History of Fashion
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปต่างประเทศครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๔–๒๔๑๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปต่างประเทศครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๔–๒๔๑๕
คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้สร้างสรรค์จากกระบวนการบูรณะภาพถ่ายเก่า โดยอ้างอิงภาพโบราณที่คาดว่าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสสิงคโปร์และเกาะชวาในช่วง พ.ศ. ๒๔๑๔–๒๔๑๕ ซึ่งเป็น “สามครั้งสำคัญ” ที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรแบบอย่างการบริหารบ้านเมืองของตะวันตกโดยตรง
ในภาพชุดนี้ พระองค์ทรงไว้ พระเกศาตัดยาวแบบตะวันตก (Western-style haircut) แทน มหาดไทย เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความเป็น “สุภาพบุรุษสมัยใหม่” ตามอย่างอารยประเทศ ซึ่งเป็นพระราชดำริที่ทรงเริ่มผลักดันตั้งแต่ก่อนเสด็จประพาส และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟชั่นสยาม
นอกจากนี้ ในพระบรมรูป AI ชุดนี้ได้บันทึก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำคัญ ๔ รายการ ได้แก่
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (Order of the Nine Gems)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก (Order of the White Elephant)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลโอโปลด์แห่งเบลเยียม (Order of Leopold / Ordre de Léopold)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญสเตเฟนแห่งฮังการี (Order of St. Stephen / Szent István Rend)
ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศทั้งสอง
Order of Leopold (เบลเยียม)
เป็นหนึ่งในเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดของราชอาณาจักรเบลเยียม มอบแด่พระมหากษัตริย์หรือบุคคลสำคัญของต่างประเทศ เพื่อแสดงไมตรีและการยอมรับในฐานะผู้นำประเทศผู้ทรงเกียรติ การได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้สะท้อนถึงบทบาทของสยามในเวทีการทูตยุคใหม่ ว่าสยามได้รับการมองว่าเป็นรัฐเอกราชที่มีศักดิ์ศรีทัดเทียมอารยประเทศในยุโรป
Order of St. Stephen (ออสเตรีย–ฮังการี)
เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดแห่งราชบัลลังก์ออสเตรีย-ฮังการี พระราชทานแก่กษัตริย์และประมุขผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนักฮับส์บูร์ก การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับ ถือเป็นสัญลักษณ์ชั้นสูงสุดของการยอมรับทางการทูตในระดับจักรวรรดิ (Empire-Level Diplomacy) และยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสกุลฮับส์บูร์กในช่วงสำคัญของการเมืองโลกคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
เสด็จไปต่างประเทศครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๔–๒๔๑๕
การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทอดพระเนตรต่างประเทศถึงเมืองสิงคโปร์ของอังกฤษ และเมืองบะเตเวีย เมืองสมารังของฮอลันดา ที่เรียกกันภายหลังแต่โดยย่อว่า “เสด็จไปสิงคโปร์” เมื่อปลายปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓ นั้น มูลเหตุที่มีมาแต่ในรัชกาลที่ ๔ จำเดิมแต่ทำหนังสือสัญญาเปิดบ้านเมืองให้ฝรั่งมาค้าขาย มีกงสุลและพวกฝรั่งต่างชาติเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ มากขึ้นทุกที
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริจะทนุบำรุงพระนครมิให้พวกฝรั่งดูหมิ่น จึงให้เริ่มจัดการต่าง ๆ คือให้สร้างถนน (เจริญกรุง) สำหรับให้ใช้รถเป็นต้น ได้โปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กับพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร ไปดูลักษณะการที่อังกฤษบำรุงเมืองสิงคโปร์เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ ด้วยเมืองสิงคโปร์อยู่ใกล้ไปมาได้สะดวกกว่าที่อื่น
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภจะเสด็จไปเองให้ถึงเมืองสิงคโปร์ ชะรอยจะใคร่ทรงสืบสวนถึงวิธีฝรั่งปกครองบ้านเมืองด้วย แต่พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปถึงต่างประเทศเป็นการใหญ่ จึงต้องรอหาโอกาสมาจนถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ เมื่อเสด็จลงไปทอดพระเนตรสุริยอุปราคาที่หว้ากอ
ครั้งนั้น เซอร์แฮรีออด เจ้าเมืองสิงคโปร์กับภรรยาขึ้นมาเฝ้า เพื่อจะมาดูสุริยอุปราคาหมดดวงด้วย เซอร์แฮรีออดทูลเชิญเสด็จไปประพาสเมืองสิงคโปร์ จึงตรัสรับว่าจะเสด็จไปเยี่ยมตอบ แล้วทรงปรึกษาเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ๆ ก็เห็นชอบด้วย แต่กราบบังคมทูลขอให้มีเวลาตระเตรียมก่อน (สันนิษฐานว่าคงกำหนดว่าจะเสด็จไปเมื่อสิ้นฤดูมรสุมในเดือนมีนาคมปีมะโรงนั้น)
แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากหว้ากอ ก็มาประชวรเสด็จสู่สวรรคตเสีย การที่จะเสด็จไปสิงคโปร์จึงเป็นอันค้างอยู่
(ความที่จะกล่าวต่อไปนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสเล่าให้ฉันฟัง)
_______________________________
ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์แรกได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พวกกงสุลต่างประเทศมีมิสเตอร์น๊อกส์ กงสุลเยเนอราลอังกฤษเป็นต้น ถามท่านว่าจะคิดอ่านให้พระเจ้าแผ่นดินทรงศึกษาวิธีปกครองบ้านเมืองด้วยประการอย่างใด
ท่าน (ระลึกถึงพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ยังค้างอยู่) ตอบว่าคิดจะให้เสด็จไปทอดพระเนตรวิธีปกครองบ้านเมืองของต่างประเทศที่เมืองสิงคโปร์ และเมืองบะเตเวีย พวกกงสุลก็พากันซ้องสาธุการและรับจะบอกไปถึงรัฐบาลของตน ให้รับเสด็จให้สมพระเกียรติ
ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบว่าจะได้เสด็จไปทอดพระเนตรต่างประเทศก็ทรงยินดีเต็มพระราชหฤทัย ครั้นได้รับเชิญของรัฐบาลอังกฤษกับรัฐบาลฮอลันดาก็ลงมือเตรียมการตั้งแต่ต้นปีมะเมียมา
ครั้งนั้นมีการที่ต้องแก้ไขขนบธรรมเนียมเดิม ให้สะดวกแก่ที่เสด็จไปต่างประเทศหลายอย่าง เป็นต้นว่า
(๑) เรือพระที่นั่งที่จะเสด็จไป จะใช้เรือพระที่นั่งอัครราชวรเดช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรง ก็ไม่ไว้ใจ ด้วยทางที่จะเสด็จไปต้องผ่านท้องทะเลใหญ่ เผอิญในเวลานั้นซื้อเรือรบอย่างคอเวตต่อด้วยเหล็กมาจากสก๊อตแลนด์เพิ่งมาถึงใหม่ลำ ๑ ขนานนามว่าเรือพิทยัมรณยุทธ จึงจัดเรือรบลำนั้นให้เป็นเรือพระที่นั่งทรง ให้มีเรือรบซึ่งต่อในกรุงเทพฯ เป็นเรือตามเสด็จลำ ๑ เป็นเรือล่วงหน้าลำ ๑ รวมเป็นกระบวนเสด็จ ๓ ลำด้วยกัน
(๒) ราชบริพารที่ตามเสด็จ ซึ่งประเพณีเดิม เวลาเสด็จไปไหนในพระราชอาณาเขต ต้องมีพนักงานต่าง ๆ ตามเสด็จด้วยมากมาย ก็ให้ลดจำนวนลงคงแต่ ๒๗ คน ทั้งเจ้านายที่โปรดฯ ให้ไปตามเสด็จด้วย คือสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ (สมเด็จพระราชปิตุลา ฯ) พระองค์หนึ่ง พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสุขสวัสดิ (กรมหลวงอดิศรอุดมเดช) เป็นนายร้อยทหารมหาดเล็กอยู่แล้ว โปรดฯ ให้เป็นราชองครักษ์พระองค์ ๑
ขุนนางผู้ใหญ่ที่ไปตามเสด็จครั้งนั้น มีเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ อัครมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหม ๑ เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ๑ พระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง ชูโต) จางวางมหาดเล็ก ได้บังคับบัญชาทหารมหาดเล็กอยู่แล้ว โปรดฯ ให้เป็นราชองครักษ์ ๑
สมัยนั้นเครื่องแต่งตัวที่ใช้ในราชสำนักยังไม่ใช้ถุงเท้ารองเท้า และยังใส่เสื้อแพรหรือเสื้อกระบอกผ้าขาวเข้าเฝ้า จึงต้องคิดแบบเครื่องแต่งตัวสำหรับบรรดาผู้ที่จะตามเสด็จเข้าสมาคมและการพิธีต่าง ๆ ให้ใส่ถุงเท้ารองเท้า และแต่งเครื่องแบบทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
ฝ่ายทหารมีเครื่องแบบทั้งเต็มยศและเวลาปกติ ฝ่ายพลเรือนมีเครื่องแบบแต่เต็มยศ เป็นเสื้อแพรสีกรมท่าปักทองที่คอและข้อมือ เวลาปกติใช้เสื้อคอเปิดผูกผ้าผูกคออย่างฝรั่ง แต่เครื่องแบบครั้งนั้นใช้นุ่งผ้าม่วงสีกรมท่า ไม่นุ่งกางเกงทั้งทหารและพลเรือน ผ้าม่วงสีกรมท่าจึงใช้เป็นเครื่องแบบและนุ่งในเวลามีการงานแต่ครั้งนั้นสืบมา
เนื่องแต่จัดระเบียบการแต่งตัวเมื่อครั้งเสด็จไปสิงคโปร์คราวปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓ นั้น เลยเกิดการเปลี่ยนแปลงประเพณีทั่วทั้งประเทศไทยอย่าง ๑ ซึ่งควรจะกล่าวไว้ด้วย
ในสมัยนั้นไทยยังไว้ผมตามประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยา เด็กไว้ผมจุกเหมือนกันทั้งชายหญิง ผู้ใหญ่ชายไว้ “ผมมหาดไทย” คือโกนผมรอบศีรษะไว้ผมยาวสัก ๔ เซ็นต์บนกลางกบาลหัว แล้วหวีแต่งเรือนผมนั้นตามเห็นงาม
ส่วนผู้หญิงไว้ “ผมปีก” มีเรือนผมแต่บนกบาลหัวทำนองเดียวกับผู้ชาย รอบหัวเดิมไว้ผมยาวลงมาจนประบ่า ชั้นหลังเปลี่ยนเป็นตัดเกรียนรอบศีรษะ และไว้ผมที่เป็นพู่ที่ริมหูสำหรับเกี่ยวดอกไม้เครื่องประดับ เรียกว่า “ผมทัด” ทั้งสองข้าง
ประเพณีไว้ผมเช่นว่ามา ไทยเราไว้อย่างเดียวกันทั้งบ้านทั้งเมือง จนเคยตามาหลายร้อยปี ก็เห็นงามตามวิสัยมนุษย์อันสุดแต่ทำอะไรให้เหมือนกันมาก ๆ ก็ (เกิดเป็นแฟชั่น) เห็นว่างามตามกันไป เป็นเช่นเดียวกันทุกชาติทุกภาษา
ยกตัวอย่างเช่นพวกจีนเดิมไว้ผมมวย ครั้นพวกเม่งจูมาครอบครองบังคับให้ไว้ผมเปีย นานเข้าก็นิยมว่าผมเปียสวยงาม หรือจะว่าข้างฝรั่ง ยกตัวอย่างดังเครื่องแต่งตัวผู้หญิงที่เปลี่ยนแปลงไม่รู้จักหยุด ก็เป็นเพราะเหตุเช่นเดียวกัน
แต่การไว้ผมของไทยอย่างว่ามา เมื่อไปยังต่างประเทศ พวกชาวเมืองเห็นเป็นวิปริตแปลกตามักพากันยิ้มเยาะ เมื่อครั้งทูตไทยไปยุโรปในรัชกาลที่ ๔ จึงให้ไว้ผมทั้งศีรษะและตัดยาวอย่างฝรั่ง แต่เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็กลับตัดผมมหาดไทยไปอย่างเดิม
เมื่อจะเสด็จไปสิงคโปร์คราวนี้ ก็โปรดฯ ให้ผู้ที่จะตามเสด็จเริ่มไว้ผมยาวตั้งแต่เวลาตระเตรียม เว้นแต่สมเด็จเจ้าฟ้าภานุรังษีฯ ให้ตามเสด็จไปทั้งไว้พระเกศาจุก
ครั้นเมื่อเสด็จกลับคืนพระนคร ทรงปรารภกับท่านผู้ใหญ่ในราชการว่า การไปมาและคบหาสมาคมในระหว่างไทยกับฝรั่งจะมีมากขึ้นทุกที ประเพณีไว้ผมมหาดไทยชวนให้ชาวต่างประเทศดูหมิ่น ควรจะเปลี่ยนเป็นไว้ผมตัดยาวทั้งศีรษะ
ท่านผู้ใหญ่ในราชการก็เห็นชอบตามพระราชดำริ จึงดำรัสสั่งให้เลิกตัดผมมหาดไทยในราชสำนักตั้งแต่ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๔ เป็นต้นมา แต่มิให้บังคับถึงราษฎร ใครจะไว้อย่างใดก็ไว้ได้ตามชอบใจ
แต่เมื่อคนทั้งหลายเห็นบุคคลชั้นสูงไว้ผมตัดยาว ก็พากันตามอย่างมากขึ้นโดยลำดับ หลายปีประเพณีไว้ผมมหาดไทยจึงหมดไป ถึงกระนั้นเมื่อแรกเลิกตัดผมมหาดไทยนั้น คนชั้นผู้ใหญ่สูงอายุก็ยังไม่สิ้นนิยมผมมหาดไทย แม้แต่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มักให้ช่างตัดผมรอบศีรษะให้สั้น และไว้ผมข้างบนยาวคล้ายกับเรือนผมมหาดไทย เรียกกันว่า “ผมรองทรง”
ทางฝ่ายผู้หญิงนั้นก็โปรดฯ ให้เลิกผมปีก เปลี่ยนเป็นไว้ผมตัดยาวแต่ในราชสำนักก่อน แล้วผู้หญิงพวกอื่นก็เอาอย่างต่อ ๆ กันไปจนทั่วทั้งเมือง
นอกจากเรื่องตัดผมยังมีการอื่น ๆ ที่จัดเป็นอย่างใหม่ในกระบวนเสด็จอีกหลายอย่าง เช่นให้ยืนเฝ้าและถวายคำนับเป็นต้น แต่การรักษาพระนครในเวลาเสด็จไม่อยู่ ซึ่งเคยถือกันมาว่าเป็นการสำคัญ แม้เพียงเสด็จไปหัวเมืองในพระราชอาณาเขตเมื่อรัชกาลก่อน ๆ แต่ครั้งนี้ไม่ลำบาก ด้วยพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ได้ทรงว่าราชการแผ่นดิน มีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์อยู่ประจำแล้ว
_______________________________
เสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันพฤหัสบดีเดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ ปีมะเมีย ไปหยุดพักที่เมืองสงขลาทอดพระเนตรบ้านเมืองวัน ๑ แล้วแล่นเรือต่อไปถึงเมืองสิงคโปร์เมื่อเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ รัฐบาลและพวกอังกฤษชาวเมืองสิงคโปร์ จัดการรับเสด็จอย่างใหญ่ยิ่งกว่าเคยรับแขกเมืองมาแต่ก่อน ด้วยเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปถึงเมืองสิงคโปร์
รับเสด็จขึ้นเมืองเป็นการเต็มยศ ผู้รั้งราชการเมืองสิงคโปร์กับข้าราชการทั้งปวงพร้อมกันมารับเสด็จที่ท่าเรือ เชิญเสด็จตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ แล้วทรงรถแห่ไปยังศาลานคราทร ซึ่งพวกพ่อค้าพาณิชย์ทั้งปวงคอยเฝ้าอยู่พร้อมกัน
เชิญเสด็จประทับราชอาสน์ แล้วผู้เป็นนายกสภาพาณิชย์เมืองสิงคโปร์อ่านคำถวายชัยมงคล กล่าวความท้าวถึงสมเด็จพระบรมชนกนาถพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทรงปกครองพระราชอาณาจักรด้วยพระปรีชาญาณ ทรงทนุบำรุงให้ประเทศสยามมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นที่นับถือของนานาประเทศ และที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประพฤติตามแบบอย่างต่อมา จนถึงทรงพระราชอุตสาหะเสด็จไปทอดพระเนตรเมืองต่างประเทศ ก็สมควรเป็นเยี่ยงอย่างแก่พระเจ้าแผ่นดินประเทศอื่น ๆ
พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบแล้ว เสด็จกลับขึ้นรถทรงแห่ไปยังจวนเจ้าเมือง ซึ่งจัดถวายเป็นที่ประทับแรมตลอดเวลาเสด็จอยู่เมืองสิงคโปร์
ในเวลาเสด็จประทับอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ ๗ วันนั้น มีการสโมสรต่าง ๆ ที่จัดขึ้นรับเสด็จ และเชิญเสด็จไปทอดพระเนตรกิจการและสถานที่ต่าง ๆ สำหรับบ้านเมืองมากมายหลายอย่างทุก ๆ วัน ตามรายการในจดหมายเหตุดูเกือบไม่มีเวลาที่จะได้เสด็จพัก
การสโมสรนั้น นายทหารบกมีประชุมเต้นรำ (Ball) ที่โรงทหารคืน ๑ พวกฝรั่งชาวเมืองสิงคโปร์มีการประชุมแต่งตัวต่าง ๆ เต้นรำ (Fancy Dress Ball) ที่ศาลานคราทรคืน ๑ ต่อมามีละครสมัครเล่นถวายทอดพระเนตรที่ศาลนคราทรอีกคืน ๑ ผู้รั้งราชการเมืองมีการเลี้ยงอย่างเต็มยศ (Banquet) คืน ๑ พวกชาวสิงคโปร์มีการประกวดต้นไม้ดอกไม้ถวายทอดพระเนตรที่สวนสำหรับเมืองวัน ๑
ส่วนกิจการและสถานที่ ๆ เชิญเสด็จทอดพระเนตรนั้น คือโรงทหารบก เรือรบ อู่เรือ ศาลชำระความ เรือนจำ โรงพยาบาล โรงเรียน อาคารไปรษณีย์ สถานีโทรเลข สถานีเครื่องดับไฟ โรงกลั่นไอประทีป (Gasworks) ห้างและตลาดขายของทั้งทรงรถเที่ยวทอดพระเนตรถนนหนทางที่บำรุงบ้านเมืองด้วย
เสด็จประทับอยู่เมืองสิงคโปร์จนเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีมะแม เสด็จกลับลงเรือพระที่นั่ง มีการส่งเสด็จอย่างเต็มยศเหมือนเมื่อเสด็จไปถึง ออกเรือในค่ำวันนั้น ไปถึงท่าเมืองบะเตเวียที่เกาะชวา ณ วันอาทิตย์เดือน ๕ ขึ้น ๖ ค่ำ รัฐบาลฮอลันดาก็จัดการต่าง ๆ รับเสด็จเป็นอย่างใหญ่ ทำนองเดียวกับอังกฤษรับเสด็จที่เมืองสิงคโปร์
มีรายการแปลกออกไปแต่มีการสวนสนามทหารบกอย่าง ๑ พวกมลายูกับพวกจีนมีการแห่ประทีปอย่าง ๑ และพวกฝรั่งมีการจุดดอกไม้ไฟถวายทอดพระเนตรคืน ๑
สถานที่ซึ่งเชิญเสด็จไปทอดพระเนตรมีแปลกที่ ทอดพระเนตรโรงทำปืนอย่าง ๑ กับทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานอีกอย่าง ๑ ซึ่งในเมืองสิงคโปร์ยังไม่มีในสมัยนั้น
เสด็จประทับอยู่ที่เมืองบะเตเวีย ๗ วัน ถึงวันเสาร์เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เสด็จกลับลงเรือพระที่นั่งแล้วออกเรือในเช้าวันนั้น วันรุ่งขึ้นก็ถึงเมืองสมารัง แต่เสด็จไปถึงต่อเวลาบ่าย จึงประทับแรมอยู่ในเรือพระที่นั่งคืนหนึ่ง
ถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เวลาเช้าเรสิเดนต์ (สมุหเทศาภิบาล) หัวหน้าในรัฐบาลเมืองสมารังลงมารับเสด็จขึ้นเมืองเป็นการเต็มยศ และมีพิธีรับเสด็จคล้ายกับที่เมืองบะเตเวีย
มีสิ่งซึ่งได้ทอดพระเนตร ณ เมืองสมารังครั้งนั้นแปลกจากที่อื่น คือ ทรงรถไฟซึ่งกำลังสร้างไปจนถึงสุดปลายรางอย่าง ๑ ทอดพระเนตรโรงทำดินปืนอย่าง ๑ กับเจ้ามังกุนคโร เมืองโสโล พาลครชวามาเล่นถวายทอดพระเนตรอย่าง ๑
เสด็จประทับอยู่เมืองสมารัง ๓ วัน ถึงวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๕ ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่ง ออกเรือในวันนั้น กลับมาถึงเมืองสิงคโปร์เมื่อแรม ๕ ค่ำ มีพระราชดำรัสขออย่าให้มีการรับรองอย่างยศศักดิ์ให้ซ้ำซากลำบากแก่เขาอีก
ผู้รั้งราชการลงมารับเสด็จเป็นการไปรเวต เชิญเสด็จประทับร้อนที่จวนเจ้าเมือง เชิญเสด็จเสวยกลางวันแล้วเสด็จประพาสตามพระอัธยาศรัย ครั้นเวลาค่ำเชิญเสด็จเสวยอีกเวลา ๑ และเสด็จทอดพระเนตรละครม้า แล้วจึงเสด็จกลับลงเรือพระที่นั่ง
รุ่งขึ้นวันอังคารเดือน ๕ แรม ๗ ค่ำ ออกเรือพระที่นั่งจากเมืองสิงคโปร์ เสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ เดือน ๕ แรม ๑๑ ค่ำ รวมเวลาที่เสด็จไปครั้งนั้น ๓๗ วัน เมื่อเสด็จกลับมาถึงแล้ว มีงานรื่นเริงเฉลิมพระเกียรติและแต่งประทีปทั่วทั้งพระนคร ๕ วัน
พิเคราะห์รายการที่เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ เมืองบะเตเวียและเมืองสมารัง เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรขนบธรรมเนียมฝรั่งมาก ทั้งในส่วนการสมาคมและกิจการต่าง ๆ ซึ่งเนื่องในการปกครองทนุบำรุงบ้านเมือง
การที่เสด็จไปต่างประเทศครั้งนั้น ความเข้าใจของคนทั้งหลายทั้งไทยและฝรั่งเป็นอย่างเดียวกันว่า เสด็จไปทรงศึกษาหาแบบอย่างมาจัดการทนุบำรุงประเทศไทย หากว่าเมื่อเสด็จกลับมาไม่ทำอะไรเลย ก็คงถูกติเตียนว่าเสด็จไปเที่ยวเล่นให้สิ้นเปลืองเวลาเปล่า ๆ หรือถึงหมิ่นประมาทพระปัญญาว่าไร้ความสามารถ
ก็แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมิได้ว่าราชการบ้านเมือง จึงเริ่มทรงจัดการแก้ขนบธรรมเนียมแต่ในราชสำนักด้วยความเห็นชอบของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
_______________________________
ในเวลานั้นอายุฉันได้ ๑๐ ขวบและอยู่ในราชสำนัก ได้เห็นการที่เปลี่ยนแปลงที่จัดเมื่อเสด็จกลับจากสิงคโปร์ยังจำได้อยู่หลายอย่าง เป็นต้นว่าโปรดฯ ให้กั้นฉากในพระที่นั่งไพศาลทักษิณเป็น ๓ ห้อง ห้องทางตะวันตกตั้งโต๊ะเก้าอี้เป็นห้องรับแขก ห้องตอนกลางคงเป็นทางเสด็จออกท้องพระโรง หน้าห้องทางตะวันออกจัดเป็นห้องเสวย ตั้งโต๊ะเก้าอี้เลี้ยงแขกได้ราว ๒๐ คน
เวลาเช้าเสด็จออกท้องพระโรงเจ้านายขุนนางยังหมอบเฝ้า และคงแต่งตัวเหมือนอย่างเดิม แต่ตอนกลางวันเมื่อเสด็จขึ้นจากท้องพระโรง หรือตอนบ่ายและตอนค่ำก่อนเสวยเย็น เสด็จประทับที่ห้องรับแขกในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ให้ผู้ที่เข้าเฝ้าแต่งตัวสวมถุงเท้ารองเท้าใส่เสื้อเปิดคอแบบฝรั่ง นุ่งผ้าม่วงสีกรมท่า ยืนเฝ้าตามอย่างฝรั่ง
ถึงเวลาเสวยเย็นโปรดฯ ให้เจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ในราชสำนักนั่งโต๊ะเสวยด้วย ต้องแต่งตัวใส่เสื้อแย๊กเก๊ตขาวเปิดคอ เวลาบ่าย ๆ ถ้าเสด็จทรงเที่ยวประพาส ก็แต่งตัวใส่ถุงเท้ารองเท้าเสื้อเปิดคอ และยืนเฝ้าเหมือนกัน
การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาถ้าว่าตามความเห็นในสมัยนี้ก็ดูเป็นการเล็กน้อย แต่คนในสมัยนั้นเห็นแปลกประหลาด ถึงจมื่นเก่งศิลปคน ๑ เขียนลงเป็นจดหมายเหตุใน “ปูม” เมื่อวันเสาร์เดือน ๗ ขึ้น ๒ ค่ำ (ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๑๔) ว่า
“ในข้างขึ้นเดือนนี้ข้าราชการแต่งคอเสื้อผ้าผูกคอด้วยเป็นธรรมเนียมฝรั่งธรรมเนียมนอกดังนี้”
พอเป็นเค้าให้เห็นได้ว่าคนในสมัยนั้นเห็นเป็นการสำคัญเพียงใด
มีการอีกอย่างหนึ่งซึ่งทรงพระราชดำริเมื่อเสด็จกลับจากสิงคโปร์ คือ จะจัดการศึกษาของลูกผู้ดี ซึ่งได้โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนภาษาไทยขึ้นแต่ก่อนเสด็จไปสิงคโปร์แล้ว เมื่อเสด็จกลับมีพระราชประสงค์จะให้มีโรงเรียนภาษาอังกฤษด้วย แต่ขัดข้องด้วยหาครูไม่ได้ เพราะมิชชันนารีที่สอนภาษาอังกฤษแก่ไทยในเวลานั้น สอนแต่สำหรับชักชวนคนให้เข้ารีดเป็นข้อรังเกียจอยู่
จึงโปรดฯ ให้เลือกหม่อมราชวงศ์ที่ยังเยาว์วัยส่งไปเรียนที่โรงเรียนแรฟเฟล ณ เมืองสิงคโปร์ในปีมะแมนั้นประมาณ ๒๐ คน นักเรียนที่ส่งไปครั้งนั้นยังมีตัวอยู่ในเวลาเมื่อแต่งหนังสือนี้แต่ ๓ คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์พระองค์ ๑ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์พระองค์ ๑ หม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ องค์ ๑
เดี๋ยวนี้ทรงพระชราแล้วทุกพระองค์ แต่นักเรียนชุดนี้ไปเรียนอยู่ที่เมืองสิงคโปร์เพียงปีเศษ ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๑๕ เมื่อเสด็จกลับจากอินเดียหาครูอังกฤษได้ โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษขึ้นแล้ว ก็โปรดฯ ให้กลับมาเรียนในกรุงเทพฯ เว้นแต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ หม่อมเจ้าเจ๊ก นพวงศ์ กับพระยาชัยสุรินทร์ (ม.ร.ว. เทวหนึ่ง ศิริวงศ์) ทั้ง ๓ นี้ เรียนรู้มากถึงชั้นสูงกว่าเพื่อน จึงโปรดฯ ให้ส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษต่อไป เป็นแรกที่ส่งนักเรียนหลวงไปเรียนถึงยุโรป
กรรมที่ทรงจัดมากเมื่อกลับจากสิงคโปร์นั้น คือทหารมหาดเล็ก ถึงตอนนี้ทรงจัดแก้ไขเพิ่มเติมขยายการออกไปหลายอย่าง คือให้ชักชวนพวกเชื้อสายราชสกุลและลูกมหาดเล็กเข้าเป็นทหาร เพิ่มจำนวนคนขึ้น
จัดเป็น ๖ กองร้อย ให้สร้างตึกแถว ๒ ชั้นขึ้น ๒ ข้างประตูพิมานชัยศรี เป็นที่อยู่ของทหารมหาดเล็ก และสร้างตึก ๒ ชั้นขึ้นอีกหลัง ๑ ที่ริมกำแพงด้านหน้าพระราชวัง สำหรับเป็นที่อยู่ของนายทหารมหาดเล็ก (ตามแบบดังลินบาแร๊ก ณ เมืองสิงคโปร์)
แต่ตึกหลังนี้เมื่อกำลังสร้างอยู่ประจวบเวลาเริ่มแก้ไขการพระคลังมหาสมบัติ (ซึ่งจะเล่าเรื่องต่อไปข้างหน้า) ไม่มีสถานที่จะทำการพระคลังฯ จึงโปรดฯ ให้โอนไปเป็นสถานที่ทำการพระคลังฯ ขนานนามว่า “หอรัษฎากรพิพัฒน์” (แต่ตัวตึกเดี๋ยวนี้แก้ไขต่อเติมผิดกับของเดิมมากแล้ว)
และในครั้งนั้นให้สร้างตึกใหญ่สำหรับเป็นที่สโมสรของทหารมหาดเล็ก ตามแบบสโมสรคองคอเดียที่เมืองบะเตเวียอีกหลัง ๑ (ซึ่งแก้ไขเป็นศาลาสหทัยสมาคมบัดนี้) เรียกชื่อตามภาษาฝรั่งว่า “หอคองคอเดีย”
ภายนอกพระราชวัง ก็มีการก่อสร้างซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเสด็จกลับจากสิงคโปร์ครั้งนั้นอีกหลายอย่าง ว่าแต่ตามที่ฉันจำได้ คือทำถนนริมกำแพงรอบพระนครอย่าง ๑ สร้างสวนสราญรมย์อย่าง ๑ แต่งคลองตลาดตอนระหว่างสะพานช้างโรงสีกับสะพานมอญ ทำเขื่อนอิฐมีถนนรถ (ซึ่งภายหลังขนานนามว่าถนนราชินี และถนนอัษฎางค์) ทั้ง ๒ ฟาก
และมีสะพานหกสำหรับรถข้ามคลองเหมือนอย่างที่เมืองบะเตเวียด้วย
นอกจากที่พรรณนามา มีการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นแต่สมัยนั้นก็หลายอย่าง เป็นต้นว่าหารถมาใช้ในกรุงเทพฯ แพร่หลายมาแต่นั้น ซื้อมาจากเมืองสิงคโปร์บ้าง เมืองบะเตเวียบ้าง แต่ในไม่ช้าก็มีช่างตั้งโรงรับสร้างและซ่อมแซมรถขึ้นในกรุงเทพฯ
เช่นเดียวกับการที่แต่งตัวใส่เสื้ออย่างฝรั่งและใช้เกือกถุงตีน ในไม่ช้าก็มีโรงรับจ้างตัดเสื้อและขายสิ่งของที่ต้องการใช้ หาได้ในกรุงเทพฯ นี้เองไม่ลำบาก
หรือถ้าว่าโดยย่อ การที่เสด็จไปเมืองสิงคโปร์ครั้งนั้น นอกจากเจริญการสมาคมในระหว่างไทยกับชาวต่างประเทศ เป็นปัจจัยให้ชาวต่างประเทศนิยมเข้ามาค้าขายในประเทศนี้ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก
_______________________________
(ตอนเสด็จประเทศอินเดีย)
พอเสด็จกลับจากสิงคโปร์แล้ว ไม่ช้าในปีมะแมนั้นก็เริ่มเตรียมการที่จะเสด็จไปอินเดีย เหตุที่จะเสด็จไปอินเดียนั้น เจ้าพระยาภานุวงศ์ฯ เคยเล่าให้ฉันฟังว่า ทรงพระราชปรารภแต่ตัวท่านตั้งแต่แรกเสด็จกลับมาถึงกรุงเทพฯ ว่าที่เสด็จไปเมืองสิงคโปร์ และเมืองบะเตเวีย เมืองสมารัง ได้ทอดพระเนตรเห็นแต่เพียงเมืองขึ้นที่ฝรั่งปกครองคนต่างชาติต่างภาษาได้ประโยชน์ยังน้อย ใคร่จะเสด็จไปถึงยุโรป ให้ได้เห็นขนบธรรมเนียมราชสำนักและประเพณีบ้านเมืองของฝรั่งเอง
(ตรงนี้จะแทรกวินิจฉัยของฉันลงสักหน่อยที่มีพระราชประสงค์เช่นนั้นก็เป็นธรรมดา แต่เหตุใดจึงจะรีบเสด็จไปโดยด่วนไม่รั้งรอ ข้อนี้ฉันสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะทรงพระราชดำริเห็นว่า เวลาที่ไม่ต้องการทรงว่าราชการแผ่นดินมีอยู่เพียงอีก ๒ ปี ถ้ารอไปจนถึงเวลาทรงว่าราชการเองแล้ว คงยากที่จะหาโอกาสได้ เพราะฉะนั้นจึงจะรีบเสด็จไปยุโรปในเมื่อโอกาสยังมีอยู่)
เจ้าพระยาภานุวงศ์ฯ เห็นชอบด้วยตามพระราชดำริ รับจะไปพูดจากับเจ้าพระยาศรีสุรียวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แต่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไม่เห็นชอบด้วย อ้างว่าไปยุโรปทางก็ไกลเรือที่จะทรงก็ไม่มี เป็นการเสี่ยงภัยมากนัก ไม่สะดวกเหมือนกับไปสิงคโปร์และเมืองชวา
เจ้าพระยาภานุวงศ์ไม่อยากให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโทมนัส จึงคิดขึ้นว่าอินเดียก็รุ่งเรืองคล้ายกับยุโรป ผู้ปกครองมียศเป็นไวสรอยต่างพระองค์ คล้ายกับราชสำนัก และหนทางที่จะไปก็ไม่ไกลนัก
ส่วนเรือพระที่นั่งที่จะทรงไปนั้น ในเวลานั้นห้างนะกุดาอิสไมล์ที่วัดเกาะสั่งเรือสำหรับส่งคนโดยสารในระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองสิงคโปร์เข้ามาใหม่ ๑ ใหญ่โตมีห้องพอจะรับกระบวนเสด็จไปอินเดียได้ คิดจะขอซื้อ (คือเช่า) มาเป็นเรือหลวงชั่วคราวแล้วขายกลับคืนให้เจ้าของ ก็จะไม่สิ้นเปลืองเท่าใดนัก
ท่านได้ลองพูดกับเจ้าของก็ยอมตามความคิดไม่ขัดข้อง ยังติดแต่ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ท่านนำความขึ้นกราบทูลตามความคิด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าถ้าจะไปถึงยุโรปยังไม่ได้ ไปเพียงอินเดียก็ยังดี
เจ้าพระยาภานุวงศ์ฯ จึงไปกระซิบปรึกษากับนายน๊อกส์ กงสุลเยเนอราลอังกฤษ นายน๊อกส์เห็นชอบด้วย รับจะช่วยว่ากล่าวกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ และที่สุดตัวเองรับจะไปตามเสด็จด้วย การที่จะเสด็จไปอินเดียก็เป็นอันพ้นความขัดข้อง
ส่วนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เมื่อปลงใจให้เสด็จไปอินเดียแล้วก็เลยช่วยกะการต่อไปให้เสด็จทอดพระเนตรหัวเมืองสำคัญในพระราชอาณาเขตทางฝ่ายทะเลตะวันตก คือเมืองภูเก็ต เมืองพังงา และเมืองไทรบุรีด้วย
การตระเตรียมกระบวนเสด็จไปอินเดียไม่ยากเหมือนเมื่อครั้งเสด็จไปสิงคโปร์ เพราะได้เคยเห็นขนบธรรมเนียมฝรั่งอยู่มากแล้ว เครื่องแต่งตัวก็แก้ไขเป็นแบบฝรั่งทีเดียว เว้นแต่ยังนุ่งผ้าไม่ใช้กางเกงเท่านั้น
ส่วนราชบริพารที่ตามเสด็จครั้งนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ผู้ที่เคยไปครั้งก่อนได้ไปอีกแทบทั้งนั้น ที่เพิ่มขึ้นใหม่ พระเจ้าน้องยาเธอ คือสมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนตรัศมี (กรมพระจักรพรรดิพงศ์) พระองค์ ๑ พระองค์เจ้ากฤษฎาภินิหาร (กรมพระนเรศวรฤทธิ์) พระองค์ ๑ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรชัย เป็นนายทหารมหาดเล็กพระองค์ ๑ พระองค์เจ้าเทวัญอุทัยวงศ์ (สมเด็จกรมพระยาเทววงศวโรปการ) เพิ่งลาผนวชสามเณร พระองค์ ๑
ขุนนางก็ล้วนชั้นหนุ่ม เลือกคัดแต่ที่มีแววฉลาด ดูเหมือนวิธีเลือกสรรคนตามเสด็จครั้งก่อนจะเอาแต่ที่ต้องทรงใช้สอย ครั้งหลังเลือกด้วยหมายจะให้ไปได้ความรู้เห็นมาสำหรับราชการภายหน้าเป็นสำคัญ
(คัดจากหนังสือความทรงจำ พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)
____________________________
King Chulalongkorn’s First Journey Abroad, 1871–1872
This AI image collection is created through a process of restoring old photographs, based on ancient images believed to be royal portraits of His Majesty King Chulalongkorn, taken during His journeys to Singapore and the island of Java in the years 1871–1872, which were the “three important occasions” on which He directly observed Western models of state administration.
In this collection, His Majesty wears long hair cut in the Western style in place of the traditional mahadthai, so as to correspond with the image of a “modern gentleman” in accordance with civilised nations, an idea He had begun to promote even before the royal journeys, and which later became a significant turning point in Siamese fashion.
In addition, these AI-generated portraits record four important orders and decorations: the Ancient Auspicious Order of the Nine Gems; the Order of the White Elephant; the Order of Leopold of Belgium; and the Order of Saint Stephen of Hungary.
The Order of Leopold of Belgium is one of the highest decorations of the Belgian kingdom, bestowed upon monarchs or distinguished foreign figures as a sign of goodwill and recognition of their honourable leadership. Receiving this decoration reflects Siam’s role in modern diplomacy, showing that Siam was regarded as a sovereign state of dignity equal to the civilised nations of Europe.
The Order of Saint Stephen of Austria–Hungary is the highest decoration of the Austro-Hungarian throne, conferred upon kings and sovereigns who maintained close relations with the Habsburg court. King Chulalongkorn’s reception of this honour stands as the highest symbol of diplomatic recognition at the imperial level and affirms the relationship between the Siamese court and the Habsburg dynasty during an important period of nineteenth-century world politics.
FIRST JOURNEY ABROAD, 1871–1872
King Chulalongkorn’s visit to foreign countries — to Singapore under the British, and to Batavia and Samarang under the Dutch, later referred to simply as “the journey to Singapore” — took place at the end of the Year of the Horse, 1870. Its origins lay in the reign of King Mongkut. From the time treaties were made opening the kingdom for trade with Western nations, consuls and Westerners had been arriving in increasing numbers in Bangkok. King Mongkut, wishing to maintain the dignity of the capital, began various improvements, such as constructing the road of Charoen Krung for carriage use. He also commanded Chao Phraya Si Suriyawongse and Prince Witsanunath Nipathon to observe how the British administered Singapore in the Year of the Rooster, 1861, for Singapore was nearby and convenient to reach.
Later, King Mongkut intended to visit Singapore Himself, perhaps desiring to study for Himself the manner in which Westerners governed their colonies. Yet, being a reigning monarch, travelling to a foreign land was a significant matter, and the opportunity did not arise until 1868, when He travelled to Wa Ko to observe a total solar eclipse. On that occasion, Sir Harry Ord, the Governor of Singapore, and his wife came to pay homage and to witness the eclipse. Sir Harry invited the King to visit Singapore. His Majesty accepted and consulted with Chao Phraya Si Suriyawongse, who agreed but requested time for preparation, presumably planning that the King would travel after the monsoon in March of that year.
But after returning from Wa Ko, His Majesty became seriously ill and passed away. The intended visit to Singapore was therefore left unfinished.
(What follows here was related to me personally by His Majesty the King.)
When the reign of King Chulalongkorn began, Chao Phraya Si Suriyawongse, newly installed as Regent, was approached by foreign consuls — including Mr. Knox, the British Consul-General — who asked what means would be taken to instruct the young King in matters of governance. The Regent, recalling King Mongkut’s intention, replied that it was planned to have the King visit Singapore and Batavia to observe methods of foreign administration. The consuls rejoiced and promised to inform their governments so that proper royal receptions might be arranged.
Upon learning that He would be able to travel abroad, the King was overjoyed. After receiving formal invitations from the British and Dutch governments, preparations began early in the Year of the Horse.
At that time it was necessary to revise many traditional customs to suit a royal journey abroad. The royal vessel used by King Mongkut, Akkhararatchavoradej, was deemed unreliable for the open seas. It happened that a new iron-hulled corvette had just arrived from Scotland, named Phitthayamonraniyut, and this was prepared as the royal ship. One escort ship and one advance ship made a fleet of three.
The number of attendants was also reduced from customary levels. Formerly, many court officers accompanied any royal progress, but now only twenty-seven were selected. Among the Princes appointed to accompany the King were Prince Bhanurangsi Savangwongse and Prince Suksawat, the latter already a lieutenant of the Royal Pages’ Corps and appointed as royal bodyguard. High officials included Chao Phraya Surawongs Waiyawat, Minister of Defence; Chao Phraya Panuwongse, Minister of Foreign Affairs; and Phraya Surasak Montri (Saeng Chuto), commander of the Pages’ Corps.
At that time, court attire still consisted of silk jackets or white tube-shirts without shoes or socks. It therefore became necessary to design appropriate attire for audiences and ceremonies abroad, including shoes, socks, and uniforms for both military and civilian officers. Although coats were modeled after Western style, both services still wore dark blue pha muang cloth instead of trousers. This cloth became the standard for formal wear from that time onwards.
From these preparations arose a major transformation throughout Siam. Traditionally, men wore the mahadthai hairstyle — shaved around the head with a short tuft in the centre — and children of both sexes wore topknots. Women wore the piek style: short hair around the head but a longer crown, with side tufts for flowers. For centuries this had been considered beautiful. Yet when Siamese were seen abroad, foreigners often laughed at these hairstyles. Envoys in the previous reign had been instructed to grow their hair Western-style, but reverted upon returning home.
Before this journey, His Majesty commanded that those accompanying Him grow their hair long, in Western style, except Prince Bhanurangsi, who retained his topknot. After returning to Bangkok, the King remarked that contact with Westerners would only increase, and the mahadthai style invited disdain. Senior officials agreed, and so the hairstyle was abolished in the palace from 1871 onward, though not enforced on the public. Nevertheless, society gradually adopted the new style, and the mahadthai eventually disappeared. Women’s piek hairstyle was likewise replaced in the palace and then throughout the city.
Other practices were introduced, such as standing during audiences. Yet the governance of the capital during the journey posed no difficulty, for the Regent managed royal affairs.
The King departed Bangkok on a Thursday, stopping at Songkhla for one day, then sailing on to Singapore. There the British arranged a grand reception, greater than any for previous dignitaries, for it was the first time a reigning monarch had visited Singapore. Military honours were rendered, and the King was escorted to the Town Hall, where the President of the Chamber of Commerce delivered an address praising King Mongkut’s wise rule and the present King’s commitment to His father’s example, declaring that His journey abroad set an example for other monarchs.
The King answered with a royal speech, then proceeded to the Governor’s residence, prepared for His stay.
During the seven days in Singapore, countless entertainments and visits were arranged: a military ball, a fancy-dress ball, an amateur play, an official banquet, a floral exhibition, and visits to barracks, naval vessels, docks, courts, prisons, schools, hospitals, the post office, telegraph station, fire brigade, gasworks, and markets; and carriage tours of the streets and public works.
The King then sailed to Batavia, where the Dutch arranged a reception of equal splendour. There were military parades, Malay and Chinese torchlight processions, Western fireworks, and visits to a gun foundry and a museum. After seven days, He continued to Samarang, where He viewed the railway under construction, a gunpowder factory, and a Javanese dance troupe brought by the Prince of Solo.
After three days in Samarang, the King returned to Singapore and requested that no repeated formalities be held, wishing not to trouble the hosts. A private reception was arranged, and the King attended a horse play in the evening before returning aboard the royal ship. He reached Bangkok after thirty-seven days, and the capital celebrated His return with five days of illuminations.
From these visits, it was seen that the King had witnessed many Western customs and methods of administration. Both Thais and foreigners understood that the purpose of the journey was to seek models for improving Siam. Had He taken no action upon returning, critics might have accused Him of wasting time. But although He had not yet assumed full royal authority, He began reforms within the palace with the Regent’s consent.
I was ten years old at the time and witnessed these changes upon His return. The Phaisan Thaksin Hall was partitioned into three rooms: a Western-style reception room, a central hall, and a dining room with tables and chairs for twenty guests. Morning audiences still required kneeling and traditional attire, but at midday, afternoon, and evening the King received visitors in the Western-style reception room. Attendees wore shoes and socks, open-collared Western shirts, and dark blue cloth, standing as in Western court protocol. In the evenings, senior princes and officials dined with the King at Western-style tables. On outings, Western attire was likewise required.
These changes may seem small today, but at the time they were astonishing. One official recorded in the “Poom” chronicle that in the month after the King’s return, court officials had begun wearing Western-style collars and neckties, an extraordinary novelty.
Another reform was in education. Before the journey, a Thai-language school had been founded. After returning, the King wished to establish an English-language school, but missionaries were unsuitable, as their intention was conversion. Thus, around twenty young noble-born youths were sent to Raffles School in Singapore. Only three survived to old age when this memoir was written. They returned when an English teacher was found in 1872, and a Royal English School was established. Three outstanding students were thereafter sent to England — the first government scholars ever dispatched to Europe.
The King also expanded and reorganised the Royal Pages’ Corps, increasing numbers and constructing new barracks and a club modelled after the Concordia in Batavia. The Treasury Office later occupied one newly built building, named Hor Ratsadakorn Pipat.
Beyond the palace, many constructions arose: roads along the palace walls, Saranrom Garden, brick embankments and roads along Khlong Talat, and six bridges like those in Batavia. Carriages began to be used widely, purchased first from Singapore and Batavia, then made locally. Western dress and shoes also became common, with tailors and shops soon established in Bangkok.
In brief, the journey strengthened foreign relations and encouraged trade, greatly benefiting Siam.
After returning, preparations soon began for a journey to India. Chao Phraya Panuwongse recounted that the King had desired to go to Europe, but such a journey was not yet feasible. India, however, was grand like Europe, governed by a Viceroy, and closer. A newly arrived passenger steamer owned by Nakuda Ismail was chartered for the royal journey.
Chao Phraya Si Suriyawongse suggested visits to Phuket, Phang Nga, and Kedah along the way. Preparations this time were simpler, as Western attire was already adopted, except that traditional cloth continued to be worn in place of trousers. More princes and promising young officers were added to the entourage.
(From the memoirs of Prince Damrong Rajanubhab.)
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) และพระมาลาเพรชน้อย
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) และพระมาลาเพรชน้อย
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) และพระมาลาเพรชน้อย ประดับด้วยพระยีก่าขนนกการเวก
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (6 กันยายน พ.ศ. 2381 — 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นกรมพระราชวังบวรพระองค์สุดท้าย เพราะหลังจากพระองค์ทิวงคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและทรงสถาปนาตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารขึ้นมาแทน และพระองค์นับทรงเป็นพระภาดาฝ่ายพระบิดา (ลูกพี่ลูกน้อง)ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาเอม เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 คำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2381[2] เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่หม่อมเจ้า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามว่า ยอร์ชวอชิงตัน ตามชื่อของจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อ พ.ศ. 2404 และได้เฉลิมพระราชมนเทียรเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๗ และพระมาลาเพชรน้อย
รัชกาลที่ ๗ และพระมาลาเพชรน้อย
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้คือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งพื้นฐานมาจากภาพหมู่ในงาน เฉลิมพระราชมณเฑียร เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๖๘ (ค.ศ. 1925)
รายงานพระราชพิธีบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า
“ครั้นค่ำใกล้พระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องสีพิชัยสงคราม (สีน้ำเงิน) ทรงพระมาลาเพชรน้อย (ของรัชกาลที่ ๔) เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งบรมพิมานโดยทางใน ทรงโปรยพิกุลทอง พิกุลเงิน และเงินสลึงตามทางลาดพระบาท เสด็จขึ้นประทับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระมหามณเฑียร มีพระราชวงศ์ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภคตามเสด็จ”
พระมาลาเพชรน้อย
พระมาลาเพชรน้อย เป็นพระมาลาอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของราชสำนักสยาม
ทำด้วย กำมะหยี่สีน้ำเงินกรมท่า
ทรง ผลฟักตัด
ยอดพระมาลาประดับมรกต
ด้านข้างมี พระยี่ก่า ผูกเป็น ช่อดอกไม้และใบไม้ ทั้งสองข้าง
พระมาลาขึ้นสร้างในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) เพื่อใช้ในการเสด็จออกพบแขกเมืองและประกอบพระราชพิธีสำคัญ
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระมาลาเพชรน้อยนี้อีกครั้งในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พุทธศักราช ๒๔๖๘
พระราชทานแด่สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ในพระราชพิธีโสกันต์
เอกสารประวัติศาสตร์ยังบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานพระมาลาเพชรน้อยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ เมื่อทรงมีพระชนมายุครบ ๑๓ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๐๙ เพื่อทรงเป็นเกียรติยศใน พระราชพิธีโสกันต์ ณ เขาไกรลาศจำลอง ใกล้ประตูเกยวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ในพระราชพิธีนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองพระมหาพิชัยมงกุฎ สมมติพระองค์เป็นพระอิศวร ทรงรับพระกรเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสด็จผ่านประตูยอดเขาไกรลาศ ถือเป็นภาพลักษณ์สำคัญของพระราชพิธีสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่มา: เครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ (พุทธศักราช ๒๕๖๐)
ชุดเดรสสีดำทรงกระทัดรัด (Little Black Dress) ประวัติศาสตร์แฟชั่นและเส้นทางสู่ความนิยมในฐานะชุดค็อกเทลและชุดราตรีระดับโลก
ชุดเดรสสีดำทรงกระทัดรัด (Little Black Dress) ประวัติศาสตร์แฟชั่นและเส้นทางสู่ความนิยมในฐานะชุดค็อกเทลและชุดราตรีระดับโลก
ชุดเดรสสีดำทรงกระทัดรัด หรือที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อ แอลบีดี (LBD: Little Black Dress) คือหนึ่งในสัญลักษณ์แฟชั่นสมัยใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุด ปัจจุบัน เดรสสีดำแทนความโก้หรู ความเป็นสากล และความเรียบง่ายอันเหนือกาลเวลา ทว่ากว่าที่ชุดสีดำจะก้าวขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ ต้องอาศัยวิวัฒนาการทางแฟชั่น ศิลปะภาพถ่าย ภาพยนตร์ และวัฒนธรรมสมัยนิยมตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1960 ที่ความนิยมของเดรสสีดำแตะระดับสากล และสวมใส่ทั้งโดยดาราฮอลลีวูด ชนชั้นสูงในสังคม และราชสำนักทั่วโลก รวมถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
จากชุดไว้ทุกข์สู่ความโมเดิร์น: การปฏิวัติของชาเนล (Coco Chanel)
แม้สีดำจะเคยผูกพันกับความโศกเศร้าหรือการไว้ทุกข์มานาน แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ โคโค่ ชาเนล (Coco Chanel) เผยแพร่ชุดค๊อกเทลสีดำทรงตรงเรียบง่ายในปี ค.ศ. 1926 ผ่านนิตยสาร Vogue ซึ่งขนานนามมันว่า “Chanel’s Ford” เพราะความเรียบแต่โก้ พื้นฐานแต่ทรงพลัง และ “สวมได้ทุกคน” เดรสนี้กลายเป็นต้นแบบของความโมเดิร์นในยุคอาร์ตเดโค เน้นเส้นสายที่คมชัด ความเรียบ และสัดส่วนที่ปล่อยให้ “ผู้สวมใส่” กลายเป็นจุดเด่นมากกว่าเครื่องประดับใด ๆ
การตีความสีดำแบบใหม่ของชาเนล ทำให้สีดำกลายเป็นสัญลักษณ์ของความโก้ ความทันสมัย และความเฉียบคมทางปัญญา ไม่ใช่ความโศกเศร้าอีกต่อไป
พระมาลาเพชรใหญ่ (ตอนที่ ๓)
พระมาลาเพชรใหญ่ (ตอนที่ ๓)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พร้อม พระมาลาเพชรใหญ่ ซึ่งประดับเพชรรอบขอบพระมาลาและตกแต่งด้วย ขนนกการเวช อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศและอำนาจสูงสุดในราชสำนัก
พระมาลาเพชรใหญ่ (การประดับเต็ม) ทำด้วยกำมะหยี่สีคราม ทรงผลฟักตัด ปีกพระมาลาประดับลวดลายเครือเถาประดับเพชร ส่วนยอดพระมาลาประดิษฐ์ลายเครือเถาและดอกไม้ทำด้วยทองคำ ประดับรัตนชาติสีขาวใสและมรกตอย่างงดงาม พระมาลานี้สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับทรงใน พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร และเมื่อเสด็จออกรับแขกเมือง ถือเป็นหนึ่งในเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศที่แสดงถึงพระเกียรติคุณและพระบารมีสูงสุดของพระมหากษัตริย์สยามในยุคนั้น
ภาพต้นฉบับคือพระฉายาทิศลักษณ์ที่อยู่ในหนังสือ “The Kingdom and People of Siam” (สองเล่มจบ) เขียนโดย เซอร์จอห์น เบาริง (Sir John Bowring) อดีตผู้ว่าการฮ่องกงและเอกอัครราชทูตอังกฤษคนแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในรัชกาลที่ ๔ ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) หลังการลงนามใน สนธิสัญญาเบาริง (Bowring Treaty) เมื่อปี ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398)
หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานสำคัญที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามในด้านต่าง ๆ ทั้งระบบการปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การค้า และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมด้วยภาพประกอบจำนวนมากซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ภาพพระฉายาทิศลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหนังสือเล่มนี้จึงไม่เพียงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาวตะวันตกในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคที่สยามเริ่มเปิดประเทศติดต่อกับโลกภายนอกอย่างเป็นทางการหลังจากการล่มสลายของอยุธยา.
“เหรียญประพาสมาลา”: เหรียญซ้อนในเหรียญ การเจรจาทางการทูตที่หล่อหลอมด้วยโลหะ
“เหรียญประพาสมาลา”: เหรียญซ้อนในเหรียญ การเจรจาทางการทูตที่หล่อหลอมด้วยโลหะ
บทความต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนด้าน วัฒนธรรมวัตถุ (Material Culture) ซึ่งผมจัดทำขึ้นระหว่างศึกษาระดับปริญญาโท สาขา History of Design ที่ Royal College of Art (RCA) และ Victoria and Albert Museum (The V&A) กรุงลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. 2013 การเขียนบทความชิ้นนี้เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของวิชา Object Essay ที่นักศึกษาทุกคนต้องค้นหาวัตถุหนึ่งชิ้นในคอลเลกชันของ The V&A ซึ่งยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบมาก่อน แล้วทำการวิจัย วิเคราะห์ และเรียบเรียงข้อมูลใหม่เพื่อเสนอให้กับทางพิพิธภัณฑ์
ระหว่างการค้นคว้า ผมได้พบกับ เหรียญประพาสมาลา เนื้อเงิน ซึ่งเป็นเหรียญขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 50 มิลลิเมตร (ประมาณ 5 เซนติเมตร) จัดแสดงอยู่ในแผนกประติมากรรมของ The V&A เหรียญนี้คือเหรียญรำลึกการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานให้แก่พิพิธภัณฑ์ The V&A เมื่อเสด็จเยี่ยมชมในปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ผมศึกษาพบว่า เหรียญนี้น่าจะถูกพระราชทานภายหลังจากที่พระองค์เสด็จผ่านสถานทูตไทยในลอนดอน เนื่องจากในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป เหรียญดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการผลิตที่ โรงกษาปณ์ปารีส (Monnaie de Paris) และยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ในขณะนั้น
เมื่อ เหรียญประพาสมาลา ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๙๗) เหรียญนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหรียญรำลึกถึงการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเท่านั้น หากยังเป็นหลักฐานสำคัญของการ “ต่อรองทางการเมือง” ของสยามท่ามกลางความตึงเครียดในยุคจักรวรรดินิยมตอนปลาย ผ่านศิลปะแห่งการหล่อโลหะที่ออกแบบโดย อองรี–โอกุสต์ ปาเต (Henri-Auguste Patey) แห่งโรงกษาปณ์ปารีส (Monnaie de Paris) ดังนั้น เหรียญที่ระลึกนี้จึงมิได้เป็นเพียงผลงานศิลปกรรมฝรั่งเศสชั้นเยี่ยม หากแต่เป็น “เวทีทางการทูต” ขนาดย่อมระหว่างสยามและฝรั่งเศส ที่ถ่ายทอดอำนาจและภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาติตะวันตกได้อย่างแยบคาย
พระมาลาเพชรใหญ่ (ตอนที่ ๒)
พระมาลาเพชรใหญ่ (ตอนที่ ๒)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงฉายพร้อม พระมาลาเพชรใหญ่ ซึ่งประดับเพชรรอบขอบพระมาลาและตกแต่งด้วย ขนนกการเวช อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศและอำนาจสูงสุดในราชสำนัก
พระมาลาเพชรใหญ่ (การประดับเต็ม) ทำด้วยกำมะหยี่สีคราม ทรงผลฟักตัด ปีกพระมาลาประดับลวดลายเครือเถาประดับเพชร ส่วนยอดพระมาลาประดิษฐ์ลายเครือเถาและดอกไม้ทำด้วยทองคำ ประดับรัตนชาติสีขาวใสและมรกตอย่างงดงาม พระมาลานี้สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับทรงใน พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร และเมื่อเสด็จออกรับแขกเมือง ถือเป็นหนึ่งในเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศที่แสดงถึงพระเกียรติคุณและพระบารมีสูงสุดของพระมหากษัตริย์สยามในยุคนั้น
ภาพต้นฉบับที่เป็นแรงบันดาลใจในการบูรณะครั้งนี้ คือ ดาแกร์โรไทป์ (Daguerreotype) ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายร่วมกับ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ภายหลังคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕) ซึ่งถูกส่งเป็นของกำนัลทางการทูตจากสยามไปยัง ประธานาธิบดีเจมส์ บูคานัน (James Buchanan) แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๓ (ค.ศ. ๑๘๖๐) เพื่อเป็นการเฉลิมความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างสองประเทศ ภาพต้นฉบับนี้ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ หอสมุดรัฐสภาแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (Library of Congress, Washington D.C.) และถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างอันทรงคุณค่าของการใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพยุคแรกในฐานะเครื่องมือทางการทูตของราชสำนักสยาม
พระมาลาเพชรใหญ่
พระมาลาเพชรใหญ่
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงฉายพร้อม พระมาลาเพชรใหญ่ ซึ่งประดับเพชรรอบขอบพระมาลาและตกแต่งด้วย ขนนกการเวช อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศและอำนาจสูงสุดในราชสำนัก
พระมาลาเพชรใหญ่ (การประดับเต็ม) ทำด้วยกำมะหยี่สีคราม ทรงผลฟักตัด ปีกพระมาลาประดับลวดลายเครือเถาประดับเพชร ส่วนยอดพระมาลาประดิษฐ์ลายเครือเถาและดอกไม้ทำด้วยทองคำ ประดับรัตนชาติสีขาวใสและมรกตอันงดงาม พระมาลานี้สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับทรงใน พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร และเมื่อเสด็จออกรับแขกเมือง ถือเป็นหนึ่งในเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศที่แสดงถึงพระเกียรติคุณและพระบารมีอย่างสูงสุดของพระมหากษัตริย์สยามในยุคนั้น
ที่มา: เครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ พุทธศักราช ๒๕๖๐
“เหรียญหลักแจว” เหรียญพระบรมรูปเหรียญแรกของสยาม
เหรียญพระบรมรูปเหรียญแรกของสยาม และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในรัชกาลต้นแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ แสดง พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดของการศึกษาประวัติศาสตร์ด้าน วัฒนธรรมภาพ (visual culture) และวัฒนธรรมวัตถุ (material culture)ในสยามยุคใหม่ นั่นคือ การสร้างเหรียญพระบรมรูปเหรียญแรกของสยาม
พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๔ และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี: จากภาพดาแกร์โรไทป์สู่การบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI
พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๔ และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
จากภาพดาแกร์โรไทป์สู่การบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ซึ่งเสร้างสรรค์ขึ้นมาจาก รูปถ่ายแบบดาแกร์โรไทป์ ที่เคยส่งไปถวายแก่ ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ซ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๙ (ค.ศ. ๑๘๕๖)
บริบททางประวัติศาสตร์ของดาแกร์โรไทป์ในสยาม
เทคโนโลยีการถ่ายภาพเริ่มเข้าสู่สยามในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปิดสัมพันธ์กับโลกตะวันตก ดาแกร์โรไทป์ (Daguerreotype) ถือเป็นเทคนิคการถ่ายภาพยุคบุกเบิก คิดค้นโดย หลุยส์ ดาแกร์ (Louis Daguerre) ในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ (ค.ศ. ๑๘๓๙) และแพร่หลายในยุโรปและอาณานิคมต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว
ในเวลาต่อมา ราวปี พ.ศ. ๒๓๘๘ (ค.ศ. ๑๘๔๕) พระสังฆราชฌอง-บัปติสต์ ปัลเลอกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix) มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสผู้ใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีบทบาทสำคัญในการนำอุปกรณ์ถ่ายภาพเข้ามาในราชสำนัก ปัลเลอกัวซ์ในฐานะมุขนายกมิสซังสยามตะวันออก ได้นำกล้องและแผ่นเงินสำหรับถ่ายภาพเข้ามาจากฝรั่งเศส ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างภาพถ่ายชุดแรก ๆ ในดินแดนสยาม
พระราชนิยมในวิทยาศาสตร์และการทูตภาพถ่าย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพและความสนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง พระองค์ทรงใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญและพัฒนาการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน การทรงให้ถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ด้วยดาแกร์โรไทป์จึงมิได้เป็นเพียงการบันทึกพระพักตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศถึงความก้าวหน้าของสยามในเวทีโลก
ภาพถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์และสถานที่สำคัญของสยามถูกส่งไปยังราชสำนักและคณะทูตานุทูตต่างประเทศ เพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองและความเปิดกว้างของชาติ ในจำนวนนี้มีภาพหนึ่งที่ถูกส่งไปยัง ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ซ เพื่อแสดงไมตรีจิตและความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามกับสหรัฐอเมริกา
ความสำคัญของดาแกร์โรไทป์ในศตวรรษที่ ๑๙
ดาแกร์โรไทป์ถือเป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้น การนำเทคนิคนี้มาใช้สร้างพระบรมฉายาลักษณ์จึงมีคุณค่ามหาศาล ทั้งในเชิงศิลปะ ประวัติศาสตร์ และการทูต เพราะเป็นหลักฐานที่บันทึกโฉมหน้าของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินีในยุคที่สยามเริ่มสื่อสารกับโลกภายนอก
การฟื้นคืนพระบรมฉายาลักษณ์ด้วยเทคโนโลยี AI
เทคโนโลยี AI ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้เข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่สูญหายหรือเสื่อมสภาพ การบูรณะภาพดาแกร์โรไทป์ของรัชกาลที่ ๔ และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีในครั้งนี้ จึงเป็นการ “ชุบชีวิต” ภาพประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ด้วยการสร้างสรรค์ที่พิถีพิถันและการอ้างอิงข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพที่ได้จึงไม่เพียงแต่ถ่ายทอดพระลักษณะอันงดงามสมพระเกียรติ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถเชื่อมโยง มรดกทางวัฒนธรรมของสยาม เข้ากับ นวัตกรรมแห่งอนาคต ได้อย่างกลมกลืน
เจ้าจอม ในรัชกาลที่ ๔ ในแฟชั่นแบบตะวันตก
เจ้าจอมมารดาเพ็ง, เจ้าจอมมารดาห่วง, เจ้าจอมมารดาสังวาลย์, และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม)
ภาพของ เจ้าจอมมารดาเพ็ง และ เจ้าจอมมารดาห่วง
ถ่าย ณ กรุงเทพมหานคร (พระนคร) ราวปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. ๒๔๐๓–๒๔๐๔)
ช่างภาพ: Joseph Rossier (หรือ Pierre Joseph Rossier) เนื่องจากมีภาพอีกชุดหนึ่งที่เป็นภาพของเจ้าจอมทั้งสามในเครื่องแบบทหารหญิงลายสก็อต (หรือที่เรียกว่า “ทหารจิงโจ้”) ถ่ายในฉากหลังเดียวกันและมีคุณภาพของภาพใกล้เคียงกัน
แหล่งที่มา: The Metropolitan Museum of Art, สหรัฐอเมริกา
ส่วนภาพของ เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม)
อาจถ่ายโดย L’Abbé Larnaudie ซึ่งเป็นมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสผู้มีบทบาทสำคัญในการถ่ายภาพในสยามช่วงรัชกาลที่ ๔ เนื่องจากภาพดังกล่าวมีลักษณะของการจัดแสง ฉากหลัง และองค์ประกอบคล้ายคลึงกับภาพที่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผลงานของเขา อีกทั้งยังตรงกับช่วงเวลาที่ L’Abbé Larnaudie ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และมีบันทึกว่าท่านเคยถ่ายภาพในราชสำนักสยามด้วย
ภาพถ่ายเหล่านี้แสดงให้เห็น เจ้าจอมฝ่ายในในรัชกาลที่ ๔ (King Mongkut) ในเครื่องแต่งกายแบบตะวันตกสมัยวิกตอเรียช่วงทศวรรษ 1860 ซึ่งเป็นช่วงที่ราชสำนักเริ่มเปิดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากยุโรปอย่างชัดเจน ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง “การจำลองความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตก” (imitation of Western modernity) ภายในราชสำนักสยาม ภาพถ่ายเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงเครื่องแต่งกายแบบตะวันตกสมัยวิกตอเรีย ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางแฟชั่นครั้งสำคัญของยุโรป ในช่วง ทศวรรษ 1850s แฟชั่นสตรีกำลังอยู่ในยุคของ กระโปรงสุ่มขนาดใหญ่ (crinoline skirts) ที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยเฉพาะ กระโปรงแบบระบายซ้อนชั้น (tiered skirts) ซึ่งประกอบด้วยผ้าระบายหลายชั้นเรียงลดหลั่นกันลงมาอย่างประณีต มักตกแต่งด้วยลูกไม้ ริบบิ้น หรือการปักลายดอกไม้ เพื่อแสดงถึงรสนิยม ความมั่งคั่ง และฝีมือช่างตัดเย็บ
อย่างไรก็ตาม ความนิยมของกระโปรงซ้อนชั้นนี้เริ่มลดลงในช่วงต้นทศวรรษ 1860 เมื่อแฟชั่นเปลี่ยนไปสู่ กระโปรงทรงโดมที่เรียบกว่า พร้อมการใช้โครงคริโนลีนเหล็กที่เบาและแข็งแรงขึ้น ทำให้สตรีสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น และเป็นยุคที่ภาพลักษณ์ของ “สุภาพสตรีวิกตอเรีย” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามแบบใหม่
สิ่งที่โดดเด่นคือ การนำศิราภรณ์แบบไทยโบราณมาใช้แทนมงกุฎหรือเทียร่าตะวันตก ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เฉพาะในการแสดงละครในหรือฟ้อนรำเท่านั้น อีกทั้งเจ้าจอมยังสวม วิกผมยาว และ แต่งหน้าด้วยแป้งขาว คล้ายกับการแต่งกายนางละคร ซึ่งแตกต่างจากหญิงสามัญในยุคนั้นที่นิยม ตัดผมสั้นแบบผมปีกนกหรือผมดอกกระทุ่ม
นอกจากนี้ ชุดของเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) เป็น ชุดเดียวกันโดยสันนิษฐานว่าเป็น เครื่องแต่งกายประกอบฉาก (costume prop) ที่ผลัดกันสวมเพื่อถ่ายภาพ ภายในกระโปรงน่าจะมี โครงสุ่มคริโนลีน (hoop crinoline) เพื่อคงรูปทรงบานแบบแฟชั่นวิกตอเรียตอนกลาง
ดังนั้น ภาพถ่ายชุดนี้จึงถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์แฟชั่นอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนการผสมผสานระหว่าง สุนทรียะแบบตะวันตกและแบบสยาม (a blend of Western and Siamese aesthetics) และเผยให้เห็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านของรสนิยม ความงาม และอัตลักษณ์ของราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้อย่างลึกซึ้งและงดงาม
ประวัติศาสตร์แฟชั่น “ทหารจิงโจ้” แห่งรัชกาลที่ ๔ และแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบทหารสกอตแลนด์
ประวัติศาสตร์แฟชั่น “ทหารจิงโจ้” แห่งรัชกาลที่ ๔ และแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบทหารสกอตแลนด์
ทหารจิงโจ้ หรือโดยย่อว่า “จิงโจ้” เป็นชื่อเรียกกองทหารหญิงในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) สังกัดอยู่ใน กรมโขลน เดิมสตรีเหล่านี้เป็นข้าหลวงฝ่ายใน ทำหน้าที่คล้ายตำรวจหญิงคอยดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน หรือเสด็จออกนอกพระราชวัง ก็จะโปรดเกล้าให้เจ้าจอมตัวโปรดบางพระองค์ตามเสด็จไปด้วย ทำหน้าที่เป็น “นางนายทหารรักษาพระองค์” ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของหน่วย ทหารหญิงในราชสำนักสยาม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้มีการ “หัดโขลน” ให้กลายเป็นทหาร โดยตั้งให้มีระเบียบวินัยแบบทหารและมีเครื่องแบบเฉพาะตัว เดิมเรียกว่า “ทหารหญิง” และต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)ทรงพระราชทานนามเรียกอย่างขบขันว่า “จิงโจ้” เนื่องจากทรงเห็นว่าเครื่องแต่งกายของพวกนางนั้นรุงรัง มีทั้งกระโปรงลายสก็อต หมวกแก๊ป และกระเป๋าหน้าท้องที่คล้ายถุงหน้าท้องของจิงโจ้
เครื่องแบบของทหารจิงโจ้เป็นแบบสากลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในราชสำนักสยาม สันนิษฐานว่าทรงได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบของ กองทหารไฮแลนด์แห่งราชวงศ์อังกฤษ (Scottish Highland Regiments) ซึ่งเป็นหน่วยองครักษ์ในราชสำนักอังกฤษและเป็นที่เลื่องลือในยุควิกตอเรีย การนำเครื่องแบบแบบตะวันตกมาปรับใช้ในราชสำนักฝ่ายในสะท้อนถึงความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมของรัชกาลที่ ๔ ที่ทรงเป็นกษัตริย์นักปฏิรูป ผู้มุ่งหมายให้สยามก้าวทันอารยประเทศ
The Spoken Drama “Phong Pang” in the Reign of King Vajiravudh (Rama VI)
ละครพูดเรื่อง “โพงพาง” ในสมัยรัชกาลที่ ๖
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงฉาย ร่วมกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี พระนางเธอลักษมีลาวัณ และเจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งคาดว่าถ่ายช่วงการเตรียมตัวและเพื่อโปรโมทการแสดงละครพูดเรื่อง “โพงพาง” ซึ่งจัดแสดง ณ พระราชวังพญาไท เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๓ (ค.ศ. ๑๙๒๐)
ละครพูดเรื่อง “โพงพาง” ถือเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกของรัชกาลที่ ๖ โดยทรงใช้นามปากกา “ศรีอยุธยา” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ สมุทรสาร เล่มที่ ๑๗ ประจำเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๙ (ค.ศ. ๑๙๑๖) เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระยาสมุทโยธินและพระวิสูตรพานิชซึ่งกำลังสนทนากันถึงกิจการทหารเรือและหลวงเชี่ยวชลธาร นายทหารใต้บังคับบัญชาของพระยาสมุทโยธิน พระวิสูตรพานิชไม่ไว้วางใจหลวงเชี่ยวชลธารจึงพยายามสืบความจริง แต่แท้จริงแล้วพระวิสูตรพานิชกลับสมคบคิดกับนายประมูลและนางกูร เพื่อขโมยเอกสารลับทางราชการทหารเรือ
เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยการเชือดเฉือนทางวาจาและไหวพริบระหว่างพระวิสูตรพานิชกับหลวงเชี่ยวชลธาร จนท้ายที่สุดหลวงเชี่ยวชลธารสามารถเปิดโปงแผนการของพระวิสูตรพานิชได้สำเร็จ เปรียบเหมือนการล่อจับปลาเข้าลอบโพงพาง อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง บทละครนี้มีภาษาคมคายและแฝงข้อคิดทางคุณธรรม กระทรวงธรรมการจึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พิมพ์เป็นแบบเรียนสำหรับชั้นมัธยมตอนต้น
เรื่อง “โพงพาง” ยังเป็นผลงานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะการละครของไทย เพราะเป็นการแสดงละครพูดเรื่องแรกที่รัชกาลที่ ๖ มีพระราชดำริให้คณะละครศรีอยุธยารมณ์จัดการแสดงในรูปแบบ “ชายจริงหญิงแท้” เพื่อยกระดับศิลปะการแสดงให้ทัดเทียมตะวันตก โดยพระองค์ได้ทรงร่วมแสดงในบทพระยาสมุทโยธิน เคียงคู่กับพระวรกัญญาปทาน ในบทคุณหญิงสมุทโยธิน เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) รับบทหลวงเชี่ยวชลธาร และหม่อมเจ้าหญิงลักษมีลาวัณทรงแสดงเป็นนางสายหยุด
หลังการแสดงเรื่อง “โพงพาง” เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้มีประกาศพิธีหมั้นอย่างเป็นทางการระหว่างรัชกาลที่ ๖ และพระวรกัญญาปทานในวันที่ ๙ พฤศจิกายนปีเดียวกัน
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปของ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ พระราชธิดาพระองค์ที่ ๔๘ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาอ่อน ซึ่งเป็นบุตรีของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) เจ้าเมืองเพชรบุรีตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ และสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี
พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ และมีพระขนิษฐา คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพทรงเป็นราชนารีที่โปรดการผจญป่าดงพงไพรและทรงม้าได้อย่างชำนาญ ทรงมีพระตำหนักอยู่ภายในวังสวนสุนันทา ซึ่งภายหลังถูกปรับพื้นที่เป็นอาคารของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในปัจจุบัน พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ สิริพระชันษา ๔๘ ปี และมีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
ในภาพที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่นี้ สิ่งที่สะดุดตาอย่างยิ่งคือ ฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้สีงาช้าง พร้อมแขนเสื้อแบบบิชอป (Bishop sleeve) ซึ่งมีลักษณะพองตั้งแต่หัวไหล่จรดข้อมือ แล้วรูดรัดให้แน่นบริเวณปลายแขน ทำให้เกิดเส้นสายอ่อนช้อยและดูพลิ้วไหวเมื่อเคลื่อนไหว ฉลองพระองค์ลักษณะนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นในช่วงปลายยุควิกตอเรียและเข้าสู่ยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian era) ราว ค.ศ. 1901–1910
แขนเสื้อแบบ Bishop sleeve ได้รับชื่อนี้เพราะมีรูปทรงที่คล้ายกับ แขนเสื้อของบาทหลวง (Bishop) ในศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกันและคาทอลิก ซึ่งมักสวมเสื้อคลุมยาวที่มีแขนพองหลวม แล้วรูดเข้าที่ข้อมือด้วยขอบผ้าหรือกระดุม ทำให้เกิดทรงที่ดูสง่าและเป็นทางการ ดังนั้นเมื่อรูปแบบแขนเสื้อชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในแฟชั่นสตรีตะวันตกช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นักออกแบบจึงเรียกว่า “Bishop sleeve” เพื่อสื่อถึงความสงบ เรียบหรู และสง่างามแบบนักบวช ซึ่งสอดคล้องกับอุดมคติแห่ง “ความสุภาพและอ่อนช้อย” ของสตรีในยุคนั้น
แขนเสื้อทรงบิชอปเริ่มเป็นที่นิยมโดยเฉพาะราว ค.ศ. 1905–1908 ซึ่งตรงกับช่วงรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย โดยได้รับอิทธิพลจากแฟชั่นของ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดราแห่งสหราชอาณาจักร (Queen Alexandra) และ จักรพรรดินีอเล็กซานดรา ฟีโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Empress Alexandra Feodorovna of Russia) ที่ต่างนิยมฉลองพระองค์ลูกไม้แขนพองคอดที่ข้อมือ เพื่อขับให้พระอังสาแลดูสง่างามและอ่อนโยน
นิตยสารแฟชั่นยุโรปชื่อดังอย่าง The Delineator และ La Mode Illustrée ในช่วงเวลาดังกล่าวได้เผยแพร่แบบตัดเย็บเสื้อแขนบิชอปอย่างแพร่หลาย ทำให้รูปแบบนี้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของสุภาพสตรีผู้ดีในยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน ด้วยความหรูหราแต่ไม่เทอะทะ เหมาะสำหรับทั้งฉลองพระองค์กลางวันและเครื่องแต่งกายยามค่ำ
ดังนั้น ฉลองพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ ที่เห็นในภาพนี้ เป็นหลักฐานของการรับอิทธิพลแฟชั่นสากลยุคเอ็ดเวิร์ดเดียนเข้ามาผสมผสานกับเอกลักษณ์ของราชสำนักไทยอย่างงดงามในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นของฝ่ายในเริ่มแสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนระหว่าง “อารยธรรมตะวันตก” และ “ความละเมียดละไมแบบสยาม” อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต วันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
วันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
เนื่องในวาระการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าอันใหญ่หลวงของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้าพระพุทธเจ้าขอรำลึกถึงพระสิริโฉมอันงดงาม พระอิริยาบถอันสง่างาม และพระราชจริยวัตรอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา ซึ่งจะสถิตอยู่ในหัวใจของพสกนิกรตลอดไป
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการลงสีและบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ สร้างขึ้นจากพระฉายาลักษณ์ในช่วงปลายทศวรรษ ๒๔๘๐ ถึงต้นทศวรรษ ๒๔๙๐ เพื่อเทิดพระเกียรติแห่งความงามอันเป็นนิรันดร์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบพระบาทน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า เพจ AI Fashion Lab, London
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และความงามแห่งยุคอาร์ตเดโค
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือ พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ใน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ (ค.ศ. ๑๙๒๕)
ฉลองพระองค์ของพระองค์สะท้อนการผสมผสานอย่างงดงามระหว่าง การแต่งกายแบบราชสำนักสยามและแฟชั่นตะวันตก อันเป็นเอกลักษณ์ของยุค Art Deco ในทศวรรษ ๑๙๒๐ ด้วยพระเกศาตัดสั้นทรงบ๊อบ ซึ่งเป็นแฟชั่นร่วมสมัยของสตรีผู้มีรสนิยมในยุคนั้น คู่กับ เทียร่าเพชรแบบแฉกรัศมี (Fringe Tiara) ที่เปล่งประกายรัศมีเจิดจรัส ดั่งเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามของสตรีสมัยใหม่
ในการพระราชพิธี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๗ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และได้ทรงสถาปนา “หม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม ที่มีการสถาปนา สมเด็จพระบรมราชินี อย่างเป็นทางการภายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงไม่เพียงเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านแห่งแฟชั่นราชสำนัก จากอิทธิพลแบบเอ็ดเวิร์ดเดียนสู่ความสง่างามร่วมสมัยของยุค อาร์ตเดโค (Art Deco) ที่งดงามเหนือกาลเวลา
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ: เครื่องราชอิสริยาภรณ์ในช่วงรอยต่อแห่งยุคสมัย (พ.ศ. 2494–2497 / ค.ศ. 1951–1954)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ: เครื่องราชอิสริยาภรณ์ในช่วงรอยต่อแห่งยุคสมัย (พ.ศ. 2494–2497 / ค.ศ. 1951–1954)
คอลเลกชันภาพ AI ชุดนี้เป็นการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นจากพระฉายาลักษณ์ขาวดำต้นฉบับของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในช่วงต้นทศวรรษ 2490 (พ.ศ. 2494–2497 / ค.ศ. 1951–1954) — ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการสร้างสรรค์ “ชุดไทยพระราชนิยม” อันเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย
พระฉายาลักษณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวเผยให้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ยังทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกในสไตล์เรียบหรูร่วมสมัย เช่น เดรสผ้าไหมและผ้าลูกไม้ พร้อมทรงประดับสายสะพายและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งในขณะนั้นยังมิได้มีธรรมเนียม “การประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ร่วมกับชุดไทย” อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ตามขนบเดิม เครื่องราชอิสริยาภรณ์มักใช้เฉพาะกับฉลองพระองค์แบบเต็มยศ หรือชุดไทยในพระราชพิธีเท่านั้น
การปรากฏพระองค์ใน “ฉลองพระองค์แบบกึ่งทางการ” คู่กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในคอลเลกชันนี้ จึงถือเป็นช่วงรอยต่อสำคัญในพระราชประวัติและแฟชั่นไทย — ก่อนที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะทรงมีพระราชดำริให้สร้างสรรค์ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นในเวลาต่อมา เพื่อให้มีรูปแบบชุดไทยที่สง่างามและเหมาะสมสำหรับการเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะในการเสด็จเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ซึ่งพระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์ไทยในหลายแบบเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของความงามและความสง่างามแบบสตรีไทยในโลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการหลอมรวมระหว่าง “ความเป็นสากล” และ “ความเป็นไทย”
“สร้อยเพชรแม่เศรษฐี” กับตำนานแห่งสร้อยคอริวิแยร์
“สร้อยเพชรแม่เศรษฐี” กับตำนานแห่งสร้อยคอริวิแยร์
สร้อยคอแบบริวิแยร์ (Rivière necklace) นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความสง่างามของสตรีชั้นสูงที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์แฟชั่น เครื่องประดับชนิดนี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือยุค จอร์เจียน (Georgian era, 1714–1830) โดยพัฒนามาจากสร้อยเพชรที่ร้อยเม็ดอัญมณีด้วยตะขอทองคำหรือเงินแบบ “คอลเลต์ (collet-set)” ซึ่งช่วยให้แสงสะท้อนผ่านตัวอัญมณีได้อย่างเต็มที่
ลักษณะของสร้อยริวิแยร์คือการเรียงร้อยเพชรหรืออัญมณีเม็ดกลมขนาดต่าง ๆ ต่อกันอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงจากเม็ดเล็กไปจนถึงเม็ดใหญ่ สร้างเส้นสายที่เปล่งประกายราวกับสายน้ำที่ไหลรินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด — ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Rivière มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “แม่น้ำ (river)”
ในยุคแรก สร้อยคอชนิดนี้มักทำจาก เพชรแบบ table-cut หรือ old mine-cut และใช้ตัวเรือนเงินเพื่อขับให้เพชรแวววาวยิ่งขึ้นในแสงเทียน ต่อมาเมื่อเทคนิคการเจียระไนพัฒนาไปสู่ brilliant cut ความระยิบระยับของอัญมณีก็ยิ่งชัดเจนขึ้น และชื่อ “ริวิแยร์” ก็เริ่มถูกใช้เพื่อเปรียบเปรยกับสายน้ำแห่งแสงที่ไหลไปทั่วลำคอของผู้สวมใส่
ราชสำนักฝรั่งเศสในสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถือเป็นยุคทองของสร้อยคอชนิดนี้ สตรีสูงศักดิ์ เช่น สมเด็จพระราชินีมารี เลซซินสกา (Queen Marie Leszczyńska) และ สมเด็จพระราชินีมารี อองตัวแนต (Queen Marie Antoinette) ต่างทรงนิยมสวมสร้อยริวิแยร์เพชรเจียระไนอย่างประณีต เพื่อเสริมความงามของชุดราตรีและศิราภรณ์ชั้นสูง ผลงานในยุคนี้มักสร้างสรรค์โดยช่างอัญมณีแห่งราชสำนัก เช่น Bapst และ Boehmer & Bassenge ซึ่งภายหลังมีชื่อเสียง (และอื้อฉาว) จาก “คดีสร้อยเพชรแห่งราชินีฝรั่งเศส” อันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส
เมื่อกาลเวลาล่วงสู่ยุค วิกตอเรีย (Victorian era) และ เอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian era) สร้อยคอริวิแยร์ก็ได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่ราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา (Queen Alexandra) พระอัครมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงเป็นผู้ที่ทำให้การสวมสร้อยเพชรแบบริวิแยร์และโชกเกอร์หลายชั้นกลับมาเป็นที่นิยม พระองค์ทรงสวมทับกันหลายเส้นเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นบนพระศอ และนั่นเองที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แฟชั่นการสวมสร้อยคอริวิแยร์เป็นที่นิยมในหมู่สตรีชั้นสูงทั่วทั้งยุโรป
ต่อมา สมเด็จพระราชินีแมรี (Queen Mary) ทรงครอบครองสร้อยคอริวิแยร์หลายเส้น ทั้งที่ประดับเพชร มรกต และไพลิน พระองค์มักทรงสวมร่วมกับเทียร่าและสร้อยระย้าแบบ sautoir ผลงานส่วนใหญ่ในราชสำนักอังกฤษนั้นมาจากสำนักอัญมณีชั้นนำ เช่น Garrard, Collingwood, และ Carrington & Co. ซึ่งต่อมาถูกท้าทายโดยช่างอัญมณีฝรั่งเศสอย่าง Cartier, Boucheron, และ Chaumet ผู้บุกเบิกการใช้ทองคำขาวและแพลทินัมในช่วง Belle Époque ให้เครื่องเพชรดูอ่อนช้อยและเบาบางยิ่งขึ้น
ยุค เอ็ดเวิร์ดเดียน (ราว ค.ศ. 1890–1910) ถือเป็นจุดสูงสุดของศิลปะการทำสร้อยริวิแยร์ เพราะเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนด้วย แพลทินัม (platinum) ช่วยให้เพชรสามารถลอยอยู่รอบลำคอได้อย่างไร้น้ำหนักราวกับแสงที่ส่องผ่านอากาศ ความงดงามนี้สะท้อนอยู่ในพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเลกชันนี้ — ซึ่งทรงสวม สร้อยพระศอเพชรแม่เศรษฐี อันโด่งดังในราชสำนักสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๕
ในสยาม การรับรูปแบบเครื่องประดับตะวันตกเริ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) พระมเหสีและพระราชธิดาหลายพระองค์ทรงรับวัฒนธรรมการแต่งกายและเครื่องอัญมณีแบบยุโรปเข้ามาอย่างงดงาม
นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าเครื่องประดับจากยุโรปโดยตรง ทั้งจาก Garrard, Cartier, และ Van Cleef & Arpels ผ่านทางราชทูตหรือเป็นของถวายจากประเทศพันธมิตร ทำให้ราชสำนักสยามในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 มีคอลเลกชันเพชรพลอยที่เทียบเท่าราชสำนักยุโรปได้อย่างภาคภูมิ
ดังนั้น สร้อยคอริวิแยร์จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของ “สายน้ำแห่งอำนาจและความงาม” ที่ไหลผ่านประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จากยุโรปสู่สยาม — จากพระศอของ พระราชินีมารี อองตัวแนต ใต้แสงเทียนในพระราชวังแวร์ซายส์ สู่พระศอของ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ในยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน และต่อเนื่องถึง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ แห่งกรุงสยาม ที่ทรงเปล่งประกายงดงามในพระฉายาลักษณ์อันทรงคุณค่าแห่งยุค
A Royal Carriage Procession to Buckingham Palace, 19 July 1960
A Royal Carriage Procession to Buckingham Palace, 19 July 1960
คอลเลกชัน AI ชุดนี้ได้รับการ บูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI จากพระบรมฉายาลักษณ์ขาวดำต้นฉบับ ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยรถม้าพระที่นั่งไปยังพระราชวังบักกิงแฮม เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960)
“สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ 2 ของการเสด็จฯ เยือนและเป็นประเทศแรกของทวีปยุโรป ทั้งสองพระองค์ทรงได้รับการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ
หมายกำหนดการพระราชกรณียกิจแบ่งออกเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการระหว่าง 19-21 ก.ค. และส่วนพระองค์ระหว่าง 22-23 ก.ค.
ก่อนเที่ยงของ 19 ก.ค. เมื่อเครื่องบินพระที่นั่งลงจอดที่สนามบินแกตวิค ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่งขบวนพิเศษไปถึงสถานีรถไฟวิคตอเรีย โดยมี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และดยุคแห่งเอดินบะระ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ทรงรับเสด็จ
หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และดยุคแห่งเอดินบะระ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถม้าพระที่นั่งไปยังพระราชวังบักกิงแฮม
Art Deco Fashion & Cartier’s Tutti Frutti Jewellery 1920s
Art Deco Fashion & Cartier’s Tutti Frutti Jewellery 1920s
ภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชั่นนี้ เป็นแฟชั่นสมัย Art Deco ช่วงทศวรรษที่ 1920 หรือสมัย ปลายรัชกาลที่ ๖ ถึงต้นรัชกาลที่๗ พร้อมกับเครื่องประดับสไตล์ Tutti Frutti แห่งแบรนด์อัญมณีชั้นสูง Cartier
เครื่องประดับสไตล์ Tutti Frutti ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ทางการออกแบบที่มีจินตนาการและความเป็นสากลมากที่สุดของแบรนด์ Cartier — เป็นการผสมผสานอย่างกล้าหาญระหว่างศิลปะในโลกตะวันออกและโลกตะวันตก ซึ่งเบ่งบานขึ้นในยุค Art Deco ช่วงทศวรรษที่ 1920 หรือสมัย ปลายรัชกาลที่ ๖ ถึงต้นรัชกาลที่๗
แรงบันดาลใจมาจากความหรูหราของเครื่องประดับอินเดียและศิลปะ Mughal ในการแกะสลักอัญมณี สไตล์ Tutti Frutti มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการใช้สีสันและรูปทรงที่สดใส มีชีวิตชีวา — ราวกับสวนอัญมณีที่เบ่งบานอยู่บนเรือนร่าง
แทนที่จะยึดติดกับความสมมาตรหรือความเรียบง่าย งานออกแบบเหล่านี้กลับเฉลิมฉลองความอิสระของธรรมชาติ (naturalism) ด้วยการจัดวางใบมรกตแกะสลัก (carved emerald leaves), ผลทับทิม (ruby berries), และดอกไม้แซฟไฟร์ (sapphire blossoms) ที่สอดประสานกับเพชรในตัวเรือนทองคำขาว (platinum setting) อย่างกลมกลืน อัญมณีแต่ละเม็ดถูกแกะลวดลายดอกไม้และใบไม้อย่างประณีตตามเทคนิคของช่างอินเดีย ซึ่ง Cartier ได้เรียนรู้ระหว่างความร่วมมือกับเหล่ามหาราชาแห่ง British Raj
หัวใจของสไตล์ Tutti Frutti คือการสร้างสมดุลระหว่างศิลปะและเทคนิค (artistry and precision) ถึงแม้ว่าการจัดวางอัญมณีจะดูเป็นธรรมชาติและไร้แบบแผน แต่แท้จริงแล้วต้องอาศัยการวางแผนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เกิดความกลมกลืนระหว่างสี รูปทรง และพื้นผิวที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์คือผลงานที่เปล่งประกายด้วยแสงและสีสันที่สดใส ซึ่งสะท้อนถึงเสรีภาพแห่งการออกแบบสมัยใหม่และความงามนิรันดร์ของธรรมชาติ
ทุกชิ้นงานในสไตล์ Tutti Frutti — ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ (necklace), สร้อยข้อมือ (bracelet), หรือเข็มกลัด (brooch) — ล้วนเป็นงานชิ้นเดียวในโลก แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย (spirit of adventure), ความคิดสร้างสรรค์ (innovation), และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก สไตล์นี้ยังคงมีเสน่ห์ตราตรึงใจมาจนถึงปัจจุบัน เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญทางศิลป์และความงดงามอันเหนือกาลเวลาในโลกของงานอัญมณี (jewellery craftsmanship).