History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๓ – ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงดำรงสมณศักดิ์สูงสุดในคณะสงฆ์เป็นเวลารวม ๑๑ ปี

ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่ง ทรงประกอบพระกรณียกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปการคณะสงฆ์ในประเทศไทย ทรงเป็นผู้วางรากฐานระบบระเบียบของคณะสงฆ์ในด้านการศึกษา การปกครอง และการวินัยสงฆ์ ให้มีความสอดคล้องกับยุคสมัยและหลักธรรมวินัยที่มั่นคง พระองค์ทรงจัดวางแนวทางในการอบรมพระภิกษุสามเณร ส่งเสริมการเรียนพระปริยัติธรรม และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาการศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบสืบมา

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม สา ฉายา ปุสฺสเทโว เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๒ รวม ๖ พรรษา สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ ๘๖ ปี ๑๔๕ วัน

เคยเป็นสามเณรนาคหลวงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นผู้สามารถสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยค ได้ขณะยังเป็นสามเณร รูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์

ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “สามเณรอัจฉริยะ” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นหนึ่งในสิบพระเถระผู้เป็นต้นวงศ์ธรรมยุต และเป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรกประทับ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นภิกษุพระองค์เดียวที่ทรงเคยเป็นพระกุลเชษฐ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๐ จากนั้นได้รับมหาสมณุตมาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ขณะพระชันษาได้ ๘๒ ปี ดำรงตำแหน่งได้ ๑๐ เดือนก็สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๕ สิริพระชันษา ๘๓ ปี

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัดมหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อใด เหตุผลที่มีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทอง และห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้าย ก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น

สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง

ในการสร้างสรรค์ครั้งนี้ ได้นำพระรูปหล่อของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มาแปลงเป็นภาพถ่ายเสมือนจริง และใช้พัดยศของจริงของพระองค์เป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์

ยอดพัดเป็นงา ทำเป็น ๒ ตอน ตอนล่างเป็นฉัตร ๕ ชั้น ตอนบนเป็น ๔ ชั้น รวมเป็น ๙ ชั้น แสดงถึงทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ส่วนตอนล่างที่เป็น ๕ ชั้นนั้น แสดงถึงพระอิสริยยศที่พระองค์ทรงได้รับเบญจปฎลเศวตรฉัตร

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ – ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖) พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชไทยพระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกที่ทรงได้รับสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร โดยเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่ประสูติในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดำรงสมณศักดิ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ รวม ๒ ปี จึงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖ สิริพระชันษา ๖๒ ปี ๑๑ เดือน ๒๘ วัน

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัดมหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อใด เหตุผลที่มีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทอง และห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้าย ก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๖ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๖

สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) แห่งรัชสมัย รัชกาลที่ ๓

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี ชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง โดยเริ่มต้นจาก สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ เป็นต้นมา เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๑–๕ อยู่ในช่วงเวลาก่อนการถือกำเนิดของการถ่ายภาพในสยาม หรือไม่มีพระรูปหลงเหลืออยู่เลย งานชุดนี้จึงมิใช่การสร้างภาพจากจินตนาการ หากแต่เป็นการบูรณะ ฟื้นฟู และเรียบเรียงประวัติศาสตร์ผ่านภาพในช่วงเวลาที่ศาสนจักรไทยเริ่มมี “ภาพเสมือนจริง” ให้ศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัด มหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อไร เหตุผลเพราะมีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูป สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็น สีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทองและห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย 

ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้ายก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น

สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต เช่นกัน

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) สมเด็จพระสังฆราชคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นยุคที่ภาพถ่ายของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เริ่มปรากฏชัดเจน การแต่งกายของธรรมยุตในยุคนี้ โดยเฉพาะการใช้สังฆาฏิพาดบ่าในพิธี กลายเป็น “ภาพจำ” ของพระสงฆ์ชั้นสูงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

ต่อเนื่องถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) จะเห็นสมเด็จพระสังฆราชหลายพระองค์ดำรงตำแหน่งคาบเกี่ยวรัชกาล สะท้อนความต่อเนื่องของศาสนจักรเหนือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกายปรากฏในภาพถ่ายจริง ทำให้ความแตกต่างด้านการแต่งกาย สีจีวร และวิธีห่มชัดเจนยิ่งขึ้น

ในรัชสมัยอันยาวนานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ ๙, พ.ศ. ๒๔๘๙–๒๕๕๙) ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้สลับระหว่างมหานิกายและธรรมยุติกนิกายหลายพระองค์ ตั้งแต่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (กิตฺติโสภณมหาเถร) ไปจนถึง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ซึ่งเป็นยุคที่มีพระรูปครบถ้วนที่สุด สีจีวร รูปแบบการห่ม และการใช้ สีพระราชนิยม มาใช้ในกิจพระราชพิธีต่าง ๆ โดยเป็นสีจีวรที่อยู่ตรงกลางระหว่างสีของธรรมยุตและมหานิกาย กล่าวคือมิใช่สีเฉพาะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นสีที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้ใช้ในงานพระราชพิธี เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวของคณะสงฆ์ทั้งสองนิกายในบริบทของความเป็นชาติและความเป็นศาสนาเรื่องเดียวกัน แสดงถึงความพยายามสร้างเอกภาพของคณะสงฆ์ทั้งสองนิกายในบริบทของชาติ

ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) สมเด็จพระสังฆราชคือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) ซึ่งยังคงสืบทอดโครงสร้างศาสนจักร รูปแบบการแต่งกาย และจารีตที่วางรากฐานมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ อย่างครบถ้วน

AI restoration project ชุดนี้จึงเป็นความพยายามในการสร้างสรรค์ภาพในประวัติศาสตร์ของ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

โดยเริ่มจากสมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ เป็นต้นมา เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ภาพถ่าย เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และเทียร่าแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และเทียร่าแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉลองพระองค์พร้อมเทียร่าประดับเพชรแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓

ภาพในคอลเลกชันนี้ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI โดยอ้างอิงจากพระฉายาลักษณ์ต้นฉบับหายากของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้ง ทรงประดับพระองค์ด้วยเทียร่าประดับเพชรแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นเทียร่าทำจากทองคำประดับเพชรเหลี่ยมกุหลาบ อันทรงคุณค่าและงดงามยิ่ง ในพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี” เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ หมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร พุทธศักราช ๒๔๙๓

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙)
กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร
พุทธศักราช ๒๔๙๓

ภาพบันทึกพระราชพิธีและการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ จากการบันทึกเหตุการณ์ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยต้นฉบับเดิมเป็นภาพถ่ายขาวดำจากช่วงเวลาของเหตุการณ์จริง

ประเด็นด้านเครื่องราชอิสริยาภรณ์และการลงสี

การบูรณะพระบรมฉายาลักษณ์ครั้งนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นพิเศษคือ สีของสายสะพายและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบที่มีนัยทางพิธีการและลำดับชั้นอย่างชัดเจน

จากการพิจารณาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดับ

  1. ดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมสายสร้อย

  2. ดาราเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์

  3. ดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า

ตามหลักพิธีการ ควรเป็น สายสะพายสีเหลือง แห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชฯ ที่มีลำดับเกียรติสูงสุดจากทั้งสามชนิดที่ปรากฏอยู่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติสามารถทรงสายสะพายได้มากกว่าหนึ่งชนิด

จากภาพที่ปรากฏ สายสะพายที่พาดจากไหล่ซ้ายลงขวา มีเพียง

  1. สายสะพายสีเหลือง ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์

  2. สายสะพายสีชมพู ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า

ส่วน สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทรงประดับ

  1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) เพียงดวงเดียว พร้อมสายสะพายสีชมพู

  2. และทรงสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์

ในการบูรณะภาพครั้งนี้ จึงได้เลือกลงสีสายสะพายของทั้งสองพระองค์เป็น สีชมพู เพื่อให้ภาพมีความกลมกลืนทางองค์ประกอบและสอดคล้องกับบริบทของพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส โดยเป็นการตัดสินใจเชิงศิลปะ ภายใต้กรอบของความเป็นไปได้ทางพิธีการ มิใช่การอ้างอิงว่าสีดังกล่าวเป็นสีที่ปรากฏในภาพต้นฉบับ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ รัชกาลปัจจุปัน

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ รัชกาลปัจจุปัน

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปและพระฉายาลักษณ์ ของพระกุลเชษฐ์ ในรัชกาลปัจจุปัน รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

รายพระนามพระกุลเชษฐ์

๑. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๙
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

๒. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๓๐
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

ทั้งสองพระองค์เป็น พระบรมราชชนนี และ พระโสทรเชษฐภคินี  ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๓/๓

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๓/๓

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปและพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระกุลเชษฐ์ พระองค์ที่ ๗–๙ สามพระองค์สุดท้าย ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๒/๓

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๒/๓

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปของพระกุลเชษฐ์ พระองค์ที่ ๔-๖ จากทั้งหมด ๙ พระองค์ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑/๓

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑/๓

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปของพระกุลเชษฐ์ ๓ พระองค์แรก จากทั้งหมด ๙ พระองค์

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

รัชกาลที่ ๙

รายพระนามพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๙ พระองค์

๑. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๐
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

๒. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๑
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี

๓. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๒
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี

๔. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๓
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา

๕. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๔
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร

๖. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๕
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

๗. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๖
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

๘. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๗
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
สิริโสภาพัณณวดี
กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

๙. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๘
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ในคอลเเล็คชั่นนี้ ขอนำเสนอ ๓ พระองค์ แรก ซึ่งเป็นพระอัยยิกาเจ้า และ พระญาติชั้นพระอัยยิกา ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ ๙ ทั้ง ๓ พระองค์ ผู้ทรงเป็นพระราชธิดา ใน รัชกาลที่ ๔ สามพระองค์สุดท้ายที่มีพระชนม์ชีพถึง ๖ แผ่นดิน

ในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ในฐานะที่เป็นพระบรมวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอาวุโสสูงสุด (รองจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) จึงเป็นผู้ทำหน้าที่ปูลาดพระที่ถวายพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในคราวนั้น

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอ พระรูปของพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรรัชกาลที่ ๘

แม้รัชสมัยของพระองค์จะเป็นช่วงเวลาอันสั้น หากแต่ถือเป็น จุดเริ่มต้นอันสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสายราชสกุล ในการสืบสันตติวงศ์ของราชวงศ์จักรี อันสะท้อนพลวัตใหม่ของโครงสร้างราชวงศ์ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว คือการเคลื่อนจากสายพระราชโอรสผู้สืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสืบเนื่องจาก
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ไปสู่สายพระราชโอรสซึ่งมีต้นสายพระโลหิตจาก
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เป็นเพียงการสืบราชสันตติวงศ์ตามลำดับพระอิสริยยศ หากแต่เป็นการวางรากฐานของสายราชสกุลมหิดล ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและภาพลักษณ์ของราชวงศ์จักรีในยุคสมัยต่อมา

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ คือพระรูปพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

พระรูปพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ฉายขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน ระหว่างสมัยรัชกาลที่ ๔–๖ ไม่มีภาพที่เล่าเรื่องราวของแฟชั่นในยุค ๑๙๒๐s หรือ ๑๙๓๐s เลย เพราะทุกพระองค์ทรงพระชรามากแล้ว แฟชั่นการแต่งตัวเป็นเรื่องของคนสมัยใหม่เป็นหลัก

__________

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔) เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ จนกระทั่งสละราชสมบัติใน พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นเวลาเพียง ๑๐ ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเชษฐา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญ อาทิ การจัดตั้งสภากรรมการองคมนตรี ตรากฎหมายควบคุมกิจการสาธารณูปโภคและการเงิน วางรากฐานระบบเทศบาล โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสำนักหอสมุดแห่งชาติ ปฏิรูปการศึกษามหาวิทยาลัย ยกระดับหลักสูตรถึงระดับปริญญาตรี สถาปนาราชบัณฑิตยสภาเป็นสถาบันกลางทางวิชาการของชาติ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทยสมบูรณ์ (“พระไตรปิฎกสยามรัฐ”) เพื่อเผยแพร่และธำรงพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ คือพระรูป พระกุลเชษฐ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

เนื่องจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ทั้งในด้านคุณภาพของเลนส์ ระบบแผ่นกระจกเนกาทีฟ และกระบวนการอัดขยายภาพ ทำให้การถ่ายภาพมิได้จำกัดอยู่เพียงในราชสำนักหรือหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น หากแต่เริ่มแพร่หลายสู่บุคคลทั่วไปในสังคมเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการก่อตั้งสตูดิโอถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งโดยช่างภาพชาวตะวันตกและช่างภาพสยาม อาทิ สตูดิโอของ ฟรานซิส จิตร (Francis Chit), สตูดิโอของ โรเบิร์ต เลนซ์ (Robert Lenz), สตูดิโอ G. R. Lambert & Co., รวมไปถึงแผนกช่างภาพหลวง สังกัดกรมช่างมหาดเล็ก ของราชสำนัก โดยมีขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ เป็นผู้ดูแล

นอกจากนี้ กล้องถ่ายรูปแบบพกพายังสามารถหาซื้อได้เอง ส่งผลให้มีการบันทึกพระรูปและภาพบุคคลร่วมสมัยอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงทำให้มีหลักฐานภาพถ่ายเสมือนจริงของพระกุลเชษฐ์ครบถ้วนในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งมีอยู่เพียง ๒ พระองค์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ คือพระรูป พระกุลเชษฐ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เนื่องจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ทั้งในด้านคุณภาพของเลนส์ ระบบแผ่นกระจกเนกาทีฟ และกระบวนการอัดขยายภาพ ทำให้การถ่ายภาพมิได้จำกัดอยู่เพียงในราชสำนักหรือหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น หากแต่เริ่มแพร่หลายสู่บุคคลทั่วไปในสังคมเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการก่อตั้งสตูดิโอถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งโดยช่างภาพชาวตะวันตกและช่างภาพสยาม อาทิ สตูดิโอของ ฟรานซิส จิตร (Francis Chit), สตูดิโอของ โรแบร์ ล็องโด (Robert Lenz / Lando), สตูดิโอ G. R. Lambert & Co., สตูดิโอของ ขุนสุนทรศิลปศาสตร์ (แฉล้ม), และสตูดิโอหลวงภายใต้การกำกับดูแลของกรมช่างภาพในราชสำนัก นอกจากนี้ กล้องถ่ายรูปแบบพกพายังสามารถหาซื้อได้เอง ส่งผลให้มีการบันทึกพระรูปและภาพบุคคลร่วมสมัยอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงทำให้มีหลักฐานภาพถ่ายเสมือนจริงของพระกุลเชษฐ์ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ ๕ ถึง ๔ พระองค์ จากทั้งหมด ๖ พระองค์ ซึ่งนับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์พระบรมวงศานุวงศ์และวัฒนธรรมการแต่งกายในยุคนั้น

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔

พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔

พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ นำเสนอการแต่งกายของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก สมัยต้นกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากพระกุลเชษฐ์ ลำดับ ๓ ถึง ๘ ในสมัยของทั้ง ๓ รัชกาล ล้วนเป็นสตรีฝ่ายใน และไม่มีหลักฐานพระรูปเสมือนจริง

คอลเล็คชันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์และแฟชั่นราชสำนัก ของพระบรมวงศ์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมราชสำนัก และเทคโนโลยีร่วมสมัย โดยมิได้มุ่งสร้างภาพแทนหลักฐานดั้งเดิม หากเป็นการตีความเชิงวิชาการและทัศนศิลป์บนฐานข้อมูลที่มีอยู่

_____

ความท้าทายในการสร้างสรรค์

การสร้างสรรค์ภาพในคอลเล็คชันนี้มีความท้าทายสำคัญอยู่ ๓ ประการ ได้แก่

๑. การถ่ายภาพเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ ส่งผลให้ในสมัยรัชกาลต่าง ๆ ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ปรากฏเทคโนโลยีการถ่ายภาพใด ๆ อีกทั้งในระยะแรกของการถือกำเนิดเทคโนโลยีการถ่ายภาพ กระบวนการดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงถูกจำกัดการใช้งานไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์และชนชั้นสูงเท่านั้น

๒. ธรรมเนียมและความเชื่อของชาวสยามในอดีตไม่นิยมสร้างรูปเคารพบุคคลให้มีลักษณะเสมือนจริง ส่งผลให้ไม่มีภาพเหมือนที่จัดทำขึ้นร่วมสมัยกับทุกพระองค์

๓. หลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นหลักฐานภาพวาดจากจินตนาการที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางคติความเชื่อและวัฒนธรรมการสร้างรูปเหมือนในสังคมสยาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

พระกุลเชษฐ์ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑

๑ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ประสูติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๒๗๒ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ สิริพระชันษา ๖๙ ปี ๗ เดือน ๒๑ วัน พระนามเดิม “สา” ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประสูติแต่พระอัครชายา (หยก) และทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี เป็นระยะเวลา ๑๗ ปี ๗ เดือน ๑๖ วัน ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ จนถึงวันสิ้นพระชนม์

ทรงเสกสมรสกับหม่อมเสม ที่พระอินทรรักษา เจ้ากรมพระตำรวจฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงมีพระโอรสธิดา ๔ พระองค์ ได้แก่ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) พระนามเดิม ทองอิน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเบศรบดินทร์ พระนามเดิม บุญเมือง สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ พระนามเดิม ทองจีน และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าทองคำ

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่หุ้มทองคำทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในเดือน ๖ พุทธศักราช ๒๓๔๓

๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๒๘๐ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวมพระชนมพรรษา ๗๓ พรรษา

พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์ที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ จนถึงวันเสด็จสวรรคต รวมระยะเวลา ๙ ปี ๙ เดือน ๑๖ วัน ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ขณะมีพระชนมายุ ๔๖ พรรษา

นอกเหนือจากการสถาปนาราชธานีใหม่และพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงวางรากฐานแนวคิดเรื่องความชอบธรรมของอำนาจที่ตั้งอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่ เหตุผล และสติปัญญา มากกว่าความศักดิ์สิทธิ์ตามคติเดิม แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ การแปลเรื่องราชาธิราชและสามก๊ก ตลอดจนการตรากฎหมายที่ให้ความสำคัญต่อมนุษย์และสวัสดิภาพของไพร่ฟ้า อันเป็นรากฐานสำคัญของรัฐสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรการบรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์ในรัชกาลที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๒๕๖๒) และความแตกต่างจากรัชกาลที่ ๙ (พุทธศักราช ๒๔๙๓)

พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

การบรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์

ในรัชกาลที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๒๕๖๒)
และความแตกต่างจากรัชกาลที่ ๙ (พุทธศักราช ๒๔๙๓)

พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เป็นพระราชพิธีสำคัญภายหลังการบรมราชาภิเษก มีความหมายถึงการเสด็จเข้าประทับ ณ พระราชมณเฑียรในฐานะพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ พร้อมด้วยการบรรทมเหนือ พระแท่นราชบรรจถรณ์ ซึ่งเป็นพระแท่นบรรทมศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น

พระราชพิธีนี้ในรัชกาลที่ ๑๐ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากพระราชพิธีเดียวกันในรัชกาลที่ ๙ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยเฉพาะในประเด็น ริ้วขบวน และ ผู้ลาดพระที่ถวาย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ผู้ลาดพระที่ถวาย  ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓

ผู้ลาดพระที่ถวาย  ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ เป็นพระรูปของ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี และ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี

ขณะทรงเป็น ผู้ลาดพระที่ถวาย

ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

___________

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี - “เสด็จอธิบดี”

ในพระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ ปรากฏเครื่องประดับจำนวน ๗ ชิ้น ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับส่วนพระองค์ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง การทรงงาน ความใกล้ชิด และความไว้วางพระราชหฤทัย ที่ทรงได้รับจากทั้งพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ชั้นสูงอย่างชัดเจน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

.

๑. เข็มกลัดลงยาอักษรย่อ “จปร”
เข็มกลัดลงยาสีน้ำเงิน ขอบขาว ประดับเพชรทรงหยดน้ำ อักษรย่อ “จปร” (จุลจอมเกล้า ปรมราชาธิราช) เป็นเข็มที่ได้รับพระราชทานเนื่องจากได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและความใกล้ชิดในพระราชสำนัก

.

๒. เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” แบบพิเศษ
เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” ออกแบบพิเศษโดยมีลวดลายตวัดใต้พระนาม ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สะท้อนถึงความโปรดปรานและความสัมพันธ์อันแนบแน่นในฝ่ายในของราชสำนัก

.

๓. เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู
เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู ได้รับในฐานะที่ทรงเป็นพระโสทรกนิษฐาของ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีเป็นหลักฐานถึงสายสัมพันธ์ในเหล่าพระญาติวงศ์ที่มีความใกล้ชิด

.

๔. เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์”
เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์” ซึ่ง เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นที่ระลึกในความรัก ในฐานะที่เคยเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งทรงพระเยาว์

.

๕. เหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ ๕ เสด็จกลับจากประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐)
เหรียญชุดนี้จัดสร้างขึ้นที่โรงกษาปณ์ในมหานครปารีส โดย ออกัสตุส ปาเตย์ แบ่งออกเป็น ๓ เนื้อ ได้แก่

  • เนื้อทองคำ พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้ใกล้ชิด

  • เนื้อเงิน พระราชทานแก่ขุนนางและข้าราชบริพาร

  • เนื้อทองขาว (อัลปาก้า) พระราชทานแก่พสกนิกรทั่วไป

เหรียญ “เสด็จกลับ” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง คำว่า เสด็จกลับ สื่อถึงพระบารมีและบุญญาธิการของ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ที่ทรงเสด็จไปและเสด็จกลับโดยสวัสดิภาพ
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ (ร.ศ. ๑๒๖) เป็นการเสด็จอย่างไม่เป็นทางการ มีผู้ตามเสด็จเพียง ๑๕ ท่าน เสด็จออกจากสยามเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ และเสด็จกลับถึงพระนครเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐ รวมระยะเวลา ๗ เดือน ๒๑ วัน

.

๖. เข็มอักษรในการเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป
เข็มพระราชทานสำหรับผู้ร่วมตามเสด็จ หรือผู้ที่อยู่รักษาพระนคร ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง (ร.ศ. ๑๑๖ และ ร.ศ. ๑๒๖) แบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ

  • ชั้นที่ ๑ เนื้อทองคำ

  • ชั้นที่ ๒ เนื้อเงิน

ผู้ร่วมเสด็จจะได้รับเข็มทรงกลม ส่วนผู้ที่อยู่รักษาพระนครจะได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยม
ในกรณีนี้ สมเด็จอธิบดี ทรงอยู่ช่วยรักษาพระนครทั้งสองครา จึงได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยมในร.ศ. ๑๒๖ โดยมีแพรแถบลอดด้านหลังเข็มตามชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ทรงได้รับ
เนื่องจากทรงได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายใน) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ แพรที่ลอดหลังเข็มจึงเป็น สีชมพู

.

๗. เข็มกลัดคามิโอล้อมเพชร ประดับที่คอเสื้อ
เข็มกลัดแบบคามิโอ ล้อมเพชร ประดับพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต แสดงถึงความเคารพยกย่องและสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดในเหล่าพระญาติวงศ์ ในฐานะพระมาตุจฉา

Read More