History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

โรงเรียนแห่งแรกของล้านนา โรงเรียนพระราชชายา : บทคารวะผ่านภาพลงสีด้วย AI

โรงเรียนแห่งแรกของล้านนา โรงเรียนพระราชชายา : บทคารวะผ่านภาพลงสีด้วย AI

(AI Colourisation of Historical Photographs from Rachachaya School, the First Girls’ School in Lanna)

ผลงานภาพชุดนี้เกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากโพสต์ของศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ (ลงวันที่ 16 มกราคม) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการก่อตั้งโรงเรียนหญิงแห่งแรกในดินแดนล้านนา เมื่อปี พ.ศ. 2418 แม่ครูหลวงโซเฟีย บุตรีของ ดร.แดน บีช บรัดเลย์ และมิชชันนารีหญิงผู้มีความรู้ ได้เปลี่ยนบ้านพักของตนริมแม่น้ำปิงให้กลายเป็นสถานศึกษา ซึ่งกลายเป็นรากฐานของการศึกษาสมัยใหม่สำหรับสตรีในเชียงใหม่ โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายฝ่ายเหนือ อาทิ เจ้าดารารัศมี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนต่อมาได้พัฒนาเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัยในปัจจุบัน

คอลเลกชันภาพนี้นำเสนอภาพถ่ายเก่าที่บันทึกเรื่องราวของ โรงเรียนพระราชชายา โรงเรียนหญิงแห่งแรกในเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การศึกษาสตรีในดินแดนล้านนา โดยภาพถ่ายเหล่านี้ได้รับการฟื้นคืนชีวิตขึ้นใหม่ผ่านการลงสีด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเฉดสีที่ตีความในแง่มุมของศิลปะ ซึ่งแม้อาจมิได้ตรงตามสีจริงในประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่ก็มีเจตนาเพื่อสดุดีเกียรติภูมิ จิตวิญญาณ และบทบาทของสตรีและนักเรียนผู้บุกเบิกเหล่านั้น ผู้ซึ่งเปลี่ยนแปลงสังคมล้านนาด้วยพลังแห่งการศึกษาและความรู้

ในยุคเริ่มต้น โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มีเครื่องแบบนักเรียนอย่างเป็นทางการ นักเรียนหญิงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายตามวิถีพื้นเมือง ต่อมาเมื่อโรงเรียนเติบโตขึ้นตามยุคสมัย ก็ได้มีการกำหนดชุดนักเรียนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและกระโปรงจีบสีแดง พร้อมรองเท้าสีขาวสำหรับนักเรียนหญิง ปัจจุบันโรงเรียนดาราวิทยาลัยเปิดรับนักเรียนทั้งหญิงและชาย และยังคงยึดมั่นในพันธกิจด้านการศึกษาที่ส่งเสริมทั้งสติปัญญา คุณธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแบบอย่างของผู้บุกเบิกในอดีต

บทความต้นฉบับครับ จากโพสต์ของศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ (ลงวันที่ 16 มกราคม)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ภาพ ความทรงจำ และประวัติศาสตร์: แนวคิดประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนาในงานสร้างสรรค์ภาพในประวัติศาสตร์ด้วย AI

ภาพ ความทรงจำ และประวัติศาสตร์: แนวคิดประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนาในงานสร้างสรรค์ภาพในประวัติศาสตร์ด้วย AI

ภาพชุด AI นี้เป็นผลลัพธ์จากการลงสีภาพถ่ายขาวดำในโพสต์ก่อนหน้า ซึ่งกล่าวถึงเครื่องแบบทหารในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แม้ผลงานครั้งนี้จะประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดอารมณ์ สีสัน และบรรยากาศของยุคนั้นได้อย่างน่าพึงพอใจ แต่รายละเอียดบางประการ เช่น อินธนู (epaulette) เครื่องหมายบนเครื่องแบบ เหรียญตรา และสัญลักษณ์ประจำยศ ยังไม่ได้รับการสร้างให้ตรงตามต้นฉบับอย่างครบถ้วน ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างสรรค์ในครั้งนี้มุ่งเน้นการผลิตต้นแบบเพื่อใช้อ้างอิงในด้านสไตล์โดยรวม อันครอบคลุมทั้งโครงสร้างการตัดเย็บ วัสดุ และโครงร่างของเครื่องแบบ เพื่อประโยชน์ในการออกแบบเครื่องแต่งกายและการสร้างแพตเทิร์นต่อไป เครื่องหมายต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างแม่พิมพ์และตัวอย่างแยกในขั้นตอนถัดไปครับ ผมได้เพิ่มภาพอุณาโลมสำหรับติดหมวก และเข็มกลัดติดคอเสื้อไว้ในโพสต์นี้เพื่อใช้เป็นเรฟเฟอเรนซ์เบื้องต้นด้วยเช่นกัน

สำหรับการเทรนโมเดล Flux LoRA ในครั้งนี้ ผมได้รับภาพถ่ายต้นฉบับขาวดำที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง พร้อมคำแนะนำเชิงวิชาการที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ทำให้สามารถลงสีได้อย่างถูกต้องและใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องโทนสีของเครื่องแบบในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2457 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพสยามยังใช้เครื่องแบบตาม พระราชนิยม (parachaniyom) ที่ได้รับอิทธิพลจากเครื่องแบบทหารอังกฤษ ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ทรงพบเห็นระหว่างทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษในขณะทรงพระเยาว์

การสร้างสรรค์ภาพคอลเลกชันนี้จึงนับเป็นทั้ง งานสร้างสรรค์เชิงทดลอง และ เอกสารอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์ ที่ช่วยรังสรรค์ภาพซึ่งไม่เคยมีอยู่จริงในอดีต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง ประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงภาพ ในมิติใหม่

เครื่องแบบของยุคนี้ประกอบด้วยเสื้อทูนิคและหมวกสีเทา อินธนูสีแดงทอง กางเกงแบบ breeches สีกรมท่า สวมกับรองเท้าบู๊ตขี่ม้าหรือรองเท้าทหารสีดำ พร้อมเกเตอร์หนังหรือผ้าพันแข้งสีน้ำตาล สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งยังใช้เครื่องแบบสีเทาในลักษณะเดียวกันนั้น ยังมีทหารชั้นผู้น้อยบางนายที่ไม่ได้รับแจกแม้กระทั่งรองเท้า สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร และความไม่สม่ำเสมอในการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของกองทัพในยุคนั้น เราสามารถสังเกตข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้จากภาพถ่ายต้นฉบับร่วมสมัยที่ยังคงหลงเหลืออยู่

สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานประเภทนี้ คือ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการสร้างภาพใหม่เท่านั้น แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการบูรณะ ฟื้นฟู และตีความประวัติศาสตร์ในมิติใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเข้าถึงมาก่อน เครื่องมืออย่าง Flux Kontext, Midjourney Editing Suite, Krea Edit และ Freepik Edit ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานของผม ช่วยให้สามารถลงสี ปรับแสง เพิ่มองค์ประกอบ และสร้างบริบทใหม่ในภาพถ่ายเก่าได้อย่างแม่นยำ เป็นอีกหนึ่งมิติที่ช่วยให้เราเข้าถึงอดีตได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้แนวคิด Visual Historiography หรือ “การเขียนประวัติศาสตร์ผ่านภาพ” จะได้รับการพูดถึงในแวดวงวิชาการระดับสากล แต่ในภาษาไทยยังไม่มีคำแปลอย่างเป็นทางการที่บัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ผมจึงขอเสนอคำว่า “ประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนา” เพื่อใช้อธิบายแนวทางการสร้างและตีความประวัติศาสตร์ผ่านภาพ โดยเฉพาะในรูปแบบที่ผสานข้อมูลทางประวัติศาสตร์เข้ากับศิลปะและเทคโนโลยีร่วมสมัย

ในบริบทของการศึกษาประวัติศาสตร์ คำว่า Visual Historiography มีความหมายเฉพาะ คือไม่ได้หมายถึงแค่การดูภาพในฐานะเอกสาร แต่เป็นการศึกษาว่าภาพต่าง ๆ เหล่านั้น "เล่า" ประวัติศาสตร์อย่างไร ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา และมันมีผลอย่างไรต่อการจดจำอดีตในแต่ละสังคม ภาพสามารถสะท้อนอำนาจ ความทรงจำ ความหลงลืม และอคติได้ไม่แพ้ข้อความ ดังนั้น visual historiography จึงไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ภาพ แต่เป็นการวิพากษ์วิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังภาพและการสร้างสรรค์ภาพเหล่านั้นด้วย

งานของผมอยู่ในแนวทางใหม่ของประวัติศาสตร์นิพนธ์เชิงทัศนา ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวิเคราะห์ภาพในอดีต แต่รวมถึงการสร้างภาพใหม่ด้วย AI ที่วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ที่การสร้างสรรค์ภาพมาจากฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่เพื่อความคิดถึง หรือจินตนาการลอย ๆ หากแต่เป็นการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ว่า — ใครมีสิทธิ์ “มองเห็น” หรือสร้างภาพแทนอดีต? — อะไรคือหลักฐานที่เรานับว่า “เชื่อถือได้”? — และรูปแบบของภาพที่สร้างด้วย AI ส่งผลต่อความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างไร?

นี่คือจุดที่แนวคิด visual historiography เชื่อมโยงกับ ทัศนศิลป์ มนุษยศาสตร์ดิจิทัล และประวัติศาสตร์แฟชั่น และเปิดพื้นที่ใหม่ที่การมองเห็นกลายเป็นวิธีการสะท้อนอดีตในแบบที่จับต้องได้ผ่านสายตา

ผมหวังว่าทุกท่านจะยังคงชื่นชอบภาพเหล่านี้ แม้รายละเอียดบางส่วนจะยังไม่สมบูรณ์นักในขั้นตอนนี้ครับ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี้ครับ

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

AI กับงานอนุรักษ์ภาพประวัติศาสตร์: การลงสีภาพเครื่องแบบทหารสยามในสมัยรัชกาลที่ ๖

AI กับงานอนุรักษ์ภาพประวัติศาสตร์: การลงสีภาพเครื่องแบบทหารสยามในสมัยรัชกาลที่ ๖

สวัสดีครับทุกท่าน 👋
หลังจากที่ผมได้โพสต์เกี่ยวกับเครื่องแบบทหารสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ ไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีผู้ติดตามหลายท่านสอบถามเข้ามาว่า ภาพถ่ายขาวดำดั้งเดิมนั้นสามารถลงสีได้อย่างไรบ้าง ต้องขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความสนใจและคำถามครับ วันนี้ผมจึงขอแบ่งปันขั้นตอนการทำงานแบบเต็มรูปแบบของผมให้ทราบกันครับ

ก่อนอื่น ผมขออธิบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถทำได้มากกว่าการสร้างภาพใหม่จากคำบรรยาย (text-to-image), การแปลงภาพเป็นภาพ (image-to-image), วิดีโอจากข้อความ หรือภาพต่อวิดีโอ อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังแต่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึง คือ ระบบตัดต่อภาพด้วย AI ครับ

เนื่องจากผลงานของผมส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากการฝึกโมเดล LoRA เฉพาะทาง ผมจึงไม่อิงกับระบบปิดอย่าง Midjourney หรือ Google Imagen แต่จะใช้ ชุดเครื่องมือแก้ไขภาพ AI เพื่อปรับแต่งและยกระดับผลงานที่ผมสร้างขึ้นด้วย Flux LoRA ให้สมบูรณ์ที่สุด

วิธีการทำงานของผม (My Workflow):

  1. เริ่มจากการลงสีภาพขาวดำต้นฉบับ

  2. ยกตัวอย่างเช่น งานล่าสุดของผมที่เป็นภาพทหาร ๕ นายในเครื่องแบบรัชกาลที่ ๖ ซึ่งแต่ละคนสวมใส่ชุดเหมือนกันแต่แต่งต่างกันในรายละเอียดการแต่งตัว จึงต้องใช้ความพิถีพิถันในการลงสี

  3. ผมแก้โจทย์นี้โดยการแบ่งภาพออกเป็น ๔ ส่วน แล้วใช้ Flux Kontext ผ่านระบบ Freepik ในการลงสีแต่ละส่วนแยกจากกัน โดยอ้างอิงจากข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ได้รับคำแนะมา

  4. เมื่อได้ทั้ง ๔ ส่วนแล้ว ผมนำมารวมเป็นภาพเดียวอีกครั้ง

  5. ในขั้นตอนนี้ สีและพื้นหลังมักจะยังไม่กลมกลืนกัน แต่สามารถแก้ได้ง่ายมากด้วยเครื่องมือ AI ที่ใช้ลบหรือแก้ไขเฉพาะจุด แล้วให้ AI ปรับฉากหลังให้ใหม่อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

เครื่องมือที่สามารถใช้ได้ ได้แก่ Freepik Edit, Krea Edit, Photoshop Firefly หรือหากถามถึงตัวที่ผมชอบที่สุด ก็คือ Midjourney Editing Suite ครับ ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมืออื่นในเรื่องการผสมสี ลบรอยต่อ และปรับองค์ประกอบให้กลมกลืนกันได้อย่างชาญฉลาด

Patina Tone คืออะไร?

เมื่อเราลงสีภาพถ่ายเก่า โดยเฉพาะภาพเกี่ยวกับเครื่องแบบทหาร สิ่งสำคัญที่ผมใช้เสมอคือแนวคิดที่เรียกว่า “patina tone”

Patina หมายถึงร่องรอยของกาลเวลาที่ทิ้งไว้บนวัสดุต่าง ๆ เช่น โลหะ หนัง หรือผ้า เมื่อผ่านการใช้งานจริง สีของวัสดุจะเปลี่ยนไป เช่น หม่นลง จางลง หรือเปลี่ยนเฉดสีไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ในแง่ของสี Patina tone จะมีลักษณะ:

  • ไม่ฉูดฉาด เป็นสีหม่นหรืออ่อน

  • มีความเก่า ขุ่นมัว หรือดูซีด

  • มักมีโทนสีน้ำตาล เทา เขียว หรือเหลืองเจืออยู่

การใช้โทน patina จะช่วยให้ภาพดูสมจริง เหมือนวัสดุที่ผ่านกาลเวลามาจริง ๆ เหมาะอย่างยิ่งกับภาพที่ต้องการความน่าเชื่อถือทางประวัติศาสตร์

ทำไมต้องใช้ Patina Tone ในการลงสีด้วย AI?

การเลือกใช้สีสมัยใหม่มักทำให้ภาพดูหลอกตาและขาดเสน่ห์ของความเก่า การใช้คำบรรยายที่มีคำว่า “faded”, “sun-bleached”, “dusty”, “worn” ในการสั่ง AI จะช่วยให้ภาพที่ได้ดูมีความเก่าแบบธรรมชาติ

ตัวอย่างคำสั่งลงสีด้วย Patina Tone

ถ้าคุณกำลังลงสีภาพถ่ายทหารสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แทนที่จะใช้คำสั่งว่า:

“olive green uniform”
ลองเปลี่ยนเป็น:
“olive drab uniform with faded patina tone, sun-bleached khaki edges, dusty texture from tropical wear”

คำสั่งแบบนี้จะช่วยให้ AI จำลองความเก่าและการซีดจางของเนื้อผ้าได้แม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของเครื่องแบบที่สวมใส่ในภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างสยาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เครื่องแบบทหารไทยในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖: ก่อนสยามเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1

เครื่องแบบทหารไทยในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖: ก่อนสยามเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1

ชุบชีวิตประวัติศาสตร์: ความร่วมมือกับกลุ่ม 2483 Reenactment Group

ผลงาน AI คอลเลกชันนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างอบอุ่นกับ กลุ่ม 2483 Reenactment Group ซึ่งเป็นชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เครื่องแบบทหารสยาม กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้และข้อมูลสำหรับงานค้นคว้าด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ของผม ซึ่งเรื่องราวอยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๖ โดยเน้นช่วงปี พ.ศ. 2456–2462 (ค.ศ. 1913–1919) ซึ่งครอบคลุมช่วงเปลี่ยนผ่านก่อน ระหว่าง และหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นภาพยนตร์ไทยที่ผมจะได้ร่วมงานด้วย หลังจากที่ทำงานที่ลอนดอนมาเป็นเวลานาน

ในฐานะที่ผมไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายทหารไทย ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้รู้จักกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ในระหว่างที่กำลังค้นคว้าแหล่งข้อมูลอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์ และเป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่งที่ผมได้พบว่า คุณศุภณัฏฐ์ วงศ์ศิริธร ผู้เชี่ยวชาญหลักของเพจ และผม ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันทางออนไลน์มาสักพักหนึ่งในเพจ AI Fashion Lab นี้เอง โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคือใคร เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าประหลาดใจในโลกที่เล็กกว่าที่คิดมากครับ

ด้วยความกรุณาของคุณศุภณัฏฐ์ ผมจึงได้รับภาพถ่ายต้นฉบับขาวดำที่มีคุณค่ามาก และคำแนะนำทางวิชาการที่ล้ำค่ายิ่ง ช่วยให้ผมสามารถลงสีภาพขาวดำดั้งเดิมได้อย่างถูกต้องใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องโทนสีของเครื่องแบบ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเครื่องแบบในปี พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ซึ่งกองทัพสยามปรับมาใช้เครื่องแบบและสีแบบจักรวรรดิอังกฤษในช่วงที่เข้าร่วมสงครามในประเทศฝรั่งเศส กองทัพยังคงใช้เครื่องแบบสไตล์ “พระราชนิยม” (parachaniyom) ที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษ จากการศึกษาในประเทศอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อทรงพระเยาว์

เครื่องแบบทหารสยามในยุคนี้ ประกอบด้วยเสื้อทูนิคและหมวกสีเทา ประดับด้วยอินธนูสีแดงและทอง กางเกงแบบขาสั้นที่เรียกว่า breeches สีกรมท่า  สวมคู่กับรองเท้าบู๊ตขี่ม้าสีดำหรือรองเท้าทหารสีดำ และสวมเกเตอร์หนัง(สนับแข้ง) สีน้ำตาลหรือผ้าพันแข้งสีน้ำตาล และสิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งใช้เครื่องแบบสีเทาเช่นเดียวกันนั้น ยังมีทหารชั้นผู้น้อยบางนายที่ไม่ได้รับแจกแม้กระทั่งรองเท้า สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความไม่สม่ำเสมอในการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของกองทัพในยุคนั้น เราจะเห็นได้จากภาพอ้างอิงจากภาพต้นฉบับในสมัยนั้นครับ

แม้ว่าเครื่องหมายต่าง ๆ เช่น เข็มกลัดและเหรียญตราจะมีความสำคัญมากเช่นเดียวกับเสื้อผ้า แต่ผมยังไม่ได้รวมองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ในโครงการลงสีภาพครั้งนี้ เนื่องจากในระยะนี้ผมมุ่งเน้นเฉพาะในเรื่องของโทนสีของเครื่องแบบเป็นหลัก

ภาพถ่ายสีที่ผ่านการปรับปรุงเหล่านี้ยังถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับฝึกโมเดล LoRA ซึ่งผมจะนำเสนอผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ให้ชมกันในโพสต์ถัดไป สำหรับผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์เครื่องแบบทหาร ภาพชุดนี้ถือเป็นเอกสารอ้างอิงที่ช่วยให้ภาพถ่ายขาวดำในอดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

สิ่งที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษเกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ภาพในบริบทนี้  คือการ AI ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสรรค์ภาพใหม่เท่านั้น แต่คือความสามารถในการปรับแต่งและบูรณะภาพต้นฉบับ และสามารถเป็นอุปการณ์ในการตีความประวัติศาสตร์ในแง่มุมใหม่ เครื่องมืออย่าง Flux Kontext, Midjourney Editing Suite, Krea Edit และ Freepik Edit กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของผม ซึ่งช่วยให้เราสามารถลงสี ปรับแต่ง เพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายไป หรือสร้างบริบทใหม่ในรูปภาพ และเสริมคุณค่าภาพถ่ายเก่าได้อย่างทรงพลัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมิติที่ทำให้เราสัมผัสอดีตได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ขอขอบพระคุณจากใจจริงมายังคุณศุภณัฏฐ์ สำหรับความรู้ ความเอื้อเฟื้อ และน้ำใจในการให้ข้อมูลและภาพต้นฉบับสำหรับงานค้นคว้าสำหรับการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ของผม ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างองค์ความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่เราได้แบ่งปันความชื่นชอบในประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย และการสร้างสรรค์ผลงานด้วย AI ร่วมกันครับ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระมเหสี พระสนมเอก และพระคู่หมั้นในรัชกาลที่ ๖ กับแฟชั่นชุดแต่งงานแบบตะวันตก

พระมเหสี พระสนมเอก และพระคู่หมั้นในรัชกาลที่ ๖ กับแฟชั่นชุดแต่งงานแบบตะวันตก

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ราชสำนักสยามได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในด้านแฟชั่นของพระราชพิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พิธีอภิเษกสมรส” ซึ่งมีการนำแบบแผนของชุดเจ้าสาวตะวันตกสีขาวมาใช้กับสตรีฝ่ายในในราชวงศ์ไทย ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งในเชิงสุนทรียะและอุดมการณ์ ที่ผสานความรักสมัยใหม่ ความงามแบบยุโรป และอัตลักษณ์แบบชาติไทยเข้าไว้ด้วยกัน ในขณะที่เจ้าสาวสวมชุดขาว เจ้าบ่าว—ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนหรือกษัตริย์—ต่างสวมเครื่องแบบทหาร อันเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี หน้าที่ และความเป็นชายในอุดมคติของศตวรรษที่ 20

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้ได้รับการลงสีใหม่และบูรณะด้วย Flux Kontext Pro จากภาพถ่ายต้นฉบับขาวดำ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับสตรี 5 พระองค์ผู้มีความเกี่ยวข้องทางพระราชหฤทัยกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โดยในจำนวนนี้มี 2 พระองค์ที่ได้รับการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ และอีก 3 พระองค์ที่ได้รับพระราชพิธีอภิเษกสมรส ภาพถ่ายซึ่งได้รับการลงสีใหม่เหล่านี้ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก อำนาจ และการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมแฟชั่นในราชสำนักไทย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เมื่อทรงผมกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม: การสานต่ออัตลักษณ์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียนผ่านภาพถ่ายลงสีด้วย AI

เมื่อทรงผมกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม: การสานต่ออัตลักษณ์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียนผ่านภาพถ่ายสีลงด้วย AI

โพสต์นี้เป็นภาคต่อจากบทความก่อนหน้าซึ่งกล่าวถึงเอกลักษณ์ของทรงผมเกล้ามวยสูงของหญิงชาวล้านนาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 — ยุคสมัยที่แฟชั่นของสยาม โดยเฉพาะในเชียงใหม่ สะท้อนทั้งอัตลักษณ์ท้องถิ่นและอิทธิพลจากโลกตะวันตกอย่างลึกซึ้ง

ในคอลเลกชันใหม่นี้ ผมได้ใช้เทคนิคที่แตกต่างในการลงสีและปรับแต่งภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะการใช้แอป Picsi.ai ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับสลับใบหน้าด้วย AI ที่ช่วยให้สามารถเปลี่ยนใบหน้าของบุคคลได้สูงสุดถึง 4 คนในภาพเดียว คุณภาพของภาพที่ได้มีความสมจริงสูง และช่วยเติมเต็มงานสร้างสรรค์นี้ให้สมบูรณ์ในเชิงประวัติศาสตร์และศิลปะได้อย่างน่าพอใจ

ที่สำคัญ ในทุกภาพ ผมได้สลับใบหน้าของบุคคลในภาพถ่ายต้นฉบับกับนางแบบ AI ของผมเอง ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคนิค LoRA โดยเฉพาะสำหรับเพจของผมเอง นางแบบ AI นี้ถูกออกแบบให้มีความงดงามและกลมกลืนกับบริบทวัฒนธรรมล้านนาในอดีตอย่างประณีต เพื่อให้ทุกภาพสื่อถึงตัวตนของหญิงล้านนาในเชิงอุดมคติทางศิลปะ

ผลงานชุดนี้นำเสนอสิ่งที่ผมเรียกว่า สไตล์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียน — การผสมผสานระหว่างเสื้อผ้าตะวันตกแบบเสื้อคอสูงหรือเสื้อแขนพอง กับผ้าซิ่นพื้นเมืองแบบล้านนา ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. 2411–2453) โดยมีทรงผมเกล้ามวยสูงเป็นหัวใจของภาพลักษณ์สมัยใหม่ ทรงผมนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นฝรั่งเศสสมัยโรโคโค (ทรง “อะ ลา ปงปาดูร์” A La Pompadour) และทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪) ของญี่ปุ่นในยุคเมจิ ซึ่งล้วนสื่อถึงความรู้ การศึกษา และการเปิดรับวัฒนธรรมสากล

บุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมอย่าง นางยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui) ครูหญิงชาวญี่ปุ่นยุคเมจิ มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานค่านิยมสตรีสมัยใหม่ในสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินี (Rajini School) ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำ ภายใต้พระราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ การเดินทางมาสยามของเธอถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการศึกษาสตรี โดยเธอได้สอนทั้งวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งปลูกฝังระเบียบวินัย ความรู้แบบตะวันตก และมารยาทแบบสตรีมีการศึกษา ทรงผมประจำวันของเธอคือทรง โซขุฮัตสึ (束髪) ที่เกล้าไว้อย่างเรียบร้อย งดงาม และสง่างาม เป็นภาพลักษณ์ของความเป็นหญิงทันสมัยซึ่งผสมผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นกับบทบาทของผู้หญิงในโลกใหม่ ทรงผมนี้ได้รับความนิยมและแพร่หลายต่อไปในหมู่นักเรียนหญิงและสตรีในราชสำนักอย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงเท่านั้น พระราชชายาเจ้าดารารัศมี — เจ้าหญิงจากล้านนาและพระราชชายาในรัชกาลที่ ๕ — ยังทรงเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ พระองค์ทรงนำแฟชั่นทรงผมเกล้ามวยสูงมาใช้ทั้งส่วนพระองค์และเผยแพร่ให้กับบรรดาข้าหลวงฝ่ายใน จนกระแสความงามเช่นนี้เดินทางกลับขึ้นเหนือ กลายเป็นแฟชั่นในหมู่หญิงล้านนาอันสื่อถึงความงาม ความรู้ และอัตลักษณ์แบบสากล

ผ่านการศึกษาเครื่องแต่งกาย ภาพถ่ายในจดหมายเหตุ และการฟื้นฟูภาพด้วย AI คอลเลกชันนี้มิใช่เพียงการระลึกถึงอดีต แต่คือการรังสรรค์ตัวตนของหญิงล้านนาในฐานะผู้หญิงที่งดงาม มีวิสัยทัศน์ และดำรงอยู่ในจุดเปลี่ยนของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกอย่างสง่างาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 3)

จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪): การเดินทางของทรงผมแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ตอนที่ 3)

ผลงานชุดนี้เป็นคอลเลกชันที่สร้างขึ้นด้วยการลงสีและปรับแต่งด้วย AI จากการศึกษาภาพถ่ายเก่าในเอกสารจดหมายเหตุเกี่ยวกับหญิงชาวล้านนา โดยเฉพาะหญิงชาวเชียงใหม่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วย ทรงผมทรงญี่ปุ่น และรูปแบบการแต่งกายที่ผมเรียกว่า สไตล์ล้านนาเอ็ดเวิร์เดียน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเสื้อแบบตะวันตกกับผ้าซิ่นแบบล้านนา โดยแฟชั่นลักษณะนี้เริ่มได้รับความนิยมในช่วงปลายรัชกาลที่ 5

เมื่อแฟชั่นข้ามวัฒนธรรมผ่านทรงผมของแม่ญิงล้านนา

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (พ.ศ. 2440–2453 หรือ ค.ศ. 1897–1910) แฟชั่นของสตรีชั้นสูงในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่อง ทรงผม ซึ่งสะท้อนอิทธิพลจากราชสำนักยุโรปและญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ ทรงผมที่หญิงสาวนิยมในยุคนี้มีลักษณะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย หรือทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูง (Upswept Hair) เป็นสัญลักษณ์ของความงามสมัยใหม่ ทรงผมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความงาม แต่เป็นกระจกสะท้อนการรับอารยธรรมจากต่างประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นของผู้หญิงล้านนาในเวลาต่อมา

ต้นธารจากฝรั่งเศสสู่ญี่ปุ่น: จากทรงผม “A La Pompadour” ถึง ทรงผม “โซขุฮัตสึ” (束髪)

จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจเกิดจากราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ในยุคศิลปะแบบ Rococo กับทรงผมที่ชื่อว่า "A La Pompadour" ซึ่งตั้งชื่อตาม มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour, ค.ศ. 1721–1764) พระสนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงผมนี้เน้นการตีผมให้สูง พอง และมีรูปทรงหรูหรา กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีรสนิยมของผู้หญิงในสังคมชั้นสูงในยุโรปในช่วงเวลานั้น

ต่อมา ในช่วง ยุคเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868–1912) ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศและรับอิทธิพลตะวันตก ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ (束髪)” ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากทรงปงปาดูร์ของฝรั่งเศส แล้วปรับให้เหมาะกับผมหญิงญี่ปุ่น เป็นการเกล้ามวยสูงที่ทันสมัยและแสดงถึงการศึกษาและความก้าวหน้า

กระแสทรงผมปงปาดูร์ในโลกตะวันตก: จากฝรั่งเศสสู่ Gibson Girl

ในช่วงเวลาเดียวกัน — ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับ ยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian Era, ค.ศ. 1901–1910) ในอังกฤษและยุโรป — ทรงผมแบบ A La Pompadour ก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในหมู่หญิงสาวชนชั้นกลางและสูงในโลกตะวันตก ผ่านภาพลักษณ์ของ Gibson Girl ซึ่งเป็นตัวแทนของ “หญิงทันสมัย” ในอเมริกาและยุโรป ทรงผมของ Gibson Girl เน้นการเกล้าผมให้พองและสูง ด้วยปริมาตรที่งามสง่าและเป็นธรรมชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากทรง Pompadour ของศตวรรษก่อน

ภาพวาดของ Charles Dana Gibson ที่สร้างภาพหญิงสาวอเมริกันผู้มั่นใจ ทันสมัย และมีความคิดเป็นของตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้ทรงผมแบบนี้กลายเป็นแฟชั่นหลักทั่วโลกตะวันตกในเวลานั้น และมีอิทธิพลมาไกลถึงทวีปเอเชียรวมถึงสยาม โดยเฉพาะในหมู่สตรีผู้ที่มีการศึกษาและอยู่ในสังคมเมืองหลวง

สำหรับทรงผมทรงนี้ในสยาม ผู้ที่นำทรงผมนี้มาเผยแพร่ในสยามคาดว่าคือ นางยะสุอิ เท็ตสึ (Tetsu Yasui, 安井てつ) ครูหญิงชาวญี่ปุ่นผู้บุกเบิกการศึกษาสตรีสมัยใหม่ในสยาม โดยในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เธอได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินี ซึ่งถือเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำของสยามในยุคนั้น

แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาษา วัฒนธรรม และอากาศที่แตกต่างจากบ้านเกิด แต่ยะสุอิ เท็ตสึได้ทุ่มเทสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนหญิงด้วยความเข้มงวดและความเมตตา พร้อมทั้งปลูกฝังวินัย ความรู้สมัยใหม่ และแบบแผนการวางตัวแบบสตรีมีการศึกษา รวมถึงภาพลักษณ์ภายนอกอันสง่างาม

หนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักเรียนและข้าราชบริพารฝ่ายใน คือ ทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ” (束髪) ซึ่งเธอเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยและหรูหราทุกวัน ทรงผมแบบนี้แสดงถึงความเป็นหญิงทันสมัย การศึกษา ความสะอาดเรียบร้อย และความนอบน้อมตามแบบฉบับญี่ปุ่น กลายเป็นแบบอย่างให้บรรดานักเรียนหญิง และแพร่หลายมาถึงราชสำนักฝ่ายใน

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี: แม่หญิงล้านนาผู้นำแฟชั่น

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ มีฐานะเป็นเจ้าหญิงล้านนา จากเชียงใหม่ ได้เข้ารับราชการในราชสำนักสยามพร้อมกับข้าราชบริพารหญิงจากเชียงใหม่และล้านนา ในช่วงที่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ พระองค์ทรงรับอิทธิพลทรงผมแบบมวยสูงที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่สตรีในวัง และพระองค์ทรงปรับนำมาใช้ทั้งส่วนพระองค์และในหมู่ข้าหลวงฝ่ายในที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ และแฟชั่นทรงผมแบบเกล้ามวยพองสูงนี้ก็แพร่อิทธิพลไปถึงเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและแฟชั่นในหัวเมืองเหนือ

ขอขอบพระคุณเพจเฟซบุ๊ก “ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยาม”

ที่กรุณาแบ่งปันข้อมูลอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับวัฒนธรรมราชสำนักสยาม แฟชั่น และทรงผมของสตรี ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ผ้าซิ่นกับอัตลักษณ์ใหม่ของสตรีไทย: แฟชั่นหลังสงครามครั้งที่ 1 และกระแสพระราชนิยมในรัชกาลที่ 6 (ตอนที่ 2)

ผ้าซิ่นกับอัตลักษณ์ใหม่ของสตรีไทย: แฟชั่นหลังสงครามครั้งที่ 1 และกระแสพระราชนิยมในรัชกาลที่ 6 (ตอนที่ 2)

คอลเลกชัน AI ชุดนี้สร้างขึ้นจากการฝึกโมเดล Flux LoRA โดยเฉพาะ ผมได้เติมสีสันสดใส การลงรักปิดทอง ลวดลายดอกไม้ และองค์ประกอบของดอกไม้บาน เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคอาร์ตนูโว โดยเฉพาะเฉดสีทองและสีเข้มอิ่มตัวที่ถ่ายทอดความงามอันหลากสีสันของยุคนั้น ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อาร์ตเดโคอย่างมั่นใจ นี่คือตีความใหม่ที่ทั้งสดชื่นและสนุกสนาน เพื่อเฉลิมฉลองความกล้าแสดงออกทางศิลปะในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น

อาร์ตนูโว (Art Nouveau) เป็นขบวนการทางศิลปะที่วางรากฐานให้กับอาร์ตเดโค (Art Deco) ในเวลาต่อมา โดยอาร์ตเดโคเน้นเส้นสายที่เฉียบคม รูปทรงเรขาคณิต สีสันจัดจ้าน และความหรูหราทันสมัย ต่างจากความอ่อนช้อยพลิ้วไหวของอาร์ตนูโว ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านนี้สอดคล้องกับต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 จนถึงปลายรัชกาลในปี พ.ศ. 2468 ซึ่งเป็นยุคที่สยามเริ่มรับอิทธิพลจากศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของยุโรปอย่างเต็มตัว ทั้งในเชิงศิลปกรรม การออกแบบ และแฟชั่นของชนชั้นสูง

ในช่วงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6, พ.ศ. 2458–2463) (ค.ศ. 1915–1920) แฟชั่นของสตรีชั้นสูงในสยามมีการเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับกระแสโลก สไตล์หลังสงครามค่อย ๆ ผสมผสานเข้ากับแฟชั่นปลายยุค Teens (1915–1919) ซึ่งถือเป็นช่วงปลายของศิลปะแบบอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ซึ่งคาบเกี่ยวกับกระบวนการศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่กำลังเป็นที่นิยมในต้นทศวรรษ 1920 สไตล์ดังกล่าวเน้นความเรียบง่าย เส้นสายที่เป็นทรงกระบอก เอวต่ำลง และกระโปรงที่มีความยาวสั้นขึ้นจากเดิม ไม่กรอมเท้าอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของแฟชั่นสากลที่ค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัวและความสะดวกสบายของสตรีในชีวิตประจำวัน

ผ้าซิ่น - จากการถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่นสู่สัญลักษณ์ของความเป็นไทย

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5, พ.ศ. 2411–2453) ผ้าซิ่นถูกมองว่าเป็นวัตถุจากต่างวัฒนธรรมซึ่งสวมใส่โดยผู้หญิงจากภูมิภาคที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ เช่น ภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญ สตรีในกรุงเทพฯ นิยมสวมโจงกระเบนและตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่ม ขณะที่ผู้หญิงที่สวมผ้าซิ่นมักจะไว้ผมยาวและเกล้ามวย

เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ทรงเป็นเจ้าจอมจากเชียงใหม่ที่นำผ้าซิ่นเข้าสู่ราชสำนัก แม้จะทรงสวมใส่เฉพาะในเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ แต่ก็เป็นที่รู้จักในฐานะหญิงล้านนาผู้รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้ได้อย่างมั่นคง การสวมใส่ผ้าซิ่นของพระองค์จึงช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นล้านนาในราชสำนักกรุงเทพฯ และเป็นสัญลักษณ์ของการธำรงความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายใต้สถาบันกษัตริย์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ฟื้นคืนชีพภาพถ่ายโบราณล้านนาในสีสัน: ภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจผ่านการลงสีด้วย AI

ฟื้นคืนชีพภาพถ่ายโบราณล้านนาในสีสัน: ภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจผ่านการลงสีด้วย AI

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการลงสีและบูรณะโดย AI นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายต้นฉบับของ หลวงอนุสารสุนทรกิจ(พ.ศ. 2410–2477 / ค.ศ. 1867–1934)
ช่างภาพอาชีพคนแรกของเชียงใหม่ ผู้บันทึกภาพวิถีชีวิตและแฟชั่นของสตรีล้านนาในอดีต

หลวงอนุสารสุนทรกิจเป็นพ่อค้าที่มีบทบาทสำคัญในเส้นทางการค้าของล้านนาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ท่านได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการถ่ายภาพจาก พระยาเจริญราชไมตรี (จำนง อมาตยกุล) ข้าราชการในเชียงใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ

ภาพถ่ายของท่านบันทึกวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม่ ตั้งแต่ตลาดท้องถิ่นไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมล้านนาในช่วงที่เริ่มรับอิทธิพลจากสยาม อังกฤษ และพม่า


หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ปรากฏในภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจ คือภาพของวิถีชีวิตและบุคคลในเชียงใหม่และภาคเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวล้านนา

🖌️ “ขั้นตอนการลงสีและฟื้นฟูภาพถ่ายเก่า”

ภาพเหล่านี้ได้รับการลงสีและเพิ่มความคมชัดด้วยการอัปสเกล ซึ่งเพื่อน ๆ ทุกคนสามารถทำได้ไม่ยาก หลายคนอาจมีภาพถ่ายขาวดำเก่าของครอบครัวอยู่แล้ว ก็สามารถลองทำเองที่บ้านได้ครับ

ปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องติดตั้ง ComfyUI หรือตั้งค่า Flux Kontext Plus เองบนคอมพิวเตอร์ให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะตอนนี้มีเครื่องมือที่ใช้งานง่ายกว่าอย่าง Freepik Edit ซึ่งสามารถเข้าใช้ได้ที่ https://www.freepik.com/pikaso/edit

Freepik Edit ใช้ Flux Kontext Plus ซึ่งเป็นเอนจินสำหรับการปรับแต่งภาพที่พัฒนาโดย Black Forest Lab ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับระบบ AI อย่างมีประสิทธิภาพ จุดเด่นของ Flux Kontext คือสามารถรวมเข้ากับแพลตฟอร์มบนเบราว์เซอร์ เช่น Freepik Edit ได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้ใช้สามารถลงสีภาพ แก้ไข และอัปสเกลได้โดยไม่ต้องตั้งค่าระบบ ComfyUI หรือใช้งาน GPU เองให้ยุ่งยาก

การลงสีภาพเก่าเป็นขั้นตอนแรกในการทำงานของผม ซึ่งต้องนำภาพถ่ายขาวดำเก่าที่ค้นหามามาลงสี แล้วจึงนำไปใช้เป็นชุดข้อมูล (dataset) สำหรับฝึก LoRA model เพื่อใช้ในการออกแบบงานภาพแฟชั่นไทยย้อนยุค

ต้องบอกก่อนเลยว่า กระบวนการนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน และถ้าอยากให้ได้ผลลัพธ์ที่หลากหลายจริง ๆ เราต้องมีภาพต้นฉบับอย่างน้อย 30–50 รูป เพราะหากภาพน้อยเกินไป เวลาให้ AI สร้างภาพ มันจะวนลูปอยู่กับสไตล์เดิม ๆ ทำให้ขาดความหลากหลาย

แต่เชื่อผมเถอะครับว่าทุกนาทีที่ใช้ในการเตรียมภาพนั้นคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะเมื่อฐานข้อมูลดี ภาพต้นทางมีความสม่ำเสมอและละเอียด ผลลัพธ์ที่ได้จาก LoRA model ก็จะออกมาสมบูรณ์แบบ ทั้งสี แสง รายละเอียดของเสื้อผ้า และพื้นผิวต่าง ๆ จะดูเป็นธรรมชาติและงดงามยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการนำไปต่อยอดในงานออกแบบหรือการสร้างสรรค์คอลเลกชันภาพย้อนยุคในรูปแบบต่าง ๆ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เบื้องหลังงานดีไซน์: สร้างสรรค์แฟชั่นไทยในประวัติศาสตร์ด้วย Freepik และ Krea

เบื้องหลังงานดีไซน์: สร้างสรรค์แฟชั่นไทยไทยในประวัติศาสตร์ด้วย Freepik และ Krea

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ผู้ติดตามเพจทุกท่าน

วันนี้ผมอยากมาเล่าถึงกระบวนการทำงานของผมในการนำภาพถ่ายขาวดำเก่า ๆ มาลงสี แล้วนำไปใช้เป็นชุดข้อมูล (dataset) สำหรับฝึก LoRA model เพื่อใช้ในการออกแบบงานภาพไทยย้อนยุคครับ

ต้องบอกก่อนเลยว่า กระบวนการนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน และถ้าอยากให้ได้ผลลัพธ์ที่หลากหลายจริง ๆ เราต้องมีภาพต้นฉบับอย่างน้อย 30–50 รูป เพราะถ้าภาพน้อยเกินไป เวลาให้ AI สร้างภาพ มันจะวนลูปอยู่กับสไตล์เดิม ๆ ทำให้ขาดความหลากหลาย

“การลงสีภาพถ่ายขาวดำด้วย Freepik Edit”

ปัจจุบันผมใช้ Freepik Edit ในการลงสีภาพ เพราะเขามีระบบ Flux Kontext Plus ที่ช่วยให้ขั้นตอนต่าง ๆ ง่ายขึ้นเยอะ เดิมทีเพราะผมใช้ Mac ผมต้องรัน ComfyUI บน RunPod แล้วติดตั้ง Flux Kontext เอง ซึ่งค่อนข้างวุ่นวายและต้องเช่า Pod หรือ GPU แต่ตอนนี้แค่ใช้ Freepik Edit ตัวเดียว ก็สามารถลงสี แก้ไข และขยายภาพด้วยระบบ Magnific Engine ได้ครบจบในที่เดียว

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

วิวัฒนาการแฟชั่นบุรุษ: จากยุคเอ็ดเวิร์เดียนถึงต้นรัชกาลที่ ๖ (1900-1910)

วิวัฒนาการแฟชั่นบุรุษ: จากยุคเอ็ดเวิร์เดียนถึงต้นรัชกาลที่ ๖ (1900-1910)

คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจวิวัฒนาการของแฟชั่นบุรุษในช่วงต้นของศตวรรษที่ ๒๐ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับแฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์เดียนในอังกฤษ (1900-1910) และช่วงเวลาในสยามที่เทียบเท่ากัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ จนถึงต้นรัชกาลที่ ๖

ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษเริ่มผ่อนคลายลงจากความเคร่งครัดแบบวิคตอเรียนที่มีมาก่อนหน้า เสื้อสูทยาวแบบฟร็อกโค้ทและหมวกทรงสูง (Top Hat) ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการแต่งกายอย่างเป็นทางการ ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย ชุดสูทลำลองสามชิ้น (Three-piece Lounge Suit) ที่ให้ความสบายและความเป็นกันเองมากกว่า ชุดสูทลำลองนี้ซึ่งเดิมออกแบบมาเพื่อการสวมใส่ภายในบ้าน กลับกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ชายหนุ่ม และได้รับการยอมรับให้ใช้เป็นชุดกลางวันแบบร่วมสมัย ซึ่งมักสวมคู่กับหมวกที่มีรูปทรงต่ำกว่าและไม่เป็นทางการเท่าเดิม อาทิ หมวกโบเลอร์ (Bowler), หมวกฮอมเบิร์ก (Homburg), หมวกฟางโบ๊ตเตอร์ (Boater) หรือแม้กระทั่ง หมวกแก๊ป (Cap)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ผ้าซิ่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖: จากเครื่องแต่งกายสตรีท้องถิ่นสู่สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ของสตรีไทย

ผ้าซิ่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖: จากเครื่องแต่งกายสตรีท้องถิ่นสู่สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ของสตรีไทย

คอลเลกชันภาพที่สร้างสรรค์ด้วย AI ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและแฟชั่น แต่ในขณะเดียวกัน ราชสำนักยังคงยึดมั่นในจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด เครื่องแต่งกายของสตรีผู้มีฐานันดรศักดิ์ในการเข้าเฝ้าฯ ไม่ใช่เพียงเพื่อความงดงาม หากแต่เป็นการแสดงออกซึ่งเกียรติยศ บทบาท และความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ในเชิงรูปธรรมอย่างแท้จริง

ผลงานชุดนี้มุ่งถ่ายทอดความงามอันประณีตของเครื่องแต่งกายพิธีการดังกล่าว ผ่านการตีความใหม่ในบริบทของราชสำนักสยามช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลและทรงกำหนดทิศทางใหม่แห่งภาพลักษณ์ของสตรีไทยในยุคสมัยใหม่อย่างสง่างาม โดยเฉพาะการยกระดับผ้าซิ่นให้เป็นหัวใจของการแต่งกายราชนิยมในหมู่สตรีชั้นสูง

คอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายของ พระนางเธอลักษมีลาวัณ อดีตพระคู่หมั้นในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเครื่องแต่งกายพิธีการแบบอังกฤษผสานกับความอ่อนช้อยของผ้าไทย ทั้งเทียร่า ผ้าคลุมไหลปักดิ้นลวดลายไทย และผ้าซิ่นที่ได้รับการจัดวางอย่างสวยงาม สะท้อนถึงความพยายามของสตรีในราชสำนักไทยยุคนั้น ในการปรับตัวเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ผ่านการแต่งกายที่สง่างามและทรงคุณค่า

กระโปรงในแต่ละชุดของคอลเล็คชั่นนี้ถูกออกแบบโดยยึดโครงสร้างของ “ผ้าซิ่น” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมกับการตีความลวดลายและโครงสร้างในเชิงศิลปะ โดยไม่ยึดติดกับสีสันหรือลายผ้าแบบดั้งเดิม เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการร่วมสมัยได้ถักทออดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ผลงานภาพชุดนี้เกิดจากการฝึกโมเดล AI ด้วยเทคนิค Flux LoRA โดยใช้ภาพถ่ายขาวดำจากกรุงลอนดอนในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งผ่านการลงสีและบูรณะอย่างประณีต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างโมเดลต้นแบบของชุดพิธีราชสำนักอังกฤษ จากนั้นจึงนำมาผสานกับโมเดลอีกชุดหนึ่งซึ่งแสดงแฟชั่นสตรีไทยในยุคเดียวกัน โดยเฉพาะรูปแบบของ ผ้าซิ่นในราชสำนักการปรับค่าน้ำหนักและพารามิเตอร์ของแต่ละโมเดลในกระบวนการ model blending ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์งานชุดนี้ เพราะเป็นจุดที่จารีตตะวันตกและอัตลักษณ์ไทยได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกลืน

หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ เป็นการนำ “ชุดฝรั่ง” และ “ชุดไทย” มาผสมเข้าด้วยกันด้วยการปรับสมดุลของโมเดล AI ทั้งสองชุด ผ่านการตั้งค่าน้ำหนักและพารามิเตอร์ เพื่อให้เกิดสไตล์ใหม่ที่เชื่อมโยงทั้งสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกันในบริบทของแฟชั่นยุค 1920

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เครื่องแต่งกายสตรีแบบราชสำนัก: มุมมองใหม่ของแฟชั่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖

เครื่องแต่งกายสตรีแบบราชสำนัก: มุมมองใหม่ของแฟชั่นในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖

ระหว่างการศึกษาวิจัยเรื่องเครื่องแต่งกายราชสำนักอังกฤษในสยามช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผมได้ศึกษาภาพถ่ายขาวดำสามภาพของพระมเหสีและพระสนมในรัชกาลที่ 6 ซึ่งล้วนแต่งกายแบบราชสำนักสะท้อนอิทธิพลของโลกตะวันตกผสมผสานกับเอกลักษณ์ของราชสำนักไทยอย่างชัดเจน

สองพระองค์แรก ได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกที่คล้ายคลึงกับชุดราตรีราชสำนักอังกฤษ พร้อมด้วยศิราภรณ์แบบเทียร่า โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงสวมฉลองพระองค์สไตล์อาร์ตเดโคที่มีความวิจิตรตระการตา คู่กับชายผ้าที่ยาวลากพื้น พร้อมกับเทียร่าและพระเกศาประดับขนนกกระจอกเทศขนาดใหญ่ตามแฟชั่นยุค art deco ที่สง่างาม

ส่วนพระรูปที่สามคือ พระนางเธอลักษมีลาวัณ อดีตคู่หมั้นของพระมหากษัตริย์ ทรงปรากฏในเครื่องแต่งกายแบบผสมผสานระหว่างเสื้อตะวันตก ผ้าซิ่นไทย เทียร่า และผ้าคลุมไหลแบบปักดิ้นแบบไทย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของสตรีชั้นสูงในราชสำนักไทยยุคนั้นในการปรับตัวและถ่ายทอดอัตลักษณ์ใหม่ของ “ความทันสมัย” ผ่านการแต่งกายที่สง่างามและทรงคุณค่า

แม้ว่าจะมีภาพเพียงสามภาพที่แสดงให้เห็นถึงการแต่งกายแบบราชสำนักสยามที่ผมได้ค้นคว้ามา แต่ภาพทั้งสามได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของงานสร้างสรรค์ในครั้งนี้ ผมได้นำภาพถ่ายขาวดำเหล่านั้นมาลงสีและปรับคุณภาพด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างเป็นชุดข้อมูลจำนวน 50 ภาพ ซึ่งใช้ในการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Flux LoRA ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับการอนุรักษ์ภาพแฟชั่นและเครื่องแต่งกายไทยในประวัติศาสตร์

คอลเลกชันนี้เน้นย้ำถึงความงามที่ละเอียดอ่อนและการประนีประนอมทางวัฒนธรรมในเครื่องแต่งกายของสตรีชั้นสูงในราชสำนักสยาม การดัดแปลงเครื่องแบบราชสำนักจากตะวันตกจึงมิใช่การลอกเลียน แต่เป็นกระบวนการคัดสรรและปรับใช้ที่สะท้อนจิตวิญญาณของราชสำนักไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

สำหรับส่วนตัวผม ผมก็ยังคงสำรวจการพัฒนาการของแฟชั่นราชสำนักไทยภายใต้อิทธิพลของโลกตะวันตกผ่านภาพที่ผมสร้างสรรค์ด้วย AI อย่างต่อเนื่อง — ทีละภาพ อย่างตั้งใจครับ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นข้ามราชสำนัก: จากชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ สู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖ (ตอนที่ 2/2)

แฟชั่นข้ามราชสำนัก: จากชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ สู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖ (ตอนที่ 2)

คอลเลกชันนี้เป็นการสร้างสรรค์ด้วยการฝึกฝนโมเดล AI Flux LoRA เพื่อสำรวจและตีความการแต่งกายสไตล์ชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการ (Court dress) ของสตรีในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1920 ได้ส่งอิทธิพลต่อเครื่องแต่งกายของสตรีในราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) อย่างไรบ้าง และได้ถูกนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและรสนิยมของราชสำนักไทยในขณะนั้นอย่างไร

เครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าในราชสำนักอังกฤษนั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่เข้มงวดและละเอียดมาก ตั้งแต่สีของชุดจนถึงความยาวของผ้าคลุมไหล่ ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารจาก สำนักงานลอร์ดแชมเบอร์เลน (Lord Chamberlain’s Office) ที่แนบมาด้วยในคอลเลกชันนี้

สตรีที่เข้าเฝ้าฯ จะต้องแต่งตัวเต็มยศด้วยชุดแบบพิธีการที่มีผ้าคลุมไหล่แบบลากชายยาว (วัดจากบ่าลงมาสามหลา) สวมถุงมือยาวสีขาว และประดับขนนกกระจอกเทศสามเส้นในรูปแบบ “ขนนกเจ้าชายแห่งเวลส์” (Prince of Wales’s plume) โดยชายฉลองพระองค์ด้านหลังต้องลากพื้นไม่น้อยกว่าสิบห้านิ้ว และรายละเอียดอื่น ๆ เช่น มงกุฎ ผ้าคลุม และขนนก ล้วนมีระเบียบชัดเจนในการจัดวาง ขนาด และวัสดุ

แม้ว่าแฟชั่นสตรีในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งนิยมเส้นเอวต่ำ (Dropped Waist) และกระโปรงที่สั้นขึ้นเผยให้เห็นข้อเท้าหรือถึงระดับกลางแข้ง แต่เครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าก็ยังคงรักษาความสง่างามและความยาวตามจารีตของราชสำนักไว้ โดยเส้นเอวอาจปรับต่ำลงได้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับแฟชั่นร่วมสมัย ขณะที่ความยาวของกระโปรงยังต้องคลุมข้อเท้าและคงชายลากด้านหลังไว้ การรักษาสมดุลระหว่างแฟชั่นสมัยใหม่และพิธีการอันเป็นทางการนี้เอง ที่สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าไม่เพียงเป็นเรื่องของความงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติ ศักดิ์ศรี และบทบาททางสังคมในราชสำนักอังกฤษ

แรงบันดาลใจของคอลเลกชันนี้เริ่มต้นจากการศึกษาภาพถ่ายของพระมเหสีในรัชกาลที่ 6 สองพระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์แบบชุดราตรีสไตล์ตะวันตกอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะรูปถ่ายของ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ที่ทรงฉลองพระองค์แบบ art deco ละมีชายผ้าลากยาวติดกับชุด และทรงประดับพระเกศาด้วยขนนกกระจอกเทศขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของเครื่องแต่งกายราชสำนักอังกฤษได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ พระองค์มิได้ทรงประดับขนนกสามเส้นหรือผ้าคลุมพระพักตร์ตามแบบอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงการปรับใช้แบบแผนตะวันตกให้สอดคล้องกับรสนิยมของราชสำนักไทย

สีสันที่ปรากฏในรูปถ่ายของทั้งสองพระองค์ รวมถึงสายสะพายและลวดลายปักบนฉลองพระองค์ ล้วนเป็นการตีความเชิงศิลป์ที่เกิดจากการลงสีภาพถ่ายขาวดำด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งผมได้รังสรรค์โทนสีแชมเปญและทองอ่อนให้สะท้อนถึงความสง่างามตามแบบราชสำนักไทย ควบคู่กับความหรูหราของแฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์ดในอังกฤษ

คอลเลกชันนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายของ พระนางเธอลักษมีลาวัณ ซึ่งทรงฉลองพระองค์ในแบบผสมผสานระหว่างเสื้อตะวันตก โจงกระเบนไทย ผ้าคลุมไหล่ และเทียร่า ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการแต่งกายแบบ “ผสมผสาน” ที่ได้รับความนิยมในราชสำนักสยามในยุคนั้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างคอลเลกชันถัดไป เพื่อต่อยอดการสำรวจว่ารูปแบบแฟชั่นและพิธีการของราชสำนักสยามได้เปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างไรภายใต้อิทธิพลของโลกตะวันตก

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นข้ามราชสำนัก: จากชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ สู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖ (ตอนที่ 1/2)

แฟชั่นข้ามราชสำนัก: จากชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการของสตรีในราชสำนักอังกฤษ สู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๖

คอลเลกชันนี้เป็นการสร้างสรรค์ด้วยการฝึกฝนโมเดล AI Flux LoRA เพื่อสำรวจและตีความการแต่งกายสไตล์ชุดเข้าเฝ้าแบบพิธีการ (Court dress) ของสตรีในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1920 ได้ส่งอิทธิพลต่อเครื่องแต่งกายของสตรีในราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) อย่างไรบ้าง และได้ถูกนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและรสนิยมของราชสำนักไทยในขณะนั้นอย่างไร

เครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าในราชสำนักอังกฤษนั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่เข้มงวดและละเอียดมาก ตั้งแต่สีของชุดจนถึงความยาวของผ้าคลุมไหล่ ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารจาก สำนักงานลอร์ดแชมเบอร์เลน (Lord Chamberlain’s Office) ที่แนบมาด้วยในคอลเลกชันนี้

สตรีที่เข้าเฝ้าฯ จะต้องแต่งตัวเต็มยศด้วยชุดแบบพิธีการที่มีผ้าคลุมไหล่แบบลากชายยาว (วัดจากบ่าลงมาสามหลา) สวมถุงมือยาวสีขาว และประดับขนนกกระจอกเทศสามเส้นในรูปแบบ “ขนนกเจ้าชายแห่งเวลส์” (Prince of Wales’s plume) โดยชายฉลองพระองค์ด้านหลังต้องลากพื้นไม่น้อยกว่าสิบห้านิ้ว และรายละเอียดอื่น ๆ เช่น มงกุฎ ผ้าคลุม และขนนก ล้วนมีระเบียบชัดเจนในการจัดวาง ขนาด และวัสดุ

แม้ว่าแฟชั่นสตรีในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งนิยมเส้นเอวต่ำ (Dropped Waist) และกระโปรงที่สั้นขึ้นเผยให้เห็นข้อเท้าหรือถึงระดับกลางแข้ง แต่เครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าก็ยังคงรักษาความสง่างามและความยาวตามจารีตของราชสำนักไว้ โดยเส้นเอวอาจปรับต่ำลงได้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับแฟชั่นร่วมสมัย ขณะที่ความยาวของกระโปรงยังต้องคลุมข้อเท้าและคงชายลากด้านหลังไว้ การรักษาสมดุลระหว่างแฟชั่นสมัยใหม่และพิธีการอันเป็นทางการนี้เอง ที่สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าไม่เพียงเป็นเรื่องของความงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติ ศักดิ์ศรี และบทบาททางสังคมในราชสำนักอังกฤษ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เสียงสะท้อนจากราชสำนักอังกฤษ: จากเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าของสตรีสู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 6

ภาพสะท้อนจากราชสำนักอังกฤษ: จากเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าของสตรีสู่การปรับใช้ในราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 6

ผมกำลังฝึกโมเดล Flux LoRA ชุดใหม่ ซึ่งสำรวจว่าเครื่องแต่งกายสำหรับพิธีการเข้าเฝ้าของสตรี (Court dress)ในราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1920 ได้รับการนำมาใช้และปรับรูปแบบในราชสำนักสยามอย่างไรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) คอลเลกชันนี้ที่กำลังฝึกฝนนี้เป็นการผสมผสานความสง่างามอันเป็นแบบแผนของแฟชั่นราชสำนักอังกฤษเข้ากับความละเมียดละไมของศิลปะการแต่งกายแบบไทย เพื่อสร้างบทสนทนาทางวัฒนธรรมผ่านภาพและพิธีกรรม

จุดเริ่มต้นของผลงานนี้มาจากการศึกษาภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 อย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 6 และพระภรรยาในรัชกาลที่ 6 หลังจากที่ผมเคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับแฟชั่นของราชสำนักอังกฤษในยุค 1920 สำหรับงานถ่ายภาพยนตร์มาก่อน ผมก็เริ่มสังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างเสื้อผ้าของราชสำนักไทยและเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้าของอังกฤษ ความเข้าใจนี้ชี้ให้เห็นว่า รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงได้รับการศึกษาในประเทศอังกฤษ ทรงมีพระราชประสงค์จะยกระดับราชสำนักไทยให้มีแบบแผนตามแนวตะวันตก โดยเฉพาะในเรื่องระเบียบ พิธีการ และการแต่งกาย

การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ในราชสำนักอังกฤษ ถือเป็นพิธีกรรมสำคัญในการเปลี่ยนผ่านของหญิงสาวชนชั้นสูงสู่การเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวในสังคมชั้นสูง โดยมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกว่า “ฤดูการเข้าสังคมของผู้ดีอังกฤษ” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราชสำนักและชนชั้นสูงจัดงานเลี้ยง งานเต้นรำ และกิจกรรมทางสังคมมากมาย เพื่อให้เหล่าเดบูแตนต์ได้เปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จินตนาการแฟชั่นสไตล์เอ็ดเวิร์เดียนในสยาม: แฟชั่นตะวันตกในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ค.ศ. 1900–1910) (ตอนที่ 2)

จินตนาการแฟชั่นสไตล์เอ็ดเวิร์เดียนในสยาม: แฟชั่นตะวันตกในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ค.ศ. 1900–1910) (ตอนที่ 2)

คอลเลกชันภาพพอร์ตเทรตชุดนี้ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยโมเดล AI Flux LoRA ซึ่งผมฝึกฝนขึ้นเองโดยเฉพาะ คือการจินตนาการเชิงประวัติศาสตร์ในรูปแบบ “สมมุติว่า…”: หากสตรีชั้นสูงในราชสำนักฝ่ายในของสยาม ได้รับเอาแฟชั่นตะวันตกยุคเอ็ดเวิร์เดียนมาใช้เต็มรูปแบบในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ต้นศตวรรษที่ 20 ภาพชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากซิลูเอตอันสง่างามของแฟชั่นอังกฤษในรัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 (ประมาณ ค.ศ. 1900–1910) โดยจินตนาการถึงสตรีชั้นสูงของสยาม ครอบครัวของทูตไทยที่เพิ่งกลับจากยุโรป หรือชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน คอลเลกชันนี้คือการสำรวจความเป็นไปได้ทางวัฒนธรรมและความงาม ที่ผสมผสานความหรูหราสไตล์ตะวันตกเข้ากับอัตลักษณ์แบบสยามอย่างกลมกลืนและเปี่ยมด้วยจินตนาการ

แฟชั่นในยุคเอ็ดเวิร์เดียนถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากความโอ่อ่าเกินจริงของยุคปลายวิกตอเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "แขนเสื้อหมูแฮม (Leg of Mutton Sleeve) ที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงทศวรรษ 1890 สู่ซิลูเอตที่อ่อนช้อย ละมุน และสง่างามมากขึ้น จุดเด่นคือ “อกทรงหน้าอกนกพิราบ” (Pigeon Breast หรือ Monobosom) ที่สร้างเส้นโค้งแบบตัว S ผ่านการใส่คอเซ็ตที่ออกแบบเป็นพิเศษที่เรียกว่า s-bend corset เมื่อใส่แล้วจะผลักอกให้ยื่นไปข้างหน้า และบันท้ายยื่นไปข้างหลัง โดยมักจะสวมใส่กับเสื้อคอตั้ง แขนยาวสามส่วนหรือแขนลูกไม้ซ้อนชั้น สวมกับกระโปรงยาวเอวสูงเข้ารูปอย่างประณีต

แฟชั่นของเสื้อคอตั้งของยุคนี้ มาจากการแต่งตัวของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดราแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเดิมเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระองค์ได้กลายเป็นผู้นำแฟชั่นของยุคอย่างแท้จริง พระองค์ทรงนิยมสวมเสื้อคอสูงและสร้อยโช้คเกอร์เพื่อปกปิดบาดแผลที่พระศอ และด้วยบุคลิกที่เปี่ยมด้วยรสนิยมอันละเมียดละไม จึงกลายเป็นแบบอย่างสำคัญที่ส่งอิทธิพลด้านการแต่งตัวและแฟชั่นไปทั่วทั้งยุโรปและดินแดนอาณานิคม

อิทธิพลของพระองค์ยังปรากฏชัดเจนแม้ในราชสำนักไทย เราสามารถเห็นเค้าโครงแห่งรสนิยมของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดราในพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งสยามในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งทรงฉลองพระองค์เป็นเสื้อแบบเอ็ดเวิร์เดียน สวมโช้คเกอร์เพรชและสร้อยมุกห้อยยาวหลายๆเส้นรวมกัน ซึ่งล้วนเป็นซิกเนเจอร์ลุคของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดราอย่างชัดเจน

ในสยาม ยุคเอ็ดเวิร์เดียนนี้สอดคล้องกับช่วงสิบปีสุดท้ายในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5 พ.ศ. 2411–2453) ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปและเปิดรับอารยธรรมตะวันตกอย่างมากมาย สตรีในราชสำนักนิยมประยุกต์แฟชั่นตะวันตกด้วยการสวมเสื้อเชิ้ตแบบยุโรปคู่กับผ้านุ่งโจงกระเบน เกิดเป็นสไตล์ลูกผสมที่งดงามลงตัว พร้อมกับการนำสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกมาใช้ เช่น ถุงน่องสีขาว รองเท้าเข้ารูปแบบยุโรป และทรงผมแบบ Gibson Girl ที่ยกสูงและพองฟูอย่างวิจิตร ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความมีรสนิยมและฐานะในสังคมชนชั้นสูง

อย่างไรก็ตาม คอลเลกชันภาพชุดนี้เลือกที่จะสำรวจอีกความเป็นไปได้หนึ่ง — คือการนำ “แฟชั่นตะวันตกแบบเอ็ดเวิร์เดียนเต็มรูปแบบ” มาใช้ในบริบทของราชสำนักสยาม โดยไม่ผ่านการประยุกต์ เราเห็นสตรีผู้สูงศักดิ์สวมกระโปรงเข้ารูปยาว เสื้อคอตั้งลูกไม้ ถุงมือยาว ร่มกันแดดประดับลูกไม้ และหมวกปีกกว้างที่ตกแต่งด้วยขนนก ดอกไม้ และผ้าทูลล์อย่างหรูหรา ทุกองค์ประกอบสะท้อนความมั่นใจในการรับแบบแผนสากลและกลายเป็นภาพแทนของสตรีผู้เปี่ยมรสนิยมและอำนาจทางวัฒนธรรม

ภาพชุดนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความงามของเสื้อผ้า แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เราทบทวนการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมในยุคสมัยหนึ่ง — ยุคที่สยามกำลังประสานรอยต่อระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นและอิทธิพลโลกาภิวัตน์ ผ่านพลังของความงามและความปรารถนาในความทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี AI เราจึงสามารถรังสรรค์บทบันทึกภาพใหม่ของอดีต ที่ทั้งเป็นไปได้และเปี่ยมไปด้วยจินตนาการในราชสำนักสยาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จินตนาการแฟชั่นสไตล์เอ็ดเวิร์เดียนในสยาม: แฟชั่นตะวันตกในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ค.ศ. 1900–1910) (ตอนที่ 1)

จินตนาการแฟชั่นสไตล์เอ็ดเวิร์เดียนในสยาม: แฟชั่นตะวันตกในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (ค.ศ. 1900–1910) (ตอนที่ 1)

คอลเลกชันภาพพอร์ตเทรตชุดนี้ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยโมเดล AI Flux LoRA ซึ่งผมฝึกฝนขึ้นเองโดยเฉพาะ คือการจินตนาการเชิงประวัติศาสตร์ในรูปแบบ “ถ้าเกิดว่า…”: หากสตรีชั้นสูงในราชสำนักฝ่ายในของสยาม ได้รับเอาแฟชั่นตะวันตกยุคเอ็ดเวิร์เดียนมาใช้เต็มรูปแบบในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ต้นศตวรรษที่ 20 ภาพชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากซิลูเอตอันสง่างามของแฟชั่นอังกฤษในรัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 (ประมาณ ค.ศ. 1900–1910) โดยจินตนาการถึงสตรีชั้นสูงของสยาม ครอบครัวของทูตไทยที่เพิ่งกลับจากยุโรป หรือชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน คอลเลกชันนี้คือการสำรวจความเป็นไปได้ทางวัฒนธรรมและความงาม ที่ผสมผสานความหรูหราสไตล์ตะวันตกเข้ากับอัตลักษณ์แบบสยามอย่างกลมกลืนและเปี่ยมด้วยจินตนาการ

แฟชั่นในยุคเอ็ดเวิร์เดียนถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากความโอ่อ่าเกินจริงของยุคปลายวิกตอเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "แขนเสื้อหมูแฮม (Leg of Mutton Sleeve) ที่เคยได้รับความนิยมสูงในช่วงทศวรรษ 1890 สู่ซิลูเอตที่อ่อนช้อย ละมุน และสง่างามมากขึ้น จุดเด่นคือ “อกทรงหน้าอกนกพิราบ” (Pigeon Breast หรือ Monobosom) ที่สร้างเส้นโค้งแบบตัว S ผ่านการใส่คอเซ็ตที่ออกแบบเป็นพิเศษที่เรียกว่า s-bend corset เมื่อใส่แล้วจะผลักอกให้ยื่นไปข้างหน้า และบันท้ายยื่นไปข้างหลัง โดยมักจะสวมใส่กับเสื้อคอตั้ง แขนยาวสามส่วนหรือแขนลูกไม้ซ้อนชั้น สวมกับกระโปรงยาวเอวสูงเข้ารูปอย่างประณีต

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

“มาลานำไทย”: แฟชั่นสตรีและแฟชั่นบุรุษไทยยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และบทบาทของ AI ในการอนุรักษ์อัตลักษณ์ชาติผ่านเครื่องแต่งกาย (ตอนที่ 3)

“มาลานำไทย”: แฟชั่นสตรีและแฟชั่นบุรุษไทยยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และบทบาทของ AI ในการอนุรักษ์อัตลักษณ์ชาติผ่านเครื่องแต่งกาย (ตอนที่ 3)

คอลเลกชันนี้เป็นผลลัพธ์จากการฝึกฝนโมเดล AI แบบเฉพาะทาง ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า LoRA (Low-Rank Adaptation) ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อศึกษาและอนุรักษ์แฟชั่นไทยในช่วงทศวรรษ 1940 หรือในช่วงปลายรัชกาลที่ 8 และระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพที่ปรากฏในคอลเลกชันนี้สร้างขึ้นจากโมเดล LoRA แบบผสมเพศ (mixed-sex LoRA) ซึ่งได้รับการฝึกให้เข้าใจทั้งแฟชั่นของเพศชายและหญิงในยุคนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางการแต่งกายในช่วงสงคราม และแนวคิดด้านการทำให้ประเทศทันสมัยภายใต้การขับเคลื่อนของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่าน นโยบาย “มาลานำไทย”

โดยทั่วไปแล้ว การฝึกโมเดล LoRA มักจะแยกตามเพศเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด แต่ในโครงการนี้ ผมตั้งใจรวมภาพแฟชั่นของทั้งชายและหญิงไว้ในชุดข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้รายละเอียดเฉพาะของแต่ละเพศในบริบททางวัฒนธรรมร่วมกัน แทนที่จะฝึกแยกกัน ผมได้รวมภาพของแฟชั่นตะวันตกในยุค 1940 ทั้งเพศชายและหญิง เพื่อให้โมเดลเข้าใจภาษาทางแฟชั่นของยุคนั้นในภาพรวมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการฝึกเริ่มต้นจากการสร้างโมเดล LoRA สองชุด — หนึ่งชุดสำหรับแฟชั่นชาย และอีกหนึ่งสำหรับแฟชั่นหญิง — จากนั้นจึงนำผลลัพธ์มาสร้างเป็นโมเดลที่สาม ซึ่งเป็นโมเดลผสมเพศที่สามารถสังเคราะห์ความรู้จากทั้งสองด้าน แม้กระบวนการฝึกจะใกล้เคียงกัน แต่การจะได้โมเดลที่ยืดหยุ่นและแม่นยำสูง จำเป็นต้องใช้โครงสร้างสามชั้นนี้ วิธีการแบบ layered นี้ทำให้ได้ภาพที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ สวยงาม และเหมาะกับการใช้ในฉากที่มีความซับซ้อนหรือเนื้อหาที่ต้องการความลุ่มลึกทางวัฒนธรรม

จากการทดลองเพิ่มเติม ผมพบว่าเราสามารถใช้โมเดลชายและหญิงแยกกันในขั้นตอนการสร้างภาพได้ หากเราเขียนพรอมต์ให้ชัดเจน เช่น การระบุลักษณะของเสื้อผ้าของแต่ละเพศอย่างละเอียดในพรอมต์ภาพคู่ (double portrait) ก็สามารถสร้างภาพที่มีทั้งชายและหญิงอยู่ในฉากเดียวกันได้ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจทำให้เกิดความคลุมเครือ เช่น ลักษณะของเสื้อผ้าอาจปนกันระหว่างเพศ หรือรายละเอียดบางอย่างดูไม่ชัดเจน วิธีที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่าคือ การใช้โมเดล LoRA สามตัว แล้วปรับนำ้หนักในเวลาสร้างสรรค์ภาพ LoRA ตัวหลักแบบผสมเพศ ควบคุมโครงสร้างภาพ และให้โมเดล LoRA ชายหญิงแยกกันช่วยเติมรายละเอียด วิธีนี้ให้ภาพที่มีความลุ่มลึก สมจริง และตอบโจทย์ทั้งด้านแฟชั่นและวัฒนธรรมอย่างลงตัว

ธีมประวัติศาสตร์สำคัญที่ปรากฏในคอลเลกชันนี้คือนโยบาย “มาลานำไทย” ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ด้านวัฒนธรรมในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยในคอลเลกชันใหม่นี้ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยโมเดล Flux LoRA ที่เพิ่งฝึกเสร็จ ผมตั้งใจถ่ายทอดสีสัน ความสดใส และความหลากหลายของแฟชั่นไทยในทศวรรษ 2480 สำหรับแฟชั่นสตรี ผมออกแบบผ่านชุดเดรสฤดูร้อน ผ้าพิมพ์ลายดอกไม้ ลายกราฟิกแบบเรโทร รองเท้าหัวเปิด และหมวกแฟชั่นหลากหลายแบบ สำหรับแฟชั่นบุรุษ มีทั้งสไตล์แบบแคชวล และเป็นทางการแบบใส่สูท และหมวก ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นพลเมืองไทย

ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 และต้นทศวรรษ 1940 ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยรัฐมีแนวคิดว่า “ความทันสมัยคือพลังของชาติ” รัฐบาลมองว่าแฟชั่นสามารถสะท้อนความมีระเบียบวินัย ความเจริญ และภาพลักษณ์ของประเทศได้ จึงเริ่มโครงการรณรงค์ “มาลานำไทย” โดยเน้นการเชิญชวนให้ผู้หญิงไทยหันมาสวมหมวกแบบตะวันตก เพื่อแสดงถึงความเป็นระเบียบ รักชาติ และความเป็นสุภาพสตรีสมัยใหม่ ซึ่งแทนที่จะใช้กฎระเบียบเข้มงวด รัฐบาลใช้สื่อวิทยุ โปสเตอร์ นิตยสาร และการประกวดแฟชั่นในการเผยแพร่แนวคิดอย่างสร้างสรรค์

นอกจากผู้หญิงแล้ว ผู้ชายไทยก็ได้รับการเชิญชวนจากรัฐบาลให้สวมหมวกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชการ ทหาร และบุคคลที่มีบทบาททางสังคม ซึ่งมักปรากฏตัวในสื่อสิ่งพิมพ์และโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์พร้อมสวมหมวกทรงตะวันตก เช่น หมวกเฟโดรา (fedora) รัฐบาลเสนอภาพของชายไทยที่สวมหมวกว่าเป็นบุรุษผู้มีความเป็นระเบียบ รู้เท่าทันโลก และมีความพร้อมในการเป็นผู้นำประเทศสู่ความทันสมัย หมวกสำหรับผู้ชายจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างาม ความมีวินัย และความเจริญทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกับหมวกของผู้หญิง

แม้แนวคิดการสวมหมวกจะได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นกลางในเมือง แต่สำหรับชาวชนบท การสวมหมวกยังไม่ใช่เรื่องคุ้นเคย ด้วยข้อจำกัดของสภาพอากาศและวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม หลายชุมชนได้นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้อย่างสร้างสรรค์ เช่น ใช้วัสดุท้องถิ่นในการทำหมวกปีกกว้าง หรือประยุกต์ผ้าโพกศีรษะให้ดูร่วมสมัย เป็นการผสมผสานระหว่าง “ความเป็นไทย” กับ “ความเป็นสมัยใหม่” ได้อย่างน่าสนใจ

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าโครงการนี้เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกเกินไป แต่นโยบาย “มาลานำไทย” ก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่นของไทย ที่แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นสามารถกลายเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญความไม่แน่นอน การแต่งกายไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นการแสดงออกทางสังคมและการเมือง

ท้ายที่สุด คอลเลกชันที่สร้างขึ้นด้วย AI ชุดนี้ มิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อถ่ายทอดภาพแฟชั่นในอดีต แต่ยังเป็นการบันทึกบริบทของช่วงเวลานั้นไว้อย่างครบถ้วน ด้วยการฝึก LoRA ให้เข้าใจแฟชั่นทั้งชายและหญิงในกรอบวัฒนธรรมเดียวกัน เราจึงได้คลังภาพที่สมบูรณ์ ลุ่มลึก และเที่ยงตรงทางประวัติศาสตร์ นโยบาย “มาลานำไทย” จึงไม่ใช่แค่โครงการของรัฐในอดีต แต่คือเลนส์ที่ทำให้เราเข้าใจอัตลักษณ์ ความทันสมัย และพลังของเครื่องแต่งกายในการหล่อหลอมความเป็นพลเมืองไทยยุคใหม่

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ตัวอย่างดาตาเซ็ตและเวิร์กโฟลว์สำหรับการฝึกโมเดล AI Flux LoRA เกี่ยวกับแฟชั่นไทยในช่วงทศวรรษ 1940s สมัยรัชกาลที่ ๘

ตัวอย่างดาตาเซ็ตและเวิร์กโฟลว์สำหรับการฝึกโมเดล AI Flux LoRA เกี่ยวกับแฟชั่นไทยในช่วงทศวรรษ 1940s สมัยรัชกาลที่ ๘

บทความนี้ผมขอแบ่งปันเวิร์กโฟลว์ที่ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อฝึกโมเดลเฉพาะทางด้วย AI โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า LoRA (Low-Rank Adaptation) ในการศึกษาและอนุรักษ์แฟชั่นไทยในช่วงทศวรรษ 1940s ซึ่งตรงกับช่วงปลายรัชกาลที่ ๘ และยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II)

โปรเจกต์นี้เน้นแฟชั่นของทั้ง ผู้หญิงและผู้ชาย โดยปกติแล้วการฝึก LoRA มักจะแยกเพศเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่ในกรณีนี้ผมรวมแฟชั่นทั้งสองเพศไว้ในชุดข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของแฟชั่นในแต่ละเพศอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในยุคนั้นๆ

เหตุผลที่รวมแฟชั่นชายและหญิงไว้ใน LoRA เดียวกัน

โดยทั่วไป การฝึก LoRA จะใช้ภาพที่มีรูปแบบศิลป์หรือหมวดหมู่แฟชั่นเดียวกัน เช่น ภาพของเพศเดียวกันหรือสไตล์เดียวกัน เพื่อให้โมเดลเรียนรู้ได้ชัดเจน แต่ในกรณีนี้ ผมตั้งใจรวมภาพของชายหญิงที่สวมใส่เสื้อผ้าในสไตล์ไทยและตะวันตกจากยุค 1940s ไว้ในชุดเดียวกัน

แม้ว่าการฝึกแบบนี้อาจทำให้บางครั้งได้ผลลัพธ์ที่ผสมผสาน เช่น รายละเอียดของเพศอาจปะปนกัน แต่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ด้วยการเขียนพรอมต์ (Prompt Engineering) ที่ชัดเจน จุดมุ่งหมายของการฝึกไม่ใช่เพียงให้ AI วาดชุดให้ดูเหมือนของจริง แต่คือการสร้างโมเดลที่ เข้าใจแฟชั่นในเชิงลึกทั้งรูปทรง ความหมาย และบริบททางสังคมของเพศในยุคสมัยนั้น

Read More