History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับแรงบันดาลใจจากพระฉายาสาทิสลักษณ์พิมพ์สีบนกล่องบุหรี่เงิน ซึ่งเป็นภาพที่ทรงงดงามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงสวม สร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต พร้อม สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์

สำหรับฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น (Manches à volants superposés หรือ Tiered Flounce Sleeves) แฟชั่นสตรีในยุโรปขณะนั้นอยู่ในจุดสูงสุดของ แขนเสื้อทรงแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton หรือ Gigot Sleeve) ซึ่งขยายใหญ่เป็นพิเศษราว ค.ศ. 1895–1896 (พ.ศ. 2438–2439) แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) รูปทรงดังกล่าวเริ่มลดขนาดลง ดีไซเนอร์ในกรุงปารีสจึงเสนอแนวทางใหม่ที่ละเอียดอ่อนกว่า โดยออกแบบแขนเสื้อให้เป็นชั้นระบายซ้อนกันด้วยลูกไม้หรือผ้าบางเบา เรียงลดหลั่นจากหัวไหล่ลงมาตามต้นแขน

แฟชั่นลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศส La Mode Illustrée ฉบับ ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากความอลังการของแขนหมูแฮมไปสู่ความอ่อนหวานและโรแมนติก อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่แฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian Fashion) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ของสยาม

การนำแฟชั่นใหม่นี้เข้าสู่ราชสำนักไทยจึงมิใช่เพียงการติดตามสมัยนิยม หากแต่เป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) และการเชื่อมโยงกับราชสำนักยุโรป การสวมใส่เสื้อผ้าลูกไม้วิคตอเรียทรงแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น จึงกลายเป็นการแสดงสถานะและพระบารมีของพระราชสำนักสยาม และฝ่ายใน ในสายตานานาชาติ

ในคอลเลกชันนี้ ผมตั้งใจนำเสนอการใช้เทคโนโลยี AI ในการออกแบบและสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewellery) โดยเฉพาะการประยุกต์เทคนิค Upscaling ซึ่งมิได้เป็นเพียงกระบวนการขยายขนาดของภาพเท่านั้น หากยังเป็นเทคนิคที่ช่วย ยกระดับความละเอียดของภาพ เพิ่มคุณภาพของวัสดุ และเผยให้เห็นรายละเอียดของงานจิวเวลรี่ได้อย่างประณีตยิ่งขึ้น

สำหรับ ชุดเครื่องมรกต ที่ปรากฏในภาพนี้ สร้างขึ้นจากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับ โดยอาศัย การตีความเชิงสร้างสรรค์ (Creative Input) เพื่อถ่ายทอดจินตนาการของความงดงามในแบบราชสำนัก มิใช่การจำลองสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกตองค์จริง แต่ได้รับแรงบันดาลใจจาก พระฉายาสาทิสลักษณ์พิมพ์สีบนกล่องบุหรี่เงิน ซึ่งเป็นผลงานศิลป์ร่วมสมัยในยุคนั้น

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

หนังสือ “สยามพัสตราภรณ์ (SIAM PHASTRAPHON): อัตลักษณ์ไทย ผ่านผืนผ้า ภูษาวิจิตรศิลป์

AI Fashion Lab ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย


ในหนังสือ สยามพัสตราภรณ์ (SIAM PHASTRAPHON): อัตลักษณ์ไทย ผ่านผืนผ้า ภูษาวิจิตรศิลป์

AI Fashion Lab มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างสรรค์ภาพแฟชั่นไทยด้วยเทคโนโลยี AI สำหรับนำเสนอในยุคที่เครื่องแต่งกายมีความอลังการ หายาก หรือมีหลักฐานภาพถ่ายไม่สมบูรณ์ เพื่อรังสรรค์ให้เห็นถึงความงามและภูมิปัญญาของการแต่งกายไทยในแต่ละยุคสมัยอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ขอขอบพระคุณ คุณณญาดา อมตวณิชย์ ที่มอบโอกาสให้ AI Fashion Lab ได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์คอลเลกชันแฟชั่นไทยหลากหลายรูปแบบ รวมถึง “ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ” ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้

AI Fashion Lab และ ชมรมสยามพัสตราภรณ์ มีแผนจะร่วมมือกันต่อยอดในอนาคต เพื่อจัดทำ หนังสือประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยที่สร้างสรรค์ด้วย AI จากผลงานทั้งหมดที่เผยแพร่ในเพจ AI Fashion Lab ให้เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของชาติ

หนังสือ สยามพัสตราภรณ์ จัดทำขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ กระทรวงวัฒนธรรม และ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๗๐ พรรษา ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๘

หนังสือได้รวบรวมประวัติศาสตร์การแต่งกายของไทยตั้งแต่สมัยทวารวดี สุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดวิวัฒนาการของการนุ่งห่มผ้าไทยอันแสดงถึงอัตลักษณ์และความงามของชาติ ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการเสนอขึ้นทะเบียนเป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity) ต่อองค์การยูเนสโก

กระทรวงวัฒนธรรมได้ชื่นชม ชมรมสยามพัสตราภรณ์ ที่จัดทำหนังสือเล่มนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน ถือเป็นการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาไทยและส่งเสริมให้ “ชุดไทย” เป็นพลังแห่งซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างสรรค์งาน และยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้ปรากฏในเวทีนานาชาติ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

“มิตรแท้”: ละคร มิตรภาพ และแฟชั่นจากเจนีวาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (พ.ศ. ๒๔๔๐–๒๔๔๒)

“มิตรแท้”: ละคร มิตรภาพ และแฟชั่นจากเจนีวาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (พ.ศ. ๒๔๔๐–๒๔๔๒)

บทละครภาษาอังกฤษเรื่อง My Friend Jarlet ผลงานของ อาร์โนลด์ โกลสเวอธี (Arnold Golsworthy) และ อี. บี. นอร์แมน (E. B. Norman) เป็นละครแนว drawing-room comedy ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศอังกฤษช่วงปลายสมัยวิกตอเรีย ว่าด้วยเรื่องมิตรภาพ ความเข้าใจ และการให้อภัยระหว่างเพื่อน ซึ่งสะท้อนค่านิยมด้านศีลธรรมและความประณีตทางวาจาในหมู่ชนชั้นสูงของสังคมตะวันตก

ละครประเภทนี้นิยมจัดแสดงในโรงเรียนและสโมสรสุภาพบุรุษ เพื่อฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษ การออกเสียง และมารยาททางสังคม ในช่วงเวลาที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสหลายพระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อในยุโรป บทละครเช่นนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก โดยใช้ศิลปะแห่งการละครเป็นสื่อให้เจ้านายพระเยาว์ทรงฝึกภาษา การแสดงออก และความเข้าใจในธรรมเนียมของยุโรป

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

การออกแบบแฟชั่นด้วย AI สำหรับแฟชั่นสมัยต้นรัชกาลที่ ๖

การออกแบบแฟชั่นด้วย AI สำหรับแฟชั่นสมัยต้นรัชกาลที่ ๖

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำมาถึงจุดที่เราสามารถรังสรรค์อดีตให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง การออกแบบแฟชั่นหรือการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ด้วย AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์กับความสร้างสรรค์ร่วมสมัย วันนี้ผมอยากพาทุกคนไปรู้จักกับกระบวนการออกแบบภาพแฟชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายสมัยต้นรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงของสังคมสยามทั้งในด้านวัฒนธรรมและความงาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นกรุงเทพฯ ยุค 1960s (พ.ศ. 2510): สะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมไทยและตะวันตก

แฟชั่นกรุงเทพฯ ยุค 1960s (พ.ศ. 2510): สะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมไทยและตะวันตก

แรงบันดาลใจของคอลเล็กชัน AI นี้มาจากความหลงใหลในเสน่ห์ของวงการภาพยนตร์ไทยใน ทศวรรษ 1960 (พุทธศักราช 2503-2512) ซึ่งเป็นยุคที่แฟชั่นของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่ผสมผสานกับรากเหง้าไทยอย่างงดงาม วงการภาพยนตร์ไทยในยุคนั้นเป็นตัวแทนของความงามและสไตล์การแต่งกาย โดยมีดาราดังอย่าง เพชรา เชาวราษฎร์ และ อรัญญา นามวงศ์ เป็นไอคอนด้านแฟชั่นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบความงามของผู้หญิงไทย

เพื่อสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ที่สมจริงของแฟชั่นยุค 60s ขึ้นมาใหม่ผ่าน AI ผมได้ฝึกโมเดล LoRA โดยใช้ภาพถ่ายจากนิตยสารและภาพยนตร์เก่าของไทยในการสร้างสรรภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด รายละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทรงผม การแต่งหน้า ผ้า และสไตล์ของภาพถ่าย ถูกออกแบบมาให้สะท้อนถึงยุคสมัยอย่างแท้จริง เป้าหมายของคอลเล็กชันนี้คือการสร้างภาพถ่ายในสไตล์วินเทจ ให้ดูเหมือนภาพถ่ายในนิตยสารของสมัยนั้น

คอลเล็กชัน AI นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทดลองด้านศิลปะ แต่เป็นการแสดงความเคารพต่อมรดกทางแฟชั่นและภาพยนตร์ไทยในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด รูปแบบของแฟชั่นไทยในยุค 1960s เป็นผลลัพธ์ของการหลอมรวมระหว่างความคลาสสิกของไทยและความทันสมัยจากโลกตะวันตก ซึ่งยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบแฟชั่นและคนรักแฟชั่นจนถึงปัจจุบัน

ในทศวรรษ 1960 หรือ ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2503-2512 ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสังคม การเมือง และวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ในเวลานั้นเป็นศูนย์กลางของความทันสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตกอย่างรวดเร็ว ภายใต้รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ (รัชกาลที่ 9) ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 จนถึง พ.ศ. 2559 ในช่วงเวลานี้ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้กระแสแฟชั่นตะวันตกแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ไทยก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนเองผ่านแฟชั่นที่ปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น

ทศวรรษ 1960 ถือเป็นยุคทองของภาพยนตร์ไทย หนังไทยเฟื่องฟูและกลายเป็นสื่อสำคัญที่เผยแพร่กระแสแฟชั่นใหม่ไปทั่วประเทศ ดาราภาพยนตร์อย่าง เพชรา เชาวราษฎร์ อรัญญา นามวงศ์ รุจน์ รณภพ และมิตร ชัยบัญชา เป็นนักแสดงที่ได้รับความนิยม และเป็นแบบอย่างด้านแฟชั่นให้แก่ผู้ชมทั่วประเทศ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในราชวงศ์ไทยและแฟชั่นโลก

แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในราชวงศ์ไทยและแฟชั่นโลก

หลังจากโพสต์ในหัวข้อแฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติมและบูรณะภาพถ่ายหลายภาพ ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI เหล่านี้คือพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 และ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในขณะที่ทรงพระเยาว์ ประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อีกทั้งหนึ่งในพระบรมฉายาลักษณ์ยังปรากฏ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร อยู่ในภาพด้วย

ทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกง “พลัสโฟร์” ซึ่งเป็นแฟชั่นยอดนิยมในยุคนั้น โดยมี เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ (ต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักร) เป็นผู้นำกระแสในช่วงทศวรรษ 1920 (ปลายรัชกาลที่ 6) และแพร่หลายทั้งในยุโรปและอเมริกา

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์และแฟชั่นโลก

แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์และแฟชั่นโลก

ในบรรดาภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะจากโครงการฟื้นฟูพระรูปเจ้านายไทยผู้เคยไปทรงศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ มีอยู่ภาพหนึ่งที่สะท้อนความรุ่งเรืองของแฟชั่นโลกในทศวรรษ 1920 ได้อย่างเด่นชัด คือภาพของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์ บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ในช่วง พ.ศ. 2469–2472 (ค.ศ. 1926–1929) ฉลองพระองค์ด้วยกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ซึ่งเป็นแฟชั่นที่กำลังฮิตอย่างยิ่งในยุคนั้น โดยมี เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักร) เป็นผู้นำกระแส จนกลายเป็นที่นิยมทั้งในยุโรปและอเมริกา

ความนิยมของกางเกงพลัสโฟร์ไม่ได้เสื่อมคลายไปอย่างรวดเร็ว หากแต่ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องเข้าสู่ทศวรรษ 1930 ดังจะเห็นได้จากพระบรมฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระเจ้าอนันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ขณะยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภาพนี้ถ่ายในปี ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2477–2478) และเก็บรักษาอยู่ใน LIFE Photo Collectionแสดงให้เห็นว่าพระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกงพลัสโฟร์เช่นเดียวกัน สะท้อนความต่อเนื่องของแฟชั่นสมัยใหม่ที่พระบรมวงศ์ชั้นสูงของไทยได้ทรงรับไว้

ความแพร่หลายของแฟชั่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นในภาพถ่ายสำคัญอีกภาพหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1922 (พ.ศ. 2465) เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเสด็จประพาสตะวันออกไกล โดยได้เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่น และเสด็จไปยัง โตเกียวกอล์ฟคลับ (Tokyo Golf Club) ที่นั่นมีภาพถ่ายร่วมกับ มกุฎราชกุมารฮิโรฮิโตะ (ต่อมาคือจักรพรรดิโชวะ) ทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกงพลัสโฟร์ในสไตล์สปอร์ตอันทันสมัย การเสด็จเยือนครั้งนี้ซึ่งรวมถึงอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น ช่วยเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแฟชั่นระดับโลกของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดไปทั่วภูมิภาค

คำว่า Plus Four หมายถึงกางเกงที่ยาวเลยเข่าออกไปสี่นิ้ว แตกต่างจาก Plus Two, Plus Eight และกางเกงแบบ Knickerbocker ดั้งเดิม กางเกงพลัสโฟร์ถูกเผยแพร่ในอเมริกาโดยเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดระหว่างการเสด็จเยือนทางการทูตในปี ค.ศ. 1924 (พ.ศ. 2467) และกลายเป็นที่นิยมในฐานะแฟชั่นที่สะท้อนความผ่อนคลายและความเป็นอิสระในยุคแจ๊ซ กางเกงชนิดนี้มักสวมคู่กับถุงเท้าอาร์ไกล์ (argyle socks) เนกไทผ้าไหม เสื้อเชิ้ต และเสื้อสเวตเตอร์ อีกทั้งยังมีการสวมเป็นสูทเต็มชุด ดังเช่นที่นักดนตรีชื่อดัง หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) เคยสวมใส่

เดิมทีพลัสโฟร์ออกแบบมาเพื่อการกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง โดยนิยมสวมเป็นส่วนหนึ่งของชุด Norfolk suit ตัดเย็บด้วยผ้าทวีดหรือผ้าลายตาราง เหมาะกับสภาพอากาศหนาวชื้นของอังกฤษ ต่อมากางเกงชนิดนี้ก็กลายเป็นแฟชั่นในตัวเอง ไม่จำกัดอยู่แค่การล่าสัตว์หรือเล่นกีฬาอีกต่อไป

กางเกงพลัสโฟร์ยังถูกทำให้เป็นอมตะในวัฒนธรรมสมัยนิยมผ่านตัวละคร ตินติน (Tintin) ของนักเขียนการ์ตูน แอร์เช่ (Hergé) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก พาลเล ฮูลด์ (Palle Huld) เด็กหนุ่มชาวเดนมาร์กผู้เดินทางรอบโลกในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) เพื่อรำลึกถึงวรรณกรรม Around the World in 80 Days ของ ฌูล เวิร์น (Jules Verne) และแต่งกายด้วยพลัสโฟร์ตลอดการเดินทาง

ทุกวันนี้ พลัสโฟร์ยังคงปรากฏในโลกของกีฬากอล์ฟมากที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์แห่งความสปอร์ตและความรื่นรมย์กลางแจ้ง กางเกงทรงพองและถุงเท้าลายตารางกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่แฟชั่นเชื่อมโยงกับเสรีภาพ และยังเป็นที่ระลึกถึงช่วงเวลาที่เจ้านายฝ่ายตะวันตกและตะวันออก — ตั้งแต่ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์ บริพัตร ไปจนถึง สมเด็จพระเจ้าอนันทมหิดล รัชกาลที่ 8 — ต่างก็ทรงรับเอาสไตล์อันทันสมัยของกางเกงพลัสโฟร์ไว้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่ากางเกงพลัสโฟร์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในอดีต เพราะในโลกแฟชั่นร่วมสมัย Ralph Lauren ได้หยิบยกกางเกงพลัสโฟร์กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันสุภาพบุรุษฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) ยืนยันว่ากางเกงชนิดนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่อยู่เสมอในรันเวย์ระดับโลก

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ผลงานของ ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ สิงคโปร์

พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ผลงานของ ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ สิงคโปร์

ภาพถ่ายคอลเลกชันนี้เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI

ผมได้บูรณะไว้สองรูปแบบ ได้แก่ แบบคงเค้าเดิมตามพระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับ และแบบที่เปลี่ยนฉากหลังเป็นลวดลายเปลือกหอยมุกทั้งหมด ซึ่งผมเห็นว่าสวยงามและช่วยขับภาพให้ดูสดใส มีมิติเพิ่มขึ้น

พระบรมฉายาลักษณ์นี้เป็นผลงานของ ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ (Robert Lenz & Co, Photographer) ณ เมืองสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. 1896) โดยสามารถสังเกตตราประทับของร้านได้ที่มุมซ้ายด้านล่างของภาพ ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษว่า ROBERT LENZ & CO PHOTOGRAPHER และด้านขวาซึ่งเลือนลางอ่านได้ว่า SINGAPORE

โรเบิร์ต เลนซ์ เป็นช่างภาพชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียง เขาเคยเข้ามารับจ้างถ่ายรูปในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๗ (ค.ศ. 1894) ดังปรากฏหลักฐานในโฆษณาหนังสือพิมพ์ บางกอกไตมส์ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. 1896) หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากการเสด็จประพาสชวาและเสด็จถึงกรุงเทพฯ แล้ว เขาได้เปิดสาขาร้านถ่ายรูปขึ้นที่กรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในร้านถ่ายรูปที่หรูหราและทันสมัยที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีเกียรติประวัติในการฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ และถ่ายภาพเจ้านายชั้นสูงไว้อย่างมากมาย ด้วยฝีมืออันประณีต

ในพระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับนี้ยังมี ลายพระหัตถ์ ระบุว่า

“จุฬาลงกรณ์ ปร. ให้ลูกชายโตมหาวชิราวุธ วันที่ ๑๖ กันยายน รัตนโกสินทรศก (๒๙ ปี ในรัชกาล) ๑๑๕”

“ลูกชายโต” ในที่นี้คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)

สันนิษฐานว่าพระบรมฉายาลักษณ์นี้ถ่ายเมื่อคราวที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จถึงสิงคโปร์ใหม่ ๆ ในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเสด็จต่อไปยังเกาะชวา หลักฐานจากหนังสือ “ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน ซึ่งบันทึกกำหนดการเสด็จระบุว่า วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ได้เสด็จไป “ถ่ายรูปที่มิสเตอร์เลนส์” อันสอดคล้องกับพระบรมฉายาลักษณ์ชุดนี้อย่างชัดเจน

สำหรับ ฉลองพระองค์ นี้ เป็นแฟชั่นบุรุษในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1890 ซึ่งอยู่ในยุควิกตอเรียตอนปลาย เสื้อเชิ้ตเป็นแบบ ปกแข็ง (imperial collar) สวมคู่กับ ผ้าผูกคอ (necktie) ส่วนชุดเป็น สูทลำลองแบบสามชิ้น (lounge suit) ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมในหมู่ชายหนุ่มสมัยใหม่ในขณะนั้น แต่เดิมชุดสูทลักษณะนี้ใช้สำหรับสวมใส่อยู่ภายในบ้าน แทนการสวม morning dress หรือ frock coat ที่ถือว่าทางการเกินไป ด้วยคุณลักษณะที่สวมใส่ง่ายและสะดวกต่อการเดินทาง จึงทำให้สูทแบบ lounge suitv กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ลักษณะของเสื้อสูทสมัยวิกตอเรียจะตัวยาวลงมาถึงสะโพก มีปกเสื้อค่อนข้างสูง และเป็นแบบ notch lapel ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของสูทสมัยใหม่ที่เราสวมใส่กันในปัจจุบัน

ในพระหัตถ์ซ้ายทรงถือ พระมาลาแบบฮอมเบิร์ก (Homburg hat) ซึ่งเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรปและสุภาพบุรุษชั้นสูง หมวกชนิดนี้มีเอกลักษณ์ที่ รอยพับกลาง (centre crease) และ ริบบิ้นผ้ากรอสเกรน (grosgrain ribbon) โดยทั่วไปนิยมสวมกับ lounge suit ในเวลากลางวัน แต่ในยุคเอ็ดเวิร์เดียน ขุนนางและนักการทูตก็มักสวมคู่กับ frock coat ได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความสุขุม สง่างาม และการรับรู้ภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ อันเป็นการผสานระหว่างธรรมเนียมดั้งเดิมกับโลกสมัยใหม่

หมวกฮอมเบิร์ก มีที่มาที่เมือง บาดฮอมเบิร์ก (Bad Homburg) ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเมืองสปาและแหล่งพักตากอากาศของราชวงศ์และชนชั้นสูงยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หมวกสไตล์นี้ถูกนำเสนอแก่ เจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร (ต่อมาคือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7) ระหว่างการเสด็จเยือนเมืองบาดฮอมเบิร์กในทศวรรษ 1860 โดยได้รับเป็นของกำนัลจากราชสำนักเยอรมนี เมื่อพระองค์ทรงสวมหมวกนี้กลับสู่อังกฤษ จึงทำให้หมวกฮอมเบิร์กกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ขุนนาง นักการทูต และสุภาพบุรุษชั้นสูง

ความนิยมดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อังกฤษกับราชวงศ์เยอรมันอย่างใกล้ชิด สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงมีเชื้อสายเยอรมันและพระราชโอรส-พระราชธิดาหลายพระองค์ก็ทรงสมรสเข้ากับเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งรัฐเยอรมัน อีกทั้ง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ก็ทรงมีพระประยูรญาติใกล้ชิดกับ จักรพรรดิเยอรมัน วิลเฮล์มที่ 2 ทำให้หมวกฮอมเบิร์กมิใช่เพียงแฟชั่นสุภาพบุรุษ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและการทูตราชวงศ์ยุโรป

สำหรับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเลือกสวมหมวกชนิดนี้จึงมิได้เป็นเพียงการติดตามรสนิยมสากล หากแต่เป็น กลยุทธ์เชิงสุนทรียะ (strategic aesthetic) ที่สะท้อนพระวิสัยทัศน์ทางการทูต พระองค์ทรงเข้าใจว่าการแต่งกายแบบตะวันตกในยุคที่คำว่า “ความศิวิไลซ์” ถูกนิยามโดยสายตาชาวตะวันตก มิได้หมายถึงการเลียนแบบแฟชั่นเท่านั้น แต่คือ การประกาศตัวตนของสยาม ว่าเป็นชาติอารยะ ทันสมัย และยืนอยู่ในระดับเดียวกับมหาอำนาจ ผ่านการใช้แฟชั่นเป็น ภาษาทางการทูต เพื่อต้านทานแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม

นอกจากนี้ นักประวัติศาสตร์ยังมองว่า การเสด็จประพาสชวาใน พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. 1896) ถือเป็นเสมือน “การซ้อมใหญ่” (dress rehearsal) ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. 1897) เนื่องจากในการเสด็จครั้งนั้น ข้าราชบริพารและเจ้านายที่ตามเสด็จล้วนต้อง ฝึกฝนการแต่งกายแบบยุโรป การใช้เครื่องแต่งกายอย่างถูกกาลเทศะ และการวางพระองค์ในพิธีการสากล เสมือนเป็นการทดลองและเตรียมความพร้อมให้ทุกพระองค์และทุกคนที่ตามเสด็จคุ้นเคยกับแบบแผนของโลกตะวันตก เมื่อถึงคราวเสด็จยุโรปจริงในปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะจึงสามารถแสดงออกถึงความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจและสง่างาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แผ่นฟิล์มกระจกโบราณเผยโฉมเจ้าชายไทยผู้เคยศึกษา ณ โรงเรียนแฮร์โรว์ กรุงลอนดอน

แผ่นฟิล์มกระจกโบราณเผยโฉมเจ้าชายไทยผู้เคยศึกษา ณ โรงเรียนฮาร์โรว์ กรุงลอนดอน

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชั่นนี้ คือพระรูปของพระองค์เจ้า และหม่อมเจ้าชาย หลายพระองค์ ผู้เคยศึกษา ณ โรงเรียนฮาร์โรว์ กรุงลอนดอน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖

ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕, พ.ศ. ๒๓๙๖–๒๔๕๓ / ค.ศ. 1853–1910) เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทรงวางรากฐานการปฏิรูปประเทศ พระองค์มิได้มุ่งเพียงด้านการปกครองและการทหาร แต่ยังทรงให้ความสำคัญต่อ การศึกษา อย่างยิ่ง พระราชโอรสและพระราชนัดดาหลายพระองค์ได้รับการส่งไปศึกษายังทวีปยุโรป หนึ่งในสถาบันชั้นนำที่ราชสำนักสยามเลือกก็คือ โรงเรียนฮาร์โรว์ (Harrow School) กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ และเป็นสถานศึกษาของชนชั้นสูงอังกฤษ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

จินตภาพแห่งวิถีชีวิตยามว่างในราชสำนักสยามปลายรัชกาลที่ ๕

แฟชั่นในฐานะการทูต

ทั้งเสื้อลูกไม้แขนพองของสตรีและเสื้อราชปะแตนของบุรุษในภาพนี้ ล้วนมิใช่เพียง “แฟชั่น” หากแต่เป็น ภาษาทางการทูต ที่สะท้อนการประกาศความทันสมัยและอธิปไตยของสยามต่อสายตาชาติตะวันตก การผสมผสานแฟชั่นตะวันตกกับการแต่งกายไทยมิได้เพียงตอบรับกระแสสมัยนิยม แต่ยังเป็นกลยุทธ์เชิงวัฒนธรรมที่ทำให้สยามยืนหยัดอยู่ในโลกสมัยใหม่อย่างสง่างาม

ดังนั้น ฉากสมมุติแห่งการพักผ่อนบนสนามหญ้าพระบรมมหาราชวังที่เห็นนี้ จึงมิใช่เพียงภาพงดงามในเชิงศิลป์ หากยังสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะเครื่องมือแสดงอำนาจ สถานะ และการเจรจาทางวัฒนธรรมในสยาม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เสื้อราชปะแตน: เรื่องเล่าของสัญลักษณ์การแต่งกายสุภาพบุรุษไทย

เสื้อราชปะแตน: เรื่องเล่าของสัญลักษณ์การแต่งกายสุภาพบุรุษไทย

ภาพถ่ายที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ นำเสนอภาพสุภาพบุรุษสยามในช่วงรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ แต่งกายด้วย “เสื้อราชปะแตน” ที่ถูกต้องตามแบบแผนดั้งเดิม เสื้อชนิดนี้ตัดเย็บจากผ้าฝ้าย เรียบง่าย ใส่ง่าย ไม่มีการเสริมไหล่หรือใช้เส้นใยสังเคราะห์เช่นที่เห็นในปัจจุบัน และยังเป็นรากฐานของเสื้อคอตั้งแบบแมนดาริน (Mandarin Collar) ซึ่งภายหลังรัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานต้นแบบให้พัฒนาเป็น “เสื้อพระราชทาน” ที่รัฐบาลประกาศให้ใช้แทนชุดสากลเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2523 พร้อมแนวคิดให้ใช้ผ้าท้องถิ่นแต่ละภูมิมาตัดเย็บ ส่งผลให้เกิดเสื้อสุภาพบุรุษไทยที่มีสีสันและลวดลายสดใหม่ไม่เคยมีมาก่อน การบูรณะภาพถ่ายครั้งนี้จึงไม่เพียงบันทึกแฟชั่นในอดีต แต่ยังสะท้อนพัฒนาการทางสังคมและการเมืองที่แฝงอยู่ในประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายไทย

การกำเนิด: ความคิดใหม่ในโลกเก่า

เสื้อ Raj-Pattern หรือที่กลายเสียงมาเป็น “เสื้อราชปะแตน” เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๕ หลังเสด็จกลับจากการประพาสอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๑๕ พระองค์ทรงตระหนักถึงข้อจำกัดของการแต่งกายแบบตะวันตกที่เต็มไปด้วยชั้นเชิ้ต เสื้อนอก และเนกไท ซึ่งไม่เหมาะกับอากาศร้อนชื้นของสยาม หากยังคงต้องการภาพลักษณ์อันทันสมัยและเป็นสากลเพื่อแสดงต่อชาติตะวันตก การสร้าง “เครื่องแบบสุภาพบุรุษแบบใหม่” จึงเป็นสิ่งจำเป็น

เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) จึงนำต้นแบบจากช่างตัดเสื้อชาวกัลกัตตาขึ้นทูลเกล้าฯ ลักษณะเสื้อคือคอตั้ง แขนยาว ติดกระดุมห้าเม็ด ตัดจากผ้าฝ้ายสีขาว สวมง่าย สบาย และดูเป็นทางการ ชื่อ “Raj-Pattern” มาจากการผสมคำ Raj/Raja (ราชา) กับ Pattern (แบบ) ก่อนจะเพี้ยนเสียงมาเป็น “ราชปะแตน” ในที่สุด

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น (Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves) ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440)

แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น (Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves) ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) และการเข้ามาในราชสำนักสยาม (ตอนที่ 2)

พระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ สร้างสรรค์ด้วย หลักคู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันเสาร์ คือ “นุ่งเม็ดมะปราง ห่มโศก” (นุ่งผ้าสีม่วง ห่มผ้าสีเขียวอ่อน)

ต้นกำเนิดในปารีส: การเปลี่ยนผ่านจากแฟชั่นแขนเสื้อทรงแขนหมูแฮม

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปลายทศวรรษ 1890 แฟชั่นสตรีในยุโรปถึงจุดสูงสุดของ แขนเสื้อทรงแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton Sleeve / Gigot Sleeve) ซึ่งขยายใหญ่เป็นพิเศษในราว ค.ศ. 1895–1896 (พ.ศ. 2438–2439) แต่เมื่อถึง ฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) รูปทรงดังกล่าวเริ่มลดขนาดลง ดีไซเนอร์ในปารีสจึงนำเสนอความละเอียดอ่อนแบบใหม่ คือ การออกแบบ แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น (Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves) โดยการนำลูกไม้หรือผ้าซ้อนเป็นชั้น ๆ เป็นระบาย แล้วไล่ระดับลงมาตามหัวไหล่และต้นแขน

สไตล์ใหม่นี้ปรากฏในนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศส เช่น La Mode Illustrée (ค.ศ. 1897 / พ.ศ. 2440) ซึ่งชี้ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากความอลังการของแขนเสื้อทรงแขนหมูแฮมไปสู่ความอ่อนหวานโรแมนติก อันจะปูทางสู่แฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian Fashion) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือช่วงรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย

การเผยแพร่เข้าสู่ราชสำนักสยาม

ในปีเดียวกันนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (King Chulalongkorn, Rama V, 1853–1910 / พ.ศ. 2396–2453) เสด็จฯ ประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ ใน ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่แขนเสื้อแฟชั่นแบบใหม่กำลังเผยโฉมที่ปารีส สันนิษฐานได้ว่าพระองค์อาจทรงจัดหาชุดแฟชั่นหรือตัดเย็บเสื้อผ้าล่าสุดจากฝรั่งเศสเพื่อพระราชทานแก่เจ้านายฝ่ายในและพระราชธิดาในราชสำนัก

การนำแฟชั่นใหม่นี้เข้าสู่ราชสำนักไทยจึงมิใช่เพียงการติดตามสมัยนิยม หากแต่เป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) และการเชื่อมโยงกับราชสำนักยุโรป การสวมใส่เสื้อผ้าลูกไม้วิคตอเรียทรงแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น จึงกลายเป็นการแสดงสถานะและพระบารมีของพระราชสำนักสยาม และฝ่ายใน ในสายตานานาชาติ

ตัวอย่างเจ้านายฝ่ายใน ในราชสำนักสยาม ที่ทรงฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้ในแบบแฟชั่นวิคตอเรียตอนปลายด้วยแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น พระรูปนี้ คาดว่าฉายในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. 1897) หรือหลังจากนั้น 

เราสามารถอ่านภาพได้จากการคำนวนอายุของ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร พระองค์ประสูต พ.ศ. ๒๔๒๐ ในพระรูปนี้พระองค์มีพระชันษา ประมาณ ๒๐ ปี และประวัติศาสตร์แฟชั่นของการสร้างสรรค์แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นมาและเป็นที่นิยมในปารีส ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ช่วยให้เราให้สามารถกำหนดอายุของพระรูปนี้ได้อย่างไรแม่นยำ

  1. เจ้านายฝ่ายในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ (จากซ้าย): พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงรัตนโกสินทร, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

  2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ (Princess Puangsoi Sa-ang, 1866–1950 / พ.ศ. 2409–2493)
    พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (King Mongkut, Rama IV, 1804–1868 / พ.ศ. 2347–2411) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง (Chao Chom Manda Tieng Rojanadis) และเป็นพระเชษฐภคินีร่วมบิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ลูกไม้พร้อม แขนเสื้อซ้อนชั้นระบาย (Manches à volants superposés / Tiered Flounce Sleeves)ตกแต่งด้วยริบบิ้นสีพาสเทล แสดงถึงการที่เจ้านายฝ่ายในระดับสูงรับอิทธิพลแฟชั่นปารีสอย่างรวดเร็ว

  3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร (Princess Suddha Dibyaratana, 1877–1922 / พ.ศ. 2420–2465)
    พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี (Queen Sukhumala Marasri, 1861–1927 / พ.ศ. 2404–2470) เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ทรงฉลองพระองค์ที่ปรากฏมี แขนเสื้อลูกไม้ซ้อนชั้น คาดแพรสะพายแพร แสดงถึงการผสมผสานแฟชั่นปารีสกับสัญลักษณ์ชั้นสูงของสยาม

  4. เจ้าจอมมารดาชุ่ม ไกรฤกษ์ (Chao Chom Manda Chum Krairoek, 1869–1911 / พ.ศ. 2412–2454) ธิดาของพระมงคลรัตนราชมนตรี (Phraya Mongkolrat Rajamontri, ช่วง ไกรฤกษ์) สวมชุดลูกไม้พร้อม ชั้นระบายพริ้วบนหัวไหล่ ตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งความสง่างาม และเป็นการสะท้อนว่าไม่เพียงแต่เจ้าฟ้า แต่แม้แต่เจ้าจอมก็ต่างมีโอกาสได้สวมใส่แฟชั่นใหม่เช่นกัน

  5. เจ้าจอมมารดาโหมด บุนนาค (Chao Chom Manda Mod Bunnag, 1863–1932 / พ.ศ. 2406–2475) ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (Chao Phraya Surawongwaiwat, Worn Bunnag, 1829–1882 / พ.ศ. 2372–2425) สวมเสื้อแบบ แขนเสื้อแบบซ้อนชั้น ประกอบกับการห่มแพรปัก (Phrae Pak) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (Order of Chula Chom Klao, 1873 / พ.ศ. 2416) การแต่งกายนี้เป็นการหลอมรวมแฟชั่นตะวันตกเข้ากับเอกลักษณ์ไทย

ความหมายทางวัฒนธรรม

การรับเอาแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้นเข้าสู่ราชสำนักสยามใน ค.ศ. 1897–1898 (พ.ศ. 2440–2441) มีความสำคัญดังนี้:

1. เป็นสัญลักษณ์แห่งความทันสมัย (Modernity): ราชสำนักสยามแสดงความเทียบเท่าราชสำนักยุโรป

2. เป็นเครื่องหมายแห่งพระบารมีและพระราชไมตรี: อนุมานว่าเสื้อเหล่านี้อาจเข้ามาพร้อมกับการพระราชทานเสื้อผ้าตามแฟชั่นยุโรป

3. การดัดแปลงอย่างไทย: แม้แบบแผนจะมาจากปารีส แต่การสวมใส่ควบคู่กับแพรปัก เครื่องราชฯ ผ้านุ่งโจงกระเบน และเครื่องประดับไทย ทำให้เกิด “แฟชั่นราชสำนักสยาม” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

กล่าวโดยสรุป แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น Manches à volants superposés (Tiered Flaunce Sleeves) จากปารีสในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นในราชสำนักสยามอย่างรวดเร็ว และเป็นหลักฐานสำคัญของการผสมผสานระหว่าง แฟชั่นยุโรป และ อัตลักษณ์ไทย ภายใต้พระบารมีแห่งรัชกาลที่ 5

Fashion History: Tiered Sleeves of 1897 and Their Entry into Siamese Court Dress

European Origins: The Decline of the Gigot

By the mid-1890s, women’s fashion in Europe had reached the height of the leg-of-mutton sleeve (or gigot sleeve), which swelled to exaggerated proportions in 1895–1896. By autumn 1897, however, the sleeve silhouette began to soften. Designers in Paris introduced a new refinement: tiered flounces or graduated volant sleeves, where layers of lace, ribbon, or fabric were stacked to create a decorative cascade over the upper arm. This style, often described in French fashion journals such as La Mode Illustrée, was called “manches à volants superposés” and offered a lighter, more ornate alternative to the collapsing gigot.

The effect was feminine and romantic, perfectly suited to evening and formal dress. Paired with high lace collars and lavish use of Valenciennes lace, silk foulard, or batiste, these sleeves heralded the transition from the monumental 1890s to the softer Edwardian aesthetic.

Transmission to Siam: The Royal Court of Bangkok

The same year this sleeve fashion took hold, King Chulalongkorn (Rama V) undertook his second European tour (1897). His visit coincided precisely with the Paris autumn season when these new sleeves were introduced. It is highly plausible that the King, well aware of the prestige of French couture and keen to modernise Siamese court life, acquired gowns or textiles reflecting this latest European taste as gifts for his consorts and daughters. Such gestures had precedent: European fashion houses, including Worth, Paquin, and Doucet, regularly supplied garments for Asian royalty.

By late 1897 and early 1898, photographic evidence suggests that Siamese court ladies began adopting this tiered sleeve style, reinterpreted through local tastes, court etiquette, and the integration of royal insignia such as the Chula Chom Klao order and phrae pak (embroidered silk shawls).

An example of a royal lady of the Inner Court of Siam wearing late Victorian lace fashion with tiered flounce sleeves. This portrait is estimated to have been taken in 1897 (B.E. 2440) or shortly thereafter.

The dating of the image can be determined by calculating the age of Princess Suddha Dibyaratana, Krom Luang Sri Ratanakosin (born 1877 / B.E. 2420). In this portrait, she appears to be about twenty years old. Together with the history of fashion—specifically the creation and popularisation of tiered flounce sleeves (manches à volants superposés) in Paris in 1897—this allows us to date the photograph with considerable accuracy.

Identified Figures in the Portrait

  1. Royal ladies of the Inner Court during the reign of King Chulalongkorn (Rama V), from left to right:

    • Princess Napapornprapha, Krom Luang Thip Rattanakiritkulini

    • Princess Pradit Sari

    • Princess Suddha Dibyaratana, Krom Luang Ratanakosin

    • Princess Busaban Bua Phan

    • Princess Puangsoi Sa-ang

    • Queen Sukhumala Marasri, the Queen Consort

  2. Princess Puangsoi Sa-ang (1866–1950 / B.E. 2409–2493)
    Daughter of King Mongkut (Rama IV, 1804–1868 / B.E. 2347–2411) by Chao Chom Manda Tieng Rojanadis. She was the elder half-sister of King Chulalongkorn. In this portrait, she wears lace with tiered flounce sleeves (manches à volants superposés) trimmed with pastel ribbons, reflecting how quickly the highest-ranking Inner Court ladies absorbed Parisian fashions.

  3. Princess Suddha Dibyaratana, Krom Luang Sri Ratanakosin (1877–1922 / B.E. 2420–2465)
    Daughter of King Chulalongkorn (Rama V) and Queen Sukhumala Marasri (1861–1927 / B.E. 2404–2470). She is dressed in lace with layered sleeves, wearing a sash across her shoulder, symbolising the fusion of Parisian fashion with Siamese markers of noble rank.

  4. Chao Chom Manda Chum Krairoek (1869–1911 / B.E. 2412–2454)
    Daughter of Phraya Mongkolrat Rajamontri (Chueng Krairoek). She wears a lace gown with flounced sleeves cascading at the shoulders, emphasising grace and refinement, showing that not only princesses but also royal consorts could partake in new fashion trends.

  5. Chao Chom Manda Mod Bunnag (1863–1932 / B.E. 2406–2475)
    Daughter of Chao Phraya Surawongwaiwat (Worn Bunnag, 1829–1882 / B.E. 2372–2425). She is depicted in a gown with tiered sleeves, combined with a Phrae Pak (royal embroidered sash) and the Order of Chula Chom Klao (founded 1873 / B.E. 2416). Her attire demonstrates the blending of Western fashion with uniquely Siamese court traditions.

Cultural Significance

The adoption of tiered sleeves in Siam in 1897–1898 underscores how quickly fashion innovations in Paris resonated across the globe. For Siam, these sleeves symbolised:

  • Modernity: aligning Siamese court culture with European royal courts.

  • Royal prestige: gifts from King Chulalongkorn’s European tour would have signalled his care for his consorts and daughters, while placing them in the forefront of cosmopolitan fashion.

  • Adaptation: while the forms were European, the integration of Thai jewellery, orders, and textiles created a distinct Siamese version of the style.

Thus, the “manches à volants superposés” of Paris became, within months, part of the visual language of Siamese monarchy, captured in portraits of the kingdom’s most illustrious women.

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand 

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ภาพถ่ายประชุมเจ้าประเทศราช พ.ศ. ๒๔๔๐

ภาพถ่ายประชุมเจ้าประเทศราช พ.ศ. ๒๔๔๐

การค้นพบ บูรณะ และความหมายทางประวัติศาสตร์

ภาพถ่ายที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ บันทึกเหตุการณ์ประชุมเจ้าประเทศราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เนื่องในโอกาสรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเสด็จนิวัติกลับจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ภาพดังกล่าวถือเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า เนื่องจากเป็นภาพเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย

การค้นพบและการเก็บรักษา

ภาพถ่ายนี้ถูกค้นพบโดยคุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ จากราชสกุล ณ น่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ และได้มอบต้นฉบับให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อเก็บรักษาเป็นสมบัติของชาติและเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการศึกษาในอนาคต

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คู่สีสวัสดิรักษา “วันศุกร์ – นุ่งเมฆคราม ห่มจันทร์” และวัน “วันพิพิธภัณฑ์ไทย”

คู่สีสวัสดิรักษา “วันศุกร์ – นุ่งเมฆคราม ห่มจันทร์” และวัน วันพิพิธภัณฑ์ไทย

ภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นการจินตนาการแฟชั่นของสตรีฝ่ายในราชสำนักสยาม สมัยรัชกาลที่ ๕ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ (พ.ศ. ๒๔๓๐–๒๔๔๐ / ค.ศ. 1890s) โดยออกแบบให้สอดคล้องกับ คู่สีสวัสดิรักษา ของวันศุกร์ คือ วันศุกร์ นุ่งเมฆคราม ห่มจันทร์ (นุ่งผ้าสีน้ำเงิน ห่มผ้าสีเหลือง)

ในทศวรรษ 1890 (พ.ศ. 2433–2442) แฟชั่นแขนเสื้อพองทรงหมูแฮม (Leg-of-Mutton Sleeve) กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำยุค โดยเฉพาะราว พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) แขนเสื้อขยายพองโตถึงที่สุด มักจับคู่กับคอร์เซ็ตรัดแน่นและกระโปรงทรงเอไลน์ที่เน้นสัดส่วนเว้าส่วนโค้งตามอุดมคติความงามแบบวิกตอเรีย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันพฤหัสบดี คือ “วันพฤหัสบดี นุ่งเสม ห่มตองอ่อน” (นุ่งผ้าสีแสด ห่มผ้าสีเขียวอ่อน)

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันพฤหัสบดี คือ “วันพฤหัสบดี นุ่งเสม ห่มตองอ่อน” (นุ่งผ้าสีแสด ห่มผ้าสีเขียวอ่อน)

ภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นการจินตนาการแฟชั่นใน ราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ ๕ ช่วงปลายรัชกาล (พ.ศ. 2430–2440 / ค.ศ. 1890s) ซึ่งเป็นยุคที่เสื้อแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton Sleeve) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในราชสำนักฝ่ายใน ผมได้ออกแบบให้เข้ากับ คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันพุธ คือ “วันพฤหัสบดี นุ่งเสม ห่มตองอ่อน” (นุ่งผ้าสีแสด ห่มผ้าสีเขียวอ่อน)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันพุธ คือ “วันพุธ นุ่งเขียวดิน ห่มจำปา” (นุ่งผ้าสีเขียว ห่มผ้าสีเหลือง)

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันพุธ คือ “วันพุธ นุ่งเขียวดิน ห่มจำปา” (นุ่งผ้าสีเขียว ห่มผ้าสีเหลือง)

ภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นการจินตนาการแฟชั่นใน ราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ ๕ ช่วงปลายรัชกาล (พ.ศ. 2430–2440 / ค.ศ. 1890s) ซึ่งเป็นยุคที่เสื้อแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton Sleeve) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในราชสำนักฝ่ายใน ผมได้ออกแบบให้เข้ากับ คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันพุธ คือ “วันพุธ นุ่งเขียวดิน ห่มจำปา” (นุ่งผ้าสีเขียว ห่มผ้าสีเหลือง)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันอังคาร คือ “นุ่งโศก ห่มพวงอังกาบ” (นุ่งผ้าสีเขียวอ่อน ห่มผ้าสีม่วงอ่อน)

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันอังคาร คือ “นุ่งโศก ห่มพวงอังกาบ” (นุ่งผ้าสีเขียวอ่อน ห่มผ้าสีม่วงอ่อน)

ภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นการจินตนาการแฟชั่นใน ราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ ๕ ช่วงปลายรัชกาล (พ.ศ. 2430–2440 / ค.ศ. 1890s) ซึ่งเป็นยุคที่เสื้อแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton Sleeve) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในราชสำนักฝ่ายใน ผมได้ออกแบบให้เข้ากับ คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันอังคาร คือ “นุ่งโศก ห่มพวงอังกาบ” (นุ่งผ้าสีเขียวอ่อน ห่มผ้าสีม่วงอ่อน)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันจันทร์ คือ “นุ่งนกพิราบ ห่มจำปาแดง” (นุ่งผ้าสีนกพิราบนำ้เงินหม่น ห่มผ้าสีบานเย็น)

คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา วันจันทร์ คือ “นุ่งนกพิราบ ห่มจำปาแดง” (นุ่งผ้าสีนกพิราบนำ้เงินหม่น ห่มผ้าสีบานเย็น)

ภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นการจินตนาการแฟชั่นใน ราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ ๕ ช่วงปลายรัชกาล (พ.ศ. 2430–2440 / ค.ศ. 1890s) ซึ่งเป็นยุคที่เสื้อแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton Sleeve) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในราชสำนักฝ่ายใน ผมได้ออกแบบให้เข้ากับ คู่สีประจำวันแบบสวัสดิรักษา  วันจันทร์ คือ “นุ่งนกพิราบ ห่มจำปาแดง” (นุ่งผ้าสีนกพิราบนำ้เงินหม่น ห่มผ้าสีบานเย็น)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี

ภาพถ่ายที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือภาพของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) | มหาวิทยาลัยศิลปากร | กรุงเทพ พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ภาพต้นฉบับถ่ายโดย อาจารย์อวบ สาณะเสน

วันที่ 15 กันยายน ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวัน ศิลป์ พีระศรี คือวันเกิดของศาสตราจารย์ชาวอิตาลี ผู้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย เขาคือผู้ที่เดินทางข้ามนํ้าข้ามทะเลมาไกลเพื่ออุทิศชีวิตให้กับศิลปะในชาติเล็กๆ ของเอเชีย ซึ่งท่านเป็นเจ้าของวลีดังอย่าง พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว และ ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าจอมมารดาทับทิม โรจนดิส พระสนมเอก ในรัชกาลที่ ๕

เจ้าจอมมารดาทับทิม โรจนดิส พระสนมเอก ในรัชกาลที่ ๕

ภาพถ่ายที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ขณะทรงฉายร่วมกับพระมารดา เจ้าจอมมารดาทับทิม โรจนดิศ โดยภาพดังกล่าวถ่ายขึ้นในราวเดือนเมษายนถึงกันยายน พ.ศ. ๒๔๔๑ เวลานั้นพระองค์มีพระชันษา ๒๒ ปี ส่วนเจ้าจอมมารดาทับทิมมีอายุ ๔๑ ปี

กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (พ.ศ. ๒๔๑๙–๒๔๕๗ / ค.ศ. 1876–1914) สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ ๓๗ ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล “จิรประวัติ” พระนามเดิมคือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทับทิม ธิดาของพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ) จึงทรงเป็นพระเชษฐาร่วมเจ้าจอมมารดากับ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร ต้นราชสกุลวุฒิชัย อีกทั้งยังมีเครือญาติฝ่ายพระมารดาเชื่อมโยงกับราชสกุลกมลาศน์ ชยางกูร และดิศกุล ซึ่งล้วนสืบสายพระโลหิตในรัชกาลที่ ๔

เจ้าจอมมารดาทับทิม (๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๐ – ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๑) ทรงเป็นหนึ่งในพระสนมเอกในรัชกาลที่ ๕ ท่านเกิดเมื่อวันพุธที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นธิดาของพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ) ผู้เป็นตาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และขรัวยายอิ่ม ซึ่งสืบตระกูลบุญเรือง ต้นวงศ์ขุนนางฝ่ายในผู้ดำรงตำแหน่งหลวงวังตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

Read More