History of Fashion
สุภาพบุรุษยุคเอ็ดเวิร์ด: จากฟร็อคโค้ตสู่สูทสมัยใหม่ (ราว พ.ศ. ๒๔๕๐ / ค.ศ. 1907)
สุภาพบุรุษยุคเอ็ดเวิร์ด: จากฟร็อคโค้ตสู่สูทสมัยใหม่ (ราว พ.ศ. ๒๔๕๐ / ค.ศ. 1907)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชั่นนี้คือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งฉายในราวปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ซึ่งตรงกับช่วงปลายของยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian Era) แฟชั่นบุรุษอยู่ในห้วงแห่งการเปลี่ยนผ่านระหว่างความเคร่งครัดแบบวิกตอเรียของ ชุดแบบฟร็อคโค้ต (Frock Coat) และความสง่างามร่วมสมัยของ ชุดแบบสูทลาวน์จ (Lounge Suit) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแบบแผนของเครื่องแต่งกายบุรุษสมัยใหม่ตลอดศตวรรษที่ ๒๐
1. ฟร็อคโค้ต (Frock coat): สัญลักษณ์แห่งอำนาจและความสง่างามแบบวิกตอเรีย
ฉลองพระองค์แบบฟร็อคโค้ต ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่าเกรงขามและความสุภาพของสุภาพบุรุษในศตวรรษที่ ๑๙
ลักษณะเด่นคือเป็นเสื้อโค้ตยาว การตัดเย็บให้เข้ารูปช่วงเอว มีแนวต่อเอว (waist seam) และชายเสื้อยาวคล้ายกระโปรง เพื่อสร้างสัดส่วนที่สง่างามและทรงอำนาจ
โดยทั่วไปนิยมทรง ดับเบิลเบรสต์ (Double-breasted) สวมเป็นเสื้อชั้นนอกเหมือนเสื้อสูทที่ใส่กันในปัจจุปัน และสวมคู่กับ เสื้อกั๊ก (Waistcoat) และ ผ้าผูกคอแบบ Ascot หรือ Cravat พร้อมปกเสื้อถอดได้แบบ ปก imperial หรือ ปก wing ซึ่งสะท้อนถึงระเบียบและฐานะทางสังคมของผู้สวมใส่
หมวกที่นิยมสำหรับใส่คู่กับ Frock coat คือหมวก Top hat
สำหรับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์แบบฟร็อคโค้ตมิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งพระองค์ หากยังเป็น สัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์ และภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปรีชาญาณในยุคใหม่
ในบริบทของสยาม การทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกเช่นนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะเป็นการประกาศต่อสายตาชาวโลกว่า สยามคืออารยประเทศที่เทียบเท่าชาติยุโรป ในยุคที่จักรวรรดินิยมกำลังขยายอิทธิพลอย่างรุนแรง
2. สูทลาวน์จ (Lounge suit): จุดเริ่มต้นของความสง่างามสมัยใหม่
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แฟชั่นบุรุษเริ่มเปลี่ยนจากความเคร่งครัดไปสู่ความผ่อนคลาย ฉลองพระองค์สูทลาวน์จ (Lounge Suit) ซึ่งเดิมใช้สำหรับสวมใส่ในชนบทหรือเวลาพักผ่อน เริ่มได้รับความนิยมในเมืองและแพร่เข้าสู่สังคมชั้นสูง
สูทลาวน์จมีลักษณะ เสื้อสั้นกว่า เบากว่า และไม่มีแนวต่อเอว แตกต่างจากฟร็อคโค้ตที่เป็นทางการ
ส่วนมากเป็นแบบ ซิงเกิลเบรสต์ (Single-breasted) ติดกระดุมสามเม็ด สวมคู่กับกางเกงผ้าชนิดเดียวกัน และ เสื้อกั๊กไหมหรือผ้าลาย ซึ่งมักเพิ่มความหรูหราด้วยลวดลายปักหรือผ้าทอลายพิเศษ และผูกคอด้วยเน็คไท หรือโบหูกระต่าย
หมวกที่นิยมสำหรับใส่คู่กับ Lounge suit คือหมวก Bowler, Homburg, Fedora และ Boater
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการ ลดความเป็นลำดับชั้นทางสังคม และการมุ่งสู่ความเป็นสมัยใหม่ของโลกอุตสาหกรรม ที่เน้นความคล่องตัวและบุคลิกภาพส่วนบุคคล
พระฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เชื่อว่าถ่ายในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงเป็นภาพสะท้อนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแฟชั่นโลก พระองค์ทรงเลือกฉลองพระองค์สูทลาวน์จผ้าเนื้อละเอียด สีเข้มเรียบ คู่กับเสื้อกั๊กทองลายแพรและเนกไทไหม ซึ่งแสดงถึง ความสง่างามแบบสุภาพบุรุษสากล และ วิสัยทัศน์แห่งความทันสมัยของราชสำนักสยาม
3. มรดกแห่งสมัยใหม่: ต้นกำเนิดของสูทศตวรรษที่ ๒๐
สูทลาวน์จในยุคเอ็ดเวิร์ดได้กลายเป็นรากฐานของสูทสมัยใหม่ในยุคถัดมา โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1920–1930
การตัดเย็บมีความเรียบง่ายมากขึ้น เสื้อสั้นลง ไม่มีแนวต่อเอว และ ปกเสื้อ (lapel) กว้างขึ้นเพื่อรับกับแฟชั่นแห่งยุคหลังสงคราม
ปกเสื้อแบบแข็งถูกแทนที่ด้วย ปกเสื้อแบบอ่อนและผูกคอด้วยเนกไท ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานของการแต่งกายบุรุษตลอดศตวรรษที่ ๒๐
ดังนั้น การพัฒนาเครื่องแต่งกายจากฟร็อคโค้ตสู่สูทลาวน์จ จึงมิใช่เพียงวิวัฒนาการทางแฟชั่นเท่านั้น หากยังสะท้อน การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคมโลก จากยุคของลำดับชั้นสู่ความเป็นปัจเจกและความเป็นมืออาชีพในโลกสมัยใหม่
พระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในราวปี พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงทรงคุณค่ายิ่งในฐานะหลักฐานทางวัฒนธรรมแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน
ฟร็อคโค้ต สะท้อนพระบารมีแห่งกษัตริย์ผู้ทรงธรรมและสง่างามตามแบบยุโรป และการแต่งพระองค์อย่างเป็นทางการ
ส่วน สูทลาวน์จ คือประกายแห่งความเป็นสมัยใหม่ ที่ประกาศให้โลกเห็นว่าสยามพร้อมก้าวเข้าสู่ความศิวิไลซ์อย่างแท้จริง
ฉลองพระองค์ทั้งสองแบบนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่าง “จักรวรรดินิยม” และ “โลกสมัยใหม่” ที่ยังคงส่งอิทธิพลต่อแฟชั่นบุรุษเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ฉลองพระองค์พร้อมเทียร่าประดับเพชรแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓
ภาพในคอลเลกชันนี้ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI โดยอ้างอิงจากพระฉายาลักษณ์ต้นฉบับหายากของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เมื่อครั้ง ทรงประดับพระองค์ด้วยเทียร่าทำจากทองคำประดับเพชรเหลี่ยมกุหลาบ ในพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี” เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ หมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง
พระฉายาลักษณ์องค์นี้เชื่อกันว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พระองค์ทรงประดับ เทียร่าทองคำประดับเพชรเหลี่ยมกุหลาบ อันวิจิตรตระการตา ซึ่งคาดว่าออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับพระราชพิธีสำคัญดังกล่าวเท่านั้น จึงนับเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่ทรงคุณค่าและหาชมได้ยากที่สุดในราชวงศ์จักรี
ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคลแด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และทรงเป็นพระมิ่งขวัญแห่งปวงพสกนิกรตราบเท่ากัลปาวสาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
AI Fashion Lab, London
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ของราชสำนักไทย (ตอนที่ ๔)
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ของราชสำนักไทย (ตอนที่ ๔)
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) หรือที่รู้จักกันในนาม เทียร่าแบบโคโคชนิก (Kokoshnik Tiara) นับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรโบราณที่ทรงคุณค่าที่สุดของราชวงศ์ไทย ด้วยลวดลายซี่เพชรที่เรียงรายราวกับแสงรัศมีแห่งพระอาทิตย์ เทียร่าลักษณะนี้สะท้อนอิทธิพลของแฟชั่นราชสำนักยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ได้อย่างเด่นชัด
แรงบันดาลใจของเทียร่าลักษณะนี้มาจากศิราภรณ์ทรงโคโคชนิกของ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เฟโอโดรอฟนา(Empress Maria Feodorovna) พระราชมารดาใน สมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งรัสเซีย ซึ่งทรงโปรดศิราภรณ์พื้นเมืองของสตรีรัสเซียที่มีลักษณะครึ่งวงกลม ภายหลังศิราภรณ์ทรงนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในราชสำนักยุโรปยุค เบลเอป็อก(Belle Époque) และได้รับการออกแบบโดยช่างอัญมณีเอกอย่าง แกร์ราด (Garrard) และ คาร์เทียร์ (Cartier) เพื่อถวายแด่ราชวงศ์อังกฤษและราชวงศ์ยุโรปตอนเหนือ
เชื่อกันว่าเทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีนี้เข้ามาสู่ราชสำนักสยามในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการทูตและทรงนิยมศิลปะแบบยุโรป พระองค์ได้ทรงจัดหาชุดเครื่องเพชรหลายชุดระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง และในครั้งที่สองนั้นทรงซื้อเทียร่าลักษณะนี้มาพร้อมโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่พระมเหสี พระบรมราชเทวี พระราชเทวี พระอรรคชายา พระราชชายา และเจ้าจอมสดับเมื่อเสด็จนิวัติกลับจากยุโรป โดยเทียร่าองค์ใหญ่ที่สุดได้พระราชทานแก่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรตะวันตกชุดแรก ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักสยาม
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาดให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็น แบบบองโด (Bandeau Style), มงกุฎทรงครึ่งวงกลม (Halo Tiara), มงกุฎทรงสูง (Coronet), หรือ สร้อยพระศอเพชรแบบแฉกรัศมี (Diamond Fringe Necklace) อันสะท้อนถึงฝีมือและความประณีตของช่างอัญมณีในยุคนั้น ที่สามารถผสานความงาม ความสง่างาม และประโยชน์ใช้สอยเข้าด้วยกันอย่างงดงาม
หลักฐานการปรากฏของเทียร่าลักษณะนี้ในสยามพบได้ชัดเจนตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ จากภาพถ่ายของ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ซึ่งทรงสวมเทียร่าลักษณะเดียวกันนี้ทั้งในรูปแบบสร้อยคอและเทียร่า คาดว่าภาพถ่ายเหล่านี้ถ่ายราวปี พ.ศ. ๒๔๕๐ อีกองค์หนึ่งคือ หม่อมเจ้าประสงค์สม บริพัตร ที่ทรงสวมเป็นสร้อยพระศอปรากฏในพระรูปเมื่อครั้งรับเสด็จ ดยุกและดัชเชสแห่งโยฮันอัลเบร็ชต์ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ส่วนผู้ที่ทรงสวมเทียร่าในลักษณะมงกุฎน่าจะเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ จากพระรูปที่ทรงฉายในสมัยรัชกาลที่ ๖ รวมถึงในรูปแบบสร้อยพระศอของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบง และ แบบสร้อยคอของคุณหญิงรามราฆพ (ประจวบ พึ่งบุญ ณ อยุธยา “สุขุม”)
ต่อมาในทศวรรษ ๑๙๒๐ (พ.ศ. ๒๔๖๐–๒๔๗๐) สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงสวมเทียร่าองค์ใหญ่สุดซึ่งเป็นพระราชมรดกจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในลักษณะ มงกุฎคาดพระเศียรแบบบองโด (Bandeau-style Tiara) ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมแห่งยุค อาร์ตเดโค (Art Deco) ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. ๒๔๖๘ (ค.ศ. 1925) พระฉายาลักษณ์จากพระราชพิธีครั้งนั้นเผยให้เห็นพระสิริโฉมอันสง่างามของพระบรมราชินีผู้ร่วมสมัย พระเกศาทรงบ็อบและฉลองพระองค์แบบตะวันตกเข้ากันได้อย่างงดงามกับประกายเพชรของเทียร่าองค์นี้
ภายหลังสิ้นสุดรัชกาลที่ ๗ เทียร่าองค์นี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่สืบทอดอยู่ในคอลเลกชันของราชวงศ์จักรี และได้รับการนำกลับมาใช้ใหม่ในฐานะ สร้อยพระศอเพชรแบบแฉกรัศมี โดย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และภายหลังโดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำให้เทียร่าองค์นี้ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดในราชวงศ์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง “ยุคสมัยใหม่ของราชสำนักสยาม” ที่หลอมรวมความสง่างามแบบไทยเข้ากับศิลปะแห่งตะวันตกได้อย่างลงตัวและทรงคุณค่า เป็นเครื่องหมายแห่งการผสานระหว่าง “พระเกียรติยศ ความงาม และวัฒนธรรมสยามที่เชื่อมโยงกับโลกตะวันตก” ได้อย่างสง่างามเหนือกาลเวลา
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ของราชสำนักไทย (ตอนที่ ๓)
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีของราชสำนักไทย (ตอนที่ ๓)
(เทียร่าแบบโคโคชนิก (Kokoshnik Tiara) ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ)
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) หรือที่รู้จักกันในนาม เทียร่าแบบโคโคชนิก (Kokoshnik Tiara) นับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรโบราณที่ทรงคุณค่าที่สุดของราชวงศ์ไทย ด้วยลวดลายซี่เพชรที่เรียงรายราวแสงรัศมีแห่งอาทิตย์ เทียร่าองค์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแฟชั่นราชสำนักยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
เทียร่าองค์นี้ได้รับการสวมใส่ใน สี่รูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสมเด็จพระราชินี ๒ พระองค์ ผู้ทรงสืบทอดความสง่างามของราชสำนักไทย ได้แก่
แบบบองโด (Bandeau Style) — สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงสวมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ (ค.ศ. 1925)
แบบสร้อยพระศอ (Diamond Fringe Necklace) — สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงสวมในงานเลี้ยงรับรองทางการทูตช่วงทศวรรษ 1950
แบบมงกุฎทรงครึ่งวงกลม (Halo Tiara) — สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงสวมในงานพระราชพิธีและการเสด็จพระราชดำเนินในต่างประเทศช่วงทศวรรษ 1960
แบบมงกุฎทรงสูง (Coronet) — สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงสวมในงานเลี้ยงรับรองในโอกาสการเสด็จเยือนประเทศไทยของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อม ดยุกแห่งเอดินบะระ และ เจ้าหญิงแอนน์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ (ค.ศ. 1972)
แรงบันดาลใจของเทียร่าองค์นี้มาจากเครื่องประดับทรงโคโคชนิกของ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เฟโอโดรอฟนา (Empress Maria Feodorovna) พระราชมารดาในสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ซึ่งทรงโปรดศิราภรณ์พื้นเมืองของสตรีรัสเซียที่มีลักษณะครึ่งวงกลม ต่อมาเครื่องประดับทรงนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในราชสำนักยุโรปยุค เบลเอป็อก (Belle Époque) และได้รับการออกแบบโดยช่างอัญมณีชั้นนำอย่าง แกร์ราด (Garrard) และ คาร์เทียร์ (Cartier) เพื่อถวายแด่ราชวงศ์อังกฤษและราชวงศ์ยุโรปตอนเหนือ
เชื่อกันว่าเทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีองค์นี้เข้ามาสู่ราชสำนักสยามในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการทูตและทรงนิยมศิลปะแบบยุโรป พระองค์ได้ทรงจัดหาชุดเครื่องเพชรหลายชุดระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง และเชื่อว่าทรงพระราชทานเทียร่าองค์นี้แด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรตะวันตกชุดแรก ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในราชสำนักไทย
เทียร่าองค์นี้ได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาดให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็น มงกุฎทรงครึ่งวงกลม (Halo Tiara), มงกุฎทรงสูง (Coronet) หรือ สร้อยพระศอเพชรแบบแฉกรัศมี (Diamond Fringe Necklace) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงฝีมือและความประณีตของช่างอัญมณีในยุคนั้น ที่สามารถผสมผสานความงาม ความสง่างาม และประโยชน์ใช้สอยเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม
การปรากฏตัวของเทียร่าองค์นี้ในสยามมีหลักฐานชัดเจนในช่วง ทศวรรษ 1920 (พ.ศ. 2460–2470) เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงสวมเทียร่าองค์นี้ในลักษณะ มงกุฎคาดพระเศียรแบบบองโด (Bandeau-style Tiara) ซึ่งเป็นสไตล์ยอดนิยมของยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ (ค.ศ. 1925) พระฉายาลักษณ์จากพระราชพิธีครั้งนั้นเผยให้เห็นพระสิริโฉมอันสง่างามของพระบรมราชินีผู้ร่วมสมัย พระเกศาทรงบ็อบและฉลองพระองค์สไตล์ตะวันตกเข้ากันได้อย่างงดงามกับประกายเพชรของเทียร่าองค์นี้
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี จึงนับเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ยุคสมัยใหม่ของราชสำนักสยาม” ที่หลอมรวมความสง่างามแบบไทยเข้ากับศิลปะแห่งตะวันตกได้อย่างลงตัวและทรงคุณค่า
ภายหลังจากสิ้นสุดรัชกาลที่ ๗ เทียร่าองค์นี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่สืบทอดอยู่ในคอลเลกชันของราชวงศ์จักรี และได้รับการนำกลับมาใช้ใหม่ในฐานะ สร้อยพระศอเพชรแบบแฉกรัศมี โดย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และภายหลังโดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำให้เทียร่าองค์นี้ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดในราชวงศ์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีของราชสำนักไทย จึงไม่เพียงเป็นเครื่องเพชรอันล้ำค่า หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการผสาน “พระเกียรติยศ ความงาม และวัฒนธรรมสยามที่เชื่อมโยงกับโลกตะวันตก” ได้อย่างสง่างามเหนือกาลเวลา
The Thai Royal Diamond Fringe Tiara (Part III)
(The Kokoshnik Tiara of Queen Sri Bajarindra)
The Diamond Fringe Tiara, also known as the Kokoshnik Tiara, is one of the most historic and treasured jewels in the Thai royal collection. With its rows of diamond rays glistening like beams of sunlight, this tiara reflects the influence of European court fashion during the late nineteenth century.
This tiara has been worn in four distinct styles by two Thai queens who embodied the elegance and continuity of the royal court’s traditions:
Bandeau Style — Queen Rambai Barni wore it for the Coronation of King Prajadhipok (Rama VII) in 1925 (B.E. 2468).
Diamond Fringe Necklace — Queen Sirikit wore it for diplomatic state receptions during the 1950s.
Halo Tiara — Queen Sirikit wore it for royal ceremonies and state visits abroad during the 1960s.
Coronet Style — Queen Sirikit wore it in 1972 (B.E. 2515) for the state banquet held during the State Visit of Queen Elizabeth II, the Duke of Edinburgh, and Princess Anne to Thailand.
The design of this tiara was inspired by the kokoshnik ornaments of Empress Maria Feodorovna, mother of Tsar Nicholas II of Russia, who favoured the traditional semicircular headdress worn by Russian women. The kokoshnik style later became highly fashionable among European royal courts during the Belle Époque, with leading jewellers such as Garrard and Cartier adapting the design for the British and Northern European monarchies.
It is believed that the Diamond Fringe Tiara entered the Siamese royal collection during the reign of King Chulalongkorn (Rama V), a monarch renowned for his diplomatic acumen and appreciation of European art. During his two royal visits to Europe, the King commissioned and acquired several sets of Western jewellery, and it is thought that this tiara was presented to Queen Sri Bajarindra, the Queen Mother, making it one of the earliest Western-style diamond pieces to play a significant role in the Siamese court.
The tiara was ingeniously designed to be transformed into several forms — a Halo Tiara, a Coronet, or a Diamond Fringe Necklace — demonstrating the artistry and technical mastery of early twentieth-century jewellers who successfully combined beauty, versatility, and regal grandeur.
The first documented appearance of the tiara in Siam dates to the 1920s (B.E. 2460–2470), when Queen Rambai Barni, consort of King Prajadhipok (Rama VII), wore it as a bandeau-style tiara, a fashion that reflected the chic Art Deco elegance of the era. During the 1925 Coronation Ceremony, the Queen appeared radiant, her modern bobbed hairstyle and Western gown harmonising beautifully with the sparkle of the diamond fringe.
The Diamond Fringe Tiara thus became a symbol of the modern era of the Siamese court, blending Thai royal dignity with Western artistic refinement in a way that was both sophisticated and timeless.
Following the end of King Rama VII’s reign, the tiara remained a cherished part of the Chakri Dynasty’s royal collection. It was later adapted into a diamond fringe necklace and worn by Princess Bejaratana and subsequently by Queen Sirikit, ensuring that this masterpiece continues to be celebrated as one of the most valuable and historic royal jewels in Thailand.
Therefore, the Thai Royal Diamond Fringe Tiara is not merely a magnificent piece of jewellery — it stands as a lasting symbol of the union between royal prestige, beauty, and Siam’s cultural dialogue with the West, radiating elegance that transcends time.
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ของราชสำนักไทย (ตอนที่ ๒)
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ของราชสำนักไทย (ตอนที่ ๒)
(เทียร่าแบบโคโคชนิก (Kokoshnik Tiara) ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี)
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) หรือที่รู้จักกันในนาม “เทียร่าแบบโคโคชนิก” (Kokoshnik Tiara) นับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรโบราณและทรงคุณค่าที่สุดในคอลเลกชันเครื่องประดับของราชวงศ์ไทย ด้วยลวดลายซี่รัศมีที่เรียงแถวกันอย่างประณีตดุจแสงอาทิตย์ เทียร่าองค์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลแห่งแฟชั่นราชสำนักยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
แรงบันดาลใจของเทียร่าองค์นี้มาจาก เทียร่าประดับเพชรของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เฟโอโดรอฟนา (Empress Maria Feodorovna) แห่งรัสเซีย พระมารดาในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ซึ่งทรงนิยมเครื่องประดับทรงครึ่งวงกลมแบบ โคโคชนิก (Kokoshnik) ที่มีที่มาจากศิราภรณ์พื้นเมืองของสตรีรัสเซีย ต่อมาเทรนด์เทียร่าแบบนี้ได้กลายเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในราชสำนักยุโรปช่วงยุคเบลเอป็อก (Belle Époque) และได้รับการดัดแปลงโดยช่างอัญมณีชื่อดังอย่างแกร์ราด (Garrard) และคาร์เทียร์ (Cartier) เพื่อถวายแด่ราชวงศ์อังกฤษและสแกนดิเนเวีย
เชื่อกันว่า เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีองค์นี้ได้เข้ามาอยู่ในราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถด้านการทูตและทรงนิยมศิลปะสไตล์ยุโรป พระองค์ทรงสั่งทำและจัดหาชุดเครื่องเพชรจากยุโรปหลายชิ้นระหว่างเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง และเชื่อว่าทรงพระราชทานเทียร่าองค์นี้แด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรตะวันตกยุคแรกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในราชสำนัก
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีองค์นี้ได้รับการออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น มงกุฎทรงครึ่งวงกลม (Halo Tiara), มงกุฎทรงสูง (Coronet) หรือ สร้อยพระศอประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Diamond Fringe Necklace)ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดทางศิลปะและเทคนิคของช่างอัญมณีในยุคนั้น ที่สามารถผสานความงาม ความสง่างาม และประโยชน์ใช้สอยเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
การปรากฏตัวของเทียร่าองค์นี้ในสยามครั้งแรกปรากฏหลักฐานในช่วง ทศวรรษ 1920 (พ.ศ. 2460–2470) เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงสวมเทียร่าองค์นี้ในลักษณะ มงกุฎคาดพระเศียรแบบบองโด (Bandeau-style Tiara) อันเป็นรูปแบบยอดนิยมในยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) เพื่อร่วมใน พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ (ค.ศ. 1925) พระฉายาลักษณ์จากพระราชพิธีครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงพระสิริโฉมอันสง่างามของพระบรมราชินีผู้ทรงร่วมสมัย พระเกศาทรงบ็อบและพระฉลองพระองค์สไตล์ตะวันตกเข้ากันอย่างงดงามกับประกายเพชรของเทียร่าเพชรแบบแฉกรัศมีองค์นี้
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) จึงเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ยุคสมัยใหม่ของราชสำนักสยาม” ที่หลอมรวมความสง่างามของราชสำนักไทยเข้ากับศิลปะแห่งตะวันตกได้อย่างงดงามและทรงคุณค่า
ภายหลังจากสิ้นสุดรัชกาลที่ ๗ เทียร่าองค์นี้ได้กลายเป็น เครื่องเพชรที่สืบทอดอยู่ในคอลเลกชันของราชวงศ์จักรี ต่อมาได้มีการปรับมาใช้เป็นสร้อยพระศอโดย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และภายหลังโดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทำให้เทียร่าองค์นี้ยังคงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดของราชวงศ์ไทยตราบจนปัจจุบัน
__________________________________________________
The Thai Diamond Fringe Tiara (Part 2)
(The Kokoshnik Tiara of Queen Saovabha Phongsri and Queen Rambhai Barni)
The Diamond Fringe Tiara, also known as the Kokoshnik Tiara, is one of the most historically significant and versatile jewels in the Thai royal collection. Its distinctive sunburst design, composed of tapering diamond spikes arranged in radiant symmetry, reflects the European court influences that entered Siam during the late nineteenth century.
The design was inspired by the diamond kokoshnik tiara of Empress Maria Feodorovna of Russia, mother of Tsar Nicholas II. The kokoshnik — a semicircular headdress traditionally worn by Russian women — became a fashionable court accessory throughout Europe during the Belle Époque. Its refined “fringe” form was soon adapted by royal jewellers such as Garrard and Cartier, who created similar tiaras for the British and Scandinavian monarchies.
It is believed that the Thai Diamond Fringe Tiara was acquired during the reign of King Chulalongkorn (Rama V), a monarch renowned for his patronage of European jewellers and his efforts to modernise Siam. The tiara was likely presented to his consort, Queen Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง), making it one of the earliest examples of Western-style court jewellery in the Siamese royal treasury.
Ingeniously designed for flexibility, the tiara can be worn in three distinct ways — as a halo tiara, a coronet, or converted into a diamond fringe necklace. This versatility, characteristic of late nineteenth-century European craftsmanship, demonstrates the synthesis of technical mastery and aesthetic grace.
The first recorded appearance of this tiara in Thailand was in the 1920s, when Queen Rambhai Barni (สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี), consort of King Prajadhipok (Rama VII), wore it as a bandeau-style tiara — a fashionable 1920s adaptation — for the King’s Coronation in 1925. Photographs from this occasion capture the Queen in elegant Art Deco style, her sleek bob hairstyle harmonising perfectly with the tiara’s clean, linear geometry.
The Diamond Fringe Tiara thus symbolised the evolving identity of the Siamese monarchy during an era of cultural modernisation. It bridged East and West — merging European modernity with the refinement of Thai royal tradition.
After the reign of King Prajadhipok, the tiara became a cherished royal heirloom, preserved within the Chakri Dynasty’s collection. It was later worn as a necklace by Her Royal Highness Princess Bejaratana (สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี) and, in subsequent decades, by Her Majesty Queen Sirikit (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ) — affirming its lasting status as one of the most treasured jewels in the Thai royal collection.
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ของราชสำนักไทย
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ของราชสำนักไทย
(เทียร่าแบบโคโคชนิก ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี)
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) หรือที่รู้จักกันในนาม “เทียร่าแบบโคโคชนิก” (Kokoshnik Tiara) นับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรโบราณและทรงคุณค่าที่สุดในคอลเลกชันเครื่องประดับของราชวงศ์ไทย ด้วยลวดลายซี่รัศมีที่เรียงแถวกันอย่างประณีตดุจแสงอาทิตย์ เทียร่าองค์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลแห่งแฟชั่นราชสำนักยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
แรงบันดาลใจของเทียร่าองค์นี้มาจาก เทียร่าประดับเพชรของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เฟโอโดรอฟนา (Empress Maria Feodorovna) แห่งรัสเซีย พระมารดาในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ซึ่งทรงนิยมเครื่องประดับทรงครึ่งวงกลมแบบ โคโคชนิก (Kokoshnik) ที่มีที่มาจากศิราภรณ์พื้นเมืองของสตรีรัสเซีย ต่อมาเทรนด์เทียร่าแบบนี้ได้กลายเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในราชสำนักยุโรปช่วงยุคเบลเอป็อก (Belle Époque) และได้รับการดัดแปลงโดยช่างอัญมณีชื่อดังอย่างแกร์ราด (Garrard) และคาร์เทียร์ (Cartier) เพื่อถวายแด่ราชวงศ์อังกฤษและสแกนดิเนเวีย
เชื่อกันว่า เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีองค์นี้ได้เข้ามาอยู่ในราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถด้านการทูตและทรงนิยมศิลปะสไตล์ยุโรป พระองค์ทรงสั่งทำและจัดหาชุดเครื่องเพชรจากยุโรปหลายชิ้นระหว่างเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง และเชื่อว่าทรงพระราชทานเทียร่าองค์นี้แด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรตะวันตกยุคแรกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในราชสำนัก
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมีองค์นี้ได้รับการออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น มงกุฎทรงครึ่งวงกลม (Halo Tiara), มงกุฎทรงสูง (Coronet) หรือ สร้อยพระศอประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Diamond Fringe Necklace)ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดทางศิลปะและเทคนิคของช่างอัญมณีในยุคนั้น ที่สามารถผสานความงาม ความสง่างาม และประโยชน์ใช้สอยเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
การปรากฏตัวของเทียร่าองค์นี้ในสยามครั้งแรกปรากฏหลักฐานในช่วง ทศวรรษ 1920 (พ.ศ. 2460–2470) เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงสวมเทียร่าองค์นี้ในลักษณะ มงกุฎคาดพระเศียรแบบบองโด (Bandeau-style Tiara) อันเป็นรูปแบบยอดนิยมในยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) เพื่อร่วมใน พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ (ค.ศ. 1925) พระฉายาลักษณ์จากพระราชพิธีครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงพระสิริโฉมอันสง่างามของพระบรมราชินีผู้ทรงร่วมสมัย พระเกศาทรงบ็อบและพระฉลองพระองค์สไตล์ตะวันตกเข้ากันอย่างงดงามกับประกายเพชรของเทียร่าเพชรแบบแฉกรัศมีองค์นี้
เทียร่าประดับเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) จึงเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ยุคสมัยใหม่ของราชสำนักสยาม” ที่หลอมรวมความสง่างามของราชสำนักไทยเข้ากับศิลปะแห่งตะวันตกได้อย่างงดงามและทรงคุณค่า
ภายหลังจากสิ้นสุดรัชกาลที่ ๗ เทียร่าองค์นี้ได้กลายเป็น เครื่องเพชรที่สืบทอดอยู่ในคอลเลกชันของราชวงศ์จักรี ต่อมาได้มีการปรับมาใช้เป็นสร้อยพระศอโดย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และภายหลังโดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทำให้เทียร่าองค์นี้ยังคงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดของราชวงศ์ไทยตราบจนปัจจุบัน
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และทรงฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้แบบแขนบิชอป
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และทรงฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้แบบแขนบิชอป
ภาพนี้เป็นพระฉายาลักษณ์ที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์จากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อรังสรรค์ให้เห็นถึงฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๖
ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของ แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์เดียน (Edwardian fashion) แบบราชสำนักสยามในปลายรัชกาลที่ ๕ ได้อย่างประณีตและสง่างาม เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ราชสำนักไทยรับเอารูปแบบการตัดเย็บแบบตะวันตกมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมไทยได้อย่างกลมกลืน
บริบททางประวัติศาสตร์แฟชั่น
ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๘–๒๔๕๓) สตรีในราชสำนักสยามเริ่มนิยมฉลองพระองค์แบบยุโรป โดยเฉพาะ เสื้อลูกไม้แขนยาวและคอสูง (Edwardian blouse) ที่เน้นลวดลายละเอียดอ่อนของลูกไม้ ผ้าไหม หรือผ้าปักฉลุ ซึ่งสะท้อนรสนิยมแบบผู้ดีอังกฤษในยุคเอ็ดเวิร์เดียนได้อย่างสมบูรณ์
เสื้อลูกไม้แขนบิชอป (Bishop Sleeve)
ในพระฉายาลักษณ์นี้ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้แบบแขนบิชอป (Bishop sleeve) ซึ่งเป็นลักษณะแขนเสื้อที่ได้รับความนิยมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ หรือสมัยเอ็ดวอร์เดียน ต่อเนื่องจากแขนเสื้อทรงหมูแฮม (Leg-of-Mutton Sleeve) ของปลายยุควิกตอเรีย
1. แขนบิชอปมีลักษณะ พองตั้งแต่ช่วงข้อศอกลงมาถึงข้อมือ แล้วจึง จับจีบเข้าที่ปลายแขนด้วยแขนเสื้อ ทำให้เกิดลอนที่พองที่ปลายแขนอย่างอ่อนช้อย
2. ชื่อ “Bishop Sleeve” มาจาก แขนเสื้อของบาทหลวง (Bishop) ในชุดพิธีกรรมของศาสนาคริสต์ ซึ่งมีความพองและรัดปลายเช่นเดียวกัน
3. แขนเสื้อลักษณะนี้ช่วยเพิ่มความอ่อนโยนให้กับโครงเสื้อที่ยึดตาม คอร์เซ็ตรูปตัว S (S-bend corset) ซึ่งเป็นซิลลูเอ็ตต์ที่เด่นของแฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์เดียน
เข็มขัดทรงตัววี (V-shaped Belt) และซิลลูเอ็ตต์แบบตัว S
นอกจากฉลองพระองค์เสื้อลูกไม้ที่อ่อนหวาน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงคาดรัดพระองค์ (เข็มขัด) ทรงตัววี (V-shaped belt) ซึ่งปลายเข็มขัดด้านหน้าชี้ลงเป็นรูปตัว V ช่วยเน้นช่วงเอวและเสริมให้โครงคอร์เซ็ตแบบตัว S ดูสมส่วนยิ่งขึ้น เป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ในแฟชั่นสตรีอังกฤษช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
เมื่อประยุกต์เข้าสู่บริบทของสยาม พระองค์ยังทรง นุ่งโจงกระเบน ตามแบบราชสำนักไทย ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างเสื้อผ้าแบบตะวันตกกับเครื่องแต่งกายไทยได้อย่างกลมกลืน สะท้อนทั้งอิทธิพลของยุโรปและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของสยาม
สำหรับนักออกแบบเครื่องแต่งกายหรือแฟชั่นดีไซน์ร่วมสมัย เวลาออกแบบเสื้อผ้าในยุคนี้ ควรจะใช้เข็มขัดทรงนี้เพื่อความถูกต้อง เพราะเวลาสวมคอร์เซ็ต เข็มขัดทรงตัว V จะใส่กระชับและลงตัวกับรูปทรงของคอร์เซ็ตได้อย่างสวยงาม
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir สไตล์เครื่องประดับแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery) (ตอนที่ ๒)
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir (ตอนที่ ๓)
ภาพนี้เป็นพระฉายาลักษณ์ที่ได้รับการบูรณะและลงสีจากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อรังสรรค์ให้เห็นถึงเครื่องประดับของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๖
พระฉายาลักษณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความงามอันละเมียดละไมของราชสำนักสยามในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเป็นยุคที่อิทธิพลจากยุโรปผสานเข้ากับความงดงามแบบไทยดั้งเดิมอย่างกลมกลืน เกิดเป็นอัตลักษณ์แห่ง “สมัยใหม่” ของราชสำนัก
เครื่องประดับในพระฉายาลักษณ์ได้แก่ สร้อยพระศอโช๊กเกอร์ประดับเพชรและมุก สร้อยพระศอห้อยยาวแบบ Sautoir พาดพระอังสา ทองพระกร และพระธำมรงค์ ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์ของเครื่องประดับยุคเอ็ดเวิร์เดียน (Edwardian) ที่สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้เป็นที่นิยมไปทั่วราชสำนักยุโรป ต่อมา สมเด็จพระราชินีแมรี พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ ทรงสืบต่อการแต่งพระองค์ในลักษณะเดียวกันนี้ โดยเฉพาะสร้อยพระศอโช๊กเกอร์และสร้อยพระศอมุกแบบยาวประดับอัญมณีซ้อนชั้นอย่างวิจิตร
ในสยาม สไตล์อันงดงามและสง่างามของราชสำนักยุโรปได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย และสมัยรัชกาลที่ ๖ ตอนต้น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงเป็นผู้นำในการผสมผสานรสนิยมของโลกตะวันตกเข้ากับเอกลักษณ์ของการแต่งกายแบบราชสำนักสยามอย่างงดงาม
เทียร่าอะเมทิสต์ “ลึกลับ” ของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา
เทียร่าอะเมทิสต์ “ลึกลับ” ของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา
การฟื้นชีวิตใหม่ให้กับอัญมณีที่สูญหายและความเข้าใจผิดที่แพร่หลายในประวัติศาสตร์ ของ Amethyst Tiara หรือ “เทียร่าพลอยอเมทิสต์" ซึ่งเป็นเทียร่าประดับด้วยพลอยสีม่วง ล้อมด้วยเพรช ของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา
เทียร่าอะเมทิสต์และเพชรที่มักถูกระบุว่าเป็นของ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดราแห่งสหราชอาณาจักร (ค.ศ. 1844–1925) นับเป็นหนึ่งในอัญมณีที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ราชสำนักยุโรป ภาพที่เผยแพร่กันอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์มักแสดงให้เห็น เทียร่าคาร์เทียร์ ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์มูเซโอ เดลลี อาร์เจนติ (Museo degli Argenti) ณ เมืองฟลอเรนซ์ ทว่าเทียร่าชิ้นนั้นมีลักษณะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเทียร่าของสมเด็จพระราชินีและภายหลังพระองค์พระราชทานแด่พระราชธิดา
เทียร่าอะเมทิสต์ของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ที่แท้จริงนั้น ปรากฏคำบรรยายไว้ในแค็ตตาล็อกการประมูลของ คริสตีส์ (Christie’s) เมื่อปี ค.ศ. 1946 ว่า “ประกอบด้วยอะเมทิสต์ทรงรีเจ็ดเม็ดเรียงลดหลั่นจากกึ่งกลาง ประดับด้วยลายดอกไม้เพชรและใบไม้คู่ รองรับด้วยฐานเพชรเรียงเส้น” เทียร่าพระองค์นี้เป็นของขวัญจาก พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย พระเชษฐาในสมเด็จพระราชินีมารี ฟีโอโดรอฟนา พระราชินีแห่งรัสเซีย พระราชธิดาองค์ใหญ่ของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ผู้ที่ทรงได้ครอบครองไว้ คือ เจ้าหญิงลูอีส ดัชเชสแห่งไฟฟ์ ก่อนจะสืบทอดต่อให้แก่ เลดี้มอด เคาน์เตสแห่งเซาธ์เอสก์ หลังจากเลดี้มอดสิ้นชีพในปี ค.ศ. 1945 เครื่องเพชรทั้งหมดได้ถูกนำออกประมูลที่ลอนดอน เทียร่าองค์นี้ถูกประมูลไปในราคา 1,750 ปอนด์และไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนอีกเลยจนถึงปัจจุบัน
ส่วนเทียร่าคาร์เทียร์ที่เมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา สร้างสรรค์ขึ้นในราวปี ค.ศ. 1900 ตัวเทียร่าประกอบด้วย อะเมทิสต์ทรงหยดน้ำ (pear-shaped) ประดับในลวดลายใบกระวานและเพชรโดยรอบ ทั้งยังไม่มีฐานเพชรเรียงเส้นอย่างที่ระบุไว้ในบันทึกของคริสตีส์ ดังนั้นเทียร่าทั้งสององค์จึงมิใช่เทียร่าเดียวกัน ความคล้ายคลึงที่เห็นจึงเป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น ความสับสนนี้น่าจะเกิดจากการที่ภาพถ่ายที่ชัดเจนของเทียร่าองค์จริงไม่เคยปรากฎ หลังจากการประมูล ทำให้นักเขียนและภัณฑารักษ์รุ่นหลังเลือกใช้เทียร่าคาร์เทียร์ที่สามารถเข้าถึงได้มากกว่าเป็นภาพประกอบแทน
พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ซึ่งได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ถ่ายทอดภาพและรูปภัณฑ์ของ เทียร่าอะเมทิสต์ที่สูญหายไป ได้อย่างสมจริง โดยอ้างอิงจากพระฉายาลักษณ์ที่ถ่ายโดย สตูดิโอ W. & D. Downey ซึ่งเป็นช่างภาพประจำราชสำนักอังกฤษ และยังเป็นสตูดิโอเดียวกันที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จฯ ไปทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์เมื่อครั้งเสด็จประพาสอังกฤษอีกด้วย
ภาพนี้เผยให้เห็นอิทธิพลทางแฟชั่นของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดราได้อย่างเด่นชัด — ทั้ง คอเสื้อลูกไม้สูง และ สร้อยคอเพชรแบบโชกเกอร์ (choker) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำพระองค์ สมเด็จพระราชินีทรงนิยมสวมเครื่องประดับลักษณะนี้เพื่อปกปิดรอยแผลเล็ก ๆ บริเวณพระศอ อันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้สตรีชั้นสูงในยุโรปและสมาชิกในราชสำนักสยามหลายพระองค์ ประดับเครื่องประด้วยในลักษณะเดียวกันอย่างแพร่หลาย
แม้เทียร่าอะเมทิสต์องค์จริงจะยังคงเป็นปริศนา เพราะไม่ปรากฏอีกเลยในสายตาสาธารณะ แต่ภาพที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่นี้สามารถถ่ายทอด พระสิริโฉมและพระอิทธิพลทางแฟชั่น ของสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดราได้อย่างงดงาม และยังคงความลึกลับของหนึ่งในอัญมณีอันทรงเสน่ห์ที่สุดในคอลเลกชันของพระองค์ไว้ได้อย่างครบถ้วน
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir สไตล์เครื่องประดับแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery)
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir สไตล์เครื่องประดับแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับคาดว่าฉายในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ ประมาณระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๘ (ค.ศ. 1911–1915) ซึ่งเป็นยุคที่ยังคงมีหลักฐานทางภาพถ่ายมากมายหลงเหลืออยู่
ฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ ลูกไม้แบบปลายยุคเอ็ดเวิร์เดียน (Late Edwardian) หรือช่วงต้นของ ยุคทีนส์ (Early Teens) ลักษณะเด่นคือ คอเสื้อต่ำและแขนเสื้อแบบสามส่วน ประดับด้วยผ้าลูกไม้พาดคล้ายแพรสะพาย โดยมีผ้าสไบพาดไหล่รอบพระอังสา ติดเข็มกลัดบริเวณด้านบนของพระอุระด้านซ้าย แล้วปล่อยให้ชายผ้าทิ้งยาวลงข้างพระวรกายด้านขวา พระองค์ ทรงนุ่งโจงกระเบน และ ทรงถือผ้าเช็ดพระพักต์ลูกไม้ ซึ่งเพิ่มความอ่อนช้อยให้กับองค์ประกอบโดยรวม
พระองค์ทรงประดับฉลองพระองค์ด้วย สร้อยพระศอมุกเส้นยาวและสร้อยพระศอเพชรซ้อนกันหลายเส้น ตามแบบนิยมในตะวันตก พร้อม เข็มกลัดเพชรและเครื่องประดับเพชรนำ้งามหลากหลายชิ้น อันสะท้อนพระเกียรติยศและรสนิยมอันประณีต
นอกจากนี้ เครื่องเพชรที่ทรงสวมใส่ยังแสดงให้เห็นถึง อิทธิพลของศิลปะแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery) ซึ่งเน้นความอ่อนช้อยของเส้นสายและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พระองค์ทรงเลือกเครื่องเพชรในรูปแบบที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เช่น
1. สร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir — สร้อยมุกเส้นยาวที่มักประดับพู่ห้อยปลาย
2. สร้อยพระศอเพรชแบบ Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต
3. และ เครื่องประดับลายดอกไม้ ใบไม้ และกลีบดอก (floral and leaf motifs) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะแบบอาร์ตนูโวที่กำลังรุ่งเรืองในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับแรงบันดาลใจจากพระฉายาสาทิสลักษณ์พิมพ์สีบนกล่องบุหรี่เงิน ซึ่งเป็นภาพที่ทรงงดงามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงสวม สร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต พร้อม สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์
สำหรับฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น (Manches à volants superposés หรือ Tiered Flounce Sleeves) แฟชั่นสตรีในยุโรปขณะนั้นอยู่ในจุดสูงสุดของ แขนเสื้อทรงแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton หรือ Gigot Sleeve) ซึ่งขยายใหญ่เป็นพิเศษราว ค.ศ. 1895–1896 (พ.ศ. 2438–2439) แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) รูปทรงดังกล่าวเริ่มลดขนาดลง ดีไซเนอร์ในกรุงปารีสจึงเสนอแนวทางใหม่ที่ละเอียดอ่อนกว่า โดยออกแบบแขนเสื้อให้เป็นชั้นระบายซ้อนกันด้วยลูกไม้หรือผ้าบางเบา เรียงลดหลั่นจากหัวไหล่ลงมาตามต้นแขน
แฟชั่นลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศส La Mode Illustrée ฉบับ ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากความอลังการของแขนหมูแฮมไปสู่ความอ่อนหวานและโรแมนติก อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่แฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian Fashion) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ของสยาม
การนำแฟชั่นใหม่นี้เข้าสู่ราชสำนักไทยจึงมิใช่เพียงการติดตามสมัยนิยม หากแต่เป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) และการเชื่อมโยงกับราชสำนักยุโรป การสวมใส่เสื้อผ้าลูกไม้วิคตอเรียทรงแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น จึงกลายเป็นการแสดงสถานะและพระบารมีของพระราชสำนักสยาม และฝ่ายใน ในสายตานานาชาติ
ในคอลเลกชันนี้ ผมตั้งใจนำเสนอการใช้เทคโนโลยี AI ในการออกแบบและสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewellery) โดยเฉพาะการประยุกต์เทคนิค Upscaling ซึ่งมิได้เป็นเพียงกระบวนการขยายขนาดของภาพเท่านั้น หากยังเป็นเทคนิคที่ช่วย ยกระดับความละเอียดของภาพ เพิ่มคุณภาพของวัสดุ และเผยให้เห็นรายละเอียดของงานจิวเวลรี่ได้อย่างประณีตยิ่งขึ้น
สำหรับ ชุดเครื่องมรกต ที่ปรากฏในภาพนี้ สร้างขึ้นจากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับ โดยอาศัย การตีความเชิงสร้างสรรค์ (Creative Input) เพื่อถ่ายทอดจินตนาการของความงดงามในแบบราชสำนัก มิใช่การจำลองสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกตองค์จริง แต่ได้รับแรงบันดาลใจจาก พระฉายาสาทิสลักษณ์พิมพ์สีบนกล่องบุหรี่เงิน ซึ่งเป็นผลงานศิลป์ร่วมสมัยในยุคนั้น
หนังสือ “สยามพัสตราภรณ์ (SIAM PHASTRAPHON): อัตลักษณ์ไทย ผ่านผืนผ้า ภูษาวิจิตรศิลป์
AI Fashion Lab ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย
ในหนังสือ “สยามพัสตราภรณ์ (SIAM PHASTRAPHON): อัตลักษณ์ไทย ผ่านผืนผ้า ภูษาวิจิตรศิลป์”
AI Fashion Lab มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างสรรค์ภาพแฟชั่นไทยด้วยเทคโนโลยี AI สำหรับนำเสนอในยุคที่เครื่องแต่งกายมีความอลังการ หายาก หรือมีหลักฐานภาพถ่ายไม่สมบูรณ์ เพื่อรังสรรค์ให้เห็นถึงความงามและภูมิปัญญาของการแต่งกายไทยในแต่ละยุคสมัยอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ขอขอบพระคุณ คุณณญาดา อมตวณิชย์ ที่มอบโอกาสให้ AI Fashion Lab ได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์คอลเลกชันแฟชั่นไทยหลากหลายรูปแบบ รวมถึง “ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ” ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้
AI Fashion Lab และ ชมรมสยามพัสตราภรณ์ มีแผนจะร่วมมือกันต่อยอดในอนาคต เพื่อจัดทำ หนังสือประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยที่สร้างสรรค์ด้วย AI จากผลงานทั้งหมดที่เผยแพร่ในเพจ AI Fashion Lab ให้เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของชาติ
หนังสือ “สยามพัสตราภรณ์” จัดทำขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ กระทรวงวัฒนธรรม และ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๗๐ พรรษา ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๘
หนังสือได้รวบรวมประวัติศาสตร์การแต่งกายของไทยตั้งแต่สมัยทวารวดี สุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดวิวัฒนาการของการนุ่งห่มผ้าไทยอันแสดงถึงอัตลักษณ์และความงามของชาติ ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการเสนอขึ้นทะเบียนเป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity) ต่อองค์การยูเนสโก
กระทรวงวัฒนธรรมได้ชื่นชม ชมรมสยามพัสตราภรณ์ ที่จัดทำหนังสือเล่มนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน ถือเป็นการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาไทยและส่งเสริมให้ “ชุดไทย” เป็นพลังแห่งซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างสรรค์งาน และยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้ปรากฏในเวทีนานาชาติ
“มิตรแท้”: ละคร มิตรภาพ และแฟชั่นจากเจนีวาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (พ.ศ. ๒๔๔๐–๒๔๔๒)
“มิตรแท้”: ละคร มิตรภาพ และแฟชั่นจากเจนีวาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (พ.ศ. ๒๔๔๐–๒๔๔๒)
บทละครภาษาอังกฤษเรื่อง My Friend Jarlet ผลงานของ อาร์โนลด์ โกลสเวอธี (Arnold Golsworthy) และ อี. บี. นอร์แมน (E. B. Norman) เป็นละครแนว drawing-room comedy ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศอังกฤษช่วงปลายสมัยวิกตอเรีย ว่าด้วยเรื่องมิตรภาพ ความเข้าใจ และการให้อภัยระหว่างเพื่อน ซึ่งสะท้อนค่านิยมด้านศีลธรรมและความประณีตทางวาจาในหมู่ชนชั้นสูงของสังคมตะวันตก
ละครประเภทนี้นิยมจัดแสดงในโรงเรียนและสโมสรสุภาพบุรุษ เพื่อฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษ การออกเสียง และมารยาททางสังคม ในช่วงเวลาที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสหลายพระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อในยุโรป บทละครเช่นนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก โดยใช้ศิลปะแห่งการละครเป็นสื่อให้เจ้านายพระเยาว์ทรงฝึกภาษา การแสดงออก และความเข้าใจในธรรมเนียมของยุโรป
การออกแบบแฟชั่นด้วย AI สำหรับแฟชั่นสมัยต้นรัชกาลที่ ๖
การออกแบบแฟชั่นด้วย AI สำหรับแฟชั่นสมัยต้นรัชกาลที่ ๖
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำมาถึงจุดที่เราสามารถรังสรรค์อดีตให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง การออกแบบแฟชั่นหรือการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ด้วย AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์กับความสร้างสรรค์ร่วมสมัย วันนี้ผมอยากพาทุกคนไปรู้จักกับกระบวนการออกแบบภาพแฟชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายสมัยต้นรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงของสังคมสยามทั้งในด้านวัฒนธรรมและความงาม
แฟชั่นกรุงเทพฯ ยุค 1960s (พ.ศ. 2510): สะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมไทยและตะวันตก
แฟชั่นกรุงเทพฯ ยุค 1960s (พ.ศ. 2510): สะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมไทยและตะวันตก
แรงบันดาลใจของคอลเล็กชัน AI นี้มาจากความหลงใหลในเสน่ห์ของวงการภาพยนตร์ไทยใน ทศวรรษ 1960 (พุทธศักราช 2503-2512) ซึ่งเป็นยุคที่แฟชั่นของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่ผสมผสานกับรากเหง้าไทยอย่างงดงาม วงการภาพยนตร์ไทยในยุคนั้นเป็นตัวแทนของความงามและสไตล์การแต่งกาย โดยมีดาราดังอย่าง เพชรา เชาวราษฎร์ และ อรัญญา นามวงศ์ เป็นไอคอนด้านแฟชั่นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบความงามของผู้หญิงไทย
เพื่อสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ที่สมจริงของแฟชั่นยุค 60s ขึ้นมาใหม่ผ่าน AI ผมได้ฝึกโมเดล LoRA โดยใช้ภาพถ่ายจากนิตยสารและภาพยนตร์เก่าของไทยในการสร้างสรรภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด รายละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทรงผม การแต่งหน้า ผ้า และสไตล์ของภาพถ่าย ถูกออกแบบมาให้สะท้อนถึงยุคสมัยอย่างแท้จริง เป้าหมายของคอลเล็กชันนี้คือการสร้างภาพถ่ายในสไตล์วินเทจ ให้ดูเหมือนภาพถ่ายในนิตยสารของสมัยนั้น
คอลเล็กชัน AI นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทดลองด้านศิลปะ แต่เป็นการแสดงความเคารพต่อมรดกทางแฟชั่นและภาพยนตร์ไทยในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด รูปแบบของแฟชั่นไทยในยุค 1960s เป็นผลลัพธ์ของการหลอมรวมระหว่างความคลาสสิกของไทยและความทันสมัยจากโลกตะวันตก ซึ่งยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบแฟชั่นและคนรักแฟชั่นจนถึงปัจจุบัน
ในทศวรรษ 1960 หรือ ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2503-2512 ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสังคม การเมือง และวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ในเวลานั้นเป็นศูนย์กลางของความทันสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตกอย่างรวดเร็ว ภายใต้รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ (รัชกาลที่ 9) ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 จนถึง พ.ศ. 2559 ในช่วงเวลานี้ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้กระแสแฟชั่นตะวันตกแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ไทยก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนเองผ่านแฟชั่นที่ปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น
ทศวรรษ 1960 ถือเป็นยุคทองของภาพยนตร์ไทย หนังไทยเฟื่องฟูและกลายเป็นสื่อสำคัญที่เผยแพร่กระแสแฟชั่นใหม่ไปทั่วประเทศ ดาราภาพยนตร์อย่าง เพชรา เชาวราษฎร์ อรัญญา นามวงศ์ รุจน์ รณภพ และมิตร ชัยบัญชา เป็นนักแสดงที่ได้รับความนิยม และเป็นแบบอย่างด้านแฟชั่นให้แก่ผู้ชมทั่วประเทศ
แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในราชวงศ์ไทยและแฟชั่นโลก
แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในราชวงศ์ไทยและแฟชั่นโลก
หลังจากโพสต์ในหัวข้อแฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติมและบูรณะภาพถ่ายหลายภาพ ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI เหล่านี้คือพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 และ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในขณะที่ทรงพระเยาว์ ประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อีกทั้งหนึ่งในพระบรมฉายาลักษณ์ยังปรากฏ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร อยู่ในภาพด้วย
ทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกง “พลัสโฟร์” ซึ่งเป็นแฟชั่นยอดนิยมในยุคนั้น โดยมี เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ (ต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักร) เป็นผู้นำกระแสในช่วงทศวรรษ 1920 (ปลายรัชกาลที่ 6) และแพร่หลายทั้งในยุโรปและอเมริกา
แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์และแฟชั่นโลก
แฟชั่นกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์และแฟชั่นโลก
ในบรรดาภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะจากโครงการฟื้นฟูพระรูปเจ้านายไทยผู้เคยไปทรงศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ มีอยู่ภาพหนึ่งที่สะท้อนความรุ่งเรืองของแฟชั่นโลกในทศวรรษ 1920 ได้อย่างเด่นชัด คือภาพของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์ บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ในช่วง พ.ศ. 2469–2472 (ค.ศ. 1926–1929) ฉลองพระองค์ด้วยกางเกง “พลัสโฟร์” (Plus Four) ซึ่งเป็นแฟชั่นที่กำลังฮิตอย่างยิ่งในยุคนั้น โดยมี เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักร) เป็นผู้นำกระแส จนกลายเป็นที่นิยมทั้งในยุโรปและอเมริกา
ความนิยมของกางเกงพลัสโฟร์ไม่ได้เสื่อมคลายไปอย่างรวดเร็ว หากแต่ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องเข้าสู่ทศวรรษ 1930 ดังจะเห็นได้จากพระบรมฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระเจ้าอนันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ขณะยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภาพนี้ถ่ายในปี ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2477–2478) และเก็บรักษาอยู่ใน LIFE Photo Collectionแสดงให้เห็นว่าพระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกงพลัสโฟร์เช่นเดียวกัน สะท้อนความต่อเนื่องของแฟชั่นสมัยใหม่ที่พระบรมวงศ์ชั้นสูงของไทยได้ทรงรับไว้
ความแพร่หลายของแฟชั่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นในภาพถ่ายสำคัญอีกภาพหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1922 (พ.ศ. 2465) เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเสด็จประพาสตะวันออกไกล โดยได้เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่น และเสด็จไปยัง โตเกียวกอล์ฟคลับ (Tokyo Golf Club) ที่นั่นมีภาพถ่ายร่วมกับ มกุฎราชกุมารฮิโรฮิโตะ (ต่อมาคือจักรพรรดิโชวะ) ทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกงพลัสโฟร์ในสไตล์สปอร์ตอันทันสมัย การเสด็จเยือนครั้งนี้ซึ่งรวมถึงอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น ช่วยเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแฟชั่นระดับโลกของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดไปทั่วภูมิภาค
คำว่า Plus Four หมายถึงกางเกงที่ยาวเลยเข่าออกไปสี่นิ้ว แตกต่างจาก Plus Two, Plus Eight และกางเกงแบบ Knickerbocker ดั้งเดิม กางเกงพลัสโฟร์ถูกเผยแพร่ในอเมริกาโดยเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดระหว่างการเสด็จเยือนทางการทูตในปี ค.ศ. 1924 (พ.ศ. 2467) และกลายเป็นที่นิยมในฐานะแฟชั่นที่สะท้อนความผ่อนคลายและความเป็นอิสระในยุคแจ๊ซ กางเกงชนิดนี้มักสวมคู่กับถุงเท้าอาร์ไกล์ (argyle socks) เนกไทผ้าไหม เสื้อเชิ้ต และเสื้อสเวตเตอร์ อีกทั้งยังมีการสวมเป็นสูทเต็มชุด ดังเช่นที่นักดนตรีชื่อดัง หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) เคยสวมใส่
เดิมทีพลัสโฟร์ออกแบบมาเพื่อการกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง โดยนิยมสวมเป็นส่วนหนึ่งของชุด Norfolk suit ตัดเย็บด้วยผ้าทวีดหรือผ้าลายตาราง เหมาะกับสภาพอากาศหนาวชื้นของอังกฤษ ต่อมากางเกงชนิดนี้ก็กลายเป็นแฟชั่นในตัวเอง ไม่จำกัดอยู่แค่การล่าสัตว์หรือเล่นกีฬาอีกต่อไป
กางเกงพลัสโฟร์ยังถูกทำให้เป็นอมตะในวัฒนธรรมสมัยนิยมผ่านตัวละคร ตินติน (Tintin) ของนักเขียนการ์ตูน แอร์เช่ (Hergé) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก พาลเล ฮูลด์ (Palle Huld) เด็กหนุ่มชาวเดนมาร์กผู้เดินทางรอบโลกในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) เพื่อรำลึกถึงวรรณกรรม Around the World in 80 Days ของ ฌูล เวิร์น (Jules Verne) และแต่งกายด้วยพลัสโฟร์ตลอดการเดินทาง
ทุกวันนี้ พลัสโฟร์ยังคงปรากฏในโลกของกีฬากอล์ฟมากที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์แห่งความสปอร์ตและความรื่นรมย์กลางแจ้ง กางเกงทรงพองและถุงเท้าลายตารางกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่แฟชั่นเชื่อมโยงกับเสรีภาพ และยังเป็นที่ระลึกถึงช่วงเวลาที่เจ้านายฝ่ายตะวันตกและตะวันออก — ตั้งแต่ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์ บริพัตร ไปจนถึง สมเด็จพระเจ้าอนันทมหิดล รัชกาลที่ 8 — ต่างก็ทรงรับเอาสไตล์อันทันสมัยของกางเกงพลัสโฟร์ไว้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่ากางเกงพลัสโฟร์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในอดีต เพราะในโลกแฟชั่นร่วมสมัย Ralph Lauren ได้หยิบยกกางเกงพลัสโฟร์กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันสุภาพบุรุษฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) ยืนยันว่ากางเกงชนิดนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่อยู่เสมอในรันเวย์ระดับโลก
พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ผลงานของ ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ สิงคโปร์
พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ผลงานของ ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ สิงคโปร์
ภาพถ่ายคอลเลกชันนี้เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI
ผมได้บูรณะไว้สองรูปแบบ ได้แก่ แบบคงเค้าเดิมตามพระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับ และแบบที่เปลี่ยนฉากหลังเป็นลวดลายเปลือกหอยมุกทั้งหมด ซึ่งผมเห็นว่าสวยงามและช่วยขับภาพให้ดูสดใส มีมิติเพิ่มขึ้น
พระบรมฉายาลักษณ์นี้เป็นผลงานของ ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ (Robert Lenz & Co, Photographer) ณ เมืองสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. 1896) โดยสามารถสังเกตตราประทับของร้านได้ที่มุมซ้ายด้านล่างของภาพ ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษว่า ROBERT LENZ & CO PHOTOGRAPHER และด้านขวาซึ่งเลือนลางอ่านได้ว่า SINGAPORE
โรเบิร์ต เลนซ์ เป็นช่างภาพชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียง เขาเคยเข้ามารับจ้างถ่ายรูปในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๗ (ค.ศ. 1894) ดังปรากฏหลักฐานในโฆษณาหนังสือพิมพ์ บางกอกไตมส์ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. 1896) หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากการเสด็จประพาสชวาและเสด็จถึงกรุงเทพฯ แล้ว เขาได้เปิดสาขาร้านถ่ายรูปขึ้นที่กรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในร้านถ่ายรูปที่หรูหราและทันสมัยที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีเกียรติประวัติในการฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ และถ่ายภาพเจ้านายชั้นสูงไว้อย่างมากมาย ด้วยฝีมืออันประณีต
ในพระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับนี้ยังมี ลายพระหัตถ์ ระบุว่า
“จุฬาลงกรณ์ ปร. ให้ลูกชายโตมหาวชิราวุธ วันที่ ๑๖ กันยายน รัตนโกสินทรศก (๒๙ ปี ในรัชกาล) ๑๑๕”
“ลูกชายโต” ในที่นี้คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)
สันนิษฐานว่าพระบรมฉายาลักษณ์นี้ถ่ายเมื่อคราวที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จถึงสิงคโปร์ใหม่ ๆ ในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเสด็จต่อไปยังเกาะชวา หลักฐานจากหนังสือ “ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน” ซึ่งบันทึกกำหนดการเสด็จระบุว่า วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ได้เสด็จไป “ถ่ายรูปที่มิสเตอร์เลนส์” อันสอดคล้องกับพระบรมฉายาลักษณ์ชุดนี้อย่างชัดเจน
สำหรับ ฉลองพระองค์ นี้ เป็นแฟชั่นบุรุษในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1890 ซึ่งอยู่ในยุควิกตอเรียตอนปลาย เสื้อเชิ้ตเป็นแบบ ปกแข็ง (imperial collar) สวมคู่กับ ผ้าผูกคอ (necktie) ส่วนชุดเป็น สูทลำลองแบบสามชิ้น (lounge suit) ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมในหมู่ชายหนุ่มสมัยใหม่ในขณะนั้น แต่เดิมชุดสูทลักษณะนี้ใช้สำหรับสวมใส่อยู่ภายในบ้าน แทนการสวม morning dress หรือ frock coat ที่ถือว่าทางการเกินไป ด้วยคุณลักษณะที่สวมใส่ง่ายและสะดวกต่อการเดินทาง จึงทำให้สูทแบบ lounge suitv กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ลักษณะของเสื้อสูทสมัยวิกตอเรียจะตัวยาวลงมาถึงสะโพก มีปกเสื้อค่อนข้างสูง และเป็นแบบ notch lapel ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของสูทสมัยใหม่ที่เราสวมใส่กันในปัจจุบัน
ในพระหัตถ์ซ้ายทรงถือ พระมาลาแบบฮอมเบิร์ก (Homburg hat) ซึ่งเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรปและสุภาพบุรุษชั้นสูง หมวกชนิดนี้มีเอกลักษณ์ที่ รอยพับกลาง (centre crease) และ ริบบิ้นผ้ากรอสเกรน (grosgrain ribbon) โดยทั่วไปนิยมสวมกับ lounge suit ในเวลากลางวัน แต่ในยุคเอ็ดเวิร์เดียน ขุนนางและนักการทูตก็มักสวมคู่กับ frock coat ได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความสุขุม สง่างาม และการรับรู้ภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ อันเป็นการผสานระหว่างธรรมเนียมดั้งเดิมกับโลกสมัยใหม่
หมวกฮอมเบิร์ก มีที่มาที่เมือง บาดฮอมเบิร์ก (Bad Homburg) ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเมืองสปาและแหล่งพักตากอากาศของราชวงศ์และชนชั้นสูงยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หมวกสไตล์นี้ถูกนำเสนอแก่ เจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร (ต่อมาคือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7) ระหว่างการเสด็จเยือนเมืองบาดฮอมเบิร์กในทศวรรษ 1860 โดยได้รับเป็นของกำนัลจากราชสำนักเยอรมนี เมื่อพระองค์ทรงสวมหมวกนี้กลับสู่อังกฤษ จึงทำให้หมวกฮอมเบิร์กกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ขุนนาง นักการทูต และสุภาพบุรุษชั้นสูง
ความนิยมดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อังกฤษกับราชวงศ์เยอรมันอย่างใกล้ชิด สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงมีเชื้อสายเยอรมันและพระราชโอรส-พระราชธิดาหลายพระองค์ก็ทรงสมรสเข้ากับเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งรัฐเยอรมัน อีกทั้ง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ก็ทรงมีพระประยูรญาติใกล้ชิดกับ จักรพรรดิเยอรมัน วิลเฮล์มที่ 2 ทำให้หมวกฮอมเบิร์กมิใช่เพียงแฟชั่นสุภาพบุรุษ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและการทูตราชวงศ์ยุโรป
สำหรับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเลือกสวมหมวกชนิดนี้จึงมิได้เป็นเพียงการติดตามรสนิยมสากล หากแต่เป็น กลยุทธ์เชิงสุนทรียะ (strategic aesthetic) ที่สะท้อนพระวิสัยทัศน์ทางการทูต พระองค์ทรงเข้าใจว่าการแต่งกายแบบตะวันตกในยุคที่คำว่า “ความศิวิไลซ์” ถูกนิยามโดยสายตาชาวตะวันตก มิได้หมายถึงการเลียนแบบแฟชั่นเท่านั้น แต่คือ การประกาศตัวตนของสยาม ว่าเป็นชาติอารยะ ทันสมัย และยืนอยู่ในระดับเดียวกับมหาอำนาจ ผ่านการใช้แฟชั่นเป็น ภาษาทางการทูต เพื่อต้านทานแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม
นอกจากนี้ นักประวัติศาสตร์ยังมองว่า การเสด็จประพาสชวาใน พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. 1896) ถือเป็นเสมือน “การซ้อมใหญ่” (dress rehearsal) ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. 1897) เนื่องจากในการเสด็จครั้งนั้น ข้าราชบริพารและเจ้านายที่ตามเสด็จล้วนต้อง ฝึกฝนการแต่งกายแบบยุโรป การใช้เครื่องแต่งกายอย่างถูกกาลเทศะ และการวางพระองค์ในพิธีการสากล เสมือนเป็นการทดลองและเตรียมความพร้อมให้ทุกพระองค์และทุกคนที่ตามเสด็จคุ้นเคยกับแบบแผนของโลกตะวันตก เมื่อถึงคราวเสด็จยุโรปจริงในปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะจึงสามารถแสดงออกถึงความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจและสง่างาม
แผ่นฟิล์มกระจกโบราณเผยโฉมเจ้าชายไทยผู้เคยศึกษา ณ โรงเรียนแฮร์โรว์ กรุงลอนดอน
แผ่นฟิล์มกระจกโบราณเผยโฉมเจ้าชายไทยผู้เคยศึกษา ณ โรงเรียนฮาร์โรว์ กรุงลอนดอน
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชั่นนี้ คือพระรูปของพระองค์เจ้า และหม่อมเจ้าชาย หลายพระองค์ ผู้เคยศึกษา ณ โรงเรียนฮาร์โรว์ กรุงลอนดอน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖
ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕, พ.ศ. ๒๓๙๖–๒๔๕๓ / ค.ศ. 1853–1910) เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทรงวางรากฐานการปฏิรูปประเทศ พระองค์มิได้มุ่งเพียงด้านการปกครองและการทหาร แต่ยังทรงให้ความสำคัญต่อ การศึกษา อย่างยิ่ง พระราชโอรสและพระราชนัดดาหลายพระองค์ได้รับการส่งไปศึกษายังทวีปยุโรป หนึ่งในสถาบันชั้นนำที่ราชสำนักสยามเลือกก็คือ โรงเรียนฮาร์โรว์ (Harrow School) กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ และเป็นสถานศึกษาของชนชั้นสูงอังกฤษ
จินตภาพแห่งวิถีชีวิตยามว่างในราชสำนักสยามปลายรัชกาลที่ ๕
แฟชั่นในฐานะการทูต
ทั้งเสื้อลูกไม้แขนพองของสตรีและเสื้อราชปะแตนของบุรุษในภาพนี้ ล้วนมิใช่เพียง “แฟชั่น” หากแต่เป็น ภาษาทางการทูต ที่สะท้อนการประกาศความทันสมัยและอธิปไตยของสยามต่อสายตาชาติตะวันตก การผสมผสานแฟชั่นตะวันตกกับการแต่งกายไทยมิได้เพียงตอบรับกระแสสมัยนิยม แต่ยังเป็นกลยุทธ์เชิงวัฒนธรรมที่ทำให้สยามยืนหยัดอยู่ในโลกสมัยใหม่อย่างสง่างาม
ดังนั้น ฉากสมมุติแห่งการพักผ่อนบนสนามหญ้าพระบรมมหาราชวังที่เห็นนี้ จึงมิใช่เพียงภาพงดงามในเชิงศิลป์ หากยังสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะเครื่องมือแสดงอำนาจ สถานะ และการเจรจาทางวัฒนธรรมในสยาม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19