History of Fashion
ท้าววรคณานันท์ คุณห้องทอง ใน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ท้าววรคณานันท์ คุณห้องทอง ใน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ท้าววรคณานันท์ เจ้าจอม ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล เป็นธิดาในวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์
ท้าววรคณานันท์ เจ้าจอม ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล เป็นธิดาในวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2419 มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันที่ได้เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบต่อมาอีกหลายรัชกาล คือ ม.ร.ว.เปีย มาลากุล ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นมหาเสวกเอก เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี เสนาบดีกระทรวงวัง ม.ร.ว.โป๊ะ มาลากุล ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาชาติเดชยุคม และ ม.ร.ว.โป้ย มาลากุล ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระเทวาธิราช เจ้ากรมพระราชพิธี สำนักพระราชวัง
เจ้าจอม ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล ได้เข้ารับราชการเป็นข้าราชสำนักฝ่ายใน ฉลองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ตั้งแต่อายุได้ 17 ปี พร้อมกับพี่น้องที่ได้เป็นเจ้าจอม คือ ม.ร.ว.ปั้ม มาลากุล ม.ร.ว.แป้ว มาลากุล และ ม.ร.ว.ปุย มาลากุล ซึ่ง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงอุปการะเลี้ยงดูและให้ความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเจ้าจอมแห่งราชสกุลมาลากุล 4 พี่น้องนี้ล้วนแต่สืบเชื้อสายมาแต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดี ซึ่งรับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีในตำแหน่งกรมวังที่เป็นหลักของแผ่นดินทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณีในพระราชสำนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้วางพระราชหฤทัยและถวายความเคารพยำเกรงมาโดยตลอด
เจ้าจอม ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล ได้รับการฝึกหัดราชการในแผนกรักษาพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จนได้เป็นผู้บัญชาการแผนกรักษาพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบรักษากุญแจห้องเก็บพระราชทรัพย์ อันประกอบด้วยเครื่องเพชรทอง เครื่องประดับอันล้ำค่าต่างๆ จนคนทั้งหลายเรียกขานนามว่า “คุณห้องทอง”
เป็นที่กล่าวกันว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ หรือที่รู้จักกันดีในที่สมเด็จพระพันปีหลวงด้วยทรงเป็นพระราชมารดา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าชั้นเอกหลายพระองค์ นอกจากเครื่องประดับอันมีค่าแบบโบราณที่พระองค์เคยทรงมา นับตั้งแต่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ ในสมัยรัชกาลที่ 4 แล้วยังมีบรรดาเครื่องทรงและเครื่องประดับต่างๆ ในพระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งเป็นของพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ อันประกอบด้วยพระเกี้ยว เมาฬี ปิ่น พาหุรัด ทองพระกร ข้อพระหัตถ์และพระบาท ปะวะหล่ำ กำไล แหวนรอบ จี้ สร้อย สังวาล สะอิ้ง ปั้นเหน่ง สายรัดพระองค์ พระธำมรงค์สายทองฝังเพชรลูก เพชรซีก ทับทิม มรกต และนพเก้า อันเป็นเครื่องทรงที่สามารถแต่งเครื่องทรงพระราชกุมารพระราชกุมารี ได้พร้อมๆ กัน นับจำนวนได้เท่ากับพระราชโอรสพระราชธิดาของพระองค์หมดทุกพระองค์เลยทีเดียว
“ปริศนา” และต้นแบบที่มีตัวตนจริง
“ปริศนา” และต้นแบบที่มีตัวตนจริง
คุณวาสนา กระแสสินธุ์ หญิงสาวชาวหัวหินในโลกวรรณกรรมของ ว. ณ ประมวญมารค
ในบรรดานวนิยายคลาสสิกของไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปริศนา นับเป็นผลงานที่ครองใจนักอ่านมาอย่างยาวนาน ทั้งในรูปแบบหนังสือ ละครโทรทัศน์ และการตีความซ้ำในบริบทสังคมไทยยุคใหม่ นวนิยายเรื่องนี้ประพันธ์โดย ว. ณ ประมวญมารค นามปากกาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต และได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ เดลิเมล์ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยมีฉากหลังอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๘ ถึงต้นรัชกาลที่ ๙
ปริศนา ยังเป็นส่วนหนึ่งของนวนิยายไตรภาค ซึ่งประกอบด้วย เจ้าสาวของอานนท์ และ รัตนาวดี ผลงานทั้งสามเรื่องสะท้อนโลกของชนชั้นนำ สตรีสมัยใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมไทยยุคเปลี่ยนผ่านได้อย่างประณีต
สิ่งที่นักอ่านจำนวนมากอาจไม่เคยทราบมาก่อน คือ “ปริศนา” มิได้เป็นเพียงตัวละครในจินตนาการ หากมีต้นแบบที่เป็นบุคคลจริง นั่นคือ คุณวาสนา กระแสสินธุ์ หญิงสาวซึ่งมีเชื้อสายจากชาวหัวหินดั้งเดิม
ภาพถ่ายที่เป็นหลักฐานสำคัญคือภาพของคุณวาสนา กระแสสินธุ์ (ซ้ายสุด) ถ่ายร่วมกับบิดาและมารดา ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในช่วงเวลาที่ ขุนพิพิธวิรัชชการ (วงศ์ กระแสสินธุ์) บิดาของเธอ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคเปนเฮเกน
ขุนพิพิธวิรัชชการเป็นบุตรของ นายวอน กระแสสินธุ์ ชาวหัวหินดั้งเดิม ส่วนมารดาคือ คุณลำจวน นามสกุลเดิม อยู่อำไพ ชาวศรีราชา
ในช่วงเวลาดังกล่าว พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ได้เสด็จไปพบครอบครัวนี้ด้วยพระองค์เอง และทรงขอให้คุณวาสนา กระแสสินธุ์ เป็นแบบภาพถ่ายสำหรับใช้เป็น “ภาพสมมุติของปริศนา” ในการจัดพิมพ์นวนิยายเป็นเล่มครั้งแรก
พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตทรงเล่าไว้ในคำนำหนังสือ ปริศนา ฉบับพิมพ์เล่มว่า
“รูปที่สมมุติว่าเป็นรูปปริศนาในหนังสือเล่มนี้
ข้าพเจ้าได้เชิญเสด็จหม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์
และหม่อมเจ้าถกลไกวัล รพีพัฒน์
มาถ่ายคุณวาสนา กระแสสินธุ์
เพราะว่าคุณวาสนาเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าเห็นว่า
มีลักยิ้มและหน้าตา รูปร่าง คล้ายคลึงกับ ‘ปริศนา’
ซึ่งบรรยายไว้ในหนังสือเรื่องนี้
ข้าพเจ้าขอบพระทัยท่านทั้ง ๒ และคุณวาสนาไว้ ณ ที่นี้ด้วย”
ลงพระนาม
ว. ณ ประมวญมารค
๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕
นามปากกา ว. ณ ประมวญมารค มาจากพระนามเดิม หม่อมเจ้าวิภาวดี รัชนี และที่ประทับเดิมซึ่งตั้งอยู่บนถนนประมวญ จึงทรงเลือกใช้คำว่า “วิภาวดี ณ ถนนประมวญ” เป็นที่มาของนามปากกาอันเป็นที่รู้จักในวงการวรรณกรรมไทย
การที่ต้นแบบของ ปริศนา คือหญิงสาวลูกหลานชาวหัวหิน มิใช่สตรีชั้นสูงในราชสำนักโดยตรง หากแต่เป็นผู้ที่ก้าวข้ามพรมแดนภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมไปสู่เวทียุโรป สะท้อนภาพของ “สตรีสมัยใหม่” ตามอุดมคติของผู้ประพันธ์ได้อย่างชัดเจน และยิ่งทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีมิติทางประวัติศาสตร์และสังคมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เรื่องราวของ คุณวาสนา กระแสสินธุ์ จึงมิใช่เพียงเกร็ดเบื้องหลังวรรณกรรม หากเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์เล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงโลกของวรรณศิลป์ ชนชั้นนำ และชุมชนท้องถิ่นอย่างหัวหิน เข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม
“เสียมกุก” ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร ศูนย์กลางที่ “เวียงจันทน์”
“เสียมกุก” ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร ศูนย์กลางที่ “เวียงจันทน์”
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ “เสียมกุก” คือชาวสยามที่ปรากฏอยู่บนภาพสลักระเบียงประวัติศาสตร์ หรือระเบียงคดของปราสาทนครวัด
“เสียมกุก” คือชาวสยามที่ปรากฏอยู่บนภาพสลักระเบียงประวัติศาสตร์ หรือระเบียงคดของปราสาทนครวัด เป็นข้อความว่า “เนะ สยำ กุก” อันแปลความได้ว่า “นี่(ไง) พวกสยาม” เพราะ “สยำ” คือเสียมหรือสยาม ส่วน “กุก” สันนิษฐานว่ารับอิทธิพลจากภาษาจีน คือ “ก๊ก” หมายถึง พวก หมู่ เหล่า ชาว ฯลฯ
ภาพสลัก “เสียมกุก” โด่งดังอย่างมากในแวดวงนักวิชาการประวัติศาสตร์และผู้สนใจทั้งหลาย ในฐานะหลักฐานการมีอยู่ของชนชาติสยาม บนโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ของอารยธรรมเขมรโบราณ ณ เมืองพระนคร (นครวัด) หรือพระบรมวิษณุโลก
หากว่ากันด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ภาพสลัก เสียมกุก คือสัญลักษณ์ขบวนเกียรติยศของกลุ่มเครือญาติ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ระหว่างพิธีกรรมสำคัญบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นพิธีบรมราชาภิเษก หรือพิธีสถาปนาเป็นพระวิษณุสถิตบรมวิษณุโลก เท่ากับว่า “ชาวเสียม” หรือชาวสยาม ย่อมต้องเป็นเครือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์เขมรโบราณพระองค์นี้ เช่นเดียวกับขบวนทัพของพวกละโว้ และพิมาย ที่ปรากฏเป็นขบวนพยุหยาตราเรียงรายอยู่บนระเบียงคดด้วยเช่นกัน ซึ่งดินแดนเหล่านี้ล้วนเป็นเครือญาติกับกษัตริย์เขมรแห่งเมืองพระนครทั้งสิ้น
สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายว่า “สยาม มีรากจากคำพื้นเมืองบริเวณลุ่มน้ำสาละวิน-ลุ่มน้ำโขง ว่า ซำ หรือ ซัม หมายถึง พื้นที่มีน้ำพุ หรือน้ำผุดจากใต้ดิน ซึ่งบางท้องถิ่นเรียกน้ำซับน้ำซึม ครั้นนานปี (หรือนานเข้า) น้ำเหล่านั้นไหลนองเป็นหนองหรือบึงขนาดน้อยใหญ่ กลายเป็นแหล่งปลูกข้าว ในที่สุดทำนาทดน้ำ ผลิตข้าวได้มากไว้เลี้ยงคนจำนวนมาก ทำให้ชุมชนหมู่บ้านเริ่มแรกเมื่อติดต่อชุมชนห่างไกลก็เติบโตเป็นเมือง, รัฐ, อาณาจักร”
“สยาม เป็นชื่อดินแดน ที่คนพวกอื่นซึ่งอยู่ภายนอกใช้เรียกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำโขงตอนบนอย่างกว้าง ๆ หลวม ๆ … สยามไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์หนึ่งใดโดยเฉพาะ แต่ใช้เรียกกลุ่มคนที่อยู่ดินแดนสยามว่า ‘ชาวสยาม’ โดยไม่จำกัดชาติพันธุ์หรือชาติภาษา แต่มักสื่อสารกันทั่วไปด้วยตระกูลภาษาไทย-ลาว ซึ่งเป็นภาษากลางทางการค้าภายในสมัยโบราณ”
แม้ความเชื่อที่ว่า เสียมกุก คือชาวสยามและบรรพบุรุษสาขาหนึ่งของคนไทยนั้นค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ แต่คำอธิบายเชิงว่าด้วย “ตัวตน” ที่แท้จริงของพวกเขาว่าเป็นคนกลุ่มไหน หลักแหล่งแห่งที่คือบริเวณใดของประเทศไทย หรืออุษาคเนย์ ประเด็นนี้ยังถูกย่อยออกเป็นหลายทิศทาง
นักวิชาการตะวันตกเชื่อว่าเสียมกุกคือกองทัพสยามจากรัฐสุโขทัย ส่วน จิตร ภูมิศักดิ์ เสนอว่า เป็นชาวสยามแห่งลุ่มน้ำกก บริเวณจังหวัดเชียงราย ขณะที่เอกสารจีนเองเรียกผู้คนในแคว้นสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ว่าพวก “เสียน” หรือ “เสียม” เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีความไม่สอดคล้องบางประการในแนวคิดเหล่านี้ เพราะกลางพุทธศตวรรษที่ 17 หรือช่วงเวลาที่เกิดภาพสลัก “เสียมกุก” บนระเบียงประวัติศาสตร์นั้น ทั้งสุโขทัย ดินแดนลุ่มน้ำกก และแคว้นสุพรรณภูมิ ยังไม่ใช่บ้านเมืองใหญ่โตหรือรัฐขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรัฐสุโขทัย ซึ่งเพิ่งมาสถาปนาหลังจากนั้นเกือบ 100 ปี
เสียมกุก ชาวสยามจากลุ่มน้ำโขง
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ หรือ สมเด็จพระประสาท หรือ สมเด็จพระประสาสน์ นามเดิม ช่วง (23 ธันวาคม พ.ศ. 2351 – 19 มกราคม พ.ศ. 2426) เป็นขุนนางชาวสยาม ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในช่วงต้นรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในภาพนี้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ประดับด้วย เครื่องอิศริยาภรณ์ ต่อไปนี้
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ดารานพรัตน แบบแรก สมัย รัชกาลที่ ๔ เป็นรูปดารา 8 แฉก ทำด้วยเงินจำหลักเป็นเพชรสร่ง กลางเป็นดอกประจำยามฝังพลอย 8 อย่าง ใจกลางเป็นเพชรเหมือนมหานพรัตน ใช้ประดับที่อกเสื้อด้านซ้าย
ตราสุริยมณฑล ซึ่งมีลักษณะเป็นตราเทพบุตรชักรถ ตราสุริยมณฑลนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานให้แก่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั่วพระราชอาณาจักร ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้พระราชทานตราสุริยมณฑลให้แก่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ดังนั้น ท่านจึงใช้ตราสุริยมณฑลเป็นตราประจำตัวตั้งแต่นั้นมา โดยท่านจะใช้ตรานี้ประทับกำกับไว้ที่หนังสือราชการ สิ่งของเครื่องใช้ หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่ท่านสร้างไว้
เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ ชั้นเชอวาลิเยร์ แห่งจักรวรรดิฝรั่งเศส สมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ (Legion of Honour, Chevalier Class – Second French Empire, Napoleon III ระหว่าง ค.ศ. 1852–1870) เหรียญเป็นรูปสมเด็จจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ และมีอักษรว่า “NAPOLEON EMPEREUR DES FRANÇAIS”
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ฟรันซ์ โยเซฟ แห่งจักรวรรดิออสเตรีย–ฮังการี (Order of Franz Joseph) เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิออสเตรีย–ฮังการี สถาปนาโดยจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟที่ ๑ เมื่อปี ค.ศ. 1849
5. เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลโอปอลด์ แห่งราชอาณาจักรเบลเยียม (Order of Leopold, Belgium) เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เก่าแก่และสูงสุดของประเทศเบลเยียม ตั้งชื่อตามพระนามของพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนา คือ พระเจ้าเลโอปอลด์ที่ ๑ แบ่งออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายทหาร ฝ่ายพาณิชยนาวี และฝ่ายพลเรือน โดยฝ่ายพาณิชยนาวีมอบให้แก่บุคลากรในกองเรือพาณิชย์ และฝ่ายทหารมอบให้แก่กำลังพลทหาร เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้สถาปนาเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ค.ศ. 1832 และพระราชทานโดยพระบรมราชโองการ
มหามกุฏราชสันตติวงศ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส
มหามกุฏราชสันตติวงศ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส
พระราชโอรสพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้านภวงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย (ธิดาพระอินทอำไพ หรือพระอินทรอภัย คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าทัศไภย พระราชโอรสสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ) ประสูติเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๓๖๕ (นับแบบปัจจุบันตรงกับปีพุทธศักราช ๒๓๖๖)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์เป็นพระราชโอรสหนึ่งในสองพระองค์ที่ประสูตินอกเศวตฉัตร (อีกพระองค์หนึ่งคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร) แรกประสูติมีพระยศที่หม่อมเจ้านพวงศ์
ในรัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้านภวงศ์ วรองค์อรรคมหามกุฎ ปรมุตมราโชรส ภายหลังทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิวลาส ได้ทรงกำกับกรมล้อมพระราชวัง และเมื่อกรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธรสิ้นพระชนม์แล้ว ได้ทรงกำกับกรมพระคลังมหาสมบัติ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๔๑๐ สิริพระชันษา ๔๖ ปี พระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เป็นต้นราชสกุล นพวงศ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านพวงศ์ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ทรงมีพระนัดดาที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมไทย คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ ชื่น นพวงศ์)
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงพระเยาว์ ถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน ในปี ค.ศ. 1865 (พ.ศ. 2408) เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระยศ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ภาพนี้ถ่ายก่อนพระราชพิธีโสกันต์ เพียงไม่กี่วัน
จอห์น ทอมสัน (John Thomson): ช่างภาพผู้บุกเบิกแห่งตะวันออกไกล
จอห์น ทอมสัน (อังกฤษ: John Thomson; 14 มิถุนายน ค.ศ. 1837 – 29 กันยายน ค.ศ. 1921 / ตรงกับ พ.ศ. 2380 – พ.ศ. 2464) เป็นช่างภาพและนักภูมิศาสตร์ชาวสกอต ผู้เป็นหนึ่งในช่างภาพตะวันตกยุคแรกที่เดินทางไปบันทึกภาพในภูมิภาคตะวันออกไกล ด้วยความหลงใหลในวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสถาปัตยกรรมของเอเชีย ผลงานของเขาถือเป็นสะพานเชื่อมโลกตะวันตกกับภูมิภาคตะวันออก ช่วยให้ชาวตะวันตกได้สัมผัสความงดงามและเอกลักษณ์ของเอเชียในศตวรรษที่ 19
การเดินทางและการบุกเบิกในเอเชีย
ทอมสันเริ่มต้นการเดินทางในเดือนเมษายน ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405) โดยมุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สิงคโปร์ เขาเปิดร้านถ่ายภาพให้บริการแก่ชนชั้นสูง นักธุรกิจ และชาวต่างชาติ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพและสร้างชื่อเสียงในฐานะช่างภาพฝีมือเยี่ยม
ในปี ค.ศ. 1865 (พ.ศ. 2408) ทอมสันเดินทางเข้าสู่สยาม โดยถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 กันยายน ระหว่างพำนักในกรุงเทพฯ เขาได้รับโอกาสพิเศษเข้าเฝ้าพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางระดับสูง รวมถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ผู้ทรงสนพระทัยในวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก ทอมสันได้บันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญในราชสำนัก เช่น พระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เมื่อทรงพระเยาว์ พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน และพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 ในหลากหลายพระอิริยาบถ
การถ่ายทอดวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม
นอกจากการถ่ายภาพบุคคลและพิธีสำคัญแล้ว ทอมสันยังสนใจบันทึกภาพสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทย เช่น วัดวาอารามและสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ ผลงานของเขาแสดงถึงความละเอียดและความงดงามของศิลปกรรมในยุคปลายรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394–2411) ทั้งยังสร้างความประทับใจแก่ชาวสยามในยุคนั้น และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวตะวันตกที่ได้ชมภาพถ่ายในภายหลัง
การสร้างสรรค์ภาพแบบเหมือนจริงในปัจจุบัน
การผสมผสานเทคโนโลยี AI กับภาพถ่ายประวัติศาสตร์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสามารถในการเชื่อมโยงอดีตเข้ากับโลกปัจจุบัน แต่ยังช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ให้ยืนยาว และคงคุณค่าทางศิลปะและความทรงจำในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ
พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล)
อัครราชทูตสยามผู้มีอำนาจเต็มประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๐–๒๔๔๒ (ค.ศ. ๑๘๙๗–๑๘๙๙)
พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์แต่งกายด้วย เครื่องแบบเต็มยศสักหลาดสีดำ สำหรับราชสำนักสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) ลวดลายการปักดิ้นทองบนฉลองพระองค์มีลักษณะใกล้เคียงกับเครื่องแบบของ คณะองคมนตรีอังกฤษ (Privy Council) สะท้อนสถานะของผู้แทนสยามในระดับการทูตสูงสุดในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราที่ประดับ
ที่อกขวา ประดับ เหรียญรัชฏาภิเษกสมโภช และ เหรียญดุษฏีมาลา เข็มศิลปวิทยา อันเป็นเหรียญสำคัญของสยามในรัชกาลที่ ๕
ที่ลำคอ ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ ๒ (จุลวราภรณ์)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ (ฝั่งซ้าย บน จากซ้าย)
ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎปรัสเซีย
(Order of the Crown – Prussia) ชั้นที่ ๓ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จักรพรรดิฟรันทซ์ โยเซ็ฟ
(Order of Franz Joseph – Austria-Hungary) ชั้นที่ ๕ - Knightประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัย
(ญี่ปุ่น: 旭日章 – Kyokujitsu-shō / อังกฤษ: Order of the Rising Sun) ชั้นที่ ๕ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญโอลาฟ
(Den Kongelige Norske Sankt Olavs Orden – นอร์เวย์) ชั้นที่ ๓ - Commanderประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์แดนเนอโบร
(Order of the Dannebrog – เดนมาร์ก) ชั้นที่ ๓ - Commander 1st Classประดับ เครื่องอิสริยาภรณ์วิชาการการศึกษา
(Ordre des Palmes académiques – ฝรั่งเศส) ชั้นที่ ๒ - Officier
เครื่องราชอิสริยาภรณ์สยาม (ฝั่งซ้าย ล่าง)
ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย ชั้นที่ ๒ (จุลสุราภรณ์)
รายละเอียดเครื่องแบบ
กระดุมเสื้อเป็น กระดุมตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งใช้เฉพาะกับเครื่องแบบเต็มยศของข้าราชการสยามประจำต่างประเทศ ตั้งแต่ชั้นอัครราชทูตลงมาจนถึงผู้ช่วยราชการ โดยเป็นกระดุมที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษ
เครื่องแบบดังกล่าวเป็นงานตัดจากห้องเสื้อ Meyer & Mortimer ซึ่งเป็นสำนักตัดเย็บเก่าแก่ที่ได้รับความไว้วางใจจากราชสำนักอังกฤษอย่างต่อเนื่องยาวนาน
เครื่องแบบเต็มยศในลักษณะนี้ ยุติการใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่รัชกาลที่ ๗ เป็นต้นมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบราชการและการทูตของสยามเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
🙏 ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจ “โคตรทหาร”
พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร์) และคุณหญิงน้อม ศรีสุริยราชวรานุวัตร
พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร์) และคุณหญิงน้อม ศรีสุริยราชวรานุวัตร
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร์) สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลอุดร และ คุณหญิงน้อม ศรีสุริยราชวรานุวัตร ผู้เป็นภริยา ซึ่งทั้งสองนับเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์จังหวัดอุดรธานี
พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร์) ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลอุดรคนที่ ๒ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๗–๒๔๖๕ สืบตำแหน่งต่อจากพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์ เนติโพธิ์) ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมไปก่อนหน้า ส่วนคุณหญิงน้อม ศรีสุริยราชวรานุวัตร เป็นเอกภริยาของท่าน ทั้งสองมีบทบาทสำคัญในการพัฒนามณฑลอุดรให้เจริญรุ่งเรืองในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา
คุณหญิงน้อม ศรีสุริยราชวรานุวัตร เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับกุลธิดาในมณฑลอุดร จึงได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงขึ้นภายในเขตจวนสมุหเทศาภิบาล ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนอุปถัมภ์นารี” และเริ่มเปิดทำการสอนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยมีคุณหญิงน้อมเป็นผู้อุปการะดูแลโรงเรียนอย่างใกล้ชิด
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ เมื่อ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคต คุณหญิงน้อมได้ออกแจ้งความเชิญชวนข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนในมณฑลอุดร ร่วมกันบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธา เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่สำหรับโรงเรียนสตรี เนื่องจากอาคารเดิมมีพื้นที่คับแคบลง ทั้งยังเป็นการน้อมเกล้าฯ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อสนองพระราชดำริที่ทรงมีพระราชปณิธานจะทรงสร้างโรงเรียนสตรีในมณฑลอุดร แต่ยังมิทันได้ดำเนินการก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน
ในเวลาต่อมา โรงเรียนแห่งใหม่นี้ได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ว่า “ราชินูทิศ” ซึ่งมีความหมายว่า อุทิศแด่พระราชินี
ในด้านเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร์) ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายตระกูล ได้แก่
๑. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ ๒ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) ฝ่ายหน้า
๒. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ ๑ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) ฝ่ายหน้า
๓. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) ฝ่ายหน้า
ส่วนคุณหญิงน้อม ศรีสุริยราชวรานุวัตร ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๓ ตติยจุลจอมเกล้า (ต.จ.) ฝ่ายใน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในภาพนี้ คือ การแต่งกายของคุณหญิงน้อม ศรีสุริยราชวรานุวัตร ซึ่งสะท้อนแฟชั่นสตรีในสมัยรัชกาลที่ ๖ ช่วง Late Teens Fashion หรือแฟชั่นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ราว ค.ศ. ๑๙๑๖–๑๙๑๙) อย่างชัดเจน เป็นการผสมผสานระหว่างโครงสร้างการตัดเย็บแบบตะวันตกกับการใช้ผ้าไทย กล่าวคือ ใช้รูปแบบกระโปรงตะวันตกแทนการนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าซิ่นแบบล้านนา โดยกระโปรงในช่วงเวลานี้มีความยาวไม่กรอมเท้า หากยกสูงขึ้นมาประมาณกลางน่อง ซึ่งถือเป็นช่วงรอยต่อสำคัญ ก่อนที่ความยาวกระโปรงจะพัฒนาไปสู่ระดับใต้เข่า และนำไปสู่แฟชั่นยุค Art Deco ในทศวรรษ ๑๙๒๐ ต่อไป
การเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยแสดงให้เห็นการจัดเตรียม พระเมรุมาศทรงบุษบก ณ ท้องสนามหลวง
การจัดเตรียม พระเมรุมาศทรงบุษบก ร.๕ ณ ท้องสนามหลวง
การเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยแสดงให้เห็นการจัดเตรียม พระเมรุมาศทรงบุษบก ณ ท้องสนามหลวง
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพบันทึกเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์สยาม ว่าด้วย การเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยแสดงให้เห็นการจัดเตรียม พระเมรุมาศทรงบุษบก ณ ท้องสนามหลวง
ภาพต้นฉบับถ่ายโดย ศาสตราจารย์ ดร. เคิร์ต เบเยอร์ (Professor Dr. Kurt Beyer) วิศวกรโยธาชาวเยอรมัน ซึ่งเข้ามาทำงานในสยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องถึงต้นรัชกาลที่ ๖ และเป็นเจ้าของผลงานภาพถ่ายชุดสำคัญที่เก็บรักษาอยู่ ณ Deutsche Fotothek
ภาพถ่ายชุดนี้ ผมได้ค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณ ๑๐ ปีก่อน ในระหว่างการทำวิจัยและรวบรวมเอกสารประกอบการศึกษาในระดับ ปริญญาเอก (PhD) ซึ่งในขณะนั้น ภาพถ่ายต้นฉบับของเคิร์ต เบเยอร์ ยังคงอยู่ในสภาพขาวดำ และมีข้อจำกัดทั้งด้านรายละเอียดเชิงสถาปัตยกรรมที่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้ครบถ้วน
ต่อมา เมื่อเทคโนโลยีด้านการบูรณะภาพและการสร้างสรรค์ภาพด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ผมจึงมีโอกาสนำภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชุดนี้กลับมาศึกษา วิเคราะห์ และบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยตั้งใจรักษาองค์ประกอบดั้งเดิมของภาพต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด ทั้งในด้านสัดส่วน รายละเอียดทางสถาปัตยกรรม และบรรยากาศของช่วงเวลานั้น
การบูรณะภาพชุดนี้มิได้มีเจตนาเพื่อดัดแปลงหรือแทนที่ภาพถ่ายต้นฉบับ หากแต่เป็นความพยายามในการ เปิดมิติการมองเห็นใหม่ ให้แก่ภาพประวัติศาสตร์ เพื่อช่วยให้ผู้สนใจสามารถเข้าใจรายละเอียดของพระราชพิธี สถาปัตยกรรม และบริบทของสยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงใคร่ขอแบ่งปันภาพที่ผ่านการบูรณะและภาพต้นฉบับควบคู่กัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้า และการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สยามในเชิงลึกต่อไป
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดสูท แบบคลาสสิค 1930s
สูทบุรุษในทศวรรษ 1930s: รูปทรง อำนาจ และต้นแบบของความคลาสสิก
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดสูท แบบคลาสสิค 1930s
ทศวรรษที่ 1930 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์แฟชั่นบุรุษตะวันตก เพราะเป็นยุคที่ “สูทสมัยใหม่” ได้รับการตกผลึกอย่างแท้จริง ทั้งในเชิงรูปทรง หน้าที่ และความหมายทางสังคม สูทในยุคนี้มิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอำนาจ ความสุภาพ และเสถียรภาพ ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ
สูทที่ปรากฏในภาพถ่ายเหล่านี้เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของสูทแบบทศวรรษ 1930 อย่างแท้จริง รูปทรงโดยรวมมีความสมดุล สง่างาม และสุขุม — ไหล่กว้างอย่างเป็นธรรมชาติ เอวคอดเล็กน้อยโดยไม่รัดตัวจนเกินไป และกางเกงที่ทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก แตกต่างจากความรัดตัวของยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน หรือความผ่อนคลายเกินไปของทศวรรษ 1920
โครงสร้างของสูท 1930s: สถาปัตยกรรมแห่งการแต่งกาย
หัวใจของสูทยุคนี้อยู่ที่เสื้อแจ็กเก็ต ซึ่งถูกออกแบบอย่างประณีตในเชิงโครงสร้าง,ไหล่เสริมฟองน้ำเพียงเล็กน้อย เพื่อให้รูปทรงมั่นคงแต่ไม่แข็งกระด้าง, ความยาวเสื้อค่อนข้างยาว ช่วยยืดลำตัวให้ดูสง่า, เอวเข้ารูปอย่างนุ่มนวล ผ่านการตัดเย็บและการเก็บทรง มิใช่การรัดตัว, เมื่อสวมใส่แล้ว สูทจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ทางกายภาพของผู้สวมใส่ ภาพรวมจึงให้ความรู้สึกมั่นคง สุภาพ และน่าเชื่อถือ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้สูทลักษณะนี้กลายเป็นต้นแบบของสูททำงาน สูทนักการทูต และสูทของผู้นำมาจนถึงปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘
พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องราชภูษิตาภรณ์และฉลองพระองค์ครุย ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ทรงพระมหามาลาเส้าสูง ทรงถือพระแสงฝักทองเกลี้ยงทรงญี่ปุ่น ฉายคราวประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘
ฉลองพระองค์เครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗
“ฉลองพระองค์เครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์” ในสมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นสีเขียว สีตามกำลังวันพระบรมราชสมภพ คือวันพุธ ทรงฉลองพระองค์ครุยริ้วทองพื้น ทรงสวมสายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ ประดับจักรีดารา ทรงพระภูษายกทอง พระสนับเพลาเชิงงอน รัดพระองค์สายทองพระปั้นเหน่งมรกตล้อมเพชร ถุงพระบาท และ ฉลองพระบาท
ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ เป็นฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเสด็จเลียบพระนคร และพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน
เดิมฉลองพระองค์สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแต่ครั้งสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ออกนามแต่เพียงว่า
“ฉลองพระองค์เครื่องต้นอย่างบรมราชาภิเษก”
ถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงปรากฏในหมายกำหนดการออกนามฉลองพระองค์สำรับนี้เป็นครั้งแรกว่า
“เครื่องพระราชภูษิตาภรณ์อย่างวันบรมราชาภิเษก”
เมื่อเสด็จเลียบพระนคร
และเปลี่ยนเป็นใช้ว่า
“เครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์” [เคฺรื่อง-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-พู-สิ-ตา-พอน]
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงถวายผ้าพระกฐิน
ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อทรงฉลองพระองค์สำรับนี้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ออกนามว่า
“ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์”
สิ่งที่น่าสนใจในพระบรมฉายาลักษณ์
๑. พระมาลาเส้าสูง
พระมาลาเส้าสูง “มาลา” เป็นศัพท์ที่เนื่องมาจากการนำดอกไม้มาประดับศีรษะ ภายหลังมีการประดิษฐ์โลหะมีค่าเป็นรูปดอกไม้ จึงเรียกเครื่องประดับศีรษะรวม ๆ ว่า มาลา มีทั้งชนิดมีปีกและไม่มีปีก
พระมาลาหรือหมวกมีทั้งทำด้วยผ้า หนังสัตว์ พระมาลาที่แสดงยศศักดิ์และเป็นเครื่องราชูปโภค เป็นชนิดมีปีก พระมาลาที่เคยทรงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้แก่ พระมาลาเส้าสูง และพระมาลาเบี่ยง
พระมาลาเส้าสูง เป็นพระมาลาที่พับปีกขึ้นไว้ด้านข้าง มีสายทองกระหวัดรัดไว้ให้คงรูป ทรงสูงทำด้วยสักหลาด รอบองค์ประดับเกี้ยวทองคำลงยาฝังเพชร มีเกี้ยวยอด ด้านข้างมีขนนกการะวเก หรือพระยี่ก่าประดับ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
๒. พระปั้นเหน่งมรกตล้อมเพชร ในสมเด็จพระพันปีหลวง
พระปั้นเหน่งมรกตล้อมเพชร เป็นพระราชมรดกตกทอดสืบมาในพระราชวงศ์จักรี ใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ ๗
ปั้นเหน่ง หรือหัวเข็มขัด ประดับด้วยมรกตโคลัมเบีย ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านสีเขียวสดใสและความบริสุทธิ์ ถือเป็นอัญมณีที่มีมูลค่าสูง ตัวเส้นเข็มขัดทำจากทองคำแท้ทั้งเส้น
๓. พระแสงฝักทองเกลี้ยงทรงญี่ปุ่น
พระแสงองค์นี้เป็นดาบไทยทรงญี่ปุ่น ฝักและด้ามทำด้วยทองคำประดับเพชร เป็นฝีพระหัตถ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงตีขึ้นที่ชานชาลาพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ ฟากตะวันออก เมื่อแรกสร้างทรงใช้เป็นพระแสงคู่พระหัตถ์อยู่ระยะหนึ่ง
ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหลวงอิศเรศสุนทรเสด็จขึ้นอุปราชาภิเษกเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล นอกจากจะได้พระราชทานเครื่องอิสริยยศอย่างอื่นตามโบราณราชประเพณีแล้ว ยังได้พระราชทานพระแสงองค์นี้ด้วย
ในรัชกาลต่อมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงองค์นี้แด่สมเด็จพระบรมราชโอรส สืบทอดกันต่อ ๆ มา ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทวาวงศ์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์
พระแสงองค์นี้เมื่อแรกสร้างในรัชกาลที่ ๑ เป็นฝักไม้ทารักดำ ครั้นเมื่อจะพระราชทานสมเด็จพระบรมราชโอรส ก็จะขูดรักดำทารักแดง แล้วจะกลับขูดรักแดงทารักดำอีก เมื่อสมเด็จพระบรมราชโอรสพระองค์นั้นขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว
ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนพินิตประชานาถ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่าพระแสงองค์นี้เป็นพระแสงฝีพระหัตถ์สมเด็จพระปฐมบรมราชวงศ์ เป็นพระแสงสำคัญสำหรับพระบรมราชจักรีวงศ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หุ้มฝักด้วยทองคำ และพระราชทานนามว่า
“พระแสงฝักทองเกลี้ยง”
และโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระแสงสำหรับแผ่นดิน และเป็นพระแสงองค์สำคัญเนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกองค์หนึ่ง
อ้างอิง
คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี. พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรวงศ์กับประชาชน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์, ๒๕๒๕.
คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี. พระแสงราชศัสตราประจำเมือง. กรุงเทพฯ: บริษัท เกรท โปร กราฟฟิค จำกัด, ๒๕๓๙.
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ: Diamond Jubilee of Queen Victoria
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ: Diamond Jubilee of Queen Victoria
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในพระราชพิธีพัชราภิเษกสมโภชแห่งสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในฉลองพระองค์ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ พระยศนายร้อยโท
พระบรมฉายาลักษณ์ต้นฉบับ ฉายที่กรุงลอนดอน ขณะทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ พระชนมายุ ๑๖ พรรษา ในการเสด็จแทนพระองค์ร่วมกับกรมหมื่นมหิศรรราชหฤทัย เนื่องในโอกาสการเข้าร่วมงานพระราชพิธีพัชราภิเษกในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Diamond Jubilee of Queen Victoria) จัดขึ้นในวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๐ (1897) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระที่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียครองสิริราชสมบัติครบปีที่ ๖๐
ก่อนหน้านี้ในวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงดำรงพระชนมายุล้ำพระชนมายุของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๓ พระอัยกา ในฐานะที่ทรงเป็นองค์พระประมุขที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ สก็อตแลนด์ และสหราชอาณาจักร พระองค์มีพระประสงค์ให้เลื่อนการเฉลิมฉลองของสาธารณชนแบบพิเศษต่าง ๆ ออกไปถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พร้อมกับพระราชพิธีพัชราภิเษกของพระองค์ โจเซฟ แชมเบอร์เลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคม ได้เสนอให้จัดพระราชพิธีพัชราภิเษกเป็นการเฉลิมฉลองทั่วจักรวรรดิอังกฤษ
สิ่งที่น่าสนใจคือเหรียญที่ระลึกที่ประดับบนฉลองพระองค์
เหรียญทางซ้ายคือ เหรียญรัชดาภิเษกมาลา ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖ (1893)) (Silver Jubilee of King Chulalongkorn) ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ หรือวิกฤตการณ์ปากน้ำ ซึ่งเป็นความขัดแย้งทางการทูตและการทหารระหว่างสยามกับฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส–สยาม) ที่นำไปสู่การเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ลาวส่วนใหญ่ในปัจจุบัน) ให้ฝรั่งเศส
เหรียญทางขวาคือ เหรียญพระราชพิธีพัชราภิเษกในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (พ.ศ. ๒๔๔๐ (1897)) (Diamond Jubilee of Queen Victoria) ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก
ระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมชนกนาถจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดี ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สืบแทนสมเด็จพระเชษฐา มีพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ (1894)
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในแฟชั่นแบบ Classic Preppy Look
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในแฟชั่นแบบ Classic Preppy Look
แฟชั่น Classic Preppy Look ถือกำเนิดจากเครื่องแต่งกายของนักเรียนระดับ Preparatory School และมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐและสหราชอาณาจักรในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยมีรากฐานจาก British Menswear Tradition ซึ่งยึดถือความเนี้ยบของการตัดเย็บ สัดส่วนที่พอดีตัว และคู่สีคลาสสิกซึ่งสะท้อนทั้งสถาบันเก่าแก่และความสง่างามในแบบชนชั้นผู้ดีอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Navy Blue, Beige, Khaki หรือ Ivory สไตล์นี้จึงสั่งสมภาพลักษณ์ของระเบียบ ความสุภาพ และความเรียบโก้ที่ไม่ต้องอาศัยความโดดเด่นฉูดฉาด แต่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความคลาสสิกเหนือกาลเวลา
องค์ประกอบสำคัญของ preppy menswear ประกอบด้วยเบลเซอร์เนวีตัดเนี้ยบแบบอังกฤษซึ่งมักประดับกระดุมทองหรือโลหะ กางเกงสีเบจหรือกากีซึ่งเข้าคู่กับเนวีอย่างเป็นธรรมชาติ เสื้อเชิ้ต Oxford สีขาว เนกไทสีดำหรือเนวีที่ให้ความเป็นระเบียบ และรองเท้าประเภท loafers หรือ sneakers ซึ่งในยุคใหม่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความผ่อนคลายแบบ preppy ร่วมสมัย คู่สี Navy + Beige จึงกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทั้งสากลและ timeless และยังสืบเนื่องจากสถาบันกีฬาและชีวิตนักเรียนในอังกฤษที่ให้คุณค่ากับวินัยและความสง่างามแบบ understated
สีทั้งสองยังมีพลังทางสัญลักษณ์ในประวัติศาสตร์แฟชั่นอย่างเด่นชัด สี Navy Blue มาจากเครื่องแบบทหารเรืออังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 สื่อถึงวินัย เกียรติยศ และความน่าเชื่อถือ ขณะที่สี Beige หรือ Khaki มีรากมาจากเครื่องแบบของอังกฤษในอินเดียยุคจักรวรรดิ ซึ่งเป็นสีที่ทนทาน ปฏิบัติได้จริง และให้ความรู้สึกหรูอย่างสงบ เมื่อนำมาจับคู่กันจึงเกิดภาพลักษณ์ที่สะอาด เนี้ยบ และคลาสสิกอย่างผู้ดีอังกฤษ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของ preppy style ทั่วโลกนานนับศตวรรษ
ความงามแบบคลาสสิคเหล่านี้สะท้อนอย่างสง่างามในฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ พิธีเปิดการแข่งขันซีเกมส์ 2025 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อพระองค์ทรงปรากฏด้วยเบลเซอร์สีน้ำเงินเข้มประดับตราทีมชาติไทย กางเกงสีเบจทรงพอดีพระวรกาย เสื้อเชิ้ตขาว เนกไทสีดำ และฉลองพระบาทสนีกเกอร์สีขาว อันเป็นการตีความ preppy–British tailoring ในแบบไทยสมัยใหม่ได้อย่างเฉียบคม พระเกศาที่ทรงรวบอย่างงดงามเพิ่มความสุภาพและความคล่องแคล่วให้ฉลองพระองค์จนเกิดภาพลักษณ์ที่ลงตัวระหว่างความเป็นทางการและความร่วมสมัย
ฉลองพระองค์เช่นนี้มีความหมายสำคัญทั้งในเชิงแฟชั่นและวัฒนธรรมไทย ประการแรกคือการเน้นย้ำความเป็น preppy ที่สง่างามแบบผู้นำของชาติ ซึ่งถ่ายทอดผ่านความเนี้ยบ ความมีวินัย และบุคลิกแห่งความมั่นใจ ประการที่สองคือการยกระดับเครื่องแบบทีมชาติไทยให้กลายเป็น high fashion ด้วยโครงสร้างและสัดส่วนแบบ British tailoring ที่ผสานกันอย่างงดงามระหว่างความเป็นทางการ ความคล่องแคล่วเชิงกีฬา และภาวะผู้นำที่เด่นชัด และประการสุดท้ายคือการสะท้อนว่าแฟชั่นแบบไทยร่วมสมัยสามารถเชื่อมต่อกับ aesthetics สากลได้โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ ซึ่งปรากฏชัดเมื่อพระองค์เสด็จเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานพิธีเปิดการแข่งขันซีเกมส์ และร่วมเฉลิมฉลองความพร้อมของประเทศไทยในเวทีโลก
ดังนั้น การปรากฏพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ ในสไตล์ Classic Preppy British Menswear จึงมิได้เป็นเพียงการสวมใส่เครื่องแบบทีมชาติ แต่เป็นการประกาศภาพลักษณ์ใหม่ของ “ความสง่างามแบบไทยร่วมสมัย” ที่ผสานความเรียบโก้ ความเป็นผู้นำ ความเป็นหนึ่งเดียวกับนักกีฬาไทย และความคลาสสิกเหนือกาลเวลา คู่สี Navy + Beige ซึ่งเป็นรากเหง้าจาก British menswear จึงไม่เพียงเป็นแฟชั่น หากยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความพร้อม ความเป็นระเบียบ และภาพลักษณ์นานาชาติของประเทศไทยในยุคใหม่อย่างสมศักดิ์ศรี
การสร้างสรรค์แฟชั่นสไตล์ ล้านนา Early Teens
การสร้างสรรค์แฟชั่นสไตล์ Lanna Early Teens
ภาพที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือการถ่ายทอดแฟชั่นล้านนาในสไตล์ Early Teens ช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ สะท้อนแฟชั่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๗ (ค.ศ. 1911–1914) ซึ่งเป็นยุคที่หลักฐานภาพถ่ายของแฟชั่นสตรีชั้นสูงล้านนาค่อนข้างหายาก แม้ยุคเอ็ดเวิร์เดียนจะสิ้นสุดลงในอังกฤษเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังการสวรรคตของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ แต่ความงามแบบเอ็ดเวิร์เดียนยังคงมีอิทธิพลอย่างชัดเจนในช่วงต้นทศวรรษ 1910 ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านสู่รูปทรงแฟชั่นก่อนสงคราม
ภาพคอลเลกชันนี้เกิดจากการจินตนาการและการผสมผสาน โดยนำแบบเสื้อที่ผมเคยสร้างสรรค์ไว้เมื่อต้นปี ซึ่งในครั้งนั้นเป็นการแต่งกายแบบสยามด้วยการนุ่งโจงกระเบน มาประยุกต์ใหม่ให้เข้ากับบริบทล้านนาด้วยการจับคู่กับผ้าซิ่นตีนจก ทั้งแบบเชียงใหม่และแบบน่าน
สำหรับครั้งนี้ ผมใช้ Google Banana Pro ในการสร้างสรรค์ โดยนำภาพเสื้อและทรงผมที่ออกแบบไว้อย่างถูกต้องทางประวัติศาสตร์ มาผสมกับผ้าซิ่นตีนจกล้านนา และปรับฉากหลังให้เป็นวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ (ผมเติบโตใกล้วัดพระสิงห์ บ้านของผมเองก็เป็นศรัทธาวัดพระสิงห์) พร้อมเพิ่มความเป็นล้านนาด้วยดอกไม้พื้นถิ่น ได้แก่ ดอกเฟื่องฟ้า ดอกพวงแสด และดอกพุทธรักษา และในภาพเสมือนเราจะได้ยินเสียงนกกระจอกบินวนอยู่เบื้องหลัง
ภาพชุดนี้จึงเป็นการนำเสนอแนวคิดการตีความแฟชั่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ ผ่านมุมมองของล้านนาในจินตนาการร่วมสมัย
__________________
ในสยาม ช่วงเวลานี้ตรงกับต้นรัชกาลที่ ๖ ยุคแห่งความทันสมัยและกระแสชาตินิยม จากมุมมองประวัติศาสตร์แฟชั่น เราเรียกช่วงนี้ว่า “ยุค Early Teens” (พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๖๒ / ค.ศ. 1911–1919) ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อสำคัญ และมีลักษณะเด่น ได้แก่:
๑. โครงสร้างเสื้อผ้าอ่อนนุ่มขึ้น
ในแฟชั่นแบบตะวันตก คอเสื้อสูงแบบเอ็ดเวิร์เดียนเริ่มเสื่อมความนิยม แทนที่ด้วยคอปกเหลี่ยมหรือคอกะลาสี แขนสามส่วน หรือแขนประดับลูกไม้หลายชั้น พร้อมชายเสื้อที่ยาวระดับสะโพก
๒. ทรงผมเล็กลงและเป็นธรรมชาติ
แม้ยังนิยมเกล้ามวยสูง แต่รูปทรงเล็กลงและดูผ่อนคลายกว่าเดิม
๓. แนวเอวสูง
มักวางใต้หน้าอก ตามแนวโรแมนติกแบบ Paul Poiret ซึ่งเน้นเส้นสายอ่อนช้อย
๔. กระโปรงแคบลง
มีความเข้ารูปมากขึ้น นิยมจับคู่กับเสื้อแจ็กเก็ตชายยาว เสื้อผ้าลูกไม้ หรือแขนกิโมโน
__________________
“Lanna Early Teens Style”: อัตลักษณ์ใหม่แห่งแฟชั่นล้านนา
ในขณะที่สตรีชั้นสูงในกรุงเทพฯ เริ่มนิยมเสื้อฝรั่งคู่โจงกระเบนและผ้าลูกไม้แบบตะวันตก สตรีชนชั้นสูงในล้านนา—โดยเฉพาะผู้ได้รับอิทธิพลจากเจ้าดารารัศมี—ยังคงรักษาเอกลักษณ์ล้านนาควบคู่ไปกับแฟชั่นโลก เช่น มวยผมแบบญี่ปุ่น เสื้อฝรั่งผ้าลูกไม้ และผ้าซิ่นตีนจก
ลักษณะเด่นของ Lanna Early Teens Style ได้แก่:
๑. เสื้อลูกไม้หรือเสื้อคอต่ำ
ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม มีการจับจีบหรือเสริมลูกไม้บริเวณแขน แขนสามส่วน และชายเสื้อยาวระดับสะโพก
๒. ผ้าซิ่นลายนิยมของล้านนา
เช่น ผ้าซิ่นตีนจก สีสันเข้าชุดกับเสื้อฝรั่ง และใช้ร่วมกับเข็มขัดเอวสูง
๓. ทรงผมเกล้ามวยแบบลอนอ่อน
หรือการปล่อยลอนอ่อนในหญิงสาว สะท้อนทั้งอิทธิพลตะวันตกและความเป็นธรรมชาติ
๔. เครื่องประดับ
เช่น ร่มงาช้าง เข็มกลัดคาเมโอ หรือกระเป๋าผ้าปักลาย
๕. รองเท้า
รองเท้าหนังทรง Mary Jane หรือ T-bar คู่กับถุงน่องสีดำหรือสีขาว
กล่าวได้ว่า Lanna Early Teens Style คือแฟชั่นที่สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้สตรีล้านนาในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน สะท้อนความงาม ความมั่นใจ และความสามารถในการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตก สยาม และล้านนาเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม
__________________
Lanna Early Teens Fashion Creation
This AI-generated collection presents Lanna fashion in the Early Teens style during the early reign of King Rama VI. It reflects the pre–World War I fashion era between พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๗ (1911–1914), a period in which photographic evidence of elite Lanna women’s dress is relatively scarce. Although the Edwardian era officially ended in Britain in พ.ศ. ๒๔๕๓ (1910) with the death of King Edward VII, the Edwardian aesthetic continued to exert influence well into the early 1910s before gradually transitioning into the pre-war silhouette.
This collection is an imaginative reconstruction that blends the blouse designs I created earlier this year. Those earlier works depicted Siamese court dress paired with chong kraben. In this new series, I re-interpret those garments within a Lanna context by pairing the blouses with phaa sin teen chok, both from Chiang Mai and Nan.
For this project, I used Google Banana Pro, combining historically informed blouse patterns and hairstyles with Lanna teen chok textiles, and situating the scene at Wat Phra Singh in Chiang Mai—a place personally meaningful to me, as I grew up next to the temple and my family has long been its devotees. To enhance the Lanna atmosphere, I incorporated familiar local flowers such as bougainvillea, puang-saet (Pyrostegia venusta), and canna lilies. One can almost imagine hearing sparrows fluttering in the background of the scene.
This series embodies a creative interpretation of pre–World War I fashion, envisioned through a Lanna cultural lens.
In Siam, this period corresponds to the early reign of King Rama VI, a time marked by modernisation and rising nationalism. In fashion history, this era is known as the Early Teens (พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๖๒ / 1911–1919), a transitional phase with distinctive characteristics:
๑. Softer garment structures
High Edwardian collars declined in popularity, replaced by square collars, sailor collars, three-quarter sleeves, and layered lace sleeves, with blouses often extending to hip length.
๒. Smaller and more natural hairstyles
Although high chignons were still worn, their shapes became smaller and more relaxed.
๓. High waistlines
Often placed just below the bust, following the romantic, fluid lines championed by Paul Poiret.
๔. Narrower skirts
Increasingly fitted silhouettes were frequently paired with long jackets, lace blouses, or kimono-style sleeves.
“Lanna Early Teens Style”: A New Sartorial Identity
While elite women in Bangkok were increasingly adopting Western lace blouses paired with chong kraben, elite women in Lanna—especially those influenced by Princess Dara Rasami—maintained a hybrid aesthetic that fused Lanna identity with global fashion trends. This included Japanese-inspired coiffures, Western lace blouses, and phaa sin teen chok.
Key Characteristics of the Lanna Early Teens Style
๑. Lace blouses or low-necked blouses
Made from cotton or silk, featuring pleats or lace trim at the sleeves, typically three-quarter length, with hip-length hems.
๒. Highly prized Lanna phaa sin
Especially sin teen chok in coordinated colours, worn with a high waist belt.
๓. Soft chignon hairstyles with loose waves
Young women often wore gentle curls, reflecting both Western influence and natural simplicity.
๔. Accessories
Such as ivory-handled parasols, cameo brooches, and embroidered purses.
๕. Footwear
Mary Jane or T-bar leather shoes worn with black or white stockings.
The Lanna Early Teens Style can be seen as a newly defined sartorial identity for Lanna women during a period of cultural transition. It expresses beauty, confidence, and an elegant interplay between Western, Siamese, and Lanna aesthetics.
อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ :
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
“4 สายราชสกุล-ราชินิกุล-สกุล: “กิติยากร-พิศลยบุตร-เทวกุล-สุจริตกุล” สายพระชนก ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
4 ราชสกุล-ราชินิกุล-สกุล สายพระชนก ใน “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
”4 สายราชสกุล-ราชินิกุล-สกุล: “กิติยากร-พิศลยบุตร-เทวกุล-สุจริตกุล” สายพระชนก ใน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ พระรูป และภาพ ของ 4 สายราชสกุล-ราชินิกุล-สกุล: “กิติยากร-พิศลยบุตร-เทวกุล-สุจริตกุล” สายพระชนก ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นพระธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร
เนื่องจากพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ พระชนกในพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นพระโอรสใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ และ หม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน (เทวกุล) กิติยากร ราชสกุล-ราชินิกุล-สกุล สายพระชนก จึงเกี่ยวเนื่องด้วยราชสกุลกิติยากร, ราชสกุลเทวกุล, สกุลพิศลยบุตร และสกุลสุจริตกุล
__________________
“กิติยากร-พิศลยบุตร”
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ต้นราชสกุล “กิติยากร” พระนามเดิมคือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ ประสูติเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2417 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาอ่วม จากสกุล “พิศลยบุตร”
เจ้าจอมมารดาอ่วม เป็นธิดาคนที่ 3 ของ พระยาพิสณฑสมบัติบริบูรณ์ (ยิ้ม พิศลยบุตร) หรือ “เจ้าสัวยิ้ม” กับขรัวยายปราง (สกุลเดิม “สมบัติศิริ”)
ต้นสกุลพิศลยบุตรคือ หลวงบรรจงวาณิช (เหล่าบุ่นโข่ย) ซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน เดินทางมาสยามโดยเรืออั้งจุ๋น (สำเภาแดง) จากเมืองอ้วงเก่ฉู่ มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ชุบเลี้ยงนายเหล่าบุ่นโข่ยอย่างสนิทเสน่หา และพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงบรรจงวานิช ท่านมีบุตรและธิดากับท่านจาดและภริยาคนอื่น ๆ หลายคน แต่ไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง หนึ่งในนั้นก็คือ ยิ้ม พิศลยบุตร
สมัยรัชกาลที่ 4 พระยาพิสณฑสมบัติบริบูรณ์ (ยิ้ม พิศลยบุตร) ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นพระภาษีสมบัติบริบูรณ์ เจ้าภาษีฝิ่น ตัดสินใจซื้อโรงงานน้ำตาลเมืองนครชัยศรีจากชาวยุโรป เพื่อตัดปัญหาเจ้าของโรงงานโกงเงินค่าอ้อยชาวไร่ จากนั้นขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตขุดคลองขนส่งน้ำตาลมากรุงเทพฯ และเป็นเส้นทางคมนาคมของประชาชน เชื่อมคลองบางกอกใหญ่กับแม่น้ำเมืองนครชัยศรี พระราชทานนามคลองว่า “คลองภาษีเจริญ” ตามราชทินนามผู้ขุด
เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค แล้วทอดพระเนตรเห็น “คุณอ่วม” บุตรีพระยาพิสณฑสมบัติบริบูรณ์ ซึ่งยืนชื่นชมพระบารมีจากหน้าต่างบ้าน ทำให้พระองค์ต้องพระราชหฤทัยและส่งคุณท้าวไปสู่ขอจากบิดา แม้พระยาพิสณฑสมบัติบริบูรณ์จะไม่ยินยอมในทีแรก เพราะได้หมั้นหมายคุณอ่วมกับชายอื่นไปแล้ว แต่หลังจากผู้ใหญ่ในวังมาเจรจาก็เป็นอันเข้าใจกัน และยอมน้อมเกล้าฯ ถวายธิดาเป็นบาทบริจาในรัชกาลที่ 5
เจ้าจอมมารดาอ่วมประสูติพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวคือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ ต้นราชสกุลกิติยากร ทั้งทรงเป็นพระราชโอรสรุ่นแรกในรัชกาลที่ 5 ที่ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อต่างประเทศ ณ ทวีปยุโรป ก่อนจะกลับมารับราชการในสยามเมื่อ พ.ศ. 2437
หลังกลับสยาม ทรงได้รับสถาปนาขึ้นทรงกรม เป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ แล้วเลื่อนพระอิสริยยศขึ้นเป็นพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก่อนทรงได้รับแต่งตั้งเป็นนายพลตรี และเป็นอภิรัฐมนตรี ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
ในบั้นปลายพระชนมชีพ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เสด็จไปรักษาอาการประชวรที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่นั่นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 พระชันษา 57 ปี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงเสกสมรสกับ “หม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน เทวกุล” ธิดามหาอำมาตย์นายก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ประสูติแต่หม่อมใหญ่ เทวกุล
__________________
“เทวกุล-สุจริตกุล”
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ต้นราชสกุล “เทวกุล” พระนามเดิมคือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงษ ประสูติเมื่อ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 42 ในรัชกาลที่ 4 ประสูติแต่ เจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม หรือสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา
เจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยมประสูติพระราชโอรสและธิดา 6 พระองค์ ประกอบด้วย
1. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย
2. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงษ
3. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน หรือต่อมาคือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน พระบรมราชเทวี
4. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา หรือต่อมาคือ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
5. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรี หรือต่อมาคือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ
6. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ หรือต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงษ ทรงเริ่มงานราชการด้วยการเป็นพนักงานตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบผลประโยชน์ของแผ่นดิน และการจัดเก็บภาษีอากรของกระทรวงต่าง ๆ ก่อนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น กรมหมื่นเทวะวงษวโรปการ เมื่อ พ.ศ. 2424 จากนั้นทรงรับราชการหลายตำแหน่ง จนได้เลื่อนยศเป็น “กรมหลวง” ใน พ.ศ. 2429 และเลื่อนขึ้นเป็น “สมเด็จกรมพระยา” ในสมัยรัชกาลที่ 6
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2466
กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ทรงเสกสมรสกับ “หม่อมใหญ่ เทวกุล ณ อยุธยา” สกุลเดิมของท่านคือ “สุจริตกุล”
หลวงอาสาสำแดง (แตง) และท้าวสุจริตธำรง (นาค) คือต้นสกุลสุจริตกุล หลวงอาสาสำแดง (แตง) เกิด พ.ศ. 2326 รับราชการเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นสมุห์บาญชีกรมหมาดเล็กเวรฤทธิ์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอาสาสำแดง ตำแหน่งเจ้ากรมเรือต้นซ้าย ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2395 อายุ 71 ปี
ส่วนท้าวสุจริตธำรง (นาค) เกิด พ.ศ. 2355 แล้วรับราชการฝ่ายในมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นท้าวทองพยศ ตำแหน่งนายวิเสทกลางสำรับหวาน เมื่อท่านถึงอนิจกรรมใน พ.ศ. 2434 อายุ 79 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นท้าวสุจริตธำรง
ทั้งคู่มีบุตรธิดารวม 9 คน (เจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยมในรัชกาลที่ 4 เป็นคนที่ 5) ซึ่งบุตรคนที่ 3 คือ เจ้าพระยาศิริรัตนมนตรี (หงส์ สุจริตกุล) คือบิดาของหม่อมใหญ่ เทวกุล ณ อยุธยา นั่นเอง
หม่อมใหญ่ เทวกุล ณ อยุธยา เป็นธิดาคนที่ 2 ของเจ้าพระยาศิริรัตนมนตรี (หงส์ สุจริตกุล) และคุณหญิงตาด ธิดาพระยาราชสงคราม (ทองอิน ธรรมสโรช) ที่สำคัญคือท่านเป็น “สหชาติ” คือเกิดและประสูติวันเดียวกันกับสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401) ด้วย
หม่อมใหญ่ เทวกุล ณ อยุธยา ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2479 สิริอายุ 78 ปี ประสูติโอรสธิดา 11 องค์ ธิดาองค์โตคือ “หม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน” ชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ นั่นเอง
ผู้เขียน กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2568
__________________
Four Royal and Noble Lineages on the Paternal Side of Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother:
Kitiyakara – Phisonlayabutr – Devakula – Sucharitkul
The images restored and artistically recreated by AI here present royal portraits and photographs representing the four royal and noble lineages on the paternal side of Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง):
the Kitiyakara, Phisonlayabutr, Devakula, and Sucharitkul families.
Her Majesty Queen Sirikit is the daughter of Prince Chandaburi Suranath (พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) and Mom Luang Bua Kitiyakara (หม่อมหลวงบัว กิติยากร; née Snidvongs).
Because Prince Chandaburi Suranath was the son of Prince Chandaburi Naruenat (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ) and Princess Apsornsaman Kitiyakara (หม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน กิติยากร; née Devakula), the paternal ancestry of Her Majesty is therefore linked to the Royal House of Kitiyakara, the Royal House of Devakula, and the noble families of Phisonlayabutr and Sucharitkul.
__________________
“Kitiyakara – Phisonlayabutr”
Prince Chandaburi Naruenat (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ), founder of the Kitiyakara royal house, was born as Prince Kittiyakara Voralaksana (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์) on 8 June 1874. He was the 12th son of King Chulalongkorn (Rama V) (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) and Chao Chom Manda Uam(เจ้าจอมมารดาอ่วม), who came from the Phisonlayabutr family (สกุลพิศลยบุตร).
Chao Chom Manda Uam (เจ้าจอมมารดาอ่วม) was the third daughter of Phraya Phisonlayabutr Buri Rom (ยิ้ม พิศลยบุตร), widely known as “Chao Sua Yim”, and Lady Prang (ขรัวยายปราง; née Sombatsiri — สมบัติศิริ).
The founder of the Phisonlayabutr family was Luang Banchong Vanich (หลวงบรรจงวาณิช; Chinese name: Lao Bun Khoei), whose ancestors migrated from Fujian aboard the Ang Chun (“Red Junk”).
King Mongkut (Rama IV) (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) took him under royal patronage and granted him noble rank.
His son Yim Phisonlayabutr, who became Phraya Phisonlayabutr Buri Rom, was a prominent opium tax farmer. During King Mongkut’s reign he purchased a sugar factory from Europeans in Nakhon Chaisi, and later petitioned to excavate a canal connecting Nakhon Chaisi to Bangkok. This canal was named Khlong Phasi Charoen (คลองภาษีเจริญ) after his noble title.
A well-known account recounts that King Chulalongkorn once travelled by barge and caught sight of Uam (อ่วม) looking out from a window. The King was taken by her beauty and asked his attendants to negotiate with her father, who had arranged her marriage elsewhere. After discussions, he consented to offering his daughter as a royal consort.
Chao Chom Manda Uam bore one son:
Prince Kittiyakara Voralaksana, founder of the Kitiyakara royal house. He was also among the first royal sons sent to study in Europe during the reign of King Chulalongkorn.
Upon returning to Siam in 1894, he entered government service and was later elevated to:
– Prince Chandaburi Suranath (กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ)
– Prince Chandaburi Naruenat (กรมพระจันทบุรีนฤนาถ) under King Vajiravudh (Rama VI),
eventually becoming a Lieutenant-General and Aphiratcha Montri (อภิรัฐมนตรี) under King Prajadhipok (Rama VII).
He passed away in Paris on 27 May 1931, aged 57.
Prince Chandaburi Naruenat married Princess Apsornsaman Devakula (หม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน เทวกุล), daughter of Prince Devawongse Varopakarn and Mom Yai Devakul na Ayudhya.
__________________
“Devakula – Sucharitkul”
Prince Devawongse Varopakarn (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ), founder of the Devakularoyal house, was born Prince Thewan Uthai Wong (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงษ) on 27 November 1858.
He was the 42nd son of King Mongkut (Rama IV), born to Chao Khun Chom Manda Piam (เจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม; later Somdet Phiyamawadi Sri Patcharinthramata – สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา).
Chao Khun Chom Manda Piam had six children:
Prince Unakan Anantanorachai (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย)
Prince Thewan Uthai Wong (พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงษ)
Princess Sunandha Kumariratana (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี)
Princess Savang Vadhana (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)
Princess Saovabha Phongsri (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)
Prince Sawatdisophon (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์)
Prince Devawongse began his service during the reign of King Chulalongkorn, working in finance and taxation. In 1881, he was appointed Prince Devawongse Varopakarn (กรมหมื่นเทวะวงษวโรปการ).
In 1886, he was elevated to Krom Luang, and under Rama VI he became Somdet Krom Phraya. He died on 28 June 1923.
He married Mom Yai Devakul na Ayudhya (หม่อมใหญ่ เทวกุล ณ อยุธยา; née Sucharitkul).
The Sucharitkul Line
The Sucharitkul family descends from:
– Luang Asa Samdaeng (Taeng) (หลวงอาสาสำแดง (แตง)), born 1783, a royal page and officer of the Royal Barge Department under Kings Rama III and IV
– Tao Sucharit Thamrong (Nak) (ท้าวสุจริตธำรง (นาค)), born 1812, an inner-court official who later held the rank Tao Sucharit Thamrong under Rama V.
Together they had nine children.
Their third son, Chao Phraya Siriratana Montri (Hongs Sucharitkul) (เจ้าพระยาศิริรัตนมนตรี (หงส์ สุจริตกุล)), was the father of Mom Yai Devakul na Ayudhya, the consort of Prince Devawongse Varopakarn.
Mom Yai, born 27 November 1858—the same day as Prince Devawongse, making them sahachat (สหชาติ)—passed away on 26 June 1936, aged 78.
She bore eleven children; the eldest daughter was Princess Apsornsaman Devakula, who became the consort of Prince Chandaburi Naruenat.
Author: Silpa Wattanatham Editorial Team
Published: Tuesday, 28 October 2025
__________________
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
วิธีที่ผมใช้บูรณะภาพถ่ายขาวดำโบราณ โดยเฉพาะภาพที่เต็มไปด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญตรา
⭐️ วิธีที่ผมใช้บูรณะภาพถ่ายขาวดำโบราณ โดยเฉพาะภาพที่เต็มไปด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญตรา
(ตอบคำถามหลายท่านที่สงสัยว่าผมทำอย่างไรให้สีและรายละเอียดตรงตามประวัติศาสตร์ขนาดนี้)
ช่วงหลังมีหลายท่านถามผมบ่อยมากครับว่า เวลาบูรณะภาพถ่ายเก่า ๆ ด้วยเทคโนโลยี AI—โดยเฉพาะภาพที่เต็มไปด้วยเหรียญตรา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ลวดลายดิ้นทอง และเครื่องแบบราชสำนักที่มีความซับซ้อน—ผมทำอย่างไรให้ สีถูกต้อง ลำดับเหรียญไม่ผิด และผิวสัมผัสของผ้า–โลหะ–เครื่องประดับดูสมจริง ทั้งที่ตัว AI เองก็ไม่ได้ “รู้” อยู่แล้วว่าสีจริงควรเป็นอย่างไร หรือแม้แต่การสะท้อนแสงของดิ้นทองแบบสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕–๖ มีลักษณะเฉพาะอย่างไร
ความจริงคือ มันไม่ได้ยากเลยครับ แต่ต้องละเอียดและใจเย็นมาก
และต้องใช้ “ความรู้ทางประวัติศาสตร์แฟชั่น” ร่วมกับ “การคุมทิศทางของ AI” อย่างใกล้ชิด
วันนี้ผมเลยอยากแบ่ง “กระบวนการที่ผมใช้จริง ๆ” ซึ่งหลายคนอาจนำไปประยุกต์ได้ ไม่ว่าจะทำงานบูรณะภาพครอบครัว ภาพโบราณ หรือใช้เพื่อทำงานเชิงวิชาชีพก็ได้เช่นกัน
และต้องบอกไว้ก่อนว่า กระบวนการนี้เป็นวิธีที่ผมนำไปใช้ ในงานอาชีพจริงของผมที่ลอนดอน
ในฐานะ นักออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ ผมใช้เทคนิคเดียวกันนี้ในการสร้างแบบร่างเสื้อผ้าจากภาพขาวดำเก่า ๆ เพื่อศึกษาผิวสัมผัสของผ้า เทคนิคการทอ ลวดลายดิ้นทอง และโครงสร้างเครื่องแบบโบราณในระดับที่ละเอียดแบบงานภาพยนตร์ฮอลลีวูด
ดังนั้นจึงขอเล่า “วิธีที่ผมทำจริง ๆ” ให้ฟัง เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากลองบูรณะภาพคุณภาพสูง โดยกระบวนการเหล่านี้สามารถใช้ได้กับ Google Nano Banana Pro หรือเอ็นจินอื่นที่ออกแบบมาเป็น editing suite แนวเดียวกันครับ
๙ ธันวา ไหว้สาบาทเจ้า: “วันพระราชชายาเจ้าดารารัศมี”
๙ ธันวา ไหว้สาบาทเจ้า
“วันพระราชชายาเจ้าดารารัศมี”
“วันพระราชชายาเจ้าดารารัศมี” ตรงกับวันที่ ๙ ธันวาคมของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร นครเชียงใหม่ ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการวางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและสยามในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
พระราชชายาฯ ทรงถวายตัวเป็นบาทจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นหลักประกันทางการเมืองและวัฒนธรรมให้แก่ล้านนาในยามที่กระแสอำนาจจากชาติตะวันตกกำลังรุมเร้าแผ่นดินสยาม บทบาทของพระองค์จึงเป็นมากกว่าพระสนมฝ่ายใน หากแต่เป็น “ผู้แทนล้านนา” ที่ทรงช่วยสถาปนาความมั่นคงและความเป็นเอกภาพของราชอาณาจักรผ่านพระอัจฉริยภาพ ความสุขุม และพระราชหฤทัยอันแน่วแน่
ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ยังทรงเป็นผู้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนาอย่างกว้างขวาง—ตั้งแต่ การฟ้อนล้านนา เครื่องแต่งกาย ขนบธรรมเนียม การทอผ้า ดนตรีพื้นเมือง ตลอดจนรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปประดิษฐ์—ให้กลับมารุ่งเรืองและได้รับการยอมรับในระดับราชสำนักสยาม หลายสิ่งที่พระองค์ทรงบำรุงรักษายังคงเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ล้านนาที่เห็นได้จนถึงทุกวันนี้
คุณูปการทั้งหมดของพระราชชายาฯ จึงไม่เพียงเป็นประวัติศาสตร์ หากยังเป็นมรดกที่ชาวเชียงใหม่และชาวเหนือพึงภาคภูมิใจอย่างลึกซึ้ง ในวันที่ ๙ ธันวาคมของทุกปี เราจึงร่วมกัน “ไหว้สาบาทเจ้า” เพื่อรำลึกในพระเมตตาและพระกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ที่ยังคงส่องสว่างอยู่ในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และหัวใจของชาวล้านนาจวบจนปัจจุบัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ และ หม่อมใหญ่ เทวกุล ณ อยุธยา (สกุลเดิม สุจริตกุล)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระปัยยกา (ทวด) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศและองคมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งดำรงตำแหน่งสมุหนายกและองคมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นต้นราชสกุลกิติยากร
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นต้นราชสกุลกิติยากร (ตอนที่ ๒)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศพลเรือน พร้อมกับ เหม่อมเจ้าอับศรสมาน (เทวกุล) กิติยากร
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 12 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาอ่วม ประสูติเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2417 ซึ่งเป็นปีจอ และพระองค์ก็มีเชื้อสายจีนสืบมาจากเจ้าจอมมารดาอ่วม
ในช่วงต้นพระชนม์ชีพพระองค์ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจาก พระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) ก่อนจะไปศึกษาต่อที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะจัดพระราชพิธีโสกันต์ให้กับพระองค์ในปี พ.ศ.2428 หลังจากทำพิธีโสกันต์เสร็จ ก็ได้ผนวชเป็นสามเณรประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศน์ราชวรมหาวิหาร เป็นระยะเวลา 15 วันก็ลาสิกขาบทออกมาเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ ตามที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งมา โดยเป็นพระเจ้าลูกยาเธอรุ่นแรกที่ได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
พระเจ้าลูกยาเธอรุ่นแรกที่รัชกาลที่ 5 ท่านส่งไปเรียนยังเมืองนอกนั้นมีด้วยกัน 4 คน ได้แก่
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช
โดยพระองค์ได้ไปศึกษาในระดับมัธยมที่ Rockvill School หลังจากศึกษาระดับมัธยมจบ พระองค์ก็ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดสาขาบูรพคดีศึกษา สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต เมื่อ พ.ศ. 2437 และกลับยังสยามในปีเดียวกัน โดยหลังจากที่พระองค์กลับมายังสยาม ก็ช่วยพระราชบิดาของพระองค์หลายอย่าง เริ่มรับราชการและดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แถมยังเป็นองคมนตรีด้วย นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระตุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็โปรดเกล้าฯ ทรงพระนามกรม ขึ้นเป็น กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ และยังสร้างวังพระราชทานใหกับพระองค์ วังนี้จึงเป็นสิทธิ์ขาดของพระองค์และราชสกุลกิติยากร ซึ่งโดยทั่วไปขนานนามว่า วังปากคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งการพระราชทานที่ดินและพระตำหนักริมน้ำนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพระองค์ เพราะวังแห่งนี้เป็นวังที่ตั้งอยู่ติดริมน้ำเจ้าพระยา เช่นเดียวกับวังที่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี หนึ่งในพระมเหสีของพระจุลจอมเกล้าอีกด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เลื่อนยศของพระองค์จาก กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ ขึ้นเป็นกรมหลวงและกรมพระ ตามลำดับ ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า พระเจ้าพี่ยาเธอฯทรงรับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติด้วยพระปรีชาสามารถ ได้ทรงจัดราชการในกระทรวงพระคลังให้เจริญมาโดยลำดับ เมื่อได้รับพระบรมราโชบายไปประการใดก็ทรงราชการนั้นๆให้สำเร็จไปด้วยพระราชประสงค์
ต่อมาในสมัยของรัชกาลที่ 7 ก็ทรงตั้งเป็นอภิรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังทรงเป็นนายกกรรมการพิจารณาวางระเบียบข้าราชการพลเรือน และนายกกรรมการรักษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ก.ร.พ.) ด้วย ซึ่งในส่วนของคณะรัฐมนตรี ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งขึ้นนั้น พระองค์ทรงคัดเลือกจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในราชการสำคัญๆมาแล้วทั้งสิ้น โดยสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ และการคลัง และทรงเป็นเอกอัครบัณฑิตทางด้านภาษาศาสตร์ นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระองค์ก็ได้แปลงเรื่องจันทกุมารชาดก จาก ภาษาบาลี เป็นไทย จนทรงได้รับพระราชทานพัดเปรียญ 5 ประโยคจาก รัชกาลที่ 7 ทั้งที่ทรงเป็นฆราวาสก็ตาม ซึ่งพระองค์ได้เป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ยังทรงพระนิพนธ์ ปทานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ-สันสกฤต โดยอาศัยพจนานุกรมบาลีของอาร์.ซี. ชิลเดอรส์ (R.C.Childers) ที่ สมาคมบาลีปกรณ์ดำเนินการจัดพิมพ์มาก่อนหน้านี้แล้วเป็นหลัก โดยแปลออกไป 4 ภาษาได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต แต่ต้นฉบับที่ทรงจัดทำไม่เรียบร้อยดีทุกส่วน ทำให้ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ม.ล.จิรายุ นพวงศ์ องคมนตรี ตรวจชำระต้นฉบับที่พระองค์ทรงร่างขึ้นแล้วโปรดให้มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย จัดพิมพ์ปทานุกรมดังกล่าวเพื่อเผยแผ่ นับแต่นั้น ปทานุกรมเล่มนี้จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ พระองค์เป็นต้นราชสกุลกิติยากร พระองค์เสกสมรส (สมรส พ.ศ. 2438) กับหม่อมเจ้าหม่อมเจ้าอับศรสมาน กิติยากร (ราชสกุลเดิม เทวกุล; 21 ตุลาคม พ.ศ. 2420 – 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2482) ผู้เป็นพระราชธิดาของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ มีพระโอรสและธิดารวมกับ 12 องค์ได้แก่
1. หม่อมเจ้าเกียรติกำจร กิติยากร
2. หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร
3. หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ( พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ )
4. หม่อมเจ้าหญิงกมลปราโมทย์ (กิติยากร) เทวกุล
5. หม่อมเจ้ามาโนทย์มานพ กิติยากร
6. หม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร
7. หม่อมเจ้าหญิงพิบูลย์เบญจางค์ (กิติยากร) วรวรรณ
8. หม่อมเจ้าหญิงกัลยางค์สมบัติ (กิติยากร) โสณกุล
9. หม่อมเจ้าหญิงจิตรบรรจง (กิติยากร) ลดาวัลย์
10. หม่อมเจ้าหญิงทรงอัปษร (กิติยากร) รพีพัฒน์
11. หม่อมเจ้าหญิงสรัทจันทร์ กิติยากร
12. หม่อมเจ้าพุฒ กิติยากร
นอกจากนี้ยังมีพระราชบุตรจากหม่อมคนอื่นอีก 11 องค์ ทำให้พระองค์มีพระโอรสและธิดารวมกันทั้งหมด 23 องค์
ในปีพ.ศ. 2473 พระองค์เริ่มมีอาการประชวรที่พระศอ จึงเสด้จไปประทับการรักษาที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในตอนแรกที่ทำการรักษาพระอาการเหมือนจะดีขึ้น แต่หลังจากนั้นอาการก็ทรุดลงจนพระองค์สิ้นพระชนม์ไปในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 สิริอายุ 58 พรรษา
เจ้าจอมมารดาชุ่ม ในรัชกาลที่ 5 (สกุลเดิม ไกรฤกษ์)
เจ้าจอมมารดาชุ่ม ในรัชกาลที่ 5 (สกุลเดิม ไกรฤกษ์)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือภาพของ เจ้าจอมมารดาชุ่ม ในรัชกาลที่ 5 ในแฟชั่นแบบตะวันตกช่วง ค.ศ. 1890s ตามแบบฉบับชุดราตรีสมัยปลายยุควิกตอเรียน ภาพนี้สร้างสรรค์จากต้นฉบับขาวดำ เพื่อถ่ายทอดบุคลิกของสตรีฝ่ายในผู้มีบทบาทสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่านของสยาม
เจ้าจอมมารดาชุ่ม ไกรฤกษ์ — สตรีฝ่ายในที่ได้รับการยกย่องว่า “แต่งชุดฝรั่งขึ้น” และเป็นคนแรกที่ได้รับตำแหน่ง นางสนองพระโอษฐ์ แห่งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี ร่วมขบวนเสด็จประพาสชวา ตามธรรมเนียมยุโรป หรือเทียบได้กับ Lady-in-Waiting ของราชสำนักตะวันตก
เจ้าจอมมารดาชุ่ม เป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธิดาของพระมงคลรัตนราชมนตรี (ช่วง ไกรฤกษ์) และเป็นสตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนางสนองพระโอษฐ์คนแรกของราชสำนักไทย
เจ้าจอมมารดาชุ่ม เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2412 ณ บ้านปากคลองโอ่งอ่าง จังหวัดพระนคร (ปัจจุบันคือบริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฝั่งพระนคร) เป็นธิดาคนที่เจ็ดจากทั้งหมดสิบคนของพระมงคลรัตนราชมนตรี (ช่วง ไกรฤกษ์) กับภรรยาชื่อไข่ บุตรีเจ้ากรมไม้สูงฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อบุตรีจำเริญวัยขึ้น เจ้าจอมอิ่มย่าหรัน ในรัชกาลที่ 3 พี่สาวต่างมารดาของพระมงคลรัตนราชมนตรี แนะนำให้นำบุตรสาวนี้ถวายตัวแก่สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร ด้วยเหตุนี้เจ้าจอมมารดาชุ่มจึงได้รับการอบรมเลี้ยงดูเป็นหญิงชาววังโดยแท้มาแต่นั้น
หลังจากนั้นไม่นานเจ้าจอมอิ่มย่าหรันซึ่งเป็นป้าของท่านก็ถึงแก่อนิจกรรม แต่เจ้าจอมอิ่มได้มอบมรดกเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้หลานน้อยไว้ดูต่างหน้า คือหีบหมากหินทรายขลิบทองแก่เจ้าจอมมารดาชุ่ม
ครั้นเข้าสู่วัยสาว เจ้าจอมมารดาชุ่มคอยถวายงานแก่สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่เนือง ๆ ด้วยความที่เจ้าจอมมารดาชุ่มเป็นคนรูปพรรณดี บุคลิกงามสง่า มีดวงหน้ายาว คางหักเหลี่ยม และมีความมั่นใจในตัวเองสูง จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นบาทบริจาริกาในตำแหน่ง เจ้าจอม เมื่ออายุได้ 19 ปี ปีถัดมาท่านมีบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าจอมมารดา เพราะให้ประสูติกาลพระราชธิดาสองพระองค์คือ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา (21 เมษายน พ.ศ. 2432 – 23 มีนาคม พ.ศ. 2501) ชาววังออกพระนามว่า "เสด็จพระองค์ใหญ่"
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี (6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2433 – 26 ตุลาคม พ.ศ. 2461) ชาววังออกพระนามว่า "เสด็จพระองค์เล็ก"
เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวรใน พ.ศ. 2439 แพทย์กราบบังคมทูลถวายคำแนะนำให้แปรพระราชฐานไปประทับสถานที่อากาศดีสักแห่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกเสด็จประพาสชวาเป็นการส่วนพระองค์ เพราะเคยเสด็จอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2413 มาก่อน พระองค์โปรดอัธยาศัยของชาวฮอลันดาและชนพื้นเมือง ภูมิประเทศที่สวยงาม และกิจการของฮอลันดาที่ปกครองชวา
ทรงใช้เวลาประพาสนานถึงสองเดือน ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงแต่งตั้งเจ้าจอมมารดาชุ่มเป็นนางสนองพระโอษฐ์ตามธรรมเนียมยุโรปคนแรก และโปรดเกล้าให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเจ้าจอมมารดาชุ่มแต่งกายอย่างสตรียุโรป ประกอบด้วยกระโปรงแบบสุ่ม เสื้อแขนหมูแฮม และสวมหมวก นอกจากนี้เจ้าจอมมารดาชุ่มยังมีโอกาสร่วมโต๊ะเสวยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่เคยปฏิบัติมาก่อนในสยาม
บันทึกในสมัยนั้นระบุอย่างชัดเจนว่า เจ้าจอมมารดาชุ่มได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือท่านมีความรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งหาได้ยากอย่างยิ่งในหมู่สตรีฝ่ายในยุคนั้น อีกทั้งยังมีบุคลิกภาพอันสง่างาม เป็นที่ยอมรับทั้งในราชสำนักและหมู่ชาววัง นอกจากนี้ท่านยังสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามธรรมเนียมสากลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในช่วงเวลาที่สยามกำลังสื่อสารกับนานาอารยประเทศ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ท่านโดดเด่นกว่าสตรีฝ่ายในจำนวนมาก คือความสามารถในการ “แต่งชุดฝรั่งขึ้น” และดูดีเป็นพิเศษในเครื่องแต่งกายตะวันตก
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถวายงานใกล้ชิดตามธรรมเนียมโบราณ หากแต่กลายเป็น “ตัวแทนวัฒนธรรม” ของสยามในเวทีระหว่างประเทศ การร่วมโต๊ะเสวยตามธรรมเนียมยุโรป การปรากฏพระองค์เคียงข้างพระอัครมเหสีและเจ้านายฝ่ายใน ในพิธีการที่รับอิทธิพลตะวันตก—ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในราชสำนักไทย และเจ้าจอมมารดาชุ่มก็เป็นหนึ่งในผู้เปิดประตูให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างสง่างามในประวัติศาสตร์สยาม.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานไปประทับพระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต และพระราชทานพระตำหนักต่าง ๆ ให้พระราชธิดาประทับร่วมกับพระมารดา เจ้าจอมมารดาชุ่มและพระราชธิดาทั้งสองพระองค์อาศัยในพระตำหนักสวนภาพผู้หญิง ติดกับพระตำหนักของเจ้าจอมมารดาอ่อน
เจ้าจอมมารดาชุ่มเริ่มกระเสาะกระแสะ และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2454 เวลา 23.30 น. สิริอายุ 41 ปี วันต่อมา วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2454 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เสนาบดีกระทรวงวัง เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
Thank you เพจ สาระ - บรรณ