History of Fashion
เจ้านางสำเปาคำ (เจ้าหญิงศรีนวล) ณ ลำปาง
เจ้านางสำเปาคำ (เจ้าหญิงศรีนวล) ณ ลำปาง
เจ้านางสำเปาคำ ณ ลำปาง หรือเจ้าหญิงศรีนวล ณ ลำปาง สตรีผู้มีอำนาจ แห่ง คุ้มหลวงนครลำปาง เจ้านายลูกหลานในคุ้มหลวง บางคนก็เรียกท่านว่า แม่เจ้า ,เจ้าแม่ ,เจ้าแม่เฒ่า เจ้าหญิงศรีนวลเป็นราชธิดาองค์โตในเจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิตย์กับแม่เจ้าเมืองคำชื่น ราชเทวีแห่งนครลำปาง ทรงเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้ทรงอำนาจและทรงอิทธิพลที่สุดรองจากพระบิดาในคุ้มหลวงนครลำปาง ด้วยพระอุปนิสัยเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ และทรงหวงแหนเกียรติแห่งการเป็นราชธิดาเจ้าเมือง เจ้าหลวงบุญวาทย์จึงไว้วางพระทัยอย่างยิ่ง หลังการสิ้นพระชนม์ของพระมารดา ได้มอบหมายให้พระธิดาองค์นี้ดูแลกิจการทุกประการในคุ้ม ตั้งแต่ห้องพระคลัง การถือกุญแจสมบัติของตระกูล การจัดการด้านการเงิน ไปจนถึงการจ่ายเบี้ยหวัดแก่เจ้านาย โอรส–ธิดา และหม่อมภรรยาทั้งหลาย พระองค์จึงเปรียบเสมือนเสาหลักฝ่ายในของคุ้มหลวงที่ได้รับความเกรงขามจากทั้งเจ้านายและบริวาร
เจ้าหญิงศรีนวลทรงสมรสครั้งแรกกับเจ้าหม่อม ณ ลำปาง และมีธิดาคือเจ้าอบ ณ ลำปาง ต่อมาทรงสมรสครั้งที่สองกับเจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวน (สุริยะ ณ ลำปาง) และมีบุตร–ธิดารวม 6 พระองค์ ได้แก่ เจ้าหญิงสร้อยแก้ว เจ้าวงศ์เกษม เจ้าหญิงฟองสมุทร เจ้ามงคล เจ้าหญิงบุญศรี และเจ้าหญิงศรีโสม หลังการพิราลัยของเจ้าหลวงบุญวาทย์ อำนาจของตระกูลตกอยู่ในความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเจ้าราชวงศ์แก้วปราบเมรุ ผู้มีฐานันดรสูงสุดในตระกูล ณ ลำปาง ขณะนั้น กับฝ่ายเจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวน พระสวามีของเจ้าหญิงศรีนวล พระองค์ได้กล่าวถ้อยคำที่เป็นตำนานว่า “หากเจ้าเกิดมาเป๋นจาย ข้าเจ้าก็จักได้เป็นเจ้าหลวงองค์ถัดไปตามศักดิ์และสิทธิ์” ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การฟ้องร้องและโต้แย้งกันยืดเยื้อ จนท้ายที่สุดมีข้อตกลงให้เจ้าราชบุตรแก้วเมืองพรวนขึ้นดำรงตำแหน่ง “เจ้ารั้งนครลำปาง” อันเป็นตำแหน่งในนาม เพื่อรักษาความมั่นคงของตระกูล แม้ตามลำดับขันธ์ศักดิ์แล้ว “เจ้าราชวงศ์” จะอยู่เหนือ “เจ้าราชบุตร” ก็ตาม
บทบาทของเจ้าหญิงศรีนวลเป็นที่กล่าวขานว่าพระองค์เคยทำหน้าที่ผู้ว่าราชการแทนพระบิดาเมื่อครั้งเสด็จไปรับราชการที่กรุงเทพฯ อีกทั้งยังผลักดันให้พระสวามีได้รับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ทรงบุกเบิกกิจการในคุ้มหลวงหลายประการ ทั้งค่ายมวย บ่อนไพ่ และการต้มสุรา พระนามของพระองค์ยังเคยถูกเสนอให้ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 แต่พระราชชายาทรงห้ามไว้ด้วยความห่วงใย นอกจากนี้ยังทรงเป็นหัวเรือใหญ่ในการต้อนรับเจ้านายจากราชวงศ์จักรีที่เสด็จเยือนลำปาง และเป็นสตรีคนแรกของจังหวัดที่บริจาคเงินซื้อเครื่องบิน รวมถึงได้ขึ้นบินเป็นคนแรกในลำปางด้วยพระองค์เอง หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหลวงบุญวาทย์ พระองค์เป็นผู้เจรจากับรัฐบาลเพื่อขอเงินมาดูแลทุกชีวิตในคุ้มหลวง เป็นผู้เซ็นยินยอมขายคุ้มหลวงให้แก่รัฐบาล และแบ่งมรดกแก่โอรส–ธิดาและหม่อมภรรยาทั้งหมด อีกทั้งยังทรงมีความสามารถด้านการขี่ม้า และเป็นผู้นำแฟชั่นการแต่งกายในยุคสมัยนั้น จนลูกหลานกล่าวถึงด้วยความเคารพยกย่องว่า เจ้านางสำเปาคำคือสตรีผู้เปี่ยมด้วยอำนาจ บารมี และเป็นหัวใจสำคัญของคุ้มหลวงนครลำปาง
รูปแบบการแต่งกายของเจ้านางสำเปาคำ ณ ลำปาง (เจ้าหญิงศรีนวล ณ ลำปาง)
แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียนในรัชกาลที่ 5 (ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20)
ชุดแรกสะท้อนแฟชั่นระดับสูงของสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียน ทรงผมเกล้ายกสูงประดับเครื่องประดับศีรษะเล็กและขนนกสามพู่ เสื้อผ้าลูกไม้ตะวันตกจับคู่กับซิ่นทรงกระบอกไหมปักดิ้นอย่างประณีต แสดงถึงความสง่างามและการผสมผสานอิทธิพลสากลกับรสนิยมท้องถิ่นล้านนาแฟชั่นเอ็ดเวิร์ดเดียนแบบหรูหราด้วยเครื่องเพชร
ภาพที่สองยังคงโครงร่างแฟชั่นเอ็ดเวิร์ดเดียน เพิ่มความหรูหราด้วยเครื่องประดับเพชรพันรอบทรงผมอย่างอ่อนช้อย ควบคู่เสื้อลูกไม้และซิ่นผ้าไหมลายริ้ว บ่งบอกถึงรสนิยมประณีตและการปรับใช้แฟชั่นตะวันตกในชีวิตของสตรีชั้นสูงลำปางอิทธิพลวิกตอเรียตอนปลาย (เมื่อครั้งยังเยาว์วัย)
ภาพที่สามสะท้อนอิทธิพลแฟชั่นวิกตอเรียตอนปลาย การแต่งกายประกอบด้วยเสื้อลูกไม้ตะวันตกแขนยาวระบายละเอียด จับคู่ผ้าซิ่นลายทองดิ้น และเสื้อกั๊กตะวันตกทับด้านนอก แสดงถึงการประสานแฟชั่นตะวันตกกับผ้าและงานทอพื้นเมืองล้านนา
• 4. แฟชั่นฟลัปเปอร์ในรัชกาลที่ 6 (ค.ศ. 1910–1925)
ชุดสุดท้ายสะท้อนบรรยากาศคริสต์ทศวรรษ 1920 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เดรสแขนกุดสีดำปักลายดอกไม้ดิ้นทองอย่างวิจิตร ผ้าโปร่งซ้อนทับและโพกศีรษะแบบเทอร์แบนเข้ากับบรรยากาศอาร์ตเดโค สื่อถึงการก้าวทันแฟชั่นตะวันตกของสังคมชั้นสูงและการประยุกต์ใช้ในบริบทของราชสำนักลำปาง
พระบรมฉายาลักษณ์ จาก W. & D. Downey กรุงลอนดอน พ.ศ. 2450
พระบรมฉายาลักษณ์ จาก W. & D. Downey กรุงลอนดอน พ.ศ. 2450
ภาพถ่ายชุดนี้ทั้ง 6 ภาพ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อนำเสนอในรูปแบบสามมิติและมีสีสันใหม่อีกครั้ง ณ ช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์การถ่ายภาพเจ้านายสยาม พระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พร้อมด้วยพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) และ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถโดยภาพต้นฉบับถ่ายขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง และในเวลานั้นสมเด็จเจ้าฟ้าวชิราวุธและสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถยังทรงศึกษาอยู่ ณ โรงเรียนอีตัน (Eton College) ประเทศอังกฤษ
ภาพถ่ายเหล่านี้บันทึกขึ้นที่สตูดิโอชื่อดังแห่งกรุงลอนดอน คือ W. & D. Downey ซึ่งสามารถสังเกตได้จากชื่อของสตูดิโอที่ปรากฏบนพระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับ สตูดิโอนี้เป็นช่างภาพประจำราชสำนักอังกฤษและราชวงศ์ยุโรปหลายพระองค์ ก่อตั้งมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีชื่อเสียงด้านความประณีตของฉากถ่ายภาพ การจัดท่วงท่าผู้ถูกถ่าย และรายละเอียดเครื่องแต่งกายอย่างพิถีพิถัน ราชวงศ์อังกฤษ รวมถึงสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ต่างก็ทรงเลือกสตูดิโอนี้ในการบันทึกพระฉายาลักษณ์อย่างเป็นทางการ จึงอธิบายได้ว่าทำไมเจ้านายสยามจึงทรงเลือกใช้บริการของสตูดิโอแห่งนี้เช่นกัน
รายละเอียดเครื่องแต่งกายในภาพสะท้อนถึงแฟชั่นและสถานะทางสังคมในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ ชุดสูทสามชิ้นแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian three-piece suit) แบบเสื้อโค้ทหางโค้ง (morning coat) และ ปกแข็งแบบ Imperial collar คู่กับผ้าพันคอคราเวท (cravat) ซึ่งเป็นธรรมเนียมสุภาพบุรุษชั้นสูง ขณะที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงฉลองพระองค์พร้อม ปกเสื้อแบบ Eton collar อันเป็นเอกลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนอีตัน และธรรมเนียมเฉพาะของบุตรหลานชนชั้นสูงในวัยไม่เกิน 18 ปี ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงพระชนมายุและบทบาทที่แตกต่างกันของทั้งสามพระองค์ อีกทั้งยังช่วยยืนยันช่วงเวลาแห่งการถ่ายภาพในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
พระบรมฉายาลักษณ์ชุดนี้จึงไม่เพียงเป็นหลักฐานของการที่สยามมีส่วนร่วมกับการศึกษาและวัฒนธรรมตะวันตก หากยังสะท้อนความมุ่งมั่นของราชวงศ์จักรีในการธำรงไว้ซึ่งพระเกียรติยศและศักดิ์ศรีบนเวทีนานาชาติ การบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้เราสามารถชื่นชมพระบารมีและพระอิริยาบถของทั้งสามพระองค์ได้อีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางห้วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย
งที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพถ่ายชุดนี้คือ พระบรมฉายาลักษณ์คู่ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ปรากฏออกมาในหลายลักษณะ ทั้งในมุมกล้องและท่วงท่าที่แตกต่างกันถึงสามแบบ ขณะที่ในสื่อกระแสหลักมักเผยแพร่เพียงภาพเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับ พระบรมฉายาลักษณ์เดี่ยวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีอยู่สองมุมกล้องในท่วงท่าเดียวกัน ภาพทั้งหกนี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดภาพที่ถ่ายขึ้นจริงในคราวเสด็จครั้งนั้น และยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีภาพเพิ่มเติมที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบ ดังนั้นการศึกษาต่อไปจึงจำเป็นต้องอาศัยการวิจัยอย่างละเอียด รวมทั้งการปรึกษานักสะสมและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสืบค้นและทำความเข้าใจภาพถ่ายในครั้งประวัติศาสตร์นี้อย่างรอบด้าน
พระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยลายพระอภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยลายพระอภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยลายพระอภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สันนิษฐานว่ามาจากสมัยต้นรัชกาล (ค.ศ. 1860–1870 / พ.ศ. 2403–2413) โดยพิจารณาจากพระเกศาและฉลองพระองค์ พระองค์ทรงสวมเสื้อคอปกอ่อนตามสไตล์วิกตอเรียตอนต้น และเสื้อที่คาดว่าเป็นสูทแบบ morning coat ทรงพันผ้าพันคอแบบ cravat หรือผ้าพันคอที่ใช้ก่อนที่เนคไทแบบปัจจุบันจะเป็นที่นิยมในสมัยปลายรัชกาล
ในสมัยวิกตอเรียตอนกลาง (ค.ศ. 1870–1880 / พ.ศ. 2413–2423) เครื่องแต่งกายบุรุษเปลี่ยนแปลงไป โดยเริ่มสวมเสื้อเชิ้ตคอปกแข็งถอดได้ และเริ่มนิยมใช้เนคไทที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแบบปัจจุบัน ควบคู่กับ frock coat และสูทสามชิ้นที่เรียกว่า lounge suit
การศึกษาประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายตะวันตกมีบทบาทสำคัญต่อการอ่านและทำความเข้าใจภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ช่วยให้สามารถสันนิษฐานช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำ ภายในระยะคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5–10 ปี
สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงเป็นพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2427
ในพระรูปทั้งสามนี้ พระองค์ทรงสวม bandeau เครื่องประดับศีรษะที่เป็นที่นิยมในสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian) พร้อมทรงพระเกศาเป็นทรง เกล้าสูงแบบ Gibson Girl ซึ่งเป็นแฟชั่นยอดนิยมของยุคนั้น เล่ากันว่าพระองค์ทรงสมัครเป็นสมาชิกนิตยสารแฟชั่นจากต่างประเทศหลายฉบับ ทำให้การแต่งกายของพระองค์ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นตะวันตก พระองค์ทรงฉลองพระองค์ในสไตล์ ปลายสมัยเอ็ดเวิร์ดเดียน (late Edwardian style) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือเสื้อคอเปิดต่ำและแขนเสื้อสามส่วน
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงเป็นพระโสทรกนิษฐภคินี (น้องสาวร่วมบิดามารดา) ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินี (พี่สาวร่วมบิดามารดา) ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
ชาววังออกพระนามพระองค์ว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าหญิง” หรือบ้างก็ออกพระนามพระองค์ว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงแหม่ม” ด้วยพระองค์ทรงไว้พระเกศายาว ไม่ได้เกล้าพระเมาฬี และทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดกระโปรงแบบตะวันตกตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
เมื่อพระชนมายุ 37 ชันษา พระอาการประชวรของพระองค์เริ่มฉายชัด ปรากฏหลักฐานระบุว่า พ.ศ. 2464 (บ้างก็ว่า พ.ศ. 2465) พระองค์ทรงประชวรพระโรค พระวักกะพิการ (ไตวาย)
สมเด็จฯ พระบรมราชชนก จึงเสด็จกลับจากสหรัฐอเมริกา และกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เพื่อเชิญเสด็จพระโสทรเชษฐภคินีไปรักษาพระองค์ในยุโรป
คณะที่ตามเสด็จคราวนั้น นอกจากพระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ทั้ง 2 พระองค์แล้ว ยังมี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์, พระยาชนินทรภักดี (ปลี่ยน หัสดิเสวี), ม.จ.สุภาภรณ์ ไชยันต์, คุณพัว สุจริตกุล (ต่อมาคือท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร)
เมื่อเสด็จประทับยังโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ แพทย์ได้ผ่าตัดพระวักกะออกข้างหนึ่ง จากนั้นพระพลานามัยของพระองค์ก็ค่อยๆ ฟื้น ทรงพระสำราญดีขึ้น ทรงแต่งพระองค์งดงามด้วยเฟอร์และพระมาลา เป็นที่ชื่นชมยินดีของคณะผู้ตามเสด็จและข้าในพระองค์ถ้วนหน้า
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี พระโรคพระวักกะพิการก็กลับมาอีกครั้ง
ใน พ.ศ. 2479 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ทรงพระประชวรพระโรคเดิม ขณะนั้นสมเด็จฯ พระบรมราชชนกสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ซึ่งสมเด็จฯ พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเลี้ยงดูประดุจพระราชโอรส จึงทรงรับหน้าที่เชิญเสด็จพระองค์ไปรักษายังประเทศอังกฤษอีกครั้ง
เมื่อจบการรักษาที่โรงพยาบาล ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงได้เสด็จไปประทับกับพระราชนัดดาทั้ง 3 พระองค์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังทรงเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ที่ทรงสละราชสมบัติและประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ และได้เสด็จเยี่ยมพระญาติวงศ์ที่เสด็จลี้ภัยในยุโรป ซึ่งสร้างความสำราญพระทัยให้พระองค์เป็นที่ยิ่ง ก่อนพระองค์จะเสด็จกลับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การรักษาพระองค์ในครั้งที่ 2 นี้ ไม่ได้เป็นการรักษาแบบหายขาด
หนังสือ “สุทธิสิริโสภา” หนังสืออนุสรณ์ที่โรงเรียนราชินีจัดทำขึ้นในคราวที่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริโสภา ผู้จัดการโรงเรียนราชินี สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2541 เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า (ย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดย กอง บก. ศิลปวัฒนธรรม)
“หลังจากที่เสด็จกลับจากยุโรปครั้งที่สองนี้ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงมีพระอาการไม่ดีขึ้น
ก่อนเสด็จกลับแพทย์ที่ถวายการรักษาได้กราบทูลกับกรมขุนชัยนาทนเรนทรว่า สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร จะมีพระชนม์ได้อีกไม่เกินห้าเดือน และสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ก็ทรงมีรับสั่งว่า ‘หมอเขาให้มาตายที่เมืองไทย’
พระองค์เสวยแต่อาหารรสจืดและเสวยได้เพียงเล็กน้อย โปรดสรงน้ำด้วยน้ำอุ่นและหลังจากสรงและจะทรงใช้โอเดอโคโลญเป็นประจำ เมื่ออากาศเย็นเล็กน้อยจะรู้สึกพระองค์ว่าหนาว และจะทรงสวมเสื้อหนาวทันที…”
พระอาการประชวรของพระองค์เริ่มหนักขึ้นตั้งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 โดยมีพระอาการบวมตามพระองค์ กระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน เวลา 23.15 นาฬิกา สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ ณ วังคันธวาส ถนนวิทยุ
แฟชั่นสตรีแบบราชสำนักล้านนา
แฟชั่นสตรีล้านนาแบบราชสำนัก
ภาพที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือการแต่งกายของสตรีเชียงใหม่ในแบบราชสำนักล้านนา ผมเลือกใช้โทนสีพาสเทล และชุดแบบราชสำนักล้านนา เหมือนกับการผสมผสานระหว่าง ชุดไทยจิตรลดา และ ชุดไทยจักรพรรดิ์ ลักษณะเด่นที่คล้ายกับชุดจิตรลดาคือการสวมเสื้อแขนกระบอกผ้าไหม อันสะท้อนความสุภาพและความเป็นทางการ จากนั้นห่มทับด้วย สะไบจีบ และ สะพัก ซ้อนอีกชั้น ซึ่งเป็นการจัดวางผ้าสองชั้นที่มีลักษณะตรงกับชุดไทยจักรพรรดิ์
ส่วนผ้านุ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ล้านนา คือการนุ่ง ซิ่นต๋า ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วย ตีนจกยกดิ้น แวววาวด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง ขณะที่ราชสำนักสยามเลือกใช้ ผ้าจีบหน้านางมีชายพก ความแตกต่างนี้จึงสะท้อนการผสมผสานแฟชั่นระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน
ชุดแบบผสมผสานนี้ เหมือนกับการใส่เสื้อจากชุดไทยจิตรลดา ห่มผ้าซ้อนสองชั้นแบบชุดไทยจักรพรรดิ์ และซิ่นแบบล้านนา คือเครื่องแต่งกายราชสำนักล้านนาที่สง่างามและทรงเอกลักษณ์ ใช้ในงานมงคลสมรส งานราชพิธี และงานที่ต้องการความสุภาพเรียบร้อย โดยมวยผมสูงประดับดอกไม้และเครื่องประดับอย่างพอเหมาะ ยังคงความสง่างามไม่แพ้ชุดไทยในราชสำนักกรุงเทพฯ แต่เปล่งประกายด้วยอัตลักษณ์ล้านนาอย่างแท้จริง
Royal Court Fashion of Lanna Women
The ceremonial dress of Lanna noblewomen can be seen as a hybrid between Chut Thai Chitralada (ชุดไทยจิตรลดา)and Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์). Like Chut Thai Chitralada (ชุดไทยจิตรลดา), it included a silk blouse with tubular sleeves (เสื้อแขนกระบอกผ้าไหม), reflecting modesty and formality. Over this, women draped a pleated shoulder cloth (สะไบจีบ) and an additional shawl (สะพัก), a double-layered arrangement reminiscent of Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์).
The lower garment, however, retained distinct Lanna identity: a sin ta (ซิ่นต๋า) richly woven with metallic-threaded teen jok yok din (ตีนจกยกดิ้น). While Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์) employs the front-pleated phaa nung (จีบหน้านางมีชายพก), Lanna women favoured their own woven tubular skirts.
Thus, the ensemble combined the blouse of Chut Thai Chitralada (ชุดไทยจิตรลดา), the double-layered draping of Chut Thai Chakkraphat (ชุดไทยจักรพรรดิ์), and the distinctive Lanna sin, resulting in a courtly style both recognisably Siamese and uniquely northern. Hair was typically arranged in a bun (มวยผม), decorated with flowers and modest jewellery, making this attire suitable for weddings, formal ceremonies, and royal occasions.
เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) และเจ้าบุญโสม ณ น่าน
เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) และเจ้าบุญโสม ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพครอบครัวขอ เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) (ยืนกลาง) และเจ้าบุญโสม ณ น่าน พร้อมธิดา การแต่งกายได้รับอิทธิพลจากกรุงเทพ คือเจ้าราชบุตรใส่เสื้อราชปะแตนและนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงแต่งกายใส่เสื้อแบบฝรั่ง และนุ่งซิ่นตีนจกในรูปแบบที่มีลวดลายเฉพาะของเมืองน่าน ถ่ายที่คุ้มเจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน)
คุ้มเจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) เดิมบริเวณนี้เป็นเรือนหอของเจ้าพรหมสุรธาดาและเจ้าแม่ศรีโสภา ก่อนที่จะขึ้นครองเมืองน่านเป็นองค์ที่ ๖๔ ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย เป็นเรือนไม้สักสองชั้นสร้างในราวปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ต่อมาเมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดาขึ้นครองเมืองน่านในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ และได้ย้ายไปอยู่หอคำหลวงหรือพิพิธภัณฑสถานน่านในปัจจุบัน จึงได้ยกเรือนหลังนี้ให้เจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) ปัจจุบันผู้ครอบครองคุ้มเจ้าราชบุตรคือเจ้าสมปรารถนา ณ น่านและสามี ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในบ้านเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของเมืองน่าน
พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา)
พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา)
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ช่วยให้เราเห็นเรื่องราวชีวิตของ พระยาภะรตราชา (พ.ศ. 2429–2518 / ค.ศ. 1886–1975) ในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่เพียงผ่านประวัติราชการหรือผลงานด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านแฟชั่น การแต่งกาย และบริบททางสังคมวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย
ภาพแรก น่าจะถ่ายราว พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) เมื่อท่านเดินทางไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 5 เครื่องแต่งกายเป็น สูทสามชิ้นสไตล์เอ็ดเวิร์เดียน สีเทาอ่อน เสื้อกั๊กสีครีม เนกไทสีอ่อน และคอเสื้อสูงแบบ double round collar มือถือหมวกฟาง boater hat ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสุภาพบุรุษชนชั้นสูงในสังคมอังกฤษช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ภาพนี้ไม่เพียงแสดงถึงรสนิยม หากยังบอกเล่าว่าเขาคือคนหนุ่มสยามที่ก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่อย่างมั่นใจ
ภาพที่สอง คาดว่าถ่ายในทศวรรษ 1920 (พ.ศ. 2463–2469 / ค.ศ. 1920–1926) ช่วงที่ท่านกลับไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ดูแลนักเรียนไทยในอังกฤษตรงกับรัชกาลที่ 6 แฟชั่นที่ปรากฏคือ สูทตะวันตกแบบลายทาง (pinstripe suit) คู่กับเสื้อกั๊กสีทองและเนกไทแถบ คอเสื้อยังเป็น double round collar แต่ความเป๊ะและความสมาร์ทบ่งบอกถึงสุภาพบุรุษยุคใหม่ในบรรยากาศ “Roaring Twenties” ได้อย่างชัดเจน
ภาพที่สาม เป็นภาพครอบครัวราว พ.ศ. 2465–2470 (ค.ศ. 1922–1927) ยังอยู่ในรัชกาลที่ 6 ซึ่งสะท้อนอิทธิพลแฟชั่นตะวันตกที่เข้าสู่สังคมไทยอย่างเต็มที่ ภรรยาของท่าน คือ ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา (สกุลเดิม ทับเป็นไทย) แต่งกายด้วย เดรสสไตล์ Flapper ที่กำลังเป็นแฟชั่นสตรีนิยมในยุค Jazz Age การเลือกใช้ผ้าและเครื่องประดับอย่างผ้าขนสัตว์สะท้อนถึงรสนิยมสากลของครอบครัวชั้นนำ ขณะเดียวกัน บุตรชายและบุตรสาวก็สวมชุดสากลสำหรับเด็กที่บ่งบอกถึงการเปิดรับโลกตะวันตกอย่างแนบแน่น
ภาพที่สี่ น่าจะถ่ายเมื่อครอบครัวกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ช่วงปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2470–2472 / ค.ศ. 1927–1929) พระยาภะรตราชาและบุตรชายแต่งกายด้วย เสื้อราชปะแตน ซึ่งเป็นรูปแบบการแต่งกายสุภาพบุรุษสยามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดขึ้นเพื่อทดแทนการนุ่งโจงกระเบนแบบเดิม ขณะที่ภรรยาและบุตรสาวสวมเสื้อแขนกุด กระโปรงสั้น ถุงน่องสีขาว และรองเท้า Mary Jane ซึ่งเป็นแฟชั่นร่วมสมัยตะวันตก แสดงให้เห็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างไทยกับสากล
ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา
ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา เป็นธิดาของร้อยโทจร กับนางหวาน ทับเป็นไท เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 (ค.ศ. 1890) บิดารับราชการในกองมหาดเล็ก รับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่ในพระบรมมหาราชวังอย่างใกล้ชิด เมื่อบิดาถึงแก่กรรมขณะท่านมีอายุเพียง 10 เดือน สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ จึงโปรดให้อยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เข้าเป็นข้าหลวงและพระสหายใกล้ชิดของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่อายุ 7 ปี ได้รับพระเมตตาให้เล่าเรียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเมื่ออายุได้ 13 ปี (พ.ศ. 2446 / ค.ศ. 1903) ก็ได้เข้าพิธีโกนจุกพร้อมเจ้านายชั้นหม่อมเจ้าตามราชประเพณี
เมื่อ พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสญี่ปุ่น ทรงทอดพระเนตรเห็นความเจริญด้านหัตถกรรมและศิลปะ จึงกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชมารดาว่าหากมีกุลสตรีผู้มีแววด้านนี้ ควรส่งไปศึกษาในญี่ปุ่นเพื่อกลับมาถ่ายทอดแก่สตรีไทย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงเห็นชอบ จึงโปรดเลือกกุลสตรี 4 คน คือ คุณหลี คุณพิศ คุณนวล และคุณขจร (ต่อมาคือท่านผู้หญิงขจร) โดยท่านกับคุณพิศไปศึกษาวิชาปักสะดึงและวาดเขียน ส่วนคุณหลีและคุณนวลไปเรียนการทำดอกไม้แห้ง
การเดินทางไปญี่ปุ่นสมัยนั้นใช้เรือเดินสมุทร กินเวลาราวหนึ่งเดือน ท่านออกเดินทางใน พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) พร้อมนายโทคิชิ มาซาโอะ หรือที่คนไทยเรียก “นายเมาเซา” และภริยา ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นราว 4 ปี ภาพถ่ายที่เหลือร่องรอยไว้สะท้อนแฟชั่นสตรีญี่ปุ่นปลายสมัยเมจิถึงต้นสมัยไทโช นักเรียนหญิงนิยมสวมกิโมโน (着物, Kimono) คู่ฮากามะ (袴, Hakama) ในฐานะเครื่องแบบ (女学生服, Jogakusei-fuku) บางภาพเป็นกิโมโนสีอ่อนคาดฮากามะเข้ม ถือดอกไม้สีขาว ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นภาพวันสำเร็จการศึกษา (卒業袴, Sotsugyō-hakama) บางภาพเป็นกิโมโนลายทางสีเขียวสลับขาวคาดฮากามะเข้ม แสดงให้เห็นความเรียบง่ายและทันสมัย
เมื่ออายุ 18 ปี (พ.ศ. 2451 / ค.ศ. 1908) ท่านกลับสู่สยามและเข้ารับราชการเป็นครูสอนวิชาการฝีมือ ณ โรงเรียนราชินี พร้อมนำเอาศิลปะและรสนิยมจากญี่ปุ่นกลับมาเผยแพร่ หนึ่งในนั้นคือทรงผมแบบ “โซขุฮัตสึ” (束髪, Sokuhatsu) หรือผมเกล้าสูงตีโป่ง ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในราชสำนักช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ต้นพ.ศ. 2450s) โดยเฉพาะในหมู่ข้าหลวงและสตรีชั้นสูง ทรงผมนี้เจ้าดารารัศมีที่ทำให้แพร่หลายไปถึงล้านนา
เมื่ออายุ 22 ปี (พ.ศ. 2455 / ค.ศ. 1912) ท่านสมรสกับหลวงอภิบาลบุริมศักดิ์ (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาภะรตราชา โดยมีสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสวมมงคลและประทานน้ำสังข์ และทั้งคู่ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสนี้ทรงพระกรุณาพระราชทานเงินทุนแก่คู่สมรสเป็นจำนวน 100 ชั่ง (8,000 บาท) ท่านและพระยาภะรตราชามีบุตรธิดารวม 6 คน คือ ศาสตราจารย์ ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, กุนตี อิศรเสนา ณ อยุธยา (ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 13 ปี), อี๊ อิศรเสนา ณ อยุธยา (ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 9 เดือน), อายุส อิศรเสนา ณ อยุธยา, สุคนธา โบเยอร์ และท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์
เมื่อพระยาภะรตราชาได้รับตำแหน่งผู้ดูแลนักเรียนไทยที่อังกฤษใน พ.ศ. 2464–2469 (ค.ศ. 1921–1926) ท่านผู้หญิงขจรได้ไปอยู่ด้วยและคอยให้ความอบอุ่นแก่คนไทยในต่างแดน ภาพครอบครัวที่ถ่ายในช่วงนี้สะท้อนแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนปลาย ซึ่งสัมพันธ์กับกระแส Art Deco ในยุโรป ท่านผู้หญิงขจรสวมชุดสตรีทรงตรงประดับขนสัตว์พร้อมทรงผมบ๊อบสั้น ขณะที่พระยาภะรตราชาสวมสูทสามชิ้นคอปกแข็งถอดได้ และเด็กชายสวมเสื้อคอ Eton collar ตามแบบอังกฤษ
หลังจากกลับจากประเทศอังกฤษ พระยาภะรตราชาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ จากนั้นย้ายไปเป็นคณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ต่อมาอีกสองปี ใน พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ตำแหน่งเทียบเท่าอธิการบดี) คนที่ 2 ต่อจากพระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และในช่วงเวลาเดียวกันยังปฏิบัติหน้าที่ผู้รักษาการคณบดีคณะอักษรศาสตร์ไปพร้อมกัน ท่านดำรงตำแหน่งจนกระทั่งออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) พระยาภะรตราชาได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดเทศบาลนครกรุงเทพคนแรก ในสมัยที่พลเอก เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีหลายสมัย และเป็นสมาชิกวุฒิสภาสองสมัย
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ท่านได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงแก่อนิจกรรม รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งถึง 39 ปีเต็ม
ท่านผู้หญิงขจรในฐานะภรรยาคู่ชีวิต ได้ช่วยดูแลสวัสดิการนักเรียนวชิราวุธ ใช้ความรู้ด้านศิลปะที่ได้เล่าเรียนมาในการบูรณะโรงเรียนซึ่งทรุดโทรมจากสงครามโลกครั้งที่สองให้กลับมางดงามสง่า อีกทั้งยังทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ เช่น เป็นอาสากาชาด กรรมการสมาคมไทย–ญี่ปุ่น และร่วมงานบำเพ็ญประโยชน์กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์ก็เป็นสิ่งที่ท่านยึดถือที่สุด ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นสายสะพาย และในวาระอายุครบ 8 รอบ (พ.ศ. 2518 / ค.ศ. 1975) ท่านยังได้เข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณครั้งสุดท้าย
ท่านผู้หญิงขจรถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) สิริอายุรวม 89 ปี ชีวิตของท่านและพระยาภะรตราชาจึงเป็นประจักษ์พยานแห่งยุคสมัย ทั้งในด้านการศึกษา ศิลปะ หัตถกรรม แฟชั่น และการมีส่วนร่วมเชื่อมโยงโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าสู่ราชสำนักสยามและสังคมไทยอย่างกลมกลืน
เจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร และเจ้าแสงทอน ณ ลำปาง
เจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร และเจ้าแสงทอน ณ ลำปาง
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพครอบครัวของ เจ้าหนานเลาแก้ว ศีติสาร (อดีตปลัดธรรมการเมืองพะเยา กระทรวงธรรมการ) และ แม่เจ้าจันทร์ฟอง สูงศักด์ พร้อมบุตรธิดา ได้แก่
เจ้าแสงทอน (ศีติสาร) ณ ลำปาง
เจ้าแสงควร ศีติสาร
เจ้าน้อยล้วน ศีติสาร
เจ้าน้อยห่วง ศีติสาร
เจ้าน้อยจักรแก้ว ศีติสาร
เจ้าน้อยจักรคำ ศีติสาร
เจ้าของภาพปัจจุบันคือ คุณวีรวรรณ ศีติสาร จากจังหวัดพะเยา
ภาพนี้มีความท้าทาย เนื่องจากบุคคลหนึ่งในภาพมีใบหน้าขาดหายไป จำเป็นต้องอาศัยจินตนาการในการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยพิจารณาจากดวงตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว รวมถึงลักษณะใบหน้าของสมาชิกครอบครัวที่ปรากฏอยู่ในภาพ
ภาพต้นฉบับอนุมานว่าถ่ายขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗ สังเกตได้จากการแต่งกายของฝ่ายชายที่สวมบู๊ตขี่ม้า กางเกง breeches และเสื้อราชปะแตน ซึ่งเป็นแฟชั่นบุรุษที่ได้รับความนิยมตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ทั้งทรงผมและการไว้หนวดก็สะท้อนสมัยนิยมของยุคนั้น ส่วนฝ่ายสตรีทั้งสามเกล้าผมตามแบบสตรีล้านนา และนุ่งซิ่นต๋า อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิงล้านนา
AI Fashion Lab ภูมิใจที่ได้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้เรื่องราวในอดีตส่งต่อถึงคนรุ่นหลัง ทั้งนี้ยังสะท้อนถึงปณิธานของเราที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานเพื่อการบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ อันจะช่วยส่งเสริมการศึกษาด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นและวัฒนธรรมไทย
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธพร กฤษดากร พร้อมครอบครัว
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธพร กฤษดากร พร้อมครอบครัว
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (นามเดิม เจ้าศรี ณ น่าน) ซึ่งภาพต้นฉบับเป็นภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗
ภาพแรก ภาพถ่ายครอบครัวเจ้าศรีพรหมา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ประทับนั่งขวามือ พร้อมด้วยโอรสหม่อมราชวงศ์อนุพร กฤดากรยืนขวามือ และหม่อมราชวงศ์เพ็ญศรี กฤดากรนั่งบนตักซ้ายมือ
ภาพที่สอง ภาพถ่ายครอบครัวเจ้าศรีพรหมา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ประทับนั่งขวามือ พร้อมด้วยโอรสหม่อมราชวงศ์อนุพร กฤดากรยืนตรงกลาง
ภาพที่สาม ภาพถ่ายครอบครัวเจ้าศรีพรหมา (เจ้าศรี ณ น่าน) และหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ประทับนั่งซ้ายมือ พร้อมด้วยโอรสหม่อมราชวงศ์อนุพร กฤดากรนั่งบนโต๊ะ (สุนัขสร้างสรรค์ขึ้นจาก AI)
เราสามารถอ่านภาพถึงช่วงเวลาที่ถ่ายรูปได้จากทรงผมและเสื้อผ้าของหม่อมศรีพรหมา ภาพแรกและภาพที่สาม ท่านใส่ชุดกระโปรงยาว คอเสื้อต่ำ ผมยาวเกล้าไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ late Edwardian หรือสมัย Teen ตอนต้น (ในภาษาประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย ยุค Teen ในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911–1919 เราใช้คำศัพท์ที่คล้ายกับคำว่า teenager ที่แปลว่าเด็กวัยรุ่น คือการนับปีในลักษณะเดียวกัน) หรือก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑
และภาพที่สองที่ท่านไว้ผมทรงบ๊อบ น่าจะเป็นช่วงประมาณปี 1920 เป็นต้นมา สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ ถึงต้นรัชกาลที่ ๗ เพราะเป็นทรงผมแบบสมัยนิยมแบบ art deco และผมได้สร้างสรรค์เพิ่มเติมให้ชุดเดรสมีความสั้นประมาณใต้หัวเข่าเพื่อเล่าเรื่องราวถึงแฟชั่นแบบ flapper ในสมัยนั้น
อัตชีวประวัติโดยสังเขป
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (นามเดิม เจ้าศรี ณ น่าน, 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 – 25 กันยายน พ.ศ. 2521 (1888-1978)) เป็นธิดาของ พระเจ้าสุริยะพงศ์ผริตเดช เจ้าประเทศราชผู้ครองนครน่าน กับหม่อมศรีคำ ชาวเวียงจันทน์ เป็นหม่อมเอกของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจการด้านเกษตรกรรมและงานเขียน โดยเฉพาะการร่วมจัดทำวารสาร “กสิกร” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้รู้และนักวิชาการเขียนบทความทางการเกษตร อีกทั้งยังมีคอลัมน์ด้านการทำอาหารและการถนอมอาหารที่หม่อมศรีพรหมาเขียนด้วยตัวเอง เช่น วิธีคั้นน้ำผลไม้ การดองและหมักอาหาร รวมถึงการผลิตแฮมและเบคอน ซึ่งนับเป็นการริเริ่มในประเทศไทยสมัยที่ยังไม่มีตู้เย็น
ชีวิตในวัยเยาว์
เจ้าศรีประสูติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 เป็นธิดาองค์เล็กสุด มีพี่น้องร่วมมารดาห้าองค์ เป็นชายสามและหญิงสอง โดยฝ่ายหญิงได้แก่ เจ้าบัวแก้ว ณ น่าน และเจ้าศรีพรหมา ณ น่าน เมื่อมีพระชนมายุราวสามปีเศษ พระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรักษ์) และภริยา คุณหญิงอุ๊น ได้ทูลขอไปเป็นธิดาบุญธรรม และนำเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเล่าเรียนที่โรงเรียนสุนันทาลัยและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ต่อมาเป็นวัฒนาวิทยาลัย)
ในปี พ.ศ. 2442 พระยามหิบาลฯ ต้องเดินทางไปรับราชการที่รัสเซีย จึงถวายตัวเจ้าศรีพรหมาไว้ในพระอุปการะของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงใช้ชีวิตและศึกษาเล่าเรียนอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลาสามปี ต่อจากนั้นได้ติดตามครอบครัวบุญธรรมไปพำนักที่รัสเซียและอังกฤษ ก่อนจะกลับเข้ามารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ในตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์ อีกทั้งยังปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาอังกฤษเมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างประเทศ
เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน ธิดาใน เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๒
♦️ เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน ธิดาใน เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๒ ♦️
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน และครอบครัว
เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน เป็นพระธิดาของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๒ (ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. ๒๓๙๕ – พ.ศ. ๒๔๓๕) กับ แม่เจ้าขอดแก้ว ชายาคนที่ ๒ มีบุตรธิดารวม ๒ คน คือ
๑) เจ้าน้อยมหาพรหม ต่อมาโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเป็น เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๔ (ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๑ – พ.ศ. ๒๔๗๔)
๒) เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน
เจ้านางยอดมโนลา มีชื่อเล่นว่า เจ้าเบาะ ท่านเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีจิตใจโอบอ้อมอารี และบำเพ็ญกุศลทานอยู่เสมอ ท่านครองตัวเป็นโสด มิได้สมรส แต่ได้เลี้ยงดู เจ้านางบัวเขียว ธิดาของ เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ผู้เป็นพี่ชาย เสมือนบุตรบุญธรรมของตน
ต่อมา เจ้านางบัวเขียว สมรสกับ เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน) โอรสใน พระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านครน่าน องค์ที่ ๖๓ (ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๕ – พ.ศ. ๒๔๖๑) ทั้งสองมีธิดารวม ๓ คน คือ เจ้าดาวเรือง, เจ้าเมฆวดี และ เจ้าบุญตุ้ม
กิจกรรมการกุศลสำคัญของเจ้านางยอดมโนลา
พ.ศ. ๒๔๕๐ : เจ้านางยอดมโนลา พร้อมด้วย อำมาตย์ตรี เจ้าบุรีรัตน์ (สุทธิสาร ณ น่าน) และ เจ้านางบัวเขียว ภรรยา ร่วมกันบริจาคทรัพย์ ๓๓๕ บาท สร้างศาลาหน้าโบสถ์วัดช้างค้ำ อำเภอเมืองน่าน
พ.ศ. ๒๔๖๐ : เจ้านางยอดมโนลา พร้อมด้วย เจ้าบุรีรัตน์ และ เจ้านางบัวเขียว ร่วมกันบริจาคเงิน ๓๔๓ บาท จ้างช่างสร้างสะพานข้ามห้วยคาด ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน
พ.ศ. ๒๔๗๒ : เจ้านางยอดมโนลาได้ร่วมสร้างกุฏิที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร โดยใช้เงินมรดกของบิดา จำนวน ๒๐๐ บาท แม้ว่า เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ พระบิดาจะถึงแก่พิราลัยไปแล้วกว่า ๓๘ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๔)
เอกสารบันทึกการก่อสร้างกุฏิระบุว่า มีผู้ศรัทธาบริจาคสร้างกุฏิ ๓ หลัง ขนาดต่าง ๆ กัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒,๐๒๐ บาท ๑๒ สตางค์ โดยมีรายนามผู้บริจาค เช่น
อำมาตย์โท เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน) ๑,๐๗๙ บาท ๔๔ สตางค์
พระยากรุงศรีสวัสดิการ และผู้มีศรัทธาอื่น ๆ ในการทอดกฐินปี พ.ศ. ๒๔๗๑ จำนวน ๒๐๐ บาท
เจ้าหญิงเบาะ ณ น่าน (เจ้านางยอดมโนลา) ส่งเงินมรดกของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ พระบิดา ๒๐๐ บาท
พระชยานันทมุนี ๑๐๔ บาท
มหาอำมาตย์โท เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ๑๐๐ บาท
และผู้มีจิตศรัทธาอื่น ๆ
สำหรับภาพหมู่ : เป็นภาพครอบครัวของ เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน) ถ่ายที่คุ้มเจ้าราชวงศ์ โดยเรียงจากซ้ายไปขวา ได้แก่
เจ้าเมฆวดี ณ น่าน
เจ้านางยอดมโนลา ณ น่าน
แม่เจ้าบัวเขียว ณ น่าน
เจ้าบุญตุ้ม ณ น่าน
เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน)
การแต่งกายสะท้อนอิทธิพลจากกรุงเทพฯ โดยฝ่ายชาย (เจ้าราชวงศ์ สุทธิสาร) สวมเสื้อราชปะแตนและนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงสวมเสื้อแบบตะวันตกคู่กับ ซิ่นตีนจก ที่มีลวดลายเฉพาะของเมืองน่าน
ผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน
ผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน ซึ่งการแต่งกายในทั้งสองภาพสะท้อนแฟชั่นช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖
ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้หญิงในภาพล้วนสวม เสื้อลูกไม้แขนยาวสีขาวแบบแฟชั่นวิกตอเรีย ควบคู่กับการ นุ่งซิ่นต๋า และ ซิ่นตีนจกยกดิ้นทอง ที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบเมืองน่าน อันเป็นการผสมผสานระหว่างอิทธิพลตะวันตกและเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา
ภาพแรก ผู้เฒ่าผู้แก่จากตระกูล ณ น่าน ไม่ทราบนาม
ภาพที่สอง คือ เจ้าราชวงศ์(สุทธิสาร) และ เจ้าบัวเขียว ณ น่าน
เจ้านายตัวเล็กๆจากตระกูล ณ น่าน
เจ้านายตัวเล็กๆจากตระกูล ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพเด็กสาวจากตระกูล “ณ น่าน” ซึ่งการแต่งกายในทั้งสองภาพสะท้อนแฟชั่นช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖
เด็กสาวทั้งสี่คนในภาพล้วนสวม เสื้อลูกไม้แขนยาวสีขาวแบบแฟชั่นวิกตอเรีย ควบคู่กับการ นุ่งซิ่นต๋า และ ซิ่นตีนจกยกดิ้นทอง ที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบเมืองน่าน อันเป็นการผสมผสานระหว่างอิทธิพลตะวันตกและเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา
ภาพแรก คือ เจ้านางสร้อยฟ้า ณ น่าน และ เจ้านางวิลาวัลน์ ณ น่าน
ทั้งสองเป็นธิดาของ เจ้าน้อยยอดฟ้า ณ น่าน ซึ่งเป็นโอรสในพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน กับ เจ้านางสุพรรณวดี ธิดาของเจ้าพิริยะเทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่
ดังนั้น เจ้านางสร้อยฟ้าและเจ้านางวิลาวัลน์จึงมีศักดิ์เป็น หลานปู่เจ้าเมืองน่าน และ หลานตาเจ้าเมืองแพร่
เจ้าน้อยยอดฟ้า ภายหลังสมรสแล้ว ได้เข้ารับราชการเป็น พระยาราชบุตรเมืองแพร่ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๕ เมื่อเกิดเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ จึงย้ายกลับมารับราชการที่เมืองน่าน ในตำแหน่ง เจ้าราชดนัย และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐
คุ้มเจ้าราชดนัย (น้อยยอดฟ้า ณ น่าน) ซึ่งเป็นคฤหาสน์ที่พักอาศัยนั้น สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแบบโคโลเนียล ปัจจุบันคือที่ตั้งของ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่าน ถนนสุริยะพงษ์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน
ภาพที่สอง คือ เจ้านางเมฆวดี ณ น่าน และ เจ้านางดาวเรือง ณ น่าน สองพี่น้อง ธิดาของ เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร ณ น่าน)
หม่อมศรีพรหมา (ณ น่าน) กฤดากร ณ อยุธยา
หม่อมศรีพรหมา (ณ น่าน) กฤดากร ณ อยุธยา
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (พระนามเดิม เจ้าศรี ณ น่าน, 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 – 25 กันยายน พ.ศ. 2521) เป็นพระธิดาของ พระเจ้าสุริยะพงศ์ผริตเดช เจ้าประเทศราชนครน่าน กับหม่อมศรีคำ ชาวเวียงจันทน์ พระองค์เป็นหม่อมเอกของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจการด้านเกษตรกรรมและงานเขียน โดยเฉพาะการร่วมจัดทำวารสาร “กสิกร” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้รู้และนักวิชาการเขียนบทความทางการเกษตร อีกทั้งยังมีคอลัมน์ด้านการทำอาหารและการถนอมอาหารที่หม่อมศรีพรหมาทรงเขียนด้วยพระองค์เอง เช่น วิธีคั้นน้ำผลไม้ การดองและหมักอาหาร รวมถึงการผลิตแฮมและเบคอน ซึ่งนับเป็นการริเริ่มในประเทศไทยสมัยที่ยังไม่มีตู้เย็น
ชีวิตในวัยเยาว์
เจ้าศรีประสูติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2431 ทรงเป็นธิดาองค์เล็กสุด มีพี่น้องร่วมพระมารดาห้าองค์ เป็นชายสามและหญิงสอง โดยฝ่ายหญิงได้แก่ เจ้าบัวแก้ว ณ น่าน และเจ้าศรีพรหมา ณ น่าน เมื่อมีพระชนมายุราวสามปีเศษ พระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรักษ์) และภริยา คุณหญิงอุ๊น ได้ทูลขอไปเป็นธิดาบุญธรรม และนำเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเล่าเรียนที่โรงเรียนสุนันทาลัยและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ต่อมาเป็นวัฒนาวิทยาลัย)
ในปี พ.ศ. 2442 พระยามหิบาลฯ ต้องเดินทางไปรับราชการที่รัสเซีย จึงถวายตัวเจ้าศรีพรหมาไว้ในพระอุปการะของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงใช้ชีวิตและศึกษาเล่าเรียนอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลาสามปี ต่อจากนั้นได้ติดตามครอบครัวบุญธรรมไปพำนักที่รัสเซียและอังกฤษ ก่อนจะกลับเข้ามารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ในตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์ อีกทั้งยังปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาอังกฤษเมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างประเทศ
ชีวิตสมรสและการทำเกษตร
ในรัชกาลที่ 6 ได้มีพระบรมราชโองการเปลี่ยนพระนามจาก “เจ้าศรี” เป็น “เจ้าศรีพรหมา” และในปี พ.ศ. 2459 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมรสกับหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร หลังอภิเษกจึงได้รับนามว่า “หม่อมศรีพรหมา” และมีบุตรธิดาสองคนคือ หม่อมราชวงศ์อนุพร และ หม่อมราชวงศ์เพ็ญศรี
หม่อมเจ้าสิทธิพรลาออกจากราชการ หันมาทำเกษตรกรรมที่บางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้ที่ดินมรดกจากพระยามหิบาลฯ ทั้งสองได้บุกเบิกการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบ ถือเป็นต้นแบบฟาร์มเกษตรสมัยใหม่แห่งแรก ๆ ของไทย และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนหม่อมเจ้าสิทธิพรได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ของไทย”
งานเขียนและนวัตกรรม
นอกจากงานเกษตรแล้ว ทั้งสองยังได้จัดพิมพ์วารสาร “กสิกร” ที่รวมบทความวิชาการด้านการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง หม่อมศรีพรหมาเองได้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำอาหารและการถนอมอาหาร โดยเฉพาะการผลิตแฮมและเบคอน ซึ่งพระองค์นับเป็นคนไทยคนแรกที่ทำสำเร็จในประเทศ
บทบาทในเหตุการณ์บ้านเมือง
พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าสิทธิพรกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมตรวจกสิกรรม ต่อมาเมื่อเกิดกบฏบวรเดช หม่อมเจ้าสิทธิพรมีส่วนเกี่ยวข้องและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตที่เกาะตะรุเตาและเกาะเต่า แม้ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือโทษจริง 11 ปี แต่ช่วงเวลาดังกล่าวหม่อมศรีพรหมาต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูครอบครัว ดูแลกิจการเกษตร และส่งอาหารยาตามไปยังเรือนจำ
ภายหลังจากพ้นโทษ หม่อมเจ้าสิทธิพรได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ถึงสองสมัย หม่อมศรีพรหมาจึงได้กลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ จนเมื่อหม่อมเจ้าสิทธิพรสิ้นชีพิตักษัยใน พ.ศ. 2514 หลังจากนั้น หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา จึงได้ผลักดันให้เกิด “มูลนิธิสิทธิพร กฤดากร” เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของหม่อมเจ้าสิทธิพร และส่งเสริมการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร
เครื่องแต่งกายของเจ้านายเมืองน่านในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖
เครื่องแต่งกายของเจ้านายเมืองน่านในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพที่มีต้นฉบับมาจากสองแหล่งข้อมูล และเป็น ภาพจากสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖
รูปที่ 1 และ 2 เผยแพร่โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลเจ้าเมืองน่าน ซึ่งปกครองนครน่านตั้งแต่ พ.ศ. 2368 จนถึง พ.ศ. 2474 เป็นภาพของ
เจ้าราชวงศ์ (สุทธิสาร) และ เจ้าบัวเขียว ณ น่าน
เจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า) และ เจ้าบุญโสม ณ น่าน
ฝ่ายชายทั้งสองสวมเสื้อราชปะแตนซึ่งเป็นที่นิยมจากกรุงเทพฯ และนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนยาว ห่มผ้าแบบสวายเฉียง (คล้ายกับการห่มสไบ) และนุ่งซิ่นตีนจกที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบของเมืองน่าน
รูปที่ 3 และ 4 เผยแพร่โดย หอภาพถ่ายล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นภาพที่มาจากคุ้มของเจ้าทองย่น วิสิทฐศรี ธิดาของเจ้าอินต๊ะ และ เจ้าบุญยืน วิสิทฐศรี
เจ้าอินต๊ะ และ เจ้าบุญยืน (ณ น่าน) สารรัตน์ บิดาและมารดาของเจ้าทองย่น รัตนวงศ์ไชย โดยเจ้าอินต๊ะ สารรัตน์ สวมเสื้อราชปะแตนซึ่งเป็นที่นิยมจากกรุงเทพฯ และนุ่งโจงกระเบน ส่วนเจ้าบุญยืน สารรัตน์ สวมเสื้อแขนยาว ห่มผ้าแบบสวายเฉียง (คล้ายกับการห่มสไบ) และนุ่งซิ่นป้อง ซึ่งเป็นซิ่นแบบพิเศษที่พบได้เฉพาะในเมืองน่านเท่านั้น
ภาพคู่บุคคลไม่ทราบนาม คาดว่าน่าจะเป็นบิดาและมารดาของเจ้าบุญสม รัตนวงศ์ไชย ฝ่ายชายสวมเสื้อราชปะแตนซึ่งเป็นที่นิยมจากกรุงเทพฯ และนุ่งโจงกระเบน ส่วนฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนยาว ห่มผ้าแบบสวายเฉียง (คล้ายกับการห่มสไบ) และนุ่งซิ่นตีนจกที่มีลวดลายเฉพาะตามแบบของเมืองน่าน
๑๗ สิงหาคม วันคล้ายวันพิราลัย มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๔
๑๗ สิงหาคม วันคล้ายวันพิราลัย มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๔ เพื่อรำลึกถึง วันคล้ายวันพิราลัย เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔
มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๔ และองค์ที่ ๑๔ แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ (๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๙ - ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔) (ค.ศ. 1846-1931)และทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายแห่งเมืองนครน่าน ทรงป็นพระโอรสในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ และเป็นพระอนุชาต่างเจ้ามารดากับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๓
ทรงเป็นพระโอรสองค์โตในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ ประสูติแต่แม่เจ้าขอดแก้วราชเทวี (ชายาองค์ที่ ๒) และทรงมีพระโสทรขนิษฐา ๑ องค์ คือ เจ้านางยอดมโนลา
ครั้นเมื่อมีชนมายุได้ ๑๗ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรจำพรรษา ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร โดยมี พระสังฆราชนันทชัย เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ได้ลาสิกขาออกเป็นคฤหัสถ์ ช่วยงานราชการของพระบิดาตลอดมา ครั้นมีชนมายุได้ ๒๐ ปี ได้วิวาหมงคลเสกสมรสกับเจ้านางศรีโสภา ธิดาในพระยาวังขวา (เจ้าคำเครื่อง ณ น่าน) กับแม่เจ้าอุสา ผู้เป็นมารดา เจ้ามหาพรหมสุรธาดามีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 8 องค์ แต่ได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัยไป 4 องค์ ที่เหลือมีรายนามตามลำดับดังนี้ เจ้าน้อยยานนท์ ณ น่าน, เจ้านางบัวเขียว ณ น่าน, เจ้าน้อยขัตติยศ ณ น่าน, เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน
เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ (เวลา ๑๖.๐๐ น.) ณ คุ้มหลวงเมืองนครน่าน ด้วยพระโรคชรา สิริพระชนมายุได้ ๘๕ ปี ทรงปกครองเมืองนครน่านรวมระยะเวลา ๑๑ ปี ๒๗๙ วัน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์โท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ เสด็จแทนพระองค์ พร้อมด้วยเจ้าพนักงานภูษามาลา กรมสนมพลเรือน ในการพระราชทานเพลิงศพ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา โดยพระราชทานโกศโถประกอบศพ มีฐานตั้งรองโกศ ๑ ชั้น พร้อมด้วยเครื่องอิสริยยศ ฉัตรเบญจาตั้ง ๔ คัน มีประโคมกลองชะนะ ๑๐ จ่าปี ๑ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๔ (นับตามสากลเป็น พ.ศ. ๒๔๗๕) ครั้นถึงวันที่ ๓ มีนาคม เวลาบ่าย จึงได้พระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวงดอนชัย ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
แม่เจ้าศรีโสภา และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน
แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นภาพของแม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน
ราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ หรือตระกูล ณ น่าน เป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองน่าน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 1825 (ค.ศ. 1282) จนถึงปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931)
ภาพนี้ได้รับการสร้างสรรค์จากภาพต้นฉบับและมีการสร้างสรรค์ทางศิลปะควบคู่ไปด้วย artistic license
แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน เป็นพระธิดาในพระยาวังขวานครน่าน (เจ้าคำเครื่อง มหาวงศนันทน์ - เจ้าคำเครื่องเป็นโอรสในเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 61) แม่เจ้าศรีโสภาได้วิวาหมงคลเสกสมรสกับเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน (ภายหลังโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64) มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 8 องค์ แต่ได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัยไป 4 องค์ ที่เหลือมีรายนามตามลำดับดังนี้ เจ้าน้อยยานนท์ ณ น่าน, เจ้านางบัวเขียว ณ น่าน, เจ้าน้อยขัตติยศ ณ น่าน, เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน
เมื่อครั้งเจ้าน้อยมหาพรหมดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชนครน่าน ได้ลงไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยแม่เจ้าศรีโสภา ชายา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า (จ.จ.) (ฝ่ายใน) วิสามัญสมาชิกจตุตถจุลจอมเกล้า แด่แม่เจ้าศรีโสภา ชายาในเจ้าอุปราช (น้อยมหาพรหม ณ น่าน)
เครื่องแต่งกายในภาพที่บูรณะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีการแต่งกายแบบล้านนากับอิทธิพลแฟชั่นวิกตอเรียตะวันตก ซึ่งเป็นลักษณะร่วมสมัยของเจ้านายและชนชั้นสูงในล้านนาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน สวมเสื้อลูกไม้คอสูงสไตล์เอ็ดเวอร์เดียน อันเป็นพระราชนิยมของราชสำนักฝ่ายในกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ นุ่งซิ่นไหมคำตีนจกแบบราชสำนักเมืองนครน่าน (ปัจจุบันนิยมเรียกว่าซิ่นคำเคิบ) สวมรองเท้าคัทชู ประดับแพรห่ม
เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ณ น่าน สวม เสื้อราชปะแตน ผ้าฝ้ายสีขาวแบบตะวันตก ติดกระดุมทอง คู่กับ โจงกระเบน สีเข้ม และสวม ถุงเท้าสีขาว กับ รองเท้าหนังสีดำ ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างการแต่งกายแบบไทยและตะวันตก ซึ่งแบบรูปแบบมาตราฐานของราชสำนักฝ่ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์หน้า ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ภาพนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการ ปรับตัวระหว่างจารีตประเพณีท้องถิ่นกับความเป็นสมัยใหม่ในเวทีโลก ผ่านแฟชั่นการแต่งกายของตระกูลผู้ปกครองเมืองน่านในยุคนั้น
แม่เจ้าศรีโสภา ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ และเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ก็ได้เสด็จถึงแก่พิราลัย เมื่อปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) ในสมัยรัชกาลที่ ๗ สิริพระชนมายุได้ 84 ปี 10 เดือน รวมระยะเวลาที่ทรงปกครองนครน่าน 11 ปี 9 เดือน 6 วัน
บุตรชายทั้งสี่ท่านของ เจ้าน้อยบริยศ ณ น่าน (โอรสลำดับที่ ๖ ของพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านครน่าน) กับ แม่เจ้ายอดหล้าหลวง
🖼️ คำอธิบายภาพ
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ เจ้านายหนุ่ม ๔ คน จากตระกูล “ณ น่าน” เผยแพร่โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลเจ้าเมืองน่าน ซึ่งปกครองนครน่านตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๘ จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๔
ภาพนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ขณะถอดกรอบพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๙ ลงมาเช็ดทำความสะอาด พบว่ามีภาพถ่ายเก่าซ้อนอยู่ด้านหลังในสภาพที่สมบูรณ์มาก เพราะแทบไม่เคยสัมผัสกับแสงหรืออากาศ
👔 การแต่งกายของเจ้านายทั้ง ๔
บุตรชายทั้งสี่ท่านของ เจ้าน้อยบริยศ ณ น่าน (โอรสลำดับที่ ๖ ของพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านครน่าน) กับ แม่เจ้ายอดหล้าหลวง แต่งกายในสไตล์ผสมผสานระหว่างตะวันตกกับเอเชีย ดังนี้
เจ้าน้อยพรม – สวม เสื้อน้ำเงินเข้มแบบตะวันตก คู่กับกางเกงขาวหลวม สะท้อนการรับแบบสากลในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕
เจ้าน้อยเมืองอินทร์ – ใส่ เสื้อคอเต่าแขนยาวสีเหลือง ลักษณะคล้ายเสื้อทหารกึ่งพลเรือนที่นิยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑
เจ้าหนานบุญศรี – นั่งด้านหน้า สวม ชุดคล้ายยูกาตะลายญี่ปุ่น คาดด้วยผ้าสีเหลืองทอง แสดงอิทธิพลแฟชั่นต่างชาติที่แพร่เข้ามาสู่ล้านนาในยุคนั้น
เจ้าน้อยชื่น – สวม แจ็กเก็ตทหารสีเหลืองอ่อนแบบ cotton drill มีกระเป๋าปะด้านหน้า คล้ายเครื่องแบบทหารอาณานิคม สอดคล้องกับการรับแฟชั่นจากตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ ๖–๗
📅 กรอบเวลา (Time Frame)
จากลักษณะเสื้อผ้าและทรงผม สันนิษฐานว่าภาพนี้ถ่ายราว พ.ศ. ๒๔๖๐–๒๔๗๐ (ค.ศ. 1920s) ในช่วงรัชกาลที่ ๖ ปลายรัชสมัย และรัชกาลที่ ๗ ซึ่งตรงกับช่วงที่เจ้านายล้านนานิยมการแต่งกายผสมผสานระหว่างท้องถิ่นและตะวันตก
เจ้าขันคำ ณ น่าน และเจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน
เจ้าขันคำ ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ เจ้าขันคำ ณ น่าน และ เจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน ภาพนี้เผยแพร่โดย คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ซึ่งเป็นลูกหลานสืบเชื้อสายจากตระกูล ณ น่าน ผู้ปกครองนครน่านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2368 จนถึงปี พ.ศ. 2474
ภาพนี้เป็น ภาพที่ผ่านการสร้างสรรค์ด้วย AI โดยการนำภาพถ่ายเดี่ยวของบุคคลทั้งสองมาผสานกันจนเกิดเป็นภาพคู่ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เคยมีอยู่มาก่อน เพื่อให้ครอบครัวได้มีภาพคู่ที่สมบูรณ์สำหรับการเก็บรักษาเป็นที่ระลึก
เจ้าขันคำ ณ น่าน เป็นธิดาของ เจ้าน้อยบริยศ ณ น่าน โอรสลำดับที่ ๖ ใน พระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้านครน่าน กับ แม่เจ้ายอดหล้าหลวง
เจ้าน้อยบริยศ ได้เสกสมรสกับ เจ้าคำอ่าง ณ น่าน เชื้อสายเจ้านครน่านจากเมืองเทิง ทั้งสองมีบุตรธิดารวม ๕ คน ได้แก่
๑. เจ้าขันคำ
๒. เจ้าน้อยพรม
๓. เจ้าน้องเมืองอินทร์
๔. เจ้าหนานบุญศรี
๕. เจ้าน้อยชื่น
เจ้าขันคำ ได้สมรสกับ เจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน และมีธิดา ๒ คน คือ เจ้าบัวเขียว และ เจ้าบัวแขวง ณ น่าน
เจ้าขันคำ ณ น่าน จึงนับได้ว่าเป็นหม่อน หรือทวดของ คุณพีระพงศ์ มณีรัตน์
คำอธิบายเครื่องแต่งกาย
เครื่องแต่งกายในภาพที่บูรณะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีการแต่งกายแบบล้านนากับอิทธิพลแฟชั่นวิกตอเรียตะวันตก ซึ่งเป็นลักษณะร่วมสมัยของเจ้านายและชนชั้นสูงในล้านนาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
ฝ่ายชาย (เจ้าน้อยมหาวัน ณ น่าน) สวม เสื้อราชปะแตน ผ้าฝ้ายสีขาวแบบตะวันตก ติดกระดุมทอง คู่กับ โจงกระเบน สีเข้ม และสวม ถุงเท้าสีดำ กับ รองเท้าหนังสีดำ ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างการแต่งกายแบบไทยและตะวันตก ซึ่งแบบรูปแบบมาตราฐานของราชสำนักฝ่ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์หน้า ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ฝ่ายหญิง (เจ้าขันคำ ณ น่าน) สวม เสื้อผ้าฝ้ายสีขาว ทรงพอดีตัว ได้อิทธิพลจากเสื้อสตรีตะวันตกสมัยวิกตอเรีย ทับด้วย สไบ หรือ ผ้าตุ๊ม ไหมสีเหลืองพาดบนไหล่ และนุ่ง ซิ่นตา หรือผ้าซิ่นลายขวางแบบล้านนาอันเป็นเอกลักษณ์ ปรากฏว่าไม่ได้สวมรองเท้า ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมที่พบได้ทั่วไปในบริบทครัวเรือนและพิธีการของสมัยนั้น
ภาพนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการ ปรับตัวระหว่างจารีตประเพณีท้องถิ่นกับความเป็นสมัยใหม่ในเวทีโลก ผ่านแฟชั่นการแต่งกายของตระกูลผู้ปกครองเมืองน่านในยุคนั้น
แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นภาพของแม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน จากคุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ลูกหลานของตระกูล ณ น่าน ซึ่งเป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองน่าน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 1825 (ค.ศ. 1282) จนถึงปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931)
ภาพนี้ได้รับการสร้างสรรค์จากภาพต้นฉบับและมีการสร้างสรรค์ทางศิลปะควบคู่ไปด้วย artistic license
♦️แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน ประดับแพรห่มจุลจอมเกล้าฝ่ายใน♦️
แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน เป็นพระธิดาในพระยาวังขวานครน่าน (เจ้าคำเครื่อง มหาวงศนันทน์ - เจ้าคำเครื่องเป็นโอรสในเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 61) แม่เจ้าศรีโสภาได้วิวาหมงคลเสกสมรสกับเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน (ภายหลังโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64) มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 8 องค์ แต่ได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัยไป 4 องค์ ที่เหลือมีรายนามตามลำดับดังนี้ เจ้าน้อยยานนท์ ณ น่าน, เจ้านางบัวเขียว ณ น่าน, เจ้าน้อยขัตติยศ ณ น่าน, เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน
เมื่อครั้งเจ้าน้อยมหาพรหมดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชนครน่าน ได้ลงไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยแม่เจ้าศรีโสภา ชายา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า (จ.จ.) (ฝ่ายใน) วิสามัญสมาชิกจตุตถจุลจอมเกล้า แด่แม่เจ้าศรีโสภา ชายาในเจ้าอุปราช (น้อยมหาพรหม ณ น่าน)
แม่เจ้าศรีโสภา ณ น่าน สวมเสื้อลูกไม้คอสูงสไตล์เอ็ดเวอร์เดียน อันเป็นพระราชนิยมของราชสำนักฝ่ายในกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ นุ่งซิ่นไหมคำตีนจกแบบราชสำนักเมืองนครน่าน (ปัจจุบันนิยมเรียกว่าซิ่นคำเคิบ) สวมรองเท้าคัทชู ประดับแพรห่มพร้อมดวงตราจุลจอมเกล้า เป็นการแต่งเต็มยศ
แม่เจ้าศรีโสภา อัครชายา ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว