History of Fashion
หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช กับเครื่องเพชรชุดนิลกาฬ ของสมเด็จพระพันปี
หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช กับเครื่องเพชรชุดนิลกาฬ ของสมเด็จพระพันปี
หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช กับเครื่องเพชรชุดนิลกาฬ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช (ชุมพล) พระชายาใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย
________
“เครื่องนิล” ในราชสำนัก: นิลกาฬ ≠ นิลสีดำ
จากบันทึกของ ท่านผู้หญิงดุษฏี มาลากุล ใน เรื่องของคน ๕ แผ่นดิน กล่าวว่า สมเด็จพระพันปีทรงมีเครื่องเพชรชุดใหญ่หลายชุด และในบรรดาเครื่องเพชรเหล่านั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ได้ “เครื่องนิล” เพราะประสูติวันอังคาร
คำว่า “นิลกาฬ” ในบริบทโบราณ มิได้หมายถึงนิลสีดำ (onyx) หากหมายถึง ไพลิน/แซฟไฟร์ (sapphire) ซึ่งมีสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงน้ำเงินแกมม่วง อันสอดคล้องกับสีประจำวันอังคารในคติไทยโบราณ
สีประจำวันไทย ปรากฏเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เด่นชัดที่สุดในบทประพันธ์ “สวัสดิรักษา” ของสุนทรภู่ที่ใช้ถวายการสอนสมเด็จเจ้าฟ้าอาภรณ์พระเจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 2 และปรากฏในตำราพิชัยสงครามหลายๆ เล่ม
.
วันอาทิตย์ = สีแดง
วันจันทร์ = สีขาวนวล
อังคาร = สีม่วงปนคราม
วันพุธ = สีแสดออกเหลือบ
พฤหัส = สีเขียวเหลือง
วันศุกร์ = สีเมฆหมอก
วันเสาร์ = สีดำ
เมื่อเชื่อมโยงคติสีประจำวันเข้ากับธรรมเนียมราชสำนัก จึงมีเหตุผลรองรับว่า “เครื่องนิล” ที่กล่าวถึงนั้นควรเป็น ไพลินสีน้ำเงินเข้ม หรือแกมม่วง มากกว่านิลสีดำ
💎 “สร้อยเพชรแม่เศรษฐี อันเลื่องชื่อ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
💎 “สร้อยเพชรแม่เศรษฐี อันเลื่องชื่อ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
สร้อยเพชรแม่เศรษฐี หรือ สร้อยคอแบบริวิแยร์ หรือ สร้อยคอแบบสายธาร (Rivière necklace) นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความสง่างามของสตรีชั้นสูงที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์แฟชั่น เครื่องประดับชนิดนี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือยุค จอร์เจียน (Georgian era, 1714–1830) โดยพัฒนามาจากสร้อยเพชรที่ร้อยเม็ดอัญมณีด้วยตะขอทองคำหรือเงินแบบ “คอลเลต์ (collet-set)” ซึ่งช่วยให้แสงสะท้อนผ่านตัวอัญมณีได้อย่างเต็มที่
ลักษณะของสร้อยริวิแยร์คือการเรียงร้อยเพชรหรืออัญมณีเม็ดกลมขนาดต่าง ๆ ต่อกันอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงจากเม็ดเล็กไปจนถึงเม็ดใหญ่ สร้างเส้นสายที่เปล่งประกายราวกับสายธารน้ำที่ไหลรินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด — ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Rivière มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “แม่น้ำ (river)”
ในยุคแรก สร้อยคอชนิดนี้มักทำจาก เพชรแบบ table-cut หรือ old mine-cut และใช้ตัวเรือนเงินเพื่อขับให้เพชรแวววาวยิ่งขึ้นในแสงเทียน ต่อมาเมื่อเทคนิคการเจียระไนพัฒนาไปสู่ brilliant cut ความระยิบระยับของอัญมณีก็ยิ่งชัดเจนขึ้น และชื่อ “ริวิแยร์” ก็เริ่มถูกใช้เพื่อเปรียบเปรยกับสายธารน้ำแห่งแสงที่ไหลไปทั่วลำคอของผู้สวมใส่
ราชสำนักฝรั่งเศสในสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถือเป็นยุคทองของสร้อยคอชนิดนี้ สตรีสูงศักดิ์ เช่น สมเด็จพระราชินีมารี เลซซินสกา (Queen Marie Leszczyńska) และ สมเด็จพระราชินีมารี อองตัวแนต (Queen Marie Antoinette) ต่างทรงนิยมสวมสร้อยริวิแยร์เพชรเจียระไนอย่างประณีต เพื่อเสริมความงามของชุดราตรีและศิราภรณ์ชั้นสูง ผลงานในยุคนี้มักสร้างสรรค์โดยช่างอัญมณีแห่งราชสำนัก เช่น Bapst และ Boehmer & Bassenge ซึ่งภายหลังมีชื่อเสียง (และอื้อฉาว) จาก “คดีสร้อยเพชรแห่งราชินีฝรั่งเศส” อันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส
เมื่อกาลเวลาล่วงสู่ยุค วิกตอเรีย (Victorian era) และ เอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian era) สร้อยคอริวิแยร์ก็ได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่ราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา (Queen Alexandra) พระอัครมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงเป็นผู้ที่ทำให้การสวมสร้อยเพชรแบบริวิแยร์และโชกเกอร์หลายชั้นกลับมาเป็นที่นิยม พระองค์ทรงสวมทับกันหลายเส้นเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นบนพระศอ และนั่นเองที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แฟชั่นการสวมสร้อยคอริวิแยร์เป็นที่นิยมในหมู่สตรีชั้นสูงทั่วทั้งยุโรป
ต่อมา สมเด็จพระราชินีแมรี (Queen Mary) ทรงครอบครองสร้อยคอริวิแยร์หลายเส้น ทั้งที่ประดับเพชร มรกต และไพลิน พระองค์มักทรงสวมร่วมกับเทียร่าและสร้อยระย้าแบบ sautoir ผลงานส่วนใหญ่ในราชสำนักอังกฤษนั้นมาจากสำนักอัญมณีชั้นนำ เช่น Garrard, Collingwood, และ Carrington & Co. ซึ่งต่อมาถูกท้าทายโดยช่างอัญมณีฝรั่งเศสอย่าง Cartier, Boucheron, และ Chaumet ผู้บุกเบิกการใช้ทองคำขาวและแพลทินัมในช่วง Belle Époque ให้เครื่องเพชรดูอ่อนช้อยและเบาบางยิ่งขึ้น
ยุค เอ็ดเวิร์ดเดียน (ราว ค.ศ. 1890–1910) ถือเป็นจุดสูงสุดของศิลปะการทำสร้อยริวิแยร์ เพราะเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนด้วย แพลทินัม (platinum) ช่วยให้เพชรสามารถลอยอยู่รอบลำคอได้อย่างไร้น้ำหนักราวกับแสงที่ส่องผ่านอากาศ ความงดงามนี้สะท้อนอยู่ในพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเลกชันนี้ — ซึ่งทรงสวม สร้อยพระศอเพชรแม่เศรษฐี อันโด่งดังในราชสำนักสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๕
ในสยาม การรับรูปแบบเครื่องประดับตะวันตกเริ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) พระมเหสีและพระราชธิดาหลายพระองค์ทรงรับวัฒนธรรมการแต่งกายและเครื่องอัญมณีแบบยุโรปเข้ามาอย่างงดงาม นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าเครื่องประดับจากยุโรปโดยตรง ทั้งจาก Garrard, Cartier, และ Van Cleef & Arpels ผ่านทางราชทูตหรือเป็นของถวายจากประเทศพันธมิตร ทำให้ราชสำนักสยามในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 มีคอลเลกชันเพชรพลอยที่เทียบเท่าราชสำนักยุโรปได้อย่างภาคภูมิ
สร้อยพระศอเพรชแม่เศรษฐี 2 ชุดนี้ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าเป็นชุดเดียวกันแต่แยกส่วนมาสวมใส่คนละคราว — แท้จริงแล้วเป็น คนละชุดโดยสิ้นเชิง สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีสร้อยเพชรแม่เศรษฐีรวมทั้งสิ้น ห้าเส้น ตามที่ระบุไว้ในหนังสือของคุณ อมรดรุณารักษ์ (อุทุมพร สุนทรเวช) ดังนี้
๑. ชุดเพชรรูปกลม (สองชั้น) (ภาพที่ ๑) — เป็นเพชรลูกน้ำขาวแท้เม็ดใหญ่เรียงรอบพระศอเป็นเฟืองระย้าซ้อนสองชั้น ทรงรัดเกล้ารูปดอกเบญจมาศเพชรอันงดงามคาดรอบพระเศียร เข้าชุดกับเข็มกลัดดอกเบญจมาศระย้าเพชรสามดอก พระวลัยกรเพชรลายละเอียดโปร่งทั้งสองข้าง และพระธำมรงค์เพชรที่เข้าชุดกันทั้งหมด เครื่องทรงชุดนี้ปรากฏในพระฉายาลักษณ์เมื่อคราว ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวาและสิงคโปร์ ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรีสโมสรแบบสตรีชาวยุโรป
๒. ชุดเพชรรูปกลมขนาดใหญ่ (สามชั้น) (ภาพที่ ๒ และ ๓) — เป็นสร้อยสังวาลเฟื่องเพชรสามชั้น เรียงลดหลั่นจากเม็ดใหญ่สู่เม็ดเล็กประดับรอบพระศอ ใช้สำหรับทรงเครื่องเต็มยศอย่าง ขัตติยราชนารีตามแบบโบราณราชประเพณีของไทยเดิม
สองชุดนี้ถือเป็นหัวใจของ “สร้อยเพชรแม่เศรษฐี” อันเลื่องชื่อ และถูกจดจำในฐานะหนึ่งในเครื่องเพชรที่งดงามที่สุดของสมเด็จพระพันปีหลวง ทั้งในด้านการออกแบบที่สมดุล ความวิจิตรแห่งลวดลาย และความประณีตของการร้อยเรียงอัญมณีที่ไล่ขนาดอย่างลงตัว
ดังนั้น สร้อยคอริวิแยร์จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของ “สายน้ำแห่งอำนาจและความงาม” ที่ไหลผ่านประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จากยุโรปสู่สยาม — จากพระศอของ พระราชินีมารี อองตัวแนต ใต้แสงเทียนในพระราชวังแวร์ซายส์ สู่พระศอของ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ในยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน และต่อเนื่องถึง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ แห่งกรุงสยาม ที่ทรงเปล่งประกายงดงามในพระฉายาลักษณ์อันทรงคุณค่าแห่งยุค
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir สไตล์เครื่องประดับแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery)
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir สไตล์เครื่องประดับแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับคาดว่าฉายในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ ประมาณระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๘ (ค.ศ. 1911–1915) ซึ่งเป็นยุคที่ยังคงมีหลักฐานทางภาพถ่ายมากมายหลงเหลืออยู่
ฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ ลูกไม้แบบปลายยุคเอ็ดเวิร์เดียน (Late Edwardian) หรือช่วงต้นของ ยุคทีนส์ (Early Teens) ลักษณะเด่นคือ คอเสื้อต่ำและแขนเสื้อแบบสามส่วน ประดับด้วยผ้าลูกไม้พาดคล้ายแพรสะพาย โดยมีผ้าสไบพาดไหล่รอบพระอังสา ติดเข็มกลัดบริเวณด้านบนของพระอุระด้านซ้าย แล้วปล่อยให้ชายผ้าทิ้งยาวลงข้างพระวรกายด้านขวา พระองค์ ทรงนุ่งโจงกระเบน และ ทรงถือผ้าเช็ดพระพักต์ลูกไม้ ซึ่งเพิ่มความอ่อนช้อยให้กับองค์ประกอบโดยรวม
พระองค์ทรงประดับฉลองพระองค์ด้วย สร้อยพระศอมุกเส้นยาวและสร้อยพระศอเพชรซ้อนกันหลายเส้น ตามแบบนิยมในตะวันตก พร้อม เข็มกลัดเพชรและเครื่องประดับเพชรนำ้งามหลากหลายชิ้น อันสะท้อนพระเกียรติยศและรสนิยมอันประณีต
นอกจากนี้ เครื่องเพชรที่ทรงสวมใส่ยังแสดงให้เห็นถึง อิทธิพลของศิลปะแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery) ซึ่งเน้นความอ่อนช้อยของเส้นสายและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พระองค์ทรงเลือกเครื่องเพชรในรูปแบบที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เช่น
1. สร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir — สร้อยมุกเส้นยาวที่มักประดับพู่ห้อยปลาย
2. สร้อยพระศอเพรชแบบ Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต
3. และ เครื่องประดับลายดอกไม้ ใบไม้ และกลีบดอก (floral and leaf motifs) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะแบบอาร์ตนูโวที่กำลังรุ่งเรืองในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ความสง่างามในยุคเอ็ดเวิร์เดียน และ La Belle Époque
ในยุโรป ยุคเอ็ดเวิร์เดียนเป็นที่รู้จักกันในนามว่า La Belle Époque ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่ง ความหรูหรา และความรื่นรมย์ของชนชั้นสูง ภายใต้การนำของ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ (King Edward VII) ผู้ทรงโปรดปรานความฟุ่มเฟือยและรสนิยมทางศิลปะอันหรูหรา
แม้รัชสมัยของพระองค์จะสั้น แต่ก็เต็มไปด้วยความเจิดจรัส พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในฐานะ กษัตริย์ผู้รักความสนุกและการละเล่น (light-hearted, gambling playboy) และรสนิยมแห่งความหรูหรานี้เองที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกแห่งแฟชั่นและอัญมณี
ในช่วงเวลานั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันยิ่งใหญ่ โดยมีพระราชวงศ์และชนชั้นสูงจากทั่วโลกมาร่วมงาน ต่างแข่งขันกันแต่งกายให้สง่างามที่สุด นอกจากนี้ยังทรงจัดงานเลี้ยงเต้นรำและงานสังคมราตรี (soirées) อันหรูหราอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความต้องการเครื่องประดับอันวิจิตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในหมู่ชนชั้นสูง การแสดงออกถึงฐานะและความมั่งคั่งผ่านเครื่องเพชรพลอยถือเป็นเรื่องปกติ — และไม่มีสิ่งใดจะสะท้อนยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนเท่า “เครื่องเพชรสไตล์เอ็ดเวิร์เดียน” ซึ่งผสานทั้งความหรูหรา ความละเอียด และความอ่อนช้อยไว้ในชิ้นเดียวกัน
คาร์เทียร์: ช่างอัญมณีแห่งราชสำนักเอ็ดเวิร์เดียน
คาร์เทียร์ (Cartier) ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และได้รับการยอมรับอย่างสูงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมและความประณีตสูงสุดของยุโรป แบรนด์ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ช่างอัญมณีประจำราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ ซึ่งทรงขนานนามคาร์เทียร์ว่า “The jeweller of kings and the king of jewellers” — “ช่างอัญมณีแห่งกษัตริย์ และกษัตริย์แห่งช่างอัญมณี”
คาร์เทียร์มีแนวทางที่เน้นทั้งความงามเชิงแฟชั่นและเทคนิคเชิงช่างขั้นสูง โดยเป็นผู้บุกเบิกการนำ โลหะแพลทินัม (Platinum) มาใช้ในงานอัญมณี ซึ่งทำให้สามารถสร้างเครื่องเพชรที่มีโครงสร้างบางเบาและซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดเป็นกระแสแฟชั่นที่เรียกว่า “White on White” — การผสมผสานระหว่างเพชรและแพลทินัมที่ขาวบริสุทธิ์ กลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคเอ็ดเวิร์เดียนตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนถึงการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปี ค.ศ. 1914
อิทธิพลของคาร์เทียร์ขยายไปไกลเกินยุโรป — ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงซื้อเครื่องเพชรจากคาร์เทียร์ เพื่อพระราชทานแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เครื่องประดับเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงพระราชนิยมในศิลปะตะวันตก แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง การเปิดรับวัฒนธรรมโลกและรสนิยมร่วมสมัยของราชสำนักสยามในยุค La Belle Epoque อีกด้วย
วัสดุและเทคนิค (Materials & Techniques)
เครื่องเพชรในยุคเอ็ดเวิร์เดียนมีลักษณะ อ่อนช้อย งดงาม และประณีตละเอียดลออ ผลิตโดยช่างอัญมณีฝีมือชั้นสูงที่ให้ความสำคัญกับความคงทนและความประณีตมากกว่าการผลิตด้วยเครื่องจักร ถือเป็น การหวนคืนสู่ความเป็นงานศิลป์ทำมือ หลังยุคอุตสาหกรรม
แรงบันดาลใจสำคัญมาจากศิลปะจากศตวรรษที่ ๑๘ โดยเฉพาะลวดลายแบบ โบว์ พวงดอกไม้ ริบบิ้น และลูกไม้ (bows, garlands, ribbons, and lace) ซึ่งสะท้อนความโรแมนติกแบบเฟมินีนที่สังคมสมัยนั้นชื่นชม
แพลทินัม เป็นโลหะที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีความแข็งแรงพอสำหรับสร้างสรรค์เครื่องเพชรแบบบางเบาและซับซ้อนอย่างเครื่องเพชร “ลูกไม้เพชร” (lace jewellery) ที่เข้ากันได้ดีกับ เฉดสีพาสเทลของแฟชั่นสตรีในยุคนั้น
หลังจากการก่อตั้งบริษัท De Beers Consolidated Mines Ltd. ในปี ค.ศ. 1888 เพชรกลายเป็นอัญมณีที่หาได้ง่ายขึ้น และมีการพัฒนาเทคนิคการเจียระไนรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในชิ้นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไข่มุก (pearls) ยังคงเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของความมั่งคั่ง เพราะในขณะนั้นมีมูลค่าสูงกว่าเพชร การประดับไข่มุกและเพชรร่วมกันจึงถือเป็นยอดแห่งรสนิยม
เทคนิคตกแต่งยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่
1. Invisible setting — เทคนิคที่ทำให้เพชรดูราวกับลอยอยู่บนผิวกาย
2. Filigree setting — การขึ้นลายลูกไม้ด้วยเส้นโลหะขนาดเล็กและเม็ดโลหะละเอียด
3. Millegrain technique — การประดับขอบเพชรด้วยเม็ดโลหะละเอียดเป็นจุดเล็ก ๆ ทำให้เครื่องเพชรดูนุ่มนวลและมีมิติ
สร้อยคอและรูปแบบการประดับ (Necklaces and Adornment)
เมื่อแนวคอเสื้อของสตรีเริ่มเปิดมากขึ้นหลังยุควิกตอเรียน เครื่องประดับและสร้อยคอจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของแฟชั่นในสังคมชั้นสูง โดยมีหลายรูปแบบที่ได้รับความนิยม เช่น
1. Colliers de chien (Dog Collars) — สร้อยคอแบบช็อกเกอร์ทำจากริบบิ้น ประดับเข็มกลัดหรืออัญมณี
2. Chokers — สร้อยมุกหลายเส้นร้อยชิดลำคอ
3. Sautoirs — สร้อยมุกหรือสร้อยลูกปัดเส้นยาว มักมีพู่ระย้าที่ปลายทั้งสองด้าน ห้อยยาวต่ำกว่าเอว
4. Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต
คาร์เทียร์ ยังได้ออกแบบสร้อยคอแบบ Lavalier สองชั้น (Double-Pendant Lavalier) ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Négligée Necklace ตามชื่อนักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส เอฟ ลาวาลิแยร์ (Ève Lavallière) ส่วนแบรนด์ บูเชรอง (Boucheron) มีแบบอันเป็นเอกลักษณ์คือสร้อยมุกคั่นเพชรที่ออกแบบโดย ปอล เลอกรองด์ (Paul LeGrand)
อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914 วัสดุมีค่าทั้งหมดรวมถึงแพลทินัมถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสงคราม ความหรูหราและความฟุ้งเฟ้อของยุคเอ็ดเวิร์เดียนจึงสิ้นสุดลง — นับเป็นการปิดฉาก “ยุคแห่งความรื่นรมย์ของโลกตะวันตก (The Hedonistic Edwardian Era)” อย่างสมบูรณ์
เครื่องเพชรชุดทับทิม ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เครื่องเพชรชุดทับทิม ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เครื่องเพชรชุดทับทิม ชุดนี้นับเป็นพระราชมรดกชิ้นสำคัญที่สืบทอดมาจาก
“สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
เครื่องเพชรชุดทับทิมชุดนี้นับเป็นพระราชมรดกชิ้นสำคัญที่สืบทอดมาจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดรสนิยมเครื่องประดับของราชสำนักสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
เครื่องเพชรชุดนี้สะท้อนอิทธิพลจากราชสำนักยุโรปอย่างเด่นชัด ทั้งในด้านโครงสร้าง การจัดวางอัญมณีแบบตะวันตก ขณะเดียวกันยังคงคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ของราชสำนักสยาม ผ่านการเลือกใช้ “ทับทิม” ซึ่งเป็นอัญมณีที่สื่อถึงพระบารมี อำนาจ และความเป็นสิริมงคลในคติความเชื่อของราชสำนัก
ภาพที่ 1 เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทรงฉลองพระองค์ ชุดไทยจักรี ในช่วง พุทธศักราช ๒๕๑๐ ประดับพระองค์ด้วย เครื่องเพชรชุดทับทิม อันเป็นพระราชมรดกที่สืบเนื่องมาจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา แสดงถึงการสืบทอดรสนิยม ความสง่างาม และสายใยแห่งพระราชประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น
ภาพที่ 2 และ 3 เป็นภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ของ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
แต่งกายใน สไตล์ Art Deco ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ พร้อมประดับ เครื่องเพชรชุดทับทิม อันเป็นพระราชมรดกจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ ถึงสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
เครื่องเพชรชุดไพลิน ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เครื่องเพชรชุดไพลิน ชุดนี้นับเป็นพระราชมรดกชิ้นสำคัญที่สืบทอดมาจาก
“สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
ซึ่งทรงเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่รสนิยมเครื่องประดับราชสำนักสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะเครื่องเพชรที่ได้รับอิทธิพลจากราชสำนักยุโรป แต่ยังคงคุณค่าเชิงสัญลักษณ์แบบราชสำนักสยามอย่างชัดเจน
ในส่วนของที่มา (provenance) เทียร่า/สร้อยพระศอไพลิน ชิ้นสำคัญนั้น เดิมเป็นทรัพย์สินของ ขุนนางชั้นสูงชาวยุโรป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อมาในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ อันเป็นการสะท้อนพระราชนิยมและการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ต่อมา สร้อยพระศอ ได้รับการออกแบบและจัดสร้างขึ้น โดยช่างอัญมณีชาวสยาม ตามคติเครื่องประดับแบบยุโรป เพื่อให้ เข้าชุดและสอดคล้องกับเทียร่าเดิม ที่ทรงได้รับพระราชทานมาแล้ว แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานอย่างประณีตระหว่างรูปแบบตะวันตกกับฝีมือช่างในราชสำนักสยาม
นอกจากนี้ เครื่องเพชรชุดไพลินดังกล่าวยังประกอบด้วย กำไล/เข็มกลัดขนาดใหญ่ ซึ่งมีรูปแบบการออกแบบในแนวเดียวกัน ยืนยันว่าชุดนี้ถูกสร้างขึ้นในฐานะ เครื่องเพชรเป็น “ชุด” (parure หรือ demi-parure) อย่างแท้จริง มิใช่เพียงเครื่องประดับชิ้นเดียว หากเป็นการออกแบบให้ใช้ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ทั้งในเชิงสุนทรียะ พิธีการ และฐานันดรศักดิ์
โดยรวมแล้ว ประวัติและที่มาของเครื่องเพชรชุดไพลินนี้สะท้อน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับยุโรป บทบาทของพระมหากษัตริย์สยามในฐานะผู้เลือกสรรและกำหนดรสนิยมราชสำนัก และการสืบทอดพระราชมรดกฝ่ายในในฐานะสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่อง อำนาจ และสายสัมพันธ์ของราชสำนักไทยในยุคสมัยใหม่
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (ตอนที่ ๒)
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (ตอนที่ ๒)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกที่คล้ายคลึงกับชุดราตรีราชสำนักอังกฤษ พร้อมด้วยศิราภรณ์แบบเทียร่า ทรงฉลองพระองค์สไตล์อาร์ตเดโคที่มีความวิจิตรตระการตา คู่กับชายผ้าที่ยาวลากพื้น พร้อมกับเทียร่าและพระเกศาประดับขนนกกระจอกเทศขนาดใหญ่ตามแฟชั่นยุค art deco ที่สง่างาม
ในพระรูปนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เข็มกลัดอักษรพระบรมนามาภิไธย รร ๖ คู่กับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๑
เข็มอักษรพระบรมนามาภิไธย รร ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้อักษรพระบรมนามาภิไธย รร ๖ (รามรามาธิบดีที่ ๖) ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ อาศัยเหตุที่ได้มีการประชุมของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ อันมีสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นประธาน เพื่อเฉลิมพระปรมาภิไธยขึ้นต้นด้วย “สมเด็จพระรามาธิบดี” เป็นคำนำพระบรมนามาภิไธย ด้วยเหตุดังนี้ เข็ม เหรียญ ตรา เครื่องหมายต่างๆ อันเป็นของส่วนพระองค์ที่ปรากฏอักษรพระบรมนามาภิไธย จึงเปลี่ยนแปลงเป็น รร ๖ มานับแต่นั้น
สำหรับ เข็มกลัดอักษรพระบรมนามาภิไธย ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าจอม เป็นเข็มกลัดประดับเพชรสีขาวและน้ำเงิน อันเป็นสีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นสีประจำพระองค์ กลางเข็มมีอักษรพระบรมนามาภิไธยอยู่กลางภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเข็มกลัดนี้ คือ ที่ด้านหลังนั้นมีตลับแก้ว บรรจุเส้นพระเจ้าของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าบรรจุอยู่ เสมือนว่าเมื่อใดที่ประดับเข็มกลัดนี้ ก็มีพระราชสวามีประทับอยู่ด้วยเสมอ จึงเป็นของที่ระลึกที่เปี่ยมคุณค่าและความหมายอีกสิ่งหนึ่งในพระชนมชีพของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าและเสด็จพระนางฯ
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (ตอนที่ ๑)
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติเมื่อวันเสาร์ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๔๘ ในสกุล “อภัยวงศ์” เป็นธิดาของพระยาอภัยภูเบศร์ (เลื่อม อภัยวงศ์) มารดาคือคุณเล็ก บุนนาค มีพระนามเดิมว่า เครือแก้ว ทรงรับการศึกษาอบรมในพระบรมมหาราชวังโดยอยู่ในความดูแลของยายคือ ท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา) ผู้อำนวยการละครหลวงฝ่ายในกรมมหรสพ ทรงรับการฝึกฝนดุริยางคศิลป์ไทยในราชสำนักจนได้รับเลือกเป็นต้นเสียง
ในเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๗ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมเป็นครั้งแรก ณ พระราชนิเวศน์ มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วงในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงเป็นนายมั่น ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (ไล้ สุจริตกุล) แสดงเป็นนางจันทน์ ส่วนนางสาวเครือแก้วแสดงเป็นสาวใช้ ในเดือนมิถุนายนพุทธศักราช ๒๔๖๗ ขณะที่ยังประทับ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาพระราชทานนามใหม่ให้นางสาวเครือแก้วว่า “สุวัทนา”
วันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณสุวัทนาขึ้นเป็น “เจ้าจอมสุวัทนาพระสนมเอก” ทรงจดทะเบียนอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง แล้วคล้องพระกรนำไปนมัสการพระพุทธปฏิมา ณ พระพุทธรัตนสถานโดยลอดซุ้ม กระบี่ของแถวราชองครักษ์ทหารบก ทหารเรือ เสือป่า และพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ จำนวน ๘๔ นาย
วันที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ด้วยเหตุผลซึ่งปรากฏในคำประกาศสถาปนาดังนี้
ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี (สกุลเดิม สุทธิบูรณ์; 25 ธันวาคม พ.ศ. 2446 – 24 กันยายน พ.ศ. 2543) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย ทั้งยังเป็นผู้คิดค้นท่ารำใหม่โดยยึดระเบียบแบบแผนตามประเพณีโบราณ และมีความสามารถในการประพันธ์บทโขนละคร เคยเป็นหม่อมในสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ถือเป็นหญิงสามัญชนที่ไม่ใช่ลูกหลานขุนนางคนแรกที่ได้เป็นสะใภ้หลวง หลังการทิวงคตของอดีตสามี ท่านได้สมรสอีกครั้งกับหม่อมสนิทวงศ์เสนี (หม่อมราชวงศ์ตัน สนิทวงศ์) ซึ่งเป็นทูตไทยในทวีปยุโรป มีบุตรด้วยกันสี่คน ครั้นเมื่อกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2489 ท่านผู้หญิงแผ้วได้ใช้ความสามารถเชิงนาฏศิลป์ไทยของตนเข้ารับราชการในกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2491 และได้รังสรรค์ผลงานนาฏยประดิษฐ์ทั้งหมด 44 ท่วงท่า
ท่านผู้หญิงแผ้วได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) เมื่อ พ.ศ. 2528 และได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาศิลปะ ด้านนาฏศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2529 ต่อมาได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นบูรพศิลปิน สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี พ.ศ. 2558 ท่านผู้หญิงแผ้วถึงแก่อนิกรรมเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2543
__________
“กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร” พระราชธิดาที่ รัชกาลที่ ๕ ออกพระโอษฐ์ “งามเหมือนเทวดา”
“กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร” พระราชธิดาที่ รัชกาลที่ ๕ ออกพระโอษฐ์ “งามเหมือนเทวดา”
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ทรงฉลองพระองค์แบบสมัยนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย ประกอบไปด้วย เสื้อเบลาส์ทรงยุโรป และนุ่งโจงกระเบน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ที่ชาววังเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมหญิง” เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของทูลกระหม่อมหญิง ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงภาคภูมิพระราชหฤทัยยิ่ง
ทูลกระหม่อมหญิง
ทูลกระหม่อมหญิงประสูติแต่ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) เมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ขึ้น 7 ค่ำ ปีฉลู นพศก จ.ศ. 1239 วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2420 สิทธิพร ณ นครพนม บรรยายไว้ว่า ถือเป็นทูลกระหม่อมหญิงพระองค์แรกในเศวตฉัตร (เมื่อทรงครองราชย์แล้ว) ชาววังจึงเรียกว่า “ทูลกระหม่อมหญิง” โดยไม่ต้องเอ่ยพระนาม เนื่องจากทรงอาวุโสสูงสุดพระองค์แรก.
สำหรับ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี เป็นพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับเจ้าคุณจอมมารดาสำลี (บุนนาค) ธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (สมเด็จองค์น้อย ทัด บุนนาค) ซึ่งเกี่ยวดองกับราชินิกุล ณ บางช้าง และเป็นสมเด็จเจ้าพระยาถึง 3 คน รับผิดชอบราชการสำคัญในแผ่นดินยุคนั้น รัชกาลที่ 5 พระราชทานเครื่องยศพระราชเทวีให้เป็นสิทธิ์ขาด และเพิ่มเงินเดือนจากเดือนละ 2 ตำลึงเป็น 5 ตำลึงพระองค์แรก ส่วนเบี้ยหวัดเท่าเดิมทุกพระองค์ 20 ชั่งต่อปี ครั้นประสูติทูลกระหม่อมทุกพระองค์แล้วเงินเดือนจึงเท่ากัน ตามพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2421 และทูลกระหม่อมหญิงได้รับพระราชทานเดือนละ 3 ตำลึงเป็นพระองค์แรกเช่นกัน
ผ้าแถบแบบบาหยัง ของชาวมลายูปัตตานีทางภาคใต้ของสยาม ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ผ้าแถบแบบบาหยัง เป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายสตรีดั้งเดิมที่พบอย่างกว้างขวางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มชาวมลายูปัตตานีทางภาคใต้ของสยามและคาบสมุทรมลายู ลักษณะสำคัญคือการใช้ผ้าผืนยาวพันรอบทรวงอกโดยไม่ตัดเย็บเป็นเสื้อ ปล่อยช่วงไหล่และลำคอให้เปลือยอย่างเป็นธรรมชาติ รูปแบบการนุ่งเช่นนี้มิได้สะท้อนความไม่สุภาพ หากแต่เป็นผลจากภูมิอากาศเขตร้อน ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับธรรมชาติ และกรอบความงามของสังคมก่อนสมัยใหม่ ซึ่งมองเรือนร่างในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิต มิใช่สิ่งที่ต้องปกปิดภายใต้กรอบศีลธรรมแบบสมัยใหม่
ในบริบทของดินแดนอดีตอาณาจักรปัตตานี ผ้าแถบรูปแบบหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเรียกว่า บาหยัง (Bahyang) ซึ่งเป็นคำที่ไม่พบใช้ในชุมชนมลายูของมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย บาหยังทำหน้าที่เป็นผ้าแถบคลุมหน้าอกของหญิงมลายูปัตตานี ใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและในโอกาสพิเศษ โดยลักษณะของผ้าที่นำมาใช้มีความหลากหลายตามบริบททางสังคมและฐานะ ในชีวิตประจำวันมักใช้ผ้าฝ้ายทอพื้นหรือผ้าบาติก ซึ่งมีน้ำหนักเบาและเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น ขณะที่ในโอกาสสำคัญหรือในราชสำนักปัตตานี จะเลือกใช้ผ้าไหมเนื้อละเอียด ผ้าทอลวดลายประณีต หรือ ซองเก็ต (Songket) ผ้าทอมือแบบ ผ้าทอยกดอกแบบเส้นพุ่งพิเศษ (supplementary weft brocade) อันทรงคุณค่า ชื่อซองเก็ตมาจากคำมลายูว่า “ซุงกิต” (sungkit) แปลว่า “ขอเกี่ยว” อธิบายถึงเทคนิคการทอที่ใช้ไม้ปลายแหลมสะกิดยกเส้นด้ายยืน เพื่อสอด ด้ายพุ่งพิเศษ ซึ่งมักเป็น ด้ายทอง (gold thread) หรือ ด้ายเงิน (silver thread) ให้เกิดลวดลายที่ดูราวกับเส้นด้ายลอยเหนือพื้นผ้า อีกทฤษฎีหนึ่งโยงรากศัพท์กับคำว่า “มะยองเก็ต” ซึ่งหมายถึงการปักด้วยด้ายโลหะ ลวดลายซองเก็ตนิยมเป็นเรขาคณิตแทรกองค์ประกอบธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ นก และแมลง สีสันสดใส แวววาว และสงวนใช้ในพระราชพิธี งานมงคล และโอกาสสำคัญทั่วคาบสมุทรมลายู อินโดนีเซีย บรูไน และภาคใต้ของไทย บาหยังในบริบทนี้จึงมิใช่เพียงเครื่องนุ่งห่มพื้นฐาน หากแต่เป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนรสนิยม ฐานะ และวัฒนธรรมราชสำนักของโลกมลายูชายฝั่งอ่าวไทย
เมื่อพิจารณาในบริบทภูมิภาค จะพบว่าผ้าแถบลักษณะเดียวกันนี้ปรากฏในชวาและหมู่เกาะอินโดนีเซียในชื่อ คัมเบน หรือ เข็มเบน (Kemben / Kemban) ซึ่งเป็นผ้าแถบพันรอบทรวงอกของสตรีชวาก่อนการแพร่หลายของเสื้อแบบตัดเย็บ คัมเบนมีบทบาททั้งในชีวิตประจำวัน พิธีกรรม และราชสำนักเช่นเดียวกับบาหยัง โดยใช้ผ้าบาติกพื้นเรียบในชีวิตประจำวัน และใช้ผ้าไหมหรือผ้าทอด้ายทองในพิธีการ ความคล้ายคลึงทั้งในรูปแบบและวัสดุของบาหยังและคัมเบน สะท้อนถึงเครือข่ายการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สิ่งทอ และรสนิยมการแต่งกายในโลกมลายู–ชวา ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านการค้า ศาสนา และการเดินเรือมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม แม้บาหยังและคัมเบนจะมีโครงสร้างทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน แต่บาหยังกลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากการใช้ในชีวิตจริงเร็วกว่าหลายพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงรุ่นย่าหรือรุ่นยาย เมื่อสังคมมลายูปัตตานีเผชิญการปรับตัวด้านศาสนาและอัตลักษณ์ ผู้หญิงมลายูจำนวนมากหันไปสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบมุสลิมที่ได้รับอิทธิพลจากโลกอาหรับ เพื่อแสดงออกถึงความศรัทธาและความสุภาพตามกรอบศาสนาอิสลาม ขณะที่ผู้หญิงในชุมชนที่นับถือพุทธศาสนาเลือกปรับตัวเข้าสู่เครื่องแต่งกายแบบไทยหรือสยาม หรือสวม บานง (Banong) ซึ่งเป็นเคบายาแบบไทยที่ได้รับอิทธิพลจากเคบายาอินโดนีเซียและมาเลเซีย แทนที่ผ้าแถบแบบดั้งเดิม
ผลของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ ผ้าแถบแบบบาหยัง ค่อย ๆ หลุดออกจากชีวิตประจำวัน เหลืออยู่เพียงในความทรงจำ ภาพเล่าเรื่อง และงานศึกษาทางประวัติศาสตร์แฟชั่น บาหยังในวันนี้จึงมิใช่เพียงเสื้อผ้าที่เลิกใช้ หากแต่เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนการทับซ้อนของอัตลักษณ์ ศาสนา การเมือง และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภาคใต้ของประเทศไทย ในฐานะผ้าแถบ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผ้าบาติกพื้นเรียบ ผ้าไหมเนื้อนุ่ม หรือผ้าซองเก็ตทอด้ายทอง บาหยังยังคงเป็นภาพแทนของโลกก่อนสมัยใหม่ ที่เรือนร่าง สังคม และความเชื่อ ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา
กษัตริย์สยามในฉลองพระองค์กษัตริย์ยุโรป: งานแฟนซีกับภาษาทางอำนาจของรัชกาลที่ ๕
กษัตริย์สยามในฉลองพระองค์กษัตริย์ยุโรป: งานแฟนซีกับภาษาทางอำนาจของรัชกาลที่ ๕
ในโอกาสวันคริสต์มาส ค.ศ. 2025 ขอร่วมส่งความปรารถนาดีให้ทุกท่านเปี่ยมด้วยความสุข ความสดใส และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง พร้อมแบ่งปันเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านคอลเลกชันพิเศษ “Fancy Dress” ชุดนี้ ซึ่งมิได้เป็นเพียงการรำลึกถึงงานรื่นเริง หากยังเปิดพื้นที่ให้เราได้ทบทวนบทบาทของแฟชั่นในฐานะภาษาทางการเมืองและการทูตของราชสำนักสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ในฉลองพระองค์แบบกษัตริย์ยุโรป อันเชื่อมโยงโดยตรงกับ “งานแฟนซี” ครั้งแรกในราชสำนักสยาม ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๔๑๗ (ค.ศ. 1874) ช่วงต้นรัชกาล และจัดซ้ำอีกครั้งในอีกสองปีให้หลัง งานเหล่านี้มิได้มีความหมายเพียงความสนุกสนาน หากเป็นเวทีเชิงสัญลักษณ์ที่ราชสำนักใช้ทดลอง บ่มเพาะ และแสดงอัตลักษณ์ของรัฐสยามในโลกสมัยใหม่
งานแฟนซี: พื้นที่ทดลองอัตลักษณ์ของราชสำนัก
งานแฟนซีในราชสำนักสยามเปิดพื้นที่ให้การแต่งกายกลายเป็นภาษาสากล พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งชุดฝรั่ง ชุดจีน ชุดแขก ชุดสัตว์ หรือชุดตัวละครในวรรณคดี ความหลากหลายนี้สะท้อนว่าราชสำนักสยามมิได้มอง “ความเป็นสากล” เป็นสิ่งตรงข้ามกับอัตลักษณ์ แต่เป็นสนามแห่งการเรียนรู้และการกำหนดตำแหน่งของสยามในเวทีโลกอย่างมั่นคง
ฉลองพระองค์กษัตริย์ยุโรป: ภาษาแห่งราชอำนาจ
ฉลองพระองค์ในภาพนี้มิได้อ้างอิงชาติยุโรปใดชาติหนึ่งโดยเฉพาะ หากเป็นการผสมผสาน “ภาษาภาพ” ของราชสำนักยุโรปโดยรวม ทั้งผ้ากำมะหยี่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตร เสื้อคอตั้งประดับลูกไม้ (lace cravat) สายสะพายไหม เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และรองเท้าพิธีการ รายละเอียดทั้งหมดสะท้อนภาพลักษณ์ของกษัตริย์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งสื่อถึงอำนาจ ความสง่างาม และความชอบธรรมของราชวงศ์
อย่างไรก็ตาม นี่มิใช่การเลียนแบบ หากเป็นการ “เลือกและแปลความ” อย่างมีชั้นเชิง ราชสำนักสยามหยิบยืมรูปแบบเหล่านี้มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับรสนิยม ความสมดุล และความงามแบบตะวันออก เกิดเป็นฉลองพระองค์ที่เป็นสากล แต่ยังคงศักดิ์ศรีและอธิปไตยของสยามอย่างชัดเจน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และการตีความเชิงสร้างสรรค์
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือการใช้สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศแบบยุโรป โดยเฉพาะองค์ประกอบที่ชวนให้นึกถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงของอังกฤษ เช่น Order of the Garter ซึ่งตามขนบตะวันตกมีธรรมเนียมการใช้ที่เคร่งครัด แต่ในบริบทของราชสำนักสยาม สัญลักษณ์เหล่านี้สามารถถูกนำมาตีความใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยให้ความสำคัญกับความงาม ความสมดุล และการสื่อความหมายเชิงอำนาจ มากกว่าการยึดถือพิธีรีตองแบบตะวันตกอย่างตายตัว
แฟชั่นในฐานะการทูต
เมื่อพิจารณาในบริบทการเมืองโลก ภาพแฟนซีของรัชกาลที่ ๕ มิใช่เพียงภาพงดงามทางแฟชั่น หากเป็นถ้อยแถลงทางการทูต สยามกำลังสื่อสารว่าตนคือรัฐเอกราชที่เข้าใจภาษาแห่งอำนาจของโลกตะวันตก และสามารถยืนเคียงข้างราชสำนักยุโรปได้อย่างเท่าเทียม ในยุคที่หลายดินแดนในเอเชียตกอยู่ภายใต้อำนาจอาณานิคม ภาพลักษณ์เช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้เครื่องแต่งกายเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ ทั้งในฐานะศิลปะ แฟชั่น และการเมือง แฟนซีเดรสจึงมิใช่เพียงการ “แต่งกายแฟนซี” หากเป็นกระบวนการเจรจาทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนและทรงพลัง
มากกว่างานรื่นเริง
ด้วยเหตุนี้ พระบรมฉายาลักษณ์จากงานแฟนซีในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นหลักฐานสำคัญของการก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ของสยาม เป็นภาพของพระมหากษัตริย์ผู้เข้าใจภาษาแห่งเครื่องแต่งกาย และทรงใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐชาติอย่างสง่างาม
การแบ่งปันภาพนี้ในเทศกาลคริสต์มาส จึงมิได้เป็นเพียงการอวยพร หากยังเป็นการชวนระลึกว่า ความสุข ความสร้างสรรค์ และจินตนาการ สามารถดำรงอยู่ควบคู่กับประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งได้อย่างงดงาม และ “Fancy Dress” ของรัชกาลที่ ๕ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของสยามที่มั่นใจ เปิดกว้าง และทรงศักดิ์ศรีในเวทีโลกจนถึงปัจจุบันครับ
_______________
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ Highland dress
ในโอกาสวันคริสต์มาส ค.ศ. 2025 ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข สดใส และเปี่ยมด้วยความรื่นเริง
พร้อมแบ่งปันความปรารถนาดีผ่านคอลเลกชัน “Fancy Dress” ชุดพิเศษนี้
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในเทศกาลคริสต์มาสครับ
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสะท้อนเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ นั่นคือ “งานแฟนซี” ครั้งแรกในราชสำนักสยาม จัดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๔๑๗ ตรงกับช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ และได้มีการจัดขึ้นอีกครั้งในอีกสองปีให้หลัง งานแฟนซีเหล่านี้มิได้เป็นเพียงงานรื่นเริง หากเป็นเวทีเชิงสัญลักษณ์ที่ราชสำนักสยามใช้ทดลองและแสดงบทบาทของรัฐสยามในโลกสมัยใหม่ ผ่านภาษาแห่งเครื่องแต่งกายและอัตลักษณ์นานาชาติ
ปรากฏหลักฐานชัดเจนจากภาพพอร์เทรตของรัชกาลที่ ๕ ในวัยหนุ่ม ซึ่งทรงฉลองพระองค์อย่างกษัตริย์ตะวันตกตามขนบราชสำนักยุโรป และในอีกภาพหนึ่ง พระองค์ทรงฉลองพระองค์ Highland dress ชุดประจำชาติสก็อตแบบเต็มยศ ประกอบด้วยคิลต์ ผ้าคลุมไหล่ (plaid) สปอร์แรน (sporran) ถุงเท้าลายตาร์ตัน และดาบพิธี รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของพระองค์ต่อระบบสัญลักษณ์ของราชสำนักอังกฤษ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นของสก็อตแลนด์สามารถดำรงอยู่เคียงคู่กับพระราชอำนาจได้อย่างสง่างาม
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ พระองค์ทรงประยุกต์ใช้สายรัดถุงเท้าประดับอัญมณีในลักษณะคล้าย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of the Garter ซึ่งตามธรรมเนียมอังกฤษมักใช้เพียงข้างเดียว แต่ในพระบรมฉายาลักษณ์นี้กลับปรากฏการใช้ “สองข้าง” พร้อมกัน รายละเอียดเล็ก ๆ นี้มิใช่ความคลาดเคลื่อน หากเป็นการตีความเชิงสร้างสรรค์ของราชสำนักสยาม ที่นำสัญลักษณ์เกียรติยศสูงสุดของอังกฤษมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับรสนิยม และความงามแบบราชสำนักตะวันออก
ขณะเดียวกัน งานแฟนซีในราชสำนักสยามยังสะท้อนบรรยากาศแห่งความเปิดกว้าง พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งชุดฝรั่ง ชุดจีน ชุดแขก ชุดสัตว์ หรือชุดตัวละครในวรรณคดี แสดงให้เห็นว่าราชสำนักสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ มิได้มอง “ความเป็นสากล” เป็นสิ่งตรงข้ามกับอัตลักษณ์ หากมองว่าเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ทดลอง และกำหนดตำแหน่งของสยามในโลกสมัยใหม่อย่างมั่นคงและสง่างาม
เมื่อพิจารณาในบริบทสากล พระบรมฉายาลักษณ์การทรงฉลองพระองค์ Highland dress ของรัชกาลที่ ๕ ชวนให้นึกถึงภาพถ่ายของ Prince Albert ขณะทรงฉลองพระองค์ Highland dress ณ Sandringham, Norfolk ในปี ค.ศ. 1909 รวมถึงบุคคลใกล้ชิดในราชสำนัก และเป็ยพระสหายของ Queen Victoria อย่าง John Brown ซึ่งมักปรากฏในชุด Highland dress เต็มยศ ภาพเหล่านี้สะท้อนบทบาทของเครื่องแต่งกายสก็อตในฐานะ “ภาษาแห่งอำนาจและความจงรักภักดี” ภายในราชสำนักอังกฤษ
ด้วยเหตุนี้ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจากงานแฟนซีครั้งแรกในราชสำนักสยาม จึงมิใช่เพียงภาพงดงามทางแฟชั่น หากเป็นหลักฐานสำคัญของการเจรจาทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับโลกตะวันตก เป็นภาพของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเข้าใจภาษาแห่งเครื่องแต่งกาย และทรงใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือทางการทูต อัตลักษณ์ และการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐชาติสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อย่างแยบยลและลึกซึ้ง
เจ้าจอมตนกูสุเบีย: ชีวิตที่ถูกพัดพาโดยการเมือง อัตลักษณ์ทางศาสนา และผืนผ้าซองเก็ตแห่งโลกมลายู–สยาม
เจ้าจอมตนกูสุเบีย: ชีวิตที่ถูกพัดพาโดยการเมือง อัตลักษณ์ศาสนา และผืนผ้าซองเก็ตแห่งโลกมลายู–สยาม
กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 โลกมลายูมิได้ดำรงอยู่อย่างสงบ หากถูกแรงกดดันจากอำนาจอาณานิคมยุโรปอย่างหนัก ปี พ.ศ. 2400 (ค.ศ. 1857) สุลต่านมะฮ์มุดที่ 4 มูซัฟฟาร์ ชะฮ์ แห่งรีเยา–ลิงกา (หรือ สิงคา) (Sultan Mahmud Muzaffar of Riau–Lingga; เอกสารไทยเรียก มะหะหมุด หรือ มะหมุด) ถูกทางการดัตช์ปลดจากราชสมบัติในขณะที่ประทับอยู่ ณ สิงคโปร์ พระองค์พยายามแสวงหาความช่วยเหลือทางการเมืองจากสิงคโปร์ และพยายามจะกลับคืนสู่บัลลังก์ด้วยการยึดครองอาณาจักรปะหัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกันนั้นยังถูกทั้งฝ่ายอังกฤษและบาตาเวียกดดัน เตือน และข่มขู่อย่างต่อเนื่อง จนไม่อาจต้านทานได้
ในที่สุด ปี พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861) สุลต่านมะฮ์มุดเสด็จลี้ภัยเข้าสู่กรุงเทพฯ และได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์สยามทรงต้อนรับอย่างอบอุ่น และถึงกับทรงแต่งตั้งสุลต่านองค์นี้ให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนฝ่ายสยาม ดูแลหัวเมืองมลายู ได้แก่ กลันตันและตรังกานู
ทว่า การยอมรับจากสยามมิได้ปราศจากเงื่อนไข ภายในคณะผู้ติดตามของสุลต่าน มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งชะตากรรมจะเปลี่ยนไปตลอดกาล นางคือ เติงกูซาฟียะฮ์ บินตี อัลมาร์ฮุม ซุลตัน มูฮัมเมด มูอัซซัม ชะฮ์ (Tengku Safiyah binti al-Marhum Sultan Muhammad Muazzam Shah) พระธิดาของ สุลต่านมูฮัมมัดที่ 2 มูอัซซัม ชะฮ์ แห่งลิงกา (Sultan Muhammad II Muazzam Shah) ประสูติแต่ เติงกูเกิลซุม เลอบาร์ ปูติฮ์ (Tengku Kelsum Lebar Putih) ซึ่งในพงศาวดารเมืองตรังกานูปรากฏพระนามว่า ตนกูลีปอ หรือ ริบอ พระชายาพระองค์แรก และเป็นพระธิดาใน สุลต่านอะฮ์มัด ชะฮ์ แห่งตรังกานู (Sultan Ahmad Shah of Terengganu) หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า พระยาตรังกานูอามัด
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry): ความหมายทางการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry): ความหมายทางการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีนัยสำคัญยิ่งของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่เพียงในฐานะหลักฐานด้านการแต่งกาย หากแต่ในฐานะ “ถ้อยแถลงทางการเมือง” ที่ถูกสื่อสารผ่านภาพลักษณ์อย่างจงใจ พระมาลา glengarry ของสก๊อตแลนด์ที่ปรากฏ มิได้เป็นเพียงเครื่องประดับตามแฟชั่นตะวันตก หากเป็นสัญลักษณ์เชิงรหัส (visual code) ที่ชนชั้นนำยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สามารถอ่านและตีความความหมายได้ทันที โดยเฉพาะในบริบทของการทูตระหว่างรัฐและการจัดลำดับอำนาจในระบบโลกสมัยใหม่
จากการค้นคว้าของผม พบพระบรมฉายาลักษณ์อย่างน้อย 8 ภาพ ที่รัชกาลที่ ๔ ทรงพระมาลา glengarry ซึ่งล้วนเป็นภาพที่มีนัยทางการเมืองอย่างชัดเจน ภาพเหล่านี้มิได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อการสะสมส่วนพระองค์ หากแต่เป็นภาพที่ทรงฉายและพระราชทานไปยังประมุขประเทศสำคัญในยุโรป เช่น จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งจักรวรรดิฝรั่งเศส และ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อแสดงคำขอบพระทัย ตอบรับพระราชไมตรี และเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ต่อของขวัญหรือไมตรีจิตที่ได้รับการถวายจากราชสำนักตะวันตก
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920 (ตอนที่ ๒)
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920 (ตอนที่ ๒)
พระฉายาลักษณ์ที่ปรากฏนี้ เป็นผลงานการบูรณะและสร้างสรรค์จากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี AI โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์แฟชั่นในบริบทราชสำนักสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาพดังกล่าวถ่ายทอดฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ซึ่งสะท้อน “การเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่” ของสยามได้อย่างชัดเจนที่สุด ทั้งในเชิงวัฒนธรรม และแฟชั่น
ทศวรรษ 1920 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศเข้าสู่ยุคของความทันสมัย การขยายตัวของวัฒนธรรมเมือง การเปลี่ยนแปลงบทบาทสตรี และการปฏิวัติทางศิลปะและการออกแบบ หนึ่งในกระแสสำคัญที่สุดคือ ศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ซึ่งเน้นเส้นสายเรขาคณิต ความเรียบคม ความหรูหราที่ควบคุมได้ และการเฉลิมฉลองความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ราชสำนักสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ มิได้อยู่นอกกระแสนี้ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกสากลที่กำลังเปลี่ยนแปลง พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงมีพระราชไมตรีกับราชสำนักยุโรป เสด็จประพาสและประทับรักษาพระองค์ในต่างประเทศ การรับอิทธิพลตะวันตกจึงมิใช่เพียงเรื่องการเมืองการปกครอง หากยังรวมถึงรสนิยมทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และการแต่งกาย
ฉลองพระองค์ที่ปรากฏในภาพสะท้อนลักษณะสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในยุคอาร์ตเดโคอย่างชัดเจน ชุดราตรีมีลักษณะทรงตรง (straight silhouette) ความยาวระดับกลางน่อง เอวต่ำลงมาถึงตะโพก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นทศวรรษ 1920 อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแฟชั่นยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เน้นเอวคอด กระโปรงยาวลากพื้น และโครงสร้างที่ซับซ้อน ชุดลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดใหม่เกี่ยวกับร่างกายสตรี ความคล่องตัว และอิสรภาพในการเคลื่อนไหว
การออกแบบเสื้อแขนกุดและคอเปิดต่ำอย่างพอเหมาะ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าในการท้าทายขนบเดิม แต่ยังคงความสุภาพสง่างาม เครื่องประดับไข่มุกที่สวมเป็นชั้นยาวหลายเส้นเป็นแฟชั่นยอดนิยมของยุคอาร์ตเดโค ผ้าไหมที่ใช้มีความเงางามแบบโลหะ (metallic sheen) ซึ่งสอดคล้องกับรสนิยม Art Deco ที่หลงใหลความแวววาวของยุคอุตสาหกรรม
ฉลองพระองค์แบบ Art Deco พร้อมทั้งการประดับด้วย ดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ และ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๑ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นสามารถทำหน้าที่เป็น ภาษาทางการเมืองและวัฒนธรรม ได้อย่างทรงพลัง
๑. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (อังกฤษ: The Ancient and Auspicious Order of the Nine Gems) มีอักษรย่อว่า น.ร. เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีความเป็นมาสืบแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดารานพรัตนขึ้นสำหรับใช้ประดับที่เสื้อ ซึ่งทรงเรียกว่า "เครื่องประดับสำหรับยศ" นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างแหวนนพรัตนสำหรับพระราชทานแก่พระราชวงศ์ฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดวงตรามหานพรัตน สำหรับห้อยสายสะพายขึ้นเป็นครั้งแรกของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ มีเฉพาะชั้นสายสะพายชั้นเดียว ทั้งนี้ ผู้รับพระราชทานต้องเป็นพุทธมามกะ และจะประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ในงานมงคล หรืองานที่มีหมายกำหนดการระบุไว้เท่านั้น
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ จัดเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีลำดับเกียรติเป็นลำดับที่ ๓ รองจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นมงคลยิ่งราชมิตราภรณ์และเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่สามัญชนจะได้รับพระราชทาน
๒. เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๗ (ป.ป.ร.) เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ลักษณะเป็นเหรียญวงรีมีอักษรพระปรมาภิไธยย่อ "ป.ป.ร." พร้อมประดับด้วยเพชรและทองคำ สลับชั้นตามลำดับ โดยมี ๕ ชั้น (ป.ป.ร. ๑ ถึง ป.ป.ร. ๕) มีการมอบเป็นบำเหน็จความชอบในราชสำนักแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และมีแพรแถบสีเหลืองริ้วเขียวเป็นเอกลักษณ์
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920
ภาพพระฉายาลักษณ์ที่ปรากฏนี้ เป็นผลงานการบูรณะและสร้างสรรค์จากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี AI โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์แฟชั่นในบริบทราชสำนักสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาพดังกล่าวถ่ายทอดพระอิริยาบถและฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ซึ่งสะท้อน “การเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่” ของสยามได้อย่างชัดเจนที่สุด ทั้งในเชิงวัฒนธรรม และแฟชั่น
ทศวรรษ 1920 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศเข้าสู่ยุคของความทันสมัย การขยายตัวของวัฒนธรรมเมือง การเปลี่ยนแปลงบทบาทสตรี และการปฏิวัติทางศิลปะและการออกแบบ หนึ่งในกระแสสำคัญที่สุดคือ ศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ซึ่งเน้นเส้นสายเรขาคณิต ความเรียบคม ความหรูหราที่ควบคุมได้ และการเฉลิมฉลองความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ราชสำนักสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ มิได้อยู่นอกกระแสนี้ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกสากลที่กำลังเปลี่ยนแปลง พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงมีพระราชไมตรีกับราชสำนักยุโรป เสด็จประพาสและประทับรักษาพระองค์ในต่างประเทศ การรับอิทธิพลตะวันตกจึงมิใช่เพียงเรื่องการเมืองการปกครอง หากยังรวมถึงรสนิยมทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และการแต่งกาย
ฉลองพระองค์ที่ปรากฏในภาพสะท้อนลักษณะสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในยุคอาร์ตเดโคอย่างชัดเจน
ชุดราตรีมีลักษณะทรงตรง (straight silhouette) ความยาวระดับกลางน่อง เอวต่ำลงมาถึงตะโพก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นทศวรรษ 1920 อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแฟชั่นยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เน้นเอวคอด กระโปรงยาวลากพื้น และโครงสร้างที่ซับซ้อน ชุดลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดใหม่เกี่ยวกับร่างกายสตรี ความคล่องตัว และอิสรภาพในการเคลื่อนไหว
การออกแบบเสื้อแขนกุดและคอเปิดต่ำอย่างพอเหมาะ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าในการท้าทายขนบเดิม แต่ยังคงความสุภาพสง่างาม เครื่องประดับไข่มุกที่สวมเป็นชั้นยาวหลายเส้นเป็นแฟชั่นยอดนิยมของยุคอาร์ตเดโค ผ้าไหมที่ใช้มีความเงางามแบบโลหะ (metallic sheen) ซึ่งสอดคล้องกับรสนิยม Art Deco ที่หลงใหลความแวววาวของยุคอุตสาหกรรม
ฉลองพระองค์แบบ Art Deco ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นสามารถทำหน้าที่เป็น ภาษาทางการเมืองและวัฒนธรรม ได้อย่างทรงพลัง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จอมทัพสยาม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
จอมทัพสยามในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก ขณะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพสยาม พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๘
พระมหากษัตริย์ไทยทรงดำรงตำแหน่ง “จอมทัพ” มาโดยต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งได้รับการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๑๐ ระบุว่า
“พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสยาม”
และบทบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้ได้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ตราขึ้นภายหลัง รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI (ตอนที่ 2)
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI (ตอนที่ 2)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉาลาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (20 กันยายน พ.ศ. 2468 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รับแต่งตั้งเพื่อบริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์มีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกหลังทรงราชย์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรก็ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น 12 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์จักรีที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
___________
การสร้างสรรค์ภาพด้วย AI ในครั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการที่ผมเคยแบ่งปันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว คือการจัดทำ Mapping Board ของเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ละชิ้นให้ถูกต้องเสียก่อน
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการ “สอน” ให้ AI เข้าใจ รูปทรง ลำดับ ตำแหน่ง สี วัสดุ และความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นของเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จากนั้นจึงนำ Mapping Board ไปใช้เป็น image reference เพื่อควบคุมความถูกต้องในการสร้างภาพ ไม่ใช่การปล่อยให้ AI “จินตนาการเอง”
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉาลาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (20 กันยายน พ.ศ. 2468 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รับแต่งตั้งเพื่อบริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์มีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกหลังทรงราชย์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรก็ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น 12 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์จักรีที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
___________
การสร้างสรรค์ภาพด้วย AI ในครั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการที่ผมเคยแบ่งปันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว คือการจัดทำ Mapping Board ของเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ละชิ้นให้ถูกต้องเสียก่อน
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการ “สอน” ให้ AI เข้าใจ
– รูปทรง
– ลำดับ
– ตำแหน่ง
– สี
– วัสดุ
– และความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นของเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จากนั้นจึงนำ Mapping Board ไปใช้เป็น image reference เพื่อควบคุมความถูกต้องในการสร้างภาพ ไม่ใช่การปล่อยให้ AI “จินตนาการเอง”
___________
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry) ของสก๊อตแลนด์, พระแสงดาบฝักทองคำจากสหรัฐอเมริกา และการเปลี่ยนผ่านเครื่องแต่งกายในราชสำนักสยาม
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry) ของสก๊ตแลนด์, พระแสงดาบฝักทองคำจากสหรัฐอเมริกา และการเปลี่ยนผ่านเครื่องแต่งกายในราชสำนักสยาม
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะปรากฏ 3 องค์ประกอบสำคัญ พร้อมกัน ได้แก่ พระมาลา glengarry ของสก๊อตแลนด์, พระแสงดาบฝักทองคำจากสหรัฐอเมริกา, และ รูปแบบฉลองพระองค์แบบใหม่ของชายสยามในราชสำนัก อันสะท้อนช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม การเมือง และภาพลักษณ์ของรัฐสยามในคริสต์ศตวรรษที่ 19
พระมาลา glengarry เป็นหมวกทหารทรงพับที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในบริบทที่กองทหารไฮแลนด์ของสหราชอาณาจักรกำลังถูกปรับโครงสร้างจากกองกำลังท้องถิ่น สู่ระบบกองทัพสมัยใหม่ของจักรวรรดิอังกฤษ หมวกชนิดนี้มิได้เกิดจากความต้องการด้านสุนทรียะ หากเป็นผลจากความจำเป็นด้านการใช้งาน ความคล่องตัว และวินัยทางทหาร โดยมักเชื่อมโยงกับ Alexander Ranaldson MacDonell of Glengarry (ค.ศ. 1773–1828) ผู้มีบทบาทในการกำหนดรูปแบบหมวกทรงพับที่แตกต่างจากหมวก bonnet แบบไฮแลนด์ดั้งเดิมซึ่งมีขนาดใหญ่และเน้นอัตลักษณ์เผ่าพันธุ์
ภาพเหมือนของ พันเอก Alastair Ranaldson MacDonell of Glengarry โดย Sir Henry Raeburn และภาพของ Ranald MacKinnon นายทหารแห่งกรมทหารไฮแลนด์ที่ 84 ในปี ค.ศ. 1805 แสดงให้เห็นบทบาทของหมวก glengarry ในฐานะเครื่องหมายของอำนาจที่สุขุม เป็นส่วนหนึ่งของระบบการแต่งกายที่ควบคุมอัตลักษณ์ของนายทหารให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐชาติและจักรวรรดิ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หมวก glengarry แพร่หลายอย่างมากในกองทหารสก๊อตที่ประจำการในดินแดนอาณานิคม โดยเฉพาะใน อินเดีย และต่อเนื่องไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และตะวันออกกลาง จนกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของวินัย ความเป็นมืออาชีพ และอำนาจแบบตะวันตก