History of Fashion
กองเสือป่า (Wild Tiger Corps) ในสมัยรัชกาลที่ ๖
กองเสือป่า (Wild Tiger Corps) ในสมัยรัชกาลที่ ๖
กองเสือป่า (Wild Tiger Corps) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โดยมีพระราชประสงค์ให้ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้ฝึกวิชาทหารเพื่อเป็นกำลังสำรองในยามสงคราม อีกทั้งยังเป็นหนทางให้ผู้คนใกล้ชิดพระองค์และมีโอกาสรับใช้โดยตรง พระองค์ทรงเป็น “เสือป่า หมายเลข 1” และดำรงตำแหน่งนายกองใหญ่ (Captain-General) ด้วยพระองค์เอง แสดงถึงพระราชศรัทธาและความเอาพระทัยใส่ในกิจการนี้อย่างแท้จริง
โดยก่อนที่จะทรงจัดตั้งกองเสือป่าอย่างเป็นทางการ พระองค์ได้ทรงทดลองฝึกหัดทหารมหาดเล็กจำนวนหนึ่งที่วังสราญรมย์ตามแบบอย่างที่มีพระราชประสงค์ การฝึกลักษณะนี้ได้รับอิทธิพลจากการก่อตั้งลูกเสือในสหราชอาณาจักร ซึ่งเน้นการรบแบบกองโจรและการซ้อมรบในเวลากลางคืน กลวิธีดังกล่าวถือเป็นรูปแบบการรบสมัยใหม่ที่พระองค์ทรงสนพระทัยอย่างยิ่ง และต่อมาได้กลายเป็นแนวทางการฝึกในกองเสือป่า
แม้จะมีเป้าหมายด้านการทหาร แต่กองเสือป่ากลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากกองทัพบกและทัพเรือ กล่าวคือเป็นกองกำลังที่มุ่งเน้นการฝึกซ้อมเชิงพิธีการมากกว่าการรบจริง อาวุธและยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ยังคงยืมมาจากกองทัพบก ทำให้กองเสือป่าถูกมองว่าเป็นองค์กรคู่ขนานที่มีบทบาททางสังคมและการเมืองมากกว่าการป้องกันประเทศ อย่างไรก็ตาม กองเสือป่าเติบโตอย่างรวดเร็วและขยายสาขาไปทั่วประเทศ โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามลักษณะ เช่น “กองเสือป่าหลวง” หรือ “กองเสือป่ารักษาพระองค์” สำหรับกำลังรักษาพระองค์ และ “กองเสือป่ารักษาดินแดน” สำหรับข้าราชการและพลเรือนในมณฑลต่าง ๆ ซึ่งภายหลังนับเป็นต้นแบบของตำรวจตระเวนชายแดน
หลังจากการจัดตั้ง กองเสือป่ายังมีพระราชดำริให้สร้างสถานที่รวมตัวเพื่อประโยชน์ด้านต่าง ๆ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “สโมสรเสือป่า” ขึ้นในแต่ละกอง เพื่อใช้เป็นที่ประชุม ปรึกษากิจการเสือป่า รวมถึงเป็นสถานที่สังสรรค์และเล่นกีฬาหลากหลายชนิด สโมสรแห่งแรกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 ณ สนามเสือป่าในกรุงเทพฯ
กองเสือป่าได้รับการขยายกำลังพลเป็นกองร้อย กองพัน และกองพล มีทั้งเสือป่าราบ เสือป่าม้า และกองช่างพิเศษ ต่อมาใน พ.ศ. 2458 ยังมีการจัดตั้ง “กองเสือน้ำ” หรือกรมราชนาวีเสือป่าเพื่อป้องกันทางน้ำและชายฝั่ง พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษ ทำให้กองเสือป่ามีเครือข่ายกว้างขวางทั่วราชอาณาจักร อีกทั้งยังมีการกำหนดยศและตำแหน่งคล้ายกองทัพ โดยมีการพระราชทานยศ “นายพลเสือป่า” ให้แก่บุคคลสำคัญ และใน พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 ได้รับการถวายคทาจอมพลเสือป่าหลังการซ้อมรบใหญ่ที่ทุ่งโพธาราม ถือเป็นเกียรติสูงสุดของกองนี้
อย่างไรก็ตาม การก่อตั้งกองเสือป่ากลายเป็นชนวนความไม่พอใจของทหาร เนื่องจากกองทัพบกและทัพเรือเห็นว่าถูกละเลย ขณะที่สมาชิกเสือป่าและมหาดเล็กได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ความตึงเครียดดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่กบฏ ร.ศ. 130 ในปี พ.ศ. 2455 แม้ความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นจะล้มเหลว แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ กองทัพ และระบบราชการ
นอกจากกองเสือป่าสำหรับผู้ใหญ่แล้ว รัชกาลที่ 6 ยังทรงริเริ่ม “ลูกเสือ” หรือ Tiger Cubs ขึ้นเพื่อฝึกเยาวชนให้มีคุณธรรม ความรักชาติ และความรับผิดชอบ ซึ่งพัฒนามาเป็นคณะลูกเสือแห่งชาติและยังคงอยู่จนปัจจุบัน หลังการสวรรคตของพระองค์ใน พ.ศ. 2468 กิจการเสือป่าซบเซา แม้รัชกาลที่ 7 จะยังพระราชทานเหรียญและแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาต่อ แต่ท้ายที่สุดกองเสือป่าก็สิ้นสภาพลงโดยไม่เคยมีประกาศยุบอย่างเป็นทางการ จนกระทั่ง พ.ศ. 2482 ได้มีพระราชบัญญัติให้โอนทรัพย์สินทั้งหมดไปสู่คณะลูกเสือแห่งชาติ
แม้กองเสือป่าจะดำรงอยู่เพียงระยะเวลาไม่นาน แต่ก็เป็นมากกว่ากองกำลังกึ่งทหาร หากถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สะท้อนถึงความพยายามผสมผสานการปกครอง การทหาร และการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของชาติไทย อีกทั้งยังวางรากฐานให้กับกิจการยุวชนทหาร นักศึกษาวิชาทหาร และกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นเสาหลักของการป้องกันประเทศในศตวรรษต่อมา
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และ เคทยา คัทริน เดสนิตสกายา
“พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์” และ “เคทยา คัทริน เดสนิตสกายา”
ที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI เหล่านี้ เป็นภาพของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (พ.ศ. 2451–2506) และ เคทยา คัทริน เดสนิตสกายา (หม่อมคัทริน จักรพงษ์ ณ อยุธยา) (ค.ศ. 1886–1960) พระมารดาชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นอดีตพระชายาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ภาพนี้อาจจะสามารถอ่านภาพได้ว่าถ่ายเมื่อราว พ.ศ. 2463 หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ โดยเคทยาได้เดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานพระศพ ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง ขณะที่พระโอรสวัย 12 พรรษายังคงพำนักอยู่ในสยาม ภายใต้การอุปการะของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)
ผมได้ทำการบูรณะภาพนี้ออกมา 3 เวอร์ชัน ได้แก่
ฉากสตูดิโอ – คงลักษณะดั้งเดิมตามภาพถ่ายแบบสตูดิโอในกรุงเทพฯ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20
ฉากสวน – สร้างสรรค์ฉากกลางแจ้งใหม่ ถ่ายทอดบรรยากาศที่อ่อนโยน
เวอร์ชันเนกาทีฟที่ขยายเพิ่มเติม – บูรณะดิจิทัลโดยขยายส่วนด้านหลังเครื่องแต่งกายของหม่อมคัทริน เพื่อเผยรายละเอียดที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
หลังการหย่าร้างในปี พ.ศ. 2462 เคทยามิได้กลับยุโรป แต่ไปพำนักอยู่ที่ ปักกิ่ง กับพี่ชายเนื่องจากไม่สามารถกลับสู่ยูเครนบ้านเกิดได้เพราะสงครามกลางเมืองรัสเซีย ที่นั่นเคทยาได้ทำงานอุทิศตนเพื่อสังคมกับสมาคมสงเคราะห์รัสเซีย (Russian Benevolent Society) และกาชาด อีกทั้งยังมีบทบาทในสังคมผู้อพยพชาวรัสเซียขาว (White Russian) แต่เมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2463 เคทยาได้เดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานพระศพ
ที่น่าสนใจคือ การเลือกเครื่องแต่งกายในภาพนี้ ซึ่งอาจตีความได้ว่า แม้เคทยาจะออกจากสยามเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ แต่เมื่อหวนคืนกลับมา เคทยากลับเลือกสวมโจงกระเบนและห่มแพรสะพายในแบบราชสำนักสยาม แทนที่จะสวมชุดตะวันตกตามแบบหญิงชาวยุโรป การเลือกครั้งนี้จึงอาจเป็นการแสดงความเคารพต่อพระสวามีผู้ล่วงลับ และต่อราชสกุลที่เคยเป็นส่วนหนึ่ง รวมไปถึงต่อวัฒนธรรมของสยามที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ถึงสิบสองปี ผ้าแพรสะพายสีดำและท่วงท่าที่สงบขรึม รวมถึงการถ่ายภาพคู่เพียงสองคน — มารดากับโอรสโดยปราศจากพระบิดา — ต่างสะท้อนความโศกเศร้าและความหมายทางประวัติศาสตร์ของห้วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงฉลองพระองค์เสือป่า
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงฉลองพระองค์เสือป่า
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
พระรูปทรงฉลองพระองค์เสือป่าช่วงพุทธศักราช ๒๔๕๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๖
นายกองเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พระยศในขณะนั้น)
ผู้บังคับการพิเศษเสือป่า กองมณฑลพิษณุโลก
Portrait in the Wild Tiger Corps uniform, circa 1911 (Rama VI Reign)
His Royal Highness Prince Chakrabongse Bhuvanath, Somdet Phra Anuchathiraj, Krom Luang Phitsanulok Prachanat,
Senior Commander (Major General),
Special Commander of the Wild Tiger Corps, Phitsanulok Division.
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
ความงามแห่งสตรีสมัยอยุธยา: ทรงผมและการแต่งกายจากหลักฐานโบราณ สู่การสร้างสรรค์ด้วย AI
ความงามแห่งสตรีอยุธยา: ทรงผมและการแต่งกายจากหลักฐานโบราณ สู่การสร้างสรรค์ด้วย AI
คอลเลกชันภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ ถ่ายทอดความงามของทรงผมและการแต่งกายของสตรีไทยในสมัยอยุธยาตอนต้นจนถึงตอนกลาง โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางศิลปกรรม เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังและสมุดข่อยโบราณ เพื่อรังสรรค์ภาพลักษณ์ที่ช่วยให้เราเข้าใจวิถีชีวิต ความงาม และรสนิยมของสตรีในราชสำนักไทยโบราณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
บริบททางประวัติศาสตร์
ภาพลักษณ์ที่คอลเลกชันนี้นำเสนอมีต้นกำเนิดจาก ราชอาณาจักรอยุธยา โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991–2031 / ค.ศ. 1448–1488) ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองเผชิญความไม่สงบและสงครามบ่อยครั้ง ปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อค่านิยมการไว้ผมและการแต่งกายของสตรี เช่น การตัดผมทรงมหาดไทยเพื่อความคล่องตัวและความปลอดภัย จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของหญิงอยุธยาในยุคดังกล่าว
ทรงผมของสตรีสมัยอยุธยา
ทรงผมถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนทั้งสถานะและค่านิยมของสตรีในสังคมอยุธยา ซึ่งหลักฐานโบราณได้บันทึกไว้หลายแบบ อาทิ
ทรงมหาดไทย
นิยมมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีลักษณะตัดผมสั้น เพื่อความคล่องตัวและปลอดภัยในยุคบ้านเมืองไม่สงบ ถือเป็นทรงผมที่สะท้อนการปรับตัวและกลายเป็นเอกลักษณ์ของหญิงอยุธยาทรงโองโขดง (โซงโขดง)
เกล้าผมสูงบนกระหม่อม คอดโคน ปลายเหน็บเข้ามวย ใช้ขี้ผึ้งหรือน้ำมันหอมผสมเขม่าเพื่อให้อยู่ทรง และประดับด้วยเกี้ยวหรือพวงมาลัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาพ “พระนางมัทรีประทับเหนือพระคชาธาร” ในสมุดข่อย ตำราแผนที่ไตรภูมิโลกสัณฐานทรงปีก
ควั่นผมรอบศีรษะให้เห็นขอบชัดเจน หวีแสกกลางหรือหวีเสย กันไรผมให้กรอบหน้า นิยมไว้จอนยาวรีดด้วยน้ำมันให้แข็งตั้งตรง มีหลายรูปแบบ เช่น ไว้ผมด้านบนสั้นรอบโกนเกลี้ยง, ไว้ผมสั้นพร้อมจอนหูยาว หรือไว้ผมด้านบนยาวพอแสกได้ ขณะที่รอบศีรษะไว้ยาวประบ่า
การแต่งกายของสตรีอยุธยา
การแต่งกายของสตรีในสมัยอยุธยามีความคล้ายคลึงกับ ชุดไทยจักรพรรดิ์ ที่รู้จักกันในปัจจุบัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การห่มสไบ ซึ่งสะท้อนทั้งความงามและฐานันดรทางสังคม
ในชีวิตประจำวัน มักห่มสไบเพียงชั้นเดียวแบบเรียบง่าย
หากเป็นงานพิธีหรือเพื่อแสดงฐานะ จะห่มสไบสองชั้น โดยสไบชั้นในเป็นสไบจีบผ้าแพรสีเรียบหรือสไบทึบแนบลำตัว ส่วนสไบชั้นนอกหรือสะพักใช้ผ้าที่ปักดิ้นทองหรือประดับลูกปัดงดงาม ทิ้งชายยาวพาดหลังจรดปลายผ้าซิ่น แสดงถึงความอ่อนช้อยและความสง่างามในราชสำนัก
สำหรับผ้านุ่ง นิยมใช้แบบจีบหน้านาง มีชายพก ใช้ได้ทั้งผ้ายก ผ้าลายอย่าง และผ้าพื้น ขึ้นอยู่กับโอกาสและฐานะของผู้สวมใส่
คอลเลกชันนี้ไม่เพียงนำเสนอความงามทางแฟชั่นโบราณ แต่ยังช่วยเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมของอยุธยาเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัย ทำให้เราได้เห็นภาพสตรีในราชสำนักโบราณในมิติใหม่ที่ทั้งอ่อนช้อย สง่างาม และยังคงกลิ่นอายของความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ไว้อย่างกลมกลืน
การแต่งกายของสตรีภาคอีสาน
การแต่งกายของสตรีภาคอีสาน
คอลเลกชันภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ ถ่ายทอดการแต่งกายแบบดั้งเดิมของสตรีชาวอีสานและผ้าทอพื้นเมือง ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศไทย ประเทศไทยเป็นแผ่นดินที่อุดมด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการแต่งกายรวมถึงผ้าทอจากภาคอีสานก็มีความงดงามโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ คอลเลกชันนี้สร้างสรรค์จากการฝึกโมเดล AI ด้วยชุดข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งกายและผ้าพื้นเมืองอีสาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสะท้อนความสมจริงในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของสไตล์การแต่งกายและศิลปะการทอผ้าของภูมิภาคนี้
ผ้าพื้นเมืองอีสานถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ฝังแน่นอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย การทอผ้าไม่ใช่เพียงงานฝีมือเพื่อการใช้สอย หากแต่เป็นกิจกรรมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างครอบครัว ชุมชน และวิถีชีวิตชนบท การทอผ้ามักกระทำในยามว่างหลังเสร็จสิ้นฤดูการทำนาหรือหลังจากงานประจำ ใต้ถุนบ้านของชาวอีสานแทบทุกหลังจะกางหูกทอผ้า โดยผู้หญิงเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญานี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการจดจำและการฝึกฝนจริง ทั้งการเรียนรู้เรื่องลวดลาย สีสัน เทคนิคการย้อม และวิธีการทอ ผ้าที่ทอด้วยมือนอกจากจะถูกนำมาใช้ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า หมอน ที่นอน และผ้าห่มแล้ว ยังมีนัยสำคัญทางวัฒนธรรมด้วย เพราะหญิงสาวจำเป็นต้องทอผ้าเก็บไว้สำหรับการออกเรือน ทั้งสำหรับตนเองและเจ้าบ่าว การทอผ้าจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นกุลสตรีและความพร้อมในบทบาทของแม่เหย้าแม่เรือน
ผ้าพื้นเมืองอีสานสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ประเภทแรกคือผ้าที่ทอขึ้นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักเป็นผ้าพื้นเรียบไม่มีลวดลาย เน้นความทนทานและนิยมใช้ฝ้ายย้อมสีตามต้องการ อีกประเภทคือผ้าที่ทอขึ้นสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น งานบุญ งานแต่งงาน หรือการฟ้อนรำ ซึ่งจะมีลวดลายวิจิตรและสีสันหลากหลายที่สะท้อนความงดงามและความประณีตของผู้ทอ การทอผ้ายังสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเพณี “การลงข่วง” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของหญิงสาวในหมู่บ้าน มานั่งสาวไหม ปั่นฝ้าย และกรอด้ายร่วมกันรอบกองไฟ ขณะเดียวกันชายหนุ่มก็จะถือโอกาสเข้ามาพูดคุย เกี้ยวพาราสี และสร้างบรรยากาศคึกคัก เสียงพิณ แคน และโหวต รวมถึงการจ่ายผญาโต้ตอบกันทำให้ค่ำคืนแห่งการทอผ้าเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภาคอีสานส่งผลให้ผ้าที่ผลิตในแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะแตกต่างกัน ชาวอีสานเหนือส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อสายลาวจากลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งมีกลุ่มชาติพันธุ์ข่า ผู้ไท โส้ แสก กระเลิง และย้อ กลุ่มไทยลาวเหล่านี้ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดในการทอผ้าพื้นเมือง โดยใช้ทั้งฝ้ายและไหม แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการนำเส้นใยสังเคราะห์มาทอร่วมด้วยก็ตาม ผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของอีสานเหนือ ได้แก่ ผ้ามัดหมี่ ผ้าขิด และผ้าแพรวา ผ้ามัดหมี่เป็นศิลปะการทอที่ใช้เทคนิคมัดย้อมเส้นด้ายก่อนนำไปทอ เกิดเป็นลวดลายที่มีเอกลักษณ์จากรอยซึมและการเหลื่อมของเส้นด้าย ลายพื้นฐานมีเจ็ดลาย ได้แก่ หมี่ขอ หมี่โคม หมี่บักจัน หมี่กงน้อย หมี่ดอกแก้ว หมี่ข้อ และหมี่ใบไผ่ ลวดลายเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ และสัตว์ แหล่งผลิตที่ขึ้นชื่อได้แก่ อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น และอำเภอบ้านเขวา จังหวัดชัยภูมิ ขณะที่ผ้าขิดเป็นผ้าที่ทอโดยการใช้ไม้เขี่ยเส้นยืนขึ้นตามจังหวะเพื่อสร้างลวดลายคล้ายเครื่องจักสาน กระบวนการนี้เรียกว่า “การเก็บขิด” มากกว่าการ “ทอขิด” ผ้าขิดมีหลายประเภทตามการใช้งาน เช่น ผ้าตีนซิ่น ผ้าหัวซิ่น และผ้าแพรวา ซึ่งในบางพื้นที่ยังทอเป็นผ้าแพรมนขนาดเล็กสำหรับใช้เช็ดหน้าหรือโพกผมของหญิงสาวผู้ไท นอกจากนี้ยังมีผ้าลายน้ำไหลที่ได้รับอิทธิพลจากซิ่นน่านของภาคเหนือ โดยทอเป็นริ้วใหญ่สลับสี 3–4 สี พร้อมแทรกลายขิดในบางช่วง และผ้าโสร่งสำหรับผู้ชายซึ่งทอด้วยไหมหรือฝ้าย มีลายตาหมากรุกเล็กและใหญ่สลับกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ชาวอีสานใต้ซึ่งเป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ก็มีรูปแบบการทอผ้าที่แตกต่างออกไป ลักษณะเด่นคือการใช้สีจากธรรมชาติไม่กี่ชนิด ทำให้ผ้ามีโทนสีที่นุ่มนวลและไม่ฉูดฉาดเหมือนกลุ่มไทยลาว ถึงแม้จะมีการทอผ้ามัดหมี่เช่นกัน แต่ลวดลายไม่โดดเด่นนัก เอกลักษณ์ที่แท้จริงของอีสานใต้กลับสะท้อนผ่านผ้าประเภทอื่น เช่น ผ้าหางกระรอกที่ใช้เส้นไหมสองสีควั่นทบกันแล้วทอ ทำให้เกิดประกายเลื่อมมันวาว ผ้าปูมซึ่งเป็นผ้ามัดหมี่ที่มีเทคนิคเฉพาะถิ่นแตกต่างจากแหล่งอื่น ผ้าเซียมหรือผ้าลุยเซียมที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ และผ้าขิดที่ทอด้วยฝ้ายหรือไหม ซึ่งมักใช้ต่อเป็นตีนซิ่นโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีฐานะดี ลักษณะการต่อผ้าในกลุ่มอีสานใต้ยังแตกต่างจากไทยลาวอย่างชัดเจน เพราะจะต่อเชิงเข้ากับตัวซิ่นก่อนแล้วจึงต่อเป็นตีนซิ่นในภายหลัง
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผ้าพื้นเมืองของทั้งอีสานเหนือและอีสานใต้ต่างมีเอกลักษณ์ร่วมคือการทอเป็นลายยาวขนานกับลำตัว ซึ่งต่างจากซิ่นล้านนาที่นิยมลายขวางและยาวกรอมเท้า ผู้หญิงไทยลาวนิยมสวมซิ่นสูงระดับเข่า แต่ไม่สั้นเท่าซิ่นของผู้หญิงเวียงจันทน์และหลวงพระบาง การต่อหัวซิ่นและตีนซิ่นในกลุ่มไทยลาวมักใช้ผ้าชนิดเดียวกัน โดยหัวซิ่นมักเป็นไหมทอขิดลายโบคว่ำ–โบหงายบนพื้นสีแดง การนุ่งซิ่นนิยมป้ายหน้าเพื่อซ่อนตะเข็บ แตกต่างจากกลุ่มไทยเชื้อสายเขมรที่มักทอริมผ้าเป็นริ้วสีหลากหลายไปตามแนวตะเข็บ เมื่อสวมใส่แล้วตะเข็บจะกลมกลืนกับลายผ้าและมักถูกจัดวางไว้บริเวณสะโพก
สำหรับผู้หญิงชาวอีสาน ผ้าซิ่นยังสะท้อนถึงสถานภาพสมรสได้อย่างชัดเจน ซิ่นของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมักประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น หัวซิ่นมีความกว้างประมาณยี่สิบเซนติเมตร ยาวเท่าตัวซิ่น ทอเป็นลายขวางสลับเส้นไหมสีเล็ก ๆ สวยงามละเอียด ตัวซิ่นเป็นส่วนกลางที่กว้างที่สุด นิยมทอเป็นลายมัดหมี่ ส่วนตีนซิ่นกว้างเพียงสิบเซนติเมตรและทอให้ลวดลายตรงข้ามกับหัวซิ่น โดยลวดลายมักได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ลายงูที่เป็นปล้องสีเหลืองและดำ ขณะที่ซิ่นของหญิงสาวโดยมากเป็นผ้ามัดหมี่ผืนเดียวตลอดทั้งผืน ลวดลายต่อเนื่องไม่แยกเป็นสามส่วน และที่ริมขอบล่างของซิ่นจะมีเชิงซิ่นที่ทอเป็นลายสัตว์มงคล เช่น ลายไก่ฟ้าหรือหงส์ทอง
ในมิติของภาษาและการแต่งกาย ภาษาถิ่นอีสานมีสำเนียงใกล้เคียงกับภาษาลาว มีคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น “เว้า” (พูด) “แซบ” (อร่อย) “เคียด” (โกรธ) และ “นำ” (ด้วย) ส่วนในด้านเครื่องแต่งกาย ชาวอีสานยังคงยึดโยงกับผ้าทอมือที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ โดยเฉพาะผ้าฝ้ายและผ้าไหม อันเป็นรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของผ้าพื้นเมืองอีสานมาจนถึงปัจจุบัน
หม่อมคัทริน จักรพงษ์ ณ อยุธยา
หม่อมคัทริน จักรพงษ์ ณ อยุธยา
หม่อมคัทริน จักรพงษ์ ณ อยุธยา (คัทริน เดสนิตสกี (Katrin Desnitsky หรือ “แคทยา” – Katya) เป็นสตรีชาวรัสเซียผู้มีชะตาชีวิตเกี่ยวพันกับราชสำนักสยาม ผ่านการสมรสกับ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเป็นพระมารดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์พระโอรสองค์เดียว
แคทยาเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) ณ แคว้นลุตซ์ก ยูเครน บิดา อีวาน สเตปาโนวิช เดสนิตสกี เป็นผู้พิพากษาสูงสุดประจำแคว้น มียศในราชการพลเรือนเทียบเท่าพลตรีในสยาม มารดา มาเรีย มิลไฮลอฟวา สืบเชื้อสายจากตระกูลผู้ดีเก่า คิชเนียคอฟฟ์ (Khijniakoff) เจ้าของที่ดินสืบทอดหลายชั่วอายุคน ครอบครัวมีพี่น้องหลายคนจากการสมรสก่อนของบิดาและมารดา แต่มีพี่ชายร่วมบิดามารดาเพียงคนเดียวคือ อีวาน ผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการเอกสถานทูตรัสเซีย ณ กรุงปักกิ่ง
การสมรสกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์
ระหว่างศึกษาวิชาการทหารในยุโรป เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถได้รู้จักและมีความสัมพันธ์กับแคทยา การสมรสเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 ณ กรุงคอนสแตนติโนเปิล ตามพิธีศาสนาออร์โธดอกซ์ ณ โบสถ์เซนต์ทรินิตี โดยมิได้กราบทูลรัชกาลที่ 5 หรือจักรพรรดิรัสเซีย หลังเสร็จสิ้นการศึกษา เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถพาหม่อมคัทรินกลับสยาม โดยให้พำนักที่สิงคโปร์ในระยะแรก ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
ข่าวการมี “มาดามเดอพิษณุโลก” พำนักอยู่สิงคโปร์สร้างความไม่พอพระทัยแก่รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สุดท้ายหม่อมคัทรินได้รับอนุญาตให้อยู่ที่ วังปารุสกวัน ในฐานะชายา แม้มิได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นสะใภ้หลวง
ชีวิตในวังปารุสกวัน
ชีวิตในวังปารุสกวันดำเนินไปอย่างเงียบสงบ การออกนอกวังมีเพียงการนั่งรถยนต์ในยามค่ำ การเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีการกีดกันให้ออกจากราชสำนัก ตรงกันข้าม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 6) ทรงให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิด อีกทั้ง สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงพระราชทานเครื่องเพชรแก่หม่อมคัทรินหลายครั้ง
แคทยาปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างเหมาะสม ทั้งกิริยามารยาทและการเรียนภาษาไทยจนสามารถอ่านเขียนได้ เมื่อ พ.ศ. 2450 ได้ประสูติพระโอรสองค์เดียวคือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
ความเปลี่ยนแปลงและการหย่าร้าง
รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายในแก่หม่อมคัทริน เหตุการณ์การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟในรัสเซียทำให้การกลับบ้านเกิดสิ้นสุดลง สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถต้องรับภารกิจด้านการทหารเต็มที่
ชีวิตสมรสยาวนานกว่า 12 ปีเริ่มมีรอยร้าว สุขภาพของแคทยาเสื่อมถอยลงจากการแท้งถึงสองครั้ง การตัดสินใจเดินทางไปปักกิ่ง ญี่ปุ่น และแคนาดาเพื่อรักษาสุขภาพเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ พ.ศ. 2462 เกิดการหย่าร้างกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หลังจากนั้นแคทยาพำนักที่เซี่ยงไฮ้ ใช้นาม มาดามเดสนิตสกี ดำรงชีวิตเรียบง่ายจากเงินเลี้ยงดูเพียงเล็กน้อย
ชีวิตหลังการหย่า
ชีวิตในเซี่ยงไฮ้เต็มไปด้วยความเข้มแข็ง แคทยาทำงานด้านการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพชาวรัสเซีย โดยใช้ทักษะการพยาบาลที่เคยได้รับการฝึกฝน การอุทิศตนให้กับงานกุศลทำให้เป็นที่รู้จักในสังคมรัสเซียพลัดถิ่น ช่วงเวลานี้แคทยาได้รู้จักกับ แฮรี่ คลินตัน สโตน วิศวกรชาวอเมริกัน ผู้ต่อมาได้ขอแต่งงาน
เมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถสิ้นพระชนม์ แคทยาเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานพระศพ และพบว่าพระโอรสอยู่ในพระอุปการะของรัชกาลที่ 6 อีกทั้งยังได้รับมรดกเพิ่มเติม หลังจากนั้นเกิดการสมรสใหม่กับแฮรี่ สโตน และย้ายไปพำนักที่สหรัฐอเมริกา
บั้นปลายชีวิต
ชีวิตในอเมริกาเต็มไปด้วยความยากลำบาก ความสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ไม่ราบรื่น ความสุขสำคัญคือการได้เดินทางไปอังกฤษเพื่อพบพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ภายหลังแคทยากับแฮรี่ สโตนย้ายไปปารีส เพื่อใกล้ชิดพระโอรสมากขึ้น และยังได้พบญาติชาวรัสเซียที่อพยพไปฝรั่งเศส
ช่วงบั้นปลาย แคทยาใช้ชีวิตระหว่างยุโรปและอเมริกา จนถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบใน พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1957) สิริอายุ 71 ปี เรื่องราวของหม่อมคัทรินเป็นเสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับรัสเซีย และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความรัก การเมือง และชะตากรรมของสตรีผู้กล้าหาญในต่างแดน
เจ้านางสำเปาคำ (เจ้าหญิงศรีนวล) ณ ลำปาง
เจ้านางสำเปาคำ (เจ้าหญิงศรีนวล) ณ ลำปาง
เจ้านางสำเปาคำ ณ ลำปาง หรือเจ้าหญิงศรีนวล ณ ลำปาง สตรีผู้มีอำนาจ แห่ง คุ้มหลวงนครลำปาง เจ้านายลูกหลานในคุ้มหลวง บางคนก็เรียกท่านว่า แม่เจ้า ,เจ้าแม่ ,เจ้าแม่เฒ่า เจ้าหญิงศรีนวลเป็นราชธิดาองค์โตในเจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิตย์กับแม่เจ้าเมืองคำชื่น ราชเทวีแห่งนครลำปาง ทรงเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้ทรงอำนาจและทรงอิทธิพลที่สุดรองจากพระบิดาในคุ้มหลวงนครลำปาง ด้วยพระอุปนิสัยเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ และทรงหวงแหนเกียรติแห่งการเป็นราชธิดาเจ้าเมือง เจ้าหลวงบุญวาทย์จึงไว้วางพระทัยอย่างยิ่ง หลังการสิ้นพระชนม์ของพระมารดา ได้มอบหมายให้พระธิดาองค์นี้ดูแลกิจการทุกประการในคุ้ม ตั้งแต่ห้องพระคลัง การถือกุญแจสมบัติของตระกูล การจัดการด้านการเงิน ไปจนถึงการจ่ายเบี้ยหวัดแก่เจ้านาย โอรส–ธิดา และหม่อมภรรยาทั้งหลาย พระองค์จึงเปรียบเสมือนเสาหลักฝ่ายในของคุ้มหลวงที่ได้รับความเกรงขามจากทั้งเจ้านายและบริวาร
เจ้าหญิงศรีนวลทรงสมรสครั้งแรกกับเจ้าหม่อม ณ ลำปาง และมีธิดาคือเจ้าอบ ณ ลำปาง ต่อมาทรงสมรสครั้งที่สองกับเจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวน (สุริยะ ณ ลำปาง) และมีบุตร–ธิดารวม 6 พระองค์ ได้แก่ เจ้าหญิงสร้อยแก้ว เจ้าวงศ์เกษม เจ้าหญิงฟองสมุทร เจ้ามงคล เจ้าหญิงบุญศรี และเจ้าหญิงศรีโสม หลังการพิราลัยของเจ้าหลวงบุญวาทย์ อำนาจของตระกูลตกอยู่ในความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเจ้าราชวงศ์แก้วปราบเมรุ ผู้มีฐานันดรสูงสุดในตระกูล ณ ลำปาง ขณะนั้น กับฝ่ายเจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวน พระสวามีของเจ้าหญิงศรีนวล พระองค์ได้กล่าวถ้อยคำที่เป็นตำนานว่า “หากเจ้าเกิดมาเป๋นจาย ข้าเจ้าก็จักได้เป็นเจ้าหลวงองค์ถัดไปตามศักดิ์และสิทธิ์” ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การฟ้องร้องและโต้แย้งกันยืดเยื้อ จนท้ายที่สุดมีข้อตกลงให้เจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวนขึ้นดำรงตำแหน่ง “เจ้ารั้งนครลำปาง” อันเป็นตำแหน่งในนาม เพื่อรักษาความมั่นคงของตระกูล แม้ตามลำดับขันธ์ศักดิ์แล้ว “เจ้าราชวงศ์” จะอยู่เหนือ “เจ้าราชบุตร” ก็ตาม
บทบาทของเจ้าหญิงศรีนวลเป็นที่กล่าวขานว่าพระองค์เคยทำหน้าที่ผู้ว่าราชการแทนพระบิดาเมื่อครั้งเสด็จไปรับราชการที่กรุงเทพฯ อีกทั้งยังผลักดันให้พระสวามีได้รับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ทรงบุกเบิกกิจการในคุ้มหลวงหลายประการ ทั้งค่ายมวย บ่อนไพ่ และการต้มสุรา พระนามของพระองค์ยังเคยถูกเสนอให้ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 แต่พระราชชายาทรงห้ามไว้ด้วยความห่วงใย นอกจากนี้ยังทรงเป็นหัวเรือใหญ่ในการต้อนรับเจ้านายจากราชวงศ์จักรีที่เสด็จเยือนลำปาง และเป็นสตรีคนแรกของจังหวัดที่บริจาคเงินซื้อเครื่องบิน รวมถึงได้ขึ้นบินเป็นคนแรกในลำปางด้วยพระองค์เอง หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหลวงบุญวาทย์ พระองค์เป็นผู้เจรจากับรัฐบาลเพื่อขอเงินมาดูแลทุกชีวิตในคุ้มหลวง เป็นผู้เซ็นยินยอมขายคุ้มหลวงให้แก่รัฐบาล และแบ่งมรดกแก่โอรส–ธิดาและหม่อมภรรยาทั้งหมด อีกทั้งยังทรงมีความสามารถด้านการขี่ม้า และเป็นผู้นำแฟชั่นการแต่งกายในยุคสมัยนั้น จนลูกหลานกล่าวถึงด้วยความเคารพยกย่องว่า เจ้านางสำเปาคำคือสตรีผู้เปี่ยมด้วยอำนาจ บารมี และเป็นหัวใจสำคัญของคุ้มหลวงนครลำปาง
รูปแบบการแต่งกายของเจ้านางสำเปาคำ ณ ลำปาง (เจ้าหญิงศรีนวล ณ ลำปาง)
แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนในรัชกาลที่ 5 (ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20)
ชุดแรกสะท้อนแฟชั่นระดับสูงของสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียน ทรงผมเกล้ายกสูงประดับเครื่องประดับศีรษะเล็กและขนนกสามพู่ เสื้อผ้าลูกไม้ตะวันตกจับคู่กับซิ่นทรงกระบอกไหมปักดิ้นอย่างประณีต แสดงถึงความสง่างามและการผสมผสานอิทธิพลสากลกับรสนิยมท้องถิ่นล้านนาแฟชั่นเอ็ดเวิร์ดเดียนแบบหรูหราด้วยเครื่องเพชร
ภาพที่สองยังคงโครงร่างแฟชั่นเอ็ดเวิร์ดเดียน เพิ่มความหรูหราด้วยเครื่องประดับเพชรพันรอบทรงผมอย่างอ่อนช้อย ควบคู่เสื้อลูกไม้และซิ่นผ้าไหมลายริ้ว บ่งบอกถึงรสนิยมประณีตและการปรับใช้แฟชั่นตะวันตกในชีวิตของสตรีชั้นสูงลำปางอิทธิพลวิกตอเรียตอนปลาย (เมื่อครั้งยังเยาว์วัย)
ภาพที่สามสะท้อนอิทธิพลแฟชั่นวิกตอเรียตอนปลาย การแต่งกายประกอบด้วยเสื้อลูกไม้ตะวันตกแขนยาวระบายละเอียด จับคู่ผ้าซิ่นลายทองดิ้น และเสื้อกั๊กตะวันตกทับด้านนอก แสดงถึงการประสานแฟชั่นตะวันตกกับผ้าและงานทอพื้นเมืองล้านนา
• 4. แฟชั่นฟลัปเปอร์ในรัชกาลที่ 6 (ค.ศ. 1910–1925)
ชุดสุดท้ายสะท้อนบรรยากาศคริสต์ทศวรรษ 1920 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เดรสแขนกุดสีดำปักลายดอกไม้ดิ้นทองอย่างวิจิตร ผ้าโปร่งซ้อนทับและโพกศีรษะแบบเทอร์แบนเข้ากับบรรยากาศอาร์ตเดโค สื่อถึงการก้าวทันแฟชั่นตะวันตกของสังคมชั้นสูงและการประยุกต์ใช้ในบริบทของราชสำนักลำปาง
พระบรมฉายาลักษณ์ จาก W. & D. Downey กรุงลอนดอน พ.ศ. 2450
พระบรมฉายาลักษณ์ จาก W. & D. Downey กรุงลอนดอน พ.ศ. 2450
ภาพถ่ายชุดนี้ทั้ง 6 ภาพ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อนำเสนอในรูปแบบสามมิติและมีสีสันใหม่อีกครั้ง ณ ช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์การถ่ายภาพเจ้านายสยาม พระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พร้อมด้วยพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) และ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถโดยภาพต้นฉบับถ่ายขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง และในเวลานั้นสมเด็จเจ้าฟ้าวชิราวุธและสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถยังทรงศึกษาอยู่ ณ โรงเรียนอีตัน (Eton College) ประเทศอังกฤษ
ภาพถ่ายเหล่านี้บันทึกขึ้นที่สตูดิโอชื่อดังแห่งกรุงลอนดอน คือ W. & D. Downey ซึ่งสามารถสังเกตได้จากชื่อของสตูดิโอที่ปรากฏบนพระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับ สตูดิโอนี้เป็นช่างภาพประจำราชสำนักอังกฤษและราชวงศ์ยุโรปหลายพระองค์ ก่อตั้งมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีชื่อเสียงด้านความประณีตของฉากถ่ายภาพ การจัดท่วงท่าผู้ถูกถ่าย และรายละเอียดเครื่องแต่งกายอย่างพิถีพิถัน ราชวงศ์อังกฤษ รวมถึงสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ต่างก็ทรงเลือกสตูดิโอนี้ในการบันทึกพระฉายาลักษณ์อย่างเป็นทางการ จึงอธิบายได้ว่าทำไมเจ้านายสยามจึงทรงเลือกใช้บริการของสตูดิโอแห่งนี้เช่นกัน
รายละเอียดเครื่องแต่งกายในภาพสะท้อนถึงแฟชั่นและสถานะทางสังคมในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ ชุดสูทสามชิ้นแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian three-piece suit) แบบเสื้อโค้ทหางโค้ง (morning coat) และ ปกแข็งแบบ Imperial collar คู่กับผ้าพันคอคราเวท (cravat) ซึ่งเป็นธรรมเนียมสุภาพบุรุษชั้นสูง ขณะที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงฉลองพระองค์พร้อม ปกเสื้อแบบ Eton collar อันเป็นเอกลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนอีตัน และธรรมเนียมเฉพาะของบุตรหลานชนชั้นสูงในวัยไม่เกิน 18 ปี ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงพระชนมายุและบทบาทที่แตกต่างกันของทั้งสามพระองค์ อีกทั้งยังช่วยยืนยันช่วงเวลาแห่งการถ่ายภาพในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
พระบรมฉายาลักษณ์ชุดนี้จึงไม่เพียงเป็นหลักฐานของการที่สยามมีส่วนร่วมกับการศึกษาและวัฒนธรรมตะวันตก หากยังสะท้อนความมุ่งมั่นของราชวงศ์จักรีในการธำรงไว้ซึ่งพระเกียรติยศและศักดิ์ศรีบนเวทีนานาชาติ การบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้เราสามารถชื่นชมพระบารมีและพระอิริยาบถของทั้งสามพระองค์ได้อีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางห้วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย
งที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพถ่ายชุดนี้คือ พระบรมฉายาลักษณ์คู่ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ปรากฏออกมาในหลายลักษณะ ทั้งในมุมกล้องและท่วงท่าที่แตกต่างกันถึงสามแบบ ขณะที่ในสื่อกระแสหลักมักเผยแพร่เพียงภาพเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับ พระบรมฉายาลักษณ์เดี่ยวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีอยู่สองมุมกล้องในท่วงท่าเดียวกัน ภาพทั้งหกนี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดภาพที่ถ่ายขึ้นจริงในคราวเสด็จครั้งนั้น และยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีภาพเพิ่มเติมที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบ ดังนั้นการศึกษาต่อไปจึงจำเป็นต้องอาศัยการวิจัยอย่างละเอียด รวมทั้งการปรึกษานักสะสมและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสืบค้นและทำความเข้าใจภาพถ่ายในครั้งประวัติศาสตร์นี้อย่างรอบด้าน
พระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยลายพระอภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยลายพระอภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยลายพระอภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สันนิษฐานว่ามาจากสมัยต้นรัชกาล (ค.ศ. 1860–1870 / พ.ศ. 2403–2413) โดยพิจารณาจากพระเกศาและฉลองพระองค์ พระองค์ทรงสวมเสื้อคอปกอ่อนตามสไตล์วิกตอเรียตอนต้น และเสื้อที่คาดว่าเป็นสูทแบบ morning coat ทรงพันผ้าพันคอแบบ cravat หรือผ้าพันคอที่ใช้ก่อนที่เนคไทแบบปัจจุบันจะเป็นที่นิยมในสมัยปลายรัชกาล
ในสมัยวิกตอเรียตอนกลาง (ค.ศ. 1870–1880 / พ.ศ. 2413–2423) เครื่องแต่งกายบุรุษเปลี่ยนแปลงไป โดยเริ่มสวมเสื้อเชิ้ตคอปกแข็งถอดได้ และเริ่มนิยมใช้เนคไทที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแบบปัจจุบัน ควบคู่กับ frock coat และสูทสามชิ้นที่เรียกว่า lounge suit
การศึกษาประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายตะวันตกมีบทบาทสำคัญต่อการอ่านและทำความเข้าใจภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ช่วยให้สามารถสันนิษฐานช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำ ภายในระยะคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5–10 ปี
สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงเป็นพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2427
ในพระรูปทั้งสามนี้ พระองค์ทรงสวม bandeau เครื่องประดับศีรษะที่เป็นที่นิยมในสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian) พร้อมทรงพระเกศาเป็นทรง เกล้าสูงแบบ Gibson Girl ซึ่งเป็นแฟชั่นยอดนิยมของยุคนั้น เล่ากันว่าพระองค์ทรงสมัครเป็นสมาชิกนิตยสารแฟชั่นจากต่างประเทศหลายฉบับ ทำให้การแต่งกายของพระองค์ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นตะวันตก พระองค์ทรงฉลองพระองค์ในสไตล์ ปลายสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียน (late Edwardian style) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือเสื้อคอเปิดต่ำและแขนเสื้อสามส่วน
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงเป็นพระโสทรกนิษฐภคินี (น้องสาวร่วมบิดามารดา) ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินี (พี่สาวร่วมบิดามารดา) ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
ชาววังออกพระนามพระองค์ว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าหญิง” หรือบ้างก็ออกพระนามพระองค์ว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงแหม่ม” ด้วยพระองค์ทรงไว้พระเกศายาว ไม่ได้เกล้าพระเมาฬี และทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดกระโปรงแบบตะวันตกตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
เมื่อพระชนมายุ 37 ชันษา พระอาการประชวรของพระองค์เริ่มฉายชัด ปรากฏหลักฐานระบุว่า พ.ศ. 2464 (บ้างก็ว่า พ.ศ. 2465) พระองค์ทรงประชวรพระโรค พระวักกะพิการ (ไตวาย)
สมเด็จฯ พระบรมราชชนก จึงเสด็จกลับจากสหรัฐอเมริกา และกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เพื่อเชิญเสด็จพระโสทรเชษฐภคินีไปรักษาพระองค์ในยุโรป
คณะที่ตามเสด็จคราวนั้น นอกจากพระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ทั้ง 2 พระองค์แล้ว ยังมี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์, พระยาชนินทรภักดี (ปลี่ยน หัสดิเสวี), ม.จ.สุภาภรณ์ ไชยันต์, คุณพัว สุจริตกุล (ต่อมาคือท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร)
เมื่อเสด็จประทับยังโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ แพทย์ได้ผ่าตัดพระวักกะออกข้างหนึ่ง จากนั้นพระพลานามัยของพระองค์ก็ค่อยๆ ฟื้น ทรงพระสำราญดีขึ้น ทรงแต่งพระองค์งดงามด้วยเฟอร์และพระมาลา เป็นที่ชื่นชมยินดีของคณะผู้ตามเสด็จและข้าในพระองค์ถ้วนหน้า
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี พระโรคพระวักกะพิการก็กลับมาอีกครั้ง
ใน พ.ศ. 2479 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ทรงพระประชวรพระโรคเดิม ขณะนั้นสมเด็จฯ พระบรมราชชนกสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ซึ่งสมเด็จฯ พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเลี้ยงดูประดุจพระราชโอรส จึงทรงรับหน้าที่เชิญเสด็จพระองค์ไปรักษายังประเทศอังกฤษอีกครั้ง
เมื่อจบการรักษาที่โรงพยาบาล ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงได้เสด็จไปประทับกับพระราชนัดดาทั้ง 3 พระองค์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังทรงเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ที่ทรงสละราชสมบัติและประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ และได้เสด็จเยี่ยมพระญาติวงศ์ที่เสด็จลี้ภัยในยุโรป ซึ่งสร้างความสำราญพระทัยให้พระองค์เป็นที่ยิ่ง ก่อนพระองค์จะเสด็จกลับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การรักษาพระองค์ในครั้งที่ 2 นี้ ไม่ได้เป็นการรักษาแบบหายขาด
หนังสือ “สุทธิสิริโสภา” หนังสืออนุสรณ์ที่โรงเรียนราชินีจัดทำขึ้นในคราวที่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริโสภา ผู้จัดการโรงเรียนราชินี สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2541 เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า (ย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดย กอง บก. ศิลปวัฒนธรรม)
“หลังจากที่เสด็จกลับจากยุโรปครั้งที่สองนี้ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงมีพระอาการไม่ดีขึ้น
ก่อนเสด็จกลับแพทย์ที่ถวายการรักษาได้กราบทูลกับกรมขุนชัยนาทนเรนทรว่า สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร จะมีพระชนม์ได้อีกไม่เกินห้าเดือน และสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ก็ทรงมีรับสั่งว่า ‘หมอเขาให้มาตายที่เมืองไทย’
พระองค์เสวยแต่อาหารรสจืดและเสวยได้เพียงเล็กน้อย โปรดสรงน้ำด้วยน้ำอุ่นและหลังจากสรงและจะทรงใช้โอเดอโคโลญเป็นประจำ เมื่ออากาศเย็นเล็กน้อยจะรู้สึกพระองค์ว่าหนาว และจะทรงสวมเสื้อหนาวทันที…”
พระอาการประชวรของพระองค์เริ่มหนักขึ้นตั้งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 โดยมีพระอาการบวมตามพระองค์ กระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน เวลา 23.15 นาฬิกา สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ ณ วังคันธวาส ถนนวิทยุ
แฟชั่นสตรีแบบราชสำนักล้านนา
แฟชั่นสตรีล้านนาแบบราชสำนัก
ภาพที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือการแต่งกายของสตรีเชียงใหม่ในแบบราชสำนักล้านนา ผมเลือกใช้โทนสีพาสเทล และชุดแบบราชสำนักล้านนา เหมือนกับการผสมผสานระหว่าง ชุดไทยจิตรลดา และ ชุดไทยจักรพรรดิ์ ลักษณะเด่นที่คล้ายกับชุดจิตรลดาคือการสวมเสื้อแขนกระบอกผ้าไหม อันสะท้อนความสุภาพและความเป็นทางการ จากนั้นห่มทับด้วย สะไบจีบ และ สะพัก ซ้อนอีกชั้น ซึ่งเป็นการจัดวางผ้าสองชั้นที่มีลักษณะตรงกับชุดไทยจักรพรรดิ์
ส่วนผ้านุ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ล้านนา คือการนุ่ง ซิ่นต๋า ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วย ตีนจกยกดิ้น แวววาวด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง ขณะที่ราชสำนักสยามเลือกใช้ ผ้าจีบหน้านางมีชายพก ความแตกต่างนี้จึงสะท้อนการผสมผสานแฟชั่นระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน
ชุดแบบผสมผสานนี้ เหมือนกับการใส่เสื้อจากชุดไทยจิตรลดา ห่มผ้าซ้อนสองชั้นแบบชุดไทยจักรพรรดิ์ และซิ่นแบบล้านนา คือเครื่องแต่งกายราชสำนักล้านนาที่สง่างามและทรงเอกลักษณ์ ใช้ในงานมงคลสมรส งานราชพิธี และงานที่ต้องการความสุภาพเรียบร้อย โดยมวยผมสูงประดับดอกไม้และเครื่องประดับอย่างพอเหมาะ ยังคงความสง่างามไม่แพ้ชุดไทยในราชสำนักกรุงเทพฯ แต่เปล่งประกายด้วยอัตลักษณ์ล้านนาอย่างแท้จริง
Royal Court Fashion of Lanna Women
The ceremonial dress of Lanna noblewomen can be seen as a hybrid between Chut Thai Chitralada (ชุดไทยจิตรลดา)and Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์). Like Chut Thai Chitralada (ชุดไทยจิตรลดา), it included a silk blouse with tubular sleeves (เสื้อแขนกระบอกผ้าไหม), reflecting modesty and formality. Over this, women draped a pleated shoulder cloth (สะไบจีบ) and an additional shawl (สะพัก), a double-layered arrangement reminiscent of Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์).
The lower garment, however, retained distinct Lanna identity: a sin ta (ซิ่นต๋า) richly woven with metallic-threaded teen jok yok din (ตีนจกยกดิ้น). While Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์) employs the front-pleated phaa nung (จีบหน้านางมีชายพก), Lanna women favoured their own woven tubular skirts.
Thus, the ensemble combined the blouse of Chut Thai Chitralada (ชุดไทยจิตรลดา), the double-layered draping of Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์), and the distinctive Lanna sin, resulting in a courtly style both recognisably Siamese and uniquely northern. Hair was typically arranged in a bun (มวยผม), decorated with flowers and modest jewellery, making this attire suitable for weddings, formal ceremonies, and royal occasions.
เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) และเจ้าบุญโสม ณ น่าน
เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) และเจ้าบุญโสม ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพครอบครัวขอ เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) (ยืนกลาง) และเจ้าบุญโสม ณ น่าน พร้อมธิดา การแต่งกายได้รับอิทธิพลจากกรุงเทพ คือเจ้าราชบุตรใส่เสื้อราชปะแตนและนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงแต่งกายใส่เสื้อแบบฝรั่ง และนุ่งซิ่นตีนจกในรูปแบบที่มีลวดลายเฉพาะของเมืองน่าน ถ่ายที่คุ้มเจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน)
คุ้มเจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) เดิมบริเวณนี้เป็นเรือนหอของเจ้าพรหมสุรธาดาและเจ้าแม่ศรีโสภา ก่อนที่จะขึ้นครองเมืองน่านเป็นองค์ที่ ๖๔ ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย เป็นเรือนไม้สักสองชั้นสร้างในราวปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ต่อมาเมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดาขึ้นครองเมืองน่านในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ และได้ย้ายไปอยู่หอคำหลวงหรือพิพิธภัณฑสถานน่านในปัจจุบัน จึงได้ยกเรือนหลังนี้ให้เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) ปัจจุบันผู้ครอบครองคุ้มเจ้าราชบุตรคือเจ้าสมปรารถนา ณ น่านและสามี ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในบ้านเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของเมืองน่าน
พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา)
พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา)
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ช่วยให้เราเห็นเรื่องราวชีวิตของ พระยาภะรตราชา (พ.ศ. 2429–2518 / ค.ศ. 1886–1975) ในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่เพียงผ่านประวัติราชการหรือผลงานด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านแฟชั่น การแต่งกาย และบริบททางสังคมวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย
ภาพแรก น่าจะถ่ายราว พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) เมื่อท่านเดินทางไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 5 เครื่องแต่งกายเป็น สูทสามชิ้นสไตล์เอ็ดเวิร์เดียน สีเทาอ่อน เสื้อกั๊กสีครีม เนกไทสีอ่อน และคอเสื้อสูงแบบ double round collar มือถือหมวกฟาง boater hat ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสุภาพบุรุษชนชั้นสูงในสังคมอังกฤษช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ภาพนี้ไม่เพียงแสดงถึงรสนิยม หากยังบอกเล่าว่าเขาคือคนหนุ่มสยามที่ก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่อย่างมั่นใจ
ภาพที่สอง คาดว่าถ่ายในทศวรรษ 1920 (พ.ศ. 2463–2469 / ค.ศ. 1920–1926) ช่วงที่ท่านกลับไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ดูแลนักเรียนไทยในอังกฤษตรงกับรัชกาลที่ 6 แฟชั่นที่ปรากฏคือ สูทตะวันตกแบบลายทาง (pinstripe suit) คู่กับเสื้อกั๊กสีทองและเนกไทแถบ คอเสื้อยังเป็น double round collar แต่ความเป๊ะและความสมาร์ทบ่งบอกถึงสุภาพบุรุษยุคใหม่ในบรรยากาศ “Roaring Twenties” ได้อย่างชัดเจน
ภาพที่สาม เป็นภาพครอบครัวราว พ.ศ. 2465–2470 (ค.ศ. 1922–1927) ยังอยู่ในรัชกาลที่ 6 ซึ่งสะท้อนอิทธิพลแฟชั่นตะวันตกที่เข้าสู่สังคมไทยอย่างเต็มที่ ภรรยาของท่าน คือ ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา (สกุลเดิม ทับเป็นไทย) แต่งกายด้วย เดรสสไตล์ Flapper ที่กำลังเป็นแฟชั่นสตรีนิยมในยุค Jazz Age การเลือกใช้ผ้าและเครื่องประดับอย่างผ้าขนสัตว์สะท้อนถึงรสนิยมสากลของครอบครัวชั้นนำ ขณะเดียวกัน บุตรชายและบุตรสาวก็สวมชุดสากลสำหรับเด็กที่บ่งบอกถึงการเปิดรับโลกตะวันตกอย่างแนบแน่น
ภาพที่สี่ น่าจะถ่ายเมื่อครอบครัวกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ช่วงปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2470–2472 / ค.ศ. 1927–1929) พระยาภะรตราชาและบุตรชายแต่งกายด้วย เสื้อราชปะแตน ซึ่งเป็นรูปแบบการแต่งกายสุภาพบุรุษสยามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดขึ้นเพื่อทดแทนการนุ่งโจงกระเบนแบบเดิม ขณะที่ภรรยาและบุตรสาวสวมเสื้อแขนกุด กระโปรงสั้น ถุงน่องสีขาว และรองเท้า Mary Jane ซึ่งเป็นแฟชั่นร่วมสมัยตะวันตก แสดงให้เห็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างไทยกับสากล
ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา
ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา เป็นธิดาของร้อยโทจร กับนางหวาน ทับเป็นไท เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 (ค.ศ. 1890) บิดารับราชการในกองมหาดเล็ก รับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่ในพระบรมมหาราชวังอย่างใกล้ชิด เมื่อบิดาถึงแก่กรรมขณะท่านมีอายุเพียง 10 เดือน สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ จึงโปรดให้อยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เข้าเป็นข้าหลวงและพระสหายใกล้ชิดของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่อายุ 7 ปี ได้รับพระเมตตาให้เล่าเรียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเมื่ออายุได้ 13 ปี (พ.ศ. 2446 / ค.ศ. 1903) ก็ได้เข้าพิธีโกนจุกพร้อมเจ้านายชั้นหม่อมเจ้าตามราชประเพณี
เมื่อ พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสญี่ปุ่น ทรงทอดพระเนตรเห็นความเจริญด้านหัตถกรรมและศิลปะ จึงกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชมารดาว่าหากมีกุลสตรีผู้มีแววด้านนี้ ควรส่งไปศึกษาในญี่ปุ่นเพื่อกลับมาถ่ายทอดแก่สตรีไทย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงเห็นชอบ จึงโปรดเลือกกุลสตรี 4 คน คือ คุณหลี คุณพิศ คุณนวล และคุณขจร (ต่อมาคือท่านผู้หญิงขจร) โดยท่านกับคุณพิศไปศึกษาวิชาปักสะดึงและวาดเขียน ส่วนคุณหลีและคุณนวลไปเรียนการทำดอกไม้แห้ง
การเดินทางไปญี่ปุ่นสมัยนั้นใช้เรือเดินสมุทร กินเวลาราวหนึ่งเดือน ท่านออกเดินทางใน พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) พร้อมนายโทคิชิ มาซาโอะ หรือที่คนไทยเรียก “นายเมาเซา” และภริยา ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นราว 4 ปี ภาพถ่ายที่เหลือร่องรอยไว้สะท้อนแฟชั่นสตรีญี่ปุ่นปลายสมัยเมจิถึงต้นสมัยไทโช นักเรียนหญิงนิยมสวมกิโมโน (着物, Kimono) คู่ฮากามะ (袴, Hakama) ในฐานะเครื่องแบบ (女学生服, Jogakusei-fuku) บางภาพเป็นกิโมโนสีอ่อนคาดฮากามะเข้ม ถือดอกไม้สีขาว ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นภาพวันสำเร็จการศึกษา (卒業袴, Sotsugyō-hakama) บางภาพเป็นกิโมโนลายทางสีเขียวสลับขาวคาดฮากามะเข้ม แสดงให้เห็นความเรียบง่ายและทันสมัย
เมื่ออายุ 18 ปี (พ.ศ. 2451 / ค.ศ. 1908) ท่านกลับสู่สยามและเข้ารับราชการเป็นครูสอนวิชาการฝีมือ ณ โรงเรียนราชินี พร้อมนำเอาศิลปะและรสนิยมจากญี่ปุ่นกลับมาเผยแพร่ หนึ่งในนั้นคือทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ” (束髪, Sokuhatsu) หรือผมเกล้าสูงตีโป่ง ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในราชสำนักช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ต้นพ.ศ. 2450s) โดยเฉพาะในหมู่ข้าหลวงและสตรีชั้นสูง ทรงผมนี้เจ้าดารารัศมีที่ทำให้แพร่หลายไปถึงล้านนา
เมื่ออายุ 22 ปี (พ.ศ. 2455 / ค.ศ. 1912) ท่านสมรสกับหลวงอภิบาลบุริมศักดิ์ (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาภะรตราชา โดยมีสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสวมมงคลและประทานน้ำสังข์ และทั้งคู่ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสนี้ทรงพระกรุณาพระราชทานเงินทุนแก่คู่สมรสเป็นจำนวน 100 ชั่ง (8,000 บาท) ท่านและพระยาภะรตราชามีบุตรธิดารวม 6 คน คือ ศาสตราจารย์ ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, กุนตี อิศรเสนา ณ อยุธยา (ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 13 ปี), อี๊ อิศรเสนา ณ อยุธยา (ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 9 เดือน), อายุส อิศรเสนา ณ อยุธยา, สุคนธา โบเยอร์ และท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์
เมื่อพระยาภะรตราชาได้รับตำแหน่งผู้ดูแลนักเรียนไทยที่อังกฤษใน พ.ศ. 2464–2469 (ค.ศ. 1921–1926) ท่านผู้หญิงขจรได้ไปอยู่ด้วยและคอยให้ความอบอุ่นแก่คนไทยในต่างแดน ภาพครอบครัวที่ถ่ายในช่วงนี้สะท้อนแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนปลาย ซึ่งสัมพันธ์กับกระแส Art Deco ในยุโรป ท่านผู้หญิงขจรสวมชุดสตรีทรงตรงประดับขนสัตว์พร้อมทรงผมบ๊อบสั้น ขณะที่พระยาภะรตราชาสวมสูทสามชิ้นคอปกแข็งถอดได้ และเด็กชายสวมเสื้อคอ Eton collar ตามแบบอังกฤษ
หลังจากกลับจากประเทศอังกฤษ พระยาภะรตราชาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ จากนั้นย้ายไปเป็นคณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ต่อมาอีกสองปี ใน พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ตำแหน่งเทียบเท่าอธิการบดี) คนที่ 2 ต่อจากพระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และในช่วงเวลาเดียวกันยังปฏิบัติหน้าที่ผู้รักษาการคณบดีคณะอักษรศาสตร์ไปพร้อมกัน ท่านดำรงตำแหน่งจนกระทั่งออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) พระยาภะรตราชาได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดเทศบาลนครกรุงเทพคนแรก ในสมัยที่พลเอก เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีหลายสมัย และเป็นสมาชิกวุฒิสภาสองสมัย
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ท่านได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงแก่อนิจกรรม รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งถึง 39 ปีเต็ม
ท่านผู้หญิงขจรในฐานะภรรยาคู่ชีวิต ได้ช่วยดูแลสวัสดิการนักเรียนวชิราวุธ ใช้ความรู้ด้านศิลปะที่ได้เล่าเรียนมาในการบูรณะโรงเรียนซึ่งทรุดโทรมจากสงครามโลกครั้งที่สองให้กลับมางดงามสง่า อีกทั้งยังทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ เช่น เป็นอาสากาชาด กรรมการสมาคมไทย–ญี่ปุ่น และร่วมงานบำเพ็ญประโยชน์กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์ก็เป็นสิ่งที่ท่านยึดถือที่สุด ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นสายสะพาย และในวาระอายุครบ 8 รอบ (พ.ศ. 2518 / ค.ศ. 1975) ท่านยังได้เข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณครั้งสุดท้าย
ท่านผู้หญิงขจรถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) สิริอายุรวม 89 ปี ชีวิตของท่านและพระยาภะรตราชาจึงเป็นประจักษ์พยานแห่งยุคสมัย ทั้งในด้านการศึกษา ศิลปะ หัตถกรรม แฟชั่น และการมีส่วนร่วมเชื่อมโยงโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าสู่ราชสำนักสยามและสังคมไทยอย่างกลมกลืน
เจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร และเจ้าแสงทอน ณ ลำปาง
เจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร และเจ้าแสงทอน ณ ลำปาง
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพครอบครัวของ เจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร (อดีตปลัดธรรมการเมืองพะเยา กระทรวงธรรมการ) และ แม่เจ้าจันทร์ฟอง สูงศักด์ พร้อมบุตรธิดา ได้แก่
เจ้าแสงทอน (ศีติสาร) ณ ลำปาง
เจ้าแสงควร ศีติสาร
เจ้าน้อยล้วน ศีติสาร
เจ้าน้อยห่วง ศีติสาร
เจ้าน้อยจักรแก้ว ศีติสาร
เจ้าน้อยจักรคำ ศีติสาร
เจ้าของภาพปัจจุบันคือ คุณวีรวรรณ ศีติสาร จากจังหวัดพะเยา
ภาพนี้มีความท้าทาย เนื่องจากบุคคลหนึ่งในภาพมีใบหน้าขาดหายไป จำเป็นต้องอาศัยจินตนาการในการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยพิจารณาจากดวงตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว รวมถึงลักษณะใบหน้าของสมาชิกครอบครัวที่ปรากฏอยู่ในภาพ
ภาพต้นฉบับอนุมานว่าถ่ายขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗ สังเกตได้จากการแต่งกายของฝ่ายชายที่สวมบู๊ตขี่ม้า กางเกง breeches และเสื้อราชปะแตน ซึ่งเป็นแฟชั่นบุรุษที่ได้รับความนิยมตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ทั้งทรงผมและการไว้หนวดก็สะท้อนสมัยนิยมของยุคนั้น ส่วนฝ่ายสตรีทั้งสามเกล้าผมตามแบบสตรีล้านนา และนุ่งซิ่นต๋า อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิงล้านนา
AI Fashion Lab ภูมิใจที่ได้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้เรื่องราวในอดีตส่งต่อถึงคนรุ่นหลัง ทั้งนี้ยังสะท้อนถึงปณิธานของเราที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานเพื่อการบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ อันจะช่วยส่งเสริมการศึกษาด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นและวัฒนธรรมไทย
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธพร กฤษดากร พร้อมครอบครัว
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธพร กฤษดากร พร้อมครอบครัว
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (นามเดิม เจ้าศรี ณ น่าน) ซึ่งภาพต้นฉบับเป็นภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗
ภาพแรก ภาพถ่ายครอบครัวเจ้าศรีพรหมา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ประทับนั่งขวามือ พร้อมด้วยโอรสหม่อมราชวงศ์อนุพร กฤดากรยืนขวามือ และหม่อมราชวงศ์เพ็ญศรี กฤดากรนั่งบนตักซ้ายมือ
ภาพที่สอง ภาพถ่ายครอบครัวเจ้าศรีพรหมา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ประทับนั่งขวามือ พร้อมด้วยโอรสหม่อมราชวงศ์อนุพร กฤดากรยืนตรงกลาง
ภาพที่สาม ภาพถ่ายครอบครัวเจ้าศรีพรหมา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ประทับนั่งซ้ายมือ พร้อมด้วยโอรสหม่อมราชวงศ์อนุพร กฤดากรนั่งบนโต๊ะ (สุนัขสร้างสรรค์ขึ้นจาก AI)
เราสามารถอ่านภาพถึงช่วงเวลาที่ถ่ายรูปได้จากทรงผมและเสื้อผ้าของหม่อมศรีพรหมา ภาพแรกและภาพที่สาม ท่านใส่ชุดกระโปรงยาว คอเสื้อต่ำ ผมยาวเกล้าไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ late Edwardian หรือสมัย Teen ตอนต้น (ในภาษาประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย ยุค Teen ในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911–1919 เราใช้คำศัพท์ที่คล้ายกับคำว่า teenager ที่แปลว่าเด็กวัยรุ่น คือการนับปีในลักษณะเดียวกัน) หรือก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑
และภาพที่สองที่ท่านไว้ผมทรงบ๊อบ น่าจะเป็นช่วงประมาณปี 1920 เป็นต้นมา สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ ถึงต้นรัชกาลที่ ๗ เพราะเป็นทรงผมแบบสมัยนิยมแบบ art deco และผมได้สร้างสรรค์เพิ่มเติมให้ชุดเดรสมีความสั้นประมาณใต้หัวเข่าเพื่อเล่าเรื่องราวถึงแฟชั่นแบบ flapper ในสมัยนั้น
อัตชีวประวัติโดยสังเขป
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (นามเดิม เจ้าศรี ณ น่าน, 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 – 25 กันยายน พ.ศ. 2521 (1888-1978)) เป็นธิดาของ พระเจ้าสุริยะพงศ์ผริตเดช เจ้าประเทศราชผู้ครองนครน่าน กับหม่อมศรีคำ ชาวเวียงจันทน์ เป็นหม่อมเอกของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจการด้านเกษตรกรรมและงานเขียน โดยเฉพาะการร่วมจัดทำวารสาร “กสิกร” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้รู้และนักวิชาการเขียนบทความทางการเกษตร อีกทั้งยังมีคอลัมน์ด้านการทำอาหารและการถนอมอาหารที่หม่อมศรีพรหมาเขียนด้วยตัวเอง เช่น วิธีคั้นน้ำผลไม้ การดองและหมักอาหาร รวมถึงการผลิตแฮมและเบคอน ซึ่งนับเป็นการริเริ่มในประเทศไทยสมัยที่ยังไม่มีตู้เย็น
ชีวิตในวัยเยาว์
เจ้าศรีประสูติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 เป็นธิดาองค์เล็กสุด มีพี่น้องร่วมมารดาห้าองค์ เป็นชายสามและหญิงสอง โดยฝ่ายหญิงได้แก่ เจ้าบัวแก้ว ณ น่าน และเจ้าศรีพรหมา ณ น่าน เมื่อมีพระชนมายุราวสามปีเศษ พระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรักษ์) และภริยา คุณหญิงอุ๊น ได้ทูลขอไปเป็นธิดาบุญธรรม และนำเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเล่าเรียนที่โรงเรียนสุนันทาลัยและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ต่อมาเป็นวัฒนาวิทยาลัย)
ในปี พ.ศ. 2442 พระยามหิบาลฯ ต้องเดินทางไปรับราชการที่รัสเซีย จึงถวายตัวเจ้าศรีพรหมาไว้ในพระอุปการะของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงใช้ชีวิตและศึกษาเล่าเรียนอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลาสามปี ต่อจากนั้นได้ติดตามครอบครัวบุญธรรมไปพำนักที่รัสเซียและอังกฤษ ก่อนจะกลับเข้ามารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ในตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์ อีกทั้งยังปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาอังกฤษเมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างประเทศ
เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน ธิดาใน เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๒
♦️ เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน ธิดาใน เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๒ ♦️
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน และครอบครัว
เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน เป็นพระธิดาของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๒ (ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. ๒๓๙๕ – พ.ศ. ๒๔๓๕) กับ แม่เจ้าขอดแก้ว ชายาคนที่ ๒ มีบุตรธิดารวม ๒ คน คือ
๑) เจ้าน้อยมหาพรหม ต่อมาโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเป็น เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๔ (ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๑ – พ.ศ. ๒๔๗๔)
๒) เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน
เจ้านางยอดมโนลา มีชื่อเล่นว่า เจ้าเบาะ ท่านเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีจิตใจโอบอ้อมอารี และบำเพ็ญกุศลทานอยู่เสมอ ท่านครองตัวเป็นโสด มิได้สมรส แต่ได้เลี้ยงดู เจ้านางบัวเขียว ธิดาของ เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ผู้เป็นพี่ชาย เสมือนบุตรบุญธรรมของตน
ต่อมา เจ้านางบัวเขียว สมรสกับ เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน) โอรสใน พระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๓ (ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๕ – พ.ศ. ๒๔๖๑) ทั้งสองมีธิดารวม ๓ คน คือ เจ้าดาวเรือง, เจ้าเมฆวดี และ เจ้าบุญตุ้ม
กิจกรรมการกุศลสำคัญของเจ้านางยอดมโนลา
พ.ศ. ๒๔๕๐ : เจ้านางยอดมโนลา พร้อมด้วย อำมาตย์ตรี เจ้าบุรีรัตน์ (สุทธิสาร ณ น่าน) และ เจ้านางบัวเขียว ภรรยา ร่วมกันบริจาคทรัพย์ ๓๓๕ บาท สร้างศาลาหน้าโบสถ์วัดช้างค้ำ อำเภอเมืองน่าน
พ.ศ. ๒๔๖๐ : เจ้านางยอดมโนลา พร้อมด้วย เจ้าบุรีรัตน์ และ เจ้านางบัวเขียว ร่วมกันบริจาคเงิน ๓๔๓ บาท จ้างช่างสร้างสะพานข้ามห้วยคาด ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน
พ.ศ. ๒๔๗๒ : เจ้านางยอดมโนลาได้ร่วมสร้างกุฏิที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร โดยใช้เงินมรดกของบิดา จำนวน ๒๐๐ บาท แม้ว่า เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ พระบิดาจะถึงแก่พิราลัยไปแล้วกว่า ๓๘ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๔)
เอกสารบันทึกการก่อสร้างกุฏิระบุว่า มีผู้ศรัทธาบริจาคสร้างกุฏิ ๓ หลัง ขนาดต่าง ๆ กัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒,๐๒๐ บาท ๑๒ สตางค์ โดยมีรายนามผู้บริจาค เช่น
อำมาตย์โท เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน) ๑,๐๗๙ บาท ๔๔ สตางค์
พระยากรุงศรีสวัสดิการ และผู้มีศรัทธาอื่น ๆ ในการทอดกฐินปี พ.ศ. ๒๔๗๑ จำนวน ๒๐๐ บาท
เจ้าหญิงเบาะ ณ น่าน (เจ้านางยอดมโนลา) ส่งเงินมรดกของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ พระบิดา ๒๐๐ บาท
พระชยานันทมุนี ๑๐๔ บาท
มหาอำมาตย์โท เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ๑๐๐ บาท
และผู้มีจิตศรัทธาอื่น ๆ
สำหรับภาพหมู่ : เป็นภาพครอบครัวของ เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน) ถ่ายที่คุ้มเจ้าราชวงศ์ โดยเรียงจากซ้ายไปขวา ได้แก่
เจ้าเมฆวดี ณ น่าน
เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน
แม่เจ้าบัวเขียว ณ น่าน
เจ้าบุญตุ้ม ณ น่าน
เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน)
การแต่งกายสะท้อนอิทธิพลจากกรุงเทพฯ โดยฝ่ายชาย (เจ้าราชวงศ์ สุทธิสาร) สวมเสื้อราชปะแตนและนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงสวมเสื้อแบบตะวันตกคู่กับ ซิ่นตีนจก ที่มีลวดลายเฉพาะของเมืองน่าน
ผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน
ผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน ซึ่งการแต่งกายในทั้งสองภาพสะท้อนแฟชั่นช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖
ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้หญิงในภาพล้วนสวม เสื้อลูกไม้แขนยาวสีขาวแบบแฟชั่นวิกตอเรีย ควบคู่กับการ นุ่งซิ่นต๋า และ ซิ่นตีนจกยกดิ้นทอง ที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบเมืองน่าน อันเป็นการผสมผสานระหว่างอิทธิพลตะวันตกและเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา
ภาพแรก ผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน ไม่ทราบนาม
ภาพที่สอง คือ เจ้าราชวงศ์(สุทธิสาร) และ เจ้าบัวเขียว ณ น่าน
เจ้านายตัวเล็กๆจากตระกูล ณ น่าน
เจ้านายตัวเล็กๆจากตระกูล ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพเด็กสาวจากตระกูล “ณ น่าน” ซึ่งการแต่งกายในทั้งสองภาพสะท้อนแฟชั่นช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖
เด็กสาวทั้งสี่คนในภาพล้วนสวม เสื้อลูกไม้แขนยาวสีขาวแบบแฟชั่นวิกตอเรีย ควบคู่กับการ นุ่งซิ่นต๋า และ ซิ่นตีนจกยกดิ้นทอง ที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบเมืองน่าน อันเป็นการผสมผสานระหว่างอิทธิพลตะวันตกและเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา
ภาพแรก คือ เจ้านางสร้อยฟ้า ณ น่าน และ เจ้านางวิลาวัลน์ ณ น่าน
ทั้งสองเป็นธิดาของ เจ้าน้อยยอดฟ้า ณ น่าน ซึ่งเป็นโอรสในพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน กับ เจ้านางสุพรรณวดี ธิดาของเจ้าพิริยะเทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่
ดังนั้น เจ้านางสร้อยฟ้าและเจ้านางวิลาวัลน์จึงมีศักดิ์เป็น หลานปู่เจ้าเมืองน่าน และ หลานตาเจ้าเมืองแพร่
เจ้าน้อยยอดฟ้า ภายหลังสมรสแล้ว ได้เข้ารับราชการเป็น พระยาราชบุตรเมืองแพร่ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๕ เมื่อเกิดเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ จึงย้ายกลับมารับราชการที่เมืองน่าน ในตำแหน่ง เจ้าราชดนัย และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐
คุ้มเจ้าราชดนัย (น้อยยอดฟ้า ณ น่าน) ซึ่งเป็นคฤหาสน์ที่พักอาศัยนั้น สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแบบโคโลเนียล ปัจจุบันคือที่ตั้งของ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่าน ถนนสุริยะพงษ์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน
ภาพที่สอง คือ เจ้านางเมฆวดี ณ น่าน และ เจ้านางดาวเรือง ณ น่าน สองพี่น้อง ธิดาของ เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน)
หม่อมศรีพรหมา (ณ น่าน) กฤดากร ณ อยุธยา
หม่อมศรีพรหมา (ณ น่าน) กฤดากร ณ อยุธยา
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (พระนามเดิม เจ้าศรี ณ น่าน, 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 – 25 กันยายน พ.ศ. 2521) เป็นพระธิดาของ พระเจ้าสุริยะพงศ์ผริตเดช เจ้าประเทศราชนครน่าน กับหม่อมศรีคำ ชาวเวียงจันทน์ พระองค์เป็นหม่อมเอกของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจการด้านเกษตรกรรมและงานเขียน โดยเฉพาะการร่วมจัดทำวารสาร “กสิกร” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้รู้และนักวิชาการเขียนบทความทางการเกษตร อีกทั้งยังมีคอลัมน์ด้านการทำอาหารและการถนอมอาหารที่หม่อมศรีพรหมาทรงเขียนด้วยพระองค์เอง เช่น วิธีคั้นน้ำผลไม้ การดองและหมักอาหาร รวมถึงการผลิตแฮมและเบคอน ซึ่งนับเป็นการริเริ่มในประเทศไทยสมัยที่ยังไม่มีตู้เย็น
ชีวิตในวัยเยาว์
เจ้าศรีประสูติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 ทรงเป็นธิดาองค์เล็กสุด มีพี่น้องร่วมพระมารดาห้าองค์ เป็นชายสามและหญิงสอง โดยฝ่ายหญิงได้แก่ เจ้าบัวแก้ว ณ น่าน และเจ้าศรีพรหมา ณ น่าน เมื่อมีพระชนมายุราวสามปีเศษ พระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรักษ์) และภริยา คุณหญิงอุ๊น ได้ทูลขอไปเป็นธิดาบุญธรรม และนำเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเล่าเรียนที่โรงเรียนสุนันทาลัยและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ต่อมาเป็นวัฒนาวิทยาลัย)
ในปี พ.ศ. 2442 พระยามหิบาลฯ ต้องเดินทางไปรับราชการที่รัสเซีย จึงถวายตัวเจ้าศรีพรหมาไว้ในพระอุปการะของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงใช้ชีวิตและศึกษาเล่าเรียนอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลาสามปี ต่อจากนั้นได้ติดตามครอบครัวบุญธรรมไปพำนักที่รัสเซียและอังกฤษ ก่อนจะกลับเข้ามารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ในตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์ อีกทั้งยังปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาอังกฤษเมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างประเทศ
ชีวิตสมรสและการทำเกษตร
ในรัชกาลที่ 6 ได้มีพระบรมราชโองการเปลี่ยนพระนามจาก “เจ้าศรี” เป็น “เจ้าศรีพรหมา” และในปี พ.ศ. 2459 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมรสกับหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร หลังอภิเษกจึงได้รับนามว่า “หม่อมศรีพรหมา” และมีบุตรธิดาสองคนคือ หม่อมราชวงศ์อนุพร และ หม่อมราชวงศ์เพ็ญศรี
หม่อมเจ้าสิทธิพรลาออกจากราชการ หันมาทำเกษตรกรรมที่บางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้ที่ดินมรดกจากพระยามหิบาลฯ ทั้งสองได้บุกเบิกการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบ ถือเป็นต้นแบบฟาร์มเกษตรสมัยใหม่แห่งแรก ๆ ของไทย และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนหม่อมเจ้าสิทธิพรได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ของไทย”
งานเขียนและนวัตกรรม
นอกจากงานเกษตรแล้ว ทั้งสองยังได้จัดพิมพ์วารสาร “กสิกร” ที่รวมบทความวิชาการด้านการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง หม่อมศรีพรหมาเองได้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำอาหารและการถนอมอาหาร โดยเฉพาะการผลิตแฮมและเบคอน ซึ่งพระองค์นับเป็นคนไทยคนแรกที่ทำสำเร็จในประเทศ
บทบาทในเหตุการณ์บ้านเมือง
พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าสิทธิพรกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมตรวจกสิกรรม ต่อมาเมื่อเกิดกบฏบวรเดช หม่อมเจ้าสิทธิพรมีส่วนเกี่ยวข้องและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตที่เกาะตะรุเตาและเกาะเต่า แม้ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือโทษจริง 11 ปี แต่ช่วงเวลาดังกล่าวหม่อมศรีพรหมาต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูครอบครัว ดูแลกิจการเกษตร และส่งอาหารยาตามไปยังเรือนจำ
ภายหลังจากพ้นโทษ หม่อมเจ้าสิทธิพรได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ถึงสองสมัย หม่อมศรีพรหมาจึงได้กลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ จนเมื่อหม่อมเจ้าสิทธิพรสิ้นชีพิตักษัยใน พ.ศ. 2514 หลังจากนั้น หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา จึงได้ผลักดันให้เกิด “มูลนิธิสิทธิพร กฤดากร” เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของหม่อมเจ้าสิทธิพร และส่งเสริมการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร