบบ Freepik ในการลงสีแต่ละส่วนแยกจากกัน โดยอ้างอิงจากข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ได้รับคำแนะมา
เมื่อได้ทั้ง ๔ ส่วนแล้ว ผมนำมารวมเป็นภาพเดียวอีกครั้ง
ในขั้นตอนนี้ สีและพื้นหลังมักจะยังไม่กลมกลืนกัน แต่สามารถแก้ได้ง่ายมากด้วยเครื่องมือ AI ที่ใช้ลบหรือแก้ไขเฉพาะจุด แล้วให้ AI ปรับฉากหลังให้ใหม่อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
เครื่องมือที่สามารถใช้ได้ ได้แก่ Freepik Edit, Krea Edit, Photoshop Firefly หรือหากถามถึงตัวที่ผมชอบที่สุด ก็คือ Midjourney Editing Suite ครับ ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมืออื่นในเรื่องการผสมสี ลบรอยต่อ และปรับองค์ประกอบให้กลมกลืนกันได้อย่างชาญฉลาด
Patina Tone คืออะไร?
เมื่อเราลงสีภาพถ่ายเก่า โดยเฉพาะภาพเกี่ยวกับเครื่องแบบทหาร สิ่งสำคัญที่ผมใช้เสมอคือแนวคิดที่เรียกว่า “patina tone”
Patina หมายถึงร่องรอยของกาลเวลาที่ทิ้งไว้บนวัสดุต่าง ๆ เช่น โลหะ หนัง หรือผ้า เมื่อผ่านการใช้งานจริง สีของวัสดุจะเปลี่ยนไป เช่น หม่นลง จางลง หรือเปลี่ยนเฉดสีไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ในแง่ของสี Patina tone จะมีลักษณะ:
ไม่ฉูดฉาด เป็นสีหม่นหรืออ่อน
มีความเก่า ขุ่นมัว หรือดูซีด
มักมีโทนสีน้ำตาล เทา เขียว หรือเหลืองเจืออยู่
การใช้โทน patina จะช่วยให้ภาพดูสมจริง เหมือนวัสดุที่ผ่านกาลเวลามาจริง ๆ เหมาะอย่างยิ่งกับภาพที่ต้องการความน่าเชื่อถือทางประวัติศาสตร์
ทำไมต้องใช้ Patina Tone ในการลงสีด้วย AI?
การเลือกใช้สีสมัยใหม่มักทำให้ภาพดูหลอกตาและขาดเสน่ห์ของความเก่า การใช้คำบรรยายที่มีคำว่า “faded”, “sun-bleached”, “dusty”, “worn” ในการสั่ง AI จะช่วยให้ภาพที่ได้ดูมีความเก่าแบบธรรมชาติ
ตัวอย่างคำสั่งลงสีด้วย Patina Tone
ถ้าคุณกำลังลงสีภาพถ่ายทหารสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แทนที่จะใช้คำสั่งว่า:
“olive green uniform”
ลองเปลี่ยนเป็น:
“olive drab uniform with faded patina tone, sun-bleached khaki edges, dusty texture from tropical wear”
คำสั่งแบบนี้จะช่วยให้ AI จำลองความเก่าและการซีดจางของเนื้อผ้าได้แม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของเครื่องแบบที่สวมใส่ในภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างสยาม
เครื่องแบบทหารไทยในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖: ก่อนสยามเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1
เครื่องแบบทหารไทยในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖: ก่อนสยามเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1
ชุบชีวิตประวัติศาสตร์: ความร่วมมือกับกลุ่ม 2483 Reenactment Group
ผลงาน AI คอลเลกชันนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างอบอุ่นกับ กลุ่ม 2483 Reenactment Group ซึ่งเป็นชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เครื่องแบบทหารสยาม กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้และข้อมูลสำหรับงานค้นคว้าด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ของผม ซึ่งเรื่องราวอยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๖ โดยเน้นช่วงปี พ.ศ. 2456–2462 (ค.ศ. 1913–1919) ซึ่งครอบคลุมช่วงเปลี่ยนผ่านก่อน ระหว่าง และหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นภาพยนตร์ไทยที่ผมจะได้ร่วมงานด้วย หลังจากที่ทำงานที่ลอนดอนมาเป็นเวลานาน
ในฐานะที่ผมไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายทหารไทย ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้รู้จักกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ในระหว่างที่กำลังค้นคว้าแหล่งข้อมูลอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์ และเป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่งที่ผมได้พบว่า คุณศุภณัฏฐ์ วงศ์ศิริธร ผู้เชี่ยวชาญหลักของเพจ และผม ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันทางออนไลน์มาสักพักหนึ่งในเพจ AI Fashion Lab นี้เอง โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคือใคร เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าประหลาดใจในโลกที่เล็กกว่าที่คิดมากครับ
ด้วยความกรุณาของคุณศุภณัฏฐ์ ผมจึงได้รับภาพถ่ายต้นฉบับขาวดำที่มีคุณค่ามาก และคำแนะนำทางวิชาการที่ล้ำค่ายิ่ง ช่วยให้ผมสามารถลงสีภาพขาวดำดั้งเดิมได้อย่างถูกต้องใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องโทนสีของเครื่องแบบ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเครื่องแบบในปี พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ซึ่งกองทัพสยามปรับมาใช้เครื่องแบบและสีแบบจักรวรรดิอังกฤษในช่วงที่เข้าร่วมสงครามในประเทศฝรั่งเศส กองทัพยังคงใช้เครื่องแบบสไตล์ “พระราชนิยม” (parachaniyom) ที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษ จากการศึกษาในประเทศอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อทรงพระเยาว์
เครื่องแบบทหารสยามในยุคนี้ ประกอบด้วยเสื้อทูนิคและหมวกสีเทา ประดับด้วยอินธนูสีแดงและทอง กางเกงแบบขาสั้นที่เรียกว่า breeches สีกรมท่า สวมคู่กับรองเท้าบู๊ตขี่ม้าสีดำหรือรองเท้าทหารสีดำ และสวมเกเตอร์หนัง(สนับแข้ง) สีน้ำตาลหรือผ้าพันแข้งสีน้ำตาล และสิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งใช้เครื่องแบบสีเทาเช่นเดียวกันนั้น ยังมีทหารชั้นผู้น้อยบางนายที่ไม่ได้รับแจกแม้กระทั่งรองเท้า สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความไม่สม่ำเสมอในการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของกองทัพในยุคนั้น เราจะเห็นได้จากภาพอ้างอิงจากภาพต้นฉบับในสมัยนั้นครับ
แม้ว่าเครื่องหมายต่าง ๆ เช่น เข็มกลัดและเหรียญตราจะมีความสำคัญมากเช่นเดียวกับเสื้อผ้า แต่ผมยังไม่ได้รวมองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ในโครงการลงสีภาพครั้งนี้ เนื่องจากในระยะนี้ผมมุ่งเน้นเฉพาะในเรื่องของโทนสีของเครื่องแบบเป็นหลัก
ภาพถ่ายสีที่ผ่านการปรับปรุงเหล่านี้ยังถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับฝึกโมเดล LoRA ซึ่งผมจะนำเสนอผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ให้ชมกันในโพสต์ถัดไป สำหรับผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์เครื่องแบบทหาร ภาพชุดนี้ถือเป็นเอกสารอ้างอิงที่ช่วยให้ภาพถ่ายขาวดำในอดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
สิ่งที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษเกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ภาพในบริบทนี้ คือการ AI ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสรรค์ภาพใหม่เท่านั้น แต่คือความสามารถในการปรับแต่งและบูรณะภาพต้นฉบับ และสามารถเป็นอุปการณ์ในการตีความประวัติศาสตร์ในแง่มุมใหม่ เครื่องมืออย่าง Flux Kontext, Midjourney Editing Suite, Krea Edit และ Freepik Edit กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของผม ซึ่งช่วยให้เราสามารถลงสี ปรับแต่ง เพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายไป หรือสร้างบริบทใหม่ในรูปภาพ และเสริมคุณค่าภาพถ่ายเก่าได้อย่างทรงพลัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมิติที่ทำให้เราสัมผัสอดีตได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ขอขอบพระคุณจากใจจริงมายังคุณศุภณัฏฐ์ สำหรับความรู้ ความเอื้อเฟื้อ และน้ำใจในการให้ข้อมูลและภาพต้นฉบับสำหรับงานค้นคว้าสำหรับการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ของผม ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างองค์ความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่เราได้แบ่งปันความชื่นชอบในประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย และการสร้างสรรค์ผลงานด้วย AI ร่วมกันครับ
พระมเหสี พระสนมเอก และพระคู่หมั้นในรัชกาลที่ ๖ กับแฟชั่นชุดแต่งงานแบบตะวันตก
พระมเหสี พระสนมเอก และพระคู่หมั้นในรัชกาลที่ ๖ กับแฟชั่นชุดแต่งงานแบบตะวันตก
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ราชสำนักสยามได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในด้านแฟชั่นของพระราชพิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พิธีอภิเษกสมรส” ซึ่งมีการนำแบบแผนของชุดเจ้าสาวตะวันตกสีขาวมาใช้กับสตรีฝ่ายในในราชวงศ์ไทย ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งในเชิงสุนทรียะและอุดมการณ์ ที่ผสานความรักสมัยใหม่ ความงามแบบยุโรป และอัตลักษณ์แบบชาติไทยเข้าไว้ด้วยกัน ในขณะที่เจ้าสาวสวมชุดขาว เจ้าบ่าว—ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนหรือกษัตริย์—ต่างสวมเครื่องแบบทหาร อันเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี หน้าที่ และความเป็นชายในอุดมคติของศตวรรษที่ 20
คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ได้รับการลงสีใหม่และบูรณะด้วย Flux Kontext Pro จากภาพถ่ายต้นฉบับขาวดำ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับสตรี 5 พระองค์ผู้มีความเกี่ยวข้องทางพระราชหฤทัยกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โดยในจำนวนนี้มี 2 พระองค์ที่ได้รับการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ และอีก 3 พระองค์ที่ได้รับพระราชพิธีอภิเษกสมรส ภาพถ่ายซึ่งได้รับการลงสีใหม่เหล่านี้ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก อำนาจ และการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมแฟชั่นในราชสำนักไทย
เมื่อทรงผมกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม: การสานต่ออัตลักษณ์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียนผ่านภาพถ่ายลงสีด้วย AI
เมื่อทรงผมกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม: การสานต่ออัตลักษณ์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียนผ่านภาพถ่ายสีลงด้วย AI
โพสต์นี้เป็นภาคต่อจากบทความก่อนหน้าซึ่งกล่าวถึงเอกลักษณ์ของทรงผมเกล้ามวยสูงของหญิงชาวล้านนาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 — ยุคสมัยที่แฟชั่นของสยาม โดยเฉพาะในเชียงใหม่ สะท้อนทั้งอัตลักษณ์ท้องถิ่นและอิทธิพลจากโลกตะวันตกอย่างลึกซึ้ง
ในคอลเลกชันใหม่นี้ ผมได้ใช้เทคนิคที่แตกต่างในการลงสีและปรับแต่งภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะการใช้แอป Picsi.ai ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับสลับใบหน้าด้วย AI ที่ช่วยให้สามารถเปลี่ยนใบหน้าของบุคคลได้สูงสุดถึง 4 คนในภาพเดียว คุณภาพของภาพที่ได้มีความสมจริงสูง และช่วยเติมเต็มงานสร้างสรรค์นี้ให้สมบูรณ์ในเชิงประวัติศาสตร์และศิลปะได้อย่างน่าพอใจ
ที่สำคัญ ในทุกภาพ ผมได้สลับใบหน้าของบุคคลในภาพถ่ายต้นฉบับกับนางแบบ AI ของผมเอง ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคนิค LoRA โดยเฉพาะสำหรับเพจของผมเอง นางแบบ AI นี้ถูกออกแบบให้มีความงดงามและกลมกลืนกับบริบทวัฒนธรรมล้านนาในอดีตอย่างประณีต เพื่อให้ทุกภาพสื่อถึงตัวตนของหญิงล้านนาในเชิงอุดมคติทางศิลปะ
ผลงานชุดนี้นำเสนอสิ่งที่ผมเรียกว่า สไตล์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียน — การผสมผสานระหว่างเสื้อผ้าตะวันตกแบบเสื้อคอสูงหรือเสื้อแขนพอง กับผ้าซิ่นพื้นเมืองแบบล้านนา ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. 2411–2453) โดยมีทรงผมเกล้ามวยสูงเป็นหัวใจของภาพลักษณ์สมัยใหม่ ทรงผมนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นฝรั่งเศสสมัยโรโคโค (ทรง “อะ ลา ปงปาดูร์” A La Pompadour) และทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪) ของญี่ปุ่นในยุคเมจิ ซึ่งล้วนสื่อถึงความรู้ การศึกษา และการเปิดรับวัฒนธรรมสากล
บุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมอย่าง นางยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui) ครูหญิงชาวญี่ปุ่นยุคเมจิ มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานค่านิยมสตรีสมัยใหม่ในสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินี (Rajini School) ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำ ภายใต้พระราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ การเดินทางมาสยามของเธอถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการศึกษาสตรี โดยเธอได้สอนทั้งวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งปลูกฝังระเบียบวินัย ความรู้แบบตะวันตก และมารยาทแบบสตรีมีการศึกษา ทรงผมประจำวันของเธอคือทรง โซขุฮัตสึ (束髪) ที่เกล้าไว้อย่างเรียบร้อย งดงาม และสง่างาม เป็นภาพลักษณ์ของความเป็นหญิงทันสมัยซึ่งผสมผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นกับบทบาทของผู้หญิงในโลกใหม่ ทรงผมนี้ได้รับความนิยมและแพร่หลายต่อไปในหมู่นักเรียนหญิงและสตรีในราชสำนักอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงเท่านั้น พระราชชายาเจ้าดารารัศมี — เจ้าหญิงจากล้านนาและพระราชชายาในรัชกาลที่ ๕ — ยังทรงเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ พระองค์ทรงนำแฟชั่นทรงผมเกล้ามวยสูงมาใช้ทั้งส่วนพระองค์และเผยแพร่ให้กับบรรดาข้าหลวงฝ่ายใน จนกระแสความงามเช่นนี้เดินทางกลับขึ้นเหนือ กลายเป็นแฟชั่นในหมู่หญิงล้านนาอันสื่อถึงความงาม ความรู้ และอัตลักษณ์แบบสากล
ผ่านการศึกษาเครื่องแต่งกาย ภาพถ่ายในจดหมายเหตุ และการฟื้นฟูภาพด้วย AI คอลเลกชันนี้มิใช่เพียงการระลึกถึงอดีต แต่คือการรังสรรค์ตัวตนของหญิงล้านนาในฐานะผู้หญิงที่งดงาม มีวิสัยทัศน์ และดำรงอยู่ในจุดเปลี่ยนของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกอย่างสง่างาม
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 3)
จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 3)
ผลงานชุดนี้เป็นคอลเลกชันที่สร้างขึ้นด้วยการลงสีและปรับแต่งด้วย AI จากการศึกษาภาพถ่ายเก่าในเอกสารจดหมายเหตุเกี่ยวกับหญิงชาวล้านนา โดยเฉพาะหญิงชาวเชียงใหม่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วย ทรงผมทรงญี่ปุ่น และรูปแบบการแต่งกายที่ผมเรียกว่า สไตล์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตกกับผ้าซิ่นแบบล้านนา โดยแฟชั่นลักษณะนี้เริ่มได้รับความนิยมในช่วงปลายรัชกาลที่ 5
เมื่อแฟชั่นข้ามวัฒนธรรมผ่านทรงผมของแม่ญิงล้านนา
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (พ.ศ. 2440–2453 หรือ ค.ศ. 1897–1910) แฟชั่นของสตรีชั้นสูงในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่อง ทรงผม ซึ่งสะท้อนอิทธิพลจากราชสำนักยุโรปและญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ ทรงผมที่หญิงสาวนิยมในยุคนี้มีลักษณะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย หรือทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูง (Upswept Hair) เป็นสัญลักษณ์ของความงามสมัยใหม่ ทรงผมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความงาม แต่เป็นกระจกสะท้อนการรับอารยธรรมจากต่างประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นของผู้หญิงล้านนาในเวลาต่อมา
ต้นธารจากฝรั่งเศสสู่ญี่ปุ่น: จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪)
จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจเกิดจากราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ในยุคศิลปะแบบ Rococo กับทรงผมที่ชื่อว่า "A La Pompadour" ซึ่งตั้งชื่อตาม มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour, ค.ศ. 1721–1764) พระสนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงผมนี้เน้นการตีผมให้สูง พอง และมีรูปทรงหรูหรา กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีรสนิยมของผู้หญิงในสังคมชั้นสูงในยุโรปในช่วงเวลานั้น
ต่อมา ในช่วง ยุคเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868–1912) ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศและรับอิทธิพลตะวันตก ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ (束髪)” ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากทรงปงปาดูร์ของฝรั่งเศส แล้วปรับให้เหมาะกับผมหญิงญี่ปุ่น เป็นการเกล้ามวยสูงที่ทันสมัยและแสดงถึงการศึกษาและความก้าวหน้า
กระแสทรงผมปงปาดูร์ในโลกตะวันตก: จากฝรั่งเศสสู่ Gibson Girl
ในช่วงเวลาเดียวกัน — ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับ ยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian Era, ค.ศ. 1901–1910) ในอังกฤษและยุโรป — ทรงผมแบบ A La Pompadour ก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในหมู่หญิงสาวชนชั้นกลางและสูงในโลกตะวันตก ผ่านภาพลักษณ์ของ Gibson Girl ซึ่งเป็นตัวแทนของ “หญิงทันสมัย” ในอเมริกาและยุโรป ทรงผมของ Gibson Girl เน้นการเกล้าผมให้พองและสูง ด้วยปริมาตรที่งามสง่าและเป็นธรรมชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากทรง Pompadour ของศตวรรษก่อน
ภาพวาดของ Charles Dana Gibson ที่สร้างภาพหญิงสาวอเมริกันผู้มั่นใจ ทันสมัย และมีความคิดเป็นของตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้ทรงผมแบบนี้กลายเป็นแฟชั่นหลักทั่วโลกตะวันตกในเวลานั้น และมีอิทธิพลมาไกลถึงทวีปเอเชียรวมถึงสยาม โดยเฉพาะในหมู่สตรีผู้ที่มีการศึกษาและอยู่ในสังคมเมืองหลวง
สำหรับทรงผมทรงนี้ในสยาม ผู้ที่นำทรงผมนี้มาเผยแพร่ในสยามคาดว่าคือ นางยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui, 安井てつ) ครูหญิงชาวญี่ปุ่นผู้บุกเบิกการศึกษาสตรีสมัยใหม่ในสยาม โดยในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เธอได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินี ซึ่งถือเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำของสยามในยุคนั้น
แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาษา วัฒนธรรม และอากาศที่แตกต่างจากบ้านเกิด แต่ยะสุอิ เท็ตสึได้ทุ่มเทสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนหญิงด้วยความเข้มงวดและความเมตตา พร้อมทั้งปลูกฝังวินัย ความรู้สมัยใหม่ และแบบแผนการวางตัวแบบสตรีมีการศึกษา รวมถึงภาพลักษณ์ภายนอกอันสง่างาม
หนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักเรียนและข้าราชบริพารฝ่ายใน คือ ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ” (束髪) ซึ่งเธอเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยและหรูหราทุกวัน ทรงผมแบบนี้แสดงถึงความเป็นหญิงทันสมัย การศึกษา ความสะอาดเรียบร้อย และความนอบน้อมตามแบบฉบับญี่ปุ่น กลายเป็นแบบอย่างให้บรรดานักเรียนหญิง และแพร่หลายมาถึงราชสำนักฝ่ายใน
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี: แม่หญิงล้านนาผู้นำแฟชั่น
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ มีฐานะเป็นเจ้าหญิงล้านนา จากเชียงใหม่ ได้เข้ารับราชการในราชสำนักสยามพร้อมกับข้าราชบริพารหญิงจากเชียงใหม่และล้านนา ในช่วงที่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ พระองค์ทรงรับอิทธิพลทรงผมแบบมวยสูงที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่สตรีในวัง และพระองค์ทรงปรับนำมาใช้ทั้งส่วนพระองค์และในหมู่ข้าหลวงฝ่ายในที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ และแฟชั่นทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูงนี้ก็แพร่อิทธิพลไปถึงเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและแฟชั่นในหัวเมืองเหนือ
ขอขอบพระคุณเพจเฟซบุ๊ก “ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยาม”
ที่กรุณาแบ่งปันข้อมูลอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับวัฒนธรรมราชสำนักสยาม แฟชั่น และทรงผมของสตรี ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่
ผ้าซิ่นกับอัตลักษณ์ใหม่ของสตรีไทย: แฟชั่นหลังสงครามครั้งที่ 1 และกระแสพระราชนิยมในรัชกาลที่ 6 (ตอนที่ 2)
ผ้าซิ่นกับอัตลักษณ์ใหม่ของสตรีไทย: แฟชั่นหลังสงครามครั้งที่ 1 และกระแสพระราชนิยมในรัชกาลที่ 6 (ตอนที่ 2)
คอลเลกชัน AI ชุดนี้สร้างขึ้นจากการฝึกโมเดล Flux LoRA โดยเฉพาะ ผมได้เติมสีสันสดใส การลงรักปิดทอง ลวดลายดอกไม้ และองค์ประกอบของดอกไม้บาน เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคอาร์ตนูโว โดยเฉพาะเฉดสีทองและสีเข้มอิ่มตัวที่ถ่ายทอดความงามอันหลากสีสันของยุคนั้น ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อาร์ตเดโคอย่างมั่นใจ นี่คือตีความใหม่ที่ทั้งสดชื่นและสนุกสนาน เพื่อเฉลิมฉลองความกล้าแสดงออกทางศิลปะในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น
อาร์ตนูโว (Art Nouveau) เป็นขบวนการทางศิลปะที่วางรากฐานให้กับอาร์ตเดโค (Art Deco) ในเวลาต่อมา โดยอาร์ตเดโคเน้นเส้นสายที่เฉียบคม รูปทรงเรขาคณิต สีสันจัดจ้าน และความหรูหราทันสมัย ต่างจากความอ่อนช้อยพลิ้วไหวของอาร์ตนูโว ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านนี้สอดคล้องกับต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 จนถึงปลายรัชกาลในปี พ.ศ. 2468 ซึ่งเป็นยุคที่สยามเริ่มรับอิทธิพลจากศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของยุโรปอย่างเต็มตัว ทั้งในเชิงศิลปกรรม การออกแบบ และแฟชั่นของชนชั้นสูง
ในช่วงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6, พ.ศ. 2458–2463) (ค.ศ. 1915–1920) แฟชั่นของสตรีชั้นสูงในสยามมีการเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับกระแสโลก สไตล์หลังสงครามค่อย ๆ ผสมผสานเข้ากับแฟชั่นปลายยุค Teens (1915–1919) ซึ่งถือเป็นช่วงปลายของศิลปะแบบอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ซึ่งคาบเกี่ยวกับกระบวนการศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่กำลังเป็นที่นิยมในต้นทศวรรษ 1920 สไตล์ดังกล่าวเน้นความเรียบง่าย เส้นสายที่เป็นทรงกระบอก เอวต่ำลง และกระโปรงที่มีความยาวสั้นขึ้นจากเดิม ไม่กรอมเท้าอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของแฟชั่นสากลที่ค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัวและความสะดวกสบายของสตรีในชีวิตประจำวัน
ผ้าซิ่น - จากการถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่นสู่สัญลักษณ์ของความเป็นไทย
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5, พ.ศ. 2411–2453) ผ้าซิ่นถูกมองว่าเป็นวัตถุจากต่างวัฒนธรรมซึ่งสวมใส่โดยผู้หญิงจากภูมิภาคที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ เช่น ภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญ สตรีในกรุงเทพฯ นิยมสวมโจงกระเบนและตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่ม ขณะที่ผู้หญิงที่สวมผ้าซิ่นมักจะไว้ผมยาวและเกล้ามวย
เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ทรงเป็นเจ้าจอมจากเชียงใหม่ที่นำผ้าซิ่นเข้าสู่ราชสำนัก แม้จะทรงสวมใส่เฉพาะในเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ แต่ก็เป็นที่รู้จักในฐานะหญิงล้านนาผู้รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้ได้อย่างมั่นคง การสวมใส่ผ้าซิ่นของพระองค์จึงช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นล้านนาในราชสำนักกรุงเทพฯ และเป็นสัญลักษณ์ของการธำรงความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายใต้สถาบันกษัตริย์
ฟื้นคืนชีพภาพถ่ายโบราณล้านนาในสีสัน: ภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจผ่านการลงสีด้วย AI
ฟื้นคืนชีพภาพถ่ายโบราณล้านนาในสีสัน: ภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจผ่านการลงสีด้วย AI
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการลงสีและบูรณะโดย AI นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายต้นฉบับของ หลวงอนุสารสุนทรกิจ(พ.ศ. 2410–2477 / ค.ศ. 1867–1934)
ช่างภาพอาชีพคนแรกของเชียงใหม่ ผู้บันทึกภาพวิถีชีวิตและแฟชั่นของสตรีล้านนาในอดีต
หลวงอนุสารสุนทรกิจเป็นพ่อค้าที่มีบทบาทสำคัญในเส้นทางการค้าของล้านนาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ท่านได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการถ่ายภาพจาก พระยาเจริญราชไมตรี (จำนง อมาตยกุล) ข้าราชการในเชียงใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ
ภาพถ่ายของท่านบันทึกวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม่ ตั้งแต่ตลาดท้องถิ่นไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมล้านนาในช่วงที่เริ่มรับอิทธิพลจากสยาม อังกฤษ และพม่า
หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ปรากฏในภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจ คือภาพของวิถีชีวิตและบุคคลในเชียงใหม่และภาคเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวล้านนา
🖌️ “ขั้นตอนการลงสีและฟื้นฟูภาพถ่ายเก่า”
ภาพเหล่านี้ได้รับการลงสีและเพิ่มความคมชัดด้วยการอัปสเกล ซึ่งเพื่อน ๆ ทุกคนสามารถทำได้ไม่ยาก หลายคนอาจมีภาพถ่ายขาวดำเก่าของครอบครัวอยู่แล้ว ก็สามารถลองทำเองที่บ้านได้ครับ
ปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องติดตั้ง ComfyUI หรือตั้งค่า Flux Kontext Plus เองบนคอมพิวเตอร์ให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะตอนนี้มีเครื่องมือที่ใช้งานง่ายกว่าอย่าง Freepik Edit ซึ่งสามารถเข้าใช้ได้ที่ https://www.freepik.com/pikaso/edit
Freepik Edit ใช้ Flux Kontext Plus ซึ่งเป็นเอนจินสำหรับการปรับแต่งภาพที่พัฒนาโดย Black Forest Lab ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับระบบ AI อย่างมีประสิทธิภาพ จุดเด่นของ Flux Kontext คือสามารถรวมเข้ากับแพลตฟอร์มบนเบราว์เซอร์ เช่น Freepik Edit ได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้ใช้สามารถลงสีภาพ แก้ไข และอัปสเกลได้โดยไม่ต้องตั้งค่าระบบ ComfyUI หรือใช้งาน GPU เองให้ยุ่งยาก
การลงสีภาพเก่าเป็นขั้นตอนแรกในการทำงานของผม ซึ่งต้องนำภาพถ่ายขาวดำเก่าที่ค้นหามามาลงสี แล้วจึงนำไปใช้เป็นชุดข้อมูล (dataset) สำหรับฝึก LoRA model เพื่อใช้ในการออกแบบงานภาพแฟชั่นไทยย้อนยุค
ต้องบอกก่อนเลยว่า กระบวนการนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน และถ้าอยากให้ได้ผลลัพธ์ที่หลากหลายจริง ๆ เราต้องมีภาพต้นฉบับอย่างน้อย 30–50 รูป เพราะหากภาพน้อยเกินไป เวลาให้ AI สร้างภาพ มันจะวนลูปอยู่กับสไตล์เดิม ๆ ทำให้ขาดความหลากหลาย
แต่เชื่อผมเถอะครับว่าทุกนาทีที่ใช้ในการเตรียมภาพนั้นคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะเมื่อฐานข้อมูลดี ภาพต้นทางมีความสม่ำเสมอและละเอียด ผลลัพธ์ที่ได้จาก LoRA model ก็จะออกมาสมบูรณ์แบบ ทั้งสี แสง รายละเอียดของเสื้อผ้า และพื้นผิวต่าง ๆ จะดูเป็นธรรมชาติและงดงามยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการนำไปต่อยอดในงานออกแบบหรือการสร้างสรรค์คอลเลกชันภาพย้อนยุคในรูปแบบต่าง ๆ
เบื้องหลังงานดีไซน์: สร้างสรรค์แฟชั่นไทยในประวัติศาสตร์ด้วย Freepik และ Krea
เบื้องหลังงานดีไซน์: สร้างสรรค์แฟชั่นไทยไทยในประวัติศาสตร์ด้วย Freepik และ Krea
สวัสดีครับเพื่อน ๆ ผู้ติดตามเพจทุกท่าน
วันนี้ผมอยากมาเล่าถึงกระบวนการทำงานของผมในการนำภาพถ่ายขาวดำเก่า ๆ มาลงสี แล้วนำไปใช้เป็นชุดข้อมูล (dataset) สำหรับฝึก LoRA model เพื่อใช้ในการออกแบบงานภาพไทยย้อนยุคครับ
ต้องบอกก่อนเลยว่า กระบวนการนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน และถ้าอยากให้ได้ผลลัพธ์ที่หลากหลายจริง ๆ เราต้องมีภาพต้นฉบับอย่างน้อย 30–50 รูป เพราะถ้าภาพน้อยเกินไป เวลาให้ AI สร้างภาพ มันจะวนลูปอยู่กับสไตล์เดิม ๆ ทำให้ขาดความหลากหลาย
“การลงสีภาพถ่ายขาวดำด้วย Freepik Edit”
ปัจจุบันผมใช้ Freepik Edit ในการลงสีภาพ เพราะเขามีระบบ Flux Kontext Plus ที่ช่วยให้ขั้นตอนต่าง ๆ ง่ายขึ้นเยอะ เดิมทีเพราะผมใช้ Mac ผมต้องรัน ComfyUI บน RunPod แล้วติดตั้ง Flux Kontext เอง ซึ่งค่อนข้างวุ่นวายและต้องเช่า Pod หรือ GPU แต่ตอนนี้แค่ใช้ Freepik Edit ตัวเดียว ก็สามารถลงสี แก้ไข และขยายภาพด้วยระบบ Magnific Engine ได้ครบจบในที่เดียว
วิวัฒนาการแฟชั่นบุรุษ: จากยุคเอ็ดเวิร์เดียนถึงต้นรัชกาลที่ ๖ (1900-1910)
วิวัฒนาการแฟชั่นบุรุษ: จากยุคเอ็ดเวิร์เดียนถึงต้นรัชกาลที่ ๖ (1900-1910)
คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจวิวัฒนาการของแฟชั่นบุรุษในช่วงต้นของศตวรรษที่ ๒๐ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับแฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์เดียนในอังกฤษ (1900-1910) และช่วงเวลาในสยามที่เทียบเท่ากัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ จนถึงต้นรัชกาลที่ ๖
ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษเริ่มผ่อนคลายลงจากความเคร่งครัดแบบวิคตอเรียนที่มีมาก่อนหน้า เสื้อสูทยาวแบบฟร็อกโค้ทและหมวกทรงสูง (Top Hat) ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการแต่งกายอย่างเป็นทางการ ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย ชุดสูทลำลองสามชิ้น (Three-piece Lounge Suit) ที่ให้ความสบายและความเป็นกันเองมากกว่า ชุดสูทลำลองนี้ซึ่งเดิมออกแบบมาเพื่อการสวมใส่ภายในบ้าน กลับกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ชายหนุ่ม และได้รับการยอมรับให้ใช้เป็นชุดกลางวันแบบร่วมสมัย ซึ่งมักสวมคู่กับหมวกที่มีรูปทรงต่ำกว่าและไม่เป็นทางการเท่าเดิม อาทิ หมวกโบเลอร์ (Bowler), หมวกฮอมเบิร์ก (Homburg), หมวกฟางโบ๊ตเตอร์ (Boater) หรือแม้กระทั่ง หมวกแก๊ป (Cap)
ผ้าซิ่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖: จากเครื่องแต่งกายสตรีท้องถิ่นสู่สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ของสตรีไทย
ผ้าซิ่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖: จากเครื่องแต่งกายสตรีท้องถิ่นสู่สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ของสตรีไทย
คอลเลกชันภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและแฟชั่น แต่ในขณะเดียวกัน ราชสำนักยังคงยึดมั่นในจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด เครื่องแต่งกายของสตรีผู้มีฐานันดรศักดิ์ในการเข้าเฝ้าฯ ไม่ใช่เพียงเพื่อความงดงาม หากแต่เป็นการแสดงออกซึ่งเกียรติยศ บทบาท และความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ในเชิงรูปธรรมอย่างแท้จริง
ผลงานชุดนี้มุ่งถ่ายทอดความงามอันประณีตของเครื่องแต่งกายพิธีการดังกล่าว ผ่านการตีความใหม่ในบริบทของราชสำนักสยามช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลและทรงกำหนดทิศทางใหม่แห่งภาพลักษณ์ของสตรีไทยในยุคสมัยใหม่อย่างสง่างาม โดยเฉพาะการยกระดับผ้าซิ่นให้เป็นหัวใจของการแต่งกายราชนิยมในหมู่สตรีชั้นสูง
คอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายของ พระนางเธอลักษมีลาวัณ อดีตพระคู่หมั้นในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเครื่องแต่งกายพิธีการแบบอังกฤษผสานกับความอ่อนช้อยของผ้าไทย ทั้งเทียร่า ผ้าคลุมไหลปักดิ้นลวดลายไทย และผ้าซิ่นที่ได้รับการจัดวางอย่างสวยงาม สะท้อนถึงความพยายามของสตรีในราชสำนักไทยยุคนั้น ในการปรับตัวเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ผ่านการแต่งกายที่สง่างามและทรงคุณค่า
กระโปรงในแต่ละชุดของคอลเล็คชั่นนี้ถูกออกแบบโดยยึดโครงสร้างของ “ผ้าซิ่น” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมกับการตีความลวดลายและโครงสร้างในเชิงศิลปะ โดยไม่ยึดติดกับสีสันหรือลายผ้าแบบดั้งเดิม เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการร่วมสมัยได้ถักทออดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
ผลงานภาพชุดนี้เกิดจากการฝึกโมเดล AI ด้วยเทคนิค Flux LoRA โดยใช้ภาพถ่ายขาวดำจากกรุงลอนดอนในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งผ่านการลงสีและบูรณะอย่างประณีต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างโมเดลต้นแบบของชุดพิธีราชสำนักอังกฤษ จากนั้นจึงนำมาผสานกับโมเดลอีกชุดหนึ่งซึ่งแสดงแฟชั่นสตรีไทยในยุคเดียวกัน โดยเฉพาะรูปแบบของ ผ้าซิ่นในราชสำนักการปรับค่าน้ำหนักและพารามิเตอร์ของแต่ละโมเดลในกระบวนการ model blending ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์งานชุดนี้ เพราะเป็นจุดที่จารีตตะวันตกและอัตลักษณ์ไทยได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกลืน
หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ เป็นการนำ “ชุดฝรั่ง” และ “ชุดไทย” มาผสมเข้าด้วยกันด้วยการปรับสมดุลของโมเดล AI ทั้งสองชุด ผ่านการตั้งค่าน้ำหนักและพารามิเตอร์ เพื่อให้เกิดสไตล์ใหม่ที่เชื่อมโยงทั้งสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกันในบริบทของแฟชั่นยุค 1920
เครื่องแต่งกายสตรีแบบราชสำนัก: มุมมองใหม่ของแฟชั่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖
เครื่องแต่งกายสตรีแบบราชสำนัก: มุมมองใหม่ของแฟชั่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖
ระหว่างการศึกษาวิจัยเรื่องเครื่องแต่งกายราชสำนักอังกฤษในสยามช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผมได้ศึกษาภาพถ่ายขาวดำสามภาพของพระมเหสีและพระสนมในรัชกาลที่ 6 ซึ่งล้วนแต่งกายแบบราชสำนักสะท้อนอิทธิพลของโลกตะวันตกผสมผสานกับเอกลักษณ์ของราชสำนักไทยอย่างชัดเจน
สองพระองค์แรก ได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกที่คล้ายคลึงกับชุดราตรีราชสำนักอังกฤษ พร้อมด้วยศิราภรณ์แบบเทียร่า โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงสวมฉลองพระองค์สไตล์อาร์ตเดโคที่มีความวิจิตรตระการตา คู่กับชายผ้าที่ยาวลากพื้น พร้อมกับเทียร่าและพระเกศาประดับขนนกกระจอกเทศขนาดใหญ่ตามแฟชั่นยุค art deco ที่สง่างาม
ส่วนพระรูปที่สามคือ พระนางเธอลักษมีลาวัณ อดีตคู่หมั้นของพระมหากษัตริย์ ทรงปรากฏในเครื่องแต่งกายแบบผสมผสานระหว่างเสื้อตะวันตก ผ้าซิ่นไทย เทียร่า และผ้าคลุมไหลแบบปักดิ้นแบบไทย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของสตรีชั้นสูงในราชสำนักไทยยุคนั้นในการปรับตัวและถ่ายทอดอัตลักษณ์ใหม่ของ “ความทันสมัย” ผ่านการแต่งกายที่สง่างามและทรงคุณค่า
แม้ว่าจะมีภาพเพียงสามภาพที่แสดงให้เห็นถึงการแต่งกายแบบราชสำนักสยามที่ผมได้ค้นคว้ามา แต่ภาพทั้งสามได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของงานสร้างสรรค์ในครั้งนี้ ผมได้นำภาพถ่ายขาวดำเหล่านั้นมาลงสีและปรับคุณภาพด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างเป็นชุดข้อมูลจำนวน 50 ภาพ ซึ่งใช้ในการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Flux LoRA ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับการอนุรักษ์ภาพแฟชั่นและเครื่องแต่งกายไทยในประวัติศาสตร์
คอลเลกชันนี้เน้นย้ำถึงความงามที่ละเอียดอ่อนและการประนีประนอมทางวัฒนธรรมในเครื่องแต่งกายของสตรีชั้นสูงในราชสำนักสยาม การดัดแปลงเครื่องแบบราชสำนักจากตะวันตกจึงมิใช่การลอกเลียน แต่เป็นกระบวนการคัดสรรและปรับใช้ที่สะท้อนจิตวิญญาณของราชสำนักไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน
สำหรับส่วนตัวผม ผมก็ยังคงสำรวจการพัฒนาการของแฟชั่นราชสำนักไทยภายใต้อิทธิพลของโลกตะวันตกผ่านภาพที่ผมสร้างสรรค์ด้วย AI อย่างต่อเนื่อง — ทีละภาพ อย่างตั้งใจครับ
แฟชั่นข้ามราชสำนัก: จากชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ สู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖ (ตอนที่ 2/2)
แฟชั่นข้ามราชสำนัก: จากชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ สู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖ (ตอนที่ 2)
คอลเลกชันนี้เป็นการสร้างสรรค์ด้วยการฝึกฝนโมเดล AI Flux LoRA เพื่อสำรวจและตีความการแต่งกายสไตล์ชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการ (Court dress) ของสตรีในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1920 ได้ส่งอิทธิพลต่อเครื่องแต่งกายของสตรีในราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) อย่างไรบ้าง และได้ถูกนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและรสนิยมของราชสำนักไทยในขณะนั้นอย่างไร
เครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าในราชสำนักอังกฤษนั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่เข้มงวดและละเอียดมาก ตั้งแต่สีของชุดจนถึงความยาวของผ้าคลุมไหล่ ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารจาก สำนักงานลอร์ดแชมเบอร์เลน (Lord Chamberlain’s Office) ที่แนบมาด้วยในคอลเลกชันนี้
สตรีที่เข้าเฝ้าฯ จะต้องแต่งตัวเต็มยศด้วยชุดแบบพิธีการที่มีผ้าคลุมไหล่แบบลากชายยาว (วัดจากบ่าลงมาสามหลา) สวมถุงมือยาวสีขาว และประดับขนนกกระจอกเทศสามเส้นในรูปแบบ “ขนนกเจ้าชายแห่งเวลส์” (Prince of Wales’s plume) โดยชายฉลองพระองค์ด้านหลังต้องลากพื้นไม่น้อยกว่าสิบห้านิ้ว และรายละเอียดอื่น ๆ เช่น มงกุฎ ผ้าคลุม และขนนก ล้วนมีระเบียบชัดเจนในการจัดวาง ขนาด และวัสดุ
แม้ว่าแฟชั่นสตรีในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งนิยมเส้นเอวต่ำ (Dropped Waist) และกระโปรงที่สั้นขึ้นเผยให้เห็นข้อเท้าหรือถึงระดับกลางแข้ง แต่เครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าก็ยังคงรักษาความสง่างามและความยาวตามจารีตของราชสำนักไว้ โดยเส้นเอวอาจปรับต่ำลงได้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับแฟชั่นร่วมสมัย ขณะที่ความยาวของกระโปรงยังต้องคลุมข้อเท้าและคงชายลากด้านหลังไว้ การรักษาสมดุลระหว่างแฟชั่นสมัยใหม่และพิธีการอันเป็นทางการนี้เอง ที่สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าไม่เพียงเป็นเรื่องของความงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติ ศักดิ์ศรี และบทบาททางสังคมในราชสำนักอังกฤษ
แรงบันดาลใจของคอลเลกชันนี้เริ่มต้นจากการศึกษาภาพถ่ายของพระมเหสีในรัชกาลที่ 6 สองพระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์แบบชุดราตรีสไตล์ตะวันตกอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะรูปถ่ายของ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ที่ทรงฉลองพระองค์แบบ art deco ละมีชายผ้าลากยาวติดกับชุด และทรงประดับพระเกศาด้วยขนนกกระจอกเทศขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของเครื่องแต่งกายราชสำนักอังกฤษได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ พระองค์มิได้ทรงประดับขนนกสามเส้นหรือผ้าคลุมพระพักตร์ตามแบบอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงการปรับใช้แบบแผนตะวันตกให้สอดคล้องกับรสนิยมของราชสำนักไทย
สีสันที่ปรากฏในรูปถ่ายของทั้งสองพระองค์ รวมถึงสายสะพายและลวดลายปักบนฉลองพระองค์ ล้วนเป็นการตีความเชิงศิลป์ที่เกิดจากการลงสีภาพถ่ายขาวดำด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งผมได้รังสรรค์โทนสีแชมเปญและทองอ่อนให้สะท้อนถึงความสง่างามตามแบบราชสำนักไทย ควบคู่กับความหรูหราของแฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์ดในอังกฤษ
คอลเลกชันนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายของ พระนางเธอลักษมีลาวัณ ซึ่งทรงฉลองพระองค์ในแบบผสมผสานระหว่างเสื้อตะวันตก โจงกระเบนไทย ผ้าคลุมไหล่ และเทียร่า ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการแต่งกายแบบ “ผสมผสาน” ที่ได้รับความนิยมในราชสำนักสยามในยุคนั้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างคอลเลกชันถัดไป เพื่อต่อยอดการสำรวจว่ารูปแบบแฟชั่นและพิธีการของราชสำนักสยามได้เปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างไรภายใต้อิทธิพลของโลกตะวันตก