History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

เครื่องแต่งกายของเจ้านายเมืองน่านในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖

เครื่องแต่งกายของเจ้านายเมืองน่านในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพที่มีต้นฉบับมาจากสองแหล่งข้อมูล และเป็น ภาพจากสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖

รูปที่ 1 และ 2 เผยแพร่โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลเจ้าเมืองน่าน ซึ่งปกครองนครน่านตั้งแต่ พ.ศ. 2368 จนถึง พ.ศ. 2474 เป็นภาพของ

  1. เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร) และ เจ้าบัวเขียว ณ น่าน

  2. เจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า) และ เจ้าบุญโสม ณ น่าน

ฝ่ายชายทั้งสองสวมเสื้อราชปะแตนซึ่งเป็นที่นิยมจากกรุงเทพฯ และนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนยาว ห่มผ้าแบบสวายเฉียง (คล้ายกับการห่มสไบ) และนุ่งซิ่นตีนจกที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบของเมืองน่าน

รูปที่ 3 และ 4 เผยแพร่โดย หอภาพถ่ายล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นภาพที่มาจากคุ้มของเจ้าทองย่น วิสิทฐศรี ธิดาของเจ้าอินต๊ะ และ เจ้าบุญยืน วิสิทฐศรี

  1. เจ้าอินต๊ะ และ เจ้าบุญยืน (ณ น่าน) สารรัตน์ บิดาและมารดาของเจ้าทองย่น รัตนวงศ์ไชย โดยเจ้าอินต๊ะ สารรัตน์ สวมเสื้อราชปะแตนซึ่งเป็นที่นิยมจากกรุงเทพฯ และนุ่งโจงกระเบน ส่วนเจ้าบุญยืน สารรัตน์ สวมเสื้อแขนยาว ห่มผ้าแบบสวายเฉียง (คล้ายกับการห่มสไบ) และนุ่งซิ่นป้อง ซึ่งเป็นซิ่นแบบพิเศษที่พบได้เฉพาะในเมืองน่านเท่านั้น

  2. ภาพคู่บุคคลไม่ทราบนาม คาดว่าน่าจะเป็นบิดาและมารดาของเจ้าบุญสม รัตนวงศ์ไชย ฝ่ายชายสวมเสื้อราชปะแตนซึ่งเป็นที่นิยมจากกรุงเทพฯ และนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนยาว ห่มผ้าแบบสวายเฉียง (คล้ายกับการห่มสไบ) และนุ่งซิ่นตีนจกที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบของเมืองน่าน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

๑๗ สิงหาคม วันคล้ายวันพิราลัย มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๔

๑๗ สิงหาคม วันคล้ายวันพิราลัย มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๔ เพื่อรำลึกถึง วันคล้ายวันพิราลัย เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔

มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๔ และองค์ที่ ๑๔ แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ (๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๙ - ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔) (ค.ศ. 1846-1931)และทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายแห่งเมืองนครน่าน ทรงป็นพระโอรสในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ และเป็นพระอนุชาต่างเจ้ามารดากับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๓

ทรงเป็นพระโอรสองค์โตในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ ประสูติแต่แม่เจ้าขอดแก้วราชเทวี (ชายาองค์ที่ ๒) และทรงมีพระโสทรขนิษฐา ๑ องค์ คือ เจ้านางยอดมโนลา

ครั้นเมื่อมีชนมายุได้ ๑๗ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรจำพรรษา ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร โดยมี พระสังฆราชนันทชัย เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ได้ลาสิกขาออกเป็นคฤหัสถ์ ช่วยงานราชการของพระบิดาตลอดมา ครั้นมีชนมายุได้ ๒๐ ปี ได้วิวาหมงคลเสกสมรสกับเจ้านางศรีโสภา ธิดาในพระยาวังขวา (เจ้าคำเครื่อง ณ น่าน) กับแม่เจ้าอุสา ผู้เป็นมารดา เจ้ามหาพรหมสุรธาดามีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 8 องค์ แต่ได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัยไป 4 องค์ ที่เหลือมีรายนามตามลำดับดังนี้ เจ้าน้อยยานนท์ ณ น่าน, เจ้านางบัวเขียว ณ น่าน, เจ้าน้อยขัตติยศ ณ น่าน, เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ (เวลา ๑๖.๐๐ น.) ณ คุ้มหลวงเมืองนครน่าน ด้วยพระโรคชรา สิริพระชนมายุได้ ๘๕ ปี ทรงปกครองเมืองนครน่านรวมระยะเวลา ๑๑ ปี ๒๗๙ วัน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์โท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ เสด็จแทนพระองค์ พร้อมด้วยเจ้าพนักงานภูษามาลา กรมสนมพลเรือน ในการพระราชทานเพลิงศพ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา โดยพระราชทานโกศโถประกอบศพ มีฐานตั้งรองโกศ ๑ ชั้น พร้อมด้วยเครื่องอิสริยยศ ฉัตรเบญจาตั้ง ๔ คัน มีประโคมกลองชะนะ ๑๐ จ่าปี ๑ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๔ (นับตามสากลเป็น พ.ศ. ๒๔๗๕) ครั้นถึงวันที่ ๓ มีนาคม เวลาบ่าย จึงได้พระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวงดอนชัย ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แม่เจ้าศรีโสภา และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน

แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นภาพของแม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน

ราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ หรือตระกูล ณ น่าน เป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองน่าน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 1825 (ค.ศ. 1282) จนถึงปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931)

ภาพนี้ได้รับการสร้างสรรค์จากภาพต้นฉบับและมีการสร้างสรรค์ทางศิลปะควบคู่ไปด้วย artistic license

แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน เป็นพระธิดาในพระยาวังขวานครน่าน (เจ้าคำเครื่อง มหาวงศนันทน์ - เจ้าคำเครื่องเป็นโอรสในเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 61) แม่เจ้าศรีโสภาได้วิวาหมงคลเสกสมรสกับเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน (ภายหลังโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64) มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 8 องค์ แต่ได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัยไป 4 องค์ ที่เหลือมีรายนามตามลำดับดังนี้ เจ้าน้อยยานนท์ ณ น่าน, เจ้านางบัวเขียว ณ น่าน, เจ้าน้อยขัตติยศ ณ น่าน, เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน

เมื่อครั้งเจ้าน้อยมหาพรหมดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชนครน่าน ได้ลงไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยแม่เจ้าศรีโสภา ชายา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า (จ.จ.) (ฝ่ายใน) วิสามัญสมาชิกจตุตถจุลจอมเกล้า แด่แม่เจ้าศรีโสภา ชายาในเจ้าอุปราช (น้อยมหาพรหม ณ น่าน)

เครื่องแต่งกายในภาพที่บูรณะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีการแต่งกายแบบล้านนากับอิทธิพลแฟชั่นวิกตอเรียตะวันตก ซึ่งเป็นลักษณะร่วมสมัยของเจ้านายและชนชั้นสูงในล้านนาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

  • แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน สวมเสื้อลูกไม้คอสูงสไตล์เอ็ดเวอร์เดียน อันเป็นพระราชนิยมของราชสำนักฝ่ายในกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ นุ่งซิ่นไหมคำตีนจกแบบราชสำนักเมืองนครน่าน (ปัจจุบันนิยมเรียกว่าซิ่นคำเคิบ) สวมรองเท้าคัทชู ประดับแพรห่ม

  • เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน สวม เสื้อราชปะแตน ผ้าฝ้ายสีขาวแบบตะวันตก ติดกระดุมทอง คู่กับ โจงกระเบน สีเข้ม และสวม ถุงเท้าสีขาว กับ รองเท้าหนังสีดำ ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างการแต่งกายแบบไทยและตะวันตก ซึ่งแบบรูปแบบมาตราฐานของราชสำนักฝ่ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์หน้า ในสมัยรัชกาลที่ ๕

ภาพนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการ ปรับตัวระหว่างจารีตประเพณีท้องถิ่นกับความเป็นสมัยใหม่ในเวทีโลก ผ่านแฟชั่นการแต่งกายของตระกูลผู้ปกครองเมืองน่านในยุคนั้น

แม่เจ้าศรีโสภา ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ก็ได้เสด็จถึงแก่พิราลัย เมื่อปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) ในสมัยรัชกาลที่ ๗ สิริพระชนมายุได้ 84 ปี 10 เดือน รวมระยะเวลาที่ทรงปกครองนครน่าน 11 ปี 9 เดือน 6 วัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

บุตรชายทั้งสี่ท่านของ เจ้าน้อยบริยศ ณ น่าน (โอรสลำดับที่ ๖ ของพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านครน่าน) กับ แม่เจ้ายอดหล้าหลวง

🖼️ คำอธิบายภาพ

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ เจ้านายหนุ่ม ๔ คน จากตระกูล “ณ น่าน” เผยแพร่โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลเจ้าเมืองน่าน ซึ่งปกครองนครน่านตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๘ จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๔

ภาพนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ขณะถอดกรอบพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๙ ลงมาเช็ดทำความสะอาด พบว่ามีภาพถ่ายเก่าซ้อนอยู่ด้านหลังในสภาพที่สมบูรณ์มาก เพราะแทบไม่เคยสัมผัสกับแสงหรืออากาศ

👔 การแต่งกายของเจ้านายทั้ง ๔

บุตรชายทั้งสี่ท่านของ เจ้าน้อยบริยศ ณ น่าน (โอรสลำดับที่ ๖ ของพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านครน่าน) กับ แม่เจ้ายอดหล้าหลวง แต่งกายในสไตล์ผสมผสานระหว่างตะวันตกกับเอเชีย ดังนี้

  1. เจ้าน้อยพรม – สวม เสื้อน้ำเงินเข้มแบบตะวันตก คู่กับกางเกงขาวหลวม สะท้อนการรับแบบสากลในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕

  2. เจ้าน้อยเมืองอินทร์ – ใส่ เสื้อคอเต่าแขนยาวสีเหลือง ลักษณะคล้ายเสื้อทหารกึ่งพลเรือนที่นิยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑

  3. เจ้าหนานบุญศรี – นั่งด้านหน้า สวม ชุดคล้ายยูกาตะลายญี่ปุ่น คาดด้วยผ้าสีเหลืองทอง แสดงอิทธิพลแฟชั่นต่างชาติที่แพร่เข้ามาสู่ล้านนาในยุคนั้น

  4. เจ้าน้อยชื่น – สวม แจ็กเก็ตทหารสีเหลืองอ่อนแบบ cotton drill มีกระเป๋าปะด้านหน้า คล้ายเครื่องแบบทหารอาณานิคม สอดคล้องกับการรับแฟชั่นจากตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ ๖–๗

📅 กรอบเวลา (Time Frame)

จากลักษณะเสื้อผ้าและทรงผม สันนิษฐานว่าภาพนี้ถ่ายราว พ.ศ. ๒๔๖๐–๒๔๗๐ (ค.ศ. 1920s) ในช่วงรัชกาลที่ ๖ ปลายรัชสมัย และรัชกาลที่ ๗ ซึ่งตรงกับช่วงที่เจ้านายล้านนานิยมการแต่งกายผสมผสานระหว่างท้องถิ่นและตะวันตก

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าขันคำ ณ น่าน และเจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน

เจ้าขันคำ ณ น่าน

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ เจ้าขันคำ ณ น่าน และ เจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน ภาพนี้เผยแพร่โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ซึ่งเป็นลูกหลานสืบเชื้อสายจากตระกูล ณ น่าน ผู้ปกครองนครน่านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2368 จนถึงปี พ.ศ. 2474

ภาพนี้เป็น ภาพที่ผ่านการสร้างสรรค์ด้วย AI โดยการนำภาพถ่ายเดี่ยวของบุคคลทั้งสองมาผสานกันจนเกิดเป็นภาพคู่ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เคยมีอยู่มาก่อน เพื่อให้ครอบครัวได้มีภาพคู่ที่สมบูรณ์สำหรับการเก็บรักษาเป็นที่ระลึก

เจ้าขันคำ ณ น่าน เป็นธิดาของ เจ้าน้อยบริยศ ณ น่าน โอรสลำดับที่ ๖ ใน พระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้านครน่าน กับ แม่เจ้ายอดหล้าหลวง

เจ้าน้อยบริยศ ได้เสกสมรสกับ เจ้าคำอ่าง ณ น่าน เชื้อสายเจ้านครน่านจากเมืองเทิง ทั้งสองมีบุตรธิดารวม ๕ คน ได้แก่

๑. เจ้าขันคำ
๒. เจ้าน้อยพรม
๓. เจ้าน้องเมืองอินทร์
๔. เจ้าหนานบุญศรี
๕. เจ้าน้อยชื่น

เจ้าขันคำ ได้สมรสกับ เจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน และมีธิดา ๒ คน คือ เจ้าบัวเขียว และ เจ้าบัวแขวง ณ น่าน

เจ้าขันคำ ณ น่าน จึงนับได้ว่าเป็นหม่อน หรือทวดของ คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์

คำอธิบายเครื่องแต่งกาย

เครื่องแต่งกายในภาพที่บูรณะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีการแต่งกายแบบล้านนากับอิทธิพลแฟชั่นวิกตอเรียตะวันตก ซึ่งเป็นลักษณะร่วมสมัยของเจ้านายและชนชั้นสูงในล้านนาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

  • ฝ่ายชาย (เจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน) สวม เสื้อราชปะแตน ผ้าฝ้ายสีขาวแบบตะวันตก ติดกระดุมทอง คู่กับ โจงกระเบน สีเข้ม และสวม ถุงเท้าสีดำ กับ รองเท้าหนังสีดำ ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างการแต่งกายแบบไทยและตะวันตก ซึ่งแบบรูปแบบมาตราฐานของราชสำนักฝ่ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์หน้า ในสมัยรัชกาลที่ ๕

  • ฝ่ายหญิง (เจ้าขันคำ ณ น่าน) สวม เสื้อผ้าฝ้ายสีขาว ทรงพอดีตัว ได้อิทธิพลจากเสื้อสตรีตะวันตกสมัยวิกตอเรีย ทับด้วย สไบ หรือ ผ้าตุ๊ม ไหมสีเหลืองพาดบนไหล่ และนุ่ง ซิ่นตา หรือผ้าซิ่นลายขวางแบบล้านนาอันเป็นเอกลักษณ์ ปรากฏว่าไม่ได้สวมรองเท้า ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมที่พบได้ทั่วไปในบริบทครัวเรือนและพิธีการของสมัยนั้น

ภาพนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการ ปรับตัวระหว่างจารีตประเพณีท้องถิ่นกับความเป็นสมัยใหม่ในเวทีโลก ผ่านแฟชั่นการแต่งกายของตระกูลผู้ปกครองเมืองน่านในยุคนั้น

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นภาพของแม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน จากคุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ลูกหลานของตระกูล ณ น่าน ซึ่งเป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองน่าน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 1825 (ค.ศ. 1282) จนถึงปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931)

ภาพนี้ได้รับการสร้างสรรค์จากภาพต้นฉบับและมีการสร้างสรรค์ทางศิลปะควบคู่ไปด้วย artistic license

♦️แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน ประดับแพรห่มจุลจอมเกล้าฝ่ายใน♦️

แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน เป็นพระธิดาในพระยาวังขวานครน่าน (เจ้าคำเครื่อง มหาวงศนันทน์ - เจ้าคำเครื่องเป็นโอรสในเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 61) แม่เจ้าศรีโสภาได้วิวาหมงคลเสกสมรสกับเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน (ภายหลังโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64) มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 8 องค์ แต่ได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัยไป 4 องค์ ที่เหลือมีรายนามตามลำดับดังนี้ เจ้าน้อยยานนท์ ณ น่าน, เจ้านางบัวเขียว ณ น่าน, เจ้าน้อยขัตติยศ ณ น่าน, เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน

เมื่อครั้งเจ้าน้อยมหาพรหมดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชนครน่าน ได้ลงไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยแม่เจ้าศรีโสภา ชายา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า (จ.จ.) (ฝ่ายใน) วิสามัญสมาชิกจตุตถจุลจอมเกล้า แด่แม่เจ้าศรีโสภา ชายาในเจ้าอุปราช (น้อยมหาพรหม ณ น่าน)

แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน สวมเสื้อลูกไม้คอสูงสไตล์เอ็ดเวอร์เดียน อันเป็นพระราชนิยมของราชสำนักฝ่ายในกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ นุ่งซิ่นไหมคำตีนจกแบบราชสำนักเมืองนครน่าน (ปัจจุบันนิยมเรียกว่าซิ่นคำเคิบ) สวมรองเท้าคัทชู ประดับแพรห่มพร้อมดวงตราจุลจอมเกล้า เป็นการแต่งเต็มยศ

แม่เจ้าศรีโสภา อัครชายา ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สงกรานต์ที่สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๗

สงกรานต์ที่สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๗

แฟชั่น ประเพณี และการทำบุญตักบาตรในสมัยรัชกาลที่ ๗

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ มาจาก คุณอู่แก้ว สาณะเสน (Khun Ukaew Sanasen) ซึ่งถ่ายโดยคุณปู่ของเธอ คุณเอื้อ สาณะเสน (Khun Ua Sanasen) เป็นบันทึกภาพอันทรงคุณค่าของงานประเพณีสงกรานต์ ณ สนามหลวง กรุงเทพมหานคร ในช่วงปลายทศวรรษ 2460 ถึงทศวรรษ 2470 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

เครื่องแต่งกายไทยโบราณ

ภาพถ่ายสะท้อนให้เห็นการแต่งกายของชายและหญิงไทยในสมัยรัชกาลที่ ๗ ฝ่ายสตรีนิยมสวม สไบ พาดไหล่คู่กับ ผ้านุ่ง หรือ โจงกระเบน สิ่งที่น่าสนใจคือมีบุคคลที่ดูเป็นผู้ชายแต่แต่งกายในแบบสตรีด้วย สไบ และ ผ้านุ่ง สะท้อนให้เห็นว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์อาจมีธรรมเนียมการแต่งกายข้ามเพศเพื่อความสนุกสนาน หรือสังคมไทยในยุคนั้นมีความยอมรับในความหลากหลายทางเพศอยู่ในระดับหนึ่ง

ฝ่ายบุรุษในภาพถ่ายมีตั้งแต่การสวม เสื้อราชปะแตนสีขาวซึ่งเป็นชุดพิธีการและงานราชการ ไปจนถึงเสื้อผ้าฝ้ายสีพื้นธรรมดาคู่กับ โจงกระเบน โดยเสื้อผ้าสีขาวซึ่งพบได้มากในฝูงชน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อราชปะแตนหรือเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา ล้วนสะท้อนถึงความนิยมในเสื้อผ้าสีอ่อนเพื่อความสบายในฤดูร้อน และช่วยสร้างบรรยากาศสง่างามในงานพิธี

การตักบาตรพระ

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ปรากฏคือการตักบาตร ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน ตรงที่ข้าวสวยจะถูกใส่ลงใน บาตรโดยตรง ไม่ได้บรรจุในถุงพลาสติกหรือภาชนะปิด การถวายแบบนี้สอดคล้องกับพระวินัยโบราณ ที่พระภิกษุจะฉันอาหารทั้งหมดจากในบาตร

ความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่เพียงเป็นบันทึกเหตุการณ์สงกรานต์ในสมัยรัชกาลที่ ๗ (รัชกาลที่ ๗) แต่ยังเป็นหน้าต่างสู่วิถีชีวิตของสังคมไทยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถ่ายทอดทั้งรูปแบบการแต่งกาย พิธีกรรมการตักบาตรที่เปี่ยมด้วยความเคารพ และแง่มุมของการแสดงออกทางเพศที่ช่วยขยายความเข้าใจในสังคมกรุงเทพฯ ก่อนยุคสงคราม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

การบูรณะภาพสำคัญของครอบครัว

การบูรณะภาพสำคัญของครอบครัว

เมื่อคุณสมชาย รีมีชัย ส่งภาพถ่ายเก่าแก่ที่เสียหายค่อนข้างมากของ เทียด (ห่างจากรุ่นปัจจุบันห้าชั่วคน) ให้กับผม เขามิได้มอบเพียงภาพถ่ายหนึ่งภาพ แต่ได้ส่งมอบประวัติครอบครัวอันประเมินค่าไม่ได้ — ภาพถ่ายเพียงใบเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ของคู่สามีภรรยา: สตรีชาวไทยจากอยุธยา และบุรุษชาวมุสลิมจากคลองตะเคียน อยุธยา

ภาพถ่ายหายากนี้มิได้เพียงสะท้อนถึงเชื้อสายของครอบครัว แต่ยังเป็นภาพแทนของความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเมืองอยุธยา การสมรสระหว่างหญิงไทยและชายมุสลิมในยุคนั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองการค้าสำคัญ ที่ชุมชนและขนบธรรมเนียมจากหลากหลายเชื้อชาติหลอมรวมอยู่ร่วมกัน

ภาพถ่ายนี้คงอยู่รอดมาหลายทศวรรษ แต่กลับเกือบถูกทำลายสิ้นจากนำ้และฝน ใบหน้าของฝ่ายหญิงยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ทว่าฝ่ายชายกลับเสียหายไปถึงราว 80% เหลือเพียงดวงตาที่เลือนราง เค้าโครงใบหน้าที่ขาดหาย และช่องว่างขนาดใหญ่ราวกับเหลือเพียงเงา

จากสิ่งที่ยังพอมองเห็นอยู่ ผมสามารถสังเกตเห็นโครงร่างของเสื้อสูทที่มีปกกว้างอย่างชัดเจน (wide lapels) สไตล์ที่โดดเด่นของแฟชั่นสุภาพบุรุษในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 ความกว้างของปกเสื้อที่เด่นชัด ประกอบกับช่วงไหล่เสื้อ บ่งบอกถึงการตัดเย็บที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสแฟชั่นตะวันตกในสยามยุคแรก ๆ จากรายละเอียดเหล่านี้ ประกอบกับความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นของผม ผมจึงคาดว่าภาพถ่ายนี้น่าจะถูกถ่ายขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) หรือช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ซึ่งเป็นยุคที่สูทแบบตะวันตกกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและฐานะทางสังคม

ผมเริ่มการบูรณะใบหน้าด้วยการศึกษาร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น เส้นร่างบาง ๆ ของเบ้าตา เค้าสันจมูก และความลาดเอียงของโหนกแก้ม จากเงื่อนงำเล็กน้อยเหล่านี้ ผมค่อย ๆ ร่างเค้าโครงใบหน้าและโครงกระดูกของท่านขึ้นใหม่ทีละขั้นตอน ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่ได้รับคือท่านเป็นชายชาวมุสลิมและไว้หนวดทรงเสี้ยวจันทร์ ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการสร้างภาพใบหน้าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เทคโนโลยี Generative AI เป็นทั้งข้อได้เปรียบและความท้าทาย แม้จะสามารถช่วยสร้างพื้นผิว สีสัน และความสมมาตรของใบหน้าได้ แต่ก็ยังขาดบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อความถูกต้อง การบูรณะจึงต้องอาศัยการปรับแก้ด้วยมือ ทั้งการปรับสัดส่วนใบหน้า การขัดเกลาโครงสร้าง และการออกแบบสูทให้ตรงกับยุคสมัย จนกระทั่งภาพสุดท้ายมีความสมบูรณ์และดูน่าเชื่อถือ

ภาพที่เสร็จสมบูรณ์ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายที่ถูกปรับแต่ง แต่คือการผสมผสานอย่างประณีตระหว่างการบูรณะดิจิทัล ความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์แฟชั่น และศิลปะ ภาพนี้ได้ฟื้นคืนไม่เพียงแค่ใบหน้า แต่ยังรวมถึงสไตล์และความสง่างามของช่วงเวลาในอดีตที่อาจสูญหายไปตลอดกาล

สำหรับคุณสมชาย นี่ไม่ใช่เพียงการบูรณะภาพถ่าย แต่คือการฟื้นความทรงจำของครอบครัวที่ถูกทำลายด้วยนำ้ สำหรับผม ภาพนี้คือหลักฐานว่าหากเทคโนโลยีถูกใช้ด้วยความเข้าใจในวัฒนธรรม และความเข้าใจประวัติศาสตร์แฟชั่น ก็สามารถเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) – เจ้าเมืองสงขลาคนสุดท้าย (คนที่ ๘)(พ.ศ. ๒๔๓๑–๒๔๔๔ / ค.ศ. 1888–1901)

คอลเล็กชันภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ พระยาวิเชียรคีรี (พระยาวิเชียรคีรีศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ) มีนามเดิมว่า “ชม” ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ ๘ ระหว่างวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ (ค.ศ. 1888) ถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ (ค.ศ. 1904) และเป็นเจ้าเมืองสงขลาคนสุดท้าย

ในภาพถ่ายแรก ท่านสวมเสื้อกระดุมทอง พร้อมสายโซ่นาฬิกาพกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คู่กับโจงกระเบนสีเปลือกมังคุด ถุงน่องสีขาว และรองเท้าหนังสีดำทรงอ็อกซ์ฟอร์ด เครื่องแต่งกายนี้สะท้อนแฟชั่นของบุรุษชนชั้นสูงสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งผสมผสานการตัดเย็บแบบตะวันตกเข้ากับการนุ่งผ้าแบบไทยได้อย่างกลมกลืน

ในภาพถ่ายที่สอง ท่านสวมเสื้อ Morning Coat แบบตะวันตกติดกระดุมทอง ทับเสื้อกั๊กสีเหลืองอ่อน พร้อมสายโซ่นาฬิกาพก โดยยังคงนุ่งโจงกระเบนสีเปลือกมังคุด สวมถุงน่องสีขาว และรองเท้าหนังสีดำทรงอ็อกซ์ฟอร์ดเช่นเดิม เครื่องแต่งกายนี้แสดงให้เห็นการปรับใช้แฟชั่นทางการแบบตะวันตกของชนชั้นสูงสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์การนุ่งผ้าแบบไทย

ภาพถ่ายที่สามเป็นชุดเครื่องแต่งกายแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนเสื้อด้านบนเป็นเสื้อ Frock Coat สีดำแทน

ภาพถ่ายทั้งสามนี้มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะถ่ายเป็นชุดในสตูดิโอถ่ายภาพเดียวกัน เนื่องจากโจงกระเบน ถุงน่อง และรองเท้าเหมือนกันทุกภาพ โดยเปลี่ยนเพียงเสื้อด้านบน อีกทั้งฉากหลังก็เป็นแบบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งยิ่งสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้

พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) เป็นบุตรคนโตของพระยาสุนทรนุรักษ์ (เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา กับคุณหญิงพับ เกิดที่เมืองสงขลาเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๗ (ค.ศ. 1854) ณ บ้านป่าหมาก (ปัจจุบันคือที่ตั้งศาลจังหวัดสงขลา) เมื่ออายุ ๑๑ ปี พ.ศ. ๒๔๐๗ (ค.ศ. 1864) เริ่มศึกษากับเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) และในปีเดียวกันนั้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ รับราชการในตำแหน่งมหาดเล็กหลวงเวรฤทธิ์อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา ๒ ปี ก่อนจะลาออกกลับมาศึกษาวิชาแขนงอื่นที่สงขลา อาทิ วิชาช่างไม้ ยุทธศาสตร์การยิงปืน โหราศาสตร์ แพทยศาสตร์พื้นบ้าน สมุทรศาสตร์การเดินเรือ การถ่ายภาพ ช่างเหล็ก ช่างทอง และการทำแผนที่ โดยเรียนทั้งจากครูไทยและครูชาวต่างประเทศ จนมีความเชี่ยวชาญ

เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี พ.ศ. ๒๔๑๓ (ค.ศ. 1870) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น หลวงวิเศษภักดี (ชม) ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ต่อมาอายุ ๒๑ ปี ลาอุปสมบท ณ สำนักอาจารย์แดง วัดดอนรัก และดำรงสมณเพศจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ (ค.ศ. 1888) จึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็น พระยาสุนทรานุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๑,๕๐๐ และรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการเมืองสงขลา หลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของพระยาวิเชียรคีรี

กระทั่งวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ (ค.ศ. 1890) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาวิเชียรคีรี ศรีสมุทวิสุทธิศักดามหาพิไชยสงครามรามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ” ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๕,๐๐๐ พร้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ท่านปฏิบัติราชการต่อมาอีก ๑๓ ปี ก่อนจะถูกปลดออกจากตำแหน่งใน พ.ศ. ๒๔๔๔ (ค.ศ. 1901) และได้รับการเลื่อนเป็นจางวางเมืองสงขลา พร้อมพระราชทานเบี้ยบำนาญปีละ ๘,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนเดิมหลายเท่า จนถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ (ค.ศ. 1904) ก็ถึงแก่อสัญกรรมด้วยอายุ ๕๐ ปี

สายตระกูล ณ สงขลา สืบเนื่องมาจากแปดชั่วบรรพบุรุษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๘ (ค.ศ. 1775) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้หลวงสุวรรณคีรี (เหยี่ยง แซ่เฮา) เป็นผู้ปกครองเมืองสงขลา ต่อมาบุตรและหลานได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองต่อเนื่องกันถึง ๘ คน รวมระยะเวลา ๑๒๑ ปี ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีรายนามดังนี้

  1. พระยาสุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง แซ่เฮา) – พ.ศ. ๒๓๑๘–๒๓๒๗ (ค.ศ. 1775–1784)

  2. เจ้าพระยาอินทคีรี (บุญหุ้ย) – พ.ศ. ๒๓๒๗–๒๓๕๕ (ค.ศ. 1784–1812)

  3. พระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) – พ.ศ. ๒๓๕๕–๒๓๖๐ (ค.ศ. 1812–1817) — สายสกุล “โรจนะหัสดิน”

  4. พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) – พ.ศ. ๒๓๖๐–๒๓๙๐ (ค.ศ. 1817–1847)

  5. เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) – พ.ศ. ๒๓๙๐–๒๔๐๘ (ค.ศ. 1847–1865)

  6. เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) – พ.ศ. ๒๔๐๘–๒๔๒๗ (ค.ศ. 1865–1884)

  7. พระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) – พ.ศ. ๒๔๒๗–๒๔๓๑ (ค.ศ. 1884–1888)

  8. พระยาวิเชียรคีรี (ชม) – พ.ศ. ๒๔๓๑–๒๔๔๔ (ค.ศ. 1888–1901)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา) เจ้าเมืองสงขลาคนที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๐๘–๒๔๒๗ / ค.ศ. 1865–1884)

เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา)

คอลเล็กชันภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือรูปของเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา) ถือเป็นภาพเก่าแก่มาก ลำดับต้น ๆ ของสงขลา ที่ได้รับภาพต้นฉบับมาจากคุณธนชัย กปิลกาญจน์

เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) เกิดวันเสาร์ ปีกุน พุทธศักราช ๒๓๕๘ เป็นบุตรของพระยาวิเศษภักดีศรีสมุทรสงคราม (เถี้ยนจ๋ง) เจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ ๓

เดิมได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายจ่าเรศมหาดเล็กหลวง ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระสุนทรานุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระยาสุนทรานุรักษ์ จนกระทั่งปี ๒๔๑๕ ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาวิเชียรคีรี ต่อมาปี ๒๔๑๖ ได้รับพระราชทานตราปฐมจุลจอมเกล้า

เมื่อปี ๒๔๐๘ เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสังข์) ผู้เป็นอาถึงแก่อนิจกรรม ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุนทรานุรักษ์ (เม่น) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เป็นพระยาวิเชียรคีรี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๕,๐๐๐ ไร่ ถือเป็นเจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ ๖ ในสายตระกูล ณ สงขลา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสงขลา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ๓๗ ชั่งเศษ ให้เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) รับสนองพระบรมราชโองการ เป็นแม่กองควบคุมการสร้างพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน บูรณปฏิสังขรณ์ให้สูงใหญ่กว่าเก่า

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ความหลอมรวมทางพหุวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายในสงขลา: สมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย ถึงรัชกาลที่ ๖

ความหลอมรวมทางพหุวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายในสงขลา: ปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖

คอลเล็กชันภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ ถ่ายทอดภาพสังคมพหุวัฒนธรรมของเมืองสงขลาในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) จนถึงรัชกาลที่ ๖ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) ภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับได้รับการปรับปรุงให้มีความคมชัดและมิติสมจริงราวภาพสามมิติ ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูรายละเอียดของภาพ หากยังชุบชีวิตให้กับผู้คนในภาพอย่างมีพลัง ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นถึงสังคมที่คนไทยและคนจีนอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน แต่งงานข้ามเชื้อชาติ และผสมผสานวัฒนธรรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ แตกต่างจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงมีความขัดแย้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมอย่างชัดเจน

ในประเทศมาเลเซีย ภายใต้นโยบาย Bumiputera (“ชาวดินแดน” หรือ “บุตรแห่งแผ่นดิน”) รัฐได้ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูเหนือชาวจีนและชาวอินเดีย ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างยาวนาน ขณะที่สยามกลับเลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่าง ชาวจีนโพ้นทะเลมิได้ถูกมองว่าเป็นพลเมืองชั้นรอง หากแต่ถูกผนวกรวมเข้าสู่สังคมไทยอย่างเต็มที่ หลายคนได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในราชการและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการผสมผสานนี้คือความใกล้เคียงกันทางศาสนา ชาวไทยและชาวจีนส่วนใหญ่ต่างนับถือพระพุทธศาสนา จึงไม่มีความแตกแยกเชิงศาสนาเช่นเดียวกับในประเทศมลายูมุสลิม ที่ความแตกต่างด้านศาสนาอิสลามและพุทธศาสนามักเป็นอุปสรรคต่อการหลอมรวมทางวัฒนธรรม

ในบริบทของคาบสมุทรมลายู แม้จะมีกรณีชุมชนเพอรานากัน (Peranakan หรือ Baba–Nyonya) ซึ่งเกิดจากการแต่งงานระหว่างพ่อค้าชาวจีนโพ้นทะเลกับสตรีมลายูท้องถิ่นในยุคอาณานิคม แต่ในระยะแรกสตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ความแตกต่างทางศาสนาจึงยังคงอยู่ และทำให้การหลอมรวมทางวัฒนธรรมไม่เป็นไปอย่างสมบูรณ์เหมือนในสยามที่ชาวไทยและชาวจีนส่วนใหญ่ต่างนับถือพระพุทธศาสนา ความแตกต่างทางความเชื่อศาสนาในรัฐมลายูมุสลิมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการผสมผสานของสองวัฒนธรรม แม้จะมีการแลกเปลี่ยนทางภาษา อาหาร และเครื่องแต่งกายก็ตาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๙ (1966)

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในทศวรรษ ๒๕๐๐

พระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๙ (1966) โดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันส่วนพระองค์ พระอิริยาบถอันผ่อนคลายและฉากหลังอันเป็นกันเอง สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งพระราชอัธยาศัยส่วนพระองค์ มิใช่การบันทึกภาพตามแบบแผนของราชสำนัก

ฉลองพระองค์ในพระฉายาลักษณ์สะท้อนถึงพระสิริโฉมอันสง่างามควบคู่กับความทันสมัยในสมัยทศวรรษ ๒๕๐๐ โดยเป็น เสื้อแบบลำลอง ตัดจากผ้าไหมลวดลายดอกไม้คอปิด แขนสามส่วน สวมคู่กับ กางเกงขายาวทรงเข้ารูป ซึ่งเป็นการผสมผสานอิทธิพลแฟชั่นตะวันตกสมัยนั้นเข้ากับการผ่อนคลายส่วนพระองค์ พร้อมด้วยพระเกศาทรงพองด้านบน หรือทรงบุพฟอง (Bouffant) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความงามระดับสากลของยุคสมัยนั้น และพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ไอคอนแห่งความงามเหนือกาลเวลา ในทศวรรษ 1960

พระฉายาลักษณ์นี้ซึ่งเดิมเป็นภาพถ่ายขาวดำ ได้รับการ บูรณะและลงสีด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อฟื้นคืนความงาม ความมีชีวิตชีวา และรายละเอียดอันประณีตของต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความถูกต้องและบรรยากาศดั้งเดิม ให้ผู้ชมได้ชื่นชมทั้งศิลปะการถ่ายภาพต้นฉบับ และพระสิริโฉมอันงดงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับพระรูปของ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ จากคุณพชรฌน อ่อนละมัย จึงได้นำมาบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI และได้รับข้อมูลว่า ฉลองพระองค์ในภาพนี้คือเครื่องแบบทหาร กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2425 เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 44 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในสาขารัฐศาสตร์ การปกครอง และประวัติศาสตร์

หลังเสด็จกลับสู่สยาม พระองค์ทรงเข้ารับราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มจากตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง และเจ้ากรมพลังภังค์ (กรมการปกครอง) ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นสมุหเทศาภิบาล และอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ทรงประทับ ณ พระตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา และวังโพธิยายรด จังหวัดนครศรีธรรมราช (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช) อีกทั้งยังทรงตั้งกรมเสือป่ามณฑลนครศรีธรรมราช

ภายหลังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และ อภิรัฐมนตรี อันเป็นบทบาทสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตลอดระยะเวลาราว 15 ปีที่ดำรงตำแหน่งด้านการปกครอง พระองค์ทรงพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมในภาคใต้ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการปกป้องดินแดนจากการคุกคามของอังกฤษ ทำให้แผ่นดินปักษ์ใต้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยมาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง ชาวสงขลาได้พร้อมใจกันสร้างพระอนุสาวรีย์ประดิษฐานบนยอดเขาน้อย วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร) ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติของพระองค์

ทุกวันที่ 8 เมษายน ข้าราชการและประชาชนจะร่วมกันวางพวงมาลาถวายสักการะ ณ พระอนุสาวรีย์ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดีต่อพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบ้านเมืองและประชาชนชาวปักษ์ใต้

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน (ตอนที่ ๒)

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน (ตอนที่ ๒)

หลังจากที่เพจได้ร่วมงานกับ #พิพิธภัฑณ์จังหวัดระนอง ในการบูรณะภาพถ่ายโบราณจากสมุดภาพจังหวัดระนอง และมีหลายภาพเป็นภาพงานมงคลสมรสแบบเพอรานากัน วันนี้ผลเลยอยากนำเสนอภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI เกี่ยวกับการแต่งงานแบบพาราเนอกันมาให้ชมกันอีเป็นครั้งที่ ๒ ครับ

✧ ประวัติศาสตร์แฟชั่นงานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน: การแต่งกายของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ✧

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ถ่ายทอดความงามเหนือกาลเวลาแห่งวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา โดยมีทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายงานแต่งงานเพอรานากันต้นฉบับในคาบสมุทรมลายูช่วงทศวรรษ 1930s หรือสมัยรัชกาลที่ ๗

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างสวยงามและลงตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ วัฒนธรรมเพอรานากัน (Peranakan) หรือที่รู้จักในชื่อ บาบ๋า-ย่าหยา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมลายู โดยเฉพาะในพื้นที่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ภูเก็ต และระนอง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ (๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘)

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘

ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า เพจ AI Fashion Lab

On the occasion of the birthday anniversary of
Her Majesty the Queen Sirikit, The Queen Mother
12 August 2025
Long Live the Queen

With deepest respect
AI Fashion Lab

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซู้เจียง ณ ระนอง) และคุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี (ชิดกิมเหลียน)

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซู้เจียง ณ ระนอง) และคุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี (ชิดกิมเหลียน)

ต้นสกุล “ณ ระนอง” ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๕ – ๒๔๒๐

ภาพคอลเล็คชันนี้ได้รับการบูรณะด้วย AI จากภาพต้นฉบับวาดด้วยดินสอสีเครยอน เป็นภาพของต้นตระกูล “ณ ระนอง” เจ้าเมืองระนองคนที่ ๒ ผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และ #พิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของเจ้าเมืองระนองในยุคแรกเริ่ม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน

งานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน

หลังจากที่เพจได้ร่วมงานกับ #พิพิธภัฑณ์จังหวัดระนอง ในการบูรณะภาพถ่ายโบราณจากสมุดภาพจังหวัดระนอง และมีหลายภาพเป็นภาพงานมงคลสมรสแบบเพอรานากัน วันนี้ผลเลยอยากนำเสนอภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI เกี่ยวกับการแต่งงานแบบพาราเนอกันมาให้ชมกันอีกครั้งครับ

✧ ประวัติศาสตร์แฟชั่นงานแต่งงานวัฒนธรรมเพอรานากัน: การแต่งกายของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ✧

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ถ่ายทอดความงามเหนือกาลเวลาแห่งวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา โดยมีทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายงานแต่งงานเพอรานากันต้นฉบับในคาบสมุทรมลายูช่วงทศวรรษ 1930s

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างสวยงามและลงตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ วัฒนธรรมเพอรานากัน (Peranakan) หรือที่รู้จักในชื่อ บาบ๋า-ย่าหยา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมลายู โดยเฉพาะในพื้นที่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ภูเก็ต และระนอง

✧ รากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาวเพอรานากัน ✧

เพอรานากันเกิดจากการแต่งงานระหว่างผู้อพยพชาวจีนที่มาตั้งรกรากในคาบสมุทรมลายูกับหญิงพื้นเมืองในท้องถิ่น ลูกหลานชายถูกเรียกว่า “บาบ๋า” และฝ่ายหญิงเรียกว่า “ย่าหยา” โดยชุมชนนี้พัฒนาเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เห็นได้ชัดเจนในภาษา อาหาร สถาปัตยกรรม และ เครื่องแต่งกาย ซึ่งกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นยิ่งในภาคใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

บุคคลสำคัญในระนองในอดีต

ภาพคอลเล็คชันนี้ได้รับการบูรณะด้วย AI เป็นภาพของต้นตระกูลของบุคคลสำคัญในระนอง ด้วยความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และ #พิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของบุคคลสำคัญในระนองในอดีต ภาพทั้งหมดมาจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย ถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ตอนกลาง คอลเล็คชั่นนี้เป็นการบูรณะรูปถ่ายขาวดำโบราณให้คมชัดเหมือนรูปถ่ายแบบสามมิติ และบางภาพเป็นการสร้างสรรค์รูปเหมือนบุคคลในแบบสามมิติจากภาพเขียนดินสอเครยอน

บุคคลในภาพ ตามลำดับจากรูปแรก

  1. นางฉ่ายอ่อง ณ ระนอง ภรรยาของพระยาดำรงสุจิตมหิศรภักดี (คอยู่หงี่ ณ ระนอง) ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. 1909 สมัยรัชกาลที่ ๕) (ภาพจากบ้านเทียนสือ นายศุภพรพงษ์ชัย พรพงษ์ เอื้อเฟื้อภาพ)

  2. นางเลี่ยนฮั้ว อนันตโชค (ลิ่มตั้ง) ภาพยุค ๒๔๖๐ (ค.ศ. 1917 สมัยรัชกาลที่ ๖) (ภาพจากบ้านรัตน์นราทร นายสุพล รัตน์นราทร เอื้อเฟื้อภาพ)

  3. ภาพต้นฉบับเป็นภาพเขียนดินสอเครยอนของนายบุ่นตุ่ย ลิ่มตั้ง ผู้เป็นต้นสกุล ลิ่มตั้ง บิดาของขุนรัตน์นราทร (จิ้นย่าว ลิ่มตั้ง) อดีตกำนันตำบลเขานิเวศน์ ภาพยุค ๒๔๖๐ (ค.ศ. 1917 สมัยรัชกาลที่ ๖) (สมบัติของบ้านรัตน์นราทร นายสุพล รัตน์นราทร เอื้อเฟื้อภาพ)

  4. ภาพต้นฉบับเป็นภาพเขียนดินสอเครยอนของหลวงพิทักษ์ภักดีกิจกุศล หรือ “เถ้าแก่ม้อ แซ่ลิ่ม” อดีตนายอำเภอคนแรกของอำเภอกระบุรี ภาพยุค ๒๔๖๐ (ค.ศ. 1917 สมัยรัชกาลที่ ๖) (สมบัติของโรงเรียนธรรมรัตน์ นางสาวกรรณิการ์ นิยมไทย เอื้อเฟื้อภาพ)

    5. นายบัน ลิ่มเฮ่งฮั่น (นั่ง) ต้นตระกูลลิ่มศิลา และนายอิ่วซิ่น ลิ่มศิลา ชาวทับหลี ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. 1909 สมัยรัชกาลที่ ๕) (ภาพจากบ้านขุนมะมุไมตรี นายบูรณะ ลิ่มศิลา เอื้อเฟื้อภาพ)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี และ คุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี เจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓

ท่านคอซิมก๊อง และ คุณหญิงเจียเหลี่ยนกี ณ ระนอง

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี และ คุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี เจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓

ภาพลงสีด้วย AI ของต้นตระกูล “ณ ระนอง” เจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และ #พิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกและยกย่องคุณูปการของเจ้าเมืองระนองในยุคแรกเริ่ม

พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (พระยารัตนเศรษฐี) (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) และ คุณหญิงดำรงสุจริตมหิศรภักดี (เจียเหลี่ยนกี ณ ระนอง) ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนองคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๓๓ (ค.ศ. 1877 – 1890)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

มรดกพหุวัฒนธรรมแห่งระนอง – คู่บ่าวสาวในวันมงคลสมรสผ่านกาลเวลา

มรดกพหุวัฒนธรรมแห่งระนอง – คู่บ่าวสาวผ่านกาลเวลา

คอลเลกชันภาพคู่บ่าวสาวสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI จากภาพถ่ายขาวดำเก่าแก่ของคู่บ่าวสาวในอดีตของจังหวัดระนองและพื้นที่ใกล้เคียง โดยใช้ภาพต้นฉบับจากเหตุการณ์สมรสจริงในอดีต ด้วยการลงสีซึ่งได้เพิ่ม รายละเอียด และมิติ เพื่อให้ภาพกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความถูกต้องและเอกลักษณ์ของต้นฉบับอย่างครบถ้วน ผลงานนี้จึงไม่เพียงฟื้นฟูความสวยงามของภาพ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการอนุรักษ์ภาพถ่ายโบราณและการเล่าเรื่องเชิงร่วมสมัย และเป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และพิพิธภัณฑ์จังหวัดระนอง

จังหวัดระนองซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดของประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการบรรจบของวัฒนธรรมมาช้านาน ด้วยจำนวนประชากรราว 190,000 คน ที่นี่เป็นบ้านของชาวไทยภาคใต้ ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายมลายู และชุมชนชาวพม่าขนาดเล็กแต่มีความสำคัญยิ่ง ตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนและประตูการค้าสำคัญสู่ตอนใต้ของประเทศเมียนมา ได้หล่อหลอมให้ระนองมีเอกลักษณ์เป็นการผสมผสานอย่างงดงามของเชื้อชาติ ศาสนา และประเพณี ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้สะท้อนให้เห็นอย่างลึกซึ้งในธรรมเนียมการสมรส ที่ซึ่งอิทธิพลของไทย จีน มลายู และตะวันตกได้ผสานเข้าด้วยกันตลอดหลายทศวรรษ

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้รังสรรค์ขึ้นจากภาพถ่ายขาวดำเก่า เพื่อเฉลิมฉลองเอกลักษณ์ พหุวัฒนธรรม ของจังหวัดระนอง แต่ละภาพอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และภาพถ่ายของตระกูลเก่าแก่ของระนอง และผสมผสานด้วยเกร็ดความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นเพื่อเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านชุดแต่งงาน

Read More