History of Fashion
เจ้าเวียงชื่น เทพวงศ์ แห่งเมืองแพร่
เจ้าเวียงชื่น เทพวงศ์ แห่งเมืองแพร่
เจ้าเวียงชื่น เทพวงศ์ ธิดาลำดับที่ 2 ของ เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ กับ แม่เจ้าบัวไหล แห่งเมืองแพร่
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ เจ้าเวียงชื่น เทพวงศ์ ธิดาลำดับที่ 2 ของ เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ กับ แม่เจ้าบัวไหล
สองภาพแรกเป็นภาพถ่ายฟิล์มกระจกของเจ้าเวียงชื่น เทพวงศ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะถ่ายที่สตูดิโอในกรุงเทพฯ
ภาพถ่ายที่สามเป็นภาพฟิล์มกระจก ผู้ที่นั่งอยู่ในภาพคือ แม่เจ้าบัวไหล ราชเทวี ชายาของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้าย โดยมีธิดาคือเจ้าเวียงชื่น เทพวงศ์ ยืนอยู่ข้าง ๆ การแต่งกายของทั้งสองเป็นแบบหญิงล้านนาดั้งเดิม คือ สวมเสื้อแขนยาว ห่มสไบเฉียง (สะไบสว้ายแหลง) และนุ่งผ้าซิ่น โดยแม่เจ้าบัวไหลนุ่ง ผ้าซิ่นต๋ามะนาว ส่วนเจ้าเวียงชื่นนุ่ง ผ้าซิ่นต๋าต่อ ตีนจกยกดิ้นทอง ภาพนี้ถ่ายที่ด้านหน้าคุ้มหลวงนครแพร่
คำถามคือ เหตุใดเจ้าเวียงชื่นกับสวามี เจ้าราชวงศ์ (เจ้าน้อยบุญศรี บุตรรัตน์) จึงต้องปลิดชีพด้วยการดื่มยาพิษภายในคุ้มเจ้าราชวงศ์ (ปัจจุบันถูกรื้อแล้ว) ในเมื่อเจ้านายองค์อื่น ๆ ได้รับเพียงโทษถอดยศศักดิ์และถูกนำไปกักบริเวณที่กรุงเทพฯ
หลักฐานหลายชิ้นระบุว่า เจ้าราชวงศ์ซึ่งเป็นบุตรเขยลำดับที่ 2 รองจากเขยใหญ่ เจ้าอุปราช (เจ้าน้อยเสาร์ วราราช สวามีเจ้า กาบคำ) มีบทบาทสำคัญในการช่วยบริหารราชการเมืองแพร่ เนื่องจากเจ้าอุปราชถึงแก่อนิจกรรม ทำให้ตำแหน่งและบทบาทของเจ้าราชวงศ์โดดเด่นขึ้น และได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ ถูกวางตัวให้เป็น ว่าที่เจ้าหลวงองค์ต่อไป
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ กบฏเงี้ยว เจ้าราชวงศ์และเจ้าเวียงชื่นจึงถูกทางการสยามเพ่งเล็งเป็นพิเศษว่าอาจมีส่วนรู้เห็นหรือให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏ
หลังการปราบกบฏเสร็จสิ้นในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2445 เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ได้ลี้ภัยตนเองไปอยู่เมืองหลวงพระบางและสิ้นพระชนม์ที่นั่น
ฝ่ายเจ้าเวียงชื่นกับสวามีเลือกที่จะดื่มยาพิษพร้อมกันจนถึงแก่กรรม มิยอมให้ถูกจับกุม ถอดยศ หรือริบทรัพย์สิน นับเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่จะรักษาศักดิ์ศรีของตนเองไว้ แม้จะถูกประณามว่าเป็นกบฏ แต่ก็เป็น ผู้แพ้ที่ยังคงไว้ซึ่งความเด็ดเดี่ยวและทระนง
เจ้าน้อยบุญศรี บุตรรัตน์ และเจ้าอินทร์แปลง เทพวงศ์ แห่งเมืองแพร่
เจ้าน้อยบุญศรี บุตรรัตน์ และเจ้าอินทร์แปลง เทพวงศ์ จากเมืองแพร่
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ พระยาราชวงศ์ (บุญศรี บุตรรัตน์) หรือ เจ้าน้อยบุญศรี ผู้ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านซ้ายของภาพถ่าย เป็นสามีของ เจ้าเวียงชื่น เทพวงศ์ ธิดาของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ (พระยาพิริยวิไชย) เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ ส่วนบุคคลที่นั่งทางขวามือของภาพถ่ายคือ เจ้าอินทร์แปลง เทพวงศ์ หรือ เจ้าอินทร์แปง ราชโอรสองค์เดียวของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ (เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์ที่ 22) กับ แม่เจ้าบัวไหล เทพวงศ์ ชายาเอก ทั้งนี้เจ้าอินทร์แปลงมีบุตรหนึ่งคนคือ เจ้าอินทรเดช เทพวงศ์ หรือ โชติ แพร่พันธุ์ นักเขียนผู้ใช้นามปากกา ยาขอบ
ภาพนี้ถ่าย ณ คุ้มเดิมของเจ้าแม่บัวไหล เทพวงศ์ โดยการแต่งกายของทั้งสองบุคคลสะท้อนถึงแฟชั่นบุรุษชนชั้นสูงในยุครัชกาลที่ ๕ ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกและขยายเข้าสู่ล้านนา พระยาราชวงศ์ (เจ้าน้อยบุญศรี) สวมเสื้อเชิ้ตแบบตะวันตก ผูกเนกไท สวมเสื้อสูทสีอ่อนทับคู่กับโจงกระเบน ถุงเท้า และรองเท้าหนัง ส่วนเจ้าอินทร์แปลง เทพวงศ์ สวมเสื้อสูททับเสื้อชั้นในพร้อมผูกเนกไท และสวมโจงกระเบนเช่นกัน โดยมีหมวกวางอยู่ด้านล่างประกอบฉาก ทั้งสองแบบแผนการแต่งกายดังกล่าวเป็นที่นิยมในเวลานั้น และสะท้อนอิทธิพลจากกรุงเทพฯ รวมถึงอิทธิพลจากผู้คนในบังคับอังกฤษทางฝั่งพม่า และฝรั่งเศสทางฝั่งลาว
นอกจากนี้ ภายในภาพยังมีเครื่องตกแต่งประกอบฉากที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและศิลปหัตถกรรม เช่น หมอนปักลวดลายงดงาม ขันหมากทำจากเครื่องเขินพร้อมชุดเครื่องหมากเงิน ขันเงินพร้อมพานรอง และกระโถนปากแตร ซึ่งช่วยขับเน้นบรรยากาศและฐานะของบุคคลในภาพอย่างชัดเจน
เจ้านางล้านนา ธิดาเจ้าเมืองแพร่คนสุดท้าย (ราว พ.ศ. 2448–2458)
เจ้านางล้านนา ธิดาเจ้าเมืองแพร่คนสุท้าย (ราว พ.ศ. 2448–2458)
ภาพถ่ายต้นฉบับนี้คือรูปหมู่ของธิดาทั้งห้าคนในบรรดาเจ็ดคนของ เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่พระองค์สุดท้าย กับ แม่เจ้าบัวไหล ทั้งหมดแต่งกายด้วย ผ้าซิ่นตีนจกยกดิ้นคำดิ้นเงิน คู่กับเสือลูกไม้สไตล์ตะวันตก แสดงถึงอิทธิพลแฟชั่นช่วงปลายสมัยเอ็ดเวิร์เดียนต่อเนื่องสู่สมัย “ทีนส์แฟชั่น” (Teens Fashion) โดยเสื้อที่สวมตัดเย็บให้มีคอลดลง แขนเสื้อกว้างพลิ้ว และเกล้าผมสูงแบบสมัยนิยมในราว พ.ศ. 2448–2458 ซึ่งตรงกับปลายรัชกาลที่ 5 และต้นรัชกาลที่ 6
จากซ้ายไปขวา:
เจ้ากาบคำ
เจ้าเวียงชื่น
เจ้าสุพรรณวดี (ยืน)
เจ้ายวงคำ
เจ้าหอมนวล
👑 โอรส–ธิดาของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ และแม่เจ้าบัวไหล มีทั้งหมด 7 คน ได้แก่
เจ้ากาบคำ สมรสกับ เจ้าอุปราช (เจ้าน้อยเสาร์ วราราช)
เจ้าเวียงชื่น สมรสกับ เจ้าราชวงศ์ (เจ้าน้อยบุญศรี บุตรรัตน์)
เจ้าสุพรรณวดี สมรสกับ เจ้าราชบุตร (เจ้ายอดฟ้า ณ น่าน) โอรส พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดช ต่อมาถูกลดตำแหน่งเป็นเจ้าราชดนัย
เจ้ายวงคำ สมรสกับ พระไชยสงคราม (จอน เตมิยานนท์)
เจ้ายวงแก้ว สมรสกับ พระยามานิตย์ราชมนัส
เจ้าหอมนวล สมรสกับ พระยาราชดำรง (ผล ศรุตานนท์)
เจ้าอินทร์แปลง เทพวงศ์ มีภรรยา 3 คน คือ
นางจ้อย มีบุตร 1 คน คือ นายโชติ แพร่พันธุ์ หรือ ยาขอบ นักเขียนนวนิยายชื่อดัง
เจ้าคำเกี้ยว วงศ์พระถาง
เจ้าเทพเกษร ณ น่าน ธิดา พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดช
ภาพต้นฉบับ จากคอลเลกชัน Karl Siegfried Döhring (1879–1941) เก็บรักษาไว้ที่ Museum Fünf Kontinente (Museum of Five Continents, Munich, Germany)
Lanna Princesses, Daughters of the Last Ruler of Phrae (c.1905–1915)
This original group portrait depicts five daughters of Chao Piriyathepwong (เจ้าพิริยเทพวงศ์), the last ruler of Phrae, and Mae Chao Bualai Thepwong (แม่เจ้าบัวไหล ราชเทวี). They are dressed in exquisite Lanna brocade tube skirts (ซิ่นตีนจกยกดิ้นคำดิ้นเงิน) paired with lace blouses, reflecting late Edwardian and early Teens fashion. The style marks a departure from the high-neck Edwardian silhouette, instead embracing lower necklines, wide flowing sleeves, and upswept hairstyles fashionable between 1905–1915, during the late reign of King Chulalongkorn (Rama V) and the early reign of King Vajiravudh (Rama VI).
From left to right:
Chao Kab Kham (เจ้ากาบคำ)
Chao Wiang Chuen (เจ้าเวียงชื่น)
Chao Suphanwadi (เจ้าสุพรรณวดี) (standing)
Chao Yuang Kham (เจ้ายวงคำ)
Chao Hom Nuan (เจ้าหอมนวล)
The seven children of Chao Piriyathepwong and Mae Chao Bualai were:
Chao Kab Kham (เจ้ากาบคำ) – married Chao Uparaj (เจ้าน้อยเสาร์ วราราช)
Chao Wiang Chuen (เจ้าเวียงชื่น) – married Chao Ratchawong (เจ้าน้อยบุญศรี บุตรรัตน์)
Chao Suphanwadi (เจ้าสุพรรณวดี) – married Chao Ratchabut (เจ้ายอดฟ้า ณ น่าน), son of King Suriya Phong Pharitadet (พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดช) of Nan; later demoted to the rank of Chao Ratchadanai
Chao Yuang Kham (เจ้ายวงคำ) – married Phra Chai Songkhram (พระไชยสงคราม, จอน เตมิยานนท์)
Chao Yuang Kaew (เจ้ายวงแก้ว) – married Phraya Manit Ratchamanas (พระยามานิตย์ราชมนัส)
Chao Hom Nuan (เจ้าหอมนวล) – married Phraya Ratchadamrong (พระยาราชดำรง, ผล ศรุตานนท์)
Chao In Plaeng Thepwong (เจ้าอินทร์แปลง เทพวงศ์) – had three wives:
Nang Choi (นางจ้อย), with one son: Choti Phraepan (โชติ แพร่พันธุ์), later known as “Yakhob (ยาขอบ)”, a famous novelist
Chao Kham Kiao Wongphra Thang (เจ้าคำเกี้ยว วงศ์พระถาง)
Chao Thep Kesorn Na Nan (เจ้าเทพเกษร ณ น่าน), daughter of King Suriya Phong Pharitadet (พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดช) of Nan
Original photograph is From the Karl Siegfried Döhring Collection (1879–1941), preserved at the Museum Fünf Kontinente (Museum of Five Continents, Munich, Germany)
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
แม่เจ้าบัวไหล เทพวงศ์ ชายาของเจ้าเมืองแพร่ คนสุดท้าย
แม่เจ้าบัวไหล เทพวงศ์ ชายาของเจ้าเมืองแพร่ คนสุดท้าย
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพของ แม่เจ้าบัวไหล หรือ บัวไหล เทพวงศ์ ชายาคนที่สองของ เจ้าพิริยเทพวงษ์ อดีตเจ้าผู้ครองเมืองแพร่ และยังเป็นย่าของ โชติ แพร่พันธุ์ หรือ ยาขอบ นักประพันธ์นวนิยายชื่อดังแห่งสยาม ภาพถ่ายต้นฉบับนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณพีระพงศ์ มณีรัตน์ ซึ่งเก็บรักษาไว้อย่างดีและคมชัด
ในภาพนี้ เจ้าแม่บัวไหล ติดแพรแถบและดารา ตติยจุลจอมเกล้า (ต.จ.) ฝ่ายใน ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อ พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) ภาพจึงสันนิษฐานว่าถ่ายขึ้นในปีเดียวกันเพื่อเป็นที่ระลึกถึงการได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ และน่าสนใจที่สไตล์การแต่งกายในภาพยังสะท้อนแฟชั่นตะวันตกของยุคสมัยนั้นอย่างชัดเจน
แฟชั่นวิคตอเรียนตอนปลายสู่เอ็ดเวิร์เดียนตอนต้น
ช่วงทศวรรษ 1890s เป็นยุคที่แขนเสื้อทรง Gigot sleeves หรือที่นิยมเรียกว่า “แขนหมูแฮม” (Leg-of-mutton sleeves) มีขนาดพองฟูจนถึงจุดสูงสุดกลางทศวรรษ และค่อย ๆ ลดรูปลงเป็นแขนเสื้อตุ๊กตาในช่วงปลายทศวรรษ เสื้อที่แม่เจ้าบัวไหลสวมใส่จึงเป็นไปตามกระแสนี้พอดี—แสดงถึงการรับแฟชั่นตะวันตกเข้าสู่ล้านนาอย่างสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ ผ้าซิ่น ที่แม่เจ้าบัวไหลสวม เป็น ซิ่นเยียรบับต่อเชิงตีนจก ซึ่งต่างจากซิ่นลายทางหรือซิ่นต๋าที่สตรีล้านนานิยมสวมใส่ในชีวิตประจำวัน การเลือกผ้าซิ่นชนิดนี้สะท้อนทั้งฐานะและรสนิยมของสตรีผู้เป็นชายาเจ้าผู้ครองเมือง
ชีวิตและบทบาทของแม่เจ้าหลวง
แม่เจ้าบัวไหลเกิดเมื่อ พ.ศ. 2390 ที่เมืองน่าน เป็นธิดาคนเล็กของ เจ้าไชยสงคราม (เชื้อสายเจ้าเจ็ดตนเมืองพะเยา) กับ อิ่นคำ ภรรยาชาวยอง บัวไหลเติบโตขึ้นในวัฒนธรรมล้านนา ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเจ้านายสตรี และต่อมาเสกสมรสเป็นชายาคนที่สองของเจ้าพิริยเทพวงษ์ ทั้งสองมีบุตรรวม 7 คน
แม่เจ้าบัวไหลเคยปฏิบัติราชการแทนสามีในช่วงที่เจ้าพิริยเทพวงษ์ไม่อยู่เมืองแพร่ จนได้รับการขนานนามว่า แม่เจ้าหลวง เป็นสตรีที่มีบทบาทสูงในราชสำนักท้องถิ่น และได้รับการยกย่องจาก กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าเป็น “ผู้หญิงดีในเมืองลาวเฉียง”
วิกฤติและบั้นปลายชีวิต
ภายหลังเหตุการณ์ กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ (พ.ศ. 2445) เจ้าพิริยเทพวงษ์ถูกปลดออกจากตำแหน่งและลี้ภัยไปหลวงพระบาง ส่วนแม่เจ้าบัวไหลถูกริบเครื่องราชฯ และควบคุมตัวลงมากรุงเทพฯ พร้อมบุตรธิดา โดยอยู่ในความดูแลของกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นเวลา 4–5 ปี ก่อนจะได้รับพระราชทานอนุญาตให้กลับภูมิลำเนา ในบั้นปลาย แม่เจ้าบัวไหลพำนักกับบุตรสาว คุณหญิงหอมนวล ราชเดชดำรง ที่เชียงราย และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2475 รวมอายุได้ 85 ปี
ศิลปะงานปักและเกียรติยศ
แม่เจ้าบัวไหลมีชื่อเสียงในฐานะสตรีผู้มีฝีมือเย็บปักถักร้อย ได้รับการถ่ายทอดจากมารดาอิ่นคำ แม่เจ้าบัวไหลถวายผลงานหลายชิ้นแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่โปรดปรานถึงขั้นโปรดเกล้าฯ ให้จัด “ห้องบัวไหล” ขึ้นโดยเฉพาะในพระบรมมหาราชวัง หนึ่งในผลงานสำคัญคือ ผ้าปักไหมคำตัวอักษรธรรมล้านนา บนพระคัมภีร์ยาวต่อเนื่องกันหลายแผ่น สร้างขึ้นตั้งแต่อายุ 23 ปี ปัจจุบันยังคงเก็บรักษาไว้ที่วัดพระบาทมิ่งเมือง และเคยได้รับการพิจารณาเสนอเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลก
เจ้าพิริยเทพวงษ์: เจ้าเมืองแพร่คนสุดท้ายและบาดแผลทางประวัติศาสตร์
เจ้าพิริยเทพวงษ์: เจ้าเมืองแพร่คนสุดท้ายและบาดแผลทางประวัติศาสตร์
เจ้าเมืองแพร่ น้อยเทพวงษ์ หรือเจ้าพิริยเทพวงษ์ เป็นเจ้าเมืองแพร่องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์แสนซ้าย ผู้ครองเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสยามยุคปฏิรูปการปกครองสู่รัฐสมัยใหม่ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นต้นสกุล “เทพวงศ์” อันสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ชีวิตและการขึ้นครองเมือง
น้อยเทพวงษ์ ประสูติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2379 เป็นราชโอรสองค์ที่สี่ในพระยาพิมพิสารราชา เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์ที่ 26 กับแม่เจ้าธิดาเทวี (ชายาองค์ที่ 2) มีพี่น้องร่วมมารดา 3 องค์ ได้แก่ แม่เจ้าไข แม่เจ้าเบาะ และแม่เจ้าอินทร์ลงเหลา
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2421 น้อยเทพวงษ์ได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาอุปราชเมืองแพร่ และหลังการสิ้นพระชนม์ของพระบิดาในปี พ.ศ. 2429 พระยาอุปราชก็ว่าราชการแทน จนในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น เจ้าเมืองแพร่ ได้รับพระราชทานนามยศว่า พระยาพิริยวิไชย อุดรพิไสยวิผารเดช บรมนฤเบศร์สยามมิศร์ สุจริตภักดี เจ้าเมืองแพร่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ได้รับการเลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพิริยเทพวงษ์ เจ้านครเมืองแพร่
บทบาทด้านการศึกษา
เจ้าพิริยเทพวงษ์ทรงสนองพระบรมราโชบายด้านการศึกษา โดยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนในเมืองแพร่ เปิดสอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2443 และได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 5 ว่า โรงเรียนเทพวงษ์ ภายหลังได้รับยกฐานะเป็น “โรงเรียนตัวอย่างเมืองแพร่” และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนพิริยาลัย อันเป็นอนุสรณ์ถึงเจ้าพิริยเทพวงษ์และเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่
บาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองแพร่คือ กบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445 ซึ่งเป็นการก่อความวุ่นวายโดยชาวไทใหญ่หรือเงี้ยวที่เข้ามาทำมาหากินและมีการซ่องสุมกำลัง จนนำไปสู่การบุกปล้นเมืองแพร่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าราชการส่วนกลางหลายรายถูกสังหาร และบ้านเมืองเสียหายย่อยยับ
เจ้าพิริยเทพวงษ์ถูก กล่าวหาอย่างหนักว่ามีส่วนรู้เห็นหรือสมคบกับกบฏเงี้ยว เนื่องจากหลักฐานบางอย่าง เช่น คำให้การของพยานฝ่ายราชการและชาวบ้าน ส่อแสดงถึงความใกล้ชิดกับหัวหน้าเงี้ยว แม้ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชดำรัสว่า การจลาจลครั้งนั้นอาจเป็นผลจากแรงกดดันภายนอก เช่น ฝรั่งเศส มากกว่าจะเป็นแผนการของเจ้าหลวงแพร่เอง แต่ข้อกล่าวหาและแรงกดดันทางการเมืองก็ทำให้พระองค์ไม่อาจหลีกพ้นความรับผิดชอบได้
การลี้ภัยและบั้นปลายชีวิต
หลังเหตุการณ์กบฏเงี้ยว รัฐบาลสยามได้ถอดยศบรรดาศักดิ์และประกาศให้เจ้าพิริยเทพวงษ์กลับคืนสู่ฐานะไพร่ เรียกว่า “น้อยเทพวงษ์” ท่านจึงลี้ภัยไปยังเมืองหลวงพระบาง โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าชีวิตวังหน้าแห่งหลวงพระบาง ซึ่งพระราชทานตำแหน่งกำนันบ้านเชียงแมนให้ดำรงชีพ พร้อมกับยกหลานสาวชื่อ นางจันหอม เป็นชายา
น้อยเทพวงษ์ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่หลวงพระบาง จนถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2455 สิริอายุ 76 ปี การสิ้นชีวิตของท่านมีรายงานถึงราชการสยาม แต่ไม่ได้มีการแสดงความเห็นหรือดำเนินการใด ๆ
มรดกและความทรงจำ
เจ้าพิริยเทพวงษ์ถือเป็นเจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้าย ก่อนที่ระบบการปกครองหัวเมืองแบบจารีตจะถูกแทนที่ด้วยระบบเทศาภิบาลของสยาม เหตุการณ์กบฏเงี้ยวแม้จะเป็นความทรงจำอันเจ็บปวด แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของบ้านเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน
มรดกที่ท่านฝากไว้คือการส่งเสริมการศึกษา โรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ ซึ่งยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงชื่อของเจ้าพิริยเทพวงษ์กับประวัติศาสตร์เมืองแพร่และพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในรัชกาลที่ 5
ในพระรูปเป็นเครื่องแต่งกายเต็มยศของข้าราชการพลเรือนฝ่ายหน้า ปักดิ้นทองลายกนกนาคทอง ประดับด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 2 ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) (ดารามหาสุราภรณ์)
จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์
ภาพที่สร้างสรรค์และบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้เป็นพระรูปของ “จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์” หมายถึงเชื้อสายราชสกุลที่สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) หรือที่รู้จักกันในนาม “ราชสกุลวงศ์” หรือ “ราชสกุลในรัชกาลที่ ๕” โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึงพระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ ๕ และเชื้อสายของพระองค์ที่ได้สถาปนาเป็นราชสกุลต่าง ๆ คำว่า “ราชสันตติวงศ์” ในที่นี้จึงหมายถึงสายตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งในกรณีนี้คือรัชกาลที่ ๕
AI Fashion Lab ตั้งใจสร้างสรรค์และบูรณะฉลองพระองค์ของทุกพระองค์ให้เป็นสไตล์ตะวันตกสมัยวิกตอเรียและเอ็ดเวิร์เดียน—เพื่อสะท้อนถึงพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก ทั้ง ๑๖ พระองค์ ทุกพระองค์ล้วนทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในด้านต่างๆเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ท่ามกลางการรุกรานของลัทธิล่าอาณานิคมจากตะวันตก และทรงมีคุณูปการต่อประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผมได้เลือกใช้ “สีประจำวันประสูติ” ของแต่ละพระองค์ในการสร้างสรรค์ภาพเพื่อถวายพระเกียรติ
แฟชั่นแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง
แฟชั่นแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง
คอลเลกชันภาพถ่ายที่สร้างขึ้นด้วย AI นี้เป็นการสร้างสรรค์วัฒนธรรมการแต่งกายของแม่ญิงล้านนา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายในประวัติศาสตร์และสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เข้ากับบริบทสมัยใหม่ ภาพถ่ายต้นฉบับซึ่งบันทึกไว้ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ คอลเลกชันนี้ผสมผสานความถูกต้องทางประวัติศาสตร์เข้ากับศิลปะดิจิทัล เพื่อให้เห็นถึงความงดงามของแม่ญิงและผ้าทอแบบล้านนา
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แม่ญิงล้านนานิยมสวม ผ้าแถบ สำหรับพันรอบอก หรือพาดเฉียงไหล่ในแบบ สะหว้ายแหล้ง ส่วนผ้าซิ่นที่นิยมคือ ซิ่นต๋า ผ้าทอที่มีลวดลายทางขวาง ซึ่งอาจมี ตีนจก (ลวดลายที่ทอด้วยวิธีจก ใช้เส้นด้ายสีต่าง ๆ มาผูกขัดกันเป็นลาย) หรือ ตีนลวด (ลายที่ทอขึ้นมาพร้อมผืนผ้าโดยไม่ต้องเย็บต่อ) ในช่วงฤดูหนาวนิยมใช้ ผ้าตุ๊ม หรือผ้าคลุมไหล่เพื่อเพิ่มความอบอุ่น โดยยังคงไว้ซึ่งความงดงามและความสะดวกสบายในแบบล้านนา
วิวัฒนาการของการทอผ้าซิ่นล้านนา: จากซิ่นต่อตีนต่อเอวสู่ซิ่นแบบลวดหัวลวดตีน
ซิ่นต่อตีนต่อเอวโบราณ: ซิ่นล้านนาแบบดั้งเดิมทอแยกเป็นสามส่วนแล้วเย็บประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่
หัวซิ่น: ส่วนบนติดกับเอว มักเป็นผ้าสีพื้นหรือมีลวดลายเล็กน้อย
ตัวซิ่น: ส่วนหลักของซิ่น มักเป็นลายขวางหรือลายที่ต่างจากหัวซิ่น
ตีนซิ่น: ส่วนล่างของซิ่น อาจเป็น ตีนจก หรือผ้าสีพื้น เช่น สีดำ เพื่อความทนทาน
ก่อนมีการพัฒนากี่กระตุก ผ้าซิ่นต้องทอเป็นชิ้นเล็ก ๆ และเย็บต่อกัน เนื่องจากข้อจำกัดของหน้ากว้างกี่ทอ
ซิ่นแบบลวดหัวลวดตีน: ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗ เมื่อกี่กระตุกถูกพัฒนาขึ้น ทำให้สามารถทอผ้าซิ่นเต็มผืนโดยไม่ต้องเย็บต่อ ซิ่นชนิดนี้เรียกว่า ซิ่นแบบลวดหัวลวดตีน ซึ่งมีข้อดีคือ
ไม่มีรอยต่อระหว่างหัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น
ลวดลายทอเป็นผืนเดียวกันได้โดยไม่ต้องเย็บ
ผ้าซิ่นมีความทนทานมากขึ้นเพราะทอเป็นชิ้นเดียว
กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ ประหยัดแรงงานและเวลา
AI กับการศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย – ศักยภาพและข้อจำกัด
คอลเลกชันภาพถ่ายที่สร้างขึ้นด้วย AI นี้สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการจำลองภาพเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย โดยเฉพาะแฟชั่นแม่ญิงล้านนาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ถ่ายทอดผ่านการผสมผสานหลักฐานประวัติศาสตร์เข้ากับศิลปะดิจิทัล
AI สามารถสร้างภาพอดีตขึ้นมาใหม่ได้อย่างแม่นยำในเชิงรูปทรง เสื้อผ้า และสไตล์การแต่งกาย ทำให้เราเห็นโครงสร้างโดยรวมของ ซิ่นต๋า ผ้าแถบ และการห่มแบบ สะหว้ายแหล้ง ได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในการถ่ายทอดรายละเอียดที่ซับซ้อนของสิ่งทอไทย โดยเฉพาะลวดลาย ตีนจก ที่มีความละเอียดเกินกว่าที่ AI ปัจจุบันจะสร้างสรรค์ได้ครบถ้วน
แม้ว่าในการพัฒนาจะมีการฝึก LoRA (Low-Rank Adaptation) เพื่อปรับให้โมเดลเข้าใจองค์ประกอบของแฟชั่นไทยมากขึ้น แต่ฐานข้อมูลหลักที่ใช้ยังเป็นข้อมูลตะวันตก จึงทำให้ AI บางครั้งไม่สามารถสะท้อนรายละเอียดทางวัฒนธรรมเฉพาะของไทยได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ลาย ตีนจก หรือเทคนิคทอพื้นเมือง ความท้าทายนี้สะท้อนว่า แม้ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูและศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย แต่ก็ยังต้องพึ่งพาองค์ความรู้ดั้งเดิมและการตีความของมนุษย์ เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และถูกนำเสนออย่างถูกต้องในยุคดิจิทัล
รัชกาลที่ ๖ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี มาประดับธงชัยเฉลิมพล เพื่อเป็นเกียรติแก่กองทหารบกรถยนต์
รัชกาลที่ ๖ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี มาประดับธงชัยเฉลิมพล เพื่อเป็นเกียรติแก่กองทหารบกรถยนต์
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในขณะที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี มาประดับธงชัยเฉลิมพล เพื่อเป็นเกียรติแก่กองทหารบกรถยนต์ ที่ไปราชการในสงครามโลกครั้งที่ 1
พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระราชโอรส 11 พระองค์
พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระราชโอรส 11 พระองค์
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระราชโอรส 11 พระองค์ ถ่ายขึ้นเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440 ที่ประเทศอังกฤษ การเสด็จประพาสครั้งนั้น มีพระราชโอรสตามเสด็จ 4 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์, สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหมื่นลพบุราดิศร, พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ
สิ่งที่น่าสนใจจากภาพนี้คือความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของฉลองพระองค์ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการแต่งกายของสุภาพบุรุษและเด็กชายตะวันตกสมัยวิกตอเรีย โดยทั่วไปพระราชโอรสแต่งกายคล้ายกัน คือ เสื้อเชิ้ตขาวปกเสื้อแบบแข็งถอดได้ เนกไทสีเข้ม (น่าจะเป็นสีดำ) เสื้อกั๊กสีขาวหรือสีงาช้าง ทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตดำแบบมีหาง (morning coat) และกางเกงผ้าสีเทาลายทาง ซึ่งทั้งหมดรวมกันเรียกว่า Morning suit ใช้สำหรับงานกลางวันที่เป็นทางการหรืองานพิธีสำคัญ อาจเป็นได้ว่าภาพนี้ถ่ายในโอกาสพิเศษ หรือเตรียมแต่งกายอย่างประณีตเพื่อการถ่ายรูปโดยเฉพาะ
สิ่งที่โดดเด่นคือปกเสื้อของพระองค์เจ้าจิระประวัติวงศ์วรเดช กรมหลวงนครชัยศรีสุรเดช ผู้ประทับยืนลำดับที่สามจากซ้าย ทรงสวมปกเสื้อ imperial collar เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประทับกลางภาพ ปกเสื้อลักษณะนี้เป็นคอแข็งลงแป้งทรงสี่เหลี่ยมมักทำจากผ้าผ้ายเนื้อดี ถอดได้ ใช้หมุดกลัดด้านหน้าและด้านหลัง ใส่กับเสื้อเชิ้ตคอกลมแบบไม่มีปก
Imperial collar ถือเป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อน rite of passage ของสุภาพบุรุษสมัยวิกตอเรีย โดยมักใช้กับชายหนุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป ในขณะที่เด็กหรือวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะนิยมปกเสื้อแบบโดมที่เรียกว่า Eton collar ซึ่งมีต้นกำเนิดจากโรงเรียน Eton College และต่อมากลายเป็นที่นิยมของชนชั้นสูงในยุโรป เปรียบได้กับธรรมเนียมการแต่งกายของเด็กหญิงในยุคนั้นที่สวมกระโปรงสั้นเหนือข้อเท้าจนกว่าจะถึงวัย 18 ปีขึ้นไป จึงจะเปลี่ยนเป็นกระโปรงยาวกรอมเท้า พร้อมการเปิดตัวเข้าสังคม หรือ debutante
เมื่อพิจารณาพระชันษาและพระชนมายุของพระราชโอรสในพระรูปนี้ พระองค์เจ้าจิระประวัติวงศ์วรเดชมีพระชันษาสูงสุด 21 ปี ส่วนพระราชโอรสที่เหลือล้วนมีพระชันษาพระชนมายุต่ำกว่า 18 ปีทั้งสิ้น
ภาพนี้ยังสอดคล้องกับชุดพระบรมฉายาลักษณ์ที่ถ่ายโดยสตูดิโอ W. & D. Downey ซึ่งปรากฏพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ โดยสังเกตจากฉลองพระองค์และพระเก้าอี้ที่ใช้เหมือนกัน จึงเป็นไปได้ว่า W. & D. Downey ได้รับเชิญให้ตั้งสตูดิโอชั่วคราว ณ พระตำหนักที่ประทับ
การศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นเช่นนี้ช่วยให้เราเข้าใจและตีความภาพถ่ายเก่าได้ลึกซึ้งขึ้น ทั้งในเชิงสังคม วัฒนธรรม และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ในฉลองพระองค์หลากหลายรูปแบบ
พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ในฉลองพระองค์หลากหลายรูปแบบ
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ได้นำมาซึ่งโอกาสใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่น โดยเฉพาะการบูรณะและการลงสีภาพถ่ายเก่าที่เป็นขาวดำ ภาพถ่ายจำนวนมากที่เสื่อมสภาพ ซีดจาง หรือขาดความคมชัด สามารถถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่อย่างแม่นยำ เผยให้เห็นรายละเอียดของเสื้อผ้า ผ้า เครื่องประดับ และเนื้อผ้าที่เคยเลือนหายไป การใช้ AI ในการบูรณะภาพจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลง สาระสำคัญของภาพ แต่เป็นการเปิดมิติใหม่ให้เราได้เห็นและเข้าใจสภาพแวดล้อมทางแฟชั่นและวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับ AI Fashion Lab กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์ภาพเก่าเท่านั้น หากยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อการศึกษา ทำให้ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง การได้เห็นเครื่องแต่งกาย เครื่องแบบ และผืนผ้าในสีสันสมจริง ช่วยเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมร่วมสมัยสัมผัสได้ถึงความงามและคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการเก็บรักษาความทรงจำทางประวัติศาสตร์เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
✨ ภาพเหล่านี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงฉลองพระองค์ในหลายรูปแบบ ทั้งฉลองพระองค์จอมทัพบกสยาม ฉลองพระองค์เต็มยศนายพันเอก ผู้บังคับการพิเศษกรมทหารรักษาวัง วปร. ฉลองพระองค์นายพลเสือป่าม้าหลวงรักษาพระองค์ ฉลองพระองค์เต็มยศนายพลเสือป่าราบหลวงรักษาพระองค์ และฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลเรือ กองทัพเรือสยามในช่วงต้นรัชกาล
โดยภาพต้นฉบับได้รับการลงสีโดย สโมสรเสือป่าแลลูกเสือสยาม และต่อมาได้ผ่านการบูรณะและเสริมคุณภาพด้วยเทคโนโลยี AI โดย AI Fashion Lab เพื่อถ่ายทอดพระบรมฉายาลักษณ์ให้สมจริงยิ่งขึ้น และยังเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์การแต่งกายและพระเกียรติยศในรัชสมัยของพระองค์
พระบรมฉายาลักษณ์แรก ทรงฉลองพระองค์จอมทัพบกสยาม พร้อมสายสะพายและสายสร้อยดารามหาจักรีบรมราชวงศ์ สวมสังวาลย์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ ดารานพรัตน์ราชวราภรณ์ ดารามหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และดารามหาวชิรมงกุฎ อีกทั้งทรงฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ติดดาราปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษสำหรับครุย
พระบรมฉายาลักษณ์ที่สอง ทรงฉลองพระองค์เต็มยศนายพันเอก ผู้บังคับการพิเศษกรมทหารรักษาวัง วปร. ประกอบด้วยหมวกนโปเลียนกำมะหยี่สีดำสมวขวาง ติดพู่ปักและดอกไม้จีบสีบานเย็นพร้อมตราพระครุฑพ่าห์โลหะทอง เสื้อราชการสีขาวมีปลอกคอและข้อมือสีบานเย็น กางเกงแบบรูสเซียสีกรมท่ามีแถบสีบานเย็น รองเท้าหนังสูงสีดำ และพระแสงกระบี่ศีรษะนาคทรงไทย
พระบรมฉายาลักษณ์ที่สาม ทรงฉลองพระองค์นายพลเสือป่าม้าหลวงรักษาพระองค์ พร้อมสายสะพายมหาวชิรมงกุฎและสายสร้อยมหาจักรีบรมราชวงศ์ เครื่องแต่งพระองค์ประกอบด้วยหมวกหนังแบบอูราลปักพู่ขนนกใหญ่ เสื้อแบบอูราลมีแผ่นสักหลาดที่อกและคั่นข้อมือสีฟ้าหม่น ปักลวดเงินและเครื่องเงิน กางเกงสักหลาดสีฟ้าหม่นตะเข็บแถบเงิน อินทรธนูหุ้มเกราะโซ่ถัก ปลอกคอติดสัญลักษณ์ศีรษะม้า และพระแสงกระบี่ฝักทองขาวพู่เงิน
พระบรมฉายาลักษณ์ที่สี่ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศนายพลเสือป่าราบหลวงรักษาพระองค์ ประกอบด้วยหมวกทรงประพาสพื้นดำสอดแดงขลิบทอง มียอดวชิระทองและตราหน้าเสือทอง เสื้อทูนิกคอปิดสีดำติดกระดุมทองเกลี้ยง ๗ เม็ด อินทรธนูใบปกทาบสักหลาดสีแดง ปลอกคอและคั่นข้อมือขลิบลวดทอง เหนือคั่นข้อมือมียันต์หมายยศ รัดประคดพื้นเหลืองริ้วดำ กางเกงสักหลาดดำ รองเท้าหนังดำ พร้อมสายพระแสงกระบี่ทอง พู่ทอง และกระบี่เครื่องทอง
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ห้า ทรงฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลเรือ กองทัพเรือสยามในช่วงต้นรัชสมัย ซึ่งยังสะท้อนอิทธิพลจากกองทัพเรือจักรวรรดิเยอรมัน โดยมีลักษณะเด่นคือเสื้อหน้าอกพับทบกลับสาบในขาว และเครื่องหมายจุลมงกุฎเหนือแถบบั้งยศที่ข้อมือเสื้อ เป็นสัญลักษณ์ของพระราชอิสริยยศในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดแห่งราชนาวีสยาม
พระบรมฉายาลักษณ์เหล่านี้จึงไม่เพียงแต่สะท้อนพระเกียรติยศและพระราชฐานันดรศักดิ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หากยังเป็นหลักฐานอันล้ำค่าที่ช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการด้านการแต่งกาย เครื่องแบบ และวัฒนธรรมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การที่ภาพถ่ายเหล่านี้ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ไม่เพียงคืนชีวิตให้กับเอกสารทางประวัติศาสตร์ หากยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมรุ่นใหม่ได้เข้าถึงและเรียนรู้ด้วยมุมมองที่มีชีวิตชีวาและสมจริง
ในขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้กับงานอนุรักษ์ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทำให้ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยมิได้เป็นเพียงบันทึกในตำรา แต่กลับมีสีสัน มีรูปทรง และมีรายละเอียดที่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ การเผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์ที่บูรณะแล้วผ่านเพจจึงเป็นทั้งการเก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรม และเป็นเครื่องมือทางการศึกษา ที่ช่วยสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับแฟชั่นไทยและประวัติศาสตร์ให้คงอยู่ต่อไปอย่างงดงาม
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ในชุดชุดเสือป่า ชั้น นายกองตรี รักษาดินแดนมณฑลพายัพ
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ในชุดชุดเสือป่า ชั้น นายกองตรี รักษาดินแดนมณฑลพายัพ
เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๓ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (พ.ศ. ๒๔๔๑–๒๔๖๕)
ภาพที่บูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้เป็นพระรูปของ นายพลตรี เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ฯ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย
ภาพนี้เป็นภาพที่ยากที่สุดในการบูรณะ เพราะต้นฉบับขาวดำ แตกเป็นเกรน และขาดความคมชัดและสีต่างๆของเครื่องราชอิศริยาภรณ์ก็แทบจะมองไม่ออก ทำกันสองคน โดยที่ผมสร้างสรรค์สีสันและทำภาพให้เป็นแบบสามมิติต่อ แล้วน้องนำ้มนต์เจ้าของภาพ เอาไปปรับปรุงต่อ แล้วผมนำกลับมาบูรณะและปรับปรุงในขั้นตอนสุดท้าย
ในภาพนี้คือชุดเสือป่า ชั้น นายกองตรี รักษาดินแดนมณฑลพายัพ
1. เสื้อเป็นเสื้อทูนิค (รัดเอว) คอปิด ดุมทอง ๗ ดุม
2. หมวกสักหลาดดำติดดอกไม้แพรจีบสีบานเย็น (สีหมายมณฑลพายัพ) ปักพู่ขนนสีขาว (สำหรับนายเสือป่าชั้นนายกอง)
3. อินทรธนูสักหลาดสีบานเย็นทาบแถบทอง ติดจักรหมายยศทอง ๑ จักร
4. ที่ข้อมือเสื้อติดแถบทองบานเย็น ทองใหญ่ ๑ แถบๆ ทองเล็ก ๑ แถบ หมายยศนายกองตรี
5. ประคต(เข็มขัด) ดำขอบทอง
6. สายกระบี่แถบทองสะพายเฉียงบ่าขวา กระบี่ไทยฝักหนังดำเครื่องทอง ผูกพู่กระบี่ไหมทองสลับดำ
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นราชโอรสในเจ้านรนันทไชยชวลิต ทรงครองนครลำปางตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ จนถึงพิราลัยเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ด้วยพระโรคมะเร็งปอด รวมระยะเวลาครองนคร ๒๕ ปี
พระองค์ทรงเป็นผู้มุ่งมั่นพัฒนานครลำปางในหลายด้าน ทั้งการศึกษา พระพุทธศาสนา และงานสาธารณประโยชน์ โดยทรงสละที่ดินและราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ
ด้านการศึกษา เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตทรงเล่าเรียนอักษรไทยเหนือที่สำนักพระอภิไชย วัดเชียงมั่น และอักษรไทยกลาง ณ คุ้มหลวง เนื่องจากในสมัยนั้นนครลำปางยังไม่มีสถานศึกษา พระองค์จึงทรงตระหนักว่าการเรียนการสอนในวัดเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อการพัฒนาบ้านเมือง จึงได้ทรงติดตามความก้าวหน้าทางการศึกษาจากส่วนกลาง แล้วนํามาประยุกต์ใช้ในนครลำปาง
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ พระองค์ทรงจัดตั้งการเรียนการสอนแบบโรงเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก ณ สถานที่ตั้งโรงเรียนเทศบาล ๓ (บุญทวงศ์อนุกูล) ในปัจจุบัน ต่อมา พระองค์ได้สละราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินและอาคารของห้างเซ่งหลี เพื่อสร้างโรงเรียนถาวร และถวายเป็นสมบัติของแผ่นดิน จนใน พ.ศ. ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน และพระราชทานนามว่า “โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย” เพื่อเป็นพระอนุสรณ์แด่เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต
พระองค์ยังทรงส่งเสริมให้เจ้านาย ขุนนาง และบุตรหลานผู้มีความสามารถ เดินทางไปศึกษา ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย หลายท่านได้กลับมาสร้างคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิสัยทัศน์กว้างไกลของพระองค์
เมื่อเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตพิราลัยใน พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้มีการประกอบพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ สนามเสือป่า (ปัจจุบันคือพื้นที่โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย) โดยมีพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ เป็นประธาน และมีเจ้านายฝ่ายเหนือร่วมประกอบพิธีอย่างสมพระเกียรติ
นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับพระราชทานนามสกุล “ณ ลำปาง” ( na Lampang) ลำดับที่ ๑,๑๖๖ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานแก่เชื้อสกุลผู้สืบสายจากบรรพบุรุษผู้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในถิ่นนั้นมาเนิ่นนาน เป็นที่รู้จักและนับถือโดยทั่วไป ทั้งยังมีพระบรมราชโองการห้ามผู้มิใช่เชื้อสายใช้คำนำหน้านามสกุล “ณ” อีกด้วย ภายหลังตระกูล “ณ ลำปาง” ได้รับเกียรติให้เข้าเฝ้าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกด้วย
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ในชุดพลตรี ราชองครักษ์พิเศษ ในรัชกาลที่ 6
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ในชุดพลตรี ราชองครักษ์พิเศษ ในรัชกาลที่ 6
เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๓ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (พ.ศ. ๒๔๔๑–๒๔๖๕)
ภาพที่บูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้เป็นพระรูปของ นายพลตรี เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ฯ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นราชโอรสในเจ้านรนันทไชยชวลิต ทรงครองนครลำปางตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ จนถึงพิราลัยเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ด้วยพระโรคมะเร็งปอด รวมระยะเวลาครองนคร ๒๕ ปี
พระองค์ทรงเป็นผู้มุ่งมั่นพัฒนานครลำปางในหลายด้าน ทั้งการศึกษา พระพุทธศาสนา และงานสาธารณประโยชน์ โดยทรงสละที่ดินและราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ
ด้านการศึกษา เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตทรงเล่าเรียนอักษรไทยเหนือที่สำนักพระอภิไชย วัดเชียงมั่น และอักษรไทยกลาง ณ คุ้มหลวง เนื่องจากในสมัยนั้นนครลำปางยังไม่มีสถานศึกษา พระองค์จึงทรงตระหนักว่าการเรียนการสอนในวัดเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อการพัฒนาบ้านเมือง จึงได้ทรงติดตามความก้าวหน้าทางการศึกษาจากส่วนกลาง แล้วนํามาประยุกต์ใช้ในนครลำปาง
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ พระองค์ทรงจัดตั้งการเรียนการสอนแบบโรงเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก ณ สถานที่ตั้งโรงเรียนเทศบาล ๓ (บุญทวงศ์อนุกูล) ในปัจจุบัน ต่อมา พระองค์ได้สละราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินและอาคารของห้างเซ่งหลี เพื่อสร้างโรงเรียนถาวร และถวายเป็นสมบัติของแผ่นดิน จนใน พ.ศ. ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน และพระราชทานนามว่า “โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย” เพื่อเป็นพระอนุสรณ์แด่เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต
พระองค์ยังทรงส่งเสริมให้เจ้านาย ขุนนาง และบุตรหลานผู้มีความสามารถ เดินทางไปศึกษา ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย หลายท่านได้กลับมาสร้างคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิสัยทัศน์กว้างไกลของพระองค์
เมื่อเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตพิราลัยใน พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้มีการประกอบพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ สนามเสือป่า (ปัจจุบันคือพื้นที่โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย) โดยมีพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ เป็นประธาน และมีเจ้านายฝ่ายเหนือร่วมประกอบพิธีอย่างสมพระเกียรติ
นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับพระราชทานนามสกุล “ณ ลำปาง” ( na Lampang) ลำดับที่ ๑,๑๖๖ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานแก่เชื้อสกุลผู้สืบสายจากบรรพบุรุษผู้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในถิ่นนั้นมาเนิ่นนาน เป็นที่รู้จักและนับถือโดยทั่วไป ทั้งยังมีพระบรมราชโองการห้ามผู้มิใช่เชื้อสายใช้คำนำหน้านามสกุล “ณ” อีกด้วย ภายหลังตระกูล “ณ ลำปาง” ได้รับเกียรติให้เข้าเฝ้าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกด้วย
แฟชั่น Art Deco ของเจ้าอำภร มณีอรุณ (ณ ลำปาง) ในสมัยรัชกาลที่ ๖
🌸 แฟชั่น Art Deco ของเจ้าอำภร มณีอรุณ (ณ ลำปาง) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ 🌸
ภาพถ่ายเซ็ตนี้จำนวน 4 อริยาบทของ เจ้าอำภร มณีอรุณ (ณ ลำปาง) พระธิดาของเจ้าหลวงบุญวาทย์วงษ์มานิตย์และหม่อมน้อย ถ่ายที่สตูดิโอในกรุงเทพฯ ราวปลายทศวรรษ 1920 สันนิษฐานว่าเป็นช่วงที่ท่านติดตามเจ้าบุญวาทย์ฯ ลงมากรุงเทพเพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)
สิ่งที่สะท้อนจากภาพถ่ายไม่ใช่เพียงการบันทึกใบหน้าของสตรีชั้นสูงล้านนา แต่ยังเป็น หลักฐานสำคัญทางแฟชั่น ที่เผยให้เห็นการผสมผสานระหว่าง “สยามดั้งเดิม” และ “ความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตก” ในยุค Art Deco ได้อย่างเด่นชัด
รายละเอียดแฟชั่นในภาพถ่ายนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ เสื้อที่เจ้าอำภรสวมเป็นเสื้อแขนกุดตัดเย็บจากผ้าลายดอกสีชมพูอ่อน ทรงหลวมและมีลักษณะเอวต่ำแบบ drop waist ตามแฟชั่นตะวันตกยุค 1920 เพิ่มความหรูหราด้วยพู่ทองประดับที่ไหล่และเอว ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมในงานตกแต่งของสไตล์ Art Deco ที่ทั้งวิจิตรและทันสมัย เสื้อสากลนี้ถูกจับคู่เข้ากับ ผ้าซิ่นทรงกระบอก ผ้าไหมยกดิ้นทอง ทรงตรงยาวเหนือข้อเท้า อันเป็นเอกลักษณ์ของการแต่งกายสตรีไทยชั้นสูง การผสมผสานเสื้อสากลกับผ้าซิ่นเช่นนี้เป็นรูปแบบการแต่งกายที่พบได้มากในราชสำนักและหัวเมืองช่วงรัชกาลที่ ๖ ซึ่งแสดงถึงความร่วมสมัยระหว่างไทยกับตะวันตกได้อย่างกลมกลืน
เครื่องประดับที่ท่านสวมประกอบด้วยสร้อยคอทอง สร้อยข้อมือ และแหวน ซึ่งล้วนเป็นชิ้นเล็กแต่ดูสง่างาม สอดคล้องกับรสนิยมของสตรีในยุค 1920 ที่นิยมความเรียบหรูและไม่หนักเครื่อง นอกจากนี้ รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างพู่ทองบนเสื้อยังเป็นการตอบรับกระแสแฟชั่น Art Deco ที่เน้นความแวววาวและเส้นสายเรขาคณิตอันเป็นเอกลักษณ์ รองเท้าส้นสูงสีครีมคู่กับถุงน่องสีขาวก็แสดงถึงการรับแฟชั่นตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ และทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมของเจ้าอำภรสะท้อนถึงความเป็นสตรีสมัยใหม่ของสังคมกรุงเทพฯ ยุคนั้น
อีกองค์ประกอบสำคัญคือทรงผมและหมวก ทรงผมสั้นดัดลอนอ่อน ๆ แบบ bob cut หรือ finger waves นับเป็นทรงยอดนิยมของหญิงสาวยุค flapper girl ในทศวรรษ 1920 และในภาพแรกเจ้าอำภรยังสวม หมวก cloche (หมวกคอช) คาดริบบิ้นสีชมพู ซึ่งเป็นแฟชั่นสากลที่แพร่หลายจากยุโรปและอเมริกาเข้าสู่สยามในรัชกาลที่ ๖ ได้อย่างรวดเร็ว การเลือกเครื่องแต่งกายเช่นนี้ไม่เพียงแสดงรสนิยมส่วนบุคคล แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดรับกระแสโลกสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยในยุคนั้น
✨ โดยรวมแล้ว ภาพนี้จึงสะท้อนถึงแฟชั่น “สยามสมัยใหม่ (Modern Siamese Style)” อย่างแท้จริง การนุ่งซิ่นไทยคู่กับเสื้อสากลเอวต่ำและหมวกคอชไม่เพียงเป็นเรื่องของความงามทางแฟชั่น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงช่วงเวลาสำคัญที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมสากลในระดับที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา
การแต่งกายกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ
การแต่งกายกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ
ภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชั่นนี้ นำเสนอความหลากหลาย แห่งอัตลักษณ์การแต่งกายกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ สี่กลุ่มชาติพันธุ์คือ ลาว เขมร ส่วย(กูย) และเยอ
ศรีสะเกษประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ สี่กลุ่มชาติพันธุ์คือ ลาว เขมร ส่วย(กูย) และเยอ แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ในศรีสะเกษต่างมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม เอกลักษณ์อัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของตน ศรีสะเกษนั้นเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของศรีสะเกษคือเสน่ห์ คือความงาม คือมรดกอันทรงคุณค่า ที่บรรพชนคนศรีสะเกษได้รังสรรค์ไว้ให้สะท้อนผ่านภาษา วิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และการแต่งกาย
กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษมีอัตลักษณ์การแต่งกายที่โดดเด่น แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ละชุมชนต่างมีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาการทอผ้า ที่งดงาม มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เกิดเป็นความหลากหลายที่สะท้อนออกมาผ่านการแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งเสื้อไหมลายลูกแก้วย้อมมะเกลือ การแส่วเสื้อ การทอผ้าขิด ผ้ามัดหมี่ โสร่ง และผ้าชนิดต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นเฉพาะตัวของแต่ละชุมชน แม้แต่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันยังมีอัตลักษณ์การแต่งกายที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่และชุมชน ทำให้เกิดเป็นความหลากหลายของอัตลักษณ์การแต่งกายขึ้น ความหลากหลายนี้เองเป็นเสน่ห์ให้วัฒนธรรมของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง กลุ่มรักษ์ศิลป์ถิ่นเมืองศรีจึงได้จัดทำ ภาพถ่ายชุด “ความหลากหลาย แห่งอัตลักษณ์การแต่งกายกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ” ขึ้น เพื่อนำเสนอและเผยแพร่ความหลากหลายของอัตลักษณ์แต่งกายกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสี่ในจังหวัดศรีสะเกษ ให้เป็นที่รู้จัก โดยมีภาพและข้อมูลประกอบ ดังต่อ ไปนี้
1.กลุ่มชาติพันธุ์ลาว
ลักษณะการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวนั้น ผู้หญิงนิยมนุ่งผ้าซิ่นชนิดต่างๆ ซึ่งแบ่งได้หลายประเภท อาทิ ซิ่นหมี่ลวด ซิ่นหมี่คั่น ซิ่นเข็นคั่น ซิ่นดำหม้อ และซิ่นทิวหรือซิ่นก่วย ซิ่นของคนลาวนั้นมักนิยมต่อหัวต่อตีน ด้วยตีนซิ่นชนิดต่างๆทั้งตีนโยง ตีนแหนะ และตีนช่อหรือตีนขิด ส่วนเสื้อสตรีนิยมสะอิ้งหรือสวมเสื้อไหมเหยียบย้อมมะเกลือคอกลม และเบี่ยงแพรชนิดต่างๆ อันได้แก่ แพรขิด แพรปลาไหล แพรดำ แพรตลาดเป็นต้น ผู้ชายเดิมนิยมนุ่งโจงกระเบนหรือที่ภาษาถิ่นเรียกว่าเหน็บกระเตี่ยว หากเป็นข้าราชการจะสวมเสื้อขาวคอตั้งอย่างไทยบางกอก ชาวบ้านทั่วไปมักสวมเสื้อฝ้ายย้อมหม้อนิล หรือเสื้อไหมเหยียบคอกลมกับโจงกระเบน โสร่ง
สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ลาวนั้นมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือด้านการทอแพรขิด คนลาวในจังหวัดศรีสะเกษนั้นมีรูปแบบแพรขิดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชุมชนแต่ละท้องถิ่น จนเกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น ท้องถิ่นที่มีการทอแพรขิด และมีแพรขิดที่เป็นเอกลักษณ์ได้แก่ แถบอำเภอกันทรารมย์ โนนคูณ วังหิน กันทรลักษ์ และอำเภออื่นๆ
2.ชาติพันธุ์เขมร(ขแมร์)
กลุ่มชาติพันธุ์เขมร มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน คนขแมร์มีภูมิปัญญาการทอผ้าไหมที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงชาวเขมรมีความชำนาญในการมัดและทอผ้ามัดหมี่ที่เรียกว่า “โฮล” เพื่อทอเป็น “สัมป็วตโฮล” และ “สัมป็วตเวง” ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิงชาวเขมรนั้น นิยมนุ่งซิ่นที่เรียกว่า “สัมป็วต” ชนิดต่างๆ อาทิ สัมป็วตโฮล สัมป็วตจำนอง สัมป็วตจำเรียกปะเดา สัมป็วตกะเนียว สมอ สาคู เป็นต้น สำหรับการเรียกชื่อนั้นเขมรในแถบจังหวัดศรีสะเกษนั้น มีการเรียกชื่อผ้าทอที่ต่างกันกับเขมรสุรินทร์ ผู้หญิงนั้นนิยมเบี่ยงแพรสไบที่เรียกว่า “สไบเก็บ” และสวมเสื้อไหมเหยียบย้อมมะเกลือที่เรียกว่า “อาวเก็บ” ส่วนการแต่งกายสำหรับผู้ชายนั้น ผู้ชายเขมรเดิมนั้นนิยมแต่งกายเอาอย่างชาวสยามคือนุ่งโจงกระเบนอย่างชายชาวสยาม หากเป็นขุนนางมักสวมเสื้อคอตั้งสีขาวอย่างขุนนางสยาม หากเป็นชายชาวบ้านมักนุ่งเพียงโจงกระเบน หรือหากเป็นชุดสวมใส่อยู่บ้านนั้นนิยมนุ่งโสร่ง
ผ้าทอของชาวขแมร์ในเขตจังหวัดศรีสะเกษนั้น มีด้วยกันหลายชนิด ผ้าทอของกลุ่มชาวเขมรในจังหวัดศรีสะเกษนั้น ได้แก่ กำแซงโซด กำแซงจะดอ กำแซงเก็บ สัมป็วตโฮลปีปะเดิม สัมป็วตเวง อันลูนสมอ อันลูนสาคู สัมป็วตจำเรียกปะเดา โสร่ง และที่สำคัญที่กลุ่มชาวเขมรในจังหวัดศรีสะเกษยังคงรักษาไว้ได้คือ การต่อซิ่นด้วย กระบาลสัมป็วต(หัวซิ่น) ปะโบล(ตีนซิ่นลายมัดหมี่) และเสลิก(ตีนซิ่นขนาดเล็กทอยกมุก) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรในจังหวัดศรีสะเกษ
3.กลุ่มชาติพันธุ์ส่วย(กูย)
ลักษณะการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วยหรือกูย-กวย นั้น ได้รับอิทธิจากทั้งชาติพันธ์เขมรและลาว ผู้หญิงกูยนั้นนิยมนุ่งซิ่นที่เรียกว่า “อะโหลนระหวี” ระวี กะหวี่ หวี วี่ ซึ่งต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น คำว่า “ระหวี” มีความหมายว่าการนำไหมสองสีมาปั่นควบกัน ซึ่งตรงกับคำว่า “เข็น” ของลาว “อะโหลนระหวี” นี้นิยมต่อด้วยตีนซิ่นที่เรียกว่า “หยืงโยง” หรือ “หยืงบะบูร์” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชาวกูยรับมาจากขแมร์ ส่วนเสื้อนั้นนิยมสวมเสื้อที่เรียกว่า “ฮับแก็บ” หรือ “ฮับตะแวง” ซึ่งหมายถึงเสื้อไหมเหยียบย้อมมะเกลือ หากมีการเย็บตะเข็บเป็นลวดลายด้วยไหมสีต่างจะเรียกว่า “ฮับแก็บแซว” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อชาวกูย สำหรับผู้ชายเดิมนิยมนุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าไหมผืนยาวที่เรียกว่า “ฉิกระหวีซอยโปร๊ะ” แปลว่า ผ้าเข็นหางผู้ชาย คาดด้วย “ฉิกปาลาย” หรือ “ฉิกพงจีก” หรือ นุ่งผ้าโสร่งที่เรียกว่า “ฉิกจราย”
สำหรับผ้าทอของชาวกูยนั้น มีด้วยกันหลายชนิด อาทิ ฉิกซะปั๊ดหรือซัมปัตที่หมายถึงซิ่นมัดหมี่ เปลินที่หมายถึงหัวซิ่น หยืง(เลียว) ที่หมายถึงตีนซิ่นอย่างลาว ฉิกแก็บที่หมายถึงผ้าเหยียบ และฉิกกะแจที่หมายถึงผ้าขิด สำหรับ “ฉิกกะแจ” ของชาวกูยนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ชาวกูยได้รับมาจากลาว และได้พัฒนาจนเป็นเอกลักษณ์ของตน อาทิเช่น ฉิกกะแจของคนกูยในแถบอำเภอน้ำเกลี้ยง
4.กลุ่มชาติพันธุ์เยอ(กวยเยอ)
ลักษณะการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์เยอ(กวยเยอ)นั้น แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆคือ กลุ่มเยอราษีไศล และกลุ่มเยอไพรบึง การแต่งกายของชาวเยอนั้นได้รับอิทธิจากทั้ง จากวัฒนธรรมเขมรและลาว เช่นเดียวกับกูย โดยแบ่งออกตามท้องถิ่นได้ดังนี้
เยอราษี เป็นกลุ่มชาวเยอขนาดใหญ่ อาศัยแถบอำเภอราษีไศล ศิลาลาด และอำเภอเมือง โดยเอกลักษณ์การแต่งกายของคนเยอกลุ่มนี้นั้น ผู้หญิงนิยมนุ่งซิ่นเข็นคั่นสีเขียวสดต่อตีนซิ่นอย่างลาว สวมเสื้อไหมเหยียบย้อมมะเกลือ เบี่ยงด้วยแพรขิด ผู้ชายแต่งกายคล้ายกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ
เยอไพรบึง เป็นกกลุ่มเยออีกกลุ่มที่มีอัตลักษณ์การแต่งกายที่โดดเด่น ซิ่นของกลุ่มชาวเยอที่ไพรบึงนิยมนุ่งซิ่นเข็นคั่นต่อด้วยปะโบลและเสลิกอย่างชาวขแมร์และกูย ชาว
เยอกลุ่มไพรบึง มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือ การสวมเสื้อไหมเหยียบย้อมมะเกลือที่ประดับเงินก้อนหรือเงินบักค้อจากคอเสื้อจนสุดฉาบหน้าเสื้อ คนแก่นิยมเบี่ยงด้วยผ้าสไบเก็บย้อมมะเกลือสีดำ
...........................................................................
Credit กชกร เวียงคำ เรียบเรียง 18 กันยายน 2561
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=827155844289605&id=474238909581302
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เต็มยศเทานายพลโท กองทัพบกสยาม
ภาพที่บูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง สโมสรเสือป่าแลลูกเสือสยาม และ AI Fashion Lab
ภาพนี้นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เต็มยศเทานายพลโท กองทัพบกสยาม เมื่อครั้งยังทรงเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร ภาพต้นฉบับนี้ได้รับการลงสีโดย สโมสรเสือป่าแลลูกเสือสยาม และต่อมาได้ผ่านการบูรณะและเสริมคุณภาพด้วยเทคโนโลยี AI โดย AI Fashion Lab เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของพระองค์อย่างสมจริงยิ่งขึ้น
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงสถาปนา กองเสือป่า (Wild Tiger Corps) อันมีบทบาทสำคัญต่อการทหารและสังคมสยามรัชสมัยของพระองค์
๒๖ สิงหา ไหว้สาบาทเจ้า วันคล้ายวันประสูติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
๒๖ สิงหา ไหว้สาบาทเจ้า วันคล้ายวันประสูติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ ทรงเป็นพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเป็นสตรีผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและสยาม
พระองค์ทรงทำนุบำรุงศิลปะการฟ้อนรำ ดนตรี การแต่งกาย และภูมิปัญญาพื้นบ้านให้คงอยู่คู่แผ่นดินล้านนาอย่างงดงาม จนได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า “เจ้าหญิงผู้สร้างสรรค์แห่งล้านนา” ชาวเชียงใหม่และชาวไทยต่างน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ด้วยความสำนึกในคุณูปการอันใหญ่หลวง
ประวัติศาสตร์ของบองโด (Bandeau) และการปรับใช้ในแฟชั่นของราชสำนักสยาม
ประวัติศาสตร์ของบองโด (Bandeau) และการรับเข้าสู่ราชสำนักสยาม
ต้นกำเนิดของบองโดในยุโรป
บองโด (Bandeau) คือเครื่องประดับศีรษะลักษณะคล้ายสายคาดหน้าผากหรือที่คาดผม ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานในยุโรป เริ่มปรากฏครั้งแรกในอิตาลีสมัยกลาง และกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงยุครีเจนซีและจอร์เจียน (ราว ค.ศ. 1825–1835) โดยนิยมทำเป็นเส้นเรียงอัญมณีหรือมุก คาดผ่านหน้าผาก และมัดหรือใช้กิ๊บเหน็บไว้ที่ด้านหลังของทรงผม ช่วงแรกมักใช้ริบบิ้น แต่ต่อมาก็พัฒนาเป็นการออกแบบด้วยโลหะและอัญมณีมีค่าในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับเทียร่า (tiara)
เมื่อเข้าสู่ สมัยเอ็ดเวิร์เดียน (ราว ค.ศ. 1901–1910 หรือสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย) บองโดได้ถูกยกระดับให้วิจิตรบรรจงยิ่งขึ้น คาร์เทียร์ (Cartier) และบุชเชอรอง (Boucheron) ต่างผลิตบองโดประดับเพชรและมุกในรูปแบบที่อ่อนช้อยคล้ายโบ ริบบิ้น หรือมาลัยดอกไม้ สอดคล้องกับลักษณะของเครื่องประดับสไตล์เอ็ดเวิร์เดียนที่เน้นความอ่อนหวานและพลิ้วไหว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะอาร์ตนูโว (Art Nouveau) แม้ว่าในช่วงแรกบองโดมักจะยังไม่โดดเด่นเทียบเทียร่า แต่ภายหลังในสมัย อาร์ตเดโค (ทศวรรษ 1920 สมัยรัชกาลที่ ๖) บองโดได้กลายเป็นสัญลักษณ์แฟชั่นของยุคสมัยนั้น
บองโดในสยาม: จากอิทธิพลยุโรปสู่ราชสำนักสยาม
บองโดเริ่มเข้าสู่ ราชสำนักสยาม ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) และเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัย รัชกาลที่ ๖ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) เมื่อสตรีชั้นสูงทั้งเจ้านายฝ่ายใน พระภรรยาเจ้า และสตรีชั้นสูงในราชสำนัก เริ่มรับแบบการแต่งกายแบบตะวันตกสำหรับงานพระราชพิธีและงานสังคมชั้นสูง เพื่อสะท้อนถึงความเป็นสมัยใหม่ของสยามและการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมสากล
บองโดในราชสำนักสยามมักปรากฏร่วมกับ ทรงผมเอ็ดเวิร์เดียน อย่างเช่นการเกล้าผมสูงและมวยผมด้านหลังศีรษะ ซึ่งเหมาะแก่การคาดบองโด มีทั้งแบบที่ทำจากอัญมณีหรือมุกที่เรียบหรู หรือแบบผ้าซาตินหรือผ้าลูกไม้ เพื่อเสริมให้เข้ากับ เสื้อผ้าลูกไม้หรือเสื้อผ้าแพรคอต่ำและแบบแขนสามส่วน ซึ่งเป็นแฟชั่นนิยมของสตรีชั้นสูงในยุคนั้น พร้อมทั้งเครื่องประดับแบบตะวันตก เช่น ช็อกเกอร์ สร้อยมุกยาว และเข็มกลัด
ภาพถ่ายที่ได้รับการบูรณะด้วย AI จากสมัย รัชกาลที่ ๖ แสดงให้เห็นสตรีชั้นสูงในราชสำนักสวมบองโดประดับเพชร มุก หรืออัญมณีอย่างสง่างาม เข้าคู่กับเสื้อลูกไม้ และเครื่องประดับจากยุโรปที่มีลักษณะเป็นโบ และมาลัยดอกไม้ ทำให้เห็นถึงการผสมผสานของความหรูหราสไตล์เอ็ดเวิร์เดียนกับรสนิยมสยามได้อย่างลงตัว
ความต่อเนื่องสู่ทศวรรษ 1920 และสมัยรัชกาลที่ ๗
ความนิยมในบองโดมิได้สิ้นสุดลงพร้อมสมัยเอ็ดเวิร์เดียน ตรงกันข้าม ในทศวรรษ 1920 บองโดกลับกลายเป็นแฟชั่นที่โดดเด่นอย่างยิ่งในยุคอาร์ตเดโค และยังคงได้รับความนิยมในสยามด้วย จากที่เคยใช้คู่กับผมเกล้าสูงในสมัยก่อน บองโดกลับเข้ากันได้อย่างลงตัวกับ ทรงผมบ็อบสั้น ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่เจ้านายสตรีและสตรีชั้นสูงในช่วงรัชกสลที่ ๖ ตอนปลาย ต่แเนื่องไปจนถึงสมัย รัชกาลที่ ๗ ตอนต้น (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๗)
บองโด เครื่องประดับ และความเป็นสมัยใหม่ของสยาม
บองโดมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับศีรษะ แต่ยังเป็น สัญลักษณ์ของความทันสมัย ความเป็นสากล และสถานะทางสังคม ในภาพถ่ายของเจ้านายฝ่ายในและพระภรรยาเจ้า บองโดปรากฏควบคู่กับช็อกเกอร์ สร้อยมุกยาว และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างความสง่างามแบบสยามกับแฟชั่นแบบสากล
ภาพถ่ายที่ผ่านการบูรณะด้วย AI ในชุดนี้ จึงสะท้อนถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแฟชั่นสตรีในสยามได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อลูกไม้คอต่ำ เสื้อลูกไม้แบบตะวันตก เครื่องประดับสไตล์เอ็ดเวิร์เดียน และบองโดที่คาดศีรษะ ล้วนสะท้อนความต่อเนื่องของแฟชั่นจากความอ่อนช้อยของปลายศตวรรษที่ 19 ไปสู่ความโมเดิร์นของทศวรรษ 1920 ได้อย่างงดงาม
การแต่งกายของสตรีภาคอีสาน (ตอนที่ ๒)
การแต่งกายของสตรีภาคอีสาน
คอลเลกชันภาพที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ ถ่ายทอดการแต่งกายแบบดั้งเดิมของสตรีชาวอีสานและผ้าทอพื้นเมือง ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศไทย ประเทศไทยเป็นแผ่นดินที่อุดมด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการแต่งกายรวมถึงผ้าทอจากภาคอีสานก็มีความงดงามโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ คอลเลกชันนี้สร้างสรรค์จากการฝึกโมเดล AI ด้วยชุดข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งกายและผ้าพื้นเมืองอีสาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสะท้อนความสมจริงในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของสไตล์การแต่งกายและศิลปะการทอผ้าของภูมิภาคนี้
ผ้าพื้นเมืองอีสานถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ฝังแน่นอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย การทอผ้าไม่ใช่เพียงงานฝีมือเพื่อการใช้สอย หากแต่เป็นกิจกรรมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างครอบครัว ชุมชน และวิถีชีวิตชนบท การทอผ้ามักกระทำในยามว่างหลังเสร็จสิ้นฤดูการทำนาหรือหลังจากงานประจำ ใต้ถุนบ้านของชาวอีสานแทบทุกหลังจะกางหูกทอผ้า โดยผู้หญิงเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญานี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการจดจำและการฝึกฝนจริง ทั้งการเรียนรู้เรื่องลวดลาย สีสัน เทคนิคการย้อม และวิธีการทอ ผ้าที่ทอด้วยมือนอกจากจะถูกนำมาใช้ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า หมอน ที่นอน และผ้าห่มแล้ว ยังมีนัยสำคัญทางวัฒนธรรมด้วย เพราะหญิงสาวจำเป็นต้องทอผ้าเก็บไว้สำหรับการออกเรือน ทั้งสำหรับตนเองและเจ้าบ่าว การทอผ้าจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นกุลสตรีและความพร้อมในบทบาทของแม่เหย้าแม่เรือน
ผ้าพื้นเมืองอีสานสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ประเภทแรกคือผ้าที่ทอขึ้นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักเป็นผ้าพื้นเรียบไม่มีลวดลาย เน้นความทนทานและนิยมใช้ฝ้ายย้อมสีตามต้องการ อีกประเภทคือผ้าที่ทอขึ้นสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น งานบุญ งานแต่งงาน หรือการฟ้อนรำ ซึ่งจะมีลวดลายวิจิตรและสีสันหลากหลายที่สะท้อนความงดงามและความประณีตของผู้ทอ การทอผ้ายังสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเพณี “การลงข่วง” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของหญิงสาวในหมู่บ้าน มานั่งสาวไหม ปั่นฝ้าย และกรอด้ายร่วมกันรอบกองไฟ ขณะเดียวกันชายหนุ่มก็จะถือโอกาสเข้ามาพูดคุย เกี้ยวพาราสี และสร้างบรรยากาศคึกคัก เสียงพิณ แคน และโหวต รวมถึงการจ่ายผญาโต้ตอบกันทำให้ค่ำคืนแห่งการทอผ้าเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภาคอีสานส่งผลให้ผ้าที่ผลิตในแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะแตกต่างกัน ชาวอีสานเหนือส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อสายลาวจากลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งมีกลุ่มชาติพันธุ์ข่า ผู้ไท โส้ แสก กระเลิง และย้อ กลุ่มไทยลาวเหล่านี้ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดในการทอผ้าพื้นเมือง โดยใช้ทั้งฝ้ายและไหม แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการนำเส้นใยสังเคราะห์มาทอร่วมด้วยก็ตาม ผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของอีสานเหนือ ได้แก่ ผ้ามัดหมี่ ผ้าขิด และผ้าแพรวา ผ้ามัดหมี่เป็นศิลปะการทอที่ใช้เทคนิคมัดย้อมเส้นด้ายก่อนนำไปทอ เกิดเป็นลวดลายที่มีเอกลักษณ์จากรอยซึมและการเหลื่อมของเส้นด้าย ลายพื้นฐานมีเจ็ดลาย ได้แก่ หมี่ขอ หมี่โคม หมี่บักจัน หมี่กงน้อย หมี่ดอกแก้ว หมี่ข้อ และหมี่ใบไผ่ ลวดลายเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ และสัตว์ แหล่งผลิตที่ขึ้นชื่อได้แก่ อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น และอำเภอบ้านเขวา จังหวัดชัยภูมิ ขณะที่ผ้าขิดเป็นผ้าที่ทอโดยการใช้ไม้เขี่ยเส้นยืนขึ้นตามจังหวะเพื่อสร้างลวดลายคล้ายเครื่องจักสาน กระบวนการนี้เรียกว่า “การเก็บขิด” มากกว่าการ “ทอขิด” ผ้าขิดมีหลายประเภทตามการใช้งาน เช่น ผ้าตีนซิ่น ผ้าหัวซิ่น และผ้าแพรวา ซึ่งในบางพื้นที่ยังทอเป็นผ้าแพรมนขนาดเล็กสำหรับใช้เช็ดหน้าหรือโพกผมของหญิงสาวผู้ไท นอกจากนี้ยังมีผ้าลายน้ำไหลที่ได้รับอิทธิพลจากซิ่นน่านของภาคเหนือ โดยทอเป็นริ้วใหญ่สลับสี 3–4 สี พร้อมแทรกลายขิดในบางช่วง และผ้าโสร่งสำหรับผู้ชายซึ่งทอด้วยไหมหรือฝ้าย มีลายตาหมากรุกเล็กและใหญ่สลับกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ชาวอีสานใต้ซึ่งเป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ก็มีรูปแบบการทอผ้าที่แตกต่างออกไป ลักษณะเด่นคือการใช้สีจากธรรมชาติไม่กี่ชนิด ทำให้ผ้ามีโทนสีที่นุ่มนวลและไม่ฉูดฉาดเหมือนกลุ่มไทยลาว ถึงแม้จะมีการทอผ้ามัดหมี่เช่นกัน แต่ลวดลายไม่โดดเด่นนัก เอกลักษณ์ที่แท้จริงของอีสานใต้กลับสะท้อนผ่านผ้าประเภทอื่น เช่น ผ้าหางกระรอกที่ใช้เส้นไหมสองสีควั่นทบกันแล้วทอ ทำให้เกิดประกายเลื่อมมันวาว ผ้าปูมซึ่งเป็นผ้ามัดหมี่ที่มีเทคนิคเฉพาะถิ่นแตกต่างจากแหล่งอื่น ผ้าเซียมหรือผ้าลุยเซียมที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ และผ้าขิดที่ทอด้วยฝ้ายหรือไหม ซึ่งมักใช้ต่อเป็นตีนซิ่นโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีฐานะดี ลักษณะการต่อผ้าในกลุ่มอีสานใต้ยังแตกต่างจากไทยลาวอย่างชัดเจน เพราะจะต่อเชิงเข้ากับตัวซิ่นก่อนแล้วจึงต่อเป็นตีนซิ่นในภายหลัง
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผ้าพื้นเมืองของทั้งอีสานเหนือและอีสานใต้ต่างมีเอกลักษณ์ร่วมคือการทอเป็นลายยาวขนานกับลำตัว ซึ่งต่างจากซิ่นล้านนาที่นิยมลายขวางและยาวกรอมเท้า ผู้หญิงไทยลาวนิยมสวมซิ่นสูงระดับเข่า แต่ไม่สั้นเท่าซิ่นของผู้หญิงเวียงจันทน์และหลวงพระบาง การต่อหัวซิ่นและตีนซิ่นในกลุ่มไทยลาวมักใช้ผ้าชนิดเดียวกัน โดยหัวซิ่นมักเป็นไหมทอขิดลายโบคว่ำ–โบหงายบนพื้นสีแดง การนุ่งซิ่นนิยมป้ายหน้าเพื่อซ่อนตะเข็บ แตกต่างจากกลุ่มไทยเชื้อสายเขมรที่มักทอริมผ้าเป็นริ้วสีหลากหลายไปตามแนวตะเข็บ เมื่อสวมใส่แล้วตะเข็บจะกลมกลืนกับลายผ้าและมักถูกจัดวางไว้บริเวณสะโพก
สำหรับผู้หญิงชาวอีสาน ผ้าซิ่นยังสะท้อนถึงสถานภาพสมรสได้อย่างชัดเจน ซิ่นของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมักประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น หัวซิ่นมีความกว้างประมาณยี่สิบเซนติเมตร ยาวเท่าตัวซิ่น ทอเป็นลายขวางสลับเส้นไหมสีเล็ก ๆ สวยงามละเอียด ตัวซิ่นเป็นส่วนกลางที่กว้างที่สุด นิยมทอเป็นลายมัดหมี่ ส่วนตีนซิ่นกว้างเพียงสิบเซนติเมตรและทอให้ลวดลายตรงข้ามกับหัวซิ่น โดยลวดลายมักได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ลายงูที่เป็นปล้องสีเหลืองและดำ ขณะที่ซิ่นของหญิงสาวโดยมากเป็นผ้ามัดหมี่ผืนเดียวตลอดทั้งผืน ลวดลายต่อเนื่องไม่แยกเป็นสามส่วน และที่ริมขอบล่างของซิ่นจะมีเชิงซิ่นที่ทอเป็นลายสัตว์มงคล เช่น ลายไก่ฟ้าหรือหงส์ทอง
ในมิติของภาษาและการแต่งกาย ภาษาถิ่นอีสานมีสำเนียงใกล้เคียงกับภาษาลาว มีคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น “เว้า” (พูด) “แซบ” (อร่อย) “เคียด” (โกรธ) และ “นำ” (ด้วย) ส่วนในด้านเครื่องแต่งกาย ชาวอีสานยังคงยึดโยงกับผ้าทอมือที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ โดยเฉพาะผ้าฝ้ายและผ้าไหม อันเป็นรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของผ้าพื้นเมืองอีสานมาจนถึงปัจจุบัน
อ่านบทความเต็มและภาษาอังกฤษได้ที่ https://www.aifashionlab.design/history-of-fashion/traditional-textiles-of-isan
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
ชุดไทยพระราชนิยมกับเสื้อแขนกระบอก
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโพสของ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (Queen Sirikit Museum of Textiles) ซึ่งต้นฉบับต้นฉบับเป็นภาพขาวดำ
“ชุดไทยพระราชนิยมกับเสื้อแขนกระบอก
สตรีไทยในอดีตนิยมห่มท่อนบนด้วยผ้าสไบ จนเมื่อได้รับอิทธิพลการแต่งกายมาจากชาติตะวันตก จึงเกิดความนิยมการสวมเสื้อแบบต่างๆ ผสมผสานกับการแต่งกายแบบดั้งเดิมขึ้น ทั้งนี้เสื้อแขนกระบอกในปัจจุบันเห็นจะเป็นรูปแบบของเสื้อที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับการสวมใส่ชุดไทย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงนำรูปแบบของเสื้อแขนกระบอกมาใช้กับชุดไทยพระราชนิยม ๕ แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน และชุดไทยศิวาลัย พระองค์ทรงผสานความงดงามของแบบไทยเข้ากับความสะดวกสบายในการสวมใส่และความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๓
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๓
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๑๓ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร (พ.ศ. ๒๔๔๑–๒๔๖๕) ทรงพัฒนานครลำปางในหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา พระพุทธศาสนา และสาธารณประโยชน์เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวลำปาง
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ประสูติวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นราชโอรสในเจ้านรนันทไชยชวลิต ถึงแก่พิราลัยวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ รวมครองนคร ๒๕ ปี พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย โดยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นประธาน พร้อมเจ้านายฝ่ายเหนือร่วมประกอบพิธีอย่างสมพระเกียรติ
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ทรงได้รับการศึกษาหนังสือไทยเหนือที่สำนักอภิไชย วัดเชียงมั่น นครลำปาง และหนังสือไทยกลางที่คุ้มหลวง เนื่องจากในเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียน พระองค์ทรงตระหนักว่าการศึกษาของประชาชนลำปางที่มีอยู่เพียงในวัดนั้นไม่เพียงพอ จึงสนพระทัยติดตามความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาของส่วนกลาง แล้วนำมาปรับใช้ในนครลำปาง พระองค์ทรงนำระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนเข้ามาแทนการเรียนในวัดเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ณ สถานที่ตั้งโรงเรียนเทศบาล ๓ (บุญทวงศ์อนุกูล) ในปัจจุบัน
พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนานครลำปาง จึงทรงสนับสนุนให้เจ้านาย บุตร หลาน และประชาชนที่มีความสามารถไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย หลายคนได้กลับมาสร้างคุณูปการแก่บ้านเมือง นอกจากนี้ยังทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินและอาคารของห้างเซ่งหลีเพื่อสร้างโรงเรียนใหม่ และประทานให้เป็นของรัฐ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเปิดโรงเรียนแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน และพระราชทานนามว่า “โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย” เพื่อเป็นพระอนุสรณ์แด่เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต
เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ยังได้รับพระราชทานนามสกุล “ณ ลำปาง” (อักษรโรมัน: na Lampang) ลำดับที่ ๑,๑๖๖ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษที่ตั้งนิวาสสถานอยู่ ณ ที่แห่งนั้นมาเป็นเวลานาน จนเป็นที่รู้จักและนับถือโดยทั่วไป และยังมีพระบรมราชโองการห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตใช้คำว่า “ณ” นำหน้าสกุล