History of Fashion
สมเด็จย่าใหญ่ กับ ทูลหม่อมอาหญิง และ ทูลหม่อมอาแดง
“สมเด็จย่าใหญ่ กับ ทูลหม่อมอาหญิง และ ทูลหม่อมอาแดง”
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงฉายร่วมกับพระราชธิดาและพระราชโอรส สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ณ พระตำหนักจิตรดา (ภายในวังปารุสก์) งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
สมเด็จย่าใหญ่ กับ ทูลหม่อมอาหญิง และ ทูลหม่อมอาแดง
"...สมเด็จย่าใหญ่ พี่สาวท้องเดียวกันกับย่า เวลานั้นประทับอยู่ที่วังสระปทุม และท่านมีลูกที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ๒ พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินทร ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่า ทูลหม่อมอาหญิง ทูลหม่อมอาหญิงนั้นประทับอยู่ประจำที่พญาไทกับย่าของข้าพเจ้า และท่านเรียกย่าของข้าพเจ้าว่า เสด็จแม่ และกลับเรียกแม่แท้ๆ ของท่านว่า เสด็จป้า อันดูออกจะยุ่งเหยิงมาก ความจริงเป็นเพราะบรรดาลูกๆ ของสมเด็จย่าใหญ่รวมทั้งทูลหม่อมลุงองค์ใหญ่ (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ) ก็ได้พากันสิ้นพระชนม์ไปแต่ยังทรงพระเยาว์เป็นส่วนมาก ทูลหม่อมอาหญิงจึงเลยมาเปลี่ยนเป็นลูกของย่าเสียแทน เมื่อข้าพเจ้ายังเด็กๆ อยู่จำได้ว่าทูลหม่อมอาหญิงนั้น ท่านทั้งงามทั้งเก๋ ข้าพเจ้าชอบไปเฝ้าท่านบ่อยๆ ท่านทรงมีห้องประทับอยู่ทางอีกด้านหนึ่งของตำหนักพญาไท ท่านมีหนังสืออังกฤษประกอบรูปเป็นอันมาก ซึ่งข้าพเจ้าชอบดู และเพราะข้าพเจ้าอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ท่านจึงทรงแปลและอธิบายถึงรูปต่างๆ ให้ข้าพเจ้าฟังเสมอ
ทูลหม่อมอาหญิงท่านทรงมีน้องชายเหลืออยู่พระองค์เดียว คือสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่า ทูลหม่อมอาแดง ทูลหม่อมอาแดงทรงได้รับการศึกษาอย่างแปลกมาก คือชั้นต้นถูกส่งไปประเทศอังกฤษไปเข้าโรงเรียนมัธยมกินนอนแฮร์โรว์ (Harrow School) เมื่อออกจากแฮร์โรว์แล้ว แทนที่จะอยู่ศึกษาที่อังกฤษต่อไป ท่านถูกส่งไปเยอรมนี และได้เข้าโรงเรียนนายเรือจนได้เป็นนายทหารเรือ พอท่านจะได้เริ่มสนุกในการเป็นนายทหารเรือเยอรมัน ก็ต้องออกจากกองทัพเรือ เพราะมหายุทธสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้บังเกิดขึ้น ทูลหม่อมอาแดงทรงเคยเล่าว่า เมื่อสงครามเกิดขึ้นใหม่ ท่านได้ถูกจับเอาเสียด้วย เพราะท่านยังทรงแต่งเครื่องแบบนายทหารเรือเยอรมัน จึงถูกหาว่าเป็นจารบุรุษญี่ปุ่น ท่านว่าเวลาที่เขาพาท่านขึ้นรถยนต์ไปโรงพัก ท่านต้องประทับกลางระหว่างนายตำรวจสองคน ซึ่งต่างคนต่างก็มีปืนพกจี้ติดอยู่กับพระองค์ท่านตลอดเวลา ท่านถูกขังอยู่โรงพัก แต่ได้ถูกปล่อยต่อเมื่อได้ติดต่อกับสถานทูตไทยได้สำเร็จ..."
ข้อความบางตอนจากหนังสือ "เกิดวังปารุสก์" พระนิพนธ์ใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
Thank you เพจ ย้อนความหลังครั้งอดีต
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และแฟชั่นราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และแฟชั่นราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2407 เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระโสทรเชษภคินีอีก 2 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทำให้พระองค์ทรงเป็นปฐมบรมราชินีนาถของประเทศไทย และเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์สภานายิกา สภากาชาดไทยพระองค์แรกอีกด้วย
สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ และแฟชั่นแบบราชสำนักในรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย (สมัยวิกตอเรียตอนปลาย)
ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ที่ปรากฏในพระฉายาลักษณ์นี้สะท้อนการแต่งกายแบบผสมผสานร่วมกับแฟชั่นร่วมสมัยกับแฟชั่นวิกตอเรียช่วงปลายทศวรรษ 1890s ลักษณะเด่นของแฟชั่นยุคนี้คือ แขนเสื้อทรง “แขนหมูแฮม” (Leg-of-mutton sleeves) ซึ่งมีขนาดใหญ่มากในช่วงกลางทศวรรษ 1890s ก่อนจะลดขนาดลงในช่วงปลายทศวรรษ ซึ่งทำให้สามารถกำหนดอายุภาพไว้ในราวปี 1894-1897 ได้อย่างแม่นยำ
ในทศวรรษ 1890 (พ.ศ. 2433–2442) แฟชั่น แขนเสื้อทรงหมูแฮม กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของยุค โดยเฉพาะราว พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) ที่แขนเสื้อพองโตถึงจุดสูงสุด มักจับคู่กับ คอร์เซ็ตรัดแน่น และ กระโปรงทรงเอไลน์ (A-line) ซึ่งเน้นสัดส่วนเว้าโค้งตามอุดมคติความงามแบบวิกตอเรีย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) สยามอยู่ระหว่างกระบวนการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มมีบทบาทในราชสำนักฝ่ายใน สตรีฝ่ายในจึงนำแฟชั่นแบบวิกตอเรียมาปรับให้กลมกลืนกับการแต่งกายไทยดั้งเดิม จนเกิดเป็น รูปแบบแฟชั่นเฉพาะของราชสำนักสยาม
เสื้อแขนหมูแฮม จึงถูกนำมาสวมคู่กับ โจงกระเบน กลายเป็นการแต่งกายที่ทั้งสง่างามและโดดเด่น แขนเสื้อพองโตช่วยเพิ่มความโอ่อ่าสง่างาม ขณะที่โจงกระเบนยังสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย การตัดเย็บมักใช้ ผ้าไหมชั้นดี และ งานปักลวดลายที่ผสมผสานศิลปะแบบตะวันตกกับลายไทยอย่างประณีต
การรับแฟชั่นตะวันตกเข้าสู่ราชสำนักในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงมิได้เป็นเพียงการติดตามกระแสนิยม หากแต่เป็น สัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) และการเชื่อมโยงกับราชสำนักยุโรป การสวมเสื้อผ้าลูกไม้วิกตอเรียทรงแขนหมูแฮมจึงเปรียบเสมือน การแสดงพระเกียรติยศ พระบารมี และภาพลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์ของราชสำนักสยาม ในสายตานานาประเทศ
เทคนิคการบูรณะภาพถ่ายโบราณ
เทคนิคการบูรณะและการลงสีภาพถ่ายโบราณ
หลายคนมักถามผมเกี่ยวกับเทคนิคการบูรณะและการลงสีภาพถ่ายโบราณของผม ว่าทำไมภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นจึงดู “แม่นยำ” หรือ “ใกล้เคียงของจริง” อย่างยิ่ง ทั้งที่ต้นฉบับเป็นภาพขาว–ดำไม่มีข้อมูลสีหลงเหลืออยู่เลย ความจริงแล้ว ความแม่นยำนี้เกิดจากการผสมผสานระหว่าง เทคนิค greyscale ที่ใช้วิเคราะห์ระดับความสว่างของภาพ, ความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่น, ความเข้าใจเรื่อง สิ่งทอ การย้อมสีในแต่ละยุค, รวมถึง ความรู้ด้านเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญ และสายสะพาย ซึ่งมีโทนและรูปแบบเฉพาะตัวตามข้อกำหนดราชสำนัก ผมจึงสามารถตีความโทนสีจากระดับสว่าง–เข้มในภาพต้นฉบับได้อย่างสัมพันธ์กับหลักฐาน ไม่ใช่การเลือกสีแบบเดา ๆ หรือใช้ความรู้สึกส่วนตัว
เทคนิค greyscale ในการค้นหาค่าสีจากภาพถ่ายขาว–ดำนั้น อาศัยการวิเคราะห์ระดับความสว่างของแต่ละพิกเซล (luminance) เพื่อคาดเดาว่าส่วนที่สว่าง–กลาง–เข้มอาจสอดคล้องกับสีใดในโลกจริง โดยไม่สามารถรู้ “สีจริง” ได้แน่นอน เนื่องจากภาพขาว–ดำไม่มีข้อมูลเฉดสี (hue) อยู่เลย แต่เก็บเฉพาะความเข้มของแสงเท่านั้น นักอนุรักษ์ภาพและผู้ทำงานด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นจึงต้องพิจารณาร่วมกับความรู้เรื่องความไวของฟิล์มแต่ละยุค เช่น ฟิล์ม orthochromatic ที่มองสีแดงเป็นดำ หรือฟิล์ม panchromatic ที่ให้ผลใกล้เคียงสายตามนุษย์มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมสีบางสีจึงปรากฏคล้ำหรือสว่างกว่าความเป็นจริงในภาพขาว–ดำ
อย่างไรก็ตาม การใช้ greyscale เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดค่าสีได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลประกอบจากประวัติศาสตร์ แฟชั่นของยุคสมัย วัสดุจริงที่นิยมใช้ รวมถึงอัญมณี เครื่องแต่งกาย และบริบททางวัฒนธรรมของช่วงเวลานั้น ๆ เพื่อให้การลงสีหรือการบูรณะภาพมีความสมเหตุสมผลทางประวัติศาสตร์มากที่สุด กระบวนการนี้จึงเป็น “การตีความเชิงวิชาการผสานศิลปะ” มากกว่าการชี้สีจริง และมักใช้ควบคู่กับ AI เพื่อสร้างภาพสีที่สะท้อนความเป็นไปได้สูงสุดตามหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันครับ.
ในปัจจุบันมีเครื่องมือ AI สำหรับการบูรณะและลงสีภาพถ่ายโบราณมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Google Nano Banana, Google Nano Banana Pro, Flux Kontext Pro และ Max, หรือ Seedream 4 ซึ่งแต่ละระบบต่างมีข้อดี–ข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ผู้บูรณะจำเป็นต้องทดลองใช้อย่างรอบคอบ ทั้งในแง่ความแม่นยำของรายละเอียด สีผ้า โทนผิว แสง รวมถึง “สไตล์” ที่แต่ละเอนจินถนัด เพราะแม้ AI จะช่วยให้เราสามารถฟื้นคืนภาพขาว–ดำให้กลับมาเป็นภาพสีที่ชัดเจนและมีลักษณะร่วมสมัยได้ แต่ความสำเร็จของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องมือเพียงอย่างเดียว
ในขณะเดียวกัน วิธีที่เรา “เขียนพรอมป์ต์” เพื่อบูรณะภาพถ่ายก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เราจำเป็นต้องอธิบายองค์ประกอบทุกส่วนอย่างละเอียดที่สุด—ตั้งแต่ผ้า สี เครื่องประดับ เงา แสง พื้นหลัง ไปจนถึงบริบททางประวัติศาสตร์—เพราะ “ความแม่นยำทางประวัติศาสตร์” กับ “จินตนาการเชิงศิลป์” ต้องเดินควบคู่กันเสมอ แทนที่จะเพียงสั่งให้ AI บูรณะและลงสีภาพ เราต้องกำกับระบบด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และมีหลักฐานรองรับ เพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและสมเหตุสมผลที่สุด นี่คือหัวใจของการบูรณะภาพถ่ายโบราณในยุค AI อย่างแท้จริงครับ
ประสบการณ์การทำงานของผมเองก็มีบทบาทในการกำหนดคุณภาพของผลงานเช่นกัน ผมทำงานเป็น นักออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์และโทรทัศน์ในลอนดอนมากว่า 25 ปี ผ่านงานทั้งในกองถ่ายและในแผนกออกแบบ ได้สัมผัสผ้า โครงสร้างเสื้อผ้า เทคนิคการตัดเย็บ และการสร้างลุคตามยุคสมัยอย่างตรงจุด นอกจากนี้ ผมยังสำเร็จการศึกษาด้าน ประวัติศาสตร์การออกแบบและประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย ซึ่งทำให้ผมเข้าใจทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ เมื่อนำมาผสานกับเทคโนโลยี AI กระบวนการบูรณะและลงสีภาพจึงมีทั้งความแม่นยำทางประวัติศาสตร์และความละเมียดละไมในเชิงสุนทรียศาสตร์แบบงานดีไซน์มืออาชีพ
สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด คือแรงสนับสนุนจากผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเพจ AI Fashion Lab ทุกครั้งที่ผมพบรายละเอียดที่ยังไม่แน่ใจ—เช่น สีของผ้า เครื่องประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือองค์ประกอบแฟชั่นเฉพาะยุค—ผมจะขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์แฟชั่นซึ่งร่วมแบ่งปันความรู้มาโดยตลอด ความละเอียดลึกซึ้งของข้อมูลที่ทุกท่านมอบให้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผลงานบูรณะของผมมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และคงไว้ซึ่งความงามตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ครับ.
แม้ผมจะยึดข้อมูลจำเพาะของยุคสมัยอย่างเคร่งครัด การลงสีภาพขาว–ดำก็ยังต้องอาศัย artistic licence ในการเชื่อมช่องว่างที่หลักฐานไม่สามารถให้คำตอบได้ ผมพิจารณาทั้งแฟชั่นสมัยวิกตอเรีย–เอ็ดเวิร์ดเดียน–Teens–Art Deco ที่ส่งอิทธิพลต่อราชสำนักสยาม โทนสีผ้าไทยในแต่ละรัชสมัย ลักษณะการเล่นแสงของโลหะ เพชร พลอย รวมถึงคุณลักษณะของฟิล์มถ่ายภาพยุคเก่า ดังนั้น ผลงานบูรณะของผมจึงออกมาในรูปแบบที่ แม่นยำที่สุดเท่าที่หลักฐานจะเอื้อ พร้อมผสานมุมมองเชิงศิลป์และความรู้เชิงออกแบบ เพื่อให้ภาพเก่า “กลับมามีชีวิต” อย่างสง่างามและเคารพต้นฉบับที่สุดครับ.
“เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ” มกุฎราชกุมารองค์แรกของไทย
“เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ” มกุฎราชกุมารองค์แรกของไทย ที่ รัชกาลที่ 5 ทรงรักมาก
ผู้เขียน ปดิวลดา บวรศักดิ์
เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2568 ศิลปวัฒนธรรม
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ มกุฎราชกุมารองค์แรกของไทย รัชกาลที่ 5 ทรงรักมาก
รู้หรือไม่ว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร” หรือพระนามเดิม “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ” พระราชโอรสองค์โตใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็น “มกุฎราชกุมาร” องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ทั้งยังเป็นพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงสนิทชิดเชื้อกับพระราชบิดา
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นพระราชโอรสองค์โตในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 7 ปีขาน สัมฤทธิศก จ.ศ. 1240 หรือเทียบให้ตรงกับวันเดือนปีปัจจุบัน คือ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2421
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศถือเป็นพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งที่ รัชกาล 5 ทรงรักและห่วงใยอย่างมาก
เหตุที่พูดเช่นนั้น เป็นเพราะว่าเมื่อพระองค์เจริญพระชันษาได้ 3 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซื้อที่นาและสวนทางทิศตะวันออกของพระนคร เพื่อพระราชทานแก่พระองค์ และโปรดฯ ให้สร้างวังขึ้น
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธย สถาปนาพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็น สมเด็จพระบรมโอรสธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2429
การสถาปนาดังกล่าว เริ่มต้นครั้งแรกในรัชสมัยนี้ จึงทำให้พระองค์เป็นสยามมกุฎราชกุมารองค์แรกของไทย
นอกจากนี้แล้ว พระองค์ยังเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระราชบิดา เพราะหลายครั้งหลายหนพระองค์ได้เสด็จไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจแทน ไม่ว่าจะเป็น เสด็จออกรับฎีกาที่ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวาย หรือพระราชพิธีหรือพิธีสำคัญต่าง ๆ รวมถึงเสด็จพระราชดำเนินติดตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปหลายพื้นที่
ครั้งรัชกาลที่ 5 ทรงมีแผนจัดการทหารบกและทหารเรือให้มีระเบียบแบบแผน ก็โปรดฯ มอบตำแหน่งผู้บัญชาการทั่วไป ให้เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พร้อมให้ตราพระราชบัญญัติตั้งกรมทหารควบคู่ไปด้วย เนื่องจากพระองค์ยังทรงพระเยาว์
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์จึงทรงสนิทกับพระราชบิดาเป็นอย่างมาก โดยครั้งหนึ่ง พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ลงหนังสือพิมพ์วชิรญาณถึงพระราชบิดาไว้ว่า…
“รักใครจะรักแม้น ชนกนารถ
รักบ่ออยากจะคลาศ สักน้อย
รักใดจะมิอาจ เทียมเท่า ท่านนา
รักยิ่งมิอยากคล้อย นิราศแคล้วสักวัน”
ทว่าความสุขกลับอยู่ได้ไม่นานเท่าที่ควร เพราะเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ฉศก จุลศักราช 1256 ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ก็สวรรคต เนื่องด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย ซึ่งขณะนั้นพระองค์มีพระชันษาเพียง 16 ปี เท่านั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเสียพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จนปรากฏข้อความในพระราชหัตถเลขาว่า
“…ลูกชายอันเป็นที่รักยิ่ง เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ มกุฎราชกุมาร อันฉันได้ตั้งใจประคับประคองป้องกันทำนุบำรุงมาโดยลำดับ จนถึงได้ตั้งแต่งไว้ในที่สำคัญเช่นนี้ มามีอันตรายโดยเร็วพลัน ให้ยังเกิดทุกข์โทมนัสอันแรงกล้า ในเวลาเมื่อกำลังที่จะเจริญด้วยไวยแลอายุ ทั้งความรู้ที่ได้เล่าเรียนอันเป็นที่มั่นหมายใจว่าคงจะเปนผู้ที่มีความรู้แลอัธยาไศรยสามารถอาจจะปกป้องวงษ์ตระกูลสืบไว้
การซึ่งได้คิดได้จัดเพื่อจะให้เปนความเจริญแก่ลูกอันเปนที่รัก กับทั้งหวังว่าจะให้เปนประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายทั้งปวง โดยที่จะให้เปนผู้อุดหนุนแลป้องกันอันตราย มาลี้ลับดับไปโดยเร็วพลันเช่นนี้ จึ่งเปนที่ทุกข์ร้อนอันยิ่งใหญ่ ไม่สามารถที่จะพรรณาได้…”
ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระบรมศพพระองค์ ไว้ที่ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไว้ทุกข์ 1 เดือน และทรงให้มีพระราชกุศลทุก ๆ 7 วันนับตั้งแต่สวรรคต
จากนั้นจึงพระราชทานเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมณฑป วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า ก่อนจะนำพระบรมอัฐิไปประดิษฐาน ที่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2427
ภาพต้นฉบับเหล่านี้คาดว่าถ่ายที่อังกฤษ ขณะเสด็จประทับรักษาพระโรคพระวักกะพิการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ (ค.ศ. ๑๙๒๒) ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ ทั้งนี้สามารถสังเกตได้จากฉลองพระองค์แบบ Art Deco และพระเกศาทรงลอนคลื่นซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้น
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงเป็นพระโสทรกนิษฐภคินี (น้องสาวร่วมบิดามารดา) ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินี (พี่สาวร่วมบิดามารดา) ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
ชาววังออกพระนามพระองค์ว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าหญิง” หรือบ้างก็ออกพระนามพระองค์ว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงแหม่ม” ด้วยพระองค์ทรงไว้พระเกศายาว ไม่ได้เกล้าพระเมาฬี และทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดกระโปรงแบบตะวันตกตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
เมื่อพระชนมายุ 37 ชันษา พระอาการประชวรของพระองค์เริ่มฉายชัด ปรากฏหลักฐานระบุว่า พ.ศ. 2464 (บ้างก็ว่า พ.ศ. 2465) พระองค์ทรงประชวรพระโรค พระวักกะพิการ (ไตวาย)
สมเด็จฯ พระบรมราชชนก จึงเสด็จกลับจากสหรัฐอเมริกา และกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เพื่อเชิญเสด็จพระโสทรเชษฐภคินีไปรักษาพระองค์ในยุโรป
คณะที่ตามเสด็จคราวนั้น นอกจากพระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ทั้ง 2 พระองค์แล้ว ยังมี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์, พระยาชนินทรภักดี (ปลี่ยน หัสดิเสวี), ม.จ.สุภาภรณ์ ไชยันต์, คุณพัว สุจริตกุล (ต่อมาคือท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร)
เมื่อเสด็จประทับยังโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ แพทย์ได้ผ่าตัดพระวักกะออกข้างหนึ่ง จากนั้นพระพลานามัยของพระองค์ก็ค่อยๆ ฟื้น ทรงพระสำราญดีขึ้น ทรงแต่งพระองค์งดงามด้วยเฟอร์และพระมาลา เป็นที่ชื่นชมยินดีของคณะผู้ตามเสด็จและข้าในพระองค์ถ้วนหน้า
พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ และเข็มกลัดเพชรลวดลายพฤกษา
พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ และเข็มกลัดเพชรลวดลายพฤกษา
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ในแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ราวพุทธศักราช ๒๔๒๐ (ค.ศ. 1880) ภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นนี้เป็นการจินตนาการองค์เครื่องประดับและรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อสะท้อนความงดงามของแฟชั่นในยุครัชกาลที่ ๕ ตอนกลางอย่างมีศิลปะ
พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการปรุงอาหารเป็นอย่างยิ่ง แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปแล้วเกือบร้อยปี แต่สูตรอาหารสำรับพระวิมาดาเธอฯ ก็ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน อีกประการคือ พระองค์ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม
เราจะเห็นได้ว่า พระองค์ทรงสไบแพรจีบแบบพับครึ่งให้แคบลง พร้อมกับเสื้อลูกไม้ที่ประดับไปด้วยโบทั้งตัว และนุ่งโจงกระเบน ซึ่งเป็นสไตล์การแต่งตัวที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง หรือสมัย Belle Epoque ก่อนที่จะวิวัฒนาการต่อมาเป็น “แพรสะพาย” และ “แพรปัก” ในช่วงปลายรัชสมัย
สิ่งที่โดดเด่นในพระรูปเหล่านี้คือ เข็มกลัดเพชรและอัญมณีลวดลายพฤกษาและดอกไม้ ที่ประดับอยู่บนผ้าสไบแพรจีบ ซึ่งช่วยขับเน้นความงามให้แก่ทั้งเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายอย่างกลมกลืน สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมอันประณีตละเมียดละไมของแฟชั่นราชสำนักสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ — ยุคแห่งการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบตะวันตกและเอกลักษณ์ของความงามแบบสยามอย่างลงตัว
พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ทรงเป็นหนึ่งในพระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการปรุงอาหารเป็นอย่างยิ่ง แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปแล้วเกือบร้อยปี แต่สูตรอาหารสำรับพระวิมาดาเธอฯ ก็ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน อีกประการคือ พระองค์ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ปรากฏในคำชมของเจ้าจอมสดับ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าจอมที่รัชกาลที่ 5 โปรดปรานยิ่งท่านหนึ่ง
พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ทรงมีพระนามแรกประสูติว่า หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ ทรงเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับหม่อมจีน ประสูติเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2405
ขณะทรงพระเยาว์ ประทับอยู่ที่วังพระบิดา โดยมี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร หรือที่ชาววังขานพระนามเฉลิมพระเกียรติว่า “ทูลกระหม่อมแก้ว” เป็นผู้อภิบาล
พระองค์ทรงมีพระโสทรเชษฐภคินี 2 พระองค์ คือ หม่อมเจ้าบัว ลดาวัลย์ และ หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ เมื่อทุกพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้นก็ได้เข้ารับราชการฝ่ายในเป็นพระอรรคชายาเธอในรัชกาลที่ 5 ทั้ง 3 พระองค์ โดยทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้นหลานหลวง (ด้วยทรงเป็นพระราชนัดดาในพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อนๆ)
หม่อมเจ้าบัว มีพระอิสริยยศเป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา, หม่อมเจ้าปิ๋ว มีพระอิสริยยศเป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ และหม่อมเจ้าสาย มีพระอิสริยยศเป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ
พระอรรคชายาเธอฯ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงมีหน้าที่ควบคุมดูแลห้องพระเครื่องต้น ของเสวยคาวหวาน ทั้งยังทรงก่อตั้งโรงเลี้ยงเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในสยาม ที่ตำบลสวนมะลิ ถนนบำรุงเมือง เป็นการอุทิศพระกุศลประทาน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 5 ที่ประสูติแต่พระอรรคชายาเธอฯ ที่สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2432 สิริพระชันษา 5 ปี
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอรรคชายาเธอฯ ขึ้นเป็นพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
ประกาศ เลื่อนเจ้าคุณจอมมารดาแพ ขึ้นเป็นเจ้าคุณพระประยูรวงศ์
ราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๖๔ (ค.ศ. 1921)
ประกาศ เลื่อนเจ้าคุณจอมมารดาแพ ขึ้นเป็นเจ้าคุณพระประยูรวงศ์
มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ
สั่งว่า เจ้าคุณจอมมารดาแพเป็นผู้ที่ได้มีความดีความชอบมาเป็นอันมาก เริ่มต้นแต่สมเด็จพระบรมอัยกาธิราชได้ดำรัสขอมา พระราชทานเป็นบริจาริก ในสมเด็จพระบรมชนกนาถ เมื่อดำรงอยู่ในพระอิสริยศสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพินิตประชานาถ ได้เป็นผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขตลอดมาแต่ในรัชกาลที่ ๔ ครั้นเมื่อได้เถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ชุบเลี้ยงไว้ในตำแหน่งพระสนมเอกเป็นเจ้าจอมมารดารผู้ใหญ่ ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณด้วยความซื่อตรงจงรักภักดีสุจริต เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งยั่งยืนตลอดมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้มียศบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าคุณจอมมารดาเมื่อวัน ที่ ๒๑ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๔๗ มีข้อความดีความชอบแจ้งอยู่ในกระแสร์พระบรมราชโองการนั้นแล้ว เจ้าคุณจอมมารดาแพเป็นผู้มีหฤทัยสัตย์ซื่อมั่นคงอยู่ในความกตัญญูกะตะเวทีต่อพระ บาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสมอมาตลอดจนสิ้นรัชกาลที่ ๕
แต่ส่วนความดีความชอบของเจ้าคุณจอมมารดาแพ ซึ่งได้มี มาแล้วเฉภาะในใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท เริ่มแต่พระบรมราชสมภพ ได้เป็นผู้เบิกพระโอษฐ์ปฐมฤกษ์แห่งความเจริญ พระราชชศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลเป็นเบื้องต้นสืบมา แลทั้งเจ้าคุณจอมมารดาแพ มีความจงรักภัคดีเฉภาะใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ตั้งแต่ทรงพระเยาว์มาเป็นอย่างยิ่ง จนได้ทรงคุ้นเคยสนิทแต่ดั้งเดิมมา ครั้นได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ทรงประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า เจ้าคุณจอมมารดาแพมีความจงรักสวามิภักดิ์ต่อ ต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทยั่งยืนเสมอ มีกระมลจิตรซื่อสัตย์สุจริต นับถือพระบรมราชวงศ์ แลโอบอ้อมอารีแก่ญาติวงศ์ตลอดจนข้าทูลลอองธุลีพระบาททั่วไป ประกอบทั้งมีอัธยาศัยแลมารยาทเรียบร้อยเป็นอันดี สมกับที่เป็นผู้ได้เนื่องอยู่ในราชินิกุลอันมีศักดิ์ เป็นผู้ที่ทรงเคารพนับถือนัก สมควรจะเลื่อนยศบรรดาศักดิ์เพิ่มเกียรติยศให้ยิ่งขึ้น
จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่ง ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เจ้าคุณจอมมารดาแพขึ้นเป็น “เจ้าคุณพระประยุรวงศ์” จงเจริญชนมายุ พรรณสุขพลสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ธนสารสมบัติ บริวารสมบูรณ์ ทุกประการเทอญ
พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดำรัสสั่งวันที่ ๒๖ กันยายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชกาลปัจจุบันนี้
เจ้าคุณพระประยุรวงศ์
เจ้าคุณพระประยุรวงศ์
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้คือภาพของ เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยแฟชั่นที่ปรากฏเป็นสไตล์วิกตอเรียช่วงปลายยุค ซึ่งโดดเด่นด้วยแขนเสื้อทรงหมูแฮม (leg-of-mutton sleeves) ราว พ.ศ. ๒๔๓๐–๒๔๔๐ (ค.ศ. 1890s) อันสอดคล้องกับช่วงปลายรัชกาลที่ ๕
การแต่งกายประกอบด้วย เสื้อแขนหมูแฮม แบบตะวันตก แพรสะพาย สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (Most Illustrious Order of Chula Chom Klao) ริบบิ้นลายสกอตช์ (Scottish tartan ribbon) ที่นิยมในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ และโจงกระเบน ตามแบบการแต่งกายฝ่ายในของสยาม
เครื่องแต่งกายของเจ้าคุณพระประยุรวงศ์สะท้อนให้เห็นถึง การผสมผสานระหว่างระเบียบการแต่งกายของราชสำนักสยามกับรูปแบบการตัดเย็บแบบวิกตอเรียนยุโรป ในช่วงที่สังคมไทยเข้าสู่กระบวนการปรับตัวและเปิดรับความทันสมัยอย่างจริงจังในปลายรัชกาลที่ ๕
เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ นามเดิม แพ (5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2397 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2486) เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทำหน้าที่เป็นผู้เบิกพระโอษฐ์พระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าคุณจอมมารดาแพ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเกียรติยศขึ้นเป็นเจ้าคุณชั้นพิเศษให้ออกนามว่า เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ และได้รับเกียรติให้ใช้คำว่า "ถึงแก่พิราลัย" เทียบเจ้าประเทศราชและสมเด็จเจ้าพระยา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตรัสยกย่องท่านว่า "ท่านสมบูรณ์ด้วยเกียรติยศ และเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลายมิรู้เสื่อมทรามจนตลอดอายุ"
เจ้าจอมมารดาโหมด พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เจ้าจอมมารดาโหมด
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือรูปของ เจ้าจอมมารดาโหมด ผู้เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เจ้าจอมมารดาโหมด ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นบุตรีคนที่ ๖ ของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ที่เกิดแต่ท่านผู้หญิงสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (อิ่ม) และยังเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดากับเจ้าคุณพระประยูรวงศ์อีกด้วย ท่านเป็นพระมารดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเสด็จเตี่ย
เจ้าจอมมารดาโหมด เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๕ เป็นธิดาคนที่ ๖ ของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หรือเจ้าคุณทหาร กับท่านผู้หญิงอิ่ม และเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาของเจ้าคุณจอมมารดาแพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสขอมาเป็นสะใภ้หลวง พระราชทานสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ นับเป็นพระสนมเอกผู้ใหญ่ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกย่องเป็นหัวหน้าพระสนมทั้งปวง ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเกียรติยศ ขึ้นเป็นเจ้าคุณชั้นพิเศษ โปรดเกล้าฯ ให้ออกนามว่า “เจ้าคุณพระประยูรวงศ์”
โดยฝากฝังกับผู้ที่คุ้นเคยให้ช่วยถวายตัวเป็นข้าหลวงของเจ้านายพระบรมวงศ์ พระมเหสี หรือเจ้าจอมชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งจะแยกเป็นสังกัดกันไป เช่น สํานักของ "สมเด็จที่บน" หรือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ สํานักของพระบรมราชินี "สำนักพระตำหนัก" หรือสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี" สำนักพระนางเจ้าพระราชเทวี" ของพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีพระราชเทวี เป็นต้น เพื่อฝึกฝนขนบธรรมเนียม กิริยามารยาท และวิชาการชั้นสูงสําหรับกุลสตรีจากในวัง และหากมีโอกาส ก็จะได้ถวายตัวรับราชการเป็นข้าหลวงพนักงานหรืออาจจะได้รับการโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นเข้าบาทบริจาริกา ตั้งแต่แรกเข้าวัง
เจ้าจอมมารดาโหมดก็อยู่ในความดูแลของท่านเจ้าคุณ พระประยูรวงศ์ หรือสํานัก "คุณจอมแพ" หรือ "ท่านที่ตําหนัก" ซึ่งภายในสํานักของ ท่านจะมีสตรีจากสายสกุลบุนนาคท่านอื่นๆ พำนักอยู่ด้วย เช่น เจ้าจอมมารดาอ่อน เจ้าจอมเอียม เจ้าจอมเอิบ เจ้าจอมอาบ เจ้าจอมเอื้อม เป็นต้น ต่อมาภายหลัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นเจ้าจอม และได้ประสูติ พระโอรส พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓ พระองค์
๑. พระองค์เจ้าชายอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ต่อมาทรงเป็นพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ต้นราชสกุล "อาภากร"
๒. พระองค์เจ้าหญิงอรองค์อรรคยุพา ประสูติเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๔ และสิ้นพระชนม์ตังแต่ยังทรงพระเยาว์
๓. พระองค์เจ้าชายสุริยงประยูรพันธุ์ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๒๗ ต่อมาทรงเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยงประยูรพันธุ์ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส ต้นราชสกุล "สุริยง"
ทั้งสามพระองค์ได้รับพระราชทานพระนามตามราชทินนามในสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งหมายถึงดวงอาทิตย์และมีศักดิ์เป็นตาทวดของทุกพระองค์
เจ้าจอมมารดาโหมด พำนักในพระบรมมหาราชวังมาตลอดในรัชกาลที่ ๕ เมื่อสิ้นรัชกาลแล้ว จึงได้กราบบังคมทูลลาออกมาพำนักกับพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ (กรมหลวงชุมพรเขตอดุมศักดิ์) ณ วังนางเลิ้งตลอดมา มีความสุขอยู่กับการเลี้ยงดูพระราชนัดดา ในราชสกุล "อาภากร" และ "สุริยง" จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ ณ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ รวมอายุ ๗๐ ปี
เจ้าจอมมารดา โหมด เคยได้รับพระราชทาน รางวัล เครื่องเสวย จาก ข้าวหุง (ข้าวมันหุงกะทิ) ตามที่ข้าหลวง ลมุน นุตาคม ได้ช่วยเสนอให้ท่านเจ้าจอมมารดาโหมด ได้หุงจนได้รับรางวัล เป็นเงินถึง ๕ ชั่ง หรือ ๔๐๐ บาท มีวิธีการหุงคือ นำดอกอัญชัน มาแช่กะทิ คั้นน้ำออกกรองให้ดี และนำน้ำนี้ไปใข้หุงข้าว จะได้ข้าวมันสีม่วงอ่อน ซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัยรัชกาลที่๕ เป็นอย่างมาก
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และจี้เพรชชิ้นใหญ่
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และจี้เพรชชิ้นใหญ่
(พร้อมพระฉายาลักษณ์เดี่ยว ๒ ภาพ และพระฉายาลักษณ์หมู่ ๑ ภาพ)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ ประกอบด้วย พระฉายาลักษณ์สามภาพได้แก่
๑) พระฉายาลักษณ์เดี่ยวของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประดับจี้เพรชชิ้นใหญ่
๒) พระฉายาลักษณ์เดี่ยวอีกชุดหนึ่ง ทรงประดับจี้เพรชชิ้นใหญ่ ชิ้นเดียวกัน
๓) พระฉายาลักษณ์หมู่ร่วมกับ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระองค์ประดับจี้เพรชชิ้นใหญ่ ชิ้นเดียวกัน
ภาพทั้งสามชุดสะท้อนยุคสมัยที่สยามกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย และสะท้อนรสนิยมทางแฟชั่นชั้นสูงของราชสำนักฝ่ายในช่วงรัชกาลที่ ๕ อย่างชัดเจน
ฟื้นคืนชีพภาพถ่ายโบราณล้านนาในสีสัน: ภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจผ่านการลงสีด้วย AI
ฟื้นคืนชีพภาพถ่ายโบราณล้านนาในสีสัน: ภาพถ่ายของหลวงอนุสารสุนทรกิจผ่านการลงสีด้วย AI
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการลงสีและบูรณะโดยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายต้นฉบับของ หลวงอนุสารสุนทรกิจ (พ.ศ. ๒๔๑๐–๒๔๗๗ / ค.ศ. 1867–1934) ช่างภาพอาชีพคนแรกของเชียงใหม่ ผู้มีบทบาทสำคัญในการบันทึกวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และแฟชั่นของชาวล้านนาในอดีต
หลวงอนุสารสุนทรกิจเป็นพ่อค้าที่มีบทบาทสำคัญในเส้นทางการค้าของล้านนาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ท่านได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการถ่ายภาพจาก พระยาเจริญราชไมตรี (จำนง อมาตยกุล) ข้าราชการผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพประจำเมืองเชียงใหม่
ผลงานภาพถ่ายของท่านครอบคลุมตั้งแต่ตลาดพื้นเมือง กิจวัตรประจำวัน ไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา และสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมล้านนาในยุคที่เริ่มรับอิทธิพลจากสยาม อังกฤษ และพม่า หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ปรากฏชัดในงานของท่านคือ “ผู้คนและวิถีชีวิต” ซึ่งเผยให้เห็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่และผู้คนจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
ในภาพชุดที่ได้รับการลงสีนี้ เราจะเห็นความหลากหลายของเชียงใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างชัดเจน ผ่านรายละเอียดของเครื่องแต่งกายและอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มคน ได้แก่
ภาพแรก – ครอบครัวชาวพม่า–ล้านนา สามีเป็นชาวพม่า ภรรยาเป็นหญิงชาวล้านนาที่นุ่ง ซิ่นต๋า ส่วนบุตรชายทั้งสามสวมเสื้อผ้าแบบพม่า นุ่งผ้าลายคลื่นน้ำ ลุนตยา อะฉิก (luntaya acheik) และทาแป้งทานาคาหน้าขาวตามขนบพม่า
ภาพที่สอง – สตรีชาวล้านนาสวม ซิ่นต๋า ตามแบบฉบับดั้งเดิมของท้องถิ่น
ภาพที่สาม – สตรีพม่าพร้อมเด็กหญิงชาวพม่า สังเกตได้จากผ้าถุงลาย ลุนตยา อะฉิก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผ้าพม่าในยุคดังกล่าว
ภาพที่สี่ – สาวใช้ชาวล้านนา นุ่ง ซิ่นต๋ามะนาว และหญิงบรรดาศักดิ์ชาวสยามผู้สวม โจงกระเบน แสดงให้เห็นการอยู่ร่วมกันของวัฒนธรรมล้านนาและสยามในช่วงเดียวกัน
ภาพเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งยังเป็นมรดกภาพถ่ายล้ำค่าที่ช่วยให้เราเข้าใจอดีตได้อย่างมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ผ่านสายตาและฝีมือของหลวงอนุสารสุนทรกิจ และการฟื้นคืนชีพด้วยเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในแฟชั่นแบบเต็มยศในราชสำนักฝ่ายใน
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประสูติแต่เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ และเป็นเหลนของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 5 พระองค์ประสูติเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จ.ศ. 1230 ตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเรียกพระองค์ว่า "เจ้าหนู" พระเจ้าน้องทั้งหลายทรงเรียกว่า "พี่หนู" และชาววังเรียกว่า "เสด็จพระองค์ใหญ่"
พระองค์มีพระขนิษฐาที่ประสูติร่วมพระมารดาอีก 2 พระองค์ ซึ่งมีพระนามที่คล้องจองกัน ได้แก่ ศรีวิไลยลักษณ์ สุวพักตร์วิไลยพรรณ และบัณฑรวรรณวโรภาษ
พระองค์เป็นพระเจ้าลูกเธอที่ประสูติตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 4 ประทับอยู่ ณ พระตำหนักสวนกุหลาบ ภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อหม่อมแพใกล้จะคลอดพระหน่อ จึงต้องหาสถานที่คลอดนอกพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากตามพระราชประเพณีนั้น นอกจากจะประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดาแล้ว จะให้หญิงใดคลอดลูกภายในพระบรมมหาราชวังไม่ได้ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้จัดวังนันทอุทยาน พระราชทานให้เป็นสถานที่ในการคลอดพระหน่อ
หม่อมแพทรงครรภ์เพียง 7 เดือนก็ประสูติพระหน่อก่อนกำหนด เมื่อประสูตินั้นพระองค์ยังอยู่ในถุงน้ำคร่ำ ทำให้หมอเข้าใจว่าพระองค์คงสิ้นพระชนม์ จึงให้หาหม้อขนันจะเอาใส่ไปถ่วงน้ำตามประเพณี แต่เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ขรัวตาอยากรู้ว่าเป็นพระองค์หญิงหรือพระองค์ชายจึงให้ฉีกถุงน้ำคร่ำออก พบว่ายังหายพระทัยอยู่ จึงช่วยกันประคบประหงมเลี้ยงดูจนสามารถมีพระชนม์อยู่ได้ต่อมา หม่อมแพและพระธิดาจึงย้ายกลับเข้ามาประทับ ณ พระตำหนักสวนกุหลาบตามเดิม เมื่อแรกประสูตินั้นพระองค์มีพระอิสริยยศที่ หม่อมเจ้าศรีวิไลยลักษณ์ ต่อมา เมื่อพระราชบิดาขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ สุนทรศักดิกัลยาวดี
“ทูลกระหม่อมแก้ว” คือใคร ทำไมรัชกาลที่ ๕ ทรงเคารพและเอาพระทัยใส่อย่างยิ่ง?
“ทูลกระหม่อมแก้ว” คือใคร ทำไมรัชกาลที่ ๕ ทรงเคารพและเอาพระทัยใส่อย่างยิ่ง?
ผู้เขียน: กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่: วันพุธที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๗
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ “ทูลกระหม่อมแก้ว” หรือ สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร คือพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระประยูรญาติผู้ใหญ่คนสำคัญที่รัชกาลที่ ๕ ทรงผูกพันและเอาพระทัยใส่อย่างมาก
ทูลกระหม่อมแก้วทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าหญิงละม่อม เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทรัพย์ ทรงเป็นพระน้องนางเธอร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกับพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ (สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ – สมเด็จพระอัยกาในรัชกาลที่ ๕) พระบิดาในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชมารดาในรัชกาลที่ ๕
พระองค์เจ้าหญิงละม่อมทรงรับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ผู้เป็นหลานอา ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็น “หม่อมเจ้ารำเพย” มาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ และได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
กระทั่งสมเด็จพระบรมราชินีเสด็จสวรรคตขณะที่พระราชโอรสพระราชธิดาทั้ง ๔ พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระองค์เจ้าหญิงละม่อมจึงทรงรับหน้าที่เป็นพระอภิบาลพระราชกุมารา-พระราชกุมารี จนทรงเติบใหญ่ โดยตรัสเรียกพระองค์ว่า “เสด็จยาย” ส่วนคนทั่วไปเรียก “ทูลกระหม่อมแก้ว”
แม้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ (รัชกาลที่ ๕) จะทรงเจริญวัย แต่พระองค์เจ้าหญิงละม่อมทรงเอาพระทัยใส่ดูแลทุกข์สุขของพระองค์และพระเจ้าน้องยาเธออีก ๓ พระองค์เสมอ เช่น เมื่อเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงมีพระราชธิดาพระองค์แรก คือ พระองค์เจ้าหญิงผ่อง พระองค์ก็ทรงรับภาระอภิบาลพระราชกุมารี
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในขณะที่ทรงพระอิสริยศ “หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายา” ก่อนการเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 มีพระนามเดิมว่า “หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์” พระราชสมภพในเวลาย่ำรุ่งของวันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอาภาพรรณี (หม่อมเจ้าอาภาพรรณี คัคณางค์) โดยพระนามที่ได้รับ คือ “รำไพพรรณี” (บางครั้งสะกดว่า “รำไภพรรณี”) บ่งบอกอยู่ในทีถึงกาลเวลารุ่งอรุณที่ประสูติ และมีพระนามลำลองซึ่งเรียกขานกันในหมู่เจ้านายและผู้ใกล้ชิดว่า “ท่านหญิงนา” โดยเล่าเปรียบเสมือนคำพยากรณ์กลาย ๆ ว่า เมื่อทรงเจริญพระชันษาจักประทับอยู่ใกล้ชิดกับชาวไร่ชาวนา
“หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี” ทรงเป็นพระธิดาองค์แรกในพระมารดา พระองค์มีพระเชษฐา พระเชษฐภคินี พระอนุชา และพระขนิษฐา ร่วมพระมารดาจำนวน 5 พระองค์ และร่วมพระบิดารวม 46 พระองค์ โดยแรกเริ่มเดิมทีท่านหญิงนาประทับอนู่ ณ สถานที่ประสูติ คือ วังปทุมวัน วังส่วนพระองค์ของพระบิดา (สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาลัยเขตปทุมวัน ในปัจจุบัน) โดยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระบิดาของพระองค์นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ต้นราชสกุล “สวัสดิวัตน์”
ร่มพระบารมี “สมเด็จป้า”
เมื่อพระชันษาได้ 2 ปี พระบิดาทรงนำไปถวายตัวแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงเป็น “สมเด็จป้า” ซึ่งขณะนั้นเสด็จประทับอยู่ ณ พระตำหนักสวนสี่ฤดู พระราชวังดุสิต สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงใฝ่พระราชหฤทัยในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทรงกวดขันพระนัดดาทั้งการอ่าน พูด และเขียน ทรงอบรมให้วิชาความรู้ต่าง ๆ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งราชสำนัก และทรงส่งเสริมให้ได้ทรงศึกษาวิทยาการสมัยใหม่แก่พระนัดดาทุกพระองค์
ต่อมาหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีตามเสด็จฯ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวัง ระหว่างพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งเมื่อมีพระชันษา 6 ปี ใน พ.ศ. 2455 สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ทรงโปรดให้เสด็จไปทรงศึกษาที่โรงเรียนราชินี เมื่อหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีตามเสด็จฯ ไปประทับ ณ วังพญาไท ซึ่งตั้งอยู่ไกลจากโรงเรียนราชินี จึงโปรดให้พระอาจารย์มาถวายพระอักษรที่พระตำหนักในวังพญาไทแทน เมื่อถึงเวลาสอบไล่จึงจะเสด็จไปสอบที่โรงเรียนราชินี นอกจากการศึกษาในทางวิชาการแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเรียนรู้งานหัตถศิลป์ที่สืบทอดกันมาในราชสำนัก ทรงอบรมบ่มเพาะพระอุปนิสัยอย่างเข้มงวดด้วย และเมื่อหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีมีพระชันษา 11 ปี ก็ได้รับพระกรุณามหาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ทรงประกอบพิธีเกษากันต์ตามโบราณราชประเพณี ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2457
พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7
เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา พระราชโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษแล้ว ทรงเข้ารับราชการทหารประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 ได้เสด็จมาเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมราชชนนีอยู่เสมอ จึงทรงได้พบปะพระนัดดาของสมเด็จแม่หลายพระองค์รวมทั้งหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี
ทรงต้องอัธยาศัยในหม่อมเจ้ารำไพพรรณีจนบังเกิดมีพระราชหฤทัยรักใครผูกพัน จึงมีพระราชหัตถเลขากราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ประกอบพิธีอภิเษกสมรสพระราชทาน ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ในวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 เมื่ออภิเษกสมรสแล้วทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ ไปประทับที่ “วังศุโขทัย” ซึ่งสร้างขึ้นใหม่บนที่พระราชทานริมคลองสามเสน
ต่อมาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมาราชานั้นต้องเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเป็น “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” เป็นเหตุให้ทรงเปลี่ยนพระอิสริยยศพระชายาจาก “หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายา” เป็นพระอัครมเหสี “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี” ผ่านพระราชพิธีอันสำคัญ คือ การสถาปนา “สมเด็จพระบรมราชินี” ครั้งแรกในสยาม
และเป็นที่ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระภรรยาเจ้าเพียงพระองค์เดียว และทรงยกย่องสมเด็จพระบรมราชินีไว้ในพระราชสถานะ “เอกอัครมเหสี” และทรงร่วมทุกข์สุขเคียงพระองค์พระบรมราชสวามีเป็นระยะเวลากว่า 23 ปี
บั้นปลายพระชนม์ชีพ
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินียังประทับที่พระตำหนักคอมพ์ตัน ประเทศอังกฤษต่อไป และเสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยตามคำกราบเชิญของคณะรัฐบาลที่ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จฯ ทั้งนี้พระองค์ทรงเสด็จกลับฯ พร้อมอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับมาประเทศไทยพร้อมกัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2492
เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประทับที่วังสระปทุม และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง ทรงแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรด้วยในหลายโอกาส รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินร่วมงานพระราชพิธีสำคัญ ๆ นอกจากนี้ได้เสด็จฯ ไปประทับ ณ สวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่พัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนเกษตร เรียกได้ว่าทรงเป็นนักพัฒนาการเกษตร นอกจากนี้ยังทรงเป็นนักพัฒนางานหัตถกรรม ทรงศึกษาเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ การออกแบบที่ทันสมัย จนทำให้เสื่อจันทบูรณ์ เป็นหัตกรรมที่รู้จักกันแพร่หลายในนามผลิตภัณฑ์ “เสื่อสมเด็จ” ทรงเผยแพร่องค์ความรู้สู่ชุมชนทำให้รูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลายตรงกับความต้องการใช้งาน
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีมีพระชนมายุสูงขึ้น มิได้เสด็จฯ ไปประทับที่สวนบ้านแก้วแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขายในราคาถูกแก่กระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นที่ตั้งวิทยาลัยครูรำไพพรรณี ในปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ซึ่งยังคงอนุรักษ์สวนบ้านแก้วเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าอยู่หัวเสมอ พระองค์พระราชทานเงินสร้างอาคารโรงพยาบาลทรงอุปถัมภ์เพื่อยกระดับและพัฒนาโรงพยาบาลจันทบุรีให้สามารถรับใช้ประชาชนจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลจึงได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี”
เสด็จสู่สวรรคาลัย
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี สวรรคตด้วยพระหทัยวาย ณ วังศุโขทัย ในวันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ในห้องพระบรรทม ณ ตำหนักใหญ่วังศุโขทัย สถานที่ซึ่งทรงเริ่มชีวิตคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริพระชนมพรรษา 75 ปี 5 เดือน 2 วัน หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ณ พระที่นั่งดุสิตปราสาทพระบรมมหาราชวัง ถวายพระเกียรติยศตามราชประเพณี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2529
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา (31 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 – 22 ธันวาคม พ.ศ. 2467) เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 55 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เมื่อแรกประสูติมีพระนามว่า "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ามาลินีนภดารา"
เมื่อปี พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่พระอรรคชายาเธอขึ้นเป็นเจ้าฟ้า ดังนั้น พระองค์จึงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น "พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา"
หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนามาภิไธยสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี"
ในปี พ.ศ. 2454 ทรงร่วมกับสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี พระโสทรขนิษฐภคินี บริจาคทุนทรัพย์สร้างเครื่องใช้สำหรับ "ตึกเยาวมาลย์อุทิศ ปิยราชบพิตร ปดิวรัดา" ในโรงเรียนเทพศิรินทร์
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี ประชวรด้วยพระโรคพระปับผาสะมานาน และต่อมาประชวรด้วยโรคพระวักกะ พระอาการทรุดลงและสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2467 ณ วังสวนสุนันทา สิริพระชันษา 39 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพ ณ วังสวนสุนันทา เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญพระศพลงสู่พระโกศลองในประกอบด้วยพระโกศกุดั่นใหญ่ และอัญเชิญพระศพจากวังสวนสุนันทา มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต ภายในพระราชวังดุสิต
เจ้าจอมพิศว์ บุนนาค
เจ้าจอมพิศว์ บุนนาค
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือภาพของ เจ้าจอมพิศว์ บุนนาค ในรัชกาลที่ ๕ และบทความประกอบ เขียน โดย ฮิมวัง เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ.2566 โดยนิตยสารศิลปะวัฒนธรรม
“เจ้าจอมพิศว์” ใน ร.5 สตรีชาววังคนแรก ๆ ในสยามที่ชอบเลี้ยงสุนัขเป็นชีวิตจิตใจ
“เจ้าจอมพิศว์” อีกหนึ่งเจ้าจอมใน “รัชกาลที่ 5” ที่น้อยคนจะรู้จัก นอกจากท่านจะเป็นผู้ถวายงานรับใช้ในพระราชสำนักฝ่ายในแล้ว ท่านยังเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่ิองรักสัตว์มากคนหนึ่ง โดยเฉพาะ “สุนัข” และเป็นบุคคลแรก ๆ ของไทยที่สั่งซื้อสัตว์พันธุ์แปลกใหม่เข้ามาเลี้ยง
“คุณพิศว์” เป็นธิดาของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) และท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ (สกุลเดิมชูโต) เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2413 เมื่อครั้งอายุ 13 ปี ได้ติดตามบิดาที่เข้าไปรับราชการในพระราชสำนักเสมอ ทำให้ท่านได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดรัชกาลที่ 5 และคุ้นเคยกับข้าราชสำนักทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน
เมื่อคราวงานพระราชพิธีโสกันต์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร รัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์ให้คุณพิศว์ทำหน้าที่เป็นนางเชิญมยุรฉัตร เข้ากระบวนแห่ในงานพระราชพิธีนั้น และทรงมีพระราชกระแสขอต่อเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ท่านจึงได้ให้ท่านผู้หญิงเปลี่ยนนำคุณพิศว์เข้าเฝ้าถวายตัวรับราชการฝ่ายในนับแต่นั้น
เจ้าจอมพิศว์ อาศัยอยู่ที่ตำหนัก เจ้าจอมมารดาแพ (เจ้าคุณพระประยูรวงศ์) ซึ่งนับเป็นญาติในตระกูลบุนนาคที่ได้เข้ามาถวายงานรับใช้รัชกาลที่ 5 เช่นกัน
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรงเล่าถึงเจ้าจอมพิศว์ว่า ท่านเป็นคนไม่ถือตัว แม้จะถูกคนรุ่นลูกรุ่นหลานหยอกล้อแซวเล่นบ้าง ท่านกลับชื่นชอบ เพราะท่านเป็นคนชอบสนุกขบขัน เช่นเมื่อพวกหลาน ๆ ล้อเลียนคิ้วของท่านว่าเขียนไม่เท่ากัน ระดับเปลี่ยนขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลา เจ้าจอมพิศว์ก็ไม่โกรธ ท่านเป็นคนใจดี รักใครรักจริง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ (พระองค์เจ้าโสมาวดี)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ (พระองค์เจ้าโสมาวดี)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ (19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2395 – 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2474) พระนามเดิม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 7 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง (สกุลเดิม โรจนดิศ) เมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น 8 ค่ำ ปีชวด จัตวาศก จุลศักราช 1214 ตรงกับวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2395 เป็นพระราชธิดารุ่นแรกหนึ่งในสามพระองค์ที่ได้รับพระราชทานสร้อยพระนาม โดยอีกสองพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา และ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี นอกจากนี้ พระนามของทั้งสามพระองค์ยังสอดคล้องกันโดยเรียงตามพระชันษา ได้แก่ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ พระองค์เจ้าทักษิณชา พระองค์เจ้าโสมาวดี ทั้งนี้พระองค์มีศักดิ์เป็นพระญาติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี โดยพระองค์สืบเชื้อสายมาจากนายจำปา ณ เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นญาติของเจ้าจอมมารดาทองสุก ในรัชกาลที่ 1 พระธิดาของพระเจ้าอินทวงศ์แห่งเวียงจันทน์
ในพระราชพิธีฉัตรมงคล ปี พ.ศ. 2446 ซึ่งเป็นวาระที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบสองเท่าของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระองค์มีพระราชดำริที่จะยกย่องพระราชธิดาพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นเจ้าต่างกรมเพื่อเป็นการระลึกถึงพระเดชพระคุณ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า พระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงสมรรัตน์ศิริเชฐ เมื่อปี พ.ศ. 2446
รับราชการ
พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีบังคับบัญชาการรักษาพระราชวังฝ่ายในและทรงดูแลกรมโขลน อีกทั้งยังทรงรับอภิบาลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ทรงดูแลรักษากุญแจพระบรมมหาราชวังชั้นใน มาตลอดรัชกาล
ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ ได้กราบบังคมทูลลาออกไปประทับ ณ วังวรดิศ ซึ่งเป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระมารดา และเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เนื่องจากเจ้าจอมมารดาเที่ยง เป็นพี่สาวของเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระมารดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์กุลเชษฐ์แห่งพระบรมวงศานุวงศ์ กระทั่งสิ้นพระชนม์ ณ วังวรดิศ เมื่อวันอังคาร เดือน 6 แรม 4 ค่ำ ปีมะแม ตรีศก จุลศักราช 1293 ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 สิริพระชันษา 78 ปี 167 วัน มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2476 ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ เสด็จนิวัตกลับประทศไทยด้วยทางเรือ
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ เสด็จนิวัตกลับประทศไทยด้วยทางเรือ
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พร้อมครอบครัว ในการเสด็จนิวัตกลับประทศไทยด้วยทางเรือ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2471 จากการศึกษาต่อยังสหรัฐ
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ตัดสินพระทัยเสด็จไปศึกษาต่อยังสหรัฐโดยมีพระยากัลยาณไมตรี (เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด) เป็นผู้ถวายคำปรึกษาในการเลือกมหาวิทยาลัย โดยทรงเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ โดยทรงเข้าศึกษาชั้นเตรียมแพทย์ก่อนเป็นเวลา 1 ปี และลงทะเบียนเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี พ.ศ. 2460
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาแพทย์ชั้นปรีคลินิกแล้ว พระองค์ทรงหยุดการศึกษาแพทย์ชั่วคราวและลงทะเบียนเข้าศึกษาในโรงเรียนสาธารณสุขซึ่งจัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ เมื่อปี พ.ศ. 2462 ระหว่างการศึกษาพระองค์ได้พระราชนิพนธ์รายงานการศึกษาเรื่อง A sanitary survey of the city of Gloucester, Massachusetts 1921 และทรงสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2464
รัชกาลที่ ๕ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์สตีเฟนแห่งฮังการี (Order of St Stephen)
รัชกาลที่ ๕ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์สตีเฟนแห่งฮังการี (Order of St Stephen)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสันนิษฐานว่าทรงฉายเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา เป็นภาพถ่ายที่สะท้อนพลวัตทางการเมือง การทูต และการประกาศพระองค์อย่างสำคัญในช่วงต้นรัชกาล ภาพถ่ายนี้น่าจะจัดฉายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ (ค.ศ. ๑๘๖๘) อันเป็นปีเดียวกับที่พระองค์ทรงได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์สตีเฟนแห่งฮังการี (Order of St Stephen) จากสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟ แห่งจักรวรรดิออสเตรีย–ฮังการี
การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากราชสำนักยุโรปที่ทรงอำนาจเช่นนี้ในปีแห่งการเสด็จขึ้นครองราชฯ มีความหมายเชิงการเมืองอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นพระองค์ยังทรงอยู่ภายใต้การสำเร็จราชการของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และยังมิได้ทรงบริหารราชกิจด้วยพระองค์เอง การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์โดยตรงสะท้อนว่าราชสำนักออสเตรีย–ฮังการียอมรับพระองค์ในฐานะประมุขของประเทศอย่างสมบูรณ์ มิใช่เพียงในเชิงพิธีการ แต่ในฐานะคู่เจรจาบนเวทีระหว่างประเทศ นับเป็นการยืนยันสถานะของพระองค์อย่างชัดเจนในช่วงเวลาที่พระราชอำนาจภายในยังถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยระบบสำเร็จราชการ
การปรากฏของเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์สตีเฟนในพระบรมฉายาลักษณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกประดับเครื่องราชต่างประเทศไม่ใช่เพียงการเสริมพระเกียรติยศของฉลองพระองค์ แต่เป็นการสื่อสารทางการเมืองที่มีเจตนาชัดเจน ภายในราชสำนักสยาม เครื่องราชฯ นี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานของการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งช่วยยกระดับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระเยาว์เหนือข้อจำกัดของคณะผู้สำเร็จราชการ ในสายตาของขุนนางและเจ้าหน้าที่ราชสำนัก ภาพฉายพร้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันสูงศักดิ์จากยุโรปเป็นการตอกย้ำว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นเพียงกษัตริย์โดยนิตินัยเท่านั้น หากยังเป็นผู้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง แม้ว่าพระราชอำนาจเชิงบริหารจะยังมิได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ก็ตาม
นอกจากนี้ พระบรมฉายาลักษณ์ยังสะท้อนบทบาทของภาพถ่ายในฐานะเครื่องมือการทูตซึ่งทวีความสำคัญขึ้นในศตวรรษที่ ๑๙ ราชสำนักยุโรปนิยมให้พระมหากษัตริย์ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ส่ง “ภาพฉายพร้อมเครื่องราชฯ” กลับไปยังราชสำนักผู้พระราชทาน เพื่อแสดงการตอบรับอย่างเป็นทางการ พระบรมฉายาลักษณ์นี้จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นภาพซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระจักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟ หรือเพื่อให้ราชสำนักออสเตรีย–ฮังการีจัดเก็บไว้ในหมู่เอกสารสำคัญของตน การส่งรูปภาพเช่นนี้เป็นการประกาศตัวตนของพระมหากษัตริย์สยามในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นการสื่อสารว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รับผิดชอบความสัมพันธ์ทางการทูต แม้ในทางปฏิบัติพระองค์ยังทรงถูกจำกัดบทบาทโดยผู้สำเร็จราชการก็ตาม
พระบรมฉายาลักษณ์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญของพระราชอำนาจเชิงสัญลักษณ์ (symbolic kingship) ซึ่งเป็นรูปแบบพระราชอำนาจที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสามารถทรงใช้อย่างเต็มที่ แม้ว่าพระราชอำนาจเชิงบริหารจะยังมิได้อยู่ภายใต้พระบรมราชวินิจฉัยโดยสิ้นเชิง การจัดวางเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของสยาม เช่น นพรัตนราชวราภรณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ควบคู่กับเครื่องราชฯ ต่างประเทศ จึงเป็นการประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางของทั้งคติจักรวาลแบบสยามและเครือข่ายการทูตยุโรปในขณะเดียวกัน การใช้ภาพถ่ายซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สยามรับจากโลกตะวันตกยังสะท้อนพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกล และความเข้าใจว่ารูปถ่ายสามารถเป็นพื้นที่การเมืองรูปแบบใหม่ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยราชประเพณีหรือโครงสร้างการปกครองในระบบการสำเร็จราชการ
ดังนั้น พระบรมฉายาลักษณ์นี้จึงมิใช่เพียงภาพทรงเครื่องตามขนบ หากเป็นเอกสารทางการทูตและการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสยามในศตวรรษที่ ๑๙ ภาพนี้เผยให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์สยามได้ทรงก้าวสู่เวทีระหว่างประเทศแล้ว แม้พระองค์ยังมิได้ทรงมีพระราชอำนาจเต็มรูปแบบก็ตาม พระบรมฉายาลักษณ์นี้จึงเป็นภาพแทนอนาคตของสยาม อนาคตแห่งการปฏิรูป การเจรจาทางการทูต และการกำหนดบทบาทของรัฐสยามในระบบระหว่างประเทศสมัยใหม่